...หลากเรื่อง รายวัน ในวันหนึ่งของหวาน...

ตามแม่เที่ยว : เมื่อคนงามมาเจอคนสวย

        อะไรมันจะสวยซับสวยซ้อนขนาดน้านนนน..


ก็ฉันเป็นทั้งคนบ้านโป่งและลูกสาวชาวนครปฐม พูดเลยว่า “งาม” จริงๆ การันตีความสวยด้วยคำขวัญของทั้ง 2 จังหวัด ทั้งนครปฐม “ส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวงาม ข้าวหลามหวานมัน สนามจันทร์งามล้น พุทธมณฑลคู่ธานี พระปฐมเจดีย์เสียดฟ้า สวยงามตาแม่น้ำท่าจีน" และ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี “คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง เมืองโอ่งมังกร วัดขนอนหนังใหญ่ ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนิน เพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านยี่สกปลาดี” พิจารณาความงามตามคำขวัญของที่อยู่และที่เกิดของตัวเองแล้ว เลยให้มั่นใจในความงามของตัวเองขึ้นมาได้ทันทีว่า เออ..เรานี่งามคาบเกี่ยว 2 จังหวัดเลยนะเนี่ย


โดยเฉพาะคนราชบุรีนี่ท่าจะสวยจริง เพราะนอกจากบ้านโป่งแล้ว โพธารามเขาก็ยังขึ้นชื่อเรื่องสาวสวยด้วยเหมือนกัน ว่าแล้วต้องขอไปดูให้เห็นกับตาเสียหน่อยว่าสาวโพธารามสวยแค่ไหน? เลยตามแม่ไปเยือนถิ่นคนสวยกันเสียหน่อย เพราะจากบ้านโป่ง บ้านของเราไปโพธาราม ระยะทางเรียกได้ว่าใกล้ๆ ไม่เกิน 30 นาทีก็ถึง


จากแยกบางแพเลี้ยวขวาเข้าตัวเมืองโพธาราม เราก็จะเห็นโพธารามเมืองเล็กๆ ถนนหนทางไม่ได้กว้างมากจึงต้องเดินรถแบบวันเวย์ ถนนทุกเส้นวิ่งขนานกันไปและมีซอยทะลุถึงกันได้หมด ด้านในสุดของตัวเมืองติดริมแม่น้ำแม่กลอง เดี๋ยวนี้เขาทำเป็นหาดทรายติดริมแม่น้ำ มีต้นไม้และสวนสาธารณะดูร่มร่ืน แป๊บเดียวเราแม่ลูกก็ขับรถวนได้รอบเมือง


แม่เล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนสมัยย่ายังสาวๆ ย่าก็เคยมาอยู่ที่โพธารามนี่ล่ะ มาหัดเย็บผ้า เย็บที่นอนอยู่แถวตลาดโพธาราม เพราะเดิมทีนั้นโพธารามเขาขึ้นชื่อเรื่องที่นอนยัดนุ่น เดี๋ยวนี้เวลาผ่านไปที่นอนยัดนุ่นไม่ค่อยมีให้เห็นแล้ว เหลืออยู่ให้เห็นก็แต่ตุ๊กตายัดนุ่นแทน


บ้านเรือนในตลาดส่วนใหญ่ยังคงบ้านไม้ 2 ชั้นแบบดั้งเดิมเอาไว้ ที่เปลี่ยนไปคือ ประโยชน์ใช้สอยภายใน บางหลังกลายเป็นออฟฟิส บางหลังกลายเป็นร้านกาแฟ บางหลังกลายเป็นร้านอาหาร อย่างร้านแรกที่ฉันกับแม่แวะชื่อร้าน “Doนม” ชื่อดู...เก๋ไก๋ ไม่รู้ว่าจะแปลว่า “ทำนม” หรือ “ดูนม” ดี ที่แน่ๆ คือ ที่นี่ขายเครื่องดื่มพวกกาแฟเป็นหลัก มีนั่งพักชิลๆ น่ารักๆ ทั้งที่อยู่ท่ามกลางสวนเล็กๆ และภายในเรือนแถว นอกจากที่นี่จะเป็นร้านกาแฟแล้ว ยังเป็นที่รวมของแหล่งข้อมูลท่องเที่ยวของโพธารามด้วย เราเลยถามถึงที่กินที่เที่ยวต่างๆ ซะเลย


images by free.in.th

ซ้าย : แม่ ขวา: ร้านดูนม


images by free.in.th

บรรยากาศบ้านไม้เรือนแถวในอ.โพธาราม


เริ่มจากร้านที่ต้องไปอันดับแรก คือ “หมูสะเต๊ะเจ๊เช็ง” ที่ต้องไปอันดับแรกก็เพราะช้าหมดจะอดน่ะสิ ดูเวลาตอนนี้พระอาทิตย์ก็เลยหัวไปแล้วด้วย กลัวว่าจะพลาดเสียก่อน

แล้วก็จริงดังคาด...

“หมดแล้วจ้า” ป้าเช็งออกมาบอกด้วยตัวเอง ฉันกับแม่ได้แต่เซ็ง


เดินถัดไปอีกไม่กี่ห้องก็เป็นร้านเก่าแก่ไม่แพ้กัน “ก๋วยเตี๋ยวเป็ดหยู่ไอ่” เดิมทีร้านนี้เน้นทำบะหมี่ขาย เอกลักษณ์ของร้าน คือ บะหมี่ไข่ไม่ใส่สี มีเส้นเล็กบางเป็นพิเศษ ทำให้เส้นเหนียวนุ่มไม่เหมือนใคร แม่บอกว่าร้านก๋วยเตี๋ยวในตลาดบ้านโป่งส่วนใหญ่ก็สั่งมาจากโพธารามนี่แหละ ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดหยู่ไอ่ นี้ร้านค่อนข้างใหญ่ ที่สำคัญไม่ได้มีแต่เป็ดนะ ที่นี่ยังมีข้าวหมูแดง หมูกรอบ ให้เลือกทานอีกด้วย นอกจากนครปฐมแล้ว โพธารามเขาก็ขึ้นชื่อเรื่องข้าวหมูแดงเหมือนกัน แต่สูตรจะเป็นคนละสูตรกับของนครปฐม เพราะน้ำราดของที่นี่เขาจะเป็นสูตรพริกเผา สีจึงออกแดงกันคนละเฉด ใครอยากรู้ว่าเป็นอย่างไรคงต้องมาลองชิมดูกันเอาเองนะ เพราะตอนนี้ฉันจะไปกินก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่ร้านดั้งเดิมอีกร้าน ที่นี่ฉันได้แต่ซื้อบะหมี่ไข่กลับไปทำกินเองที่บ้าน


“ก๋วยเตี๋ยวป้าอ่อน” ร้านก๋วยเตี๋ยวดั้งเดิมที่ว่า มีที่เด็ดแบบไม่ต้องปรุงเลย ได้แก่ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ เป็นก๋วยเตี๋ยวหมูสูตรต้มยำมะนาว ใส่หมูแดง หมูสับ แบบโบราณจริงๆ ฉันกับแม่ไปถึงก็ว่าบ่ายกว่าแล้ว คนยังเข้ามานั่งสั่งกินกันชามต่อชามได้เรื่อยๆ เหมือนเพิ่งจะเที่ยง


พออิ่มท้องเสร็จก็ให้นึกได้ว่า นี่เราตั้งใจจะมาหาคนสวยโพธารามนี่นา...ว่าแล้วก็คงต้องออกเดินด่อมดูตามบ้านตามช่องเขาเสียหน่อย เดินมาจนถึงโรงหนังเก่าชื่อ วิกครูทวี ในซอยมีร้านกาแฟ “กาลนาน” มีผู้คนดูหนาตา ฉันกับแม่เลยแวะเวียนเข้ามายลเสียหน่อย เห็นคนสวยอยู่คน สืบความได้ว่าเป็นเจ้าของร้านเลยล่ะ พี่เขาผิวพรรณดี อัธยาศัยดี แม่ชวนคุยจนได้รู้ว่าพี่เขาไม่ใช่คนราชบุรีและไม่ใช่คนโพธารามด้วย...เอ้า..ซะงั้น!

หรือโพธารามจะสิ้นคนสวยเสียแล้ว?!!! (คนงามบ้านโป่งทั้ง 2 คนเลยแอบดีใจ)


images by free.in.th

ซ้าย : ร้านหัวมุมถนนเป็นร้านแว่น brand ท้องถิ่น   ขวา : ร้านอาหารตามสั่ง "เฮียจุ้ย" 


images by free.in.th

ซ้ายบน : ตึกแถวเก่ามา renovate เป็นออฟฟิส ซ้ายล่าง : หน้าร้านกาลนานตกเย็นคงเป็นถนนคนเดินแหล่งรวมวัยรุ่นของโพธาราม  ขวา : ร้านกาลนาน


พี่เจ้าของร้านกาลนานคงเห็นฉันกับแม่ซอกแซกถามเยอะ เลยรู้ว่าไม่ใช่คนแถวนี้ พี่เขาเลยแนะนำว่าไหนๆ มาแล้ว ลองซื้อเต้าหู้ดำป้าเล็กติดมือกลับบ้านไปลองกินดู พร้อมกับเขียนแผนที่นำทางให้เสร็จสรรพ


ร้านเต้าหู้ดำที่ขึ้นชื่อที่นี่มีอยู่ 2 ร้าน คือ ร้านแม่เล็ก กับ ร้านเจ๊อั๊ง พี่ที่ร้านกาลนานบอกว่าเต้าหู้ดำร้านไหนอร่อยกว่าแกไม่รู้ แต่ส่วนตัวแล้วพี่แกชอบกาหนาไฉ่ที่ร้านเจ๊อั๊งมากกว่า แต่ฉันเดาเอาเองจากชื่อร้านว่าร้านแม่เล็กน่าจะเป็นสูตรดั้งเดิมเก่าแก่เพราะเป็นร้านที่เรียกว่าแม่ ส่วนเจ๊อั๊งน่าจะเป็นรุ่นหลังเพราะเราเรียกร้านว่าเจ๊...เกี่ยวมะ?


ฉันกับแม่จอดรถที่หน้าสถานีรถไฟตามที่พี่เขาบอก แล้วเดินไปตามแผนที่ พบร้านแม่เล็กกับเจ๊อั๊งอยู่เยื้องๆกัน ดังนั้นเพื่อพิสูจน์ให้รู้ว่าร้านไหนอร่อยกว่า เราก็เข้าไปเลือกซื้อและชิมมันทั้งสองร้านเลย


images by free.in.th

จากสถานีรถไฟ เดินตรงเข้าซอยด้านซ้ายจะเจอกับร้านเต้าหู้ดำเจ๊อั๊ง ถัดไปด้านขวาคือร้านแม่เล็ก


เต้าหู้ดำ ก็คือ เต้าหู้ที่ต้มกับน้ำพะโล้นั่นเอง แต่เต้าหู้ที่นี่เขาเลือกเต้าหู้ที่ทำมาจากถั่วเหลืองแท้ 100% ต้มเคี่ยวอยู่ 3 วันจนน้ำพะโล้เข้าเนื้อจึงนำมาวางขาย วิธีกินก็สุดแสนจะง่าย คือ จะกินเล่นแบบนี้เลยก็ได้หรือจะนำมาปรุงอาหารแทนเนื้อสัตว์ก็ดี ฉันเลยกะว่าจะเอามาต้มกับเส้นบะหมี่ที่ซื้อมาก่อนหน้านี้ซะเลย สำหรับใครที่อยากได้น้ำพะโล้ด้วยก็บอกคนขายได้นะ เขาไม่หวงและไม่คิดเงินเพิ่มแต่อย่างใด


มาถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่าสรุปแล้วร้านไหนอร่อย? ขอบอกว่าก็คงตามแต่ความชอบและรสชาติที่ถูกปากของใครของมัน ใครที่ชอบหวานหน่อยก็แนะนำของร้านแม่เล็ก รสจะออกหวานกว่า ส่วนคนที่ชอบกาหนาไฉ่ที่ร้านแม่เล็กมีสูตรน้ำมันงา เนื้อกาหนาไฉ่จะดูสดและเป็นชิ้นกว่าของร้านเจ๊อั๊ง แต่ตัวฉันชอบกาหนาไฉ่ของร้านเจ๊อั๊งมากกว่าเพราะดูไม่มันเท่าร้านแม่เล็ก


นอกจากนี้ร้านเจ๊อั๊งยังมีสินค้า Otop อื่นๆ ให้เลือกซื้อด้วย แม่ฉันซื้อผักกาดดองมาหลายถุง เห็นว่าของที่นี่ก็ขึ้นชื่ออยู่เหมือนกัน..แม่บอก

พอเริ่มซื้อของเยอะก็เร่ิมมีการสนทนาพาทีระหว่างคนซื้อกับคนขาย เริ่มจาก

“มาจากไหน?” “รู้จักคนโน้นมั้ย?” “คนรู้จักคนนี้มั้ย เขาก็เคยอยู่ที่นี่ที่นั่น?” .....

ฟังแม่กับเจ๊อั๊งคุยกันถึงคนรู้จักทั้งหลาย ก็เลยได้รู้ว่าทั้งโพธารามและบ้านโป่งต่างก็เป็นเมืองเล็กๆ ผู้คนจึงถึงกันง่าย บ้านไหนๆ ก็รู้จักกันหมด บ้านตากับยายฉันทำอู่ซ่อมรถบ้านโป่ง (อู่ซ่อมรถก็เป็นกิจการที่ขึ้นชื่อเช่นกันในอำเภอบ้านโป่ง) ก็เลยทำให้รู้จักกับเถ้าแก่รถสายโพธารามอยู่บ้าง ไล่กันไปมาก็รู้จักกันไปหมด (ส่วนพ่อฉันเองก็เป็นเถ้าแก่รถก็เลยมารู้จักกับแม่ที่เป็นลูกสาวของเถ้าแก่อู่ซ่อมรถเช่นกัน)


ก่อนกลับเจ๊อั๊งบอกให้ไปแถบหน้าวัดโพธาราม จะมีตลาดขายของกินอยู่มากมาย มีไอติมกะทิเจ๊หนูเจ้าอร่อยหน้าวัดที่น่าลอง ฉันกับแม่เลยเดินต่อไปที่หน้าวัด ร้านรวงเพิ่งจะเร่ิมตั้งได้เพียงไม่กี่ร้าน แถบนี้คงเป็นเหมือนตลาดเย็นหรือตลาดโต้รุ่งเหมือนกับหลายๆ อำเภอ ที่ตกเย็นคนจะคึกคักออกมาหาอะไรทานกันบริเวณนี้ เสียดายที่คงอีกนานกว่าจะตั้งร้านกันเสร็จ ฉันกับแม่เลยต้องขอกลับก่อน


แม้จะไม่เจอคนสวยโพธาราม แต่คนงามบ้านโป่งอย่างฉันกับแม่ก็เจอคนงามจิตใจไปหลายคน ทุกคนยิ้มแย้ม อัธยาศัยดี เต็มใจบอกทาง และแนะนำอาหารการกินให้โดยตลอด ไว้มีโอกาสเมื่อไหร่จะแวะมาเยี่ยมเยียนโพธารามใหม่แน่นอน.

***อ่านแล้วถูกใจ อุดหนุนเจ้าของ Blog ได้ด้วยการคลิ๊กแถบโฆษณาด้านขวามือให้ด้วยนะคะ




 

Create Date : 07 พฤษภาคม 2556   
Last Update : 29 กรกฎาคม 2556 0:19:11 น.   
Counter : 1516 Pageviews.  

“Home” : บ้านใบกลม ๆ ที่ผมเรียกว่า -โลก-

"          ประชากรโลก 20% ใช้ทรัพยากรของโลกถึง 80%

           โลกทุ่มงบประมาณด้านอาวุธมากกว่าให้ความช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนาถึง 12 เท่า

            มีคนตายวันละ 5 พันคนเนื่องจากดื่มน้ำที่มีมลพิษ

            มนุษย์ 1 พันล้านคนไม่มีน้ำสะอาดใช้

            มีผู้คนเกือบ 1 พันล้านคนที่หิวโหย

            ข้าวมากกว่า 50% ของทั้งโลก กลายเป็นอาหารสัตว์และเชื้อเพลิงชีวภาพ

            พื้นที่อุดมสมบูรณ์ร้อยละ 40 คุณภาพต่ำลง

            ทุก ๆ ปีป่าจะหายไป 13 ล้านเฮกตาร์ (1 เฮกตาร์ = 10,000 ตร.ม.)

            สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 1 ใน 4, นก 1 ใน 8, สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 1 ใน 3 ใกล้จะสูญพันธ์

            สัตว์ตายเร็วกว่าอัตราการตายตามธรรมชาติถึง 1 พันเท่า

            3 ใน 4 ของพื้นที่ประมงมีจำนวนปลาลดน้อยลงอย่างน่ากลัว

            อุณหภูมิเฉลี่ยของ 15 ปีหลังสุดเป็นอุณหภูมิสูงสุดตั้งแต่เคยบันทึกมา

            ความหนาของชั้นน้ำแข็งบางกว่าเมื่อ 40 ปีก่อนถึง 40%

            จะมีผู้ลี้ภัยเพราะสภาพอากาศอย่างน้อย 200 ล้านคนในปี 2050..............."

            ทั้งหมดนี่คือความจริงครับ        

            ความจริงที่ถูกนำเสนอไว้ใน DVD ภาพยนตร์สารคดีที่มีชื่อว่า "Home" ที่มีพี่ท่านหนึ่งกรุณานำมาให้ได้ยืมได้ชมกันครับ

            สารคดีนำเสนอความจริง..ความจริงเกี่ยวกับโลกใบนี้ที่เรายืนอยู่บนมันและใช้มันเป็นที่อยู่อาศัย  ผู้บรรยายเปิดเรื่องด้วยการเรียกร้องให้ฟังเค้าก่อน..แค่ฟังก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรดีกับโลกใบนี้ดี   แล้วเค้าก็เล่าให้ฟังตั้งแต่จุดกำเนิดของโลก จากอนุภาคของกลุ่มควันและเปลวไฟ คาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ  จนมาถึงจุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิต

            เรื่องเริ่มต้นได้อย่างสวยงาม ด้วยภาพที่สวยและเพลงบรรเลงประกอบที่ไพเราะ  มุมกล้องที่ใช้ในการถ่ายทำส่วนใหญ่เป็นมุมมองจากด้านบนแบบ Top View นอกจากจะได้ความแปลกตาแล้ว ยังเหมือนเป็นการเรียกร้องให้เราลองมองไปยังโลกเบื้องล่างบ้าง...โลกที่เราเหยียบย่ำอยู่...

            ระหว่างที่กำลังดูถึงที่มาของโลกและสิ่งมีชีวิตด้วยเสียงบรรยายประกอบกับเพลงบรรเลงเพราะ ๆ เบา ๆ มาสักพัก  เพลงประกอบก็ทวีความดังระทึกถี่ขึ้นเป็นจังหวะเมื่อถึงตอนที่สิ่งมีชีวิตอันชาญฉลาดที่เรียกว่า "มนุษย์"  ได้เข้ามาทำลายวัฏจักรของความสมดุลและเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกด้วยการเกษตร, อุตสาหกรรม และความเจริญศิวิไลซ์  ด้วยการบริโภคทรัพยากรที่โลกมีให้อย่างไม่รู้จักพอ...

            ถึงตอนนี้ผมดูแล้วสลดครับ..เกลียดมนุษย์ชะมัด  คิดแล้วไม่อยากอยู่เป็นคนเลยครับ

            ลองกลับไปอ่านความจริงในตอนต้นอีกทีสิครับ  แต่ถ้าจะให้ดีไปดู DVD ประกอบด้วยนะครับจะอินมาก

            Faster and faster...

            More and more...

            เสียงบรรยายแทบจะทุก Chapter ของช่วงทำลายโลกนี้จะขึ้นต้นด้วยคำเหล่านี้ตลอด..

            มนุษย์ใช้ทรัพยากรโลกหมดไปอย่างรวดเร็วและรวดเร็วยิ่งขึ้น...

            มนุษย์ทำลายโลกไปมากมายและมากมายยิ่งขึ้น...

            ถ้าการให้ของโลกและการรับของมนุษย์เป็นวัฏจักร  แล้วมนุษย์ทำตัวเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว  วัฏจักรนี้คงขาดสมดุล

            เราคงปฏิเสธความรับผิดชอบนี้กันไม่ได้หรอกครับ

            ปรากฏการณ์เรือนกระจกหรือโลกร้อนส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลก  แม้แต่ Greenland ที่ไม่มีคนอยู่อาศัยเลยก็ได้รับผลนี้ไปด้วย  อื่น ๆ ก็เห็นได้ทั่วไปจากในข่าวปัจจุบัน...แผ่นดินไหว ไฟไหม้ป่า พายุกระหน่ำ ฯลฯ  ...บางทีเราอาจจะไม่ต้องรอให้โลกแตกในปี 2012 เหมือนอย่างในหนังโลกาวินาศก็ได้นะครับ

            ช่วงเวลาที่เหลือต่อจากนี้มันคงไม่สำคัญอีกแล้วว่าเราจะใช้อะไรไป  หรืออะไรจะเสียหายไปเท่าไหร่แล้วบ้าง  ผมว่าที่เราควรจะคิดให้หนักก็คือ  แล้วเราจะเหลืออะไรไว้ดีล่ะครับ???

            ตัดสินใจกันนะครับว่าเราจะทำอะไรเพื่อบ้านใบกลม ๆ หลังนี้ดี

***อ่านแล้วถูกใจ กรุณาคลิ๊กแถบโฆษณาด้านขวามือให้ด้วยนะครับ




 

Create Date : 16 มีนาคม 2556   
Last Update : 21 มีนาคม 2556 11:00:01 น.   
Counter : 571 Pageviews.  

เพื่อนร่วมทาง...ภาระที่ยอมแบก

images by free.in.th


เราทุกคนเดินทางไปที่ไหนซักแห่งอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเดินทางจริงๆ เดินทางด้วยความคิด(กลับไปในโลกแห่งความทรงจำบ้าง ก้าวเข้าไปในโลกของจินตนาการบ้าง) หรือเดินทางเพื่อนำชีวิตไปสู่จุดหมายอะไรบางอย่าง...


ช่วงเวลาที่ผ่านมามีโอกาสได้ดูภาพยนตร์ Up in the air แล้วทำให้นึกถึงภาพยนตร์อีกเรื่องที่เคยได้ดู Julie & Julia ความรู้สึกส่วนตัวคือดูแล้วรู้สึกว่ามันมีอะไรที่ให้แง่คิดคล้ายๆ กัน แต่รวมๆ แล้วหนังทั้ง 2 เรื่อง ล้วนเป็นหนังที่ดูแล้ว Feel Good แม้เรื่องแรกจะแทรกอารมณ์หดหู่ไว้บ้างบางขณะก็ตาม


Up in the air เป็นเรื่องราวของ Ryan Bingham (แสดงโดยหนุ่มใหญ่หล่อเนี๊ยบ- George Clooney) ชีวิตของ Ryan คือ การเดินทาง ในที่นี้คือ การเดินทางจริงๆ และหากดูตามชื่อเรื่องแล้ว พาหนะที่เขาใช้ก็คงหนีไม่พ้นเครื่องบิน การเดินทางของเขาเป็นการเดินทางเพื่อไปทำงานล้วนๆ ไปมันแทบทุกมลรัฐในอเมริกา ที่อยู่ที่เป็นหลักแหล่งเดียวของเขาจึงเป็นเครื่องบินนี่แหละ ฉากส่วนใหญ่ในเรื่องที่เห็นก็จะเป็น Top View ของรัฐต่างๆ สนามบิน ออฟฟิส และโรงแรม


เพราะความที่ต้องเดินทางตลอดเวลานี่เอง ทำให้ Ryan มีการเดินทางอีกอันในชีวิต เป็นการเดินทางที่มีไมล์เลข 10 ล้านเป็นเป้าหมาย สิ่งที่เขาต้องการจากการสะสมไมล์ มีเพียงเพื่อให้ได้พบกับหัวหน้านักบิน ได้เป็นลูกค้า exclusive และได้มีชื่ออยู่ข้างๆ เครื่องบิน ..แค่นี้ แต่อะไรก็ไม่น่าสนใจเท่าเนื้อหาของหนังที่เล่าถึงงานของเขาในการเป็นตัวแทนของบริษัทเพื่อบอกเลิกจ้างพนักงาน และ Job อีกอันคือการพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจด้วยทฤษฎีในการดำเนินชีวิตของตัวเขาเอง


“What’s in your Backpack?” เป็นคำถามที่เขาหยิบยกขึ้นมาระหว่างการบรรยาย


คนเราใส่ทุกอย่างลงในเป้ แล้วก็หนักจนแบกเป้นั้นไม่ไหว..ในชีวิตของคนเราก็เช่นกัน ความสัมพันธ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก เมีย เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน ฯลฯ ยิ่งเยอะก็ยิ่งทำให้เราเคลื่อนไหวได้ช้า ยิ่งเราเคลื่อนไหวช้าเท่าไหร่ เราก็ตายเร็วขึ้น Ryan จึงแนะนำให้ไม่ต้องเอาอะไรหรือใครใส่ลงไปในเป้เลย เพราะมันคือ ภาระและพันธนาการ ในการเดินทางของชีวิต

ชีวิตที่ไม่มีอะไรเลย มันย่อมมีชีวิตชีวากว่า


Ryan ให้คำจำกัดความแนวคิดของเขาว่า “Simple life choice” ที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ปฏิบัติตามส่ิงที่เขาเชื่อมาโดยตลอด เขาไม่มีใครในชีวิต เขาอยู่โดยลำพังอย่างแท้จริง ไม่มีครอบครัว ไม่ผูกมัดกับใคร (ไม่มีแฟนจริงจัง) และไม่คิดที่จะแต่งงานมีลูก...


“เราทุกคนต้องตายเพียงลำพังอยู่แล้ว...” เขาว่างั้น


แล้วเรื่องราวก็ผกผันเมื่อการเดินทางทำให้เขาได้รู้จักกับ Alex หญิงสาวพราวเสน่ห์วัยไล่เลี่ยกันและมี Lifestyle ที่ต้องกันมากๆ กับอีกเรื่องคือแทนที่เขาจะต้องเดินทางคนเดียวเหมือนเคย คราวนี้เขาต้องเดินทางไปทำงานเป็นคู่กับเพื่อนร่วมงานใหม่ พร้อมกับภารกิจใหม่ระหว่างการเดินทางที่ต้องถ่ายรูปกลับไปให้น้องสาวที่กำลังจะแต่งงานด้วย


เรื่องราวทั้งหมดถูกดำเนินไปด้วยการเริ่มต้นจากเป้ที่ว่างเปล่าของ Ryan ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เริ่มใส่ของลงในเป้..ในที่สุดเขาก็อยากมีภาระที่ยอมแบก Ryan ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า..ลำพังหนาวมากกก


บางครั้งคนเราควรทำเป้ให้โล่งก่อน เพื่อที่จะได้รู้ว่าเราจะใส่อะไรลงไปในนั้นบ้าง


Ryan เร่ิมสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนต่างๆ กลับเข้าไปในชีวิต เร่ิมจากครอบครัวที่เหลืออยู่ เพื่อนร่วมงาน และ... Alex อ่านกันมาถึงตรงนี้แล้วคนที่ยังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้คงคิดว่าเรื่องราวจะจบแบบ Happy Ending ล่ะสิ ช่ายยย...มันจะจบแบบชื่นมื่นทันที ถ้า Ryan ไม่พบว่า Alex นั้นได้แต่งงานและมีลูกเสียแล้ว


ในขณะที่เขาคิดจะลงหลักปักฐาน เขาก็พบว่าตัวเองถูกทิ้งขวางให้ลอยคว้างอยู่กลางอากาศอีกครั้ง


ระหว่างเดินทางกลับจากไปพบ Alex นอกจากจะได้ความผิดหวังติดกระเป๋ากลับมาด้วยแล้ว เขายังสะสมไมล์ได้ครบ 10 ล้านพอดี...แล้วทุกอย่างก็เป็นไปเหมือนกับที่เขาเคยคิดมาโดยตลอด ...ทางสายการบินมี Card ลูกค้า exclusive ที่ทำจากกราไฟท์มอบให้ แถมมีหัวหน้านักบินมานั่งกับเขาด้วย แต่เขากลับไม่รู้สึกดีใจอะไรเลย ทุกอย่างกลับดูไม่มีความหมาย


ชีวิตจะดีกว่านี้ถ้ามีใครอยู่กับเรา ...ทุกคนต้องมี Co-Pilot


ตอนนี้ต่อให้หัวหน้านักบินมานั่งคุยด้วย ส่ิงที่ Ryan ต้องการมากที่สุด ก็คือ นักบินร่วม ของตัวเอง


ก่อนจบยังมีส่วนหนึ่งของคำพูดจากพนักงานบริษัทที่ถูกไล่ออก ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าที่สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาอันเลวร้ายมาได้ ก็เพราะครอบครัว สามี ภรรยา และเพื่อนฝูง... Co-Pilot ของการเดินทางในชีวิตของแต่ละคน ส่วนคนที่ไม่มีใครอย่าง Ryan ก็ต้องเท้งเต้งอยู่บนฟ้าแต่เพียงผู้เดียว


ตรงนี้แหละ! ตรง Co-Pilot นี่ล่ะ ที่ฉันเห็นว่าเหมือนกับเรื่อง Julie & Julia (ส่วนที่ต้องเท้งเต้งอยู่บนฟ้าแต่เพียงผู้เดียว จะเหมือนกับฉันมากกว่า...555 หัวเราะร่าน้ำตาริน) หากดูตามชื่อหนังก็จะรู้ว่าเรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องของคน 2 คนอย่างแน่นอน คือ Julie และ Julia ซึ่งทั้งคู่มี Co-Pilot หรือ supporter ที่ดีอย่างสามีนั่นเอง


หนังเปิดเรื่องด้วยการเดินทางสู่ชีวิตใหม่ในสถานที่ใหม่ของคนทั้งคู่ เนื้อหาของหนังเป็นเรื่องของการเดินทางไปสู่หนทางที่ต้องผ่านอุปสรรคนานา เพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จในงานที่ตัวเองรัก โดยที่ Julie มี Julia เป็นแรงบันดาลใจ


Julia (แสดงโดย Meryl Streep) ย้ายตามสามีมาอยู่ที่ฝรั่งเศส เดิมที Julia เป็นเจ้าหน้าที่รัฐมาก่อนพอแต่งงานมาอยู่ฝรั่งเศสก็กลายมาเป็นแม่บ้านแบบ Full Time สุดท้ายก็คิดว่าตัวเองควรจะหาอะไรอย่างอื่นทำด้วย จึงเริ่มจากการไปอบรมโน่นนี่แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ใช่ วันหนึ่งระหว่างกินข้าวกับสามีและปรึกษากันเรื่องนี้ สามีจึงยิงคำถามง่ายๆ ว่า


“แล้วคุณชอบทำอะไรล่ะ?”

“ชอบกิน...” Julia ตอบ และนั่นเป็นที่มาของการไปเรียนทำอาหารที่ Le Cordon Bleu ในที่สุด


หลักๆ ก็คือ เธอจะได้มาเปิดโรงเรียนสอนทำอาหาร รองๆ ก็คือ เธอจะได้ทำอาหารให้คนที่ตัวเองรักกิน ระหว่างการเดินทางไปสู่เป้าหมายในการเปิดโรงเรียนสอนทำอาหารนี้เอง Julia ก็ได้มีโอกาสเขียนหนังสือ Cooking Book ขึ้นมา และโอกาสในครั้งนี้ทำให้เกิดการเดินทางในเส้นทางสายใหม่ที่เธอไม่ได้คาดฝัน แต่เธอคาดหวังและทุ่มเทอย่างมากที่จะทำหนังสือเล่มนี้ได้ตีพิมพ์ แล้วความพยายามก็สัมฤทธิ์ผลในที่สุด...หนังสือเล่มนั้นได้ถูกตีพิมพ์ออกมา จนได้เป็นคู่มือในการทำอาหารให้ใครหลายๆ คน ที่สำคัญยังเป็นแรงบันดาลใจในชีวิตให้กับ Julie ด้วย


Julie (แสดงโดย Amy Adams) ย้ายตามสามีจากบลู๊คลินมาอยู่ย่านควีนส์ บนชั้น 2 ของร้าน Pizza เธอไม่ชอบหรอก แต่เพราะที่อยู่ใหม่นี่มันใกล้ที่ทำงานของสามีนี่เอง ก็เลยต้องจำทน นอกจากนี้แล้วในชีวิตเธอยังมีสิ่งที่ต้องจำทนอีก 2 เรื่อง คือ

เรื่องแรก Julie ต้องทนดูความสำเร็จของเพื่อน เพราะด้วยวัยเหยียบ 30 ปี Julie ไม่มีอะไรที่ทำสำเร็จซักอย่าง ขณะที่เพื่อนๆ ในวัยเดียวกันล้วนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและแซงโค้งปาดหน้าเค้กเธอไปหลายขุม ถึง Julie จะเคยเป็นถึงนักเขียนและเป็นบก.นิตยสารวรรณกรรม แต่ก็ทำแบบก๊อกแก๊กๆ อยู่ 8 ปี เขียนนิยายก็เป็นประเภท Half a novel คือ นิยายที่ไม่มีใครตีพิมพ์ สุดท้ายก็ผกผันตัวเองมาทำงานปัจจุบันอันแสนน่าเบื่อ


เรื่องที่สอง ต้องทนงานน่าเบื่อที่ว่า คือ การเป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับกลางของสำนักงานปรับปรุงแมนฮัตตัน ในช่วงหลังเหตุการณ์ 9/11 ที่วันๆ ต้องมานั่งรับโทรศัพท์ร้องเรียนต่างๆ ต้องนั่งรับฟังปัญหาของคนที่โทร.เข้ามา และรองรับอารมณ์ต่างๆนานา จากปลายสาย เล่นเอาเพลียเฮด เพลียใจ ทำให้ต้องบำบัดตัวเองหลังเลิกงานด้วยการทำอาหาร และกอบกู้ความสำเร็จของตัวเองคืนมาด้วยการเขียน Blog


สำหรับ Julie การทำอาหารและเขียน Blog ก็เพื่อหลบจากงานที่ทำมาทั้งวัน ...เข้าครัวก็เพื่อลืมงาน...ประมาณนั้น แล้วเธอก็ตั้งเป้าการเดินทางสู่ความสำเร็จอย่างแรกของตัวเอง ด้วยภารกิจหลังเลิกงานเป็นเวลา 365 วัน กับ 524 เมนูจาก หนังสือสอนทำอาหารของ Julia ตามด้วยเขียนเล่าเรื่องราวเหล่านั้นลงใน Blog


การดำเนินเรื่องในหนังตัดสลับกันไปมาระหว่างเรื่องราวของคนทั้ง 2 ที่มีอะไรคล้ายๆ กัน ฉากส่วนใหญ่จะอยู่บนโต๊ะอาหารและในครัวเป็นหลัก นอกจากความสนุกที่ได้จากหนังแล้ว หนังยังเรียกน้ำย่อย และให้เคล็ดลับในการทำอาหารนิดๆ หน่อยๆ สำหรับคนชอบทำอาหารด้วย


เรื่องราวของการเดินทางไปสู่เป้าหมายในชีวิตของทั้ง Julie และ Julia นั้น กว่าจะไปถึงความสำเร็จสุดท้าย ย่อมเจออุปสรรคบ้างเป็นธรรมดา...ไม่มีชีวิตของใครที่สวยหรูตลอดเวลาหรอก แต่ระหว่างการเดินทางที่ล้มลุกคลุกคลานนั้น สิ่งที่สำคัญ คือ กำลังใจจากคนรอบข้าง-นักบินร่วมในชีวิตต่างหาก


เมื่อหนังสือของ Julia ถูกปฏิเสธที่จะตีพิมพ์ สามีของเธอกลับบอกกับเธอว่า

“Your book is the work of genius, your book is going to change the world...”


บางทีในฐานะคนเขียน แม้หนังสือจะไม่ได้ถูกตีพิมพ์ แต่มีคนที่เข้าใจและเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ (แม้จะอวยกันเองก็ตาม) เรามักจะรู้สึกดีขึ้นมาได้อย่างประหลาด ที่สำคัญไม่ใช่แค่นี้นะ เพราะอีตาสามีคิดไปคิดมาชักยิ่งฉุน หนังสือดีๆ ..แม่ง ทำไมไม่รู้จักพิมพ์กันวะ...


“Fuck them!!” ย่ิงถ้ามีคนเคืองเรื่องของเรายิ่งกว่าเราเอง เราจะยิ่งรู้สึกดีไปกันใหญ่ 555


Julie เองก็เช่นกัน ขณะที่เธอมีสุขอยู่กับการทำอาหาร สามีก็จะร่วมเสพ (ความอร่อย) อยู่ด้วยเสมอ แม้แต่ตอนที่เธอจิตตกต่ำเตี้ยเรี่ยดิน หรือวีนเหวี่ยงเพราะอะไรๆ มันไม่เป็นดั่งใจ สามีสุดที่รักก็จะยังคงอยู่เคียงข้าง


“You are the butter in my bread and the breath in my life”


เธอกล่าวกับสามีเมื่อสิ้นสุดเมนูสุดท้ายของภารกิจ The Julie/Julia Project ซึ่งเป็นประโยคเดียวกับที่สามีของ Julia กล่าวกับเธอในวันวาเลนไทน์..ช่างเปรียบเทียบได้อย่างคมคายบาดจานบาดใจฉันเป็นอย่างมาก


ชีวิตเป็นเหมือนการเดินทาง มันเต็มไปด้วยโอกาสที่เราไม่ทันจะมองเห็นหรือบางครั้งเราก็จงใจมองข้าม แต่ชีวิตเดียวกันนี้มักจะมีห้วงยามสั้นๆ แห่งความสุขเบียดแทรกอยู่ด้วยเสมอ แน่นอนสุดท้ายคนเราทุกคนย่อมตายไปโดยลำพัง แต่หากลองเดินทางย้อนกลับไปทบทวนในความทรงจำดู เราจะพบว่าช่วงเวลาที่สำคัญและช่วงเวลาที่เราช่ื่นชอบ เรามักจะไม่ได้อยู่คนเดียว....หรือหากคุณชอบที่จะอยู่คนเดียวมากกว่า อย่างน้อยคุณคงปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าคุณมักจะแอบมีความเหงาเจืออยู่ด้วยเสมอ


ดูหนังทั้งสองนี้เรื่องจบ นอกจากจะ Feel Good อย่างที่บอกแล้ว ยังทำเอาฉันอยากจะออกไปหาเนยของตัวเองบ้างเลยทีเดียว ..ขนมปังเปล่าๆ ไหนเลยจะหอมอร่อยเท่าขนมปังทาเนยล่ะ จริงมะ?


*** อ่านแล้วถูกใจ ช่วยคลิ๊กที่แถบ Banner โฆษณาด้านขวามือให้ด้วยนะคะ***





 

Create Date : 12 ธันวาคม 2555   
Last Update : 13 ธันวาคม 2555 0:32:13 น.   
Counter : 740 Pageviews.  

สำเนียงส่อภาษา กับข้าวกับปลาส่อสกุล

        ตื่นขึ้นมาได้ยังไม่เต็มตาดีนัก เอ้า...ต้องหากินหาอยู่อีกแล้ว ก็เขาว่ากันว่าอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญนี่นะ กินอะไรดีล่ะทีนี้... เปิดตู้เย็นดู เห็นแล้วท้อ จะให้ดั้นด้นออกไปหากินข้างนอกเห็นแดดแล้วก็เพลียเช่นกัน


ถ้าคนเราไม่ต้องกินนี่ ชีวิตน่าจะดีกว่านี้นะ...จะได้ทำงานกันได้อย่างเต็มทีหน่อย (แหะ แหะ...อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงคิด แหม...แม่คนขยัน!!!) แต่วัฒนธรรมเรื่องอาหารการกินทั้งหลายคงหายไปเลย ดีไม่ดีอาจถึงกับไม่ต้องทำงานกันเลยด้วยซ้ำ ก็เพราะคนเราต้องหากินนี่นะ ถึงทำให้เราต้องมานั่งทำงานกันอยู่เนี่ย


พูดถึงเรื่องวัฒนธรรมอาหาร หลายๆ ประเทศมีความชัดเจนจนเรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ประจำจานของตนเองมาก คิดง่ายๆ เมนูเอกลักษณ์อย่างพี่ไทยเราคงหนีไม่พ้นผัดไทหรือต้มยำกุ้ง เมนูแขกอินเดียทั้งหลายก็คงไม่พ้นโรตีและแกงเครื่องเทศต่างๆ ส่วนเมนูสไตล์พี่ยุ่นก็คงเป็นพวกซูชิ ปลาดิบ ทั้งหลาย ส่วนเมนูสไตล์ฝรั่งมังคานี่เคยนั่งคิดกับเพื่อน รู้สึกว่ามันไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ คงเป็นเพราะมันคล้ายๆ กันไปหมดไม่ว่าจะประเทศไหน ...สเต๊กเหรอ? ไส้กรอก? ซุป? ขนมปัง? สปาเกตตี้? เบอร์เกอร์?


จะว่าไปแม้ไม่ชัด ก็พอจะมีเอกลักษณ์ให้ชาติอื่นนึกถึงอยู่บ้าง อย่างชาก็ต้องอังกฤษ เบียร์-ไส้กรอก มันก็ต้องเยอรมัน ช็อคโกแลตเบลเยี่ยม อเมริกันเบอร์เกอร์ พิซซ่า-สปาเกตตี้อิตาเลียน...ก็พอได้อยู่นะ แม้ว่าบางจานบางประเทศจะเรียกว่าเป็นเอกลักษณ์เป็นวัฒนธรรมประจำชาติได้ไม่เต็มปากก็เหอะ คงเป็นเพราะประวัติศาสตร์และความยาวนานของความเป็นชาติมันไม่เท่ากัน แต่นอกจากภาษา สำเนียง เมนูการกินการอยู่แล้ว กิริยาอาการและระเบียบประเพณีบางอย่างมันก็ส่อสกุลและชนชาติได้เหมือนกัน เช่น อาหารยุโรป แม้ชาติไหนเป็นชาติไหนอาหารอะไรจะไม่ค่อยชัด แต่มารยาทบนโต๊ะอาหารนี่ถือว่าโดดเด่นมาก ถึงขั้นบางโรงเรียนต้องมานั่งสอนนั่งหัดมารยาทบนโต๊ะอาหารกันเลยทีเดียว


เคยมีโอกาสได้ไปเยือนยุโรปกับเค้าอยู่ครั้ง เรียกได้ว่ามีโอกาสได้กินอาหารยุโรปแบบจัดเต็ม ...เต็มทั้งรูปแบบและเมนู อาหารแต่ละจานถูกนำมาเสิร์ฟทีละอย่าง ๆ ตามลำดับ ไม่ได้นำมาเสิร์ฟพร้อมกันตรงกลางโต๊ะ แล้วใช้ช้อนกลางตักกินเหมือนบ้านเรา การรับประทานก็จะรับประทานทีละอย่าง ๆ ตามลำดับจนจบ จะลัดจะเร่งก่อนหลังผิดลำดับไม่ได้เลย จำได้ว่ามื้อเย็นมื้อหนึ่งเดินทางทั้งวัน ทั้งหิวทั้งเหนื่อย เพื่อนร่วมทางที่ไปด้วยกันเร่งให้บ๋อยหรือบริกรเอา Main course มาลงก่อน ปรากฎว่าถูกบ๋อยว่าเอา เค้าบอกเราอย่างสุภาพว่าอย่าเร่ง ปล่อยให้เค้าบริการและเสิร์ฟพวกเราอย่างเป็นลำดับไป ก็วัฒนธรรมของเค้ากินไปคุยไปกันแบบละเมียดน่ะนะ การจัดโต๊ะ การเตรียมอุปกรณ์รับประทานอาหาร เช่น ส้อมและมีด ก็จะวางเรียงๆ ไปตามลำดับ เวลาใช้ก็จะเปลี่ยนไปตามอาหาร นั้นๆ เริ่มจากอุปกรณ์ที่อยู่ด้านนอกสุดไล่เข้ามา จนถึงช้อนส้อมสำหรับของหวานจะวางไว้ด้านบนสุดของจาน อาหารก็จะเสิร์ฟไล่ไปจากออเดิร์ฟ ขนมปัง-เนย, ซุป, สลัด, Main course ได้แก่ อาหารหลักจำพวกเนื้อสัตว์ต่างๆ ตบท้ายด้วยผลไม้หรือขนมหวานตามด้วยชา กาแฟ ทุกจานก็แบ่งของใครของมันไปเลย ไม่มีมาแจมแบ่งกันตามวิสัยปกติของสมาชิกร่วมโต๊ะอย่างเราๆ และตั้งแต่จานแรกถึงจานสุดท้ายบริกรไม่ลืมรินไวน์แกล้มให้ด้วย ...ส่วนตัวฉันจุกล้นคอตั้งแต่ยังไม่ถึง Main course ยิ่งถ้าดูเวลาเทียบกับเมืองไทยด้วยแล้วนี่ก็ปาเข้าไปห้าทุ่มกว่า เล่นเอาอยากจะกลับไปนอนเต็มแก่


images by free.in.th


แต่สิ่งที่ประทับใจในมื้อยูโรเปี้ยนนี่ นอกอาหารรสชาติอร่อยล้ำแล้ว ก็คือ บริกรประจำโต๊ะของเรานี่ล่ะ ต้องขอบอกว่าเค้าตั้งใจบริการมาก ทุกคนอยากให้ทิปกันแบบไม่เสียดายตังค์ พอเร่ิมคุ้นกันสักพักก็เริ่มชวนเค้าคุยด้วยการให้เค้าทายว่าพวกเรามาจากประเทศไหน?

“Thailand!!!” แล้วเค้าก็ทายไม่ผิดด้วย ทั้งที่ทุกคนบนโต๊ะเหมือนเดินทางมาจากเส้นทางสายไหมหรือไม่ก็มาจากซัวเถานี่ล่ะ ก็เลยต้องสอบสวนกันเล็กน้อยว่าเค้ารู้ได้ยังไง?!!


บริกรคนนี้บอกว่าดูไม่ยาก ถึงพวกเราจะหน้าเหมือนคนจีน แต่ดูจากสำเนียงภาษาอังกฤษและกิริยาท่าทางของพวกเราแล้ว ไม่ใช่แน่ๆ ....พวกเราดูท่าทางสุภาพ ไม่ล้งเล้งโวยวายเรื่องมาก แล้วพวกเราก็ไม่ก้มหัว ไห่ ไห่ ดังนั้นก็ไม่ใช่คนญี่ปุ่นอย่างแน่นอน ...เออ จริงของมัน


ยกตัวอย่างซะไกลไปถึงยุโรป...จริงๆ แล้วแค่เมืองไทยเราเอง ทั้งสำเนียงพูด ภาษา การแต่งกาย อาหารการกิน แต่ละที่ก็ต่างกันแล้ว เพราะประเทศเราก็มีความหลากหลายของชนชาติและทรัพยากร จริงๆ ไม่ใช่แค่ผัดไทหรือต้มยำกุ้งหรอก อันนี้มันอาหารภาคกลาง ถ้าใครเคยได้ลงไปทางใต้หรือขึ้นเหนือไปก็จะพบว่ามีอาหารที่แปลกตา รสชาติแปร่งล้ินต่างกันไป แต่ที่ฉันรู้สึกว่าแปลกและหลายคนคงไม่เคยไป คือ จังหวัดนราธิวาส เพราะความที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวเป็นหลัก และเป็นหนึ่งในเขตพื้นที่พิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ พอมีโอกาสได้ไปเลยรู้สึกเหมือนหลงเข้าไปยังอีกที่หนึ่งที่มีความแตกต่างกับวัฒนธรรมเดิมๆ ที่ตัวเองคุ้นเคย


images by free.in.th


เพราะคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม การแต่งกายของผู้หญิงก็ไม่เหมือนทั่วไป ผู้หญิงแทบทุกคนจะใช้ผ้าฮิญาบคลุมผม คลุมหน้า เพราะฉะนั้นฉันจึงดูเป็นคนแปลกถิ่นทันทีโดยไม่ต้องสังเกตให้เมื่อย อาหารเป็นที่แน่นอนว่าไม่มีเมนูหมู ส่วนใหญ่ที่มีขายจะได้รับอิทธิพลมาจากชาวมุสลิมหรือมลายู ทำจากวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น อย่างข้าวยำ ข้าวอัดก้อน-ไก่สะเต๊ะ โรตี ขนมจีนแกงใต้ แนมผักนานาชนิด มีน้ำพริกกะปิ ตั้งอยู่ตามโต๊ะเป็นของคุ้นตา ของฝากกลับบ้านที่จะหาซื้อได้ทั่วไป คือ ข้าวเกรียบกือโป๊ะ ที่เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาทะเล มีรสชาติเฉพาะตัว ขายพร้อมน้ำจิ้มคล้ายน้ำจ้ิมไก่ ที่บอกเฉพาะตัวคือ เนื้อข้าวเกรียบจะแน่นๆ ไม่ใช่เนื้อแป้งทอดกรอบๆ ฟูๆ แบบที่เราๆ ท่านๆ เคยกินกัน


images by free.in.th

ซ้ายบนข้าวเกรียบกือโป๊ะ  ขวาสะเต๊ะไก่กินกับข้าวอัด


แต่ที่ฉันชอบที่สุด ต้องไปกินทุกวันคือ ขนมเจ๊ะเมะ ขนมที่เป็นแป้งผสมเนื้อมัน ทอดเป็นก้อนรูปทรงรีๆ รสชาติคล้ายขนมไข่นกกระทาทอดที่เห็นขายคู่กันตามร้านกล้วยทอดนั่นล่ะ แต่ข้างในจะมีไส้น้ำตาลคาราเมลหอมหวานอยู่ด้วย... อร่อยมว้ากกก


images by free.in.th

ขวาขนมเจ๊ะเมะ  ซ้ายบนข้าวปลาแดง (คล้ายๆ ข้าวหมูแดงแต่เปลี่ยนเป็นปลา)

 ซ้ายล่างขนมจีนซาวน้ำแต่เส้นเป็นข้าวอัด


แหล่งที่มีอาหารขายเยอะที่สุดและเป็นศูนย์รวมของผู้คนในตอนเย็นของอ.เมืองนราธิวาส คือ หน้ามัสยิดกลาง มีร้านอาหารต่างๆ มากมาย ทั้งข้าวแกง ยำต่างๆ โรตี กาแฟ และ...แฮมเบอร์เกอร์อันหลังนี่เป็นที่สงสัยมากว่ามาได้ยังไง? พอได้ลองกินก็ลืมสงสัย เพราะรสชาติมันเฉพาะตัวมาก คนขายใส่ซอสมากมาย มีกลิ่นของเครื่องเทศหลายอย่างรวมถึงผงกะหรี่ด้วย รสชาติที่ออกมาเลยมีสไตล์เฉพาะตัวถูกปากคนไทยแน่นอน ดูได้จากคิวที่รอซื้อก็เห็นอยู่ รอนานใช่เล่นซะที่ไหน


images by free.in.th


ที่ว่าแปลกอีกอย่างหนึ่งจนเหมือนฉันได้มายืนอยู่อีกโลกคือ ภาษา

คนที่นี่ไม่ได้พูดภาษาใต้ธรรมดา แต่เค้าพูดภาษาท้องถิ่นหรือภาษายาวีกัน กว่าจะสื่อสารกันรู้เรื่องบางทีแทบแย่ อย่างร้านโรตี-น้ำชา หน้ามัสยิดนี่ กว่าฉันจะได้กินก็มีงง ด้วยความที่อยากกินโรตีกล้วยมาก แต่คนขายไปละหมาด คนที่เฝ้าร้านบอกฉันว่าไม่มีกล้วย แต่ก็เห็นอยู่่ว่ามีกล้วยหอมตั้งอยู่ที่หน้าร้านตั้งหวี มาเข้าใจทีหลังว่าคนเฝ้าร้านเค้าตั้งใจจะพูดว่า

“คนทำไม่อยู่ ไม่มีโรตีกล้วย” กว่าจะรู้ก็คลาดไม่ได้กินโรตีกล้วยถึง 2 ครั้ง วันต่อมาเลยฉลาดไปเวลาอื่น ไม่ให้ตรงกับเวลาเค้าไปละหมาดกัน


images by free.in.th


สำหรับคนที่ชอบกินโรตี-มะตะบะ ไม่ควรพลาดร้านโรตี-ชาชัก อะแบลีห์ หน้าบริษัท ไทยประกันชีวิต มีโรตีและมะตะบะไส้ต่างๆ หลากหลาย โดยเฉพาะมะตะบะเน้ืออร่อยโฮก


ร้านกาแฟเองก็เช่นกัน ที่นี่มีมากมายไม่แพ้ในกรุงเทพฯ แต่เป็นกาแฟแบบโบราณ ร้านกาแฟทุกร้านมีคนนั่งจับกลุ่มพูดคุยกันแบบสภากาแฟทั่วไป มีผู้หวังดีเห็นว่าฉันมาจากกรุงเทพฯเลยแนะนำให้ไปร้านกาแฟและเค้กอย่างในกรุงเทพฯ ชื่อร้าน “Sweete Memories” เป็นร้านหรูอย่างในกรุงเทพฯ จริง แต่ร้างคนมาก คงเป็นเพราะไม่ถูกปากคนแถวนั้นจริงๆ ฉันถามหาเจ้าของร้านดู พนักงานบอกว่าเจ้าของร้านเข้ากรุงเทพฯ คิดดูขนาดเจ้าของร้านยังไม่อยากจะอยู่ร้านเลย ..กรรม!!


images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th



นอกจากผู้คน วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ที่มีความเฉพาะตัวที่แตกต่างแล้ว สภาพบ้านเรือนก็ไม่เหมือนใคร มีบ้านเก่า บ้านร้าง และตึกแถวหลายแห่งที่ถูกปล่อยร้างให้เป็นที่อยู่ที่ทำรังของนกนางแอ่น หลายแห่งถูกปล่อยร้างเพราะถูกระเบิด ยังไม่ได้ซ่อมแซม...ซึ่งอันนี้นับว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่มีที่ไหนซ้ำแน่นอน ต่างกับที่ยะลานิดหน่อยเพราะที่ยะลา ฉันได้กินอาหารที่ร้านธาราซีฟูดซึ่งโดนระเบิดจากสถานการณ์ความไม่สงบมาแล้ว 3 ครั้ง ที่นี่ผู้คนกินอาหารในร้านกันแบบปิดประตู... พระอาทิตย์ตกดินเมื่อไหร่เมืองทั้งเมืองจะเงียบเชียบ หน้าบ้านร้านตลาดตามถนนเส้นที่เกิดเหตุระเบิดบ่อย ๆ จะมี bumper หลากสีตลอดทั้งแนวถนน ฉันเองว่าเก๋ แต่คนแถวนี้ไม่มีใครชอบเอกลักษณ์แบบนี้หรอก ทุกคนอยากเห็นปัญหาถูกแก้ไข ทุกคนอยากเปิดประตูบ้านกินข้าว และภายใต้วัฒนธรรมที่หลากหลายทุกคนล้วนอยากอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข





 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2555   
Last Update : 13 ธันวาคม 2555 0:09:38 น.   
Counter : 1486 Pageviews.  

แผลที่มองไม่เห็น#2

ตะวันสายโด่งยังทำตัวขี้เกียจเอาแต่ขลุกตัวอยู่ในหมู่เฆฆและม่านฝน ฉันนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงนั้นจนกาแฟหมดไป 2 แก้วแบบเพลินๆ อากาศเย็นๆ ชื้นๆ เข้ากันได้ดีกับกาแฟอุ่นๆ ก็จริง แต่ที่สุดแล้วฉันก็เริ่มเบื่อ ขอเข้าห้องพักไปตั้งหลักใหม่ดีกว่า จนบ่ายออกมากินข้าวเที่ยงอีกที ฝนก็ยังเจาะแจะไม่เลิก..หมดกัน! วันนี้คงอดได้ออกไปทะเลซะแล้ว


พนักงาน 2 คนเมื่อวานตอนนี้มาประจำการจนได้ (ก็บ่ายแล้วนี่นะ) เห็นฉันอ่านหนังสืออยู่คนเดียวเงียบๆ คงกลัวฉันเบื่อ เลยเข้ามาคุยพร้อมกับส่งแผนที่เส้นทางจักรยานมาให้ 1 แผ่น เผื่อไว้ว่าหากฉันมีโอกาสจะได้ออกไปตามเส้นทางตามนั้น จะได้ยลโลกภายนอกกับเขาบ้าง ฉันดูแผนที่ในมืออย่างสนใจเผื่อว่าโชคเข้าข้างฝนหยุดตก จะได้ปั่นจักรยานไปนั่งเล่นริมทะเลบ้าง ว่าไปแล้วที่นี่มีหาดให้เลือกไปหลายหาดอยู่เหมือนกัน ระยะทางพอให้ได้แฮ่กได้หอบเชียวล่ะ ที่พอปั่นไหวก็มีให้เลือก 2 ทาง จากปากซอยของที่พักถ้าไปทางซ้ายสัก 3 กิโลเมตร จะไปเจอกับหาดบ้านบ่อดาน แต่ถ้าไปทางขวา 5 กิโลเมตร จะไปเจอกับวัดริมทะเล ลองประเมินตามความสามารถของตัวเองดูแล้ว ก็เลือกได้ทันทีว่าไปทางซ้ายดีกว่า ..แต่ก็นั่นแหละถ้าฝนหยุดตกนะ


แล้วโชคก็เข้าข้าง บ่าย 3 ฝนหยุดตกจ้าาา...ดูจากความชุ่มน้ำของเมฆประกอบกับแสงแดดรำไร คงไม่ตกอีกแน่ๆ ก็เล่นตกมาทั้งวันแล้วนี่!! ฉันเลยคว้าหนังสือ แผนที่ น้ำขวด โทรศัพท์ ร่ม และเต้าส้อ (อันนี้ของดีเมืองพังงา เอาไว้กินกันหิวระหว่างทางง่ะ...รอบคอบนะจะบอกให้) ยัดลงกระเป๋า ไปที่เคาน์เตอร์แสดงความจำนงกับพนักงาน (คนเดิม) ว่าพี่พร้อมแล้วที่จะไปปั่นจักรยานเที่ยว


พนักงานเดินยิ้มนำไปที่จอดจักรยาน คงดีใจที่เห็นเราได้ทำอย่างอื่นบ้าง ว่าแล้วน้องเขาก็คว้าจักรยานทรงญึ่ปุ่นแบบมีตระกร้าหน้าให้หนึ่งคัน...แหม..สูงเชียว น้องขาาา พี่สูงกว่าหมานิดเดียว เอาคันเตี้ยหน่อยดีกว่ามั้ย?!! ฉันเลยชี้ไปที่คันเตี้ยอีกคัน บอกน้องเขาว่าขอเปลี่ยนเป็นคันนี้ดีกว่า ..ใครจะรู้ว่าการเลือกครั้งนี้ของฉัน จะสร้างบาดแผลให้จดจำไปอีกนาน


ตรวจสภาพความพร้อมของจักรยาน เติมลมยาง ทดสอบเบรคอะไรเรียบร้อย น้องพนักงานงานหันมามองหน้าแจ้งให้ทราบว่าเหมือนแฮนด์จักรยานจะไม่ค่อยดี พูดไปน้องเขาก็บิดแฮนด์จักรยานให้ดูประกอบ ปรากฎว่าแฮนด์ทั้งอันมันดันพลิกไปมาได้ แต่ก็แค่ฝืดๆ ต้องใช้แรงดันพอสมควรถึงจะหมุนได้ ดูแล้วก็น่าจะยังพอไปวัดไปวาไหว แล้วก็นั่นแหละ...ฉันก็เลยปั่นไปวัดซะเลย

            ก็ทะเลหาดบ้านบ่อดานเมื่อไปถึงมันเร้าใจเกินขนาด คลื่นถาโถมเข้ามาซัดฝั่งกันให้อึกทึกคึกโครม เกรงว่านั่งชมวิวริมหาดอยู่ดีๆ คล่ืนอาจจะซัดเราลงไปดำน้ำเล่นที่ก้นทะเลได้ แถมระยะทางที่ปั่นมาก็ยังไม่ทันได้เหงื่อ พอปั่นกลับถึงหน้าปากทางเข้าที่พักเลยตัดสินใจไปต่อ...ไปวัดเลยดีกว่า


อากาศดี๊ดี แดดงี้ไม่มีเลย..ปั่นจักรยานกินลม ชมทิวทัศน์ รถยนต์อะไรไม่มีวิ่งผ่านมาซักคัน ถนนกว้างๆ งี้เป็นของเราคนเดียว นานๆ ถึงจะผ่านช่วงที่เป็นบ้านคนเสียหน่อย ส่วนใหญ่ตามข้างทางจะเป็นสวนยางกับทุ่งหญ้า จากแผนที่ในมือผ่านทะเลสาปใหญ่นี่ไปอีกนิดก็จะถึงวัด เหง่ือเริ่มซึมตามหลังและใบหน้าให้ได้ชื่อว่าออกกำลังกาย ..มีความสุขมว้าาากค่ะ


images by free.in.th


ปั่นจักรยานไปตามทางเล็กๆ เข้าไปสู่เขตวัด ปลายทางที่เห็นน่าจะเป็นชายหาด วัดที่นี่ (จำชื่อไม่ได้ขอโทษจริงๆ แต่หาไม่ยากหรอกค่ะ มีอยู่วัดเดียวเลยแถวนี้) อยู่ติดริมชายหาดเลย ปั่นจักรยานขึ้นเนินไปเห็นภูเขาทะมึนๆในทะเลอยู่ลิบๆ...เอ๊ะ แต่ภูเขาอะไรมันจะแน่นเต็มทะเลไปหมดอย่างนี้ เอ๊ะ..(อีกที) รึว่าจะเป็นสึนามิ!!! จะบ้าเหรอ...ดูให้ชัดๆ อ๋อ...ฝนห่าใหญ่กำลังตกอยู่ในทะเลนี่นา ดำทะมึนทั่วไปหมด..เล่นเอาขนหัวลุก ฉันเลยรีบๆไหว้พระแล้วก็รีบปั่นจักรยานกลับ..อยู่ไม่ได้แล้ว ตอนไหว้พระฉันไม่ลืมอธิษฐาน “ขอให้ลูกกลับถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ และไม่เปียกฝนด้วยเทอญ....สาธุ...”


เคยได้ยินเขาว่ากันว่า...กรรมมันเหมือนกับหมาล่าเนื้อมั้ยคะ? บุญที่ทำอาจจะช่วยได้แค่ยืดเวลาออกไปหรือผ่อนหนักเป็นเบาได้ แต่ยังไงซะคนเราก็ต้องใช้กรรมค่ะ.... และตอนนี้กรรมของฉันกำลังไล่หลังมาติดๆ เผลอกระพริบตาแป๊บเดียว กลุ่มทัพเมฆดำชุดใหญ่ก็ตีโอบมาด้านหน้าฉันแล้ว ฉันหยิบอาวุธที่มีอยู่กับตัวเพียงชิ้นเดียวขึ้นมาปกป้องตัวเอง...ร่ม


เหมือนจะได้ผลตอนเจอกับทัพหน้า แค่เม็ดเล็กๆ ลูกกระจ๊อกไก่กาแค่นี้ทำอะไรเราไม่ได้หรอก..แต่พอเจอกับทัพหลวงเท่านั้นล่ะ เป็นอันซีด ต่อให้กางร่มปั่นจักรยานท่าไหนฉันก็เปียกไปแล้วทั้งตัว น้ำฝนงี้เปียกหน้าและสาดเข้าตาจนแทบลืมไม่ขึ้น จะให้หยุดก็ไม่มีร่มไม้หรือชายคาบ้านคนให้หลบซักหลัง เปียกขนาดนี้รีบๆ ปั่นกลับไปให้ถึงที่พักน่าจะดีที่สุด เหลือบไปเห็นข้าวของในตระกร้าด้านหน้าเริ่มเปียก ฉันที่ปั่นจักรยานมือเดียวเพราะถือร่มอยู่ เลยเอาศอกเท้าลงไปที่แฮนด์จักรยาน เอาร่มป้องของในตระกร้าไว้ ครู่เดียวไม่ทันตั้งตัว ล้อปัด รถส่าย ล้มโครมอย่างจังลงบนพื้นถนน ข้าวของกระจาย ร่มกระเจิง ไม่มีชิ้นดี...หันมาสำรวจตัวเองอีกทีว่ามีชิ้นส่วนใดเสียหายรึเปล่า? ก็มีเพียงแค่แผลถลอกนิดหน่อยที่เท้ากับฝ่ามือ เก็บของได้ก็เริ่มคิดแล้วว่าจะยังไงต่อดี?


จะให้ทำยังไงได้ล่ะ!! ก็ต้องปั่นต่อไปน่ะสิ!


ปั่นต่อไปอีกซักพัก ยังคิดถึงช็อตล้มเมื่อตะกี้อยู่...กรูล้มได้ยังไงว่ะ? เท้าแฮนด์จักรยานพลางคิดไปด้วย เบรคที่ตอนนี้พลิกขึ้นมาอยู่ใต้ข้อศอกก็ทำงานทันทีตามหน้าที่...เหมือนเมื่อกี้อีกที ล้อปัด... คิดออกแล้ว!! ไม่ทันได้ดีใจ คราวนี้ทั้งคนและจักรยานไพล่ลงข้างทางไปเรียบร้อย ถึงจะมีพงหญ้าสูงอันอ่อนนุ่มรองรับไว้ แต่สภาพทั่วไปก็ดูไม่จืด จังหวะนั้นมีมอเตอร์ไซค์ขับผ่านมาคันหนึ่งเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดโดยตลอด เหมือนจะจอดดูฉันอยู่ซักครู่ ฉันก็นึกว่าเขาจะเข้ามาช่วย แต่เปล่าเลย...ฉันเห็นเขาค่อยๆ ขี่มอเตอร์ไซค์จนลับโค้งพ้นสายตาไป พอรู้ตัวว่าพึ่งใครไม่ได้เสียแล้ว ฉันก็ได้แต่เก็บข้าวของที่หล่นเกลื่อน ...กล่องเต้าส้อเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน ร่มหัก ขวดน้ำกลิ้งหลุนๆ อยู่กลางถนน ส่วนตัวคนนอกจากเปียกแล้วก็เต็มไปด้วยเศษใบไม้ใบหญ้า ที่ขาขวาด้านหลังก็มีรอยเปื้อนโคลนแถบใหญ่เป็นรอยยาว เลือดซึมนิดๆ พอให้หัวใจได้สูบฉีดแรงหน่อย ทรงตัวยืนได้ปุ๊บฉันก็คว้าจักรยานขึ้นมาปั่นต่อ พริบตาเดียวถึงหน้าปากทางเข้ารีสอร์ท แต่เหมือนสภาพจักรยานกับทางลูกรังแบบนี้ไม่น่าจะไปรอด บทเรียนที่ผ่านไปก่อนหน้านี้ถึง 2 หนสอนให้รู้ว่า ไม่ควรมีการล้มอีกเป็นครั้งที่ 3...ฉันเลยโทร.ไปบอกให้ที่รีสอร์ทออกมารับ


ถึงที่พักได้ดีใจเหมือนได้กลับบ้าน เข้าห้องได้ก็อาบน้ำทำแผล ดูขาของตัวเองตอนนี้ไม่แน่ใจว่านี่ขาหรือลายแทง มีตั้งแต่รอยข่วน แผลสด รอยช้ำ บวม เริ่มปวดมากขึ้นทีละนิดๆ ซ้ำร้ายชักเร่ิมตะหงิดๆ จะเป็นไข้อีก กินม้ือเย็นเสร็จเลยรีบกินยาลดไข้แก้ปวดตาม แล้วเข้านอน

เหลือเชื่อ..ตั้งแต่จักรยานล้มจนเข้ามานอนอยู่ตรงนี้ ฝนก็ยังตกไม่เลิก ..ตกอย่างกับฟ้ารั่ว ฉันนอนฟังเสียงฟ้าฝนกระทบหลังคาไปเรื่อย นอนก็นอนไม่หลับ ได้แต่คิดวนเวียนว่า..อะไรทำให้ฉันมาล้มถึงที่นี่ได้..


มีที่พักมากมายให้เลือก...ฉันก็เลือกมาที่นี่

แทนที่จะไปหาดบ้านบ่อดานเสร็จแล้วกลับเข้าที่พัก...ฉันก็เลือกไปที่วัดต่อ

แทนที่จะล้มครั้งแรกแล้วหยุด...ฉันก็กลับเลือกไปต่ออีกครั้ง....

แต่ฉันก็ไม่ได้เสียใจหรือจะโทษใครหรอกนะ ก็ทุกอย่างฉันเป็นคนเลือกเองนี่!!


ความรักของตัวเองก็เหมือนกัน ไม่ว่าฉันจะคิดไปจากเขาสักกี่ครั้ง ทุกครั้งที่เขาขอกลับมาคืนดี...ฉันก็เป็นคนเลือกที่จะให้เขากลับมาเอง ครั้งสุดท้ายที่เลิกกัน เขาบอกฉันว่า ไม่ว่าเขาจะพยายามสักแค่ไหนเขาก็ยังรู้สึกว่าเราเข้ากันไม่ได้อยู่ดี ..เขาอึดอัดและไม่มีความสุขเลยที่อยู่กับฉัน


ความรักกับการปั่นจักรยานจะว่าไปก็เหมือนกันนะ ล้อหน้ากับล้อหลังมันพาตัวจักรยานขับเคลื่อนไปข้างหน้า เมื่อไหร่ที่ล้อข้างหนึ่งไม่ทำงาน ล้ออีกข้างก็ไปต่อไม่ได้ สุดท้ายจักรยานก็ล้มอยู่ดี...ถ้าฉันเป็นคนที่ทำให้เขาไม่มีความสุข ฉันก็ไม่อยากฝืนไปต่อหรอก ไม่ว่าต่างคนจะต่างอยากเห็นอีกคนมีความสุขแค่ไหน แต่ในเมื่อเราไม่ได้เป็นความสุขของกันและกัน มันก็ไม่มีประโยชน์...


ฟ้าข้างนอกร้องครืนเสียงดังเหมือนกับจะเห็นด้วยกับความคิดของฉัน มันเศร้าเสมอนะที่นึกถึงเรื่องนี้ แต่ก็สุขพอๆกันกับสิ่งดีๆที่เคยได้รับ ตอนนี้ความรู้สึกต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่กลับมารวมกัน กลายเป็นแผลที่ไม่เคยมองเห็นขึ้นมา...เจ็บเสียยิ่งกว่าแผลที่ขาเสียอีก ยิ่งคิดถึงมันเท่าไหร่กลับยิ่งรู้สึกได้ถึงความสิ้นหวัง


              ..เมื่อมีบางคนจากไป สิ่งที่ต้องทำสำหรับคนที่เหลือก็คือ มีชีวิตต่อ...


บางทีเหตุผลที่ฉันต้องมาประสบอุบัติเหตุถึงที่นี่ อาจเป็นเพราะมีสิ่งที่มองไม่เห็นต้องการจะบอกกับฉันว่าให้เดินออกจากความสิ้นหวังได้แล้ว เหมือนตอนที่ฉันเห็นแน่แล้วว่าคนขับมอเตอร์ไซค์คันนั้นไม่กลับมาช่วยนั่นแหละ ก็เหลือเพียงแต่ตัวเองที่ต้องยกจักรยานกลับขึ้นมาปั่นต่อไปข้างหน้า


ฝนซาฟ้าเปียก...พระอาทิตย์คงลากิจหลายวัน แต่ไม่ว่าฝนจะตกหรือไม่ ยังไงๆ ฉันก็ต้องกลับกรุงเทพฯ พอลุกขึ้นจากเตียงได้ฉันก็อาบน้ำกะโผลกกะเผลกไปกินข้าวเช้า พอนั่งลงที่โต๊ะในร้านอาหารปุ๊บ..พนักงานตั้งแต่ที่ Front ยันในครัว ไม่เว้นแม้แต่เจ้าของรีสอร์ท ต่างพากันเข้ามารุมล้อมฉันปลอบขวัญปลอบใจกันเต็มที่ ฉันเองก็ไม่ยอมน้อยหน้าขอเรียกขวัญของตัวเองกลับคืนมาด้วยการเรียกรถลิมูซีนมารับไปสนามบินภูเก็ต พอขึ้นเครื่องได้ล้อพ้นรันเวย์สนามบินยังไม่ทันดี ฉันงี้แทบกรี๊ด...ใจแอบคิดว่าในที่สุดก็ไปพ้นๆ ได้เสียที


ว่ากันว่าการเดินทางทำให้เราเห็นตัวเองชัดขึ้น ..ตอนนี้แผลที่ขาของฉันเขียวชัดกว่าเดิม แถมยังมีรอยช้ำที่ข้อเท้าเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ซ้นตามแขนและนิ้วเท้าไปหมด ..ส่วนแผลที่มองไม่เห็น ไม่รู้ว่ามันหน้าตาเป็นยังไง? ใหญ่หรือไม่? ตกสะเก็ดหรือเปล่า? หรือเป็นแค่รอยช้ำๆ  ที่แน่ๆ ฉันรู้สึกถึงมันได้ แม้จะปฏิเสธการมีอยู่ของมันมาโดยตลอด...เป็นแผลที่มองไม่เห็น แต่รู้ว่ามีอยู่จริง.





 

Create Date : 03 ตุลาคม 2555   
Last Update : 3 ตุลาคม 2555 22:22:42 น.   
Counter : 658 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

pimonhwan
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




กับตรงนี้ “About Me” เรื่องราวเกี่ยวกับตัวฉัน พอมานึก ๆ ไป หากเอาชุดหนังหน้าคนของตนเองออก ฉันก็คงจะเป็นแค่เครื่องจักรที่ทำอะไรซ้ำ ๆ เสมอ ...ฉันเป็นเครื่องจักรของการตีความ ฉันเป็นเครื่องจักรของการ Clear ฉันเป็นเครื่องจักรของการแสวงหาความสุข..ทั้งหมดนี้รวมกันคือฉันเลย

เครื่องจักรของการตีความ..มีโอกาสเมื่อไหร่ฉันเป็นต้องตีความเสมอ..คนนี้มาพูดอย่างนี้ แปลว่าอะไร คนนั้นมาพูดอย่างนั้น มันแปลว่าอย่างนี้หรือเปล่า..ตีความเสร็จก็ขอ Clear หน่อย เพราะเป็นคนชอบความชัดเจน แต่ผลที่ได้ ยิ่ง Clear ก็ยิ่งไม่ชัดเจนเสมอ เป็นอันให้ต้อง Clear กันได้เรื่อย ๆ สุดท้าย...ฉันเป็นเครื่องจักรของการแสวงหาความสุข..ฉันพึงหาหนทางสร้างความสุขให้กับตนเองเสมอ อะไรที่คิดว่าจะทำให้ตัวเองมีความสุขได้ จะหามาสนองตัวตลอด อาทิ คิดว่าถ้ามีคอนโดฯ ได้ฉันก็จะมีความสุขกว่านี้ ฉันก็ได้คอนโดฯ มาสมใจ แต่จนป่านนี้ก็ยังถามตัวเองอยู่เสมอว่าทำไมถึงยังไม่มีความสุขซะที ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ที่คิดว่าจะทำให้มีความสุขได้..เพลงที่ฟัง หนังที่ดู หนังสือที่อ่าน แนวทางต่าง ๆ ที่เค้าว่าทำแล้วจะมีความสุขแก่ชีวิต ก็หามาอ่าน หามาทำไปเรื่อย สุดท้ายก็พบว่ามันไม่เคยพอ แล้วความสุขที่ได้เหล่านั้นมันก็อยู่ไม่นานเลย มันต้องหาต่อไปเรื่อย ๆ หลงลืมไปว่าความสุขแท้จริงง่าย ๆ มันอยู่ที่เราเอง –การแสวงหาความสุขจากสิ่งอื่นหรือคนอื่นมันไม่ยั่งยืนเสมอไป-

เมื่อมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ได้ลองมองตัวเองให้ชัด ๆ ขึ้น ก็เลยได้ความกระจ่าง พอใจอยู่อย่างที่อย่างน้อยฉันก็ยังโอเคกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตที่เกิดขึ้น แม้บางทีมันก็เลวร้ายได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ไม่ว่ามันจะเลวร้ายแค่ไหน..มันก็จะเป็นแค่อีกเรื่องที่ผ่านไป..ดีใจที่ตัวเองไม่ใช่คนเหลาะแหละ..ดีใจที่ตัวเองไม่ได้ไขว่คว้าอะไรมาอย่างมักง่าย สุดท้ายฉันก็ยังได้รู้ว่าฉันยังคงมีสิ่งดี ๆ ในชีวิตอย่างเช่นที่เคยมีมาอยู่เสมอ

...เคยเฝ้ารอด้วยความหวังว่าจะมีใครพาเราพ้นไปจากตรงนี้..แต่ความหวังไม่เคยเป็นจริง..
...เคยใช้เวลาไปเรื่อย ๆ หายใจทิ้งไปวัน ๆ เฝ้ารอสิ่งดี ๆ ที่คิดว่าจะมีเข้ามาในวันข้างหน้า..
...บางครั้งก็รอวันข้างหน้าจนหลงลืมไปว่า เรามีความสุขอยู่กับปัจจุบันได้โดยไม่ต้องรอ.






hits Stock Photos from 123RF
[Add pimonhwan's blog to your web]