wwangkanon is Behind the Lens. His blog is for sharing experience also your sharing space.
<<
มิถุนายน 2553
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
6 มิถุนายน 2553

9 Days in Myanmar, 4th Chapter, Second Day in Yangon, Botataung Paya, BoBoYee Nat, and Chautatyee.

9 Days in Myanmar, 4th Chapter, Second Day in Yangon.

แล้วเราก็เจอไฟดับในคืนแรกที่เราหลับที่ย่างกุ้งเลยครับ
คงตอบได้ชัดเจนแล้วว่าทำไมโรงแรมหลายๆที่ที่เราเดินผ่านจึงต้องมีเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่อยู่หน้าโรงแรม
และยังเข้าใจต่อไปว่าทำไมเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาถึงมีการประท้วงกันอย่างรุนแรง จนเหตุการณ์บานปลายไปทั่วพม่า
เหตุประทุขึ้นหลังรัฐบาลทหารประกาศขึ้นค่าน้ำมัน ซศึ่งแน่นอนการขึ้นค่าน้ำมันเท่าตัว และจำกัดโควต้าการใช้น้ำมัน
ทำให้ต้นทุนด้านคมนาคมสูงขึ้น อีกทั้งประชาชนและหลายๆธุรกิจต้องมีต้นทุนในการปั่นไฟใช้เมื่อไฟดับเพิ่มขึ้นด้วยครับ
เข้าใจและเห็นใจจริงๆ และนี่ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมๆในการท่องเที่ยวในพม่าเพิ่มขึ้นด้วยครับ
ก็ขอย้ำอีกครั้งหนึง ใครที่อ้างอิงค่าใช้จ่ายจากหนังสือบันทึกการท่องเที่ยวที่ตีพิมพ์ก่อนหน้าเหตุการ์ประท้วง และนากิส
ให้เตรียมเผื่อไปอีกนะครับ ผมเกือบจะต้องถอดสร้อยทองที่แม่ให้มาขายซะแล้วครับ

อ้ออีกอย่างทีวีที่โรงแรมใช้ไม่ได้ครับผม เสีย กะจะดูรายการทีวีของบ้านเขาซะหน่อย
เวลาไปที่อื่นผมชอบไปดูทีวีบ้านเขาครับ
มีอะไรแปลกๆ จากที่บ้านเราให้ดูเพียบเลย
แต่ที่โรงแรมนี้อดครับ
แต่ก็ง่วงๆมากแล้ว น่าจะไปขอให้เขามาดูได้ แต่ไม่ไหวแล้ว นอนดีกว่า

เริ่มต้นวันที่สองจริงๆกันนะครับ
วันนี้เราไม่มีกำหนดการมากนักครับ
เพราะว่าเราอยากจะพักมากหน่อย โดยกะตื่นสายๆ เช็คเอ้าท์แล้วก็ลุยกันต่อครับ
วันนี้เรามีนัดขึ้นรถไปมัณฑะเลย์ตอนหัวค่ำ ที่ Highway Bus Station อยู่นอกเมืองนู่นครับ
ก่อนหน้านั้นเราก็จะไปตระเวณเก็บตกบางที่ที่เราอยากไปจริงๆ ก็คือ วัดโบตะทาวน์และวัดพระนอนตาหวานครับ

แล้วเราก็ตื่นกันสาย เพราะสลบหมดแรงจากการตระเวณเดินไปเดินมาในย่างกุ้ง และหลงหาทางออกไม่เจอในชเวดากองเมื่อคืน
(แต่ก็มันส์ดีครับ มากะทัวร์นี่คงไม่ได้หลงเหมือนเราหรอก 555 อิจฉากันดิ อิอิอิ)

เราลงมาทานอาหารเช้าของทางโรงแรม
ประกอบด้วย เมนูไข่ครับ แวแต่จะเลือกว่าจะเอา ไข่ทอด หรือไข่คน แล้วก็มีขนมปังปิ้งกับแยม กล้วย แล้วก็ชา กาแฟครับ
กินอิ่มแล้วก็กลับขึ้นไปหลับอีกตื่น
ตื่นแล้วก็ อาบน้ำอาบท่า เก็บข้าวเก็บของ เช็คเอ้าท์กันหล่ะครับ

เราถามทางไปวัดโบตะทาวน์จากพนักงานของโรงแรม
ซึ่งฟังดูแล้วไม่ใกล้สักเท่าไหร่ อีกทั้งเราจะไปวัดพระนอนตาหวาน แล้วไปท่ารถกันต่อ
จะฝากเป้ขนาดเขื่องสองใบบนหลังพวกเราไว้ที่โรงแรมแล้วกลับมาเอาก็ไม่ได้ ต้องเอาไปด้วย เพราะว่าถ้าจะกลับมาเอาอีกก็คงต้องอ้อมย่างกุ้งกันล่ะ
แล้วก็เพราะไอ้เป้ขนาดเขื่องนี่แหล่ะครับเลยโบกแท๊กซี่ไปส่งครับ
ไปโบกแล้วตกลงราคาได้อยู่ที่ 3000 จ๊าด คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 150 บาทครับ
วิธีคิดง่ายๆ ที่ได้จากหนังสือของท่านหนึ่งคือ เอาเงินพม่าคูณด้วย 5 แล้วติดศูนย์ออกไปสองตัวครับ
หรือคิดให้ยากก็คือคุณด้วย 0.05 หล่ะครับ

รถพาเราวิ่งๆลัดเลาะลัดเลาะมาจนถึงบริเวณสี่แยกหนึง รถเลี้ยวซ้ายเข้าไป
รถพาเราผ่านชุมชนหน้าวัด มีร้านค้าขายของสำหรับบูชามากมาย เขาจะจัดมันเป็นกระจาดๆกระจาดเลยครับ
มีผลไม้และของบูชาอื่นๆเพียบเลย และบ้านบางหลังเหมือนจะมีกิจกรรมเสียงดังมาก เปิดเพลงแขกๆ เท่าที่สังเกตุดู น่าจะเป็นการเข้าทรงเจ้านัตน่ะครับ

สี่แยกหน้าวัดครับ


รถเราวิ่งมาจนถึงหน้าทางเข้าวัด ที่หน้าประตูวัดด้านขวามือจะมีอาคารชั้นเดียว เหมือนกับป้อมยามแต่ใหญ่กว่าหน่อย
เราถูกเชิญตัวเข้าไปด้านในเผื่อที่จะชำระค่าเข้าชมไม่แน่ใจว่า 200 หรือ 500 จ๊าด จำไม่ได้ ขอโทษทีครับ
เจ้าหน้าที่แต่งตัวคล้ายๆ รปภ บ้านเราแต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าแกมียศมีศักดิ์ด้านไหนหรือเปล่า แต่แกก็พูดคำว่า สวัสดี ได้ด้วยครับ
ผมก็เลยใส่ภาษาไทยต่อไปอีกสองสามประโยชน์ ลุงแกอึ้งๆไป
5555 ที่แกพูดได้ชัดเจนเนี่ยเพราะวัดนี้เป็นอีกทีหนึงที่คนไทยส่วนใหญ่ที่ไปเที่ยวพม่าจะปักที่นี่ไว้เป็นเป้าหมายอันดับต้นๆเลยครับ
เพราะว่าที่นี่เป็นที่ประดิษฐาน โบโบยีนัต หรือที่คนไทยเราเรียกท่านติดปากว่า เทพทันใจนั่นแหล่ะครับ
ลุงคนนั้นบอกให้เราฝากกระเป๋าไว้ได้ แต่พูดตรงๆ (เฉพาะตรงนี้อ่ะนะ ตรงนั้นไม่ได้พูด) เราไม่กล้าฝากครับเพราะไม่ไว้ใจ
เลยแบกๆกันไปครับ เพราะหนึ่งในเป้ใบเขื่องขั้นมี notebook ด้วยครับ ผมต้องแบกมันมาด้วยเพราะกลัวว่าอาจจะมีเรื่องฉุกเฉินเรื่องงาน
ถ้ามันหายไปผมก็คงแย่เหมือนกัน เพราะว่าเป็นของบริษัทน่ะครับ แต่สุดท้ายเราก็ฝากรองเท้าเขาไว้ครับ
เพราะแกบอกว่าไม่ต้องกลัว คนอื่นๆก็ฝากไว้ ก็โอล่ะ อย่างมากก็ซื้อใหม่ล่ะนะ ตอนนั้นบ้าหอบฟางกันสุดๆด้วย



วัดโบตะทาวน์ โบดาทาวน์ โบตะตวง แล้วแต่ใครจะเรียก
แต่เท่าฟังการออกเสียงของชาวท้องถิ่นแล้ว น่าจะพูดว่า โบ-ตะ-ทาว
ภาษาอังกฤษเขียนว่า Botataung Paya
ภาษาพม่าเขียนและพิมพ์ไม่เป็นครับ แถมไม่ได้ถ่ายรูปมาด้วย เลยเอามาโชว์ที่นี่ไม่ได้
วัดนี้ตั้งอยู่ในเขตท่าน้ำหรือท่าเรือของแม่น้ำย่างกุ้งครับ ต้องบอกว่าอยู่ที่ปากแม่น้ำย่างกุ้งครับ
ก่อนที่แม่น้ำย่างกุ้งจะไหลมารวมกับแม่น้ำพะโค หรือแม่น้ำหงสาวดี และไหลไปลงทะเลที่อ่าวมะตะบัน
ระหว่างเดินทางมาวัดจะเห็นบางช่วงมีตู้คอนเทนเนอร์ตรึมเลยครับ

โบตาทาวน์ แปลว่า เจดีย์นายทหาร 1000นาย ตำนานเล่าว่า 2500 กว่าปีก่อน พระเจ้าโอกะลาปะ กษัตริย์มอญทรงบัญชาให้นายทหารระดับแม่ทัพตั้งแถวถวายสักการะแด่พระเกศาธาตุ ที่พ่อค้าสองพี่น้องอัญเชิญมาทางเรือและมาขึ้นฝั่งเมืองตะเกิงหรือดากอง ณ

บริเวณนี้ จึงสร้างเจดีย์โบตะทาวน์ไว้เป็นที่ระลึก พร้อมทั้งแบ่งพระพุทธเกศา 1 เส้น มาบรรจุไว้ ก่อนนำไปบรรจุในมหาเจดีย์เวดากองและเจดีย์สำคัญอื่นๆ เจดีย์โบดาทาวน์จึงเป็นพุทธสถานที่สำคัญของชาวมอญและพม่าเรื่อยมา จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่2

องค์เจดีย์เสียหายจากภัยสงคราม แต่ในระหว่างการบูรณะได้ค้นพบผอบทรงสถูปบรรจุพระเกศธาตุและพระบรม สารีริกธาตุ
เมื่อเจดีย์โบดาทาวน์องค์ใหม่ สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2496 จึงนำพระเกศธาตุมาบรรจุในมณฑปครอบแก้วใส ประดิษฐาน ณ ใจกลางเจดีย์ และทำช่องทางให้พุทธศาสนิกชนเดินเข้าไปดูและสักการบูชาได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าชมในอาณาบริเวณเจดีย์

โบดาทาวน์คือ พระพุทธรูปทองคำ ประดิษฐานในวิหารด้านขวา ซึ่งเป็นพุทธรูปปางมารวิชัยที่มีพุทธลักษณะงดงามยิ่งนัก ตามประวัติว่าเคยประดิษฐานอยู่ในพระราชวังมัณฑะเลย์ ครั้นเมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมอังกฤษในปี พ.ศ. 2428 ถูกเคลื่อนย้ายไปยังพิพิธ

ภัณฑ์กัลกัตตาในอินเดีย ทำให้รอดพ้นจากระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรที่ถล่มวังมัณฑะเลย์ ต่อมาในปี 2488 พระพุทธรูปองค์นี้ถูกจัดไปแสดงที่พิพิธภัณฑ์วิกตอเรียและแอลเบิร์ต และด้านซ้ายมือจะมีวิหารที่ประทับของนัตโบโบยี หรือ เทพทันใจ ซึ่งชาวมอญ,พม่า

และไทยนิยมมากราบไหว้บูชา ด้วยเชื่อว่าอธิษฐานขอสิ่งใดแล้วจะสมปรารถนาทันใจ

เราเริ่มเดินชมวัดโดยเข้าไปไหว้ไปชมและนมัสการพระเกศาธาตุในองค์พระเจดีย์ก่อน
ตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงองค์พระธาตุ ทุกอย่างเป็นสีทองหมดเลยครับ
เขาทำกระจกครอบไว้อีกที และกระจกด้านไหนที่มีขอบหรือมีรอยต่อ
เขาก็จะเอาเงินสอดเสียบเข้าไป เข้าใจว่าเป็นการทำบุญอย่างนึงน่ะครับ
เจอแบงค์บ้านเราเพียบเลยครับ

ทางเข้าองค์เจดีย์


ทางเดินทำไว้ขนาดเดินสบายๆเลยครับ
แต่เนื่องด้วยเป็นศาสนสถานยอดนิยมแห่งหนึ่ง จึ่งมีคนเยอะมากๆครับ
จนทางเดินแถบจะเดินไม่ได้เลยครับ
เราก็เป็นบ้าหอบฟางอีก กว่าจะแทรกตัวเข้าไปถึงด้านหน้าองค์พระธาตุได้ก็แทบแย่เหมือนกัน
แต่ก็ด้วยไอ้เป้นี่ก็ด้วยที่ทำให้ชาวพม่าเห็นเราเป็นนักท่องเที่ยวแล้วพยายามหลบให้เราเข้าไปดูจนถึงด้านหน้า
ลำพังหน้าตาคงจะไม่ช่วยแน่นอน
บรรยากาศด้านในองค์เจดีย์
ดูที่ผนังด้านขวามือ ในกระจกมีแบงค์พันไทยด้วยครับ


อันนี้ผอบเก็บพระเกศาธาตุครับ เก็บอยู่ในห้องกระจก ที่อยู่ในลูกกรงอีกทีครับ


องค์เกศาธาตุถูกจัดเก็บไว้ในผอบ ซึ่งอยู่ในห้องกระจก ซึ่งอยู่ในกรงเหล็กดัดอีกทีหนึง
เราก็ไปยืนดู และได้ไหว้องค์พระเกศาธาตุ อีกทั้งยังมีโอกาศได้เสียบสตางค์กับเขาด้วยครับ
ผมถ่ายรูปบรรยากาศและองค์เกศาธาตุเสร็จแล้วออกมาให้ท่านอื่นๆได้เข้าไปชมบ้างล่ะครับ

เราฝ่ามวลชนออกมาจากองค์เจดีย์
แล้วเดินเที่ยวรอบๆองค์พระเจดีย์ด้านหลังมีวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปหลากหลายเลยครับ









อ้อเราก็จะได้พบเจอคนนั่งสมาธิอยู่ทั่วๆไปครับ



มานั่งพักที่ใต้ต้นไม้ ก็บังเอิญมีพี่หม่องคนหนึ่งมาเดินขายไอศครีมครับ
แบบตักใส่ถ้วยพลาสติก แกหิ้วของแกมากระติกเดียวเลยครับ เศรษฐกิจพอเพียงมาก
เราเลยสั่งมาคนล่ะถ้วยครับ ราคาก็ถ้วยล่ะ 200 จ๊าดครับ
รถชาตินี่หวานและมีกลิ่นแปลกๆครับ คุณนายผมเลยทานไม่หมด บอกว่ามันหวานอย่างเดียวไม่อร่อย
ผมก็เลยต้องเสียสละจัดการส่วนที่เหลือด้วยเลย เป็นการเสียสละที่อร่อยดีครับ 5555 แหมลำบากจริงๆเลย



เราเดินสำรวจวัดกันต่อเพื่อที่จะตามหาโบโบยีนัต เขาว่ากันว่าอยู่ภายในวัดทิศตะวันตก
เราเดินออกจากบริเวณพระเจดีย์ไปทางทิศตะวันตก ผ่านลานกว้างออกไป แต่ก็ไม่เจอครับ
ที่เจอจะเป็นสวนแห่งหนึ่ง เป็นที่ประทับของพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่ง มีรูปเด็กแบกฆ้องด้วยครับ
อ้อ ลืมบอกไป วัดในพม่าส่วนใหญ่จะมีรูปคนหรือเทวดา แบกฆ้องหรือระฆังเกือบทุกวัดล่ะครับ
ส่วนใหญ่เขาจะประดับให้สวยงามหรือไม่ก็แนวฮาฮาไปเลย เช่นเป็นเด็กเฮฮากันอยู่ เราเจอที่หนึงเทวดาเหน็บมือถือซะด้วย
ที่นี่เป็นเด็กๆตามรูปครับ ด้านข้างๆเป็นรูปเทวดาครับ เดาว่าน่าจะเป็นพญานาค เดาจากเครื่องครอบศรีษะที่สวมมีรูปนาคด้วย



เดินดูๆ แล้วก็ไม่เจอ โบโบยี แต่ด้านข้างๆสวนจะมีพระพุทธรูปอีกองค์ครับย องค์นี้ใหญ่เหมือนกันครับ แต่ลักษณะท่านจะเหมือนพระที่เมืองไทยมากกว่า
แล้วองค์ประทับอยู่บน ฐานที่พญานาคอยู่หลายตัวเลย พญานาคที่นี่ไม่เหมือนบ้านเราอีกแล้วครับ มีแม่เบี้ยเหมือนงูเห่าครับ สวยดีครับ
ได้ข่าวว่าพระองค์นี้ มีดาราผู้มีชื่อเสียงชาวพม่าท่านหนึ่งสร้างถวายวัดน่ะครับ



เราเดินหันหลังย้อนกลับมาที่องค์เจดีย์อีกครั้ง ก็เจอมุมถ่ายรูปสวยอีกที เห็นต้นมะพร้าว เห็นองค์พระเจดีย์
ก็ถ่ายรูปกันไป





แล้วก็เดินตามหาโบโบยีกันต่อ เราเดินย้นมาทางองค์เจดีย์ เยื้องไปทางประตูวัด ก็เจอกับวิหารแห่งหนึ่ง
มีการเปิดเพลงดังเหมือนบ้านเมื่อกี้หน้าวัดเลยครับ อ่ะไม่ใช่ดิ ไม่ใช่เปิดเพลงเป็นวงดนตรีพื้นเมืองครับ
แล้วก็มีผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวแบบเต็มยศจ้าวชาวพม่าจะว่าไปก็ดูแขกๆเหมือนกันครับ
เธอจะนั่งอยู่บนเก้าอี๊ที่ตกแต่งสวยงาม แต่คนอื่นๆนั่งกับพื้นครับ มีการไหว้ ทำความเคารพ ถวายของเป็นกระจาดน้อยๆด้วย
ก็คงพอสรุปได้ว่าเขาคงทรงเจ้ากันแหล่ะครับ
เรายืนดูเขาสักพักก็เดินกันต่อ ก็มาเจอวิหารของโบโบยี อยู่ใกล้ๆกับที่ศาลาเมื่อกี้แหล่ะครับ แหม วนไปหาซะท้ายวัดนู่น อยู่ใกล้ๆนี่เอง

วิหารของท่านเหมือนตั้งอยู่ในกลางบ่อแหล่ะครับ
มีสะพานให้เดินข้ามบ่อไปสู่วิหารครับ
พอข้ามไปแล้วก็จะได้เจอองค์ท่านยืนชี้นิ้วอยู่เลยล่ะครับ
ส่วนวิธีการขอพรก็ตามนี้นะครับ
ให้เอาดอกไม้ ผลไม้ โดยเฉพาะมะพร้าวอ่อน กล้วย หรือผลไม้อื่นๆมาสักการะ นัตโบโบยี จะชอบมาก จากนั้นก็ให้เอาเงินไปใส่มือของนัตโบโบยีสัก 2 ใบ ไหว้ขอพรแล้วดึกกลับมา 1 ใบ เอามาเก็บรักษาไว้ จากนั้นก็เอาหน้าผากไปแตะกับนิ้วชี้ของนัตโบโบยี แค่

นี้ท่านก็จะสมตามความปราถนาที่ขอไว้ครับ
ให้ตั้งจิตใจให้แนวแน่ตั้งแต่เดินเข้าพระวิหารเลยนะครับ ทำใจให้สบายๆ อย่าคิดอะไรเวลาอธิษฐานจะได้ไม่ผิดเรื่อง
เขาว่ากันว่าท่านจะให้พรได้แค่อย่างเดียว ถ้าเราไปคิดอยากได้อะไรก่อนที่จะอธิษฐาน ก็เสร็จเลยครับ
บางคนขอบุหรี่เพื่อนก็ได้บุหรี่ล่ะครับ ของผมนี่ ตอนแรกก็ไม่รู้ ดันไปขอให้ฝรั่งคนหนึ่งถ่ายรูปให้ ก็เลยได้รูปถ่ายน่ะแหล่ะครับ
พอดีพึ่งมาเจอเรื่องวิธีการขอพรที่หลัง ตอนที่มาหาข้อมูลเพิ่มตอนจะเขียนบล๊อคนี่แหล่ะครับ
เซงเลย



เราออกมาจากวัด เดินชมบรรยากาศกันมาจนถึงสี่แยก ท้องเริ่มหิวแล้ว
ฝั่งตรงข้ามมีร้านขายอาหารข้างทาง
เราก็เลยลองไปชิมกันดู
ร้านนี้เป็นร้านข้าวแกงครับ
ประมาณว่าสั่งอาหารเป็นอย่างๆ มากินกับข้าวครับ
อาหารอร่อยดีครับ เราสั่งอาหารมาสามอย่าง เป็นผัดเลือด (เลือดเป็นก้อนๆ) ไข่พะโล้(มั้ง) แล้วก็กะหล่ำดอกผัดกับน้ำผริกครับ



คุณนายผมเป็นคนแม่ฮ่องสอนครับ คุณเธอบอกว่า ผัดเลือดนี่คล้ายกับอาหารเหนือที่เรียกว่าอุบ ส่วนไข่นี่ก็เหมือนกับไข่ผัดกับเครื่องแกงอ่อมของทางเหนือครับ
แต่จะออกไปทางมันๆหน่อยครับ
ข้าวสวยก็จะไม่ใช่ข้าวหอมมะลินะครับ
สำหรับเราปกติไม่มีปัญหาอยู่แล้วกะเรื่องกินเนี่ย กลัวแต่ว่าถ้าไม่สะอาดมีท้องเดินแทนขาแน่ๆ ตอนนั้นก็หิวมากซะด้วย
ก็ต้องกินล่ะ
อ้อ สำหรับเครื่องดื่มก็น้ำชาในกระติกน้ำร้อนหล่ะครับ มีจอกให้รินได้เบย แล้วเราก็สั่ง star cola มาเพิ่มด้วย
รวมค่าเสียหายไปประมาณ 4000 จ๊าดครับ
ผมว่าราคานี้แพงนะสำหรับที่นั่น ก็ฝากๆกันไว้จะกินไรก็ถามราคากันดีๆก่อนนะ

บรรยากาศในร้านข้าวแกงข้างทางครับ
สังเกตุกระดาษทิชชูครับ อย่างงี้เกือบทุกที่ครับ
ใครที่ต้องใช้บ่อยๆ แนะนำว่าเอาไปเองดีกว่า


เราโบกแท๊กซี่ต่อครับ เป้าหมายต่อไปของเราก็คือเจ๊าทัตจีครับ ชาวไทยเราเรียกกันติดปากว่าพระนอนตาหวานครับ
เดี๋ยวรู้กันว่าจะหวานแค่ไหน
วัดจะตั้งอยู่ออกมานอกเมืองนิด อยู่ระหว่างทางไปท่ารถทัวร์พอดี นี่เป็นสาเหตุที่เราตั้งใจไม่ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมแหล่ะครับ
อ้อ ค่าแท๊กซี่ลืมไปแล้วอ่ะนะ ว่าจ่ายเท่าไหร่ โทษที
อันนี้รถกระบะน้อยแฟมิลี่ จะเห็นวิ่งทั่วๆไปครับ



รถพาเรามาถึงซอยเลี้ยวเข้าวัด พอเลี้ยวซ้ายป๊าบ ยังไม่ถึงครับ รถต้องวิ่งขึ้นดอยอีกสัก 200 เมตรเห็นจะได้
ก็ถึงบริเวณหน้าวัด วัดนี้ไม่เสียค่าเข้าชมครับ แต่ต้องฝากรองเท้าไว้ จะทำบุญเท่าไหร่ก็แล้วแต่

ที่นี้ไปดูกันว่าพระนอนองค์นี้จะตาหวานสักแค่ไหน
แต่อย่างน้อยก็ติดตราตรึงใจคนไทยที่ไปเที่ยวจนกลับมาเล่าปากต่อปากแหล่ะครับ
อย่างน้อยก็แม่ผมคนหนึ่งล่ะ ท่านบอกว่าสวยนักสวยหนา
ไปดูกันครับ



พระนอนตาหวาน ซึ่งเป็นพระที่มีความสวยงามที่สุดมีขนตาที่งดงาม ที่ใหญ่ที่สุดในย่างกุ้ง พระพุทธไสยาสน์แห่งเมืองย่างกุ้ง พระพุทธรูปองค์นี้มีลักษณะพิเศษคือ ที่พระบาทภาพวาดรูปสรรพสิ่งอันล้วนเป็นมิ่งมงคลสูงสุด เพราะประกอบด้วยลายลักษณ์ธรรมจักร ข้าง

ละองค์ ในบริเวณใจกลางฝ่าพระบาทและล้อมด้วยรูปอัฎฐุตรสตมงคล 108 ประการ มีคำอภิบายเป็นภาษาท้องถิ่นและภาษาอังกฤษไว้ครับว่าสิ่งมงคลทั้ง 108 นั้นประกอบด้วยอะไร อยู่ตำแหน่งไหนบ้าง
เราเดินถ่ายรูปกับรอบๆองค์พระโดยเฉพาะบริเวณ ฝ่าพระบาท สวยจริงๆครับ ที่บริเวณจีวรที่ลาดลงกับพื้นก็สวยครับ
อ้อใครที่ต้องการจะถ่ายคงค์เต็มๆ ผมแนะนำว่าที่ปลายเท้าท่านจะมีแสตนด์ให้ปีนขึ้นไปครับ ถ้าถ่ายจากบนนั้นได้ครบทั้งองค์และติดภาพที่ฝ่าพระบาทด้วยครับ



ตาท่านหวานจริงๆนะ


ไม่ได้หวานแค่ตาครับ เล็บก็ใช่ย่อย


และเนื่องจากวัดนี้ตั้งอยู่บนดอยเตี้ยๆแห่งหนึ่ง ด้านหลังองค์พระจึงมองออกไปเห็นวิวที่สวยงามครับ
เห็นอีกวัดหนึ่งด้วยครับ อยู่บนเนินเขาอีกลูกหนึง เป็นเจดีย์สีทองสวยงามอีกแห่ง
ได้ยินเสียงสวดมนต์แว่วมาจากวัดนั้นตลอดเลยครับ ได้บรรยากาศจริงๆ





ระหว่างที่เดินๆอยู่ก็เจอชาวต่างประเทศอีกกลุ่มหนึ่ง หน้าตาแขกๆครับ มีพระสงฆ์อยู่ในคณะองค์หนึ่งด้วย พระสงฆ์ท่านก็หน้าตาแขกๆเหมือนกันนะ
เดินทางมานมัสการองค์พระเหมือนกัน เนื่องจากความอยากรู้อยากเห็นเลยเข้าไปทักทาย
ได้ความว่ามาจากศรีลังกาครับ และเป็นชาวพุทธเหมือนกับเรา
แต่เนี่องจากลักษณะเขาท่าทางจะไม่ไว้ใจเราเท่าไหร่ เลยไม่ได้พูดอะไรกันมากครับ
แต่ก็รู้สึกดีใจที่มาเจอชาวพุทธหน้าตาแขกๆ (แบบไม่เคยเห็นไง 555)

ที่ผนังด้านบนวิหารของที่นี่ก็แปลกอย่างนะครับ ที่นี่ไม่มีภาพเขียนสีอะไรหรอกครับ
แต่เป็นรายชื่อผู้ที่ทำบุญกับทางวัดครับ
รายชื่อส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างประเทศ ก็เขียน ชื่อสกุล ที่อยู่ และจำนวนเงินที่ทำ ขนาดใหญ่เล็กแล้วแต่จำนวนเงินที่ทำมั้งครับ
ตอนแรกผมก็กะจะทำเหมือนกัน อยากให้มีชื่อสกุลเราติดอยู่เผื่อลูกหลานมาเที่ยววันหลังเห็นจะได้ภูมิใจ แต่พอคิดว่าเงินที่มีในกระเป๋าแล้ว ก็คิดว่าคงจะได้ช่องนิดเดียว
แทนที่ลูกหลานจะภูมิใจคงจะไม่ใช้แน่ๆ ก็เลยเอาเงินไปทำบุญตรงที่ฝากโรงเท้าก็พอแล้วล่ะน้อ

เดินกันสักพัก เข้าโหมดหมดแรง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ง่วงด้วยก็เลยสรุปกันว่านั่งพักกันที่วัดนี่แหล่ะอีกสักพักค่อยไปที่ท่ารถกันต่อ
เพราะก้ไม่มีที่ไหนที่อยากจะไปล่าต่อแล้วด้วย



แฟนผมอยากเข้าห้องน้ำก็เลย ขอแยกตัวไปหาห้องน้ำ ส่วนผมก็เฝ้าสัมภาระครับ แอบหลับด้วย
แฟนผมไปนานมากจนน่าเป็นห่วง แต่ก็ต้องเฝ้าสัมภาระนี่นะ
สักพักแฟนผมก็กลับมาบอกว่าห้องน้ำน่ะ อยู่นอกวัด ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนี้ทุกวัดแหล่ะครับ ไม่มีห้องน้ำในวัดเลยครับ
ห้องน้ำที่นี่ต้องเดินออกไปไกลนิดนึง สักสองถึงสามร้อยเมตรได้ เป็นบ้านคนครับ ต้องเสียเงินค่าเข้า 200 จ๊าดต่อคนครับ
เธอบอกทางผมก็ผลัดผมไปเข้าบ้าง ก็อย่างที่คุณนายบอกแหล่ะครับ เดินไปไกล ออกนอกตัววัดแหล่ะครับ
แล้วหน้าบ้านเขียนติดไว้ว่า toilete พอเราเสนอหน้าเข้าไป ก็มีเด็กน้อยคนหนึงออกมาต้อนรับ พูดว่าสวัสดีครับ ทันที
นั่นแหน่ะรู้ด้วยว่าเราคนไทย ขนาดหน้าตาผมนี่ไปทางจีนๆนะเนี่ย (จริงๆนะ ไปเที่ยววัดในกรุงเทพนี่ถุกเรียกไปจ่ายค่าเข้าทุกวัดเลย5555)
ผมก็ชอบเลยครับ พูดไทยได้ใช่ไหม ใส่ต่อไปอีกสองประโยค น้องแกมีอึ้งครับ
เด็กน้อยรีบนำทางไปเข้าห้องน้ำทันที ไม่หันมามองผมอีกเลย พอถึงห้องน้ำด้านข้างหลังแล้ว ก็จ่ายเงินกันก็เข้าไปทำธุระ ห้องน้ำก็ไม่ได้หรูหราอะไรครับ ก็เหมือนส้วมตามชนบทบ้านเราแหล่ะครับ
ตอนออกมานี่เจอเข้ากับทัวร์คุณนายชาวไทยด้วยครับ
มาเข้าห้องน้ำเหมือนกัน เด็กน้อยคนนั้นก็พูดทักทายสวัสดีเป็นภาษาไทยอย่างอัตโนมัติเหมือนโปรแกรมไว้แหล่ะครับ
หรือว่ามีเราชาติเดียวที่ชอบขับถ่ายกันบ่อยๆนะ 5555
ได้ยินเสียงเจ๊ๆคณะทัวร์ชาวไทยก็ทำเสียงงงๆคุยกันเองว่าห้องน้ำอยู่ในบ้านเหรออะไรประมาณนั้น
ผมก็ได้แต่แอบยิ้มเล็กๆ แล้วก็เดินออกมาโดยไม่ได้ทักทายแต่อย่างใด

เดินกลับมาถึงวิหารพระนอนตาหวาน แล้วก็นั่งพักกันสักพักใหญ่ๆ พอมีแรงแล้วก็ตกลงใจจะไปกันต่อแล้วครับ
แบกของขึ้นหลังแล้วก็เดินออกมาสวมโรงเท้า รอรถแท๊กซี่อยู่พักหนึ่งตรงที่เขามาส่งเราก็ไม่มีรถเข้ามาเลยครับ
ก็เลยเข้าใจว่าต้องเดินแบกเป้ลงไปขึ้นที่ถนนใหญ่ ก็เลยต้องเดินลงมาตามทางเดินอีกทางที่เป็นทางเดินเท้า ทางนี้จะขนานกันไปกับทางรถวิ่งแหล่ะครับ แต่ดีกว่าที่มีหลังคาคลุมแดดคลุมฝนให้
เราสังเกตุเห็นชาวพม่าที่เดินสวนๆกับเราเขาก็เดินถอดรองเท้าหมดเลย อ่ะเอาไงดีจะมาถอดตอนนี้ก็ใช่เรื่องเพราะก้มลงลำบากครับ เป้ที่หลังใบเบ่อเร่อเลย
ก็เลยตัดสินใจไปเดินกันที่ทางรถวิ่งครับระยะทางก็พอๆกัน เดินๆไป ก็เจอชาวพม่าอีก แล้วก็ถอดรองเท้าเหมือนกันอีกด้วย
อ่ะ เอาไงดี อีกนิดเดียวก็ถึงล่ะ เลยหลับหูหลับตาเดินจนถึงถนนใหญ่ล่ะครับ
สรุปก็คือ ถ้าเข้าเขตวัด จะตรงไหนก็ตามถอดรองเท้าหมดครับ อ้อ เมื่อกี้ไปเข้าห้องน้ำก็ถอดเหมือนกันนะ

เราโบกแท๊กซี่เพื่อจะไปที่ท่ารถ highway bus station ที่นอกเมืองครับ
ได้รถตกลงราคาแล้วก็ออกเดินทางกันต่อ รถพาเราวิ่งๆไป จนมาถึงบริเวณที่น่าจะเรียกได้ว่าท่ารถครับ สอบถามคนขับก็ได้ความว่าบริเวณนี้ยังไม่ใช่ แต่เป็นท่ารถอีกแบบ เทาว่าน่าจะเป็นท่ารถที่วิ่งไปไม่ไกลครับ เพราะจะเป็นพวกรถหกล้อน่ะครับ
รถจะจอดอยู่ตามข้างๆถนน ผู้คนพลุกพ่านหล่ะครับ วิ่งต่อไปไม่ไกลนัก แท๊กซี่ก็ขอดูตั๋วเรา แล้วก็ถามคนแถวๆนั้น ประมาณว่าไอ้ที่จอดรถของบริษัทนี่อยู่แถวๆไหน
อ้อลืมบอกไปครับ ท่ารถเขาไม่มีชานชลารวมๆเหมือนบ้านเรานะครับ
คือประมาณว่าเป็นห้องแถวน่ะครับ แล้วรถก็จอดด้านหน้าบริษัทใครบริษัทมันไปเลย
แท๊กซี่พาเรามาจอดห้าห้องแถวแห่งหนึ่ง เราก็จ่ายเงินขนสัมภาระลงแบบงงๆอยู่
เห็นคนหนึงนั่งอยู่ที่เคาท์เตอร์ประมาณว่าเป็นเจ้าหน้าที่ก็เลยเข้าไปถาม ก็สรุปว่าต้องนั่งรอกันอีกพักใหญ่เพราะเรามาถึงก่อนเวลาพอสมควร
ที่นั่งรอก็เก๊าอี๊พลาสติกตามรูปแหล่ะครับ



นั่งรอกันสักพักใหญ่ๆ ก็ฝากกระเป๋าออกมาหาอะไรทานกันครับ
ก็จะมใร้านค้าอยู่ทั่วๆไป เราซื้อพวกขนมปังเป็นสะเบียงไว้ พวกขนมปังก็คล้ายๆกับขนมปังสอดไส้ของพวกฟาร์มเอ้าส์ในบ้านเราแหล่ะครับ
แต่คล้ายๆกับขนมที่ขายตามโรงเรียบเมื่อตอนเด็กๆมากกว่า ไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่หรอกครับ แต่ก็เอาไว้ก่อนเป็นสะเบียง
อีกอย่างที่มีขายเยอะก็คือพวกผลไม้ดองครับเขา pack seal อย่างดีเลยนะครับ แต่เรายังไม่กล้าซื้อครับ กลัวอยู่ครับ พอดีเป็นคนื้องเสียง่ายด้วย
เราได้ขนมปังแล้วเดินดูรอบๆต่อ ก็เจอ ร้านขายอาหารครับ ก็เลยลองเข้าไปดู สั่งอะไรมากินกันก็ยังไม่รู้ คล้ายๆ ขนมจีนน้ำเงี้ยวของทางเหนือครับ
อิ่มแล้วก็กลับมานั่งรอรถกันต่อ

สักพักก็ได้ขึ้นรถครับ ที่นั่งเราอยู่ท้ายสุดเลยครับแต่ภาพรวมแล้วโอเคครับ
คล้ายๆกับรถทัวร์ติดแอร์บ้านเราครับ หลับกันแล้วล่ะครับ เพลียและง่วงสุดๆ



หลับไปได้พักใหญ่มากๆ ไม่รู้กี่โมง เราก็ถูกปลุกขึ้นมาระหว่างทางครับ
เขาไปจอดที่ที่หนึ่ง คนงัวๆเงียๆลุกกันแล้วก็ค่อยๆลงรถกันไป
มีคนขึ้นมาบอกให้ลงไปให้หมดทุกคนครับ ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่พูดเป็นภาษาบ้านเขาน่ะครับ
แต่พอมีภาษามือก็พอเข้าใจว่าต้องลงทุกคน เราก็เลยลงตามไปด้วย
ข้างนอกหนาวมาก เพราะเราไปหน้าหนาวนี่น้อ ตอนนั้นก็ไม่รู้กี่โมงแล้ว ใครไปหน้าหนาวแนะนำเอาเสื้อกันหนาวไปกันด้วยนะครับ หนาวอย่างแรง
บริเวณนั้นเป็นเหมือนที่ที่รถทัวร์จะไปจอดกันครับ รถทัวร์เยอะมาก คนก็เยอะด้วย
มีสิ่งก่อสร้างเป็นร้านใหญ่ๆ มุงแฝกครับ คล้ายๆคอกหมูตามชนบทบ้านเราสมัยก่อน แต่ใหญ่กว่ามาก ด้านในมีร้านอาหารร้านค้าหลายร้านเลยครับ
มีขายทั้งข้าวราดแกงอย่างที่เรากินกันที่วัดโบตาทาว หรือจะเป็นโรตีน้ำแกงก็มี ที่ขายข้างทางเดินก่อนจะเข้าไปบริเวณร้านค้าก็มีครับเดินก็มี ทั้งไข่ต้ม ซาลาเปา ข้าวโพดต้ม
อากาศหนาวๆอย่างนี้น่าสนใจเหมือนกันครับ แต่คุณนายส่ายหน้าอย่างเดียว ก็ยังง่วงกันอยู่นี่ครับ
เราตามฝูงชนไปครับ เดินทะลุร้านอาหารไป ด้านหลังจะมีห้องน้ำแบบมุงด้วยเสื่อไม้ไผ่เพียบ เป็นห้องๆ แยกชายหญิง ของผู้ชายมีห้องฉี่รวมด้วยครับ
ห้องน้ำทั่วๆไปก็ธรรมดาๆครับ ก็ต้องเข้าหล่ะครับ ไม่รู้รถจะจอดอีกหรือเปล่า
เข้าห้องน้ำเสร็จ ก็ออกมารอรถครับ หนาว หนาวสุดๆ มีบางคนก่อไฟผิงกันแล้วเราก็ไปยืนมั่วกะเขาด้วย แหะๆหน้าตาละม้ายอยู่แล้น
รอได้สักพักมีคนมาเปิดรถคนก็กรูกันขึ้นรถหล่ะครับ

รถยังจอดอีกครั้งสองครั้งให้แวะฉี่กันครับ

จบวันนี้แล้วครับ
สรุปเราได้เที่ยวไม่กี่ที่ที่ย่างกุ้ง เพราะแปกเป้ใบเขื่องกันไว้เลยไปไหนมาไหนค่อนข้างจะลำบาก
แล้วก็พะวงเรื่องที่จะไป highway bus station อีก ต้องไปรอรถก่อนรถออกน่ะครับ
แต่เราก็เก็บสถานที่ที่เราอยากไปในย่างกุ้งได้หมดแล้วนะ
จะมีก็แต่พิพิธภัณฑ์ลอยน้ำนกการะเวกเท่านั้น ซึ่งตั้งใจว่าจะมาเก็บคืนวันสุดท้ายที่เรากลับมาที่ย่างกุ้งกัน
แต่สุดท้ายเราก็พลาดจริงๆแหล่ะครับ เอาไว้ฟังกันตอนหน้าต่อไปแล้วกันนะ

ตอนหน้าตื่นเช้ามาเจอกันที่มัณฑะเลย์ครับผม
มีเรื่องประทับใจอีกมากมายเลยครับ ที่มัณฑะเลย์
เจอกันตอนหน้า




 

Create Date : 06 มิถุนายน 2553
4 comments
Last Update : 6 มิถุนายน 2553 20:50:18 น.
Counter : 5192 Pageviews.

 

 

โดย: chokun123 7 มิถุนายน 2553 9:54:29 น.  

 

ไปมาเหมือนกัน เลยต้องแวะมาหาเพื่อนร่วมทางให้เกิดบรรยากาศร่วม อิอิ

 

โดย: Ezy-SeaHill 8 มิถุนายน 2553 8:26:37 น.  

 

รอตอนต่อไปอยู่นะคะ

 

โดย: จั๊กกาแล่นแป่นแป่น IP: 203.114.110.18 11 มิถุนายน 2553 16:58:13 น.  

 

ขอโทษทีนะครับที่ล่าช้าไป ปกติจะพยายามออกให้ได้ อาทิตย์ล่ะ 1 ตอน แต่อาทิตย์นี้ไม่ค่อยสบายน่ะครับ เครื่องในอักเสบ เลยไปนอนโรงพยาบาลมาหลายวัน เดี๋ยวจะรีบทำตอนต่อไปนะครับ ต้องขอโทษจริงๆทีให้ต้องให้รอกันต่อไป นิดนึงนะครับ

 

โดย: Behind the lens (Behind the lens ) 13 มิถุนายน 2553 21:21:03 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Valentine's Month


 
Behind the lens
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นาฬิกา
[Add Behind the lens's blog to your web]