[Nurarihyon no mago] เล็กๆน้อยๆจากตอนที่97

ปล่อยไก่ไปสามเล้า เนื่องมาจากจำภูเขาผิดลูก...

เท็นงูที่โผล่มาในตอนที่97 คือเท็นงูแห่งภูเขาคุรามะ ที่เคยโผล่มาในตอนที่63

สำหรับเท็นงูแห่งภูเขาคุรามะ มีอยู่ในตำนาน"โยชิสึเนะ" ซึ่งเป็นแม่ทัพที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของญี่ปุ่นด้วย

ในตำนานเล่าว่า โยชิสึเนะ หรือชื่อในตอนเด็กคือ "อุชิวากามารุ" เก่งขึ้นได้ เพราะ
ได้เท็นงูแห่งภูเขาคุรามะช่วยฝึกวิชาให้
ซึ่งนักประวัติศาสตร์บางคนบอกว่า ตัวจริงของเท็นงูแห่งภูเขาคุรามะน่าจะเป็น
อดีตลูกน้องผู้ภักดีต่อตระกูลมินาโมโตะ ปลอมตัวมาสอนวิชาให้ลูกชาย
เจ้านายของตัวเอง

ส่วนวัดอันเป็นโลเคชั่นในตอนนี้
ลองไปค้นภาพวัดคุรามะ(鞍馬時)ที่อยู่บนเขาคุรามะมา
พบอารามหน้าตาคล้ายๆกับหลังที่ถูกท่านกิวคิฟันแหว่งไปด้วยค่ะ



แต่จุดที่่ต่างกันคือกรอบหน้าต่างของในเรื่องนูระ จะเป็นทรงระฆังคว่ำ ลักษณะเดียวกับ
กรอบหน้าต่างที่พบได้ที่วัดนันเซ็นจิ(南禅寺)แต่ที่วัดคุรามะ จะเป็นกรอบหน้าต่างสี่เหลี่ยมธรรมดา


อารามหน้าตาแบบนี้ ที่วัดไดคาคุจิ(大覚寺)ที่ภูเขาอาราชิยามะก็มีค่ะ คล้ายกันมากเลย





ยังไม่แน่ใจว่าอาจารย์เค้าใช้วัดไหนในเกียวโตเป็นต้นแบบกันแน่




 

Create Date : 07 มีนาคม 2553   
Last Update : 7 มีนาคม 2553 0:51:58 น.   
Counter : 272 Pageviews.  

[Text spoil] Nurarihyon no mago 97

(สรุปย่อด้านล่างค่ะ)

เปิดฉากมาในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง ริคุโอะในวัยเด็กกำลังยืนมองเด็กหญิงในชุดเสื้อกระโปรงสีดำ
ซึ่งนั่นก็คือฮาโกโรโมะกิตซึเนะนั่นเอง


ฮาโกโรโมะกิตซึเนะ - "อะไรกัน มี "หลาน" ด้วยเหรอเนี่ย"
"ไม่ใช่ว่าสาปเอาไว้ไม่ให้สามารถมี "ลูก"ได้หรอกเหรอ?"


ปีศาจจิ้งจอกที่กลับมาเกิดใหม่ในร่างเด็กหญิงหันไปมองรุ่นที่2 ที่จมกองเลือด แล้วพูดต่อเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง


ฮาโกโรโมะกิตซึเนะ- "อ้อ แต่งงานกับมนุษย์อีกแล้วงั้นรึ...ไม่ได้ดั่งใจเลย...สายเลือดที่อ่านทางไม่ออกเนี่ย"
"...หลาน...ของนูราริเฮียงงั้นรึ.."
"ถึงอย่างนั้น คำสาปของจิ้งจอกก็ไม่หายไปหรอกนะ" ฮาโกโรโมะกิตซึเนะใช้มือเปื้อนเลือดแตะหน้าริคุโอะ
"ไม่ว่ายังไง ก็จะทำให้สายเลือดสิ้นสุด เลือดที่น่าเกลียดชังของนูราริเฮียง...."

รุ่นที่สอง - "ริคุโอะ หนีไป!!"


รุ่นที่สองเข้ามาขวาง ริคุโอะเห็นภาพพ่อถูกแทงจนเลือดสาดกระเด็น แต่ก็หันหลังวิ่งไปตามที่พ่อบอก


ฮาโกโรโมะกิตซึเนะ(?)- "หนีไป ริคุโอะ...หนีไป....หนีไปจากความมืด...."


ริคุโอะหันมามองเด็กหญิงในชุดสีดำ ยังไม่เข้าใจนักว่าใครกันเป็นผู้แทงพ่อของตัวเอง พอวิ่งไปได้ซักพัก
ก็เห็นแม่ยืนร้องไห้อยู่หน้าหลุมศพ....ใครกัน ที่ทำให้แม่ต้องเศร้าใจแบบนี้


ตอนนั้นเองที่เงาของสึจิกุโมะปรากฏขึ้นด้านหลังริคุโอะ
นายน้อยกลายร่างเป็นร่างปีศาจ พุ่งเข้าหาสึจิกุโมะทันที แต่คมดาบกลับเอื้อมไปไม่ถึงตัวสึจิกุโมะเสียด้วยซ้ำ
ขณะที่กำลังตกตะลึงอยู่นั่นเอง ร่างของริคุโอะก็กลายเป็นกลีบซากุระ


ริคุโอะ - "ทำไมล่ะ ทำไมถึงเอื้อมไม่ถึง ทำไม...ทำไมกันล่ะ!?"



ริคุโอะสะดุ้งตื่น...

ที่แท้ ทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่ฝัน ริคุโอะหันไป และพบกับกิวคิ ที่คุกเข่าอยู่ข้างๆ มองจากสภาพรอบๆตัว ดูเหมือนริคุโอะ
จะอยู่ในวัดแห่งหนึ่ง


พอริคุโอะถามว่าที่นี่ที่ไหน แล้วเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง กิวคิก็บอกว่าตนเองเป็นคนพาริคุโอะมาที่นี่
แต่ริคุโอะพอลุกขึ้นได้ ก็บอกว่าจะออกไปจัดการกับสึจิกุโมะเพื่อช่วยซึราระ
ยังไม่ทันจะได้ก้าวออกไปดั่งใจคิด กิวคิก็ปล่อยความเกรงขามมหาศาลออกมา กดดันจนริคุโอะต้องรีบกระโดดหลบ


กิวคิ- "เจ้าตอนนี้น่ะไม่ไหวหรอก"
"การที่ถูกคนในขบวนร้อยอสูรกดดันเอาได้แบบนี้น่ะนะ"


กิวคิชักดาบออกจากฝัก พร้อมความเกรงขามที่แผ่ออกมารอบตัวจนริคุโอะยังตกตะลึง


กิวคิ- "คนที่สืบทอดกลุ่มนูระจะแพ้ไม่ได้"


ว่าแล้วกิวคิก็วาดดาบในมือเข้าใส่ริคุโอะ ถึงแม้จะรับได้ แต่แรงปะทะก็ส่งให้ริคุโอะกลิ้งหลุนๆไปกับพื้น...

กิวคิบอกว่าริคุโอะอาจจะเข้าใจตัวตนของตัวเองมากขึ้น หลังกลับจากโทโนะ แต่คุณลักษณะของปีศาจนูราริเฮียง
ก็มีแค่ตัดขาดความเกรงขาม ทำให้ศัตรูมองไม่เห็นจนเข้าประชิดตัวได้เท่านั้น
ว่าแล้ว กิวคิก็แสดงพลังให้ริคุโอะดู ด้วยการฟันฉับเดียวก็ทำให้รูปหล่อเหล็กขาดเป็นชิ้นๆ


กิวคิ- "ริคุโอะ ไม่กี่เดือนมานี่ เจ้าเก่งขึ้นก็จริง แต่ที่เกียวโต แค่นั้นมันยังไม่พอ"


เพื่อที่จะให้คมดาบของตัวริคุโอะ เอื้อมไปฟาดฟันถึงตัวศัตรูได้ กิวคิบอกว่าริคุโอะมีเรื่องที่จำเป็นต้องทำ2อย่าง
ถ้าหากไม่มีเวลา ก็ต้องทำให้ได้ใน3 วัน ระหว่างนั้นริคุโอะต้องแข็งแกร่งกว่าตัวเองที่เป็นนูราริเฮียงขึ้นมาให้ได้


ริคุโอะ- "......แข็งแกร่งกว่าตัวเอง....? มันหมายความว่ายังไงกัน!?"


ริคุโอะยังสับสนกับคำพูดของกิวคิ แต่ก็มีเสียงหนึ่งพูดขึ้น


เท็นงูแห่งคุรามะ - "กิวคิ ถ้าพูดไม่เข้าใจ ก็มีแต่ต้องลงมือสู้จริงเท่านั้นแหละ"

กิวคิ- "นั่นสินะ...ริคุโอะเอ๋ย จงชักดาบออกมา แล้วสำเร็จ "วิชา" ที่เหมาะสมกับผู้นำร้อยอสูรให้ได้ภายใน3วันซะ..."


ริคุโอะมองกิวคิ...คำว่า "วิชา" ยังก้องอยู่ในห้วงความคิด ก่อนจะถามออกมาจริงๆ


ริคุโอะ- "วิชา... !? "วิชา" มันคืออะไรน่ะ กิวคิ!?"


แต่ที่ตอบกลับมาไม่ใช่คำพูด หากเป็นคมดาบของกิวคิ ที่ร้ายกาจจนกำแพงไม้ของอารามที่อยู่เบื้องหลังริคุโอะ
พังยับเยิน ริคุโอะหลบได้อย่างหวุดหวิด และตั้งท่าจะชักดาบออกมา


กิวคิ- "ชักดาบออกมา ริคุโอะ"

ริคุโอะตกตะลึงกับกิวคิ ที่ต่างกับตอนที่สู้กันคราวก่อนราวกับคนละคน....


"จงก้าวข้ามตัวเจ้าเองให้ได้สิ ริคุโอะ!!"

********************************

แบบย่อๆ

- ริคุโอะฝันเห็นเหตุการณ์ตอนเด็กๆ ตอนที่รุ่นที่2 ถูกเจ๊จิ้งปูฆ่า
เจ๊สาปให้ไม่สามารถมีทายาทได้ แต่ดูเหมือนสายเลือดมนุษย์ในตัวรุ่นที่ 2 จะทำให้ทุกอย่างไม่เป็นไปดั่งใจฮาโกโรโมะกิตซึเนะ

- ในฝัน ริคุโอะพบกับสึจิกุโมะ แต่ดาบกลับเือื้อมไปไม่ถึงตัวปีศาจแมงมุมดิน แล้วจู่ๆร่างของริคุโอะก็กลายเป็นกลีบซากุระ (ฉากนี้ให้อารมณ์Clampอย่างบอกไม่ถูก)

- ริคุโอะสะดุ้งตื่นมาพบกับกิวคิ ที่บอกว่าตัวเองเป็นคนพาริคุโอะมาที่นี่ เพื่อฝึกวิชาให้ริคุโอะสมเป็นผู้นำขบวนร้อยอสูร

- ริคุโอะไม่ค่อยเข้าใจ เท็นงูแห่งภูเขาคุรามะ (ที่น่าจะเป็นเจ้าของโลเคชั่น) เลยบอกว่า ถ้าพูดไม่รู้เรื่องก็ลงมือสู้จริงซะเลย

- กิวคิเลยลงมือ ด้วยฝีมือและความเกรงขามที่ผิดกับตอนสู้กับริคุโอะคราวที่แล้วโดยสิ้นเชิง

- กิวคิบอกให้ริคุโอะเอาชนะตัวเองที่เป็นนูราริเฮียงให้ได้

*************************

หมายเหตุ - จำได้ลางๆว่าเท็นงูที่โผล่มา เคยปรากฏตัวตอนย้อนอดีต เป็นเท็นงูแห่งภูเขาคุรามะ และเป็นคนรู้จักของท่านกิวคิ อันนี้ไม่ค่อยชัวร์ค่ะ

*แก้ไข*

เท็นงูแห่งภูเขาคุรามะ ไม่ใช่ อาราชิยามะ ค่ะ




 

Create Date : 05 มีนาคม 2553   
Last Update : 7 มีนาคม 2553 0:47:37 น.   
Counter : 362 Pageviews.  

[Text Spoil] (แปลว่าไม่มีภาพ) Nurarihyon no mago - 35: การเดินทางสู่ชิโกกุของท่านปู่

เครดิต: แมวตัวร้าย@พันทิป
Special Thanks: Neozero

จากตอนที่แล้ว
ท่านปู่นูราริเฮียงในชุดของนักเดินทางสมัยก่อนคือสวมหมวกฟางและถือไม้เท้าสำหรับช่วยเดิน
ได้เดินทางมาจนถึงชิโกกุ และในขณะนี้ก็กำลังลัดเลาะภูเขาเลียบลำธารเพื่อไปให้ถึงที่หมาย

"มันแปลกจริงๆนั่นแหละ"

ท่านปู่รำพึงกับตัวเองให้ปีศาจนัตโต้ ผู้ซึ่งติดตามเจ้านายของตนมาตั้งแต่เดินทางออกจากโตเกียว
ให้ได้ยิน ปีศาจชั้นผู้น้อยที่ไม่รู้สึกถึงความแปลกประหลาดใดๆจึงบอกว่า
สำหรับตัวเองแล้วก็เห็นเป็นภูเขาธรรมดาๆ นายใหญ่แห่งหมู่ปีศาจจึงบอกว่า
ที่นี่ได้เปลี่ยนไปมาก จากที่เคยมาคราวก่อน
คำตอบนี้ทำให้ปีศาจนัตโต้ถึงกับงงว่านายใหญ่ของตนเคยมาชิโกกุตอนไหน
เพราะอาณาเขตของกลุ่มนูระควรจะสิ้นสุดลงแค่หุบเขาเนจิเรเมะ ซึ่งเป็นอาณาเขต
ภายใต้การปกครองของกิวคิ


แต่ยังไม่ทันที่ท่านปู่นูราริเฮียงจะได้ให้คำตอบ เบื้องหน้าของทั้งสองก็ปรากฏร่างกายอันใหญ่โต
ของยักษ์ตนหนึ่งขึ้น ใบหน้าที่อัปลักษณ์ย่นยับเมื่อจมูกที่อยู่เหนือปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวโง้ง
ดมกลิ่นฟุดฟิดก่อนจะบอกว่าปีศาจต่างถิ่นทั้งสองนั้นส่งกลิ่นของพวกที่มีชีวิตอยู่มายาวนาน
แม้แต่มันที่มีอายุมาถึง200ปี ก็ยังเป็นครั้งแรกที่ได้พบกับอะไรแบบนี้

เจ้ายักษ์พยายามนึกว่ากลิ่นที่ได้นั้นเป็นกลิ่นของอะไร และเมื่อนึกออกว่าเป็นกลิ่นของนัตโต้
ดวงตาของมันก็เบิกโพลง เพราะนั่นหมายถึงกลิ่นของคนนอกแผ่นดินชิโกกุ

ปีศาจยักษ์เขาเดียวใช้มืออันเต็มไปด้วยมัดกล้ามของมันชกลงมาที่ผู้บุกรุกต่างถิ่น แต่นูราริเฮียง
ที่เป็นถึงหัวหน้าสูงสุดของเหล่าปีศาจแห่งคันโตมีหรือที่จะพลาดท่าเสียทีง่ายๆ
ท่านปู่หลบโดยไม่มีท่าทีลำบากใดๆ

"อึ๋ย~~ไอ้ภูเขานี้มันแปลกจริงๆด้วยขอรับ มีไอ้ตัวแบบนี้โผล่ออกมาด้วยเนี่ย"
ปีศาจนัตโต้บ่นพลางรีบวิ่งหนีการไล่ล่าของยักษ์เขาเดียว
แต่ท่านปู่ผู้เป็นเจ้านายกลับมีสีหน้าเรียบเฉยและตอบออกมาอย่างเรียบๆว่า
"ผิดแล้ว เจ้านัตโต้ แต่ก่อนน่ะ...กว่าจะมาถึงที่นี่ได้มันไม่ง่ายแบบนี้หรอก..."

ว่าแล้วนูราริเฮียงก็กลับหลังหัน และในพริบตาเดียวก็ใช้ไม้เท้าในมือฟาดลงไปกลางแสกหน้าของ
ยักษ์ปักหลั่นที่ไล่ตามมา และทันทีที่ทำเช่นนั้น ร่างใหญ่ยักษ์ก็กลับหดจิ๋ว คืนร่างกลายเป็น
ลูกทานุกิที่จำแลงกายมา

"เฮ้ย ไอ้หนู " ท่านปู่นูราริเฮียงพูดกับทานุกิตัวจ้อยที่ใช้มือหิ้วคอเอาไว้
"ข้าน่ะเคยมาที่นี่เมื่อ300ปีก่อนโน่น รู้จักภูเขานี่ดีกว่าเจ้าซะอีก!"

แต่ยังไม่ทันทำอะไร เจ้าตัวเล็กก็กระโจนหนีไปจากการจับกุมของท่านปู่ได้
นายใหญ่แห่งกลุ่มนูระจึงรีบสั่งให้เจ้านัตโต้ตามหลังเจ้าลูกทานุกิไป


และเมื่อทำเช่นนั้น สิ่งที่รอผู้นำสูงสุดของเหล่าปีศาจแห่งคันโตอยู่ ก็คือทานุกิชราที่น่าเกรงขาม
เจ้าของร่างกายอันใหญ่โตซึ่งนั่งอยู่บนแท่นศิลาที่ให้ความรู้สึกราวกับเป็นบัลลังก์ของราชา
รอบๆคือหน้าผาที่เรียงรายด้วยรูปปั้นหินของทานุกิเป็นแถวเรียงขึ้นไป เจ้านัตโต้นับด้วยสายตา
แล้วกะเอาว่าน่าจะมีอยู่สัก200ตัวได้ แต่ท่านปู่ก็บอกว่าที่เห็นนั่นคือจำนวนที่ลดลงแล้ว
เพราะแต่ก่อนมีอยู่ถึง 808 ตัวด้วยกัน (*แมวตัวร้าย- อ้างอิงจาก "ตำนานอินุงามิเกียวบุ")

ท่าน ปู่นูราริเฮียงยังไขข้อข้องใจต่อไปด้วยว่า ที่นี่ แท้จริงแล้วก็คือศาลเจ้ายามางุจิ ฐานบัญชาการสูงสุดของขบวน88อสูรแห่งชิโกกุนั่นเอง

"ถูกไหมล่ะ? ทานุกิอินุงามิเกียวบุ!"

นูราริเฮียงเอ่ยถามจ้าวแห่งปีศาจแห่งชิโกกุที่เคยรุ่งเรืองกว่าใครในอดีต

"โอ้? เจ้าคือหัวหน้าของกลุ่มนูระนี่ โอ...นานแค่ไหนแล้วนะ..."

นูราริเฮียงเอ่ยทักทายอินุงามิเกียวบุที่ไม่ได้เจอมาตั้งแต่เมื่อ300ปีก่อน เมื่อตอนที่อีกฝ่ายพยายาม
ยึดครองปราสาทมัทซึยาม่า (*แมวตัวร้าย - อ้างอิงตำนานอินุงามิเกียวบุ)


อินุงามิเกียวบุที่มาบัดนี้ได้ชราภาพไปตามวัยยอมรับว่าเมื่อก่อนตนเองเป็นปีศาจบ้าเลือด
ใช้ชื่อ "ขบวน88อสูร" สั่งการปีศาจในบงการ พยายามจะยึดปราสาทของมนุษย์เพื่อหวังจะได้
"ความเกรงกลัว"มาไว้ในมือ แต่กลับต้องพ่ายแพ้ให้กับมนุษย์และถูกสะกดด้วยอำนาจของ"บางอย่าง"

"เพราะอย่างนั้นข้าถึงบอกว่าจะช่วยยังไงล่ะ..."
นูราริเฮียงพูดถึงเรื่องในอดีต ที่ตนเอ่ยปากจะให้ความช่วยเหลือกับอินุงามิเกียวบุ
หากแต่อีกฝ่ายปฏิเสธ เพราะความโลภที่ต้องการจะครอบครองชิโกกุเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว
จนเป็นต้นเหตุของความพ่ายแพ้ในที่สุด...

"ถ้าหากยืมกำลังของข้าล่ะก็ ป่านนี้ปราสาทมัทซึยาม่าก็เป็นของเจ้าไปแล้ว"
"และเพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยน ข้าก็ต้องเข้าเป็นหนึ่งในขบวนร้อยอสูรของเจ้าน่ะสิ?"

หลังจากรำลึกความหลัง อินุงามิเกียวบุก็รำพึงว่ามาตอนนี้ พอรู้สึกตัวอีกที ลูกน้องก็เหลือ
อยู่แค่71ตนแล้ว นูราริเฮียงจึงบอกว่า ก็แก่ตัวลงกันแล้วทั้งสองคนนั่นแหละ
แล้วก็ยังบอกอีกว่าตอนนี้71ตนที่ว่า คงเหลือแค่70ตนแล้ว เพราะ"มุจิ" ปีศาจที่ใช้แส้สายลม
ก็โดนตนจัดการไปแล้วด้วย อินุงามิเกียวบุได้ยินก็ถึงกับตกใจ

"มุมุมุ..มุจิ? เจ้ามาหาข้าด้วยเรื่องนี้เองรึ" อินุงามิเกียวบุถึงกับตัวสั่น พูดจาติดอ่างขึ้นมาทันที

เจ้านั่น....ไอ้เจ้าพวกลูกบ้านั่น!!"

นูราริเฮียงได้ยินอินุงามิเกียวบุเรียกพวกนั้นว่า "ลูกชาย" ก็เกิดสงสัยขึ้นมาทันที
และบอกให้อินุงามิเกียวบุผู้ชราเล่าเรื่องมาให้ฟังอย่างละเอียด

อินุงามิเกียวบุจึงเล่าว่าตัวทามาสึกินั้นเป็นลูกชายคนที่แปดซึ่งเกิดกับภรรยาคนที่88ของตน (!!)
เป็นผู้ที่ได้รับการสืบทอดพลังของอินุงามิเกียวบุไปมากที่สุด
ตัวอินุงามิเกียวบุนั้น ตั้งชื่อให้ลูกชายคนนี้ ด้วยชื่อของต้น "ทามาสึกิ" ซึ่งเป็นต้นไม้สำคัญของเหล่า
ทานุกิ แต่ทามาสึกิผู้นั้นกลับไปเปลี่ยนความหมายชื่อของตนจากความหมายดั้งเดิมที่ผู้เป็นพ่อตั้ง
ให้กลายเป็น "ผู้ที่หวังในบัลลังก์" เหมือนกับตัวอินุงามิเกียวบุสมัยหนุ่มที่ต้องการขึ้นเป็นหัวหน้าปีศาจ
ที่ครอบครอง"ความเกรงกลัว"จากผู้คน


ตัดมาที่โรงเรียนของริคุโอะ
ผลการเลือกตั้งประธานนักเรียน ได้รับการประกาศออกมาว่าคิโยสึงุ ได้รับเลือกเป็นประธาน
สมใจเจ้าตัว และตอนนี้ทุกคนก็กำลังจัดปาร์ตี้เล็กๆในห้องชมรมเพื่อแสดงความยินดีให้
แต่ระหว่างที่คนอื่นกำลังสนุกสนาน ยูระก็หันซ้ายหันขวาคล้ายกับมองหาใครอยู่
ซึ่งคนเดียวที่ไม่อยู่ในห้องชมรมในเวลานั้น ก็คือริคุโอะ ที่ตอนนี้กำลังนั่งท่าสำนึกผิด
คู่กับคุบินาชิอยู่บนดาดฟ้า โดยมีซึราระหน้าตาทะมึนสวดยาว
เรื่องที่ไม่ยอมบอกแผนการให้คนอื่นได้รู้
(โดยมีกัปปะ คุโรตะโบ อาโอตะโบ ยืนอยู่ห่างๆ ดูเหมือนจะไม่มีใครกล้าเข้าไปห้ามซึราระที่
เข้าโหมดวีนแตก...)

ซึราระยังไม่พอใจเรื่องที่ริคุโอะกลางร่างต่อหน้าสายตานักเรียนคนอื่นด้วย
แต่ริคุโอะก็ยังทำหน้าเป็นทองไม่รู้ร้อน แล้วบอกว่าตนเองก็ไม่รู้หรอก ก็แค่ต้องทำอะไรสักอย่าง
ไม่ให้ทุกคนโดนทำร้ายก็เท่านั้นเอง ทั้งยังยอมรับด้วยหน้าตายิ้มแย้มว่า

"สงสัยจะความแตกไปแล้วจริงๆน่ะแหละ แต่คิโยสึงุคุงก็โผล่มาพอดี คงรอดแบบฉิวเฉียดได้ล่ะมั้ง?"

ลูกน้องอย่างกัปปะ คุโรตะโบ อาโอตะโบถึงกับสวนขึ้นมาว่า ให้ตายก็ความแตกแหงๆ

ซึราระที่ได้ยินริคุโอะตอบเช่นนั้นจึงเริ่มคิดได้ว่า
ริคุโอะนั้นอาจจะไม่เคยแบ่งแยกว่าใครเป็นมนุษย์ ใครเป็นปีศาจก็ได้...

"ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็...."

ซึราระได้แต่คิดในสิ่งที่ไม่มีใครรู้ว่าเธอกำลังจะได้ข้อสรุปอะไร...


อีกด้าน คานะจังที่กำลังจะกลับบ้านมองหาริคุโอะพลางสงสัยว่าอีกฝ่ายกลับไปแล้วหรืออย่างไร
เรื่องที่เกิดขึ้นในโรงยิม ทำให้คานะเริ่มสงสัยถึงความสัมพันธ์ของริคุโอะกับ "คุณคนนั้น"
ที่โผล่มาสลับตัวกับริคุโอะพอดี
ตอนนั้นเองที่ยูระก็โผล่มาทักด้วยการจับไหล่ของคานะไว้ แล้วถามว่า

"ขอถามเรื่องของนูระคุงหน่อยได้ไหม?"




 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2551   
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2551 22:12:30 น.   
Counter : 279 Pageviews.  

[Nurarihyon no mago] ตำนานอินุงามิเกียวบุ

(แปลจากวิกิพีเดียญี่ปุ่น โดยแมวตัวร้าย)

"อินุงามิเกียวบุ" หรือ "เกียวบุทานุกิ" เป็นชื่อของหัวหน้าปีศาจทานุกิที่ในตำนานที่ได้รับการเล่าขานในเขตอิโยโนะคุนิ(จังหวัดเอะฮิเมะบนเกาะชิโกกุในปัจจุบัน) เป็นที่รู้จักจาก "เรื่องเล่าว่าด้วยการอาละวาดของ808ทานุกิแห่งมัทซึยาม่า" ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสามเรื่องเล่าเกี่ยวกับทานุกิที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่น


ตำนานกล่าวว่าหัวหน้าปีศาจทานุกิตนนี้อาศัยอยู่ในวัดเก่าแก่ซึ่งอยู่ที่ภูเขาคุมะ มีพลังอำนาจเหนือกว่าใครในชิโกกุและมีบริวารคอยรับใช้อยู่ถึง 808 ตน และบริวารเหล่านี้ก็มิใช่ปีศาจกระจอก หากเป็นเหล่าทานุกิที่มีอาณาเขตปกครองของตัวเอง ล้วนแต่เป็นปีศาจระดับหัวหน้า อินุงามิเกียวบุจึงถือเป็นหัวหน้าใหญ่ที่อยู่เหนือยิ่งกว่าหัวหน้าปีศาจทั่วไป เทียบเท่ากับไดเมียวคนหนึ่งก็ว่าได้

นอกจากชื่อที่ได้รับการเรียกขาน ยังได้รับการเรียกว่า "ฮัปเปียคคุยะตะทานุกิ" ซึ่งแปลได้ว่า 808ทานุกิ มีที่มาจากจำนวนลูกน้องในปกครอง


คำว่า "เกียวบุ" นั้น เป็นตำแหน่งที่เจ้าเมืองผู้ปกครองปราสาทมัทซึยาม่าคนก่อนเป็นผู้ตั้งให้ ในตอนนั้นอินุงามิเกียวบุได้รับการโปรดปรานจากเจ้าเมืองเป็นอันมาก แต่เมื่อถึงยุคหลังจากนั้น เกิดการแย่งชิงอำนาจในตระกูลเจ้าเมือง อินุงามิเกียวบุเข้าข้างฝ่ายที่เป็นผู้ก่อการแข็งข้อ และสั่งให้เหล่าบริวารของตนก่อความวุ่นวายจนบ้านเมืองเกิดความไม่สงบ เพื่อฉวยโอกาสนั้นเข้ายึดครองอำนาจการปกครองในปราสาทเสีย

แต่แผนการนี้ก็ไม่สำเร็จเมื่อพวกทานุกิถูกนักรบที่ชื่อ "อิโน ทาเคชิ" (Inoo Takeshi ชื่อเดิม เฮย์ทาโร่)เข้าขัดขวาง อิโนใช้ค้อนไม้ที่ได้รับมาจากหัวหน้าปีศาจที่ชื่อ"ซันโมโตะ โกโรซาเอม่อน" จัดการ ทานุกิทั้ง808ตนพ่ายแพ้ไม่เป็นท่าและถูกขับไล่ออกจากภูเขาคุมะ ก่อนจะถูกผนึกเอาไว้ในถ้ำซึ่งได้มีการสร้างศาลเจ้าเล็กๆทับเอาไว้ และทุกปีก็จะมีการกราบไหว้ บูชาศาลเจ้านั้นเพื่อไม่ให้เหล่าทานุกิออกมาสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายได้อีก แต่ถึงแม้ทานุกิทั้ง808ตัวจะถูกผนึกเอาไว้ ก็ยังมีเรื่องเล่าถึงความเดือดร้อนที่เกิดจากลูกหลานของพวกมันตามส่วนต่างๆของชิโกกุ

ศาลเจ้าที่เป็นที่ผนึกของอินุงามิเกียวบุปัจจุบันชื่อว่าศาลเจ้ายามางุจิ เป็นศาลเล็กๆตั้งอยู่ในเขตมัทซึยาม่า จังหวัดเอะฮิเมะ บนเกาะชิโกกุ
(เป็นศาลเจ้าที่มีอยู่จริง)


เครดิต

ตำนานอินุงามิเกียวบุ จาก วิกิพีเดีย(Japan) อ้างอิงวันที่ 8 Nov. 2008
//ja.wikipedia.org/wiki/%E9%9A%A0%E7%A5%9E%E5%88%91%E9%83%A8




 

Create Date : 09 พฤศจิกายน 2551   
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2551 11:24:46 น.   
Counter : 287 Pageviews.  

[บทความ]ฮีโร่สายพันธุ์อากิบะ

อีกมุมหนึ่งของคดีใหญ่
ฮีโร่สายพันธุ์อากิบะ- เหล่าผู้ที่ปิดทองหลังพระกลางวิกฤต

ต่อหน้าเศษซากรถและมีดที่ถูกใช้เป็นอาวุธสังหาร ร่างของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายทั้ง17คนนอนอยู่กลางถนนในย่านอากิฮาบาระในกรุงโตเกียว สถานที่เกิดเหตุคดีฆาตกรรมอันไร้ความปรานี ที่บัดนี้ได้กลายเป็นนรกบนดิน และผู้ที่กำลังพยายามช่วยชีวิตเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายอย่างสุดความสามารถอยู่นั้น ก็คือหมอและคนเดินถนนธรรมดา ที่โชคชะตาดลให้ต้องมาอยู่ในที่เกิดเหตุพร้อมกันโดยบังเอิญ

"คนร้ายที่คร่าชีวิตคนอื่นเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง จะไม่ยอมยกโทษให้เด็ดขาด"
ในดวงตาของผู้เป็นแพทย์ที่วิ่งเข้าไปในเหตุการณ์ ในตอนนี้ก็ยังสะท้อนภาพของร่างเหล่าผู้เคราะห์ร้ายที่นอนเรียงรายอยู่บนถนนในวันนั้น


"มีใครเป็นหมอบ้างครับ"
ทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกหาหมอ โยชิกะ ไซโจ สูติแพทย์วัย39ปี จากเมืองโทคุชิม่าที่มายังโตเกียวเพื่อเข้าร่วมการประชุมก็รีบวิ่งไปยังทิศที่ได้ยินเสียงทันที
แล้วพอเลี้ยวไปเข้าไปยังสี่แยก เขาก็พบร่างของเหยื่อ8คนกำลังนอนอยู่ หลังจากขอยืมผ้าขนหนูจากร้านค้าใกล้ๆหมอหนุ่มก็รีบนำไปห้ามเลือดบริเวณหน้าอกและหลังของคนเจ็บทันที

ซักพักต่อมาน้ำใจความช่วยเหลือก็เพิ่มมากขึ้น เสียง "ทำใจดีๆไว้นะ" ถูกร้องบอกผู้บาดเจ็บทีทำท่าจะหมดสติ ข้าวของที่หล่นกระจายก็มีผู้ไปรวบรวมมาถือไว้ให้ ในจำนวนนั้นมีวัยรุ่นที่นำผ้าขนหนูออกมาจากกระเป๋าเพื่อช่วยห้ามเลือดอย่างเก้ๆกังๆด้วย

"ถ้าจะให้อธิบายก็คงต้องบอกว่าเป็นวัยรุ่นที่เห็นแล้วคงต้องเรียกว่า'พวกสายพันธุ์อากิบะ' แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นพวกเขาก็ช่วยไว้มากจริงๆ"
คุณหมอพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพูดถึงการกระทำของตัวเองว่า "รู้สึกเสียใจอยู่เหมือนกันที่ช่วยรักษาอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น"


และที่บริเวณใกล้กับถนนที่โทโมฮิโระ คาโต้ คนร้ายของคดีนี้ถูกควบคุมตัวเอาไว้ได้ หญิงสาวอีกคนที่ถูกแทงเข้าที่กลางหลังล้มลงกองอยู่กับพื้นจนเลือดไหลนองไปทั่ว ได้รับการช่วยเหลือจากชายวัย35จากจังหวัดไซตามะ ที่บังเอิญผ่านมาบริเวณนั้นพอดี เขาช่วยห้ามเลือดโดยใช้มือทั้งสองข้างกดลงไปที่บาดแผล พร้อมทั้งใช้โทรศัพท์มือถือของตนโทร.เรียกรถพยาบาลไปด้วย
ชายคนดังกล่าวเป็นนักเรียนของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาได้เข้าร่วมอบรมการช่วยชีวิตจากสถานีดับเพลิงใกล้ๆ จึงพอรู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเช่นการห้ามเลือดหรือการผายปอดอยู่บ้าง
เขาให้สัมภาษณ์ว่า
"ผมรู้สึกโกรธคนร้ายที่ทำร้ายคนอื่นเพราะความอ่อนแอของตัวเองมาก"


ชายวัย34อีกคนที่มาจากเขตนางาโนะของโตเกียวเล่าว่า หลังจากได้ยินเสียงดังโครมลั่น เขาก็ไปดูที่ข้างรถบรรทุกคันที่เกิดเหตุและพบว่า รอบๆ คน4คนถูกชนและบาดเจ็บมีเลือดไหลออกมา เขาเห็นว่าหนึ่งในผู้บาดเจ็บมีสีหน้าซีดคล้ำจนน่าเป็นห่วง จึงเข้าไปช่วยล้วงคอ ดึงลิ้นออกมาให้ชายคนนั้นกลับมาหายใจได้ นอกจากนี้เขากับคนเดินถนนที่ผ่านมาอีก2คนยังช่วยกันนวดหัวใจกับผายปอดให้ชายผู้บาดเจ็บ ก่อนจะส่งตัวคนเจ็บต่อให้กับหน่วยกู้ภัย

ชายคนที่ว่าถึงแม้จะมีงานอดิเรกเป็นการถ่ายรูป ทั้งในวันที่เกิดเหตุก็มีกล้องคล้องอยู่ที่คอ แต่ในสถานที่เกิดเหตุ เขาไม่ได้ถ่ายรูปเลยสักใบเดียว
"ใจผมห่วงแต่อยากจะช่วยคนที่ล้มลงไปต่อหน้าต่อตา"
เขาให้สัมภาษณ์


ในเหตุการณ์คราวนี้ ทีมแพทย์กู้ภัยไปถึงที่เกิดเหตุหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว20นาที
คุณหมอโชจิ โยโกโบริ จากโรงพยาบาลแห่งNippon Medical School หัวหน้าทีมแพทย์กู้ภัยได้ให้สัมภาษณ์ว่า
"ผู้คนที่อยู่แถวนั้นรวมทั้งคุณหมอที่บังเอิญอยู่ในที่เกิดเหตุช่วยกันไปหาอุปกรณ์ปฐมพยาบาลมาให้ ช่วยปั๊มหัวใจให้ ช่วยพวกเราไว้ได้มากทีเดียว ผมคิดว่าเพราะความกล้าหาญของพลเมืองดีทำให้เราสามารถทำการรักษาต่อจากนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ"


ที่มาข่าว:
1) หนังสือพิมพ์โยมิอุริ ฉบับวันที่1่1 มิถุนายน 2008 (ฉบับเช้า เขตคันไซ-โอซาก้า)
หน้า39
2) หนังสือพิมพ์ Yomiuri Online อ้างถึงโดยเว็บ Goo News
//news.goo.ne.jp/article/yomiuri/nation/20080611-567-OYT1T00135.html

แปลโดยแมวตัวร้าย (Asana F. K.)

*หมายเหตุ*
เป็นการนำบทความที่เคยโพสต์ในเว็บไซท์มาเก็บไว้ในบล็อกของตัวเอง
ได้มีการแก้ไขข้อความบางส่วนให้ถูกต้องมากขึ้น จึงอาจจะมีส่วนที่ไม่เหมือนกับที่เคยโพสต์ไป




 

Create Date : 15 มิถุนายน 2551   
Last Update : 15 มิถุนายน 2551 11:57:33 น.   
Counter : 119 Pageviews.  

1  2  

แมวตัวร้าย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add แมวตัวร้าย's blog to your web]