W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 
November 2009 @London: 5th-6th day: Shopaholic กำเริบที่ Harrods และ Incheon airport / ただいま東京



เครดิตภาพ Illustration ของ Big Ben จาก google

------------------------------------------------------------------

วันสุดท้ายกันแล้วค่ะจะได้กลับถิ่นกลับญี่ปุ่นแล้ว งานนี้วางแพลนช้อปปิ้งส่งท้ายไว้กะว่าจะไป Harrods และ Oxford street เพื่อหาซื้อของฝากคนอื่น(และฝากตัวเองด้วย ;)

เช็คเอ้าท์จากโรงแรม ฝากกระเป๋าไว้ที่เคาเตอร์แล้ว ก็นั่ง Tube มาลงที่ Knightbridge Station ที่ตั้งห้าง Harrods กันเลยค่ะ พยากรณ์อากาศวันนี้อากาศไม่ดีตามเคยค่ะฝนตกทั้งวัน แถมลมจะแรงถึง 75 mph ด้วย (เราก็กะไม่ถูกนะคะตอนฟังว่าแรงแค่ไหน เพราะรู้แต่แบบ mps) จะมีก็วันพรุ่งนี้(ที่เราไม่อยู่นี่แล้ว)ที่จะฟ้าใสอากาศดี ก่อนจะฝนตกอีกวันจันทร์ค่ะ -"- (สรุปแล้ว เดือนนึงมีกี่วันที่ฝนไม่ตกเนี่ย)

ออกจากสถานีเดินตามป้ายที่ชี้ว่าไป Harrods ก็จะมาโผล่ข้างๆห้างอย่างนี้เลยค่ะ จริงๆจาก South Kensington เดินมานี่ก็ได้แต่เรายังเข็ดกลัวไปหลงเหมือนวันก่อนเลยเอาชัวร์ไว้ก่อนค่ะ
#1


ในห้างนี่จริงๆคันไม้คันมืออยากถ่ายรูปมากค่ะ ของสวยๆน่ารักๆจัดวางไว้แสงดีๆทั้งนั้นเลย แต่ในห้างถ่ายรูปไม่ได้เลยอดค่ะ วันนั้นวันเสาร์แถมข้างนอกฝนตกลมแรงอีก คนมาอยู่ในห้างกันแน่นมากๆเลยค่ะ แหมคึกคักดี ^_^ จะว่าไปโครงสร้างห้างนี้ซับซ้อนแปลกๆดีเหมือนกันค่ะ เหมือนแบ่งแต่ละส่วนเป็นห้องๆเอาไว้ ต้องเดินผ่านประตูโน้นประตูนี้เพื่อแยกไปแต่ละส่วนยังกะทางวงกตยังไงยังงั้นเลยค่ะ กว่าจะหาทางไปแต่ละที่ได้งงไม่เบา

เดินเลือกซื้อโน่นนี่ หาดูอาหารตาไปเรื่อยๆ มาเจอที่ชั้นล่างจัดแสดงตกแต่งแบบอียิปต์อยู่ เห็นใครๆก็ถ่ายรูปกันเราเลยถือโอกาสถ่ายมั่งค่ะ รูปปั้นคล้ายๆที่เห็นที่ British Museum เลยแต่มาอยู่นี่เราว่าดูน่าสนใจกว่าเยอะนะคะเนี่ย ;)
#2


ที่ด้านหลังก็มีจัดแสดงที่ระลึกเจ้าหญิงไดอาน่าด้วย สงสัยว่าจะเป็นวันครบรอบอะไรสักอย่าง
#3


ไหนๆได้ถ่ายรูปแล้ว ขอถือโอกาสแชะอย่างอื่นมาสักนิด ตอนนี้เดือน พย แล้ว ที่ห้างแต่งเป็นบรรยากาศคริสมาสต์มากๆ ถูกใจเราเป็นที่สุดเลยค่ะ สำหรับเราคริสมาสต์เป็นเทศกาลที่เราชอบมากที่สุดในรอบปีเลย(ทั้งๆที่เราไม่ใช่คริสต์) รู้สึกว่าทุกที่มันดูสวยไปหมด ผู้คนก็ดูสนุกดูมีความสุขกับการได้เลือกหาเลือกซื้อของขวัญเพื่อให้กับคนสำคัญ ไปที่ไหนๆก็เปิดเพลงเฉลิมฉลองกันพลอยทำให้เรารู้สึกสนุกไปกับเทศกาลด้วยเลย
#4


จริงๆกะว่าจะไป Oxford street ต่อ แต่ไปๆมาๆของฝากทั้งหมดซื้อได้ที่นี่หมดแล้ว แถมเลือกซื้อของเพลินไปหน่อยดูนาฬิกาอีกทีไม่มีเวลาไปที่อื่นแล้วค่ะ (เครื่องออกสองทุ่มต้องเผื่อเวลาไปก่อนอีกหน่อย) ที่สำคัญที่สุดคือ เงินสดที่มีทั้งหมดแทบจะไม่เหลือแล้วค่ะจากการช้อปที่นี่ แหะๆ โรคเก่ากำเริบค่ะ แถมอารมณ์คนมาเที่ยวด้วย จ่ายเงินง๊ายง่าย

อย่างแรกที่ซื้อ โชว์ให้เพื่อนดูเพื่อนยังถามว่า ที่ญี่ปุ่นไม่มีขายหรือไง อ่ะนะมีหรือไม่มีก็ไม่รู้เหมือนกันไม่ได้ไปดูนานแล้ว แต่ไปเจอกลยุทธิ์กวักมือเรียกไปลองสินค้าเข้าเราก็ติดกับอย่างจังเลยค่ะ เป็นพวกที่ว่าตอนไม่ลองก็เฉยๆแต่ถ้าลองแล้วออกมาถูกใจเราล่ะก็พร้อมจ่ายทันที อันนี้เป็น Clipless curling iron ขนาด 25mm ของ Jose Eber ค่ะ
#5


เค้าโฆษณาว่าอันนี้น่ะจะปล่อย Negative Ion และ Infrared เพื่อปิดเกล็ดผมทำให้ผมเรียบเงาไม่ frizzy และก็ทนต่อความชื้นในอากาศ ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดจะกระจายความร้อนสม่ำเสมอและใช้เวลาแค่นับ 1-3 ก็ได้ลอนผมสุดเด้งออกมาแล้ว เนื่องจากไม่มีคลิปดังนั้นก็ไม่ต้องกังวลเรื่องผมจะเป็นรอยแต่อย่างใด ประการสำคัญคือเค้าบอกว่ามันไม่ทำให้ผมเสียค่ะ แต่อะไรๆเราก็ไม่สนเท่าว่ามันเป็น Dual voltage ใช้ได้ทั่วโลก และเค้าม้วนให้แล้วลอนมันเงาและเด้งจริงๆนั่นล่ะค่ะ ไปเดินวนๆในห้างมาก็ยังเด้งสวยทั้งๆที่ไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์เซ็ตอย่างอื่นเลย ม้วนมันผมแห้งๆอย่างนั้นล่ะค่ะ เลยเสร็จจนได้ซื้อมาเลยหนึ่งอันค่ะ (ต้องมาซื้อหัวแปลงปลั๊กเพิ่มอีกด้วย)

วันนั้นเดินฝ่าฝนฝ่าลมจนไปเจอเพื่อนอีกที เพื่อนยังทักเลยว่าเอ๊ะวันนี้ผมมันลอนสวยกว่าปกติ แต่ ณ ตอนนี้เรายังไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการใช้ดีนักค่ะ ลอนเด้งก็จริงแต่เรายังเลือกจับช่อผมอะไรไม่เก่งเลยไม่ค่อยออกมาเป็นทรงดีนัก แต่ก็ดีว่าอันนี้ร้อนเร็วจริงๆแถมถ้ามือแตะๆไปโดนๆก็ไม่ลวกมือด้วย ยกเว้นจะไปแตะหรือจับนานๆเลย

อย่างสองของฝากที่แล็บค่ะ ไม่มากไม่มายแต่ต้องมีตามธรรมเนียมคนญี่ปุ่น
#6


สามคือของฝากสปอนเซอร์และของฝากตัวเองค่ะ บอกแล้วว่าเป็นพวกแพ้เทศกาลคริสมาสต์โดยเฉพาะซานต้านี่เห็นเมื่อไหร่ซื้อประจำเลยค่ะ (จริงๆเค้าเอาไว้ให้เด็กๆอ่านกันแท้ๆ)
#7


ช้อปเกิน 50 ปอนด์ก็ขอทำ tax refund ได้ที่ด้านล่างของห้างเลยค่ะ กะว่าน่าจะได้คืนสัก 13 ปอนด์แต่ดันโดนหักค่าธรรมเนียมของ tax refund ไปอีก(แถมของกินกับหนังสือก็ refund ไม่ได้) ไปๆมาๆได้คืนแค่หกปอนด์เองค่ะ (ไม่ถึงพันเยน ไม่ได้คืนยังเฉยๆเลย) ถ้าเลือกเอาคืนเป็นเงินสดจะโดนหักอีกเราเลยเลือกคืนเป็นแบบเข้าบัตรเครดิตไปเลยค่ะ เดี๋ยวเอาใบนี้ไปยื่นที่สนามบินก็เสร็จแล้ว (ณ ตอนพิมพ์อยู่นี่ได้เงินคืนมาเรียบร้อยแล้วค่ะ ยังคิดอยู่ว่าถ้าเรา refund เยอะๆนี่จะคืนเร็วอย่างนี้ไหมเนี่ย)
#8


เดินช้อปนานหิวแล้วค่ะ ที่ Harrods ด้านล่างมีร้านน่ากินเยอะแยะเลย แต่คนก็มหาศาลมากๆค่ะวันนั้นเราไม่มีเวลาต่อคิวรอเลยจำต้องออกไปก่อนค่ะ ขากลับเดินฝ่าลมสุดแรงมาจนถึงสถานีของโรงแรมได้โดยปลอดภัยแวะกินเบอร์เกอร์ง่ายๆแถวๆนั้นแหล่ะค่ะ (ทั้งๆที่บ่ายสามแล้ว แต่ร้านไหนๆคนก็เต็มค่ะ คาดว่าคนหนีลมสุดแรงด้านนอกมาหลบในร้านกันหมด)
#9


นั่งรอเพื่อนที่ล็อบบี้โรงแรม แล้วก็ลากกระเป๋าไปสถานีกันค่ะ งานนี้คุณเพื่อนเหนื่อยเลยส่งแค่เข้ารถไฟพอ (แค่นี้ก็ขอบคุณมากๆแล้วจ้า เพราะมีปัญหาก็ตอนต้องยกกระเป๋าขึ้นลงสถานีรถไฟนี่ล่ะ) ส่วนเราก็นั่งยาวไปถึง Terminal 4 คนเดียวค่ะ สุดท้ายแล้วก็แชะในรถไฟมาหนึ่งใบค่ะ ส่วนใหญ่ก็ปลายทางเดียวๆกับเราทั้งนั้น สังเกตจากกระเป๋า
#10


จำได้ไหมคะว่าเราบ่นไว้ตอนมาถึงว่า Arrival สนามบินนี้เก่ากึ้กสุดโทรมมากๆ มาเจอส่วน Departure นี่ค่อยน่าดูหน่อยค่ะ สวยงาม ค่อยสมกับเป็นสนามบินของเมืองหลวงสำคัญของโลกหน่อย
#11


รีบเช็คอินก่อนค่ะ แล้วเวลาเหลือค่อยไปยื่น tax refund (คือ จะได้หรือไม่ได้ก็เฉยๆอ่ะค่ะ เงินนิดเดียวเองคุ้มเวลายืนรอหรือเปล่าก็ไม่รู้)
#12

#13


ยืนกดโทรศัพท์ตรง Vat office อยู่นานไม่มีคนมารับ กว่าจะเห็นป้ายว่าให้ไปทำ Refund ที่ตรงชั้นล่างแทน ที่แท้อยู่ตรงข้ามกับ Arrival gate ที่เพื่อนเรามายืนโบกมือรอรับเมื่อวันก่อนนี่เองค่ะ ดูๆแล้วก็คิวไม่ยาวหนิแค่สามสี่คนก่อนหน้าเอง แต่ปรากฏว่าแต่ละคนนี่นานมากกกกกค่ะกว่าจะเสร็จ ยืนรอจนเซ็ง แต่ของเรานี่เสร็จเร๊วเร็ว (คงเพราะเงินนิดเดียว แล้วของเราก็เล็กๆเราเลยเอามาถือติดมือเรียบร้อย มีโชว์ให้เค้าดู)
#14


ไฟลท์ขากลับนี้ไม่โชคดีเหมือนขามาค่ะ เดินเข้าไปเห็นที่นั่งแล้วนึกในใจเลยว่า ซวยแล้วเรา เรานั่งติดหน้าต่างและโดนล้อมรอบด้วยคนเกาหลีกลุ่มใหญ่ที่มาด้วยกัน (เป็นผู้ชายค่อนข้างมีอายุแล้วด้วย) แล้วก็อย่างที่คิดค่ะ คนข้างๆเรานี่ยังมารยาทดีค่ะ แต่คนข้างหลังนี่สิคอยกระทุ้งเบาะเราเรื่อยเลย แถมส่งเสียงโหวกเหวกไรไม่รู้ อย่างเวลาจะกินข้าวก็รู้นะคะว่าต้องเอาเบาะขึ้นแต่ปรากฏข้างหลังเค้าได้ก่อนเราก็ยังไม่รู้ว่าเค้าเสิร์ฟแล้ว เลยโดนคุณลุงกระทุ้งเบาะแรงๆพร้อมส่งเสียงให้เราเอนเบาะขึ้นทุกทีเลย (สองมื้อ ก็โดนสองที)

มากันที่อาหารไฟล์กลับสองมื้อค่ะ (หนนี้นั่ง 11 ชั่วโมง) อันแรกไม่เลือกบิบิมบับแล้วค่ะ เปลี่ยนเป็นนี่แทน (เห็นคนเกาหลีข้างๆกินบิบิมบับเค้าบีบหลอดซอสไปตั้ง 4-5 หลอดแน่ะค่ะ โห ขนาดตอนเรากินยังบีบแค่หลอดเดียวเอง)
#15


อีกมื้อขอเป็นข้าวต้มร้อนๆหน่อยค่ะ ก็โอเคคล้ายๆข้าวต้มญี่ปุ่นเลยมีคล้ายๆเครื่องปรุงรสราดๆอย่างนี้
#16


จบไฟลท์นี้นี่ เราได้ประสบการณ์ใหม่อย่างนึง เพิ่งเคยเห็นใครนั่งเครื่องบินแล้วทิ้งขยะกันเกลื่อนอย่างนี้เป็นครั้งแรกนี่ล่ะค่ะ ลุงๆที่นั่งรอบๆเรานี่อ่านหนังสือพิมพ์อะไรเสร็จก็ขยำทิ้งไว้ที่พื้นนั่นล่ะค่ะ ยังงงๆว่าทำไมต้องขยำทิ้งด้วยเนี่ย ไม่กะให้คนอื่นอ่านต่อหรือไงนะ

มา transit ที่ Incheon airport หนนี้มีเวลาเยอะค่ะก็เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ สนามบินนี้สวยและใหญ่หรูหราดีจริงๆค่ะ สมเป็นสนามบินน้องใหม่มาแรง มีจุดแสดงวัฒนธรรมเกาหลีให้คนผ่านไปผ่านมาได้แชะรูปกันเล่นๆอย่างนี้ด้วย
#17

#18


แต่สำหรับเราแล้วดีที่สุดคือ Duty free นี่ล่ะค่ะ ที่ Duty free London ดูๆแล้วก็ไม่ได้ถูกกว่าปกติเท่าไหร่เลยไม่ได้ซื้ออะไรเท่าไหร่กะมาดูที่นี่แทนค่ะ คอนเฟิมมากะตัวแล้วว่าถูกกว่า Duty free Narita ชัวร์
#19


แล้วก็ติดกับเข้าอย่างจังค่ะ ได้ถุงสีขาวแดงด้านบนนี้มาจนได้ เงินปอนด์เค้าไม่รับ(แถมเราก็แทบไม่มีเหลือมาด้วย) ก็อุตส่าห์ใช้เงิน euro ที่เหลือ(เยอะ)มาตั้งแต่ครั้งไปฝรั่งเศสมาช่วยจ่ายร่วมกับบัตรเครดิตแทนจนได้
#20


ข้างในถุงคือนี่ล่ะค่ะ กระเป๋า Coach ยี่ห้อโปรดเรา (เพราะราคาที่อเมริกายังพอซื้อได้ เราก็เลยมีกระเป๋าแบรนด์แต่ยี่ห้อนี้ล่ะค่ะ) พอลองถือๆดูแล้วดันซวยถูกใจขึ้นมา เดินไปๆกลับๆหลายรอบจนในที่สุดก็ตัดสินใจซื้อจนได้ค่ะ มานึกอีกทียังคิดเลยว่ากล้าซื้อมาได้นะนี่ราคาก็ไม่ได้เช็คมาก่อน แถมแพงกว่ารุ่นที่มีอยู่ตั้งเยอะ (เพราะรุ่นที่มีซื้อจาก outlet ที่อเมริกาเลยถูกมากๆ) อุตส่าห์อดทนไม่ซื้อไม่ซื้อมาได้ตั้งนาน กะรอว่าไปอเมริกาอีกรอบค่อยซื้อ ดันมาตบะแตกกลางคันซะได้ค่ะ (ราคาที่ญี่ปุ่นแพงกว่าที่อเมริกา 3-4 เท่าเลย เราซื้อไม่ลงจริงๆค่ะ) แต่ก็เอาน่ะค่ะซื้อมาแล้วไว้หาวันเหมาะๆค่อยหิ้วเปิดตัวซะที ^_^ ไม่ได้ซื้อกระเป๋าใหม่มาซะนานเลย
#21


ช้อปเสร็จสมอารมณ์หมาย ตังค์ก็หมด ก็เลยไปนั่งรอหน้า Gate แต่โดยดีค่ะ เดินต่อเดี๋ยวเสียเงินอีก มื้อสุดท้ายบนเครื่องนี้เป็นเนื้ออบค่ะ สรุปแล้วทริปนี้ได้กินอาหารของ Korean air ไปทั้งหมดหกมื้อ ยังสงสัยว่าได้กินครบทุกเมนูหรือยังเนี่ย
#22


กลับมาถึงนาริตะประมาณสามทุ่ม กว่าจะถึงบ้านก็ล้มหมดแรงเลยค่ะ ผิดคาดว่าอากาศที่ลอนดอนไม่หนาวเท่าที่คิด กลับมาญี่ปุ่นกลับหนาวกว่าซะงั้น อุตส่าห์รักษาสุขภาพโด๊ปวิตามินซีอย่างดีตอนอยู่โน่นไม่อยากซ้ำรอยตอนไปฝรั่งเศส(ที่เป็นไข้หวัดฉับพลัน) มาหวัดกินเอาเพราะอากาศหนาวญี่ปุ่นนี่เองค่ะ นอนเปื่อย(ทำงาน)อยู่กับบ้านไปเป็นอาทิตย์เลย เฮ้อ เพิ่ง พย แท้ๆทำไมมันหนาวขนาดนี้นะเนี่ย

บ่นมากไปหน่อย เป็นอันว่าจบทริปลอนดอนของเราแล้วค่ะ ชอบมากที่สุดคือ Madame Tussauds กับ Harrods นี่ล่ะค่ะโดยเฉพาะอันหลังนี่ยังเดินไม่ทั่วดีเลย เสียดายยยย รีบๆมาปั่นบล็อคไว้เพราะถ้านานไปจะขี้เกียจแน่ๆเพราะทริปนี้รูปเยอะจัดค่ะ (ประสาคนกำลังเห่อกล้อง) ขอบคุณทุกคนที่หลงแวะมาชมนะคะ ลาแล้วสวัสดีค่ะ

------------------------------------------------------------------

ภาพทั้งหมดถ่ายจากสองกล้อง (ซึ่งภาพที่ได้แค่ดูก็รู้ว่าจากกล้องไหน) คือ iPhone 3GS และ Canon Kiss X3 (หอบเลนส์ไปตัวเดียวคือ EF-S 10-22 mm USM) ต้องขอขอบคุณพี่ใจดีผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการที่กรุณาให้ยืมเลนส์มาลองใช้ด้วยค่ะ ^_^


เครดิตภาพการ์ตูน Illustration จาก google

------------------------------------------------------------------

รวมลิงค์ทั้งหมด

1. November 2009 @London: 1st day: Korean air ชั้น business class (first class?) มุ่งหน้าสู่ลอนดอน ;-)
2. November 2009 @London: 2nd day: วันฟ้า(เกือบ)ใสที่ Big Ben และ London Eye / เป็ดย่างที่ Four Seasons
3. November 2009 @London: 3rd day: กว่าจะได้วิวกลางคืนของ Tower bridge, Big Ben และ London Eye
4. November 2009 @London: 4th day: กระทบไหล่คนดังที่ Madame Tussauds
5. November 2009 @London: 4th day: เดินต่อไป British museum & National History museum (แอบเบื่อนะนี่)
6. November 2009 @London: 5th-6th day: Shopaholic กำเริบที่ Harrods และ Incheon airport / ただいま東京



Create Date : 21 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 21 มีนาคม 2553 11:33:43 น. 7 comments
Counter : 4558 Pageviews.

 
ลงชื่อว่าอ่านจบจบทริปนี้ค่ะ
สนุกนะคะ(เค้าไปทำงานนะ)
ภาพถ่ายจุใจมากเลย สวยๆ อลังการทั้งนั้นเลยอ่ะน้องเกด

ลอนดอนนี่คงเป็นที่ที่ฝนตกได้ตลอดทุกฤดูกาลใช่เปล่าคะเนี่ย? ดูแต่ละรูป(เอาท์ดอร์)ส่วนมากถนนเปียกปอนเพราะฝนทั้งนั้นเลย แต่ดูแล้วมีเสน่ห์ดีค่ะ บรรยากาศชิวๆดี

ปล.ดีใจกับเป๋าใบใหม่นะคะ เก๋ดีอ่ะ เหมาะกับฟอลกับวินเทอร์มากมาย เฉดสีคลาสสิคมาก


โดย: tukuta IP: 126.116.254.154 วันที่: 25 พฤศจิกายน 2552 เวลา:17:14:37 น.  

 
กระเป๋า coach งามมากกกกก

เห็นแล้วกิเลสพุ่งเลย


โดย: bubblebii IP: 58.8.239.12 วันที่: 30 พฤศจิกายน 2552 เวลา:21:07:35 น.  

 
มาลงชื่อ อยากดู คสอ ที่ช้อบมาอ่ะค่ะ


โดย: yoyo IP: 59.139.244.202 วันที่: 1 ธันวาคม 2552 เวลา:14:50:52 น.  

 
คุณ white amulet เขียนละเอียดถูกใจมาก

และก็ชอบของฝากที่แล็บมาก อยากได้ อยากได้


โดย: panda sotoshi IP: 203.144.130.176 วันที่: 1 ธันวาคม 2552 เวลา:17:46:29 น.  

 
--> tukuta

รูปอลังการด้วยเลนส์ 10-22 mm นั่นล่ะค่า ^_^

เพื่อนที่อยู่ลอนดอนบอกว่าเกดโชคร้ายเอง ก่อนหน้านั้นยังอากาศดีตั้งหนึ่งอาทิตย์เลยค่ะ -"- (ถ้าเดือนนึงอากาศดีติดต่อกันอาทิตย์เดียวนี่ ใครไปตอนนั้นพอดีน่าจะเรียกว่าโชคดีสุดๆมากกว่า) แต่เห็นว่าถ้าหน้าร้อนก็จะตกน้อยกว่านี้น่ะค่ะ

--> yoyo

หนนี้ไม่ได้ช้อปเครื่องสำอางมาเลยค่ะ แค่เ่ท่าที่ซื้อมานี่ก็หมดตัวแล้ว >.< อีกอย่างตอนนี้พยายามไ่ม่ซื้อเครื่องสำอางใหม่ใช้แต่ที่มีอยู่ให้หมดไปก่อนน่ะค่ะ


โดย: White Amulet วันที่: 2 ธันวาคม 2552 เวลา:12:14:56 น.  

 
ขอถามเรื่อง claim vat refund ค่ะ

อยากรู้ว่า counter ที่ยืนต่อแถวติดต่อเรื่อง claim vat refund เนี่ยมันอยู่ด้านนอกใช่ป่าว ... คือถ้าเรา stamp vat refund แล้ว เราก็เอาสินค้าpackใส่กระเป๋าใหญ่แล้วค่อยไป check-in ได้ป่าวอ่ะ ขี้เกียจถือขึ้นเครื่องอ่ะ

แต่จำได้ว่าต้องมี 2 ขั้นตอนใช่ป่ะ คือ stamp รอบนึง แล้วก็ต้องไปติดต่อที่ refund office อีกรอบใช่ป่าว ... แล้ว step หลังเนี่ย ต้องโชว์สินค้าป่าวอ่ะ


โดย: แน็ต IP: 58.9.62.112 วันที่: 29 สิงหาคม 2553 เวลา:22:08:04 น.  

 
--> แน็ต

ตอนของเราที่ Harrods (ชั้นล่าง) เค้ามีออกใบอะไรมาให้เรียบร้อยแล้วค่ะเลยตัดไปได้ขั้นนึง เอาใบที่ว่าไปยื่นที่สนามบินได้เลย

ที่สนามบินตรง vat refund มันอยู่ตรงข้ามกับ Arrival gate เลยค่ะ จากส่วน departure ก็เดินลงบันไดเลื่อนมาค่ะก็จะเจอ

ตรง vat refund นี่มันอยู่ก่อนเราเข้า gate ค่ะ เวลาจะ refund จะต้องเอาของมาถือโชว์ให้เค้าดูด้วยค่ะ ก็ถ้ามีเวลาเหลือๆ ก็มาทำ vat refund เสร็จค่อยเอาของใส่กระเป๋าใหญ่แล้วค่อยไปเช็คอินกระเป๋าก็ได้ค่ะ

หวังว่าคงตอบตรงคำถามนะคะ เราก็เคยทำอยู่ครั้งเดียวเองตอนนี้ไม่รู้เปลี่ยนไปบ้างหรือยัง


โดย: White Amulet วันที่: 29 สิงหาคม 2553 เวลา:22:13:44 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.