บริหาร การจัดการ การตลาด พัฒนาตนเอง พัฒนาความคิด กลยุทธ์ ธรรมะ จักรราศี ฯลฯ
จัดตั้งธุรกิจ ปรับปรุงกิจการ | ไขความลับสมองเงินล้าน | การเขียนแผนธุรกิจ | บริหารคน บริหารงาน | พัฒนาความคิด
พระไตรปิฎกฉบับหลวง | แด่องค์กรที่แสนรัก | สุขใจกับเด็กสมาธิสั้น
Group Blog
 
<<
มกราคม 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
27 มกราคม 2551
 
All Blogs
 
คน 3 วัย ผลกระทบจากพฤติกรรม และ แนวความคิด

(จากคำถามในห้องสีลม...)
หลังจากที่พนักงานรุ่นใหม่ๆ ของบริษัทค่อนข้างมีปัญหาเยอะมาก

ผมก็เลยเริ่มหันไปให้ความสนใจกับการทำงานของฝ่ายบุคคลมากขึ้น

ทำให้ผมได้เจอเรื่องแปลกๆ ของเด็กรุ่นใหม่อีกมากมาย ซึ่งพอถามบริษัทอื่นๆ ที่ค้าขายด้วย เค้าก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเจอปัญหาแบบนี้เหมือนกัน

ซึ่งผมขอสรุปประเด็นสำคัญมาเล่าให้ฟังดังนี้นะครับ

อย่างแรกเลย ผมเพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้เวลานัดสัมภาษณ์งานกับบริษัทไว้ ถ้าติดธุระมาไม่ได้ก็จะไม่มีการแจ้งให้ทราบ

คือถ้ามรึงจะรอมรึงก็รอไปเหอะ ธุระกรูยุ่ง ถ้ามรึงไม่โทรมาถาม กรูก็ไม่โทรไปบอกหรอกนะว่าไม่ไปแล้ว

(เชื่อหรือไม่เฉพาะ Case นี้ บริษัทผมเจอมาแล้วไม่ต่ำกว่า 40 คน)

อย่างที่ 2 เรื่องการฝึกอบรม และการสอบใบรับรอง

ถ้ากรูตั้งใจว่าจะออกเมื่อไร กรูจะรีบเข้ารับการอบรมและสอบใบรับรองให้มากที่สุด เพราะถ้าสอบตอนนี้มีคนจ่ายให้ แถมพอออกไปเรียกเงินเดือนได้เยอะอีกคุ้ม

อย่างที่ 3 มารยาทเรื่องการที่จะต้องจัดการงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จก่อนออกก็ไม่ยีดถือกันแล้ว

ประมาณว่า ถ้ายื่นใบลาออกแล้ว สิ่งแรกที่กรูคิดคือจะไปเลี้ยงส่งกันที่ไหนดี ส่วนเรื่องงานที่กรูดูค้างอยู่จะมีปัญหารึเปล่า กรูไม่สนเพราะกรูจะออกแล้ว

อย่างที่ 4 การหาช่องว่างในกฏบริษัท

เรื่องบางเรื่องผมยอมรับนะ ว่าบริษัทผมก็ผิดที่ไม่เคยทำสัญญาเป็นรายลักษณ์อักษร เพราะเราอยู่กันด้วยความไว้ใจซึ่งกันและกัน บางครั้งผมก็หยวนคุณ บางทีคุณก็หยวนผม

แต่นับวันพวกหัวหมอที่ ชอบหาช่องว่างในกฏของบริษัท เพื่อทำเรื่องที่ไม่ผิดกฏ แต่ผิดมารยาทในการทำงานมีมากขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งการออกกฏมาควบคุม เรื่องพวกนี้บอกตรงๆ ว่าไม่ใช่เรื่องยากเลย

แต่ที่บริษัทส่วนใหญ่เค้าไม่ทำกัน เพราะเห็นใจคนที่ตั้งใจทำงาน เพราะยิ่งกฏเยอะเอกสารเยอะการทำงานมันก็ยิ่งมากขึ้น

ถ้าทำไปด้วยความไม่รู้ มันก็ยังพอน่าให้อภัยนะ

แต่บางพวก พอทาง 1 ไม่ได้แล้ว ก็จะหาทาง 2 ให่้มันได้อยู่

สงสัยพวกนี้จะเกิดปีหนู เลยชอบเล่นเกมแมวจับหนู (ฮา)

จริงๆ ก็ไม่อยากว่า ว่าเป็นปัญหาของเด็กรุ่นใหม่หรอกนะ เพราะปัญหาพวกนี้รุ่นเก่าๆ เก๋าๆ ก็มีทำกัน

แต่ว่าเด็กรุ่นใหม่มักจะทำด้วยความรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปรกติ และทำกันโต้งๆ มากกว่าพวกรุ่นเก่า

หรือพูดอีกอย่างว่า ความละอายใจมันน้อยลงมากกว่าเมื่อก่อนเยอะมาก

อาจจะเป็นกรรมของคนรุ่นผม ที่สร้างปัญหาให้คนรุ่นก่อนปวดหัว ด้วยการไม่มี loyalty ต่อบริษัท ย้ายงานบ่อย เพื่อปั่นเงินเดือน

พอรุ่นผมขึ้นมาเป็นหัวหน้ากันเยอะแล้ว ก็จะเจอปัญหาของเด็กรุ่นใหม่ให้ปวดหัวแทน


แล้วถ้ารุ่นผมยังเจอขนาดนี้ แล้วรุ่นหน้าจะเจอขนาดไหนเนี่ย -__-"

จากคุณ : น้ำค้างในยามเช้า



คน 3 วัย ผลกระทบจากพฤติกรรม และ แนวความคิด


มันเป็นผลกรรมต่อเนื่อง จากการกระทำของพวกผู้ใหญ่ อย่างเรา และ อย่างพ่อแม่ของเราเอง อย่าไปโทษพวกเขาเลย...

พฤติกรรมที่เห็น ที่เป็นอยู่ เกิดจากบริบทที่แตกต่างกันก็จริง แต่นั่นเป็นเพราะพวกเราต่างหากที่ทำให้เป็นเช่นนั้น ทำไมหรือ

เพราะว่า พวกเรานั้นอยู่ในบริบทของสังคมที่มีกรอบ ในส่วนลึกของจิตใจนั้นคิดว่ากรอบเหล่านี้มันทำให้เราอยู่อย่างเป็นสุข แต่อีกด้านหนึ่งของจิตใจก็อยากที่จะผ่ากรอบเหล่านี้ออกมา เพราะ ฝรั่งหัวแดงบอกว่าคนเก่งต้องนอกกรอบ ทำให้เราเกิดความขัดแย้งตนเอง และ อยากได้ลูกหลานเป็นคนเก่ง เราเลยปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของเราให้เหมาะกับการอยู่นอกกรอบ ให้สามารถสร้างสรรงานต่างๆได้ ทำให้บริบทเปลี่ยนแปลงไปอย่างทุกวันนี้ และ การที่พวกเขาอยู่ในบริบทเหล่านี้ ก็เป็นบริบทที่เราสร้างขึ้นมา เพียงแต่ ความรู้ ความเข้าใจในบริบทปัจจุบันแตกต่างกัน ทำให้เรามีแนวความคิดแตกต่างกัน ถ้าจะโทษ ต้องโทษพวกเราที่สร้างบริบทเหล่านั้น...

พวกเด็กๆ เป็นเช่นนี้ ก็เพราะพวกเรา ที่หาเงินอย่างไร้จริยธรรม เราพยายามหาเงินกับเด็กๆ สร้างสิ่งที่จูงใจพวกเขาให้ซื้อ มีกลยุทธ์มากมายที่จะทำให้พวกเขาจ่ายเงินเพื่อความสุข ความบันเทิง และ หลอกล่อต่างๆนาๆ รวมทั้งพยายามเป่าหูพวกเขาว่าความฟุ้งเฟ้อ ความสุข ต้องมาจากจิตใจ และ หาเงินจากพวกเขาอย่างเมามันส์ ในภาวะของการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยของพวกเขา เพราะพวกเรา เขาถึงเป็นอย่างที่เห็น งานหนัก รายได้น้อย ไม่ได้ตอบแนวคิดของพวกเขา นั่นก็เพราะพวกเราทำให้เขาคิดเช่นนั้น งานไม่สร้างสรรหรือ จะทำไปทำไม นั่นก็เพราะพวกเราสร้างสรรสิ่งต่างๆ เพื่อมาหลอกล่อเงินจากพวกเขากันเป็น สิบๆปีมาแล้ว แล้วจะไม่ให้เขามีความคิดสร้างสรรได้อย่างไร พวกเขาจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อเขามีความพึงพอใจ ก็เพราะพวกเราอีกนั่นแหละ ที่พยายามหาสิ่งที่พวกเขาพึงพอใจ เพื่อไปดึงเงินของพวกเขาออกมา และ นี่ก็คือผลกรรม ที่เราจะต้องรับจากพฤติกรรมการรับสมัครงานที่แสดงออกมา มันเป็นผลกรรมต่อเนื่อง... จงรับมันซะ...

จากรุ่นสู่รุ่น...



เพราะรุ่นก่อนพวกเรานั้น ต้องการให้เราเป็นคนรับใช้ในสถานประกอบการ เขาจึงพยายามบอกเราว่า การเรียนสูงๆนั้น จะทำให้ได้ทำงานดีๆในอนาคต ต้องเป็นคนดี คนอื่นถึงรับเข้าทำงาน และ พวกเราก็ได้ทำงานในสถานประกอบการ ไปเป็นเบี้ยให้เขาใช้เพื่อหารายได้ให้กับเขามากยิ่งขึ้น และก็มีกลุ่มคนของเราที่คิดได้ว่า การที่เขาปลูกฝังเราเช่นนั้น ทำให้เราเหมือนทาสในองค์กร หาเงินให้กับองค์กร และ ต้องทุ่มเทให้กับองค์กร เพียงเพื่อแลกเงินเลี้ยงชีพ ความคิดเหล่านี้ ยังฝังในสมองของแต่ละคนว่า ต้องมีความซื่อสัตย์ต่อองค์กร ต้องทำงานให้กับพวกเขา เพื่อให้พวกเขามีเงิน มีรายได้ที่สูงเพิ่มมากขึ้น เพื่อขอแค่ความปลอดภัยให้กับตนเองว่า จะไม่ถูกไล่ออก หรือเชิญออก และ เราก็รับไม่ได้กับคำว่า ไม่มีน้ำยาจริงๆในชีวิต..


คนที่คิดได้ว่า กำลังอยู่ในกับดักดังกล่าว ก็เลยปลูกฝังพฤติกรรมใหม่ให้กับเด็กรุ่นใหม่ พวกเขาต้องเป็นเจ้าของกิจการส่วนตัว นายจ้างไม่ใช่เจ้าชีวิต เราทำงานเป็นการแลกผลตอบแทนซึ่งกันและกัน และ พวกเขา ก็เป็นผลจากความล้มเหลวของพวกเรา เขาเป็นตัวแทนของเราสำหรับอนาคต เขาจะมีชีวิตที่เราอยากที่จะเดินออกไป มองเห็นพวกเขาก็เหมือนกับมองเห็นความต้องการของเรา แล้วเราทำไมรับไม่ได้กับอนาคตที่เราอยากเป็นเล่า...

ก็เพราะไม่ใช่ทุกคนในรุ่นพวกเราที่มองเห็นถึงการเป็นทาสทางธุรกิจ คนที่ยังเชื่อมั่นว่า การเป็นทาสในองค์กรดี และ ยังต้องเลี้ยงชีพด้วยการเป็นทาสขององค์กร ก็จะมองผลผลิตรุ่นใหม่นี้ว่า ผิดแผกแตกต่าง ทำไมเขาไม่คิดอย่างนั้น ทำไมเขาไม่คิดอย่างนี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของ การเปลี่ยนผ่านรุ่นไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ซึง่ต้องเจอกับปัญหาความแตกต่างเช่นนี้

ผมขอแค่ทำนายเอาไว้ว่า รุ่นพวกเขา จะเจอหนักกว่ารุ่นพวกเรา


เพราะ การตลาดได้ก้าวหน้ากว่าในยุคของเราเป็นอย่างมาก ของเราใช้กับเขาแค่หลักสิบปี แต่ของเขา จะเจอกับคนที่อยู่ในบริบทของการตลาดมาทั้งชีวิตตั้งแต่เกิด พวกเขาจะพบว่า การเป็นทางทางธุรกิจ และ การสร้างธุรกิจนั้น เจ็บปวดพอๆกัน และ พวกเขาก็จะสร้างคนรุ่นใหม่ที่ ทำงานสร้างธุรกิจ และ เป็นทาสธุรกิจไปพร้อมๆกัน เขาจะสร้างคนที่ฉกฉวยผลประโยชน์ที่เหนือกว่ารุ่นพวกเขาขึ้นมา และ ก็จะโดนรุ่นต่อไปทำให้เขาหนักใจ เหมือนกับที่รุ่นพวกเราได้สร้างพวกเขาขึ้นมาเพื่อทำความหนักใจให้กับรุ่นเรา แต่ต่างกันที่ มันจะหนักหนาสาหัสมากกว่า...

ขอแค่ทำนายพฤติกรรม คนรุ่นที่ 3 นับจากพวกเราครับว่า คนรุ่นใหม่นั้นจะมีแนวคิดเชิงกลยุทธ์มากกว่า คนรุ่นที่ 2 โดยพวกเขาจะปรับตนเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของคนรุ่นที่ 2 ที่เติบโตขึ้นเป็นเจ้าของธรุกิจ และ เริ่มหาคนเข้าทำงานในธุรกิจของตน ซึ่งคนรุ่นที่ 2 จะพบว่า เกือบจะทุกสิ่งนั้น ต้องสร้างขึ้นมาเอง แต่พวกเขาก็จะไม่สร้าง พวกเขาจะใช้ subcontact ในการทำงานแต่ละงาน เพราะความเคยชินจากความสดวกสบายที่เขาได้รับ ต้องการอะไร หาซื้อได้นั่นเอง พลังความสามารถ และ สิ่งที่เราป้อนให้เขานั้น จะเป็นตัวที่ทำให้เขาเลือกใช้ความสดวกสบาย และ ต้องการที่จะเกษียรให้เร็ว ทำงานให้น้อยลง ใช้เงินทำงานแทนตัวเอง ใช้คนอื่นทำงาน ใช้ความรู้ของคนอื่นมาบริหารจัดการองค์กร เพราะสิ่งเหล่านี้ มีสอนอย่างมากมายในมหาลัยฯ และ พวกเขาก็เชื่อและจะทำตามด้วย

คนรุ่นที่ 3 จะเข้ามาในลักษณะของ ผู้เชี่ยวชาญที่มีวิสัยทัศน์ แต่อายุน้อย พวกเขาจะเรียนรู้ให้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา แต่ก็จะเรียนรู้ในทุกๆเรื่องที่เกี่ยวข้องในสาขาของพวกเขา รวมไปถึงเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างไปพร้อมๆ กัน ซึ่งแน่นอนว่า พวกเขาเหมาะที่จะมารองรับกิจการของรุ่นที่ 2 แบบ Win-Win ได้ทั้งสองฝ่าย

แต่สิ่งหนึ่งที่รุ่นที่ 2 จะต้องเจอคือ ความสามารถ ความรอบรู้ ของรุ่นที่ 3 นั้นจะผลักดันให้พวกเขามีแนวคิดว่า ธุรกิจที่เขารับทำนั้น มันก็ง่ายแสนง่าย แล้วทำไมต้องทำเงินให้กับ รุ่นที่ 2 ในเมื่อความรู้ความสามารถของพวกเขา สามารถทำได้ทั้งระบบ ก็แค่เป็นตัวกลางของรุ่นที่ 2 ไม่ได้เป็นคนที่เก่งกาจอะไร คนรุ่นที่ 3 ก็จะเข้ามาครอบคลองตลาดจากคนรุ่นที่ 2 สร้างไว้ ทำตลาดที่เหนือกว่า เพราะประสบการณ์ทางการตลาดที่มีมาทั้งชีวิต ประกอบกับคนรุ่นที่ 1 และ รุ่นที่ 2 ต่างก็ผลักดันให้คนรุ่นที่ 3 มีการเรียนรู้ มีการแข่งขันตั้งแต่เยาว์วัย เรื่องการข่มรุ่นที่ 2 จึงเป็นเรื่องง่ายดาย เพราะความรู้ความสามารถของรุ่นที่ 3 นั้น มีครบทุกด้าน ทั้งภาษาที่จะสื่อสารมากกว่า 2 ภาษา แต่ละคนสามารถสื่อสารได้ 2-3 ภาษาขึ้นไป อีกทั้งแนวความคิด ความฉลาด และ ความรอบรู้ จะเป็นตัวผลักให้คนรุ่นที่ 2 ก็จะรับผลของการกระทำที่เขาก่อขึ้นเช่นกัน... แต่ผมคิดว่า คนรุ่นที่ 2 โดนหนักกว่า พวกเรา ทั้งนี้ก็เพราะ ความบอบบางทางจิตใต้สำนึก และ ความต้องการของเขานั้น มากมายกว่าพวกเรา เวลาเขาโดนลักษณะนี้เขาจะกระทบกระเทือนจิตใจมากกว่าเราอย่างมาก...


ผมคิดว่า เราจะเห็นคนรุ่นที่ 2 นี้ ได้รับผลพวงจากการกระทำของเขา ในชาตินี้แน่นอน แต่อาจจะต้องรอไปอีก 10-20 ปี นับจากนี้ เมื่อถึงวันนั้นผมคิดว่าหลายท่านก็คงต้องให้คำปรึกษา เพื่อแก้ปัญหากับลูกๆหลานๆเรา หรือ อาจจะพบว่า พวกเขาลาจากเราไปก่อนเพราะยอมรับกับสภาพความล้มเหลวเหล่านั้นไม่ได้ ทั้งนี้ สิ่งเหล่านี้ ก้เป็เพียงสิ่งที่คาดการณ์เท่านั้น และถ้ามันเป็นตามที่ผมคาดการณ์ และผมอยู่ถึงวันนั้น ผมคงหาแนวทางสร้างรุ่นที่ 4 ให้กับรุ่นที่ 2 ได้ว่า การสร้างคนที่จะสมดุลย์พร้อม เพื่ออยู่กันอย่างเป็นสุขตลอดไปนั้น สามารถทำได้อย่างไร แต่ตอนนี้ผมก็ยังคิดไม่ออกเช่นกัน...

หวังว่าจะเป็นแนวคิด และ อุทาหรณ์ให้กับคนแต่ละรุ่นได้บ้างไม่มากก็น้อยครับ...



Create Date : 27 มกราคม 2551
Last Update : 27 มกราคม 2551 15:29:42 น. 7 comments
Counter : 1562 Pageviews.

 
จากรุ่นสู่รุ่น
เหมือนกับเป็นวัฒนธรรมสืบต่อกันมา



โดย: gripenator วันที่: 27 มกราคม 2551 เวลา:21:49:09 น.  

 
ผมอายุ 24 ปีนี้ ไม่รู้ว่าเป็นรุ่นที่ 2 หรือที่ 3

แต่หลายๆอย่างที่อาจารย์เขียนมา มันเกือบจะตรงทั้งหมดเลยล่ะ คนรุ่นผมดูแค่เพียงว่าจะหาเงินได้อย่างไรเท่านั้นก็พอ ไม่มองเรื่องอื่นแล้ว

ตอนนี้มีหลานอยู่คนหนึ่ง พ่อแม่ของเขา ส่งเขาไปเรียนาภาษาและคำนวนง่ายๆแล้ว แล้วจะสอนค้าขายและธุรกิจด้วย โดยจะไม่เน้นเรื่องสังคม ศาสนาและวัฒนธรรม

ผมก็เป็นคนหนึ่งล่ะที่ไม่สนเรื่องพวกนั้นแล้ว สุดท้ายแล้วต้องหาเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ยังไงก็ขอบคุณคนรุ่นสองนะครับ ที่ปลูกฝังแนวคิดให้


โดย: BenzMkt IP: 58.8.162.141 วันที่: 21 พฤษภาคม 2551 เวลา:2:06:52 น.  

 
จริงหรือที่ว่า หาเงินให้มากที่สุดแล้วมีความสุข
ผมว่ามันเป็นอะไรที่ไม่จบสิ้น ไม่สิ้นสุด
สุดท้ายแล้วก็...เหนื่อย

เพราะถ้าคุณเกิดร่ำรวยขึ้นมา(รวยจริง ๆ )
คุณก็นั่งกินก๊วยเตี๋ยวริมถนนไม่ได้
คูรก็จะมีไลฟ์สไตล์อีกแบบหนึ่ง


โดย: atom IP: 203.155.229.87 วันที่: 23 กรกฎาคม 2551 เวลา:2:04:13 น.  

 
ข้อความมีสาระดีนะได้ความรู้และส่งอาจารย์ได้ด้วย


โดย: จันทินา อินทราทิพย์ IP: 202.149.24.161 วันที่: 15 สิงหาคม 2551 เวลา:20:18:17 น.  

 
อย่าหนักใจเรยครับปัญหานี้มันมีคำตอบแล้วแต่คุณไม่เห็นคำตอบเองกลับคิดว่าคำตอบคือคำถามซะงั้น ในเมื่อเราสอนลูกไห้เก่ง ลูกสอนหลานไห้เก่ง แน่นอนหลานอาจจะเก่งกว่าพ่อเก่งกว่าปู่แต่บริษัทนี้เป็นของปู่ ปู่ยกบริษัทไห้พ่อ หลานเป็นแค่พนักงานจะเอาอะไรมาข่ม หรือคิดแบบไกลกว่านั้น ทำไมเราต้องไปทำงานในเมื่อมีคนเก่ง เราก้อใช้คนเก่งทำงานจบ(แล้วจาข่มใคร ปู่ พ่อ หลาน ควบคุมไห้คนอื่นทำงานไห้ ครอบครัวก้อพักผ่อนสิครับ )
ง่ายไหม อันนี้คุณพูดในกรณีของระดับเจ้าของกิจการถูกประเด็นนะครับ


โดย: คิดมากไปไหม IP: 58.172.107.194 วันที่: 17 ตุลาคม 2551 เวลา:9:17:05 น.  

 
เจ้าของธุรกิจที่ไม่ทำงาน แต่ให้คนอื่นทำงานให้ สักวันหนึ่งจะไม่มีธุรกิจให้ทำ


โดย: คิดน้อยไปนะ IP: 61.90.165.157 วันที่: 27 สิงหาคม 2552 เวลา:11:29:19 น.  

 
Subcontractor


โดย: Thomas IP: 125.25.1.103 วันที่: 2 กรกฎาคม 2559 เวลา:8:13:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
wbj
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 203 คน [?]




ต้องการสอบถาม กรุณาติดต่อทางเมล์ที่ wbjoong@gmail.com หรือ 062 641 5992

วิทยากรเชิงกิจกรรม

วิทยากรกระบวนการ

ที่ปรึกษาธุรกิจ ด้านการบริหารจัดการ

การตลาดและการประชาสัมพันธ์

การบริหารทรัพยากรมนุษย์

และ

การวางแผนกลยุทธ์



ไม่ได้ ไม่มี ไม่ดี ไม่ได้...
ต้องได้ ต้องดี ต้องมี ต้องง่าย
และ ทำให้ดีกว่าดีที่สุด

Wiboon Sae Joong

Create Your Badge



<< Main Menu >>


<< บทความล่าสุด >>



ดวงถาวร


ดวงตามวันเกิด



ดวงตามปีเกิด






;b[^]pN 06' ไรินนื ่นนืเ "รินนื ๋นนืเ c:j06'




Friends' blogs
[Add wbj's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.