W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 
TokyoGermanVillage東京ドイツ村 1/2 เมคโอเวอร์เปลี่ยนสวนโล่งๆให้กลายเป็นลาน illumination สุดอลังการ



เครดิตตัวการ์ตูนจาก //www.t-doitsumura.co.jp/parkguide/character/index.html

-----------------------------------------------------

>> คลิกเพื่อดูเวอร์ชั่นรีวิว(สั้นกว่าในบล็อคเยอะมากกก)ที่ pantip@blueplanet
>> คลิกเพื่อดูอัลบั้มภาพใน skydrive (เน้นๆรูปบรรยายสั้นๆไม่เวิ่นเว้อ)


บล็อคสดๆร้อนๆแบบยังมีไอกรุ่นๆอยู่มาแล้วค่า (ส่วนบล็อคดองตั้งแต่หน้าร้อน ใบไม้ร่วง และ คริสมาสต์ ปีก่อนก็ดองต่อไปก่อนละกัน ไหนๆมันก็เค็มไปแล้ว) เมื่อวานนั่งทำสไลด์เตรียม Ph.D. preliminary defense ตั้งแต่บ่ายต้นๆยันมาถึงเช้าอีกวันเล่นเอาซะมึนเลย ไหนๆทำเสร็จแล้ววันนี้ขอพักผ่อนด้วยการเขียนบันทึกลงบล็อคเสียหน่อย

สำหรับคนชอบเขียนชอบจด (จขบ เป็นหนึ่งในมือเลคเชอร์ของภาควิชาสมัยปริญญาตรีด้วยนะ การันตีความช่างจดได้) การได้เขียนสิ่งที่อยากเขียนนี่มันเป็นการผ่อนคลายอย่างนึงเลยล่ะ แม้จะใช้เวลาใช้แรงงานเยอะ ทำแล้วเหนื่อยหนักกว่าเดิมแต่มันก็สนุกที่ได้ทำ เพราะงี้จขบ ถึงได้ยังเขียนบล็อคต่อมาได้เรื่อยๆอย่างนี้ไง แม้ว่าแทบจะไม่มีใครมาอ่าน(นอกจากตัวเอง) แต่ก็ยังเขียนต่อไป ก็คนมันชอบเขียนนี่นา

ก่อนจะอ้อมไปบรรยายต้นสายปลายเหตุ สถานที่ และที่มาต่างๆ ขอแปะหน้าปกภาพโปรโมทของบล็อคนี้เสียหน่อย บล็อคนี้จะพาไปดู illumination อลังการในรูปนี้เลยล่ะ ถ่ายมาเองกับมือของจริงไม่มีใช้ CG แต่อย่างใด (จขบ ก็ห่วยเรื่อง CG ด้วยล่ะ ถนัดทาง image processing กับ computer vision มากกว่า)


ก็หน้าหนาวนี้เป็นหน้าหนาวสุดท้ายของ จขบ ในชีวิตนักเรียนที่ญี่ปุ่นน่ะนะ เมื่อปีก่อนก็ไปเสพหิมะมาเต็มที่แล้วจากเทศกาลหิมะที่ฮอกไกโด (สนใจดูทริปนั้นได้ ที่นี่) ดังนั้นปีนี้หรือปีไหนๆต่อจากนี้ก็ไม่สนใจอยากจะวิ่งไปหาหิมะให้หนาวเล่นอีกแล้วล่ะ (แต่ถ้าเป็นใบไม้ผลิกับใบไม้เปลี่ยนสีล่ะก็ ให้ดูทุกปี จขบ ก็ยังอยากดูนะ สองฤดูนี้ชอบจริงๆ)

สำหรับประเทศอื่นจะเป็นยังไงไม่รู้ แต่สำหรับที่ญี่ปุ่นไฮไลท์แต่ละอย่างจะแยกขาดจากกันไปตามฤดูเลย ใบไม้ผลิ มี 花見 Hanami เด่นที่ 桜 Sakura -> หน้าร้อน มี 花火 Hanabi(ดอกไม้ไฟ) และ เทศกาลฤดูร้อนต่างๆสำหรับให้ใส่ยูกาตะ -> ใบไม้ร่วง มี 紅葉 Koyo หรือใบไม้เปลี่ยนสี สุดท้ายมาถึง หน้าหนาว นอกจากพวกเทศกาลหิมะและน้ำแข็ง ไฮไลท์ก็คือ illumination นี่ล่ะ

ที่โตเกียวจะเริ่มตั้งแต่ประมาณเดือน ธค ไปถึงประมาณ กพ สถานที่ต่างๆจะจัดแต่ง illumination เปลี่ยนธีมไปในแต่ละปี (สังเกตว่าการจัดเทศกาลแบบญี่ปุ่น จะไม่ค่อยจัดซ้ำๆธีมเดิม แต่จะเปลี่ยนหมุนเวียนไปทุกปีให้ไม่น่าเบื่อ) ถ้า google หาดู(ภาษาญี่ปุ่น)จะมีลิสต์สถานที่ขึ้นมาเยอะแยะมากมาย เลือกกันตาลายไปเลย ตั้งแต่ตอนมาญี่ปุ่นปีแรกๆ จขบ ก็เก็บมาแล้วหลายๆที่ในโตเกียวทั้ง Roppongi, Tokyo Tower, Odaiba, Tokyo Dome, Shinjuku แต่โดยรวมๆแล้วก็คือไปแบบเล่นๆ ไม่ได้จัดหนักกับ illumination เท่าไหร่

ไหนๆปีสุดท้ายแล้ว จขบ ตั้งเป้าไว้เลยว่าปีนี้จะไม่ไปเก็บที่ยิบๆย่อยๆ (ขี้เกียจไปถ่ายหลายๆที่ด้วย แบบว่ามันหน๊าวววว~) แต่ขอเลือกที่เดียวแบบจัดหนักอลังการไปเลย อีกอย่างคือหลังๆเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองชอบเที่ยวแนวธรรมชาติมากกว่าแนวสถาปัตยกรรมเลยไม่ค่อยอยากไปดูพวกที่จัดในป่าคอนกรีตของโตเกียวเท่าไหร่ ยังไงพื้นที่ก็แคบกว่าไม่มีทางใหญ่อลังการได้เท่าพวกที่จัดตามนอกเมืองอยู่แล้ว

ทีแรกสนใจงาน Kobe Luminarie 神戸ルミナリエ เห็นภาพจาก FB ของเพื่อนๆ(เที่ยวเก่งกันทั้งนั้น)แล้วดูอลังการดี แถมงานนี้ก็ท่าทางจะดังไม่เบา แต่เสียดายว่าจัดสั้นมาก อย่างของหน้าหนาวนี้ก็แค่ 2 DEC 2010 ถึง 13 DEC 2010 ซึ่งช่วงนั้น จขบ เพิ่งกลับจากงานที่ต่างประเทศต้องปั่นพรีเซนต์อีก ปลีกตัวนั่งชินคันเซ็นไปไม่ไหว(ไหนจะหาจองที่พักอีกล่ะ คนเต็มแน่ๆ) ประกอบกับในช่วงไม่กี่เดือนนี้ไปโกเบมาสองรอบแล้ว แม้จะยังเก็บเที่ยวไม่ค่อยครบแต่ก็อยากเปลี่ยนไปที่อื่นมั่งอ่ะนะ ดังนั้นช๊อยส์แรกนี้ตกไป

เครดิตภาพจาก //blogs.yahoo.co.jp/nyanko_smap/36149945.html

ระหว่างที่ยังหาที่ดู illumination ไม่ได้ก็ไปเจอ กระทู้นี้ เข้าพอดี เลยได้เพิ่มมาอีกสองช๊อยส์ใหม่เอี่ยมที่ จขบ ไม่เคยรู้จัก และไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย ช๊อยส์ที่สองคือ Winter Illumination ที่ 長島 Nagashima ตรงจังหวัด Mie 三重県(อ่านในกระทู้ เห็นว่าเลย Nagoya ไปหน่อย) ชื่องาน(หรือชื่อสถานที่แฮะ?)ว่า なばなの里 Nabananosato เห็นว่าปีนี้มีธีมน่าสนใจเป็น 富士と海 (Fuji-to-Umi) หรือ ภูเขาฟูจิกับทะเล ไปอ่านเจอบล็อคใครสักคนที่เพิ่งไปมาบอกว่ามันมีการเล่นสีเปลี่ยนไปมาด้วย ไม่ใช่เป็นแสงนิ่งๆสีน้ำเงินอย่างนี้ตลอด

เครดิตภาพจาก //www.nagashima-onsen.co.jp/nabana/illumination/feature06.html/

ลองหาข้อมูลแล้วที่นี่ก็สวย&อลังการใช้ได้เลย ถ้าเอารถยนต์ไปเองเห็นว่ารถติดไม่เบา ที่หน้าเว็บถึงขนาดเขียนเตือนตัวโตๆว่าให้หลีกเลี่ยงวันหยุดหรือสุดสัปดาห์เพราะคนจะเยอะมากกก อ่านละเอียดแล้วเห็นว่ามีบัสไว้บริการคนไม่มีรถแบบ จขบ ด้วย(เสียเงินนะ ไม่ฟรี) ดังนั้นถ้าจะไปก็ไปได้ล่ะ ช่วงเวลาจัดงานก็ 5 NOV 2010 ถึง 13 MAR 2011 มีเวลาแวะไปดูกันได้ยาวๆเลย

แต่ ณ ตอนนี้นี่ จขบ ยังไม่อยากไปไหนไกลมากอ่ะ เทอมนี้นี่เดินทางบ่อยมากจนเหนื่อย Nagoya ไม่ไกลจากโตเกียวมากก็จริงแต่ก็ซัดชินคันเซ็นไปตั้ง 95 นาทีเชียวนะ แถมอากาศตอนนี้ก็ยังหน๊าวหนาว ไหนๆที่นี่ก็ยังเปิดไฟไปอีกนาน จขบ เลยขอเวลาคิดอีกหน่อยละกัน ไม่แน่อาจเปลี่ยนใจไปทีหลังก็ได้

มาที่ช๊อยส์สุดท้ายที่ได้จากกระทู้ตะกี้ของห้อง @Japan หรือก็คือที่ๆ จขบ เพิ่งไปมานั่นล่ะ สถานที่คือ 東京ドイツ村(Tokyo-doitsu-mura) Tokyo German Village ชื่อเขียนว่าโตเกียวก็จริง แต่จริงๆอยู่ที่จังหวัด Chiba 千葉県 ข้างๆกัน งาน Winter Illumination ที่นี่เพิ่งจะจัดเป็นหนที่ห้า สำหรับหน้าหนาวนี้ก็เปิดไฟ 16:00-20:00(แต่ 19:30 จะปิดไม่ให้เข้าสวนแล้ว) ตั้งแต่ 13 NOV 2010 ถึง 13 FEB 2011 (แอบสงสัยว่าทำไมไม่ต่อไปอีกวัน จะได้รวมวาเลนไทน์ไปด้วยเลย) ธีมของงานปีนี้ คือ Smile Wonderland 「笑顔」~スマイルワンダーランド~

เครดิตภาพแค็ปจาก //www.t-doitsumura.co.jp/special_event/

พอเลือกสถานที่ได้แล้ว จขบ ก็เริ่มหาสมาชิกไปด้วยกันทันที(ไม่งั้นก็ไม่มีรูปถ่ายของตัวเองน่ะสิ ;P ) ที่นี่อยู่ไม่ไกลโตเกียว ไปเช้าเย็นกลับสบายๆ ราคาก็ไม่แพงนักเลยหาคนไปกันไม่ยาก แต่พอเอ่ยปากชวนใครปุ๊บสิ่งแรกที่ทุกคนจะพูดคือ "ที่นี่มันคือที่ไหน?" หรือ "มีที่นี่อยู่ในประเทศญี่ปุ่นด้วยเหรอ?" จากนั้นก็จะค่อยลงมือ google หาข้อมูลกันตามถนัด เป็นสถานที่ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักจริงๆ 555 จขบ เริ่มชวนเพื่อนๆตั้งแต่ปลายปีก่อนแล้ว แต่ช่วงหยุดปีใหม่คาดว่าที่ไหนๆก็คนเยอะชัวร์เลยรอหน่อยดีกว่า เผอิญทุกคนใช้ชีวิตอยู่โตเกียวกันหมด ไม่มีความจำเป็นต้องรีบไปก่อน เพื่อไปเบียดคนแต่อย่างใด ยังไงก็ได้ดู

ระหว่างรอ คุณเพื่อนก็ช่วยซื้อ tour package มาให้เรียบร้อยตกคนละ 3500 เยน(น่าจะมีขายเฉพาะช่วงที่มีงานนี้น่ะนะ) ในแพ็กเกจจะรวมตั๋วรถไฟไปกลับตู้ green car และรวมค่าเข้าสวนไว้เรียบร้อยแล้ว คำนวนดูถ้าไม่ซื้อแพ็คเกจก็ 1110x2(รถไฟไปกลับ) + 1200(ค่าเข้าสวน) ราคาพอๆกันเลยแฮะ แต่อันนี้ได้นั่ง green car ด้วย ทีแรกก็นึกว่าคุ้มซะอีก ที่ไหนได้ จขบ อ่านไม่ละเอียดว่าถ้าไปหลังบ่ายสามค่าเข้าจะเหลือแค่ 500 เยน สรุปว่าไม่ซื้อแพ็คเกจถูกกว่า!!! แต่ก็เอาน่ะ ยังไงก็ได้ลองนั่ง green car กะเค้าเป็นครั้งแรกซะที (แต่ตู้ green car กับตู้ธรรมดามันก็รถไฟขบวนเดียวกัน ใช้เวลาวิ่งเท่ากันไม่ได้เร็วขึ้นเลย)


ถึงวันไป จขบ ตื่นสายอีกแล้ว (จริงๆก็ตื่นสายทุกฤดู แต่หน้าหนาวจะแงะตัวออกจากผ้าห่มได้ยากที่สุด เพราะนอกผ้าห่มนี่มันหนาวจริงอะไรจริง) ว่าจะม้วนผมแต่ก็ไม่ทัน ต้องรีบแจ้นไปเจอเพื่อนที่สถานีโตเกียว แถมกว่าจะหากันเจอ(สถานีใหญ่คนเยอะอีก) ลงท้ายวิ่งกันหน้าตั้งขึ้นรถไฟได้แบบ ギリギリ (กิริกิริ - ประมาณว่าแบบเฉียดฉิว) เลยทีเดียว ไม่งั้นจะตกขบวนที่มีตู้ green car ซึ่งมีมาแค่ชั่วโมงละขบวน (จริงๆไปขบวนอื่นก็ได้นะ แต่ก็จะไม่ได้ใช้ตั๋ว green car ที่อุตส่าห์ซื้อมา) จากสถานีโตเกียวไปด้วยรถใต้ดิน (地下)総武線 (Chika-)sobu-sen ขบวนนี้


เพิ่งเคยนั่ง green car ครั้งแรกขอเห่อนิดนึง ตู้ green car ของขบวนนี้มีสองชั้น ขาไปเลือกนั่งชั้นบนกันก่อน มีเก้าอี้เอนได้นั่งสบายเหมือนพวกชินคันเซน ไม่รู้เพราะมันไม่ใช่ชินคันเซนหรือเพราะมันอยู่ชั้นสอง แต่นั่งๆไปรู้สึกว่ามันโยกเยกกว่าพวกชินคันเซนพอตัวเลย คุณเพื่อน(คนไทย แต่อยู่ญี่ปุ่นมาใกล้สิบปีแล้ว)เอาหนังสือมากะอ่านในรถไฟก็พับเก็บกันไปเลย (พวกรถไฟวิ่งในตัวเมือง คนญี่ปุ่นถ้าไม่หลับคอพับคอตกอ้าปากหวอหรือเล่นเกมส์กับมือถือ ก็อ่านหนังสือกันในรถไฟนี่ล่ะ พวกที่นั่งคุยกันก็มีแต่น้อยกว่าที่กรุงเทพเยอะ ยกเว้นพวกรถด่วนสำหรับเดินทางไกลๆ อันนั้นเห็นนั่งคุยกันเยอะหน่อย)


รถไฟใช้เวลาวิ่ง 73 นาทีก็ถึงสถานีปลายทางแล้วที่สถานี 袖ヶ浦 Sodegaura ทันทีที่ออกจากรถไฟทุกคนพร้อมใจกันอุทานโดยไม่ได้นัดหมายว่า "โห いなか Inaka สุดๆ" (แปลไทยแบบสั้นและได้ใจความที่สุด คือ "โห บ้านนอกมากๆ") จากชานชาลามองไปแทบไม่มีอะไรเลย โล่งๆกว้างๆ มีแต่บ้านหลังเล็กๆน้อยๆ ตึกสูงๆไม่เห็นเลยสักตึกเดียวคนละเรื่องกับโตเกียวเลย


สถานีนี้เป็นสถานีเล็กๆเห็นมีคุณลุงนายสถานีอยู่คนเดียวตรงทางออก นอกจากชานชาลาขาไปและกลับของรถไฟขบวนที่นั่งกันมาก็ไม่มีชานชาลาอื่นอีก สถานีนี้ไม่มีบันไดเลื่อนหรือลิฟต์ด้วย ใครมารถเข็นต้องลำบากกันหน่อย (เผอิญคิวก่อนหน้า จขบ เห็นถามคุณลุงนายสถานีอยู่ว่าเค้ามีคนมาด้วยรถเข็น จะลงมายังไงดี สรุปก็คือ ต้องไปช่วยกันยกลงบันไดมา)


ในช่วงที่มีงาน illumination นี้จะมีบริการรถบัสฟรีรับส่งระหว่างสถานีให้ในวันศุกร์ เสาร์ และ อาทิตย์ (ถ้ามาวันอื่นอาจต้องโบกแท็กซี่ไปเอง) รถบัสจะเริ่มวิ่งตั้งแต่บ่ายสาม และทุก 30 นาทีถึงจะมีมาคันนึง รายละเอียดลองหาดูได้ในเว็บของงาน(ภาษาญี่ปุ่นตามเคย)


ระหว่างนั่งรอรสบัสออกก็ถ่ายโปสเตอร์โฆษณางานมาหน่อย เห็นมีติดตั้งแต่ทางออกของสถานีแล้ว


รถบัสใช้เวลาวิ่ง 20 นาที วิ่งได้ลื่นตลอดไม่มีรถติดแต่อย่างใด (แหงล่ะ โล่งซะขนาดนี้ ที่ญี่ปุ่นขนาดในโตเกียวเองรถยังไม่ติดเลย) แต่ถ้ามาตอนวันหยุดที่คนมาเที่ยวเยอะๆอาจมีติดบ้างก็ได้นะ(แต่คงเทียบไม่ได้กับแถวสยามวันศุกร์ ช่วงเย็นตอนฝนตกหรอกเนอะ ) ยิ่งวิ่งก็ยิ่งดู inaka มากขึ้น มองไปข้างทางไม่มีอะไรเลยนอกจากทุ่งนาที่ดูเหมือนว่าจะเกี่ยวข้าวเสร็จไปแล้ว(มั้ง)


และแล้วก็ถึง Tokyo German Village ความเจริญเพียงหนึ่งเดียวในรัศมีหลายกิโลเมตร(จขบ กะมั่วๆเอาเองนะ) เสียดายว่าวันนั้นฟ้าขาว ทั้งๆที่วันก่อนหน้ายังเห็นฟ้าใสอยู่ทุกวันเลยแท้ๆ


ดูซุ้มประตูกันชัดๆ เขียนเป็นภาษาเยอรมัน จขบ ก็อ่านไม่ออกเหมือนกัน (สารภาพว่าตอนแรกเห็นชื่อ ドイツ村 Doitsu-mura ก็นึกว่าเป็น Dutch village ลืมที่เรียนจาก minna no nihongo บทแรกๆไปแล้วว่า ドイツ Doitsu คือ เยอรมัน หลังๆใช้เรียกทัพศัพท์อังกฤษไปเลยมากกว่า) ตัวการ์ตูนที่เห็นเป็นคาแร็กเตอร์ของที่นี่ที่เป็นน้องหมูแบบต่างๆ แต่ละตัวมีชื่อเสียงเรียงนามอะไรพร้อมเขียนไว้ที่ ตรงนี้ (แต่ จขบ เองก็ยังไม่ทันได้อ่านละเอียดนะ)


ไปถึงประมาณสี่โมงยังมีเวลาอีกชั่วโมงกว่าฟ้าจะเริ่มมืด ว่าแล้วก็แลกบัตรเข้าสวนกันเลย ได้โบชัวร์แบบนี้มาคนละใบ


ผ่านซุ้มประตูต้อนรับเข้ามาทีแรกก็ตกใจไม่เบา อะไรมันจะโล่ง เลี่ยน และ เตียน ได้ขนาดนี้ มองไปเห็นเป็นที่ราบกว้างมีทางเดินเป็นหญ้าสีน้ำตาลทองนุ่มนิ่มที่ตรงกลางก็จริง แต่ทั้งทางซ้ายและขวาของทางเดินนี่สิ มีแต่แปลงดินสีน้ำตาลโล่งๆ(ดีว่ายังดูสะอาดเรียบร้อย)ไม่มีอะไรอย่างอื่นเลย เดาว่ากำลังเตรียมปลูกดอกไม้รับฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึงมั้งนะ เพราะตามในเว็บเค้าเดือน มกรา เป็นเดือนที่ไม่มีดอกไม้อะไรที่นี่เลย (แต่เดือนอื่นๆมี)


ก็เข้าใจได้นะว่าตรงนี้ยังไม่ใช่จุดจัดงาน แต่อดแปลกใจไม่ได้ว่าด้านหน้าสวนที่ถือเป็นด่านแรกที่คนจะเข้ามาเจอนี่ปล่อยให้โล่งได้อย่างนี้เชียวเหรอ (แต่ถ้าใครมาถึงแล้วก็คงไม่กลับลำไปอยู่ดีนั่นล่ะเนอะ อุตส่าห์เสียเวลามาแล้วหนิ) เดินเข้ามาสักนิดเริ่มมีอะไรๆให้เห็น ตรงนี้เขียนว่า 幸せカネ Shiawase-kane หรือ ระฆังแห่งความสุข สาวคนนี้ก็เลยตีใหญ่เลย


ด้านหลังระฆังเมื่อกี้ก็มาเจอวิวนี้ เออ อย่างนี้สิค่อยเหมาะที่จะเป็นวิวต้อนรับคนมาเที่ยวหน่อย


ว่าก็ว่านะ ทั้งๆที่ที่นี่มีคาแรกเตอร์หมูน้อยตั้งหลายตัว แต่เดินๆไปไม่ค่อยจะเห็นประดับตกแต่งอยู่ที่ไหนเลย เจออยู่นิดเดียวเองน่าเสียดาย อุตส่าห์คิดคาแรกเตอร์น่ารักๆมาตั้งหลายตัวน่าจะใช้ให้เยอะกว่านี้หน่อยแทนที่จะเอาไว้ปะบนกล่องของฝากอย่างเดียว


เดินผ่าน Pizza & Cafeteria รูปบนมาแล้วก็เจอของเล่นเด็กเล็กๆน้อยๆที่ทางซ้าย เรือนกระจกที่เห็นอยู่ทางขวาของภาพเป็นที่เก็บเห็ดหอม(Shi-i-take しいたけ)ด้วย


เดินตามคนอื่นๆมา(เพราะทุกคนมุ่งไปทางเดียวกันหมด)ก็ถึงเนินหญ้ากว้างๆนี้ ดูเหมือนจุดชม illumination จะต้องขึ้นไปด้านบนสุดของเนิน ว่าแล้วก็เดินตัดเนินกันไปเลย (ที่นี่มีโซนเฉพาะสำหรับน้องหมาด้วย แต่ถ้านอกโซนนั้นห้ามน้องหมาลงจากรถเด็ดขาด)


เท่าที่ดูๆที่นี่ไม่ใช่แนวสวนครบวงจรที่มีสัตว์ ดอกไม้ เครื่องเล่นอลังการสารพัด ดูเค้าจะเน้นความเป็นสวนสำหรับพักผ่อนหย่อนใจแบบสบายๆมากกว่า มีแค่ทุ่งดอกไม้กับเครื่องเล่นแบบเด็กๆอีกนิด อย่างเนินทุ่งหญ้าที่เดินตัดผ่านไปนี่ก็ให้ความรู้สึกดีจริงๆ เนินหญ้ากว้างขวางเรียบกริ๊บสะอาดตา ไม่มีหลุมหรือบ่อที่ไหนเลย หญ้าสีน้ำตาลทองก็ถูกตัดไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย แถมยังดูนุ่มนิ่มซะจน จขบ อยากจะถอดรองเท้าออกมาเดินเล่นเหยียบหญ้าให้สบายใจ (ถ้าไม่กลัวหนาว) จริงๆปกติแล้ว จขบ ไม่ชอบหญ้าเลยนะ แพ้มาตั้งแต่เด็กๆ แต่นี่มันดูสะอาดดี ไม่มีดินเลอะเทอะ แมลงก็ไม่มีเพราะหน้าหนาว (แต่แอบสงสัยอยู่ว่าทำไงหญ้าถึงเป็นสีนี้เท่ากันหมดทั้งเนินได้ ดูสวยแปลกตาสีเหมือนพวกทุ่งข้าวสาลีกำลังออกรวง)


ที่เนินหญ้านี้มองไปเห็นมีครอบครัวลูกตัวเล็กๆมานั่งเล่น(แนวๆปิคนิค) หรือ โยนจานร่อนเล่นกันประปราย บรรยากาศแบบสวนสาธารณะไว้พักผ่อนหย่อนใจ


ที่ทางซ้ายมองไปจะเห็นมีกั้นเชือกเป็นทางเดินไว้ จขบ เห็นมีดอกทานตะวันอยู่ก็กะว่าเดี๋ยวไปถ่ายรูปซะหน่อย เพราะที่เดินๆมาถึงตอนนี้เนี่ยนอกจากทุ่งหญ้าแล้วยังไม่เห็นอะไรเท่าไหร่เลย


ซูมหน่อยว่าถ้าข้ามทางเดินตะกี้ไปอีกฝั่งของเนินจะเป็นที่โล่งที่ไม่มีอะไรอย่างนี้เลย บอกตามตรงว่าเห็นทีแรก จขบ ก็ไม่คิดอะไรนะเพราะก็เห็นโล่งๆเตียนๆอย่างนี้มาตั้งกะทางเข้าแล้ว ก็นึกว่าเตรียมที่ปลูกดอกไม้ต้นไม้เหมือนเคย แต่หารู้ไม่ว่าตรงนี้นี่ล่ะคือลาน illumination อลังการที่เห็นในรูปเปิดบล็อค ตอนยังไม่เปิดไฟมันดูไม่ออกจริงๆว่าจะสวยได้ขนาดนั้น (เป็นที่มาของชื่อบล็อคว่า makeover เพราะมันหน้ามือหลังมือเลย)


เดินขึ้นมาจนถึงบนเนิน ก็เจอบ้านลูกกวาดตั้งเด่นครอบทางเดินไม้ในภาพตะกี้รอต้อนรับอยู่ ตอนยังไม่เปิดไฟก็ประมาณนี้ล่ะ


ตั้งแต่ทางเข้าเดินมาถึงนี่นี่แทบไม่ค่อยเห็นใครเลย ที่แท้คนก็มากระจุกตัวกันที่บนเนินนี่เอง มีเครื่องทำ シャボン玉 Shabon-dama (ฟองสบู่) อยู่หลายๆจุดกำลังปั๊มฟองสบู่ออกมาลอยไปทั่ว เด็กๆ(ผู้ใหญ่อย่าง จขบ ก็ด้วย)ชอบใจกันใหญ่วิ่งไล่ตามไปตีฟองสบู่กันสนุกสนาน ในภาพด้านล่างนี่น่ารักดีเนอะ สองครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ยังสาว คนนึงอุ้มลูกเล่นฟองสบู่ อีกคนก็ถ่ายรูปอยู่ข้างๆกัน น่าเอ็นดู๊ น่าเอ็นดู


ฟองสบู่นี้ไม่เหมือนฟองสบู่ที่เราคุ้นเคยกันซะด้วย ที่เห็นกันบ่อยๆมันจะเป็นฟองโปร่งแสงเห็นสีรุ้งๆสะท้อนข้างใน แต่นี่เป็นฟองสบู่แบบสีขาวทึบลอยตุ๊บป่องๆ พอแตกปุ๊บก็กลายเป็นควันสีขาวๆ ภาพด้านล่างนี้ชอบมากๆ บังเอิญถ่ายติดสองพ่อลูกนี้มาในเฟรม แต่ติดมาเล็กๆนิดเดียวเองมัวๆเบลอๆเลยจับภาพมายำกลบเกลื่อนความนัวสักหน่อย เพราะแอ็คชั่นนี้จังหวะดีจริงๆ (ทีตอนไหนตั้งใจรอล่ะ ไม่เคยมีจังหวะดีๆมาให้ถ่ายเล้ย )


บนเนินนี้ก็ไม่กว้างขวางอะไรนัก นอกจากบ้านลูกกวาดตะกี้ ถัดไปก็มีเป็นร้านค้าขนมหวานทรงประมาณๆเดียวกับบ้านขนมปังในนิทานกริมม์ ตรงนี้ขอบอกว่า จขบ นี่ล่ะแฟนตัวยงของพวกวรรณกรรมเยาวชนหรือนิทานแนวๆสร้างจินตนาการให้เด็ก ต่อให้เลยวัยเยาวชนมาแล้วก็เถอะนะ ก็ยังชอบอ่านอยู่ดี มันเหมือนได้หลุดไปผจญภัยและเปิดหูเปิดตาที่อีกโลกนึงเลยล่ะ ดังนั้นเวลาอ่านอะไร(โดยเฉพาะตอนอ่านรอบแรก) จขบ จะอินมากๆ ถ้าใครมาขัดจังหวะอ่านตอนกลางๆเรื่องนี่ มีสิทธิโดนเหวี่ยงใส่ได้(คุณแฟนเคยโดนมาแล้ว ) แม้ว่าเวลาปกติ จขบ จะดูเป็นคนนิ่งๆเฉยๆแต่เวลาโดนขัดตอนกำลังอ่านหนังสืออินๆนี่มันอารมณ์เสียจริงๆ บอกไม่ถูก


ที่ทางด้านขวาจะเป็นเวทีเล็กๆ มีการแสดงนิดหน่อยให้ดูฆ่าเวลากันระหว่างรอฟ้ามืด


ต้นนี้บังเอิญเดินไปเจอ ถ้าใครรู้ว่ามันคือต้นอะไร รบกวนบอก จขบ ด้วยนะ แบบว่าอยากรู้ ดอกสีเหลืองๆดูเปียกๆนิดๆบอกไม่ถูก แล้วก็มีกลิ่นหอมด้วย ยืนข้างๆนี่สูดกลิ่นกันเพลินเลย


ที่อาคารที่ต่อจากเวทีตะกี้ก็มีทางเดินขึ้นชั้นสองไว้ให้ไปดูวิวมุมสูงกัน เกือบห้าโมงฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว(จริงๆสี่โมงก็เปิดไฟแล้ว แต่ฟ้ายังสว่างเลยมองไม่ค่อยเห็น) ในรูปนี้มีใครหา Smiley face เจอบ้าง คุณเพื่อนพูดขึ้นมา จขบ ก็หาอยู่ซะตั้งนานกว่าจะเจอ ขนาดชี้ให้ดูก็ยังต้องจ้องอยู่ตั้งนาน ดูยากไปหน่อยนะเนี่ย (ตรงนี้จะเปลี่ยนรูปไปเรื่อยๆด้วย)


ข้างนอกมันหนาวแถมฟ้าก็ยังสว่างเลยแว่บไปหลบหนาวกันที่บ้านลูกกวาดตะกี้ ข้างในเป็นร้านขายของฝากมีช็อคโกแลตและคุ้กกี้อะไรเยอะแยะ ด้านในสุดก็มีร้านขนมปังด้วย เล่นอบกันจนกลิ่นหอมโชยไปทั่ว ท้องร้องโครกครากไปตามๆกันเลย


พวกขนมของฝาก จขบ ดูแล้วก็เฉยๆนะไม่ได้น่ากินเป็นพิเศษ(แต่ลายหมูน้อยบนกล่องน่ะน่ารักดี) แต่โดยธรรมเนียมญี่ปุ่นแล้ว ใครไปไหนมาก็ต้องมีขนมกลับไปฝากคนที่ทำงานหรือที่แล็บเสมอ ดังนั้นของพวกนี้ยังไงๆก็ขายได้ล่ะ อย่างเวลาอาจารย์ไปงานต่างประเทศ กลับมาก็มีขนมมาฝากให้ลูกศิษย์กินกัน นักเรียนคนไหนกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัดก็หอบกล่องขนมขึ้นชื่อของจังหวัดนั้นๆมาให้ทั้งอาจารย์และคนในแล็บได้ชิม (เพราะงี้ล่ะ จขบ เลยได้ชิมของดังมาแล้วหลายจังหวัด ) จขบ เองไปพรีเซนต์งานหรือไปเที่ยวที่ไหนหรือแม้แต่เวลากลับไทย ก็ต้องหาซื้อขนมกลับมาฝากที่แล็บและอาจารย์ด้วย (แต่หนนี้มาไม่ได้บอกที่แล็บ เลยขี้เกียจซื้อ)

สำหรับที่ญี่ปุ่นของฝากที่เป็นทางการ สำหรับคนที่ทำงานหรือที่แล็บจะซื้อเป็นของกินกัน ยังไม่เคยเห็นใครซื้อเป็นพวกของประดับหรือพวงกุญแจมาแจกเลยนะ พวกนั้นจะเป็นของฝากแนวส่วนตัวมากกว่า เช่น ให้เพื่อน ให้ที่บ้าน หรือ ให้ญาติพี่น้องก็ว่าไป แต่ถ้าของฝากทางการต้องของกินเท่านั้น(ไม่ใช่กฏ แต่เห็นทุกคนทำกันอย่างนี้หมด) ซื้อมาปุ๊บก็เอาไปวางแปะบนโต๊ะที่เป็นโต๊ะส่วนกลาง ทุกคนก็จะรู้เองว่านี่คือของฝาก ก็ถามไถ่กันว่าใครไปไหนมาแล้วก็หยิบกินกันได้ตามสะดวก(และตามจำนวนโควต้าของขนมต่อหัว) เดาว่ามันเป็นการประกาศให้โลกรู้ด้วยว่า กลับมา(โดยปลอดภัย)แล้วจ้าาาา

ออกมาอีกทีห้าโมงนิดๆแล้ว ท้องฟ้าเริ่มเข้าสู่โหมด twilight ไม่สว่างแต่ก็ยังไม่มืดสนิท กำลังสวยเลย ถ่ายไฟได้เห็นชัดๆแล้วด้วยตอนนี้


ตะกี้ตอนเดินเข้ามาไม่ทันสังเกตของประดับด้านหน้าร้านค้าลูกกวาดนี่เลย พอเปิดไฟและฟ้ามืดลงถึงจะเห็นว่าประดับตกแต่งกันไว้เยอะแยะมากมายอย่างนี้เชียว ซ๊วยสวยอ่ะ (ไกลๆที่เห็นไฟเป็นแฉกนั่น จขบ ไม่ได้หรี่รูรับแสงจนได้ไฟแฉกแต่อย่างใดนะ มันเป็นดวงไฟทรงแฉกๆอย่างนั้นอยู่แล้ว)


ไหนๆมีคุณเพื่อนมาด้วยก็ต้องขอรบกวนให้คุ้มหน่อย ค่าตอบแทนคือการถ่ายรูปให้เป็นร้อย นั่งทำรูปซะหน้าคุณเพื่อน imprint ติดตาไปเลยวันนั้น (แค่ปรับแสง ปรับWB และ convert ก็แทบกระอักแล้ว ไม่ได้มานั่งรีทัชลบสิว ทำหน้าเด้งให้หรอก อีกอย่างคุณเพื่อนก็หน้าเด้งจนตากล้องอิจฉาจะแย่อยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องรีทัชเพิ่มอีก)


คั่นเวลาด้วยรีวิวเครื่องสำอางสั้นๆ ใครไม่สนใจลากผ่านกรอบด้านล่างนี้ไปเลยจ้า ไม่เกี่ยวใดๆกับทริปนี้เลย

นโยบายบล็อคนี้ไม่เคยเปิดเผยหน้าเลยพูดยากหน่อย(หรือพูดไปก็เชื่อยาก ) แต่ขอรีวิวเครื่องสำอางเล็กน้อยกับรองพื้น Cle de Peau Beaute ยี่ห้อสุดเลิฟของ จขบ ตัว Teint Naturel Satine (ชื่อรุ่นแบบที่ขายที่ญี่ปุ่นนะ) รุ่นเก่ากระปุกสี่เหลี่ยม(เพิ่งซื้อจากฮ่องกงเพราะที่ญี่ปุ่นเลิกขายไปนานแล้ว) ตัวที่คุณเทนแห่งห้องแป้งรีวิวไว้ว่าเทพมาก จขบ ได้ลองมาจนมั่นใจพอประมาณแล้วขอบอกว่าโอจริงอะไรจริง (ส่วนรุ่นอื่นๆเคยรีวิวไว้หมดแล้ว ที่นี่)

ระดับการปกปิดกริบจริงจน จขบ ไม่ต้องทาคอนซีลเลอร์ใต้ตาเลย(จขบ แพนด้าเยอะมาก ปกติต้องคอนซีลเลอร์สองชั้นถึงจะอยู่) ใช้แล้วได้ผิวเด้งๆดูไฮโซๆตามสไตล์รองพื้นยี่ห้อนี้ และหน้าก็ไม่ดูโบ๊ะเป็นขนมถังแตก(ยืมคำคุณเทนจากรีวิวเก่ามา)เหมือนรองพื้นครีมปกปิดสูงๆยี่ห้ออื่น

ที่สำคัญคือถึงใช้หน้าหนาวญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ทำให้หน้าลอกเหมือนเจ้ากระปุกกลมสูตรใหม่แต่อย่างใด (ทั้งๆที่รองพื้นรุ่นเดียวกันแท้ๆ ถามกี่ที BA ก็บอกว่าเอฟเฟคมันเหมือนกันๆ แต่ใช้แล้วไม่เห็นเหมือนกันเลยอ้ะ อันสูตรใหม่นั่นลองกี่ทีก็หน้าลอกกระจาย โดยเฉพาะตอนหน้าหนาวนี่เข็ดจนไม่กล้าใช้แซมเปิ้ลที่เหลือในหลอดอีกเลย )

ในบรรดารองพื้นทุกรุ่นของยี่ห้อนี้(ได้ลองแซมเปิ้ลมาครบหมดแล้ว) จริงๆ จขบ ชอบรุ่นโลชั่นขวดปั๊มที่สุดนะเพราะหน้าไม่ค่อยมีรอยอะไรต้องปกปิด(ยกเว้นแพนด้าใต้ตา) อันโลชั่นเนื้อทาง่ายกว่า บางแต่ปกปิดดีกว่าแบบน้ำยี่ห้ออื่น ที่สำคัญคือมันมองไม่ออกเลยล่ะว่า เนี่ยะใช้รองพื้นมา

อันกระปุกเหลี่ยมสูตรเก่านี่ใช้หนแรกรู้สึกเลยว่ามันหนากว่าโลชั่นจริงๆ (ยังดีว่าไม่ออกมาดูเหมือนหน้าโดนโบกปูน รักรองพื้นยี่ห้อนี้เพราะมันแนบผิวได้เนียนนี่ล่ะ) แต่ปัญหาคือรุ่นโลชั่นมันมีวิ้งๆ ใช้ตอนอากาศเย็น(ถึงหนาว)ช่วงกลางวันก็ดีหรอก ผิวแห้งอย่าง จขบ ถึงใช้หน้าร้อนก็ยังโอเค แต่ถ้าใช้ตอนมาถ่ายรูปแบบจัดแฟลชหนักๆตอนกลางคืนนี่จะทำให้หน้าดูมันไปซะงั้น

ดังนั้นเกร็ดเล็กน้อยสำหรับสาวๆ ถ้าไปงานกลางคืนไฟน้อยๆที่ต้องตบแฟลชแรงๆ พยายามเลี่ยงเครื่องสำอางวิ้งๆดีกว่านะ(ยกเว้นว่าชอบรูปแบบหน้ามันๆสะท้อนแสง) ไม่งั้นถ่ายรูปคู่ออกมา ตากล้องจัดแฟลชพอดีคุณแฟนหน้าเนียนแสงเป๊ะ แต่จะมีเราหน้ามันสะท้อนแสงอยู่คนเดียวไม่รู้ด้วย (จขบ เป็นบ่อยๆเลยล่ะเคสนี้)


ต่อๆ กับร้านค้าลูกกวาดเวอร์ชั่น twilight เค้ามีเปิดเพลง และไฟในบริเวณงานก็จะกระพริบตามจังหวะด้วย ผลคือ กดยังไงก็ไม่ได้ภาพตอนไฟติดเต็มทั้งหลังมาสักที ว้า


ตรงบันไดขึ้นชั้นสองก็ติดไฟหมดแล้ว ที่ตัวตึกยาวๆมีการโปรเจ็คลายรูปดาวมาบนตึกด้วย(แต่ภาพนี้มองยากหน่อย) ส่วนตรงหลังคาก็มีการใช้เลเซอร์สีเขียววาดเป็นรูปต่างๆวิ่งไปมาบนหลังคา


เห็นแล้วนึกขึ้นมาได้ เลยขอเสริมเกร็ดความรู้เล็กน้อยไว้ในกรอบล่างนี้ ไม่เกี่ยวใดๆกับเนื้อหาทริปอีกแล้ว

รุ้มั๊ยเอ่ยว่า green laser นี่ทั้งที่ความยาวคลื่นมากกว่า blue laser (หรือก็คือพลังงานน้อยกว่านั่นเอง) แต่กลับราคาแพงกว่าและกระบวนการในการผลิตก็ยุ่งยากกว่า blue และ red laser(ที่พลังงานต่ำสุดในสามสี) ซะอีก เหตุเพราะความที่มันมีความยาวคลื่นอยู่ตรงกลางๆคาบเกี่ยวไว้ทั้ง blue และ red นี่ล่ะ ทำให้ไม่มีช่วงความยาวคลื่นไหนเลยที่จะมีแต่ green แบบเพียวๆ เป็นต้องมีไปทับซ้อนกับ red หรือ blue เข้าทุกที

ดังนั้นกระบวนการผลิต green laser ก็เลยซับซ้อนกว่า เพราะอย่างพวก red และ blue มันเป็นแสงที่อยู่ขอบๆของ spectrum (ช่วงที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้)แล้ว ดังนั้นจะมีความยาวคลื่นช่วงริมๆที่ให้แสงสีแดงหรือน้ำเงินล้วนๆได้(นับเฉพาะที่ตามนุษย์มองเห็น) เวลาจะผลิตก็แค่เลือกใช้ความยาวคลื่นตรงนั้น

ปัจจุบันเทคโนโลยีในการผลิต green laser ก็พัฒนาไปเยอะ สามารถสร้าง green laser แบบเพียวๆได้แล้ว แต่ถ้าในอุปกรณ์บางอย่างเช่นใน pico laser projector จะใช้วิธีอีกแบบ โดยการสร้าง red laser ขึ้นมาก่อน แล้วทำการลดความยาวคลื่นของมันลงครึ่งนึง ค่อยได้เป็น green laser แสงสีเขียวออกมาจ้า

สรุปคือ ต้นทุนในการผลิต green laser ก็ยังถือเป็นประเด็นสำคัญของพวกอุปกรณ์ใช้เลเซอร์ทั้งหลายแหล่อยู่ ตอนนี้ราคาการผลิตก็ยังแพงอยู่ แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆประกอบกับผู้ผลิตที่มีมากขึ้น ในอนาคต cost ของ green laser ก็คงลดลง ส่งผลให้ราคาอุปกรณ์ที่ใช้ laser ทั้งหลายลดตามลงด้วย

ปล ว่า จขบ ไม่ได้ major ทางเลเซอร์แต่อย่างใด แต่มันเกี่ยวกับงานวิจัยที่ทำอยู่นิดนึง เผอิญมีโอกาสได้รู้ข้อมูลนี้มาก็ว่ามันน่าสนใจดี เพราะปกติของยิ่งแรง(พลังงานมากกว่า)ก็น่าจะผลิตยากและแพงกว่าหนิเนอะ


และแล้วก็ได้เวลาออกไปดู illumination กัน เถลไถลมาซะยาวเหยียดเชียว ไฮไลท์แรกก็ต้องเป็นบ้านลูกกวาดที่บนเนิน พอเปิดไฟมาแล้วสวยน่ารักเชียว


ตอนที่ถ่าย บ้านกำลังกระพริบตามจังหวะเพลงพอดี กว่าจะได้ไฟสีรุ้งติดเต็มๆมาแบบนี้กดรัวไปมิใช่น้อย


ตะกี้ตอนฟ้าสว่างก็ว่าคนไม่เยอะเท่าไหร่ ยังไม่ถึงกับแน่น แต่พอฟ้ามืดแล้วคนมากันเพียบเลย คุณเพื่อนเห็นลงมาจากรถบัสกันเป็นคันรถ ยิ่งตรงทางเข้าออกบ้านลูกกวาดนี่แทบหยุดถ่ายรูปไม่ได้ โดนคนเบียดไปมาอยู่ตลอด รูปล่างนี้รอจนได้ตอนคนน้อยๆมาหน่อยไม่มีใครบังวิว


ว่าไปแล้วถ่าย illumination นี่ไม่ได้ยากเลยนะ ถ้าใช้โหมดอัตโนมัติก็ชดเชยแสงทางลบไปเยอะๆก็พอ เพราะตัว illumination มันสว่างในตัวอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องลดสปีดกล้องลงมากๆก็สามารถถ่ายติดไฟชัดๆได้สบายๆ จะมีปัญหาก็เวลามีคนเข้ามาในฉากแล้วต้องถ่ายทั้งไฟทั้งคนนี่ล่ะ ว่าทำไงให้คนก็สว่างไฟก็สว่าง (ก็ต้องจัดแฟลชไปนั่นเอง เพราะหน้าคนไม่ส่องสว่างในตัวได้เหมือนพวก illumination หนิ)

คราวนี้เราจะมาเดินลงกัน เดินลงเนินที่ขึ้นมาตะกี้นั่นล่ะ แต่ไปตามทางเดินที่เลี้ยวเข้าอีกฝั่งของสวนแทน (ก็คือเลี้ยวไปทุ่งโล่งๆที่โชว์ภาพไปตอนขาขึ้นเนิน) เริ่มจะเห็นความอลังการโผล่มานิดๆแล้ว


ถึงตรงนี้ขออภัยอีกครั้ง เนื่องจากบล็อคนี้เขียนยาวมากเกินลิมิตตัวอักษรต่อบล็อคไปแล้ว ถ้ายังอ่านต่อไหวก็รบกวนคลิกอีกสักหนที่ ตรงนี้ เพื่ออ่านต่อ คราวนี้ถึงตรง illumination สวยๆไม่มีเวิ่นเว้อนอกเรื่องเครื่องสำอางหรือวิชาการอีกแน่นอนจ้า

-----------------------------------------------------


เครดิตตัวการ์ตูนจาก //www.t-doitsumura.co.jp/parkguide/character/index.html

ภาพในอัลบั้มนี้โดนย่อมา อาจดูมัวๆไม่คมชัด ถ้าสนใจภาพแบบคมๆ และ อยากดูอัลบั้มเต็มๆ(ในบล็อคตัดออกไปหลายรูปแล้วนะเนี่ย) คลิกลิงค์ดูที่ skydrive ได้เลยค่า

ทั้งหมดนี้ถ่ายด้วย Canon EOS Kiss X3 + EF-S 15-85mm f/3.5-5.6 IS USM ถ่ายมาเป็น RAW เพื่อเอามาปรับ WB และดึงแสงทีหลัง พอฟ้ามืดแล้วจะใช้โหมด Tv ตลอด ตั้งไว้ที่ 1/30 ISO800 เนื่องจากอยากถ่ายให้ได้บรรยากาศมืดจริงๆเห็นไฟชัดๆไม่ใช่ถ่ายมาสว่างอย่างกะกลางวัน (เพราะโดนกล้องชดเชยแสงให้) เลยชดเชยแสงทางลบไปซะหลายขีด ที่เลือกสปีด 1/30 เพราะส่วนตัว จขบ สามารถถือเลนส์นี้ถ่ายได้โดยไม่สั่นเกือบทุกช่วงซูม และสปีดกับ ISO ขนาดนี้ก็พอดีเก็บ illumination ได้โดยไม่มืดเกินไปด้วย

เวลาถ่ายคนจะใช้แฟลช Speedlite 430 EX II โหมด ETTL ยิงเข้าไปตรงๆเลย ตอนฟ้ายังไม่มืดก็ลูบแฟลชเบาๆพอให้หน้าดูไม่อมราหูและผิวดูผ่องเด้ง(แต่ไม่วอกนะ) พอมืดแล้วค่อยตบแฟลชเป็นแสงหลักส่องคน เพราะทางเดินในงานมืดมากจริงๆ (ตั้ง Tv 1/30 ISO800 เหมือนเดิม กำลังแฟลชปรับขึ้นลงตามสีเสื้อโค้ตแต่ละคน)

ส่วนขาตั้งกล้องจริงๆก็(อุตส่าห์)เอาไป แต่คนเยอะและทางเดินไม่กว้างนัก สุดท้ายเลยถือมือถ่ายเอาตลอด บางภาพก็เลยหลุดเบลอบ้างอะไรบ้าง มีใช้ขาตั้งอยู่ช่วงเดียวตอนถ่ายรูปหมู่กัน ซึ่งก็ไม่ได้ลงภาพไว้ในอัลบั้มนี้

-----------------------------------------------------

รวมลิงค์บล็อคทั้งหมดของทริป

1. TokyoGermanVillage東京ドイツ村 1/2 เมคโอเวอร์เปลี่ยนสวนโล่งๆให้กลายเป็นลาน illumination สุดอลังการ
2. TokyoGermanVillage東京ドイツ村 2/2 เมคโอเวอร์เปลี่ยนสวนโล่งๆให้กลายเป็นลาน illumination สุดอลังการ

-----------------------------------------------------

>> คลิกเพื่อดูอัลบั้มภาพใน skydrive
>> คลิกเพื่อดูรายการบล็อคอัพใหม่ทั้งหมด



Create Date : 23 มกราคม 2554
Last Update : 5 พฤษภาคม 2556 23:33:31 น. 2 comments
Counter : 3018 Pageviews.

 
มายกมือว่าตามอ่านอยู่ค่ะ 555

ตอนกลางวันนี่สถานที่นี้ดูบ้านนอกจริงๆค่ะ
แต่พอกลางคืนนี่ไฟสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกก
เห็นแล้วหลงแสงสีเลยทีเดียว


โดย: Cherry (Shiny Christmas ) วันที่: 24 มกราคม 2554 เวลา:23:29:38 น.  

 
เคยไปดูดอกป็อปปี้ตอนเดือนเมษาก็น่ารักมากคะ แต่นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรจริงๆ รูปสวยมาก ไม่นึกว่าหน้าหนาวเค้าจะทำไฟอะไรแบบนี้ด้วย


โดย: Bluemood IP: 126.13.111.66 วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:6:19:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.