กันยายน 2552
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
15 กันยายน 2552
 
 
แล้วก็ถึงวันตรวจ ... 14 กย. 2552

14 กย. 2552

วันนี้แล้วสินะ ได้เวลาพบกับคุณหมอ หลังจากตื่นเต้น ลุ้นมานาน ว่าจะทำได้มั้ยนะ วันนี้เราจะได้รู้กันแล้วว่า เราจะทำได้หรือเปล่า ...

เรามีนัดกับคุณหมอตอนเที่ยงตรง .... อีกไม่กี่ชั่วโมงแล้วนะ

แต่ปรากฏว่า ลืมค่ะ เราลืมสมุดที่จดคำถามมากมายไว้ที่บริษัท โอ้ว... เซ็งเล็กน้อย แต่ไม่เป็นไร ยังมีเวลา เปิดหาข้อมูล + ที่จำได้นิดหน่อย ก็พอจะหาคำถามไว้ถามคุณหมอได้บ้างแล้ว

คำถามที่เราคิดว่าถามน่ะเหรอ ก็มีเรื่องต่อไปนี้

1. ภาวะแสงกระจายในตอนกลางคืน หากมันเกิดขึ้น แล้วจะส่งผลให้เรายังคงสามารถขับรถในตอนกลางคืนได้หรือเปล่า (อันนี้ ห่วงนิดหน่อย เพราะปกติเป็นคนที่ไม่ชอบพึ่งพาใคร + คุณแฟนขี้เกียจพาไป เราเลยต้องเป็นหญิงมั่น ไปเอง ลุยเอง ถ้าเราขับไม่ได้ แล้วจะได้ไปช๊อปปิ้ง เดินกันมันส์หยด ไม่สนใจเวลา หรือไปเฮฮาสนุกสนานที่คาราโอเกะกับเพื่อนๆที่ทำงานได้อย่างไรล่ะ)
2. เนื่องจากสายตาเราสั้นไม่เท่ากัน แล้วก็ไปหาข้อมูลมา มีความเป็นไปได้ว่า อาจจะเป็นเพราะเกิดจาก ภาวะสายตาขี้เกียจ มันคืออะไรอยากจะรู้ แล้วเราเข้าข่ายนั้นหรือเปล่านะ เพราะเราก็มีสายตาที่สั้นไม่เท่ากันด้วยเช่นกัน ถ้าเป็นแล้ว การทำเลสิคจะทำให้มันหายได้หรือเปล่า เกี่ยวข้องกันหรือไม่
3. การกินวิตามินบำรุงผิวพรรณ มีผลต่อการทำเลสิคมั้ย (รวมทั้งหลังทำด้วย จะทำให้แผลหายช้าหรือเปล่า)
4. สัตว์เลี้ยง ต้องห่างกันก่อนในช่วงระยะแค่ไหน เพราะมันมีขนอ่ะ กลัวจะติดเชื้อหลังทำเสร็จ
5. การตั้งครรภ์ มีผลอย่างไรต่อการทำเลสิค ทำไมถึงได้ห้ามอ่ะ ไม่เข้าใจ


ความจริง คำถามมีมากกว่านี้ แต่เพราะว่า ลืมไว้สมุดจดไว้ที่บริษัทอ่ะ เลยจำไม่ได้แล้ว
กำลังจะเดินทางไปแล้วนะ....

11.20 น. เดินทางออกจากบ้าน (ศรีราชา) คุณแฟนเป็น พขร. ขับรถไปให้
ปล. ก่อนออกจากบ้าน คว้าแว่นกันแดดไปด้วย เพราะวันนี้จะต้องหยอดยาขยายรูม่านตา ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง กันไว้ก่อน

.......


ถึงโรงพยาบาลแล้ว ... เหลือเวลาอีกแค่ 10 นาที ศูนย์เลสิคอยู่ชั้น 2 แต่ตึกไหนล่ะ โอ๊ยย จะทันมั้ยนี่ กลัวเค้าจะว่า เป็นคนไม่รักษาเวลา ....

สอบถามเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็นำทางไปทันที แบบว่า บริการดีมากๆๆ

พอไปถึง เค้าก็จัดการ ให้เรากรอกประวัติเพื่อจัดทำทะเบียนประวัติคนไข้ เนื่องจากเราไม่เคยมีประวัติที่นี่เลย แล้วก็รับทราบสิทธิของคนไข้ที่พึงจะได้รับการรักษา (ตามกฏหมายที่บอกไว้ในเรื่องสิทธิต่างๆของเราที่ควรปกป้อง)

รอประมาณ 10 นาที เจ้าหน้าก็แจ้งว่า เราจะต้องมีการตรวจสอบสายตากับเครื่องมือต่างๆ ประมาณ 10 รายการ เพื่อตรวจสภาพสายตา หลังจากนั้น เราจะได้พบกับคุณหมอ ซึ่งจะใช้เวลาในขั้นตอนการตรวจสอบนี้ทั้งสิ้น ประมาณ 2-3 ชั่วโมง

(คุณแฟนแอบบ่นว่า แล้วจะไปอยู่ที่ไหนกันล่ะนี่ ตั้ง 3 ชั่วโมง เลยจัดการบอกให้ไปซื้อของที่คาร์ฟูร์ซะเลย) แล้วเราก็แยกตัวกับแฟนตรงนั้น
จากนั้น เจ้าหน้าที่ก็พาเราเดินไปยังห้องแรก เพื่อทำการตรวจวัดสายตาด้วยเครื่องมือวัดสายตา โดยให้เราเอาคางวางเกยกับที่วางคาง แล้วมองเข้าไปในช่องมอง จากนั้นเครื่องก็ทำการปรับหาค่าโฟกัสสายตาเรา ทำเหมือนเดิมกับตาทั้ง 2ข้าง จากนั้นก็พาไปยังเครื่องอีกเครื่องหนึ่ง ลืมไปแล้วว่าวัดอะไร

ถ้าเราไม่สับสน จะเป็นการวัดความดันของลูกตา ในขั้นตอนนี้ เค้าจะให้เราจ้องที่จุดสีแดง ค้างไว้ จากนั้นจะมีลมพ่นใส่ตาเรา แป๊บเดียวก็เสร็จ ทำทั้ง 2 ข้างเช่นกัน


เสร็จขั้นตอนนี้เราก็ถูกพาไปยังห้องถัดไป เจ้าหน้าที่ให้เราจ้องเข้าไปยังลำแสงสีแดง โดยให้เราหลับตาก่อน จากนั้นเมื่อพร้อม เจ้าหน้าที่ก็จะให้เราลืมตา โดยให้จ้องไปที่แสงสีแดง ซึ่งขณะที่ทำการวัดค่านี้ ภายในห้องจะปิดไฟหมดเลย ขณะที่จ้องไปยังจุดสีแดง ห้ามเรากระพริบตาเลย รู้สึกแสบตานิดหน่อย เพราะต้องเปิดตาค้างไว้อย่างนั้น ในขั้นตอนนี้ทำข้างละ 2 ครั้ง ครั้งแรกจะนานกว่าครั้งที่ 2 ในแต่ละครั้ง เจ้าหน้าที่จะให้เราหลับตารอไว้ก่อน เรารู้วึกได้ว่า มีน้ำตาออกมาหล่อเลี้ยงลูกตา สงสัยเปิดตาค้างไว้ ทำให้ตาเราแห้งนิดหน่อย

จากนั้นก็ย้ายไปอีกเครื่อง ในขั้นตอนนี้ จะเป็นการวัดความหนาของกระจกตา เมื่อเปิดเครื่องเราจะเห็นแสงสีส้มๆ สว่างไปหมด เจ้าหน้าที่บอกว่า เราจะต้องลืมตาค้างห้ามกระพริบหรือกรอกลุกตา ประมาณ 6 วินาทีต่อข้าง

เหมือนเดิม เราต้องหลับตาก่อน หลังจากปรับเครื่องให้ตรงกับลุกตาแล้ว เราก็หลับตารอ ให้พร้อม เมื่อพร้อม ก็ลืมตาจ้องไปยังแสงสีส้มๆ เจ้าหน้านับ ... 1 – 2 – 3 – 4 – 5 – 6 เรียบร้อย...

จากนั้นย้ายมายังตาอีกข้างหนึ่ง ทำเหมือนเดิม ....

นั่งรอผลระหว่างที่รอผล เราก็ได้สอบถามเค้าไปว่า “ความหนาของกระจกตานั้น ถ้าบางเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้างคะ”

เจ้าหน้าที่ตอบว่า “ส่วนใหญ่จะเป็นกรรมพันธุ์ อาจจะมีบ้างที่เกิดจากการขยี้ตาแรงๆ แต่ก็น้อย เพราะจะเกิดจากกรรมพันธุ์เป็นส่วนใหญ่”

ผลออกมาแล้ว ตาข้างซ้าย กระจกตามีความหนาเพียงพอ (ที่จะทำเลสิคได้) รอผลตาข้างขวา (คิดเอาเองว่า น่าจะผ่านเช่นกัน เพราะตาขวาสั้นน้อยกว่า ตาซ้าย) และก็เป็นอย่างที่คิดคือ กระจกตามีความหนาเพียงพอ

จากนั้น เจ้าหน้าที่ พาเราไปยังห้องตรวจสอบสายตาด้วยเลนส์ โดยก่อนหน้านั้น ได้ขอแว่นตาของเราไปทำการวัดค่า (เพราะเราจำไม่ได้แล้ว เนื่องจาก ไม่ได้ตัดแว่นใหม่เลยตลอด 2 ปีที่ผ่าน ไม่ได้มีการเปลี่ยนค่า และไม่ได้ทำการวัดค่าสายตาใดๆเลย)

ตอนแรกให้เราใช้แว่นตัวเองมองก่อน แต่แว่นของตัวเองก็ไม่ชัดอยู่แล้ว เนื่องจากสายตา 2 ข้างไม่เท่ากัน ร้านตัดแว่นต้องตัดโดยให้ค่าของแว่นทั้ง 2 ข้างไม่ต่างกันมาก ไม่งั้น เราจะปวดหัว

จากนั้น เจ้าหน้าที่ให้เราลองเลนส์ทีละข้างจนได้เลนส์ที่เห็นได้ชัดเจนดีทั้ง 2 ข้าง น่าแปลกทั้งที่สายตาทั้งสองข้างต่างกันมาก แต่พอใช้เลนส์ทั้งสองข้างที่มีความต่างกันมากๆ เรากลับไม่รู้สึกปวดหัวเลยตอนที่ เจ้าหน้าเปิดให้เราใช้ตาทั้งสองข้างมองผ่านเลนส์พร้อมกัน

(ยังสงสัยว่า ทำไมตอนไปตัดแว่นที่ร้าน จึงไม่สามารถทำได้ เพราะตอนอยู่ที่ร้าน พอแต่ละข้างปรับได้ชัดเจนดีแล้ว แต่พอเอามามองพร้อมกัน รู้สึกเวียนหัวอ่ะ หรือว่า เครื่องมืออันสุดแสนจะไฮเทคจึงให้ค่าที่แม่นยำมากกว่าหรือเปล่า อันนี้ก็ได้แต่คาดเอากันไป)

หลังจากนั้นก็ตรวจสอบสายตาข้างที่ถนัด (เหมือนกับคนเราที่จะมีการถนัดมือซ้ายหรือขวา) ทำได้ง่ายมาก ให้เราทำมือเป็นรูรูปสามเหลี่ยม แล้วให้สามเหลี่ยมนั้นวางทับไปบนอักษรชั้นบนสุด ในที่นี้ เจ้าหน้าให้เรามองที่ เลข 8 เลขเดียว เลขอื่นห้ามมองเห็น เมื่อเราเห็นแต่เลขแปดเลขเดียว เจ้าหน้าที่ก็เอากระดาษมาบังตาข้างซ้ายแล้วถามว่า เห็นมั้ย เราก็บอกว่า เห็นค่ะ (แน่นอนว่า มือเรายังค้างอยู่อย่างนั้น) แล้วก้เอามาบังตาขวา แต่คราวนี้เรามองไม่เห็นแล้ว สรุปว่า เราถนัดตาขวา

โดยธรรมชาติของมนุษย์มักจะเลือกใช้งานข้างที่ถนัดมากกว่า กรณีของสายตาก็เช่นกัน ถ้าต้องจ้องหรือเพ่งอะไร ส่วนใหญ่เราจะปิดตาข้างที่ไม่ถนัดและใช้ข้างที่ถนัดแทน แต่ไม่เกี่ยวกับการสั้นหรือยาวของสายตานะ

(แต่ในกรณีของเราแน่นอนว่าเราถนัดขวา แต่มันประจวบกับว่า เรามีสายตาข้างซ้ายที่สั้นมากกว่าข้างขวาอยู่แล้วก็เลยเข้าทางไปอีก)

จากนั้นเจ้าหน้าที่ ก็เอากระบอกอะไรไม่รู้เหมือนกล้องส่องทางไกลสีดำ มาส่องเข้าไปดูในตาแต่ละข้างของเรา ในขั้นตอนนี้ เสร็จแล้ว

ออกมานั่งรอ และเจ้าหน้าพาเราไปหยอดยาขยายรูม่านตา รู้สึกแสบตานิดหน่อย แต่ถ้าเรานอนหลับตาสักพัก ก็จะดีขึ้น ผ่านไป 5 นาที เจ้าหน้าที่มาหยดยาซ้ำอีก เราก็นอนหลับตารอจนตายหายแสบก็ลุกไปนั่งรอข้างนอก

ต้องรอให้ยาออกฤทธิ์เต็มที่ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที ขณะนั้นเจ้าหน้าที่บอกว่า จะไปทานข้าวก่อนก็ได้ เพราะมีเวลาประมาณ 30 นาที ขณะนั้นเวลา 12.30 น.

... ไม่รู้จะไหน ก็เลยนั่งดูหนังสือพิมพ์อยู่แถวๆนั้น ระหว่างนั้น ยาเริ่มออกฤทธิ์ เห็นทุกอย่างเลือนรางไปหมด

ประมาณ 13.00 น. เจ้าหน้าที่เรียกให้เข้าตรวจสายตาอีกครั้ง
(การตรวจวัดสายตาหลังหยดยาขยายรูม่านตา เพื่อเช็คค่าที่ตรวจได้อีกครั้ง เพราะโดยปกติ เรามักจะมีการเพ่งมอง จึงอาจจะได้ค่าคลาดเคลื่อน การขยายรูม่านตา ทำให้เราไม่สามารถเพ่งได้ ค่าที่ได้จึงถือว่า แม่นยำมาก)

หลังจากวัดซ้ำด้วยเครื่องและเลนส์อีกครั้ง ค่าที่ได้ จากการคาดเดา (คิดว่า ตาซ้ายไม่เคยมีการเพ่งใดๆเลย จึงยึดตามค่าเดิมได้ แต่ข้างขวามีการใส่เลนส์เพิ่มนิดหน่อย)

แล้วก็ได้พบคุณหมอ สมชาย (ท่านเป็นผู้อำนวยการของศูนย์เลสิค โรงพยาบาลกรุงเทพ พัทยา)

ก่อนที่จะได้รับการวินิจฉัน คุณหมอได้ทำการตรวจวัดค่าเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย ถ้าเดา (เดาทุกอย่าง) น่าจะเป็นการตรวจสอบการตกกระทบของสายตาเรา ด้วยเครื่องมือในห้อง ซึ่งคุณหมอเป็นคนตรวจเอง แน่นอนว่า ครั้งนี้ก็ต้องปิดไฟแล้วให้เรามองเข้าไปยังแสงสีแดง
จากนั้นหมอก็ปรับเอนที่นั่งให้เรานอนราบลงไป แล้วก็ให้เรามองไปข้างบน ข้างล่าง ข้างซ้าย ข้างขวา และทุกๆครั้ง จะมีการใช้เครื่องมือส่องมองเข้าไปในตาของเราด้วย

หลังจากนั้น คุณหมอก็บอกสิ่งที่เราตกใจมากกกกกกกกก...

คุณหมอ “รู้มั้ย แว่นที่เราใช้น่ะ มันคนละเรื่องกับสายตาเราเลย ไหนลองเอาแว่นของเรามาใส่สิ”

หลังจากใส่แว่น หมอก็เปิดแผ่นสไลด์ให้เรามอง เราก็เห็นตัวอักษรนะ แต่อาจจะไม่คมชัด เราก็บอกคุณหมอไปว่า

“เพราะว่า สายตาของหนูทั้งสองข้าง ไม่เท่ากัน เวลาตัดแว่นก็เลยได้ค่าที่ไม่ใช่ค่าที่แท้จริง เพราะถ้าใช้ค่าตามนั้นมันจะปวดหัว”

เท่าที่จำได้ ตาขวาเราสั้นประมาณ 150 +/- (ไม่แน่ใจ) ตาซ้ายจะประมาณ 300 กว่า++ เลนส์ข้างซ้ายจะไม่ใช่ 300++ แต่จะใช้ประมาณ 250++ เพราะไม่งั้นมันจะงง

นั่นหมายความว่า เราใช้เลนส์ที่เหมาะกับค่าสายตา เฉพาะเลนส์ขวาเท่านั้น เพราะมันชัด ส่วนตาซ้าย ใส่เลนส์เพื่อพยุงให้พอมองเห็นได้เฉยๆ

แต่ปรากฏว่า คุณหมอบอกว่า “แว่นที่เราใช่น่ะ ข้างซ้าย 275 ข้างขวา 250 แต่ค่าสายตาของเราน่ะ ตาซ้ายสั้น 350 เอียง 50 ตาขวาสั้น 175 เอียง 50”

เรา.. ตะโกนในใจ “ห๊า... ทำไมเค้าตัดแว่นและให้เราใส่แว่นที่มีค่ามากกว่าสายตาเราขนาดนั้นอ่ะ (ตาขวานะ)”

จากนั้นหมอให้เราถอดแว่นออก แล้วเอาเลนส์ที่หมอใส่ค่าที่ถูกมาให้เรามอง จากเดิมที่เห็นไม่คมชัดนะ มันคมมาก หมอบอกว่า “คนอื่นเค้าเห็นกันแบบนี้ แต่ที่หนูมองเห็นและอ่านได้เป็นเพราะประสาทของคนเราน่ะ มันจะจดจำและมองว่า ถ้าเป็นเส้นที่ตวัดแบบนี้มันต้องอ่านว่า อย่างนี้ ทำให้เราเดาได้ถูก”

แล้วหมอก็บอกว่า “ไม่ว่าจะสั้นหรือเอียงทั้งหมดของหนูนั้น แก้ได้หมด และหมอจะไม่เผื่อนะ บางที่อาจจะเผื่อให้ค่าสายตาเหลือสั้นสักเล็กน้อย แต่ของหมอจะแก้ให้เป็นศูนย์เลย (ปกติ 20/20) และหนูมีอาการตาแห้งด้วยเล็กน้อยแต่ก็ไม่มาก อยู่ในเกณฑ์ (น่าจะเกิดจากการต้องนั่งทำงานในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน)

สรุปคือ ของหนูสามารถแก้ได้หมด ไม่มีปัญหาอะไรเลย

เราก็สอบถามเกี่ยวกับ โรคภาวะตาขี้เกียจ หมอบอกว่า เราไม่ได้เป็น คนที่เป็นนะ บางคนถ้าเป็นมากๆ ตาจะเขไปเลย เพราะประสาทรับรู้แค่ตาข้างเดียวที่ใช้มอง ทำให้ไม่ได้สั่งงานให้ตาอีกข้างทำงาน ตาก็เขออกไปเลย รายละเอียดลึกๆไมได้ถาม เพราะตื่นเต้นว่าจะถามอะไรดี

จากนั้นก็ถามเรื่องการกินยา (เรากินวิตามินซี) หมอบอกว่า กลุ่มยาที่ห้ามคือ ยารักษาสิวพวก โรแอคคิวเทน (Roaccutane) เท่านั้น ไม่รู้ว่าจะมีผลข้างเคียงอะไร ไมได้ถาม เพราะปกติก็ไม่เคยใช้เลยข้ามไป

จากนั้นหมอก็อธิบายเรื่องของการเห็นแสงแตก โดยเอาภาพมาให้ดู สิ่งที่แตกต่างก็คือ ภาพของการเห็นแสงแตกก็คือ บริเวณรอบๆแสงไฟ เช่น หลอดไฟ ไฟหน้ารถ ไฟท้ายรถ จะเห็นเหมือนเป็น หมอกควันรอบๆแสงนั้น ซึ่งปกติ ถ้าคนที่ใส่คอนแท๊กเลนส์มักจะเคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อน ก็เลยมองว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่ เพราะเห็นจนชินแล้ว

ส่วนตัวก็เคยใส่คอนแท๊คส์มาก่อนก็เลยไม่รู้สึกว่า มันแปลกอะไร แต่หมอก็บอกว่า จะเป็นแค่ไม่นานแล้วก็จะหายไปเอง

แต่แม้ว่าเราจะชินกับการมองเห็นแสงไฟมัวๆแบบนั้น หลังทำเลสิคก็อย่าเพิ่งขับรถเองตอนกลางคืน ควรเป็นคนนั่ง แล้วค่อยๆฝึกให้สายตาเกิดความเคยชินก่อนสักระยะหนึ่ง

อีกสิ่งหนึ่งที่หมอบอกก็คือ การให้เวลาปรับตัว เพราะปกติ สมองของคนเราจะมีการบันทึกไว้ว่า เราเป็นคนสายตาสั้นนะ เราต้องเห็นอย่างนี้นะ มาตลอด แล้วชั่วระยะเวลาแค่ข้ามวัน เรากลับเห็นเป็นปกติ จึงเกิดภาวะสายตายาวชั่วคราวขึ้นมาได้

เหมือนกับ ทุกเช้า เราเคยนอนตื่นตอน 6 โมง แล้ววันนึงเราต้องมาตื่นตอนตีสี่ เราจะรู้สึกว่า ง่วงมาก นอนไม่พอ เพราะร่างกายมันจำว่าเราต้องนอนเท่านั้น เท่านี้ หรือบางคน กินข้าว ครึ่งจานก็อิ่ม แต่อีกคน ต้องกิน 2 จาน เพราะสมองเค้าจดจำแบบนั้น

ดังนั้น อย่าตกใจ ถ้าเราจะเกิดสภาพสายตายาวชั่วคราว จะหายไปเองในที่สุด

และหมอก็ยังคงย้ำอีกว่า ไม่มีอะไรที่น่าห่วง หมอรับรองว่า หาย 100% รักษาได้หมด ไม่ว่าจะสั้น จะเอียง หายหมด

ท่าทางที่สบายๆ + คำพูดที่มั่นคงและมั่นใจ มันทำให้เราเชื่อมั่นว่า การผ่าตัดทำเลสิคคราวนี้จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี (เอ หรือว่าเราเป็นพวกซาดิสต์หว่า ทั้งที่ต้องถูกยิงเลเซอร์ใส่ตา แต่กลับไม่รู้สึกกลัวสักนิดเลย)

เราได้เล่าให้หมอฟังว่า “ตอนแรกคิดจะทำเลสิคตอนที่สายตามันสั้นสัก 1000 แต่พอได้อ่านข้อมูลที่บอกว่า การทำเลสิคจะมีอยู่ 3 ระดับ

ระดับที่ 1 สายตาสั้นไม่เกิน 500
ระดับที่ 2 สายตาสั้นระหว่าง 500- 1000
ระดับที่ 3 สายตาสั้นมากกว่า 1000 ขึ้นไป

การรักษาและผลที่ได้จะต่างกันไป โดยระดับที่ 1 โอกาสที่จะหายขาดและการรักษามักจะให้ผลที่ดีมากถ้าเทียบกับระดับที่ 3 ที่มีโอกาสจะไม่หายสนิทหรือการรักษาให้หายขาดจะมีเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำลงมา

เราก็เลยฉุกคิดว่า “ถ้าเราจะมีโอกาสที่จะใช้สายตาได้โดยอิสระ ไม่ต้องพึ่งพาแว่นตา ทำไมไม่เลือกทำ ณ ตอนนี้ล่ะ จะต้องรอให้สายตามันแย่ไปยิ่งกว่านี้ทำไม”

คิดได้อย่างนั้นก็ตัดสินใจลุยเลย ทำเลย.... เด็ดเดี่ยวมากกก

หมอก็ได้บอกเพิ่มเติมว่า “คนไข้ที่มีอาการหนักๆมา บางครั้งหมอก็ไม่รับรักษาเช่นกันนะก็เหมือนคนที่ป่วยอาการโคม่ามา ไม่เสมอไปที่หมอจะรับผ่าตัดนะ เพราะมันเหมือนกับว่า คุณอาการแย่มาแล้ว การผ่าตัดก็ไม่ได้สามารถยื้อให้มันดีขึ้นมาได้อ่ะ”

อีกอย่างเคยเข้าใจผิดมาตลอดว่า “สายตาสั้น พอแก่ตัวไป สายตาจะยาวมันจะบาลานส์กันพอดี ปรากฏว่า เข้าใจผิด ถ้าสายตาสั้น + สายตายาว เท่ากับเราต้องใช้แว่นสองอันเลย จะมองไปที่ไกลๆ ก็ต้องใช้แว่นสายตาสั้น จะอ่านหนังสือก็ต้องเปลี่ยนเป็นแว่นสายตายาว โอ๊ย อะไรมันจะยุ่งยากขนาดนั้นคะ”

ถ้าในชีวิตหนึ่งจะไม่ต้องพึ่งพาแว่นตา ก็ตัดสินใจมันซะตั้งแต่วันนี้เลย

อีกสิ่งหนึ่งที่หมอกลัวก็คือ การติดเชื้อ...

แน่นอนว่า โอกาสการติดเชื้อมีน้อยมาก ถ้าเราทำตามที่แพทย์สั่ง ถ้าเทียบสัดส่วน
คือ 1 ใน 5000

เทียบการติดเชื้อจากการใส่คอนแท๊คส์ คือ 1 ใน 2000 ถือว่าน้อยกว่าเยอะ

ถ้านึกไม่ออก ก็ลองนึกถึง เลขท้าย 3 ตัว ถ้าเราจะถูกก็ต้องเป็น 1 ใน 1000
หรือเลขท้าย 2 ตัวก็ 1 ใน 100

คิดดูแล้ว โอกาสที่จะมาโป๊ะเช๊ะเป็นเราก็น้อยมาก

ระหว่างที่คุยกับหมอไป แน่นอนว่า หลายๆคำถามลืมที่จะถาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความมั่นใจลดลง บางคนบอกว่า พอฟังแล้วใจเสียกลัวไม่อยากทำ แต่สำหรับเราไม่มีความรู้สึกแบบนั้นเลยอ่ะ เราคิดว่า เราน่าจะผ่านมันไปได้ด้วยดี และดีที่สุดด้วย

สิ่งสำคัญคือ ความเชื่อมั่นของทั้งคนไข้และหมอ ที่จะทำให้ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยดี

อ่อ หมอยังบอกเพิ่มเติมอีกว่า “หลังจากทำแล้ว ไม่มีการปิดตา (ตามดแดง) หรอกนะ ไม่มีนะที่จะเดินคลำทาง มองไม่เห็น แบบนั้นน่ะ หมอให้เราเตรียมแว่นดำมาเลย ให้ไปซื้อตามตลาดนัดนั่นแหละ พอทำเลสิคเสร็จก็จะให้ใส่แว่นดำเลย และจะต้องใส่ตลอดทั้งวัน รวมทั้งตอนนอนด้วย เพื่อไม่ให้เราเผลอไปโดนตา จะได้รู้ตัว เวลานอนพลิกก็จะได้รู้สึกตัว

โดยวันแรกหมอจะให้เรานอนพักเยอะๆ เพราะเราจะมีอาการเคืองตา เหมือนฝุ่นเข้าตา ส่วนวันที่ 2 จะพยายามให้ฝึกใช้สายตาเพื่อปรับให้คุ้นเคย

และในช่วงอาทิตย์แรก ห้ามสำผัสโดนฝุ่นหรือน้ำเด็ดขาด แน่นอนว่า แต่งหน้า ทาแป้งเด็กก็ไม่ได้ โดยเฉพาะบริเวณรอบๆดวงตา

สรุปคือ ตัดสินใจทำวันที่ 19 กย. 2552 เวลา 08.30 น. ขอคิวแรก วันนี้ก็นับวันรอขึ้นเขียง

วันที่ 19 จะเป็นยังไงบ้าง อีกไม่กี่วันคงจะได้รู้อ่ะนะ



Create Date : 15 กันยายน 2552
Last Update : 15 กันยายน 2552 20:57:41 น. 3 comments
Counter : 490 Pageviews.

 
ถ้าทำเลสิก โอกาศจะเป็นต้อ จะเพิ่มขึ้น 50% ได้ยินมาว่างั้นไม่รู้จะจริงไหม


โดย: ห่วงยาย IP: 125.26.193.234 วันที่: 29 กรกฎาคม 2553 เวลา:10:32:10 น.  

 
เป็นเพราะห่วงยายมั๊ง เลยกลัวเรื่องต้อ
เราห่วงทั้งตา และยาย และขอยืนยันด้วยดีกรีแพทยศาสตร์บัณฑิต

ไม่จริงค่ะ


โดย: ห่วงตา IP: 119.46.151.21 วันที่: 20 มกราคม 2554 เวลา:9:58:39 น.  

 
ตอนนี้กำลังจะตัดสินใจทำเลสิกคะ คุณแมวสีขาวขนปุย หลังตอนทำเลสิกและหลักการทำเลสกจนถึงปัจจุบันเป็นไงบ้างคะ


โดย: fari IP: 171.100.40.224 วันที่: 23 มีนาคม 2558 เวลา:0:53:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 

แมวสีขาวขนปุย
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add แมวสีขาวขนปุย's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com