Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2560
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728 
 
1 กุมภาพันธ์ 2560
 
All Blogs
 
บันทึกส่งท้าย : มัสซูรี (Mussoorie)







ยังมีเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งที่ผู้คนมักนิยมแวะเวียนขึ้นไปเยือนเพื่อพักตากอากาศ
หนีร้อนจากพื้นที่ด้านล่าง 
หรือใช้เป็นสถานที่ฮันนีมูน ของบรรดาคู่รักทั้งหลาย
นั่นก็คือ มัสซูรี เมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขา หรือจะเรียกว่าเป็น Hill Station อีกแห่งหนึ่ง
ที่ฉันรู้จักใน รัฐอุตตราขัณฑ์
(นอกเหนือไปจาก ไนนิตาล ที่เคยไปมาแล้ว) 
ได้ยินมาว่ามันเป็นอีกที่หนึ่งที่สวยงามเช่นกัน

และด้วยความที่มันอีกทางเลือกหนึ่ง
ที่จะได้มีโอกาสไปเห็นแนวเทือกเขาหิมาลัย
กับระยะทาง ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงแค่ 35 กิโลเมตร เท่านั้น
ฟังดูแล้วน่าจะไปถึงง่ายดี แต่หากอยู่ในเงื่อนไขที่เป็นทางขึ้นดอยเนี่ย... 
จงอย่าไปใช้หลักการอะไรคำนวนความน่าจะเป็นของเวลาที่จะไปถึงเลยเชียวนะ! 

ก็เพราะทางมันเป็นเส้นกระยึกกระยือมากกว่าจะเป็นเส้นตรงไง





การเดินทาง

หากมาจาก เดลี ก็จะมีรถวิ่งตรงมาที่ มัสซูรี (ระยะทาง 290 กิโลเมตร)   
หรือถ้าเริ่มจากที่ เดห์ราดูน ก็ต้องไปที่สถานีรถไฟกันก่อน

ที่ว่ามานี้ไม่ใช่เพราะต้องนั่งรถไฟไปนะ
แต่ท่ารถโดยสารสำหรับไป มัสซูรี
กลับแยกตัวเป็นเอกเทศไปตั้งอยู่ที่นั่นต่างหาก ...





แล้วฉันก็มาเริ่มต้นที่ หน้าสถานีขนส่งเดห์ราดูน 
เพราะมันน่าจะมี ออโต้ริกชอว์ หรือรถตุ๊กตุ๊ก ที่แชร์ค่าโดยสารไปได้
การที่จะมองหา สามล้อที่ให้โดยสารแบบหารเฉลี่ยกับชาวบ้านเนี่ย
วิธีการดูก็ต้องสังเกต ผู้คน ที่ขึ้นไปนั่งรอกันอยู่บนรถนั่นแหละ
แม้พวกเขาจะไม่ได้ลงที่เดียวกัน แต่ก็โดยสารผ่านไปยังเส้นทางเดียวกัน 

ส่วนมากแล้วราคาจ่ายก็จะตกอยู่แค่  10 รูปี เอง

ถ้าหากเลือกเหมารถไป ค่าโดยสารก็จะเพิ่มเป็นสิบเท่าตัวเชียว

ฉันตรงเข้าไปถามสามล้อคันหนึ่ง ที่ตรงกับคุณสมบัติที่บอกไว้เป๊ะ
ว่าจะผ่านไปยังสถานีรถไฟหรือปล่าว? 
และตอนนั้น คนขับฯ กำลังเตรียมท่าจะออกรถพอดี 

เขาตอบกลับมาว่าไม่ได้วิ่งผ่านไปแถวนั้น  
แต่เจ้าคันที่จอดข้างหน้าโน่นน่ะ จะตรงไปที่เส้นนั้นพอดี 
เขาชี้ให้ฉันเห็น รถสามล้ออีกคันที่จอดห่างจากตรงนี้ไปประมาณห้าเมตร 
และกำลังเดินเครื่องเคลื่อนตัวออกเดินทางแล้วเขาบอกให้รีบเข้าเผื่อทัน
ฉันวิ่งตามไปทันทีแบบไม่ได้คิดว่าจะโดนแกล้งอำ แต่ก็ไม่ทันหรอก 

รถคันนั้นขับย้ายเข้าเส้นถนนและกำลังจะเลี้ยวอ้อมไปอีกฟากแทน  
ฉันชะลอฝีเท้าปนอาการเซ็งนิดหน่อย ที่พลาดเที่ยวรถ
ไม่ทันไร รถสามล้อคันแรกที่ฉันเข้าไปถามก็ขับสวนมาประกบด้านข้าง 
เขาบอกให้ฉันโดดมานั่งข้างหน้าเบียดกับผู้โดยสารอีกคนที่นั่งอยู่ก่อน 
เพื่อติดรถไปยังฝั่งโน้นเพราะจะวิ่งผ่านไปพอดี เขาขับไล่ตามคันที่พลาดให้ 
และบีบแตรและตะโกนบอกให้สามล้อคันนั้น ให้รับฉันติดไปด้วย  



หลังจากที่ลุงขับรถจอดส่ง-จอดรับ ผู้โดยสารระหว่างทางไปเรื่อย
จนคนลงจนหมด
และจบเส้นทางที่ วงเวียนแถวๆ หอนาฬิกา
และเพิ่งรู้ว่าฉันเผลอไผลนั่งผ่านจุดที่หมายมาไกลแล้ว ... ( ลุงแกก็ลืม )
เขาจึงเลี้ยวกลับไปส่งจนถึงท่ารถตรงสถานีรถไฟให้เพราะเห็นว่าเป็นทางผ่านพอดี


ค่ารถเท่าไหร่คะ ?

ลุงคนขับบอก สิบ รูปี





พื้นที่ด้านหน้าท่ารถที่อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ จะเห็นว่าไม่ได้ตั้งติดกับถนนใหญ่

ตรงท่ารถนี้ จะมีแค่รถที่วิ่งตรงไปยัง มัสซูรี โดยเฉพาะ  
มีรถโดยสารจอดรอเยอะไปหมด  วันนี้เป็นวันอาทิตย์วันหยุดสุดสัปดาห์ 
ฉันเห็นการยืนแถวที่แสนยาวเหยียดจากการต่อหน้าจุดจำหน่ายตั๋ว 
คละๆ กันทั้งกลุ่มผู้ใหญ่และวัยรุ่น ที่จะมุ่งขึ้นไปเที่ยวกัน  
คงบ่งบอกได้ชัดว่า มัสซูรี คงเป็นที่นิยมไม่เบา 

แต่ก็แปลกดีนะการต่อแถวของที่นี่ จะจัดแยกแถวซื้อระหว่างผู้ชายและผู้หญิง
ส่วนตั๋วโดยสาร จะมี เลขที่นั่งกับ หมายเลขรถ ระบุบอกเอาไว้





ประมาณสองชั่วโมงกว่า ที่ใช้เวลาการเดินรถขึ้นบนภูเขาได้อารมณ์เมารถนิดๆ 
อากาศบนนี้ค่อนข้างเย็นสบายกว่าพื้นที่ด้านล่าง แต่ก็ไม่ถึงกับหนาวมาก 
มันตั้งอยู่บนที่สูงเฉลี่ยที่ 1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล 
ด้วยความที่สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งของเมืองนี้ค่อนข้างจะไกลจากกัน
ดังนั้นพอเมื่อไปถึงยังจุดหมายปลายทางตรงหน้าท่าจอดรถฝั่ง Picture palace

ก็จะเจอกับจุดบริการท่องเที่ยวที่จะมีกระดานติดบอกราคาการนำเที่ยวชม
สถานที่
ในอัตราต่างๆขึ้นอยู่กับระยะเวลาและสถานที่ไว้ให้เลือก

ส่วนเที่ยวรถขากลับเดห์ราดูน ก็จะมีตารางแจ้งบอกว่ามีรอบกี่โมงบ้าง 



บริเวณท่ารถทั้งสามแห่ง ของ มัสซูรี 


ฉันแวะดูจุดบริการนำเที่ยวของที่นี่ครู่หนึ่งเท่าที่เห็นส่วนมากแล้วก็จะมีทั้ง
ไปเยี่ยมชมที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ 
ที่นี่เคยเป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับพวกทหารอังกฤษยุคอาณานิคม
อีกทั้งก็ยังมี น้ำตก Kempty , เส้นทางเดินทางไกล  Camel's Back,
บ้านพัก เซอร์ จอร์จ เอเวอเรสต์
ในยุคสมัยที่มาทำการสำรวจอินเดีย
(โครงการ Great Trigonometric Survey) ในช่วงปี 1830 – 1843
และ สถานที่อื่นๆ อีกเยอะแยะ




ร้าน ไข่เจียว ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในอินเดีย
ไม่น่าเชื่อว่า มันถูกเขียนระบุบอกไว้ในกิจกรรมที่ห้ามพลาด !?!


หากมีเวลามากกว่านี้ ฉันก็อยากจะแวะไปที่ Happy Valley 
ที่ตั้งแห่งแรกของ ชุมชนผู้ลี้ภัยชาวทิเบต มาตั้งแต่ปี 1959 ด้วย
ในหนังสือบันทึกชีวิต ของ เจซุน เปมา ผู้เป็นน้องสาวของ องค์ทะไลลามะ 
ก็ได้เขียนถึงความทรงจำในมัสซูรี ไว้เช่นกันว่าเป็นสถานที่ ที่ทางการอินเดีย 
จัดรับรองให้สำหรับชาวทิเบตผู้ลี้ภัยรุ่นแรกๆ

โดยในมุมมองแรกของ เจซุน เปมา นั้น 
มัสซูรี มีสถานะเป็นเมืองตากอากาศ
ฟังแล้วมันก็คงเป็นสถานที่ ที่น่าอยู่ทีเดียว

แต่ถัดมาหลังจากนั้นไม่นานเมื่อการลี้ภัยเริ่มมีมากขึ้น รัฐบาลอินเดีย
ก็ได้จัดสรรพื้นที่ให้ใหม่
เพื่อทำการย้ายที่ตั้งศูนย์กลางรัฐบาลพลัดถิ่น
และที่พักสำหรับองค์ทะไล ลามะ 
ไปอยู่ยังเมืองธรรมศาลาตอนบนแทน 
ซึ่งมันอยู่บนเขาไกลจากผู้คน และภาพลักษณ์ที่เห็นในยุคสมัยนั้น
ที่ยังมีสภาพร้าง และว่างเปล่า จนแทบเรียกได้ว่าไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำ





ภาพจาก //thehindubusinessline.com

องค์ทะไลลามะ และ มารดา ที่ Birla House
(Temple Tree) เรือนพักรับรองแห่งแรกในมัสซูรี 



ฉันคิดว่าผู้เขียนคงน่าจะเปลี่ยนใจจากความคิดนั้นแล้ว เพราะในอีกไม่กี่สิบปีให้หลัง 
สภาพบ้านเมืองที่ แมคลอดกันจ์ กลับกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายที่มีผู้คน
มากมาย
มุ่งหน้ามาเยี่ยมเยือนเสียเยอะ และดูเจริญมากเลยล่ะ
ส่วนในปัจจุบันที่ Happy Valley ในมัสซูรี ยังคงมีชาวทิเบตอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก




ในมีเวลาสำหรับที่นี่ไม่นานเท่าไหร่ หรือจะเรียกว่า
เจียดวันมาเที่ยวแบบ One day trip ก็ไม่ผิด

หากอยากขึ้นมาดูแนวเทือกเขาหิมาลัยจากที่นี่กับจุดชมวิวที่ใกล้ที่สุด
และใช้เวลาไม่มากนัก คงหนีไม่พ้น Gun Hill
ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นจุดสูงสุดอันดับสองของเมือง (รองจาก Lal Tibba)
โดยตั้งอยู่บนความสูง 2,024 เมตร จากระดับน้ำทะเล 
อีกทั้งตำแหน่งภูเขาชื่อโหดนี้ ก็ตั้งอยู่แค่ตรงใจกลาง Mall road นี่เอง

การเดินเท้าขึ้นไป ก็อาจต้องใช้เวลาขั้นต่ำราวๆ 20 นาที
ถ้าเกิดอยากจะผ่อนแรง ก็จงนั่งกระเช้า(ropeway)ขึ้นไปแทนเถิด

ราคาตั๋ว ไป-กลับ 75 รูปี 






ส่วนที่มาของชื่อ Gun Hill นั้น ก็เพราะว่าที่ตรงนี้เคยใช้เป็นฐานที่ตั้งปืน
ที่ใช้ยิงบอกเวลายามเที่ยงตรงของทุกวัน ในยุคสมัยที่อินเดียอยู่ใต้การปกครอง
ของอังกฤษ ปัจจุบันก็ไม่มีปืนตั้งทิ้งไว้ให้เห็นแล้ว
บริเวณลานด้านบนนี้ ยังมีร้านอาหารเล็กๆ ตั้งเรียงรายเยอะแยะ  มีเครื่องเล่น
สำหรับเด็ก 
ลานกิจกรรมต่างๆ รวมไปถึงบริการเช่าชุดพื้นเมืองถ่ายรูปเป็นที่ระลึก 


ภาพของเมืองเมื่อได้มองลงมาจาก Gun hill


มาดูแนวเทือกเขา ที่ตั้งอยู่ไกลๆ ส่งท้าย ไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่ก็ยังดีใจที่ได้กลับมาเห็น




ส่วนบริเวณพื้นที่อื่นๆ แถวถนนคนเดิน 
ตรงฟาก Library และ Gandhi Chowk 
นอกจากจุดชมวิว ก็เต็มไปด้วยแหล่งจับจ่าย ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก 






จากแผนที่ ตรงฝั่งนี้ จะมีท่าจอดรถโดยสารเช่นกัน
หากนั่งรถมาจากเมืองอื่นก็อาจต้องตรวจสอบปลายทางกันด้วยว่าจะไปลงที่ไหน

เพราะระยะทางจาก ฝั่ง Library กับ Picture palace ก็ดูห่างกันไกลโขอยู่


ในช่วงขากลับ ฉันจำเป็นที่จะต้องเดินย้อนทางไปที่ท่ารถเดิม 
แต่ครั้งนี้จะใช้เส้นทางถนนด้านล่างแทนทางเก่า 
ก็เลยบังเอิญได้เจอ
กับงานเทศกาลบางอย่างเข้า 
มีการแสดงบนพื้นที่ถนน และ ลานเวทีกิจกรรม
ที่ตั้งห่างไม่ไกลกันออกไป









ดูเหมือนว่าที่มัสซูรี จะเป็นที่ตั้งศูนย์การฝึกของเหล่า I.T.B.P.
หรือตำรวจชายแดน อินเดีย – ทิเบต (Indo-Tibetan Border Police)
วันนี้พวกเขามาจัดแสดง โชว์การไต่ผา ศิลปะการต่อสู้ ให้ได้ชมกัน
พาลนึกไปถึง เฮียปราดัม ตำรวจชายแดนฯ จากจันดิการ์  
ที่พานั่งท้ายรถกระบะออกมาจากหมู่บ้านจิตกุล พร้อมกันทันทีเลย โย่...

ฉันคงไม่มีโอกาสได้เจอเฮียที่งานนี้หรอก เพราะอยู่คนละเขตความรับผิดชอบกัน







ส่วนพื้นที่ตรงลานเวที ก็เป็นการแสดงพื้นเมืองของ ชาวการ์ฮาวลี 
พวกเขาแต่งตัวกันไม่ฉูดฉาด ฟู่ฟ่า แบบภาพอินเดียใน ราชาสถาน
แต่ฉันก็คุ้นเคยกับภาพแบบนี้มากกว่านะ  
ตรงที่ลานมีวงดนตรี และนักร้องเป็นแบ็คอัพด้านหลังฟังดูแล้วก็คึกคักไม่เบา



มาครั้งนี้ฉันพูดถึง การ์ฮวาล ค่อนข้างบ่อย
คงเพราะมาเยือน รัฐอุตตราขัณฑ์ แค่ฟากฝั่งเดียว
ด้วยความที่รัฐนี้จะแบ่งภูมิภาคออกเป็นสองฝั่ง
หากนับจากที่ไล่มาตั้งแต่ต้นเรื่อง ก็จะมี

ริชชิเกช – อุตตระกาสี – กังโกตรี – เดวปรายัค
และ สุดท้ายก็วกกลับมา ต่อที่ มัสซูรี 
ความต่างเชิง วัฒนธรรม ของ Kumaon และ Garhwal 
ลึกๆ แล้วฉันยังแยกไม่ออกหรอก แต่ก็มีคนช่วยอธิบายโดยคร่าวถึงเรื่องนี้
ว่า
ทั้งสองภูมิภาคต่างก็มี ภาษาถิ่น ที่ใช้ คนละภาษา 


ฉันคงอยากหาทางกลับไปสำรวจใหม่อีกครั้ง
มากกว่าที่จะมานั่งเปิดตำราเสียแล้วล่ะสิ ...







การเล่าเรื่องถึง อินเดีย น่ะเหรอ? 
ที่จริงมันง่ายนะ ถ้าอยากเขียนให้ถูกใจใครหลายคน
ที่มักจะมีสิ่งที่คาดหวังหรือคำตอบล่วงหน้าจากผู้อ่านอยู่ไม่กี่อย่าง
กับเรื่องราวของ ประเทศนี้ ในเงื่อนไขที่ว่า...

"อลังการ ศิลปะ งามตา  
ปรัชญา สูงล้ำเลอค่า 
จาริก แสวงบุญ นำพา 
และสุดท้ายก็จบลงที่ นินทาแขก"

ดูแล้วก็เป็นเหมือนสูตรสำเร็จรูปเลย จริงมะ ? 




.....




ย้อนความเดิมจากครั้งก่อน หลังจากนั่งรถไฟจาก อัจมีร์ มาลงยัง หริดวาร์
ฉันก็กลับมาพักที่ ริชชิเกช อีกครั้ง และ ใช้เวลาออกเดินทางไป มัสซูรี
เพียงแค่ ไปเช้า เย็นกลับ
เพราะค่าที่พักที่นั่นค่อนข้างแพงเอาการ...

ส่วนริชชิเกช หรือที่คนไทยชอบเรียกว่า ฤาษีเกศ เนี่ย 
การจงใจเลือกที่จะกลับมา คงอาจเพราะชอบความเงียบสงบ
โดยสภาพแวดล้อมของตัวพื้นที่นี้ด้วย แม้อาจจะไม่ใช่ที่สุดก็ตาม
ถึงจะยังมีพลังบ้าเที่ยวตะลอนๆได้อีกไกลหรือควรจะไปที่อื่นมากกว่า
แต่คนเราก็ต้องมีจุดหนึ่งบ้างแหละ ที่อยากพักในพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง



ภาพริมฝั่ง แม่น้ำคงคา ที่ริชชิเกช ยามเช้า ฉันลองเดินเลียบเส้นทางจากรามจุฬา ขึ้นไปเรื่อย
จนกระทั่งมาถึงมุมเล็กๆ แห่งนี้ ก็จะมองเห็นที่ตั้งของวัดที่ติดกับสะพานลักษมัณจุฬา 
ดูเหมือนว่าสีของแม่น้ำ จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล 




เช้าวันสุดท้าย ฉันออกมาคืนกุญแจห้องพักให้กับลุงรามจี
คนดูแลอาศรม
ตามที่นัดบอกไว้ตั้งแต่เมื่อคืนนี้
เพราะฉันจะต้องนั่งรถเดินทางไปเดลีแต่เช้า
เพื่อนั่งเครื่องกลับบ้านในค่ำวันเดียวกัน



"ลุง จำฉันได้ไหมเนี่ย?" 

ก่อนที่ฉันจะย้ายออกไปหนก่อน รามจีได้ให้เบอร์ติดต่อทาง whatsaap ไว้ 
เผื่อหากฉันอยากกลับมาที่ ริชชิเกช ก็ลองติดต่อเรื่องที่พักผ่านทางนี้ได้

แต่เมื่อวันที่ฉันกลับมาพักที่อาศรมอีกครั้ง ก็กลับไม่ได้เจอกับรามจีตามที่คาด 
กระทั่งวันสุดท้าย จึงได้เห็นลุงกลับมานั่งทำหน้าที่ดูแลที่พักเหมือนเดิม


"แน่นอน...จำได้สิ"

ลุงมองหน้า ก่อนที่จะพูดบางอย่างเพื่อยืนยันกลับมา

"เธอเป็นคนที่ชอบพูด ตอบรับด้วย จี เสมอ... จี -  จี – ฮานจี"

ฉันหลุดขำขึ้นมาทันที  เออ จริงด้วย ! 

นี่ฉันคงใช้คำนี้พูดบ่อยครั้งกับทุกๆ คน จนชินปากแบบไม่รู้ตัวเสียแล้ว



"จงพูดไปเถอะ มันเป็นคำสุภาพ มันเป็นคำที่ดี"

ลุงรามจี บอกทิ้งท้าย 





.....




หนึ่งปีผ่านไป ฉันไม่ได้กลับไปที่อินเดียอยู่ดี แต่ก็ยังรับข่าว หรือติดต่อเพื่อน
ที่เคยเจอระหว่างการเดินทางอยู่บ้าง 
หนึ่งในนั้นก็มีเพื่อนต่างชาติที่เคยเจอ
ที่ธรรมศาลา 
ปีนี้เขาวกกลับมาที่นี่อีกในช่วงเวลาเดิม ซึ่งน่าจะเป็นหนที่สิบได้




ตกช่วงเวลาหัวค่ำคืนวันที่ 8 พฤศจิกายน (2016)  
มีข่าวเรื่องการระงับใช้ธนบัตรมูลค่า 500 และ 1,000 รูปี
เพื่อจัดการปัญหาเรื่องเงินนอกระบบ เงินเถื่อน ฯลฯ  แบบสายฟ้าแล่บ
ซึ่งประกาศนี้จะมีผลบังคับใช้ทันทีในเวลาหลังเที่ยงคืน  


บรรดาผู้ที่ถือครองธนบัตรเหล่านี้ หากไม่เอาไปเข้าธนาคาร
ก็ต้องนำเงินไปแลกเปลี่ยน ตามช่วงเวลา และตามจำนวน
ที่มีจำกัดในแต่ละวัน  
รวมไปถึงการใช้บริการตู้กดเงินสด 



หลังรู้ถึงข่าวนี้ ฉันแอบค้นดู เงินรูปี ที่ยังมีติดค้างพกไว้อยู่


ค่อยยังชั่ว ที่มันเป็นแบงค์ร้อยสามใบ 





......



ปลายเดือนพฤศจิกายน (2016)
เพื่อนคนที่ว่าเพิ่งเดินทางกลับมาจากเนปาล และได้ย้อนขึ้นมาพักอาศัย
ที่ แมคลอดกันจ์ ระยะหนึ่ง 
ก่อนที่จะมุ่งหน้าลงใต้เพื่อหนีหนาว
ในช่วงเดือนธันวาคม 
เขายังได้ส่งข่าวมาเล่าเรื่องการเดินทางให้ฟังบ้าง


"สวัสดี 

เธอมีแผนจะกลับมาอินเดียปีหน้าหรือปล่าว ช่วงที่แวะไป พุทธคยา
เห็นคนทิเบต 
มาร่วมพิธี  Kalachakra กันเต็มไปหมด

เมื่อวานนี้ ตอนเดินอยู่ ก็เจอคนมาทักทายฉันกลับว่า สวัสดีค่ะ ด้วย ตลกดีนะ

ส่วนที่เนปาลครั้งนี้ฉันไปเพื่อร่วมงานพิธีทางศาสนาเป็นหนแรก 
เห็นกลุ่มคนไทย อินโดนีเซีย แล้วก็คนทิเบต อย่างเยอะ

พอย้อนกลับมาอินเดีย
รถไฟที่นั่งมาจาก Gorakhpur กว่าจะมาถึง Pathankot  เลทไป 21 ชั่วโมง 

ตู้ ATM ที่ แมคลอดกันจ์ กับเงินที่จะกดออกมาแค่ 2,000 รูปี ช่วงนี้
ก็ต้องรอนานเป็นชั่วโมง

ฟังดูแล้วน่าปวดหัวแต่ฉันก็คิดว่า นี่คือเรื่องปกติของอินเดีย..." 








อื่นๆ    

- ที่มาของภาพข่าว :  //www.bbc.com/news/world-asia-india-37933233
- เนื้อหาข่าวจากมติชน : //www.matichon.co.th/news/352990




Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 23 มิถุนายน 2560 21:57:09 น. 24 comments
Counter : 1228 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณสาวไกด์ใจซื่อ, คุณคนบ้านป่า, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณInsignia_Museum, คุณข้ามขอบฟ้า, คุณผีเสื้อยิปซี, คุณทุเรียนกวน ป่วนรัก, คุณmultiple, คุณlovereason, คุณชีริว, คุณtuk-tuk@korat, คุณMax Bulliboo, คุณ**mp5**


 
ริชชิเกชสวยจุง

อยากไปร้านไข่เจียวหละ 555 ทำไมง่าา ไม่เห็นแปลกเลยยย ร้านอร่อยๆ ก็ต้องเป็นกิจกรรมที่ต้องทำสิ (สายกินสนับสนุนเต็มๆ)

เรื่องเงินรูปีมีคนบ่นเยอะเหมือนกัน นี่เพื่อนบางคนก็เก็บเอาไว้อยู่นะ ไม่ได้ไปแลกแหละ

บันทึกการโหวตเรียบร้อยแล้วค่ะ



บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
toor36 Education Blog ดู Blog
กะว่าก๋า Literature Blog ดู Blog
kae+aoe Parenting Blog ดู Blog
กาบริเอล Travel Blog ดู Blog
ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 10 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:5:52:58 น.  

 
ฟ้าโชคดี (อีกแล้ว) ที่เจอสามล้อทั้งสองคัน

ร้านไข่เจียว เขียนด้วยภาษาไทยด้วยนะ

พี่เห็นแนวเทือกเขาหิมาลัยแล้ว ไกล ๆ แต่ก็เห็นเนอะ

ภาพริมฝั่งแม่น้ำคงคา ที่ริชชิเกช สวยดี สีของแม่น้ำเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ... อยากเห็นทุกฤดุเลยเนอะ

อินเดีย ผ่านคำบอกเล่าจากฟ้า ... พี่ไม่ได้คาดหวังเรื่องสูตรสำเร็จที่ว่านะเออ


โดย: สายหมอกและก้อนเมฆ วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:14:50:55 น.  

 
@ สาวไกด์ใจซื่อ

ว่าถ้าร้านนี้แปะป้าย ว่า "ข้าวไข่เจียว" นะ
จะเลี้ยวเข้าไปทันที ไข่เจียว แถวโน้นนน....เค้ากินกับขนมปัง
ไม่ค่อยคุ้นอย่างแรง

-----------------------------

@ สายหมอกและก้อนเมฆ

เอามาเทียบกับภาพที่ถ่ายไว้ช่วงหน้าร้อน (2014) มั่ง
ตอนเห็นครั้งแรก แม่น้ำคงคา ดูเป็นสีแกมเขียวเลย

ฟ้าไปถ่ายจากฟากตรงข้ามกับที่เห็นในเอนทรี่นี้นะ



โดย: กาบริเอล วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:19:52:45 น.  

 
น่าสนุกและตื่นเต้นตั้งแต่เจอลุงใจดีที่พาไปจนถึงสถานีรถไฟ
ผมนึกถึงลุงแก่ที่บ้านเราครับ เพียงแต่อยู่กันคนละมุมโลก
ทำให้รู้สึกว่าโลกเรานี้ ทุกคนคือเพื่อน
คุณฟ้าเล่าละเอียด ทำให้การติดตามการเดินทางออกรสชาติดีครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:20:02:08 น.  

 
@ Insignia_Museum

แต่พอลองได้มาอยู่มาเห็นในพื้นที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตแบบปกติธรรมดา
แล้ว แกะเปลือก เรื่องเชื้อชาติ ออกไปจากตัวตน

ผู้คนบนโลกก็ไม่ได้แตกต่างกันจริงๆ ค่ะ :)



โดย: กาบริเอล วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:21:11:43 น.  

 
แหม~ เห็นแจ๊บบ้า เอ้ย! เจ้าหญิงเลอา มาเม้นต์ที่บล็อก
ฮันโซโล ล่ะใจคอไม่ดีเลย กลัวว่าแค่ถูกแช่แข็งไม่พอ
เดี๋ยวเอาไปป่นเป็นน้ำแข็งไสซ้ำอีก เหอเหอ


อืม..."และสุดท้ายก็จบลงที่ นินทาแขก"
ก็จริงแฮะ...ก็เห็นทำประจำอยู่ทุกเอนทรีย์เนอะ ฮุฮุ

เท่าที่อ่านมา ที่พุชการ์กับมัสซูรีนี่เจอคนมีน้ำใจไม่น้อยเลย
(เอ่อ...ไม่นับมนุษย์จอมตื้อขี้หลีนั่นนะ ^^")
ก็น่าดีใจที่จบทริปได้อย่างดี
และที่สำคัญคือไม่มีแบ๊งค์ 500, 1000 รูปีติดมาด้วย
ไม่งั้นกลายเป็นกระดาษไร้ค่ายิ่งกว่าแบ๊งค์กาโม่ซะอีก^^"


ป.ล. อลังการณ์ --> อลังการ น่าจะไม่มีการันต์นะ(จี) ^^


โดย: ทุเรียนกวน ป่วนรัก วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:21:49:00 น.  

 
@ทุเรียนกวน ป่วนรัก

ดันยาวัด จี !

นี่ถ้าไม่ได้มาเขียนบล็อกก็ไม่รู้เลยแฮะ
ว่าแอบสะกดผิดบ่อย (ฮา) เดี๋ยวตามแก้ทีหลัง

คิดว่า ถ้ายังลงไปแอ่ว แถวๆ ราชาสถาน อยู่ คงจบไม่สวยแหง
รู้สึกว่าตัวเองเข้าถึงแถบพื้นที่นั้นไม่ค่อยได้ดีเท่าไหร่

เอิ่มๆๆ ... เอนทรีย์ก่อนหน้านี้
ข้าพเจ้าก็มิบังอาจคิดเช่นนั้น หรอกนะ แม๊ !!!


โดย: กาบริเอล วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:22:18:43 น.  

 
พี่ก็อยากเห็นเทือกเขาหิมาลัยเหมือนกันนะ
แต่คงจะได้เห็นจากบนเครื่องบิน(ไม่แน่ใจ)หรือทางเน็ต

การเดินทางของฟ้าโชดดีมาก เจอแต่คนดีคอยช่วยเหลือ
ไม่น่าเบื่อ วิ่งตามรถสามล้อน่าสนุกดีเนาะ อิอิ

ร้านไข่เจียว ถ้าจะมีคนไทยไปอุดหนุนเยอะนะนั้น 555

ที่ไหนมีคนดังไปอยู่ที่นั้นก็จะเจริญตามมาด้วย ใครๆก็อยากไปเห็นไปเยือนสักครั้งเนาะ
โชดดีมากได้เห็นการแสดงพื้นเมือง แบบนี้พี่ชอบนะ เพราะเราจะได้เห็นเฉพาะในพื้นที่นั้นๆ
ภาพริมฝั่งแม่น้ำคงคาสวยมากได้อารมณ์โรแมนติค
งั้นก็ จี - จี - ฮานจี จ้ะ แต่เอ๊ะ...มันแปลว่าอะไรหล่ะฟ้า

กาบริเอล Travel Blog


โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:1:33:58 น.  

 
@ ข้ามขอบฟ้า

" จี " เป็นคำที่ใช้แสดง ความเคารพ คำสุภาพ

แทนคำว่า "ครับ/ค่ะ" ไปเลย

เวลาพูด ตอบรับระหว่างสนทนา บางคนอาจใช้ "ฮ่า" (Ha)
แต่กับผู้ใหญ่ หรือ คนที่อาวุโส มันจะแลดูสุภาพกว่าถ้าใช้ "จี" (Ji)

ส่วนฟ้าก็มักใช้ "จี" ซะจนชินปากไปแล้ว พูดกับทุกคนแหละ
เวลาอยู่ อินเดีย เนี่ย พูดเพราะ พูดมีหางเสียงเชียว 555

บางทีก็เอาไปลงท้ายคำทักทายจาก นมัสเต >> นมัสเต จี
ขอบคุณ = ดันยาวัด >> ดันยาวัด จี

หรือหากจะใช้เรียกลงท้ายชื่อ หรือคำแทนบุคคล ก็ได้ค่ะ
คล้ายๆกับ คุณ, ท่าน ฯลฯ เพื่อแสดงความเคารพ

พ่อ = ปิตา >> ปิตา จี
แม่ = มาตา >> มาตา จี

พี่กาญก็อาจเจอคนอินเดียมาเรียกว่า ... "กาญ จี" ก็ได้นะ:)

ส่วนลุงรามจี ฟ้าไม่ได้ต่อท้ายชื่อเขาว่า จี นะ
((((นั่นเป็นชื่อของลุงอยู่แล้ว)))

..........

"ฮานจี" อันนี้ยากแฮะ ใช้ผสมปนเปมาก

เอาไว้ขานรับมั่ง , ใช้ตอบรับระหว่างสนทนาบ้าง
รึไม่ก็เรียกทักบ้าง แบบว่า ไง? ... เฮ้!...

บางทีก็ ฮานจี (เสียงสู๊งงงง) ก็ประมาณว่า Excuse me?

หรือฟังคนพูดไม่ถนัดก็ ฮานจี๊ ? อะไรนะ? พูดใหม่ซิ




โดย: กาบริเอล วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:11:04:18 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณฟ้า

แวะมาอ่านค่ะ
แอบดีใจที่เห็นภาษาไทย"ข้าวไข่เจียว"ดังไกลไปถึงที่นู่น
ส่วนภาพแม่น้ำคงคาที่ริชชิเกช สีสวยดีนะคะ
น่าไปเที่ยวจัง แต่ให้ลุยแบบคุณฟ้าคงม่ายยยไหว อิอิ



โดย: ผีเสื้อยิปซี วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:14:28:54 น.  

 
Namaste Ap kaise haim janta

ไม่ได้มาเยี่ยมน้องฟ้าซะนาน ต้องทักทายกันซะหน่อย 555

อ.เต๊ะ ก็งานยุ้งยุ่งซะเหลือเกินอะ

ทริปนี้ดูแล้วก็ยังสนุกสนาน ชุลมุน มีลุ้นเหมือนเดิม

ตั้งแต่นั่งตุ๊กตุ๊ก ซิ่งยกล้อ เพื่อจะไปต่อตุ๊กตุ๊ก อีกคัน ให้ทัน555

เสร็จแล้วต้องไปต่อรถบัส ขึ้นเขาอีกแน่ะ

โชคดีทริปนี้มีแวะ ร้านไข่เจียว อร่อยที่สุดในอินเดียให้ด้วยนะ

ถ้า อ.เต๊ะ มีโอกาสได้ไปแถวนั้น ละก้จะไปกินไข่เจียว ร้านนี้เสร็จ อิ่มแล้วก็บินกลับเลย อิอิ

น้องฟ้าบอก หนอยๆ ไอ้ที่ข้าเขียนเล่ามา 3หน้า ชักแม่น้ำคงคามาเล่า นี่ เอ็งไม่สนใจอย่างอื่นบ้างเลยเหรอ

เสียแรงเปล่า เหมือนสีซอให้ นกเอี้ยงฟัง จริงๆ เย้ย 555

อ.เต๊ะ บอก คือว่า บ้านเมืองเค้า จริงๆอาจจะสวยกว่าในรูปที่น้องฟ้าถ่ายมานะ มันก็น่าไปเที่ยวอยู่หรอกจ๊ะ

แต่การเดินทางมันดู ทุลักทุเล ลำบากซะนี่กระไรจ๊ะ อิอิ

น้องฟ้าบอก อ้าว เดี๋ยวมีเฮ นี่เอ็งหาว่าข้าถ่ายรูปไม่ได้เรื่องใช่มั้ย
เอ็งมาใกล้ๆเลย ข้าจะได้กระโดดตบถึง เย้ย555

จริงๆ คนจะไปเที่ยวที่แบบนี้ ต้องเป็นคนชอบสัมผัส ธรรมชาติ รักศิลป วัฒนธรรมประเพณี ชอบศึกษาการใช้ชีวิตผู้คน ชอบการผจญภัยนิดๆ และสำคัญที่สุด คือ ไม่ชอบอาบน้ำ เย้ย555

ดูแล้วน่าจะเหมาะกับน้องฟ้า แต่ อ.เต๊ะ เป็นประเภท รักความขาวเนียน เอ๊ย รักความสะดวกสบาย ที่แบบนี้ไม่เหมาะกับ อ.เต๊ะ เลยอ่า อิอิ

น้องฟ้าบอก อ๋อ ก็แหงละซี้ เอ็งรักความขาวเนียน เอ็งก้ไปดูตาม รพ นู่น ห้องเด็กแรกคลอด ก้นขาวเนียน ทุกคน เอ็งไม่ต้องถ่อมาอินเดียหรอก มีแต่ของดำ เย้ย 555

อ.เต๊ะ ขอบคุณสำหรับโหวตที่ผ่านมา และยินดีกับรางวัลของน้องฟ้าด้วยน้า

ไหนๆก็ไหนๆ สวัสดีปีใหม่+ตรุษจีน+มาฆะบูชา แถม วาเลนไทน์ ด้วยเลย555



โดย: multiple วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:7:04:04 น.  

 
มาดูภาพแม่น้ำคงคาในฤดูร้อน

พี่ว่าจะถาม จี แปลว่าอะไร .. ได้รู้คำตอบแล้วจ้ะ

***กาแฟถ้ำสิงห์ เห็นว่าเป็นสายพันธุ์โรบัสต้าจ้ะ
วันนั้น พี่แวะที่นี่ระหว่างทาง เย็นมากแล้ว ต้องไปอีกที่กลัวจะเย็นมากเกินไป เลยไม่ได้นั่งละเลียดจิบกาแฟ จริง ๆ พี่พักอยู่ที่คลองวาฬ ประจวบน่ะ และก็เป็นไปตามที่คิด ขากลับจากไหว้เสด็จเตี่ย ที่หาดทรายรี มืดตื๋อเลยฟ้าเอ๊ย

แต่ได้ซื้อกาแฟถ้ำสิงห์ ทรีอินวัน กลับมากินที่บ้านนะ



โดย: สายหมอกและก้อนเมฆ วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:20:48:03 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณฟ้า
กว่าจะได้มาอ่านตอนสุดท้ายเลย
เห็นป้ายไข่เจียว นึกว่าตาฝาด แสดงว่าดังจริง
ข้าวไข่เจียวที่นี่เป็นไข่เป็ดสินะคะ ไม่เห็นไข่ไก่เลย
มัสซูรี นึกถึงลังกาวีทุกทีเลย
องค์ทะไล ลามะ เพิ่งเคยเห็นภาพตอนหนุ่มค่ะ
เวลาคนพูดถึงอินเดีย ไม่มีใครเล่าแบบคุณฟ้าเลย
ส่วนมากไปแสวงบุญพุทธคยากันทั้งนั้น
แนวคุณฟ้านี่น้อย เคยเห็นหนังสือ โยดายาบอย ของ a book
ยังนึกว่าสงสัยมาแนวนี้แน่ แต่ยังไม่ได้อ่านหรอกค่ะ
เห็นวิวสวยๆ จากมุมสูงแล้วสวยจัง
ดูปลดปล่อยดี บอกไม่ถูก
แตถ้าได้ไป สงสัยต้องขึ้นกระเช้าแน่เลย สูงจัง
ชอบที่คุณฟ้าสรุปสี่บรรทัดล่างๆอะค่ะ
เป็นไปได้ก็อยากไปดูสักครั้งว่าจะเป็นอย่างนั้นมั้ย อิอิ
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวสนุกๆค่า




โดย: lovereason วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:23:13:14 น.  

 
ขอบคุณที่แบ่งปัน


โดย: Kavanich96 วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:2:21:57 น.  

 
ถ้าไปเที่ยวอินเดียต้องไม่ลืมคำว่า จี ลงท้ายด้วยเนาะ

พี่เห็นแว๊ปๆว่าเราอัพบล๊อกใหม่
หรือว่าพี่ตาลายเองก็ไม่รู้นะ


โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:3:38:31 น.  

 
สวัสดีค่ะ

ได้ยินชื่อมัสซุรี นึกถึงพระนางมัสซุรีเลยอะ

แต่นี่มันอินเดียเนอะ

กิจกรรมกินข้าวไข่เจียวนี่ถึงกับห้ามพลาดเลยรึคะ

อ่านแล้วก็ขำอะ แต่เวลาไปต่างแดนเราก็อยากกินนะข้าวไข่เจียวเนี่ย

ลุงชื่อรามจี งั้นชื่อของลุงก็มีคำสุภาพด้วยสิเนอะ

จีแปลว่า ครับ/ค่ะ โอ้อย่างนี้เวลาไปอินเดียจะพูดเพราะล่ะ


โดย: เรียวรุ้ง วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:9:03:26 น.  

 
ตอนวิ่งหารถสามล้อนั่งแล้วเขาให้ไปขึ้นคันข้างหน้า คิดว่าจะกระโดดตัดหน้ารถซะแล้ว
โชคดีที่คันแรกให้นั่งจี้ตามคันนั้นไปด้วย อย่างกับหนัง thriller!
นั่งเลยแล้วกลับไปส่งก็ยังคิดตังค์เท่าเดิม ใจดีนะเนี่ย

รอบนี้ขึ้นไปเที่ยวที่สูงเหมือนกัน ถึงจะไม่เท่าเลห์แต่อากาศบนนั้นก็คงบางอยู่
ช่วงตกเป็นเมืองขึ้นอังกฤษอินเดียโดนสำรวจซะพรุนเลย
โบราณสถานหลายๆแห่งที่คนอินเดียไม่รู้จัก อังกฤษก็เข้าไปสำรวจฟื้นฟู อย่างถ้ำอะชันตาที่โด่งดังก็ใช่
tripadvisor แนะนำร้านไข่เจียว.... มันคงเป็นไข่เจียวที่เลิศล้ำ หรือไม่แถวนี้ก็คงหาของกินยากจริง
(แต่ไอ้ตัวหนังสือไข่เจียวที่เขียนด้วยภาษาไทยนั่นคืออะไรกัน!?)

เมืองนี้เจริญขึ้นจากสมัยก่อนเยอะก็คงเป็นเรื่องดีสำหรับคนในพื้นที่ (หรือเปล่า?)
โชคดีวันที่ฟ้าไปมีการแสดงให้ดูด้วย แต่ละถิ่นก็มีวัฒนธรรมหลายอย่างที่แตกต่างกันไป
ภาพของอินเดียแบบผู้แสวงบุญริมแม่น้ำสินธุนั่นเป็นแค่เศษเสี้ยวส่วนนึงของอินเดียจริงๆ
ว่าแต่ไม่มีโครงการจะไปประเทศอื่นมั่งรึเธอ?

ลุงรามจีก็ช่างจำแม่น ขนาดว่าโอกาสจะได้เจอกันอีกรอบริบหรี่นะเนี่ย

และอินเดียแก้ปัญหาเงินนอกระบบได้สะเทือนคนรวยทั้งประเทศมาก
โชคดีสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเงินติดตัวแค่ 300 รูปีนะครับ...


โดย: ชีริว วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:9:10:04 น.  

 
เพิ่งเห็นเมนท์ที่เอนทรี่หนังสือ

เล่มนี้ไม่เศร้าฟูมฟายดราม่านะ เศร้าลึกๆ เบาๆ น่ะ แต่พี่ก็ว่ามีหลายอย่างที่งาม


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:9:29:54 น.  

 
สวัสดีอีกรอบน้าา

แง้ววว จริงดิ เลยต้องหยุดอ่านเลย

ขอให้เค้าให้เปลี่ยนหนังสือนะ จะได้อ่านต่อได้จ้า

ขอบคุณสำหรับโหวตนะฟ้า


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:12:24:57 น.  

 
ไปต่างประเทศถ้าเห็นภาษาไทยจะรู้สึกอบอุ่นสุดยอดค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 7 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:16:21:58 น.  

 
ชอบร้าน นายไข่เจียว นั่นมากที่สุด น้องฟ้าได้เข้าไปชิมไหมคะ เค้ามีอะไรให้เลือกทานบ้าง หรือว่าแค่ไข่เจียวแบบไทยๆบ้านเรา? น่ารักมากพยายามเขียนภาษาไทย "ไข่เจียว" อิอิ

อ่านแล้วได้ความรู้เยอะเช่นเคย งั้นโหวตจ้าาาา


โดย: Max Bulliboo วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:4:37:09 น.  

 
มาอ่านซ้ำเพื่อเก็บเรื่องราวบางช่วงบางตอนที่ยังตกหล่นอยู่ครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:7:32:03 น.  

 
แวะมาเยี่ยม สวีสดีครับ

กาบริเอล Travel Blog ดู Blog


โดย: **mp5** วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:20:40:51 น.  

 
แวะมาเยี่ยมจ้า


โดย: honeynut วันที่: 30 ตุลาคม 2560 เวลา:17:15:49 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
กาบริเอล
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 53 คน [?]




บันทึกของคน(หัด)เดินทาง
ที่(พยายาม)ทำตัวเป็น Nomad
และครอบครองฝูงแมวอยู่หลายตัว


เริ่มต้นลงบันทึก อย่างเป็นทางการ

ณ วันที่ 16 ม.ค. 2014





(C) ขอสงวนลิขสิทธิ์ ภาพถ่าย 
ห้ามนำไปใช้ ดัดแปลง แก้ไข 
โดยไม่แจ้งที่มา ก่อนได้รับอนุญาต


Friends' blogs
[Add กาบริเอล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.