Feel free to be ME.

 
มิถุนายน 2555
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
28 มิถุนายน 2555
 

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 4 (ต่อ)



ย่าแดงกับแก้วที่ช่วยกันตัดเล็มและเอาปุ๋ยคอกใส่ดอกไม้ ละสายตาจากงานตรงหน้าขึ้นมามองอาทิจซึ่งถีบจักรยานเข้ามา โดยมีดรุณีนั่งหน้าบูดซ้อนท้ายอย่างแปลกใจ
       “ไปคลุกขี้โคลนที่ไหนกันมา เนื้อตัวถึงได้มอมอย่างนั้น”
       “ก็ถามคุณอาทิจเขาดูสิคะคุณย่า” ดรุณีบอกพลางค้อน
       “คือ...ผมรดน้ำแปลงดินที่จะเอาผักลงปลูก พอดีคุณณีมาบอกว่าคุณย่ามีธุระจะคุยกับผม”
       อาทิจนิ่งไปนิด แก้วถามต่อ
       “แล้วยังไงคะ”
       “เอ่อ...คือดินมันลื่นน่ะครับ”
       ดรุณีจ้องหน้า
       “ทำไมไม่เล่าล่ะว่า ที่มันลื่นเพราะนายแกล้งเอาน้ำมาฉีดใส่ฉัน คุณย่าต้องจัดการลงโทษนายอาทิจให้หนูนะคะ”
       ย่าแดงมองหลานสาวอย่างรู้ทัน
       “เรายืนอยู่เฉยๆ ไม่ได้ตอบโต้พี่เขาเลยว่างั้นเถอะ”
       ดรุณีสะอึกแล้วตอบงอนๆ
       “หนูก็ต้องสู้สิคะ จะยอมให้คนอื่นแกล้งอยู่ฝ่ายเดียวได้ยังไง”
       “ก็เอาคืนกันไปแล้ว แล้วจะให้ย่าตัดสินอะไร ถ้าจะลงโทษก็ต้องลงโทษทั้งคู่”
       ดรุณีน้อยใจ
       “คุณย่าจะปล่อยให้หนูเลอะโคลนฟรีๆเหรอคะ”
       แก้วแย้งขึ้น
       “คุณอาทิจก็เลอะหนักอยู่นะคะ”
       ย่าแดงตัดบท
       “มันก็ขนมผสมน้ำยานั่นล่ะ ไป...รีบไปอาบน้ำอาบท่าก่อนพ่ออาทิจ เดี๋ยวค่อยมาคุยกัน ขึ้นไปอาบบนบ้านนั่นล่ะ”
       ดรุณีขัดขึ้นทันที
       “ไม่ได้นะคะคุณย่า นั่นมันห้องน้ำส่วนตัวของคุณย่ากับหนู หนูไม่ยอมให้คนอื่นขึ้นไปใช้เด็ดขาด”
       อาทิจหน้าเสีย
       “เดี๋ยวผมกลับไปอาบที่บ้านก็ได้ครับคุณย่า”
       “เดินไปเดินมาเสียเวลา อาบที่ก๊อกน้ำข้างครัวดีมั้ยพ่อ เอ...แต่วันนี้อากาศหนาวจะไหวมั้ย”
       อาทิจยิ้มๆ
       “ไหวครับ ผมอาบตรงไหนก็ได้ เพราะไม่เคยมีห้องน้ำส่วนตัวอยู่แล้วครับ”
       ดรุณีรู้ว่าอาทิจแอบแขวะ ก็เลยสะบัดหน้า...แล้วเดินหนีขึ้นบ้านไป ทุกคนมองตามหนักใจ

       ดรุณีเปิดตู้หยิบผ้าเช็ดตัวจะเดินเข้าห้องน้ำแต่แล้วก็ชะงัก หญิงสาวเดินมาที่หน้าต่างก่อนจะค่อยๆแย้มหน้าออกไปมองเห็น อาทิจนุ่งผ้าขาวม้าตักน้ำจากตุ่มขึ้นอาบซู่ๆอยู่ด้านล่าง ดรุณีเปรยๆขึ้น
       “ขอให้ปอดบวมทีเถ๊อะ...เพี้ยง”
       สักครู่แก้วเดินถือสบู่กับยาสระผมซึ่งอยู่ในแพคเก็จที่ทำจากธรรมชาติดูสวยงามอร่ามตาเข้ามาส่งให้อาทิจ
       “สบู่กับยาสระผมมะกรูดค่ะคุณอาทิจ เนี่ย...คุณณีทำเองกับมือเลยนะคะ”
       อาทิจรับของมา
       “เอ่อ...ครับ ขอบคุณมากครับ”
       ดรุณีที่แอบมองอยู่ก็ไม่พอใจทันที
       “อ๊าย...น้าแก้วเอาสบู่หนูไปให้คนอื่นใช้ได้ยังไงเนี่ย ใครอนุญาต”
       แก้วสังเกตเห็นรอยแดงจางๆที่ใต้ราวนมอาทิจ
       “ไปโดนอะไรมาคะคุณอาทิจ แดงเป็นปื้นเชียว”
       อาทิจพยายามหาเหตุผล
       “คือ...เอ่อ...คงจะโดนอะไรสักอย่างกระแทกเอาน่ะครับ”
       แก้วพินิจพิเคราะห์
       “คล้ายๆรูปหัวใจ แต่ดูอีกทีก็ละม้ายฝ่าเท้านะคะ”
       อาทิจก้มดูรอยแดงเป็นรูปฝ่าเท้าจางๆแล้วทำหน้าเหรอ ยิ้มแฮะๆให้แก้ว
       “เดี๋ยวแก้วไปหายาทาเตรียมไว้ให้ค่ะ”
       อาทิจยกมือไหว้
       “ขอบคุณครับ”
       แก้วเดินออกไป ในขณะที่อาทิจก้มดูรอยแดงที่ท้องตัวเองอีกครั้งแล้วบ่นเบาๆ
       “ยายตัวแสบ”
       ดรุณีหัวเราะคิกคักเหมือนเด็กๆ
       “เล่นกับใครไม่เล่น ทีนี้ล่ะ...จำไปอีกนาน”
       ย่าแดงถือเสื้อผ้าที่พับเรียบร้อยในมือ เดินเข้ามาในห้อง
       “จำอะไรหรือแม่ณี”
       ดรุณีตกใจรีบผละออกมาจากหน้าต่าง
       “ไม่มีอะไรค่ะ คุณย่ามีอะไรจะใช้หนูหรือคะ”
       “ย่าจะชวนไปช่วยคนงานเก็บส้มในสวน”
       ดรุณีจะยกมือประคองแขนย่าแดง
       “ไปสิคะ...ไป”
       “อาบน้ำก่อนดีมั้ย”
       ดรุณีเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองเลอะเทอะไปด้วยโคลน
       “จริงด้วย...แฮะๆ”
       ดรุณีกลับไปหยิบผ้าเช็ดตัวที่พาดไว้ตรงหน้าต่าง แล้วรีบวิ่งเข้าห้องน้ำไป โดยไม่ทันมองของที่อยู่ในมือย่า ย่าแดงมองตามหลังหลานสาวตัวดีไป แล้วส่ายหน้าในความซนของหญิงสาว

       อาทิจใส่เสื้อยืดคอกลมสีขาว สวมทับด้วยเสื้อม่อฮ่อม นุ่งกางเกงเลก้าวเข้ามา ย่าแดงและแก้ว เงยหน้าขึ้นมามอง ตะลึงผสมอึ้ง ย่าแดงยื่นจดหมายให้
       “จดหมายของพ่อเรา มารับไปสิลูก”
       อาทิจยิ้ม คลานเข้ามารับจดหมายจากย่าด้วยหัวใจที่ลิงโลด ชายหนุ่มอยากจะเปิดอ่านซะเดี๋ยวนั้น แต่ก็ไม่กล้า และเมื่อเงยหน้าขึ้นมามองย่าอีกครั้ง ก็พบว่าทั้งย่าแดงทั้งแก้ว ต่างมองตนเองด้วยแววตาประหลาด...ดรุณีจะเดินเข้ามาในห้อง แต่แล้วก็หยุดชะงักที่ประตูเมื่อได้ยินประโยคต่อมาของแก้ว
       “เหมือนจริงๆค่ะ เหมือนมาก”
       อาทิจแปลกใจ
       “มีอะไรหรือครับ”
       “คุณอาทิจสิคะ ใส่ชุดนี้แล้วเหมือนคุณปู่ตอนสมัยหนุ่มๆม๊ากค่ะ”
       “ย่าทอผ้า เอามาย้อมแล้วก็เย็บเสื้อชุดนี้ให้คุณปู่เองกับมือ ท่านรักของท่านมากเลยไม่ค่อยได้หยิบมาใส่ พอท่านเสีย ย่าก็เก็บไว้อย่างดี คิดว่าชาตินี้คงไม่ได้เอาออกมาใช้อีก จนกระทั่งวันนี้ พ่อชอบมั้ยล่ะ”
       “ชอบมากครับ ใส่สบายมากๆครับคุณย่า”
       “ถ้าพ่อชอบย่าให้พ่อจ้ะ”
       อาทิจก้มลงกราบที่ตัก
       “ขอบพระคุณมากครับคุณย่า”
       “มันไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรหรอกนะ”
       “แต่มันมีคุณค่าทางใจกับผมมาก เพราะมันเป็นงานฝีมือที่คุณย่าทำด้วยความรัก และทำให้ผมรู้สึกว่าคุณปู่อยู่ใกล้ๆด้วยครับ”
       ดรุณีเดินก๋าเข้ามาถามกลางวง อย่างงอนๆปนน้อยใจ
       “หนูก็อยากได้เสื้อผ้าของคุณย่าเหมือนกัน”
       อาทิจ ย่าแดง แก้ว หันมามองดรุณีเป็นตาเดียว

       ลุงเกร็ง ต๊อด อึ่ง พันเดินเก็บส้มอยู่ด้วยกันแล้วทั้งกลุ่มก็ชะงักเมื่อเห็น ดรุณีในชุดเสื้อผ้าฝ้ายทอมือย้อมครามตัดเย็บแบบเสื้อปั๊ดของไทลื้อ และกางเกงเลสีเดียวกันกำลังเก็บส้มอยู่มุมหนึ่ง สามลิงเป่าปาก ปี๊ดปิ้ว ต๊อดเอ่ยปากชม
       “โอ้โฮ...คุณณีวันนี้แต่งตัวน่ารักจังเลยคร้าบ”
       อึ่งหันไปมองอีกมุมหนึ่งเห็นอาทิจ ในชุดของคุณปู่กำลังยืนเก็บส้มอย่างขะมักเขม่น
       “โอ้โฮ...นายของเราก็หล่อตะพึดตะพือเหมือนกันนะเนี่ย”
       ทั้งหมดหันไปมองอาทิจที ดรุณีทีเพราะยืนอยู่คนละมุม พันหันไปถาม
       “จะแต่งตัวไปไหนกันเหรอครับ”
       อาทิจตอบเรียบๆ
       “เก็บส้ม”
       ต๊อดแซว
       “แหม...นึกว่าจะจูงมือกันไปแต่ง...เอ๊ย ออกงานที่ไหนซะอีก”
       ลุงเกร็งมองสองคนอย่างชื่นชม
       “เห็นคุณหนูณีกับคุณอาทิจใส่ชุดนี้แล้ว เหมือนย้อนเวลากลับไปเห็นคุณปู่กับคุณย่า ทำงานด้วยกันเมื่อตอนลุงยังเด็กๆ เหมือนมาก”
       แก้วซึ่งเก็บส้มกับคุณย่าอยู่อีกมุมตะโกนขึ้นมา
       “เหมือนสิ ก็นี่มันชุดของคุณปู่กับคุณย่านี่”
       อึ่งหันไปแซวสองคน
       “คุณปู่น้อยคู่กับคุณย่าน้อย ฮิ...ฮิ”
       ดรุณีโวยใส่อาทิจ
       “นายกลับไปเปลี่ยนชุดเลยไป คนนั้นพูดทีคนนี้พูดที ไม่รำคาญรึไง”
       “เสื้อคุณปู่ใส่สบายจะตาย ทำไมผมต้องไปเปลี่ยนให้เสียเวลางาน คุณทนไม่ได้ก็
       ไปเปลี่ยนเองสิ”
       “เรื่องอะไรฉันต้องทำตามคำสั่งนาย”
       “ถ้างั้นก็ทนฟังคนนั้นพูดที คนนี้พูดที อีกนิดก็แล้วกัน เดี๋ยวก็หมดวันแล้ว”
       อาทิจเดินผละหนีดรุณีไปเก็บส้มอีกต้นอย่างเซ็งๆ ดรุณียืนอึดอัดฟึดฟัดที่อาทิจชิงเดินหนีไปก่อนตัวเองแถมยังทำหน้าระอาใส่อีกต่างหาก หญิงสาวเลยเดินหนีมาเก็บส้มอีกต้น ย่าแดงมองหลานทั้งคู่แล้วถอนใจ
       “เฮ้อ...มันจะทะเลาะกันไปอีกนานมั้ยเนี่ย”
       ย่าแดงหันมาสบตาแก้วที่ส่งยิ้มแหยๆให้ โดยไม่พูดอะไร

       เมื่อถึงเวลาพักกลางวัน จิ๋วแจ๋วยกถาดกับข้าวเข้ามาเสิร์ฟย่าแดงกับดรุณี โดยมีแก้วถือจานข้าวตามมา ลุงเกร็ง ต๊อด อึ่ง พัน นำขบวนคนงานกลุ่มใหญ่เข้ามา แก้วหันไปสั่งจิ๋วแจ๋ว
       “ไปตักข้าวให้คนงานไป”
       ย่าแดงมองหาอาทิจ
       “พ่ออาทิจล่ะเจ้าต๊อด”
       “นายไปหามุมสงบๆอ่านจดหมายครับคุณย่า เดี๋ยวตามมา”
       ต๊อดเดินไปเข้าคิวเพื่อรอรับข้าวกับเพื่อนๆ ดรุณีเบ้หน้าหมั่นไส้
       “จดหมายแฟนแหง กลัวคุณย่าจะรู้ล่ะสิว่ามีแฟน เชอะ!”
       แก้วขัดขึ้น
       “คงจะกลัวคุณย่าว่านะคะ เลยไม่อ่านในเวลางาน ต้องขยักมาอ่านตอนพักกลางวันอย่างนี้”
       ดรุณีค้อนแก้ว
       “ทีกับหนูไม่เห็นมองโลกในแง่ดีอย่างนี้บ้าง ถึงจะไม่อ่านในเวลางาน แต่การมีแฟนก็ทำให้ไม่มีสมาธิ สะเพร่า เลินเล่อ สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะมัวแต่ฝันถึงแฟน”
       ย่าแดงมองหน้าหลานสาว
       “เราเคยมีเหรอ ถึงได้รู้ดี”
       ดรุณีหน้าแตก ตีหน้าหงิกใส่ย่าแล้วพูดเสียงอ่อย
       “คุณย่าน่ะ”
       แก้วยิ้มๆ
       “ไม่ใช่จดหมายแฟนค่ะ แต่เป็นจดหมายคุณประวิทย์คุณพ่อคุณอาทิจต่างหากคะ”
       ดรุณีไม่เชื่อ
       “ไม่ต้องเข้าข้างกันเลย น้าแก้วรู้ได้ยังไง”
       “ทำไมจะไม่รู้ ตอนที่ย่าเอาจดหมายให้พี่เขา แม่แก้วก็อยู่ด้วย”
       ดรุณียิ้มแหยให้ย่าและแก้ว กร่อยสนิท



อาทิจนั่งอ่านจดหมายของพ่อ อยู่ใต้ต้นส้มที่มีลูกห้อยระย้าเต็มต้น
       ‘…พ่อดีใจมากที่รู้ว่าลูกเดินทางไปถึงสวนคุณย่าอย่างปลอดภัย และมีความสุขที่ได้ทำงานที่นั่น พ่อตื้นตันที่รู้ว่าคุณย่าต้อนรับและดูแลลูกเป็นอย่างดี...อันที่จริงจดหมายฉบับนี้น่าจะไปถึงลูกนานแล้ว แต่เป็นเพราะพ่อดีใจและมัวแต่สรรหาถ้อยคำที่จะอธิบายความรู้สึกปลื้มใจที่พ่อมีต่อลูกอยู่นาน กว่าจะคิดได้
       ว่าควรจะเขียนอะไรที่เรียบง่าย พ่อก็หมดกระดาษไปหลายสิบแผ่น
       ...พ่อภูมิใจในตัวลูก ถึงแม้ลูกจะยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเป็นรูปธรรมจนประสบผล สำเร็จให้คุณย่าเห็นก็ตาม แต่พ่อก็เชื่อว่าลูกจะทำให้ท่านเห็นได้ในสักวัน พ่อขออวยพรให้ลูกเดินตามความฝันด้วยจิตใจที่แน่วแน่มั่นคง ความตั้งใจจริง ความขยันหมั่นเพียร รวมทั้งความอดทนที่มีอยู่ในใจลูกอย่างเต็มเปี่ยม จะเป็นใบเบิก ทางให้ฝันของลูกกลายเป็นจริงขึ้นมาได้ พ่อต้องขอจบจดหมายที่เขียนถึงลูกเพียงเท่านี้ก่อน เพราะมีคนรอต่อคิวอีกยาว พ่อรักและภูมิใจในตัวลูกเสมอ...’ 
       เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ประวิทย์นั่งเขียนจดหมายอยู่ที่ระเบียงบ้าน โดยมีพูนทรัพย์ นิตยา ภาณีและน้องๆทุกคนยืนเข้าแถวกันเป็นระเบียบรอต่อคิว ทุกคนพากันชะโงกหน้ามามองพ่อว่าเมื่อไหร่จะเขียนเสร็จสักที ประวิทย์ลุกขึ้นไปอุ้มลูกคนเล็กจากพูนทรัพย์ ในขณะที่พูนทรัพย์ลงนั่งเขียนจดหมายต่อจากประวิทย์
       ‘อาทิจ...ลูกแม่ แม่คิดถึงลูกสุดหัวใจ แม่รู้สึกวางใจที่รู้ว่าลูกแม่ได้รับความเมตตาและความสะดวกสบายจากคุณย่าตามสมควร แม่รู้ว่าลูกจะไม่หลงระเริงไปกับสิ่งที่ท่านมอบให้ แต่นั่นยังไม่พอ ลูกต้องรู้จักกตัญญูและตอบแทนบุญคุณของท่านในทุกทางที่ลูกจะสามารถทำได้ คนเราเติบโตและแข็งแกร่งได้ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่เราจะเจริญก้าวหน้าด้วยหัวใจที่เป็นคนเต็มคนด้วย ถ้าเรามีความกตัญญูเป็นเครื่องกำกับจิตใจ คนสมัยนี้ไม่ค่อยนึกถึงบุญคุณคนเหมือนในสมัยก่อน...แม่จึงหวังว่าอาทิจลูกแม่จะยึดคุณธรรมข้อนี้เหมือนที่ลูกเคยยึดปฏิบัติมาและทำให้ได้ตลอดไปนะจ๊ะ แม่และพวกเราทุกคนที่นี่จะเป็นกำลังใจให้ลูก และอยากให้ลูกรู้ว่า เราทุกคนรักลูกเสมอ…’
       อาทิจอ่านจดหมายน้ำตาซึมซึ้งใจกับทุกคนในครอบครัวที่เป็นสายเลือดเดียวกัน เขาอ่านต่อเป็นข้อความของนิตยาที่เขียนถึงเขา
       ‘…สวัสดีค่ะพี่อาทิจ...หนูและน้องๆมาเขียนต่อท้ายคุณพ่อคุณแม่ เพื่อยืนยันว่าพวกเราทุกคน รักพี่อาทิจที่สุด ขอบคุณนะคะที่อดทนและเหนื่อยเพื่อพวกเรา เราทุกคนจะตั้งใจเรียนและไม่ทำให้พี่อาทิจผิดหวังค่ะ’
       อาทิจอ่านข้อความที่น้องๆทุกคนเขียน
       ‘รักพี่อาทิจครับ...รักพี่อาทิจค่ะ...คิดถึงพี่อาทิจที่สุดในโลก...พี่อาทิจสู้...สู้...เราจะเป็นเด็กดี...หนูสอบได้ที่ ๑ ด้วยค่ะ’
       แต่ละคนเขียนหนังสือตัวเท่าหม้อแกง ทำให้อาทิจต้องเปิดไปดูข้อความที่น้องๆเขียนถึงต่อในแผ่นที่ ๒ ลายมือขยุกขยิกของน้องๆที่อายุน้อยๆ ทำให้อาทิจแทบกลั้นน้ำตาแทบไม่อยู่ เขากำจดหมายในมือแน่น ชายหนุ่มอยากจะบอกทุกคนเหลือเกินว่า ทุกตัวอักษรนั้นมีความหมายต่อเขามากมายเพียงใด

       บ่ายแก่ๆวันนั้น ย่าแดงนอนบนเตียงเล็กยาวในห้องรับแขก โดยมีแก้วและจิ๋วแจ๋วนวดขาให้คนละข้าง ดรุณีนั่งคุกเข่านวดให้ที่ไหล่
       “เห็นพี่ต๊อดว่า เย็นนี้คุณอาทิจจะเอาผักลงปลูกค่ะคุณย่า จิ๋วแจ๋วขอไปช่วยนะคะ”
       แก้วหันไปบอกลูกสาว
       “ไม่ต้องขอ ยังไงเราทุกคนก็ต้องไปช่วยคุณอาทิจอยู่แล้ว”
       ดรุณีเบ้หน้าไม่ใส่ใจ
       “แต่หนูไม่ไป หนูจะอ่านหนังสือ จะสอบอยู่แล้ว หนูยังอ่านไม่ทันเลย อีกอย่างคุณย่าก็ไม่สบายปวดเนื้อปวดตัวอย่างนี้ หนูจะอยู่ดูแลคุณย่า”
       “เออ...ปีนี้แก่ตัวไปเยอะเลยย่า ทำอะไรนิดๆหน่อยๆก็ปวดเมื่อยเอาง่ายๆ”
       “งานในไร่ไม่ใช่งานเบาๆนะคะ หนูอยากให้คุณย่าพักบ้าง หลานคนโปรดมาช่วยงานแล้วทั้งคน คุณย่าน่าจะวางมือได้”
       ขณะเดียวกันนั้น อาทิจเดินเข้ามา
       “ขอโทษครับ”
       ดรุณีเปรยกับลมกับฟ้า
       “ตายยากจริง”
       ย่าแดงหันไปถาม
       “ว่ายังไงพ่อ มีอะไรรึเปล่า”
       อาทิจคลานเข้ามาหา
       “ผมมาเรียนเชิญคุณย่าไปลงผักต้นแรก เพื่อเป็นศิริมงคลกับพวกเราเย็นนี้ครับ”
       ดรุณีหน้าตึงขึ้นมาทันที
       “คุณย่าไม่สบาย...ไม่เห็นเหรอ”
       อาทิจชะงักรู้สึกผิด
       “ผม...ขอโทษ ผมไม่ทราบจริงๆว่าคุณย่าไม่สบาย ถ้าอย่างนั้นผมจะลงให้เสร็จก่อน คุณย่าสบายดีเมื่อไหร่ ค่อยไปตรวจดูความเรียบร้อยก็ได้ครับ”
       ดรุณีไล่ทันที
       “ก็รีบไปทำเข้าสิ คุณย่าจะได้พักผ่อน”
       ย่าแดงปรามหลานสาว
       “เราอยากให้ย่าป่วยนักรึไง ย่าไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย แค่ปวดเมื่อยตามประสาคนแก่” ย่งแดงหันไปบอกอาทิจ “พ่อไปทำงานเถอะ แล้วย่าจะไปนะ”
       อาทิจมองจนแน่ใจว่าย่าแดงไม่ได้เป็นอะไรมากจึงยกมือไหว้
       “ขอบพระคุณครับ”
       อาทิจเดินออก ดรุณีงอนหน้าหงิก
       “คุณย่านะ หนูหวังดีแท้ๆ แต่คุณย่าไม่ฟังหนูเลย”
       “พ่ออาทิจเขาให้ย่าไปช่วยลงผักทั้งแปลงรึ เราถึงได้เดือดร้อนนัก เราอยากอ่านหนังสืออยู่บ้านก็อ่านไป ย่าไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย ต่างคนต่างก็มีหน้าที่ เดี๋ยวย่าไปกับแม่แก้วกับจิ๋วแจ๋วก็ได้”
       จิ๋วแจ๋วรีบบอก
       “ใช่ค่ะ คุณณีไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ หมวก แว่น ยาดม ยาหม่องของคุณย่า จิ๋วแจ๋วจะพกไปให้ครบเลยค่ะ”
       แก้วย้ำ
       “เชิญคุณณีอ่านหนังสือตามสบายนะคะ”
       ดรุณีฟึดฟัดเจ็บใจ ที่นอกจากจะไม่มีใครเห็นด้วยกับตัวเองแล้ว ยังไม่ใครเห็นความสำคัญอีกต่างหาก

       เย็นนั้น อาทิจส่งต้นกล้าในตะแกรงเพาะต้นเล็กๆให้ ย่าแดงรับต้นกล้านั้นมาถือไว้ในมือ
       “ย่าขอให้ต้นกล้าต้นนี้เจริญเติบโตงอกงามเหมือนคนเพาะ ย่าขออวยพรให้คนที่รู้กินรู้อยู่รู้คุณค่าของผืนดินอย่างพ่อ พบแต่ความสุขความเจริญ คนที่รัก ศรัทธาและรู้จักกตัญญูต่อแผ่นดินซึ่งเป็นที่ซุกหัวนอน เป็นที่ทำกิน ไปอยู่ไหนก็ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ย่าขอให้พ่อเป็นดั่งเมล็ดพันธุ์ของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ว่าจะไปตกอยู่ที่ใด ก็มีแต่นำพาความอุดมสมบูรณ์ ความงดงามไปสู่ที่นั่น นะพ่อนะ”
       อาทิจน้ำตารื้น ในขณะที่คนอื่นๆ แม้กระทั่งดรุณีซึ่งยืนอยู่ห่างๆก็อดซึ้งและตื้นตันไปด้วยไม่ได้ ย่าแดงปักต้นกล้าลงไปในดิน แล้วช่วยกันกับอาทิจเอามือกรอบดินให้คลุมรากต้นกล้า อาทิจก้มลงกราบแทบเท้าย่าแดงกราบลงไปถึงแม่พระธรณีที่ปกป้องผืนแผ่นดิน ย่าแดงประคองหลานชายขึ้นมาแล้วกอดแน่น เป็นกอดแรกของย่าที่ต้องการบอกว่า หลานทำได้
       “นับแต่นี้ไป พ่ออาทิจคือเกษตรกรเต็มตัวแล้วนะ”
       อาทิจรับคำแข็งขันด้วยความภาคภูมิใจ
       “ครับคุณย่า”
       ลุงเกร็งหันไปบอกทุกคน
       “เอ้า...พวกเรามาช่วยคุณอาทิจลงผักกันเร้วเดี๋ยวจะมืดค่ำซะก่อน”
       ทุกคนต่างกรูกันมาหยิบผักซึ่งเพาะอยู่ในตะแกรง แยกย้ายกันไปปลูก ย่าแดงกับอาทิจช่วยกันเอาผักลงปลูกอยู่ใกล้ๆกัน ดรุณีมองภาพย่าหลานซึ่งชวนกันดูต้นกล้าที่เพาะแล้วช่วยกันปลูกก่อนจะเผลอยิ้มออกมาอย่างจริงใจ...อาทิจเอากล้าผักลงปลูกในดินอย่างทะนุถนอมเบามือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความใส่ใจ ดรุณีเห็นแล้วเผลอยิ้มออกมาอีกครั้ง เพราะไม่เคยเห็นใครปลูกผักได้เบามืออย่างนี้มาก่อน แก้วเข้ามากระซิบแซว
       “ฮั่นแน่...อยากช่วยล่ะสิ”
       จิ๋วแจ๋วเอ่ยชวน
       “คุณณีขา มาลองปลูกดูบ้างมั้ยคะ สนุกดีค่ะ”
       ดรุณีทำพูดเสียงดังให้อาทิจได้ยิน
       “ไม่...ที่มาก็เพราะกลัวคุณย่าจะเป็นลมเป็นแล้งต่างหาก”
       ดรุณีตะโกนเสร็จก็เชิดหน้าสะบัดหนีอาทิจหันไปอีกทาง แล้วเธอก็ต้องเบิกตาโตเมื่อเห็นกลุ่มต๊อด อึ่ง พัน ที่กำลังปลูกผลักอยู่ ดรุณีโวยเสียงดังแถมวิ่งไปหา
       “นายต๊อด จับผักแรงๆอย่างนี้ได้ยังไง ผักช้ำหมด” เธอหันไปว๊ากใส่อึ่งต่อ “เอ้า...ปลูกชิดกันไปแล้วนายอึ่ง หน้าแปลงกว้างแค่เมตรเดียวปลูกสัก 3 ต้นก็พอ ปลูกเบียดกันอย่างนี้ เดี๋ยวก็ได้แย่งอาหารกันตายเลย” พันก็โดนด้วย “โอ๊ย...นายพัน ปลูกให้มันเป็นแถวเป็นแนวเป็นระเบียบหน่อยได้มั้ย ปลูกยึกยักไปมาอย่างกับฟันตัวเองเลย”
       แก้วแกล้งบ่น
       “มันก็ยากนะคะคุณณี คนมันชินแต่กับผลไม้ในสวน ไม่ต้องประคบประหงมเหมือนผักพวกนี้”
       “จะยากอะไรนักหนา แค่จับเบาๆวางเบาๆให้เป็นระเบียบแค่นี้ มานี่...ณีทำให้ดู”
       ดรุณีวางผักลง โกยดินกลบอย่างเบามือและเป็นระเบียบ ทุกคนหันมาสบตากัน ก่อนจะหันไปมองดรุณีแล้วยิ้มให้หญิงสาวอย่างเอ็นดูเพราะในที่สุดก็ต้องทำ

       ค่ำนั้น...อาทิจเพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินถือผ้าเช็ดตัวเช็ดผมออกมาที่ระเบียงบ้านพัก ต๊อด อึ่ง พัน กำลังนวดหลังนวดไหล่ให้กันพัลวันนัวเนีย ต๊อดหันไปถามอาทิจอย่างไม่เข้าใจ
       “ทำไมเราต้องเอาผักลงตอนเย็นอะนาย วิ่งกันซะบาทาขวิด จับแรงก็โดนคุณณีเอ็ดอีก”
       “เขาลงกันตอนเย็นเพราะต้องการให้ผักฟื้นตัว ช่วงกลางคืนผักจะฟื้นตัวเร็ว”
       พันแปลกใจ
       “อยากให้ฟื้นตัว แล้วนายห้ามไม่ให้พวกเรารดน้ำทำไม”
       อึ่งหันไปด่าเพื่อน
       “ก็มันเปลืองไง ถามอะไรโง่ๆอีกล่ะ อยู่กับนายก็หัดฉลาดเหมือนนายบ้างสิเว้ย”
       อาทิจส่ายหน้า
       “ไม่ใช่กลัวเปลือง ถ้ารดน้ำเลย ดินมันจะอัดกันแน่นจนเกินไป ทำให้รากขาดอากาศหายใจได้”
       ต๊อดกับพันตะโกนด่าใส่อึ่งพร้อมกัน
       “โธ่...ไอ้โง่!”
       อาทิจหัวเราะ
       “เอาน่า...ตอนนี้ก็ฉลาดกันทุกคนแล้ว พรุ่งนี้เช้าค่อยไปช่วยกันรด”
       “ชวนเรา 3 คนแน่เหรอ นึกว่าแอบนัดสาวที่ไหนไปช่วยรดแล้วซะอีก” ต๊อดแซวยิ้มๆ “เมื่อ
       เช้านี้ ต๊อดเห็นน้า...ว่าใครไปช่วยนายรดน้ำอะ”
       อาทิจหน้าเหรอหราทำหน้าไม่ถูก จู่ๆก็หน้าแดงขึ้นมา อึ่งไม่เข้าใจ
       “สาวที่ไหนวะไอ้ต๊อด ทำไมนายต้องหน้าแดงด้วยวะ”
       อาทิจตัดบทเขินๆ
       “ไปฟังไอ้ต๊อดมัน พูดจาไร้สาระ”
       “ไร้สาระแต่...อ๊ะ...ไม่พูดก็ได้ เอางี้แล้วกัน รบกวนนายนวดน่องให้ต๊อดหน่อยนะ ต๊อดล่ะเมื้อยเมื่อย ถือซะว่าเป็นค่าปิดปาก...นะ...นะ”
       อาทิจขยับเท้าไปมาวอร์ม อัพแล้วถามยิ้มๆ
       “นวดด้วยเท้าได้มั้ย”
       ต๊อดกระโดดหนีทันที
       “งั้นเป่าแคนให้ฟังก็พอ” ต๊อดออดอ้อน “แค่นี้ได้มั้ยอ้ะ”
       อาทิจมองต๊อดแล้วส่ายหน้าระอาใจ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ



ดรุณี แก้ว และย่าแดงอยู่ที่ระเบียงบ้าน เสียงแคนดังแว่วมาตามสายลม ดรุณีกระแทกหนังสือลงแล้วเอามืออุดหู แถมตะโกนลั่นจนย่าแดงและแก้วตกใจ
       “ไม่มีสมาธิ” ดรุณีว่า
       แก้วถามหน้าตาย “คุณณีมีแฟนแล้วหรือคะ?”
       ดรุณีทั้งงงทั้งหงุดหงิด
       “มันเกี่ยวอะไรกันคะน้าแก้ว”
       แก้วย้อนทันควัน
       “อ้าว...ก็คุณณีเคยบอกว่าคนมีแฟน จะไม่มีสมาธิ”
       ดรุณีกร่อย
       “ฟงแฟนที่ไหน เสียงแคนนั่นต่างหากที่ทำให้หนูไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ”
       ย่าแดงถักนิ้ตติ้งไปพูดไป
       “เมื่อก่อนเห็นชมว่าเพราะนักเพราะหนา พอรู้ว่าพ่ออาทิจเป็นคนเป่า กลายเป็นหนวกหูไปซะแล้ว”
       “มันไม่เพราะ ก็เพราะคนเป่าไม่รู้จักเกรงใจคนอื่นนี่ล่ะค่ะ รู้ทั้งรู้ว่าหนูต้องเตรียมตัวสอบ น่าจะเห็นใจกันบ้าง”
       แก้วขัดขึ้น
       “คุณอาทิจอาจจะไม่ทันคิด หรือไม่ก็ไอ้สามลิงนั่นคอยคะยั้นคะยอก็ได้ค่ะ”
       ดรุณีหงุดหงิด
       “รู้อย่างนี้ไม่ไปช่วยปลูกผักซะก็ดี ต่อไปนี้หนูจะไม่สนใจ ผักจะแห้งเหี่ยวยังไงก็อย่ามาตาม หนูไม่ช่วยเด็ดขาด”
       ประกาศเจตนารมณ์เสร็จ ดรุณีก็เอามือปิดหูแล้วก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่อ ย่าแดงกับแก้วหันมาสบตากัน
       ย่าแดงวางพานดอกมะลิถวายพระ ซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะหมู่บูชามุมหนึ่งในห้องแล้วก้มลงกราบ จากนั้นจึงเดินมาถวายพานใส่ดอกมะลิที่หน้ารูปพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจัดไว้อีกมุม ก่อนจะเดินมาหาแก้วซึ่งกำลังดึงผ้าคลุมเตียง และเตรียมผ้าห่มให้
       “แกว่าพ่ออาทิจกับแม่ณีจะปรองดองกันได้มั้ย ฉันเองก็ไม่รู้จะฝากผีฝากไข้กับใคร นอกจากสองคนนี้ แต่มันก็ทะเลาะกันซะจริง”
       “คุณณีเธอขี้งอน ขี้น้อยใจ เพราะเธอเป็นที่หนึ่งของคุณย่าและคนงานทุกคนมาตลอด พอคุณอาทิจเข้ามาก็เลยอิจฉา กลัวว่าคุณย่าจะรักคุณอาทิจมากกว่า”
       “มันก็ช่างคิดไปเอง”
       “แต่ก็น่าเห็นใจคุณณีนะคะ เพราะหลานคนอื่นที่เคยมาอยู่นี่ ไม่มีใครเอางานเอาการอย่างคุณอาทิจเลยสักคน ที่สำคัญคุณอาทิจเธออัธยาศัยดี ไม่เคยถือตัวว่าเป็นหลานคุณย่า พวกคนงานก็เลยเทใจให้ คุณณีก็ยิ่งกลัวยิ่งระแวงไปใหญ่”
       “แล้วมันจะลงเอยด้วยดีมั้ย”
       “แก้วเชื่อว่าคุณอาทิจจะพิสูจน์ความตั้งใจดีของเธอให้คุณณีเห็นจนได้ค่ะ น้องสาวเธอตั้งหลายคน เธอยังกำราบซะอยู่หมัด นับประสาอะไรกับคุณณีแค่คนเดียวคะ เธอต้องหาวิธีจัดการของเธอจนได้ล่ะค่ะ”
       ย่าแดงหนักใจ
       “มันจะไม่ง่าย ก็เพราะความดื้อรั้นของแม่ณีนี่ล่ะ”
       สองหญิงสองวัยสบตากัน แล้วแอบถอนใจเพราะ เรื่องของเรื่องมันก็เป็นอย่างที่ย่าแดงว่าจริงๆ

       อาทิจนั่งเขียนจดหมายถึงที่บ้านอยู่ที่ระเบียงบ้าน ต๊อดนอนน้ำลายย้อยอยู่ข้างๆ
       ‘กราบเท้าคุณพ่อคุณแม่ที่เคารพ...วันนี้ช่างเป็นวันที่แสนดีของผมจริงๆ เพราะช่วงเช้า ผมได้รับจดหมายที่คุณพ่อส่งมา นั่นทำให้ผมอิ่มใจที่ได้รู้ว่าพวกเราทุกคนอยู่สุขสบายดีและมีความสุข ส่วนเรื่องที่สอง เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นนี้เอง ตอนนี้ผมได้ชื่อว่าเป็นเกษตรกรเต็มตัวแล้วนะครับ คุณย่าให้ผมทดลองปลูกผักบนที่ดิน 1 ไร่ วันนี้เป็นวันที่ผมได้เอาผักที่ผมเพาะมาลงดิน ผมบรรยายไม่ถูกว่าผมมีความสุขมากแค่ไหน ที่ได้เห็นงานที่เราฟูมฟักค่อยๆก่อตัวเป็นรูปร่างและรอวันที่จะเจริญเติบโต
       คุณย่ากรุณาต่อผมมาก นอกจากท่านจะเป็นคนลงมือปลูกผักเป็นคนแรกแล้ว ท่านยังให้กำลังใจและส่งเสริมงานของผม ท่านว่าถ้าได้ผลดี ท่านอยากให้ผมขยายแปลงผักออกไป ลูกของคุณพ่อคุณแม่กำลังเดินตามฝันของตัวเอง ผมหวังว่าสักวัน ผมคงไปถึงจุดหมายปลายทาง เป็นเกษตรกรที่ดีเหมือนอย่างที่บรรพบุรุษเป็นมา ผมจะตั้งใจ จะอดทนเพื่อพวกเราทุกคน ฝากความคิดถึงถึงน้องๆทุกคนด้วยนะครับ บอกพวกเขาด้วยว่า พี่อาทิจรักพวกเขาเหลือเกิน...รักและคิดถึงคุณพ่อคุณแม่เสมอ...อาทิจ’
       อาทิจวางปากกาที่เพิ่งจ่าหน้าซองเสร็จ แล้วเอนวรกายเอามือซ้อนหลังศีรษะ มองดูดาวอย่างสำราญใจ

       ดรุณีกำลังอ่านหนังสือบนเตียงนอนอย่างขะมักเขม้น สักครู่ย่าแดงเปิดประตูเข้ามา
       “ย่าคิดว่าเรานอนแล้วซะอีก ดึกป่านนี้น่าจะพักผ่อนได้แล้วนะ”
       “คุณย่านอนก่อนเถอะค่ะ หนูขออ่านต่ออีกนิด รับรองค่ะว่าหนูจะไม่ทำให้คุณย่าผิดหวัง หนูจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้”
       “ตั้งความหวังได้แต่อย่าให้มากเกินไป จนกลายเป็นกดดันตัวเอง ย่าไม่เคยบังคับให้เราต้องสอบเข้าให้ได้ ขอแค่เราเป็นคนดี มีความมุ่งมั่น มีความพยายามเท่านั้นเป็นพอ”
       “หมายความว่า ถ้าหนูสอบไม่ติด คุณย่าก็จะไม่เสียใจ”
       “ย่าไม่เสียใจ เพราะย่าไม่เคยตั้งความหวัง แม่ณีเองก็เหมือนกัน ก่อนจะเสียใจเรื่องอะไร ลองใคร่ครวญดูสักนิดดีมั้ยว่าเราทำเต็มที่แล้วรึยัง ถ้าเราเตรียมตัวเป็นอย่างดีแล้วสอบไม่ติด เราอาจจะผิดหวังบ้าง แต่จะไม่เสียใจเพราะเรารู้อยู่แก่ใจแล้วนี่นะว่า เราเต็มที่กับมันแล้ว”
       “หนูจะทำอย่างเต็มที่เพื่อคุณย่าค่ะ”
       “ย่าจะดีใจมากถ้าแม่ณีสอบติด แต่ถ้าไม่ติด ย่าก็อยากจะบอกเราว่ามหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดแค่เพียงในห้องเรียนเท่านั้น เราสามารถเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา เรียนรู้จากการได้เห็นของจริง ได้สัมผัส ได้ลงมือทำ ได้พูดคุยกับคนที่ทำเป็นจริงๆ ซึ่งนั่นสำคัญกว่าการเรียนในห้องสี่เหลี่ยมมากมายนัก”
       “เหมือนการที่หนูได้อยู่ ได้เรียนรู้ ได้เห็น ได้ลงมือทำทุกอย่างกับคุณย่าใช่มั้ยคะ คุณย่าเป็นทั้งย่า ทั้งแม่ ทั้งครูคนแรกของหนู หนูรักคุณย่าที่สุดในโลกเลยค่ะ”
       ดรุณีโผเข้ากอดย่าน้ำตาริน ซาบซึ้งในบุญคุณ ย่าแดงเองก็กอดหลานสาวกลับแน่น อย่างต้องการจะถ่ายเทความรักทั้งหมดไปให้

       วันใหม่...ทองประศรีเดินเคียงคู่กับทองใบลัดเลาะมาตามธารน้ำตก
       “เมื่อไหร่พี่จะให้เจ้าพ่อเจ้าแม่มาขอศรีสักทีล่ะ”
       “ขอเวลาอีกนิดนะน้องศรี ให้พี่ได้พูดคุยปรับความเข้าใจกับท่านก่อน เพราะท่านยังโกรธที่พี่หนีออกจากบ้าน...เอ๊ย วังมาน่ะจ้ะ”
       “ถ้างั้นพี่ต้องแสดงความจริงใจด้วยการไปขอศรีกับพ่อแม่เองก่อน จะมาหลอกเจาะไข่แดงฟรีๆไม่ได้นะ”
       “โถ...แค่คิดพี่ยังไม่กล้าเลยจ้ะ แต่น้องศรีแน่ใจเหรอว่าพ่อกับแม่จะเชื่อพี่ ดีไม่ดีท่านอาจจะคิดว่าพี่เป็นพวกสิบแปดมงกุฎที่มาหลอกลูกสาวท่าน ท่านดุออกขนาดนั้นคงได้ฆ่าพี่ตายคามือแน่ หรือน้องศรีอยากเห็นพี่ตายไปต่อหน้าต่อตาจ๊ะ”
       “อย่าพูดอย่างนั้นสิ”
       “ถ้างั้น...เราอดทนให้ทุกอย่างพร้อมก่อนดีกว่ามั้ย พี่รักหลงน้องศรีขนาดนี้ พี่จะหนีไปไหนได้ยังไง”
       ทองใบเข้าคลุกวงในซุกไซร้ ทองประศรีทำเป็นผลักเขาเบาๆ
       “อย่าน่าพี่ กลางวันแสกๆ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”
       “ใครจะมาเห็น มีแต่พี่ล่ะที่อยากเห็นน้องศรีกลางวันแสกๆอย่างนี้มานานแล้วนะจ๊ะคนดี”
       ทองใบคลุกเคล้าตะโบมโลมไล้ ทองประศรียึกยักลีลา
       “อย่าพี่...” เธอหยุดหายใจ 1 วินาที “อย่าช้า!”
       ว่าแล้วหญิงสาวก็ดึงหน้าทองใบ ลงมาปะทะกับอกมหึมาของตัวเอง ก่อนจะกอดฟัดพลิกนัวเนีย

       วิไลลักษณ์ เวทางค์และวิยะดา เข้ามาที่ระเบียงบ้านยกมือไหว้ย่าแดง โดยที่ดรุณีนั่งอยู่ข้างๆ ย่าแดงรับไหว้
       “วันนี้ไม่ต้องออกงานสังคมที่ไหนหรือแม่วิไล”
       “ไปค่า เดี๋ยววิไลต้องกลับไปเตรียมตัวแต่งหน้าทำผมแล้วค่ะคุณแม่ ร้านประจำ วิไลลูกค่าเย๊อะค่าถ้าไม่โทรจองล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ โอกาสแห้วสูงม๊าก”
       “เออ...มันมีอิทธิพลต่อชีวิตมากเหมือนกันนะไอ้ร้านเสริมสวยนี่ แล้วตาเวกับยายวิล่ะ ต้องไปกับแม่ด้วยรึเปล่า”
       เวทางค์กีบ วิยะดาจะอ้าปากพูดแต่วิไลลักษณ์ชิงตัดหน้า มัดมือชกลูกตามสัญญาทันที
       “ไม่ไปค่ะ วิไลชวนยังไงก็ไม่ไป บอกอยากมาทำสวนกับคุณย่า ตั้งแต่กลับบ้านไปวันนั้น สองคนนี่กระตือรือร้นม๊าก แพลนกันสนุกสนานว่าเรียนจบแล้วจะเบนเข็มมาเป็น เกษตรกรรมเหมือนคุณย่า ใช่มั้ยจ๊ะลูก”
       วิไลลักษณ์หัวเราะคิกคักคนเดียว เวทางค์กับ วิยะดา พยักหน้ายิ้มแกนๆ ผสมเอ๋อๆที่แม่เออเองทุกสิ่งทุกอย่าง ย่าแดงมองหน้าลูกสะใภ้
       “แม่เป็น เกษตรกร จ้ะแม่วิไล เกษตรกรรมน่ะ มันงานที่แม่ทำ”
       วิไลลักษณ์เจื่อนไปแต่ยังไหลไปได้
       “อุ๊ยตาย...วิไลพูดอะไรไปเนี่ย ขอโทษนะคะ ตื่นเต้นกับความตั้งใจของลูกๆ จนพูดผิดพูดถูก”
       วิไลลักษณ์คิกคักขำคนเดียวได้อีก ย่าแดงหันไปหาหลานๆ
       “เอาเถอะ ถ้ารักที่จะทำงานนี้จริงๆ ย่าก็จะฝึกให้”
       เวทางค์ยิ้มแหยๆ
       “ค่อยๆฝึกนะครับคุณย่า คือ...ช่วงนี้ผม ไม่ค่อยสบาย ปวดหัวบ่อยๆครับ”
       วิยะดารีบตามน้ำ
       “วิก็เหมือนกันค่ะคุณย่า ไม่รู้เป็นอะไร หมู่นี้ปวดท้องสามเวลาหลังอาหารเลยค่ะ”
       ย่าแดงรู้ทันแต่ไม่พูดอะไร หันไปพูดกับสะใภ้แทน
       “จะรีบไปเสริมสวยที่ไหนก็ไปเถอะ”
       “ยังไปไม่ได้ค่ะคุณแม่...เพราะ...คือ งานนี้มันงานใหญ่ระดับประเทศ หน้าผมพร้อมอย่างเดียวไม่ได้ เครื่องประดับเกียรติต้องพร้อมด้วย แต่...เอ่อ...วิไลมีไม่พอก็เลยจะขออนุญาตยืมเครื่องประดับเกียรติจากคุณแม่ไปด้วยน่ะค่ะ”
       ดรุณีงงๆ
       “เครื่องประดับเกียรติอะไรคะคุณป้า”
       “ก็เครื่องเพชรชุดใหญ่ๆที่มีมงกุฎ อุบะ ต่างหู แหวน กำไล เข็มกลัดเข้าชุดกันน่ะจ้ะ”
       ย่าแดงส่ายหน้า
       “แม่ไม่มีหรอก”
       “ถ้างั้นเอาชุดเล็กก็ได้ค่ะ ตัด มงกุฎกับเข็มกลัด ออกไป”
       “ชุดเล็กชุดใหญ่ แม่ไม่มีทั้งนั้น”
       วิไลลักษณ์หัวเราะร่วน
       “คุณแม่พูดเล่นใช่มั้ยคะ ไม่มีใครเชื่อหรอกค่ะว่าเจ้าของสวนคุณย่าจะไม่มีเครื่องเพชร น่าจะมีเป็นหีบๆมากกว่ามั้งคะ”
       “ไอ้ที่เก็บเป็นหีบๆน่ะมี ไม่ใช่ไม่มี อยากเห็นมั้ยล่ะ”  
       วิไลลักษณ์ตาวาวเป็นประกาย




 

Create Date : 28 มิถุนายน 2555
0 comments
Last Update : 29 มิถุนายน 2555 0:07:33 น.
Counter : 3511 Pageviews.

 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

houyhnhnms
 
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Hello!
[Add houyhnhnms's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com