การแปลวรรณกรรม - การตรวจแก้ขั้นสุดท้าย





แปลจาก The Final Edit

The Linguist 52.2

โดย พิชชาภา หล่อตระกูล

มิแรนดามัวร์ พูดคุยกับบรรณาธิการของหนังสือแปลและถามว่าบรรณาธิการจะต้องเป็นนักภาษาศาสตร์ด้วยหรือไม่

“ผมกลัวมากว่าผมจะเข้าไม่ถึงหนังสือที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีคนเขียนมาแต่เขียนเป็นภาษาอื่นซึ่งมันทำให้ผมอึดอัดมาก” เจสซี โคลแมน รองบรรณาธิการแห่งฟาร์รา สเตราสส์ แอนด์ จิโรซ์ (เอฟเอสจี) กล่าว นี่คือหนึ่งในเหตุผลหลักที่เขาเข้าร่วมกับเอฟเอสจี ซึ่งอยู่ในเครือสำนักพิมพ์แม็คมิลแลนทั้งนี้ประมาณร้อยละ 10 ของผลงานของบริษัทเป็นนวนิยายแปล “การที่ผมทำให้หนังสือเหล่านี้มีจัดจำหน่าย - การที่ผมกำลังมีบทบาทเล็กๆในการทำให้หนังสือเหล่านี้ได้รับการอ่านอย่างกว้างขวางมากขึ้น - คือสาเหตุว่าทำไมผมจึงทำหนังสือแปล”

การตีพิมพ์วรรณกรรมแปลเป็นภาษาอังกฤษยังมีไม่มาก นวนิยายที่ตีพิมพ์ในสหราชอาณาจักรนั้นมีหนังสือแปลอยู่ไม่ถึงร้อยละ 5 - และตัวเลขนี้ลดลงเหลือร้อยละ 3 ในสหรัฐอเมริกา มีหลายบริษัทซึ่งมุ่งมั่นจะนำเสนอผลงานภาษาต่างประเทศในภาษาอังกฤษ - ในหมู่บริษัทขนาดใหญ่คือ เอฟเอสจี บลูมส์เบอรี่ และฮาร์วิลล์ เซคเกอร์ซึ่งอยู่ในเครือสำนักพิมพ์แรนด้อมเฮาส์ที่ซึ่งหนังสือของสำนักพิมพ์ประมาณร้อยละ 50 ถูกตีพิมพ์ ออกมาเป็นฉบับแปล นอกจากนั้นยังมีสำนักพิมพ์อิสระและขนาดเล็กกว่าที่ถนัดด้านหนังสือแปล เช่น สำนักพิมพ์แอนด์ อาเธอร์ สตอรี่ส์ และสำนักพิมพ์บิทเทอร์ เลม่อน เพรส

แล้วสำนักพิมพ์ใช้เกณฑ์อะไรในการเลือกหนังสือที่เขียนเป็นภาษาอื่นมาจัดพิมพ์และบรรณาธิการทำงานกับนวนิยายแปลและมั่นใจได้อย่างไรว่าฉบับแปลถ่ายทอดได้ถูกต้องตามต้นฉบับเมื่อบรรณาธิการอ่านภาษาต้นฉบับไม่ออก การตัดสินใจว่าจะซื้อหนังสือเล่มไหนเกือบทั้งหมดขึ้นอยู่กับรายงานจากผู้อ่านที่อ่านหนังสือในภาษาต้นฉบับ  การสร้างกลุ่มผู้อ่านที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ โคลแมนเริ่มต้นด้วยกลุ่มขนาดใหญ่และค่อยๆ คัดผู้อ่านออกจนเหลือกลุ่มขนาดเล็กที่เขาไว้ใจได้อย่างเต็มที่ว่าต่อไปนี้เขาจะซื้อสิทธิในการตีพิมพ์ได้โดยไม่ต้องดูหนังสือต้นฉบับแม้แต่หน้าเดียว

บรรณาธิการอิสระไบรโอนี เอเวอร์โร้ด ใช้วิธีการที่คล้ายคลึงกัน “หากคุณจะหนังสือหลายหัวเรื่องจากทั่วโลก มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจภาษาต้นฉบับทุกครั้ง คุณต้องไว้ใจผู้อ่านและนักแปลเป็นอย่างมาก”เธอกล่าว

การเลือกนักแปลที่เหมาะสมสำหรับหนังสือแต่ละเล่มอาจเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของงานนี้ บางครั้งผู้แต่งที่เป็นที่ยอมรับจะอยากทำงานกับนักแปลที่แปลงานของตนเป็นประจำ และบ่อยครั้งที่บรรณาธิการจะจัดทดสอบแปลตัวอย่างประมาณ15 หน้า 2 ตัวอย่าง “นักแปลแต่ละคนตีความในแบบของตน ซึ่งคุณจะได้เห็นวิธีการที่แตกต่างกันสองวิธีหรือมากกว่า”เอเวอร์โร้ดอธิบาย “มันไม่ได้เกี่ยวกับว่านักแปลคนไหนดีกว่า แต่เกี่ยวกับว่าคนไหนสามารถเข้าใจหนังสือเล่มนั้นๆได้”

ในบางครั้งบรรณาธิการที่มีประสบการณ์จะรู้อย่างแน่ชัดว่าเขาต้องการจะใช้ใครสำหรับหนังสือเล่มไหน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบรรณาธิการสามารถอ่านต้นฉบับได้ เมื่อโคลแมนเซ็นต์สัญญาจัดพิมพ์นวนิยายเรื่อง Limonov ของเอ็มมานูลเอล คาร์เร่ข์ เขานึกถึงนักแปลชื่อ จอห์น แลมเบิร์ด ทันที “ลิโมนอฟเป็นนวนิยายที่ค่อนข้างมืดมนและผมรู้ว่าผมต้องการใครบางคนที่สามารถจัดการกับเนื้อหานั้นและยังเห็นถึงตลกร้ายที่แฝงอยู่และสามารถสื่อออกมาเป็นภาษาอังกฤษได้” เขาอธิบาย “จอห์นเคยแปลหนังสือหลายเล่มของ ฌอง ฟิลลิป ทูซองให้กับสำนักพิมพ์ ดาลคีย์ อาร์ไคฟ์ และผมประทับใจที่เขาสามารถถ่ายทอดอารมณ์ขัน– โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลกร้ายหน้าตายของทูซอง - เป็นภาษาอังกฤษได้” การที่โคลแมนสามารถอ่านและเข้าใจรายละเอียดปลีกย่อยของต้นฉบับนั้นก็ช่วยได้มาก“ในกรณีอื่นๆ ผมจะติดต่อนักแปลหลายคนที่ผมเคยทำงานด้วย หรือนักแปลที่มีผลงานที่เกี่ยวข้อง”

การก้าวเข้าสู่วงการ

หากบรรณาธิการมีแนวโน้มจะสรรหานักแปลโดยพิจารณาจากผลงานที่ผ่านมาแล้วนักแปลหน้าใหม่จะเข้าสู่วงการได้อย่างไร ในปี 2010 สำนักพิมพ์เอเวอโรด จัดประกวดผลงานในการชิงรางวัลนักแปลรุ่นใหม่ฮาวิลเซคเกอร์ ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ผู้มีอายุ 18-34 ปีจะสร้างชื่อให้ตนเอง“การได้เป็นที่รู้จักในฐานะนักอ่านที่เชื่อถือได้จริงๆ คืออีกวิธีที่เป็นประโยชน์ในการก้าวเข้ามาในวงการ”เธอแนะนำ และการส่งตัวอย่างผลงานแปลสามารถนำไปสู่การว่าจ้างแปลในบางครั้ง

เมื่อสำนักพิมพ์เอฟเอสจีซื้อลิขสิทธิ์หนังสือ HHhH (HIMMLERS HIRN HEISST HEYDRICH) (หรือปฏิบัติการเดือดเชือดไฮดริช)ซึ่งเป็นนวนิยายเปิดตัวที่ได้รับความสำเร็จอย่างเป็นปรากฎการณ์ของ โลรองต์ บิเนต์ เอฟเอสจีได้รับตัวอย่างผลงานแปลหลายชิ้นโดยที่ไม่ได้ขอ ซึ่งหลายชิ้นมาจากคนที่ไม่เคยแปลมาก่อนผู้แต่งนวนิยาย แซม เทย์เลอร์ คือหนึ่งในนั้น “ตัวอย่างผลงานแปลของเขาไม่ได้ดีเลิศ แต่เขาจับน้ำเสียงของต้นฉบับได้แม่นทีเดียว” โคลแมนซึ่งเคยอ่านต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสและพบว่าเสียงเป็นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ผู้ร่วมงานของเขาก็เห็นด้วย ดังนั้นเทย์เลอร์จึงได้รับว่าจ้างให้แปลหนังสือเล่มนี้และได้รับคำพูดที่ให้กำลังใจพร้อมกับถูกขอให้ส่ง50 หน้าแรกที่แปลเสร็จ

ที่พบอยู่เสมอคือบรรณาธิการจะไม่เห็นฉบับแปลจนกว่าทั้งเล่มจะแปลเสร็จสมบูรณ์ ในระหว่างที่รออาจมีการวางแผนการตลาดและจัดพิมพ์ปกหนังสือโดยยึดตามรายงานของผู้อ่านเท่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีกำหนดการที่รัดตัว  โดยปกติวันที่ตีพิมพ์จะถูกกำหนดทันทีที่ซื้อหนังสือมาจัดพิมพ์

กระบวนการตรวจแก้

กระบวนการตรวจแก้สำหรับหนังสือแปลนั้นคล้ายคลึงกับกระบวนการสำหรับหนังสือที่เขียนในภาษาอังกฤษ “ฉันคิดว่าผู้อ่านจะตอบสนองอย่างไร อ่านในภาษาอังกฤษแล้วเป็นอย่างไร - เพราะคนที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านไม่อยากอ่านแล้วรู้สึกว่ามันถูกแปลมา  คุณอยากได้ความรู้สึกของของจังหวะ ความลื่นไหล และความไพเราะที่เหมือนกันกับที่ได้รับจากหนังสือเล่มไหนๆ”เอเวอร์โร้ดอธิบาย

เมื่อคำนึงถึงสิ่งนี้โคลแมนให้คำแนะนำเดิมกับนักแปลเสมอว่า “หลังจากได้รับฉบับร่างและผมส่งฉบับที่ตรวจแก้ของผมกลับไปแล้ว ผมจะบอกนักแปลว่านับจากนี้ไป อย่าย้อนกลับไปดูต้นฉบับ จากนี้ไปนี่คือหนังสือภาษาอังกฤษเมื่อคุณกำลังอ่าน ผมไม่ต้องการให้คุณคิดว่า ‘นี่มันซื่อตรงต่อต้นฉบับหรือเปล่า’”

ความแตกต่างที่สำคัญคือมีการแก้ไขทางโครงสร้างน้อยมากส่วนเนื้อหาฉบับภาษาอังกฤษนั้น แม้ว่าผู้แต่งจะเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ข้อความทั้งหมดก็อาจถูกทำเครื่องหมายเพื่อตัดออกได้แต่กับหนังสือภาษาต่างประเทศ สัญญาส่วนใหญ่กำหนดว่าการแปลจะต้อง ‘faithful’ ซึ่งหมายความว่าห้ามตัดเนื้อหาหรือขยับตำแหน่งของบท “ผมเปลี่ยนตำแหน่งการวางคำตัดเล็กน้อย เปลี่ยนวรรคตอน โดยทั่วไป เราตัดออกมากไม่ได้ ดังนั้นอาจมีส่วนที่ผมไม่ชอบแต่มันก็ต้องอยู่ในหนังสือต่อไป” โคลแมนพูด ทั้งนี้อาจมีข้อยกเว้นหากเนื้อหาบางส่วนไม่สอดคล้องกันในนวนิยายสืบสวนหรือเนื้อหาซึ่งไม่สมเหตุสมผล

ความแตกต่างอีกอย่างคือบรรณาธิการอาจไม่ทำงานกับผู้แต่งเลย ผู้แต่งบางคนแค่ไม่ว่าง ผู้แต่งหลายคนอาจไม่ได้ใช้ภาษาเดียวกันกับบรรณาธิการ อย่างไรก็ตามโคลแมนพยายามติดต่อผู้แต่งทันทีที่เขาได้รับหนังสือมา “เพียงเพื่อให้ผมสามารถแนะนำตัวได้”เขายังแบ่งปันมุมมองหลายๆอย่างในการผลิตกับผู้แต่ง เช่น ดีไซน์ปกหนังสือ “การที่ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่ของผู้แต่งไม่ควรหมายความว่าผู้แต่งไม่สามารถออกความคิดเห็นใดๆได้ ผมอยากให้ผู้แต่งพอใจ” เขากล่าว

อย่างไรก็ตามที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือนักแปลสามารถเข้าถึงผู้แต่งได้ “นักแปลบางคนชอบที่จะสามารถไปหาผู้แต่งและพูดว่า ‘ฉันสับสนกับเรื่องนี้’ และผู้แต่งสามารถให้ข้อมูลที่ช่วยได้กับพวกเขา” โคลแมนพูด แน่นอนนี่ไม่ได้เป็นไปได้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหนังสือกำลังถูกแปลเป็นหลายภาษา

สำหรับบรรณาธิการความสัมพันธ์ที่พวกเขามีกับผู้แต่งหนังสือภาษาอังกฤษมักถูกแทนที่ด้วยความสัมพันธ์ในลักษณะเดียวกันกับนักแปล “นักแปลทำงานใกล้ชิดกับต้นฉบับและมักรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์และเก็บเอาไปคิดในทำนองเดียวกันกับผู้แต่ง” เอเวอร์โร้ดอธิบาย “หลังจากอ่านเองอยู่นาน ผู้แต่งและนักแปลส่วนใหญ่อยากพูดคุยกับคนอื่นเกี่ยวกับหนังสือเรื่องนั้นซึ่งนี่เป็นปรัชญาในการตรวจแก้ของฉัน - นั่นคือการสนทนาหารือกัน ไม่ใช่ให้ใครมาบอกอีกคนว่าต้องทำอย่างไร”

ความสัมพันธ์กับต้นฉบับ

การเข้าใจภาษาของต้นฉบับไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับงานของบรรณาธิการแต่เป็น “โบนัส” และเป็นสิ่งที่จะเปลี่ยนลักษณะและวิธีการของกระบวนการตรวจแก้อย่างไม่ต้องสงสัย “ถ้าฉันกำลังทำงานกับหนังสือจากภาษาฝรั่งเศส ฉันจะเปิดหนังสือภาษาฝรั่งเศสในขณะที่ฉันกำลังดูฉบับแปล” เอเวอร์โร้ดซึ่งกำลังเรียนภาษาสเปนอยู่ด้วยพูด “ฉบับแปลอาจมีประโยคที่ฉันอ่านแล้วงงเล็กน้อย ฉันจึงต้องกลับไปที่ภาษาฝรั่งเศสเพื่อหาจุดที่เป็นปัญหา ความสามารถในการอ่านภาษาฝรั่งเศสของฉันช่วยให้ฉันให้คำแนะนำที่เฉลียวฉลาดมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับวิธีที่ฉันจะรับมือกับปัญหาไม่อย่างนั้น ฉันอาจต้องวงกลมไว้และเขียนว่า ‘ฉันไม่ค่อยเข้าใจข้อความนี้”

สำหรับนวนิยายเรื่องปฏิบัติการเดือดเชือดไฮดริชโคลแมนพบว่าตัวเองพลิกไปมาระหว่างต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสและฉบับแปลเช่นกัน “บิเนต์ใช้ประโยคยาวๆพร้อมอนุประโยคที่ซับซ้อนจำนวนมาก และหนึ่งในความท้าทายที่สำคัญคือเราต้องซื่อตรงกับน้ำเสียงโดยไม่พยายามเลียนโครงสร้างของประโยค  ผมกดดันตัวเองมากขึ้นเนื่องจากผมรู้ภาษานี้ ผมจึงรู้สึกว่าการแปลจะต้องสมบูรณ์แบบ”

การเข้าใจภาษาต้นฉบับอาจทำให้บรรณาธิการมีส่วนร่วมในการผลิตมากขึ้นเล็กน้อยแต่ทั้งโคลแมนและเอเวอร์โร้ด เคารพ – และไว้ใจ - บรรดานักแปลของพวกเขาอย่างที่สุด “นักแปลมีความสัมพันธ์ที่น่าประหลาดใจและใกล้ชิดอย่างมากกับต้นฉบับและการได้ทำงานร่วมกันนั้นเป็นกระบวนการที่มีสเน่ห์” เอเวอร์โร้ดกล่าว “คุณกำลังทำงานเพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุดที่โลกนี้มีให้และนำมาถ่ายทอดเป็นภาษาอังกฤษ”




Create Date : 18 ตุลาคม 2559
Last Update : 18 ตุลาคม 2559 11:45:34 น.
Counter : 453 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13



Natchaon
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 281 คน [?]



Sawaddee ka. My name is Nat. I am a certified translator. I have been in the translation industry since 2004.

I graduated a master degree in English-Thai translation from Chulalongkorn University, Thailand.

I have the following accreditation:
- NAATI Accreditation for EN < > TH translation (Australia)
- Court Expert Registration for EN < > TH translation (Thailand)
- Member (MCIL), Chartered Institute of Linguists (U.K.)

See details about my services here http://www.nctranslation.net
http://www.expertthai.net

For a quick quote, email your document to natchaon@yahoo.com.

รับแปลเอกสารวีซ่าออสเตรเลียพร้อมประทับตรา NAATI ปรึกษาฟรีที่ natchaon@yahoo.com หรือ Line: Natchaon.NAATI

See below my locations:
- Melbourne: Now - 22 Dec 2017
(Last update: 03 Jul 2017)

NAATI ออสเตรเลีย, NAATI เมลเบิร์น, NAATI ประเทศไทย, NAATI กรุงเทพ, แปลเอกสารพร้อมประทับตรา NAATI, แปลเอกสารโดยนักแปล NAATI, NAATI Australia, NAATI Melbourne, NAATI Thailand, NAATI Bangkok, NAATI translation, NAATI accredited translation, Australia Visa, Partner Visa, Fiance Visa, Prospective Visa, Skilled Migrant, Student Visa, Work Visa, Work and Travel Visa, Online Visa, วีซ่าออสเตรเลีย, วีซ่าแต่งงาน, วีซ่าคู่หมั้น, วีซ่าทำงาน, วีซ่านักเรียน, วีซ่าทำงานและท่องเที่ยว, วีซ่าออนไลน์
Thai – English translation, English – Thai Translation, แปลอังกฤษเป็นไทย, แปลไทยเป็นอังกฤษ

*บทความทั้งหมดในบล็อกนี้ สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ*
ตุลาคม 2559

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
12
13
15
16
17
19
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog