! ที่นี่ ! เราเลิกเขียนแล้วครับ ..กับเรื่องธรรมดา ที่คุณสามารถหาอ่านที่ไหนก็ได้
Group Blog
 
 
สิงหาคม 2562
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
14 สิงหาคม 2562
 
All Blogs
 
บท 18 : คุณธรรมไร้พ่าย


                เมืองท่าเหอหยางยังคงเป็นสถานที่พลุกพล่านอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  ทั้งเศรษฐีและคนยากดีมีจนต่างรวมอยู่ในนครแห่งนี้อย่างเกลียวกลม แยกออกจากกันไม่ได้ดุจแสงสว่างกับเงา  หากแต่ในเวลานี้ เงาร้ายแห่งภัยคุกคามกำลังคืบคลานไปทั่ว ผู้คนเริ่มแตกตื่นถึงเหตุอาเพศ ข่าวลือเรื่องสงครามแพร่สะพัดไปไวดั่งไฟลามทุ่ง

                เศรษฐกิจของเมืองเหอหยางในตอนนี้จึงไม่ค่อยคึกคักเท่าที่ควร  พ่อค้าแม่ขายและร้านค้าลดน้อยถอยลงไปมาก  แม้แต่เสี่ยวหวน แม่ค้าคนดังก็พลอยหายตัวไปอย่างลึกลับ  ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสของชาวเมืองจึงแปรเปลี่ยนไปเป็นคร่ำเครียดเคลือบเคล้าด้วยความหวาดระแวงแทน
 

                อาลู่  อาชาสีขาวสะอ้านรูปร่างพ่วงพี ย่างเหยาะเลียบไปตามทางเดินริมฝั่งสระบัวใหญ่ ใจกลางเมืองเหอหยาง  บนหลังของมันบรรทุกบุรุษหนุ่มรูปงาม ผิวพรรณและอาภรณ์ผ่องแผ้วสะดุดสายตาคนทั่วไป  สีหน้าเหม่อลอยของบุรุษนั้นฉายชัดถึงอาการครุ่นคิดถึงบางเรื่อง จนไม่ทันสนใจต่อสิ่งรอบข้าง 

                กงเว่ยฟุ ปล่อยให้ม้าคู่ใจพาสัญจรไปตามใจของมัน  ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังคิดหาหนทางเริ่มต้นสืบเสาะหาข้อมูลตามคำชี้นำของมู่ซูเอี๋ยน  ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดเศียรเวียนเกล้า  เนื่องด้วยบุรุษหยกไม่ชำนิชำนาญในด้านการสื่อสาร  หรืออีกนัยหนึ่ง เขาไม่เคยได้รับการฝึกฝนในเรื่องการทูตเลยแม้แต่น้อย
 
                “เจ้ามันพวกมิจฉาชีพ  ใจบาปหยาบช้านัก  ล่อลวงชาวบ้านที่ลำบากอยู่แล้วให้ยากแค้นขึ้นอีก  จงเอาอัฐมาคืนให้พวกข้าเสีย  แล้วพวกข้าจะไม่เอาเรื่องเจ้า”
 
                เบื้องหน้า  ปรากฏหมู่คนยืนรายล้อมเฝ้าชมดูต่อเหตุการณ์ผิดปกติ  เสียงชายคนหนึ่งตะโกนก้องแม้ในน้ำเสียงนั้นสั่นเจืออยู่ด้วยอาการกริ่นเกรง  เสียงนั้นปลุกกงเว่ยฟุให้ออกจากภวังค์  เขากระตุกสายบังเหียนชักนำให้ม้าขาวแทรกเข้าในท่ามกลางฝูงชนนั้น
 
                “เฮ่ย ไอ้บ้านนอก  ข้าหลอกลวงพวกเจ้าตรงไหน  ในเมื่อเจ้าตกลงจ่ายอัฐให้ข้าพาเจ้าไปยังที่ที่เซียนเสื้อทองอยู่  ข้าก็พาพวกเจ้ามาแล้วนี่อย่างไร  จริงอยู่ว่า เมื่อก่อนที่ตรงนี้เคยเป็นที่ทำการของเซียนเสื้อท้อง  เพียงแต่ตอนนี้ ท่านเซียนไม่อยู่แล้ว  ทีนี้ เจ้าจะกล่าวหาว่า ข้าผิดคำพูดได้อย่างไร  ในเมื่อเจ้ามิได้ทำข้อตกลงกับข้าสักหน่อยว่า ให้ได้พบเจอกับตัวเซียนเสื้อทอง”

                ชายผอมสูงโกร่ง หน้าตาท่าทางส่อเค้าเจ้าเล่ห์แต่งกายคล้ายเครื่องแบบบัณฑิต โบกพัดขนนกไปมาพลางกล่าวกับหมู่ชนด้วยวาจายอกย้อน  ด้านหลังของมันขนาบด้วยเหล่าอันธพาลกลุ่มใหญ่   ท่าทางเป็นพวกนักเลงดีมีฝีไม้ลายมือกันพอสมควร

                เซียนเสื้อทอง บุคคลที่ถูกกล่าวถึงนั้น แท้จริงคือ เฒ่านิสัยประหลาดที่ชอบอาสาทำหน้าที่คัดสรรผู้คนไปเข้าร่วมกับสำนักต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงอุดมการณ์หรือความผิดชอบชั่วดี  จึงมีพรรคหรือสำนักมากมายทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรมพากันมาติดต่อ ขอให้เซียนเสื้อทองเป็นนายหน้าหาคนเข้าร่วมอยู่เนืองๆ
 
                “บัดซบ อย่ามาเล่นลิ้นกับข้า  เจ้าคืนอัฐให้พวกข้ามาบัดเดี๋ยวนี้” 
                “ในเมื่อพวกเจ้าอยากเป็นพระ ทำไมไม่ไปบวชอยู่กับวัดเล่า จะกระเสือกกระสนไปทำไมถึงอารามผดุงฟ้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

                ดูเหมือนกลุ่มคนที่ตกเป็นเจ้าทุกข์ คือชาวบ้านป่า แต่งกายด้วยเสื้อผ้าซอมซ่อห้าผู้ด้วยกัน  พวกเขาต่างกอดกระชับห่อผ้าสัมภาระไว้แน่น อีกทั้งมีอาการตัวสั่นด้วยประหม่ากลัว  ทว่าชายฉกรรจ์ผู้ออกหน้าแทนทุกคนนั้น กลับมีแววตาส่อแววกล้าหาญอย่างเหลือเชื่อ
 
                “เจ้ากล้าทวง มีหรือข้าจะไม่กล้าคืนให้ แต่ต้องผ่านคนคุ้มกันข้าไปให้ได้ก่อนก็แล้วกัน”
 
                จอมเจ้าเล่ห์หัวเราะร่าอย่างเย้ยหยัน  ปล่อยให้หนึ่งในนักเลงคุ้มกันรูปร่างสูงใหญ่ก้าวอาดๆ เข้ามาแทนที่  เห็นอย่างนั้นแล้ว กงเว่ยฟุจึงขยับหมายจะเข้าไปช่วย  ทว่าถูกปลายด้ามกระบี่ของคนผู้หนึ่งยุดเอาไว้

                บุรุษหยกหันไปจึงเห็นว่าเป็นศิษย์พี่น้องร่วมสำนัก  ทั้งยังแลเห็น ‘อาจารย์จ้าวเหวินซ่าน’ ประทับอยู่ด้วยท่ามกลางกำลังอารักขาของบรรดาศิษย์เมฆเขียวจำนวนหนึ่ง  เปลือกตาทั้งสองข้างของอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงเกรียงไกรปิดแน่นสนิท  สืบเนื่องด้วยมีเหตุอันทำให้นัยน์ตาของท่านมืดบอดลงเมื่อราวสิบกว่าปีก่อน  กงเว่ยฟุจึงรีบลงจากหลังม้า คุกเข่าลงมาอยู่ในท่าคำนับคารวะทันที

                บุรุษวัยกลางคน ผู้ทำหน้าที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาแห่งสำนักเมฆเขียว ยืนอย่างงามสง่า มือทั้งสองไพล่หลัง  กล่าวด้วยเสียงเรียบทว่าทรงอำนาจเด็ดขาด
 
                “หากคุณธรรมหนุนนำแล้วไซร้  ให้ชายผู้นั้นได้แสดงให้ประจักษ์ก่อน”
 
                ได้ยินตามนั้นแล้ว  กงเว่ยฟุจึงผินกลับไปชมดูเหตุการณ์เบื้องหน้า
 
                ร่างของชายผู้กล้าถูกเหวี่ยงไปไกล กระแทกถูกข้าวของแตกหักกระจัดกระจาย  ฝูงชนต่างส่งเสียงตื่นตระหนกตกใจ  บ้างก็ส่งเสียงให้กำลังใจชายผู้เคราะห์ร้ายอย่างสนุกสนาน  อันธพาลร่างยักษ์ย่างสุขุมเข้าหา  ในขณะที่ชายผู้ไร้ทักษะป่ายหมัดซ้ายขวาไปมา จึงถูกซัดกระเด็นลงไปคลุกฝุ่นอีกคราว

                กงเว่ยฟุแทบอดรนทนดูไม่ไหว  ผิดกับอาจารย์จ้าวเหวินซ่านซึ่งคงอยู่ในอาการสงบ  ทั้งยังจุดยิ้มขึ้นตรงมุมปากอย่างพึงพอใจยิ่ง
 
                “เอ้า ซัดเจ้าพวกนี้ให้หมอบไปด้วย  สั่งสอนพวกมันให้รู้สำนึกเสียบ้างว่า โง่อย่างเดียวไม่เพียงพอ  มันต้องเจ็บตัวด้วย”

                ทรชนกังฉินหันไปร้องสั่งพวกนักเลงให้เข้าเล่นงานคนกลุ่มที่เหลือ  ชายคนแรกแม้บาดเจ็บไม่น้อยแต่ก็ยังกัดฟันทน  เขากระโจนเข้ารวบตัวนักเลงโตจากด้านหลังอย่างไม่ยอมแพ้  ลูกฮึดและความดื้อดึงนั้นส่งผลในทันใด  ชายผู้นั้นถูกประเคนทั้งมือและเท้าเข้าจนน่วมไปทั้งตัว  ก่อนถูกเหวี่ยงซัดไปตกกลางสระบัวใหญ่  เสียงผิวน้ำแตกกระเพื่อมไหวดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ
 
                “หาญกล้าดี  เหมาะสมนักแล้ว”

                เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นท่ามกลางความอลหม่านวุ่นวาย  ชายตาบอดทว่าเปี่ยมล้นด้วยบารมีอันน่าเกรงขาม  บุคลากรคนสำคัญอีกหนึ่งผู้แห่งสำนักกระบี่เมฆเขียวอันยิ่งใหญ่  อาจารย์จ้าวเหวินซ่านโบกหัตถ์ ตวัดคลี่พัดกระดาษออกมามือหนึ่ง  เขาโบกพัดนั้นอย่างแช่มช้า พลางกล่าวด้วยสุ้มเสียงอันราบเรียบทว่าทรงพลังยิ่ง
 
                “เหล่าศิษย์เมฆเขียวรับคำสั่ง  ขจัดภัยพาล  พิทักษ์ทวยชน”
 
          “ศิษย์น้อมรับบัญชา!!!
 
                สิ้นคำ  เหล่าศิษย์พี่น้องชายแห่งเมฆเขียวต่างคำนับตอบรับความ  ทุกร่างทะยานไปเบื้องหน้ารวมทั้งกงเว่ยฟุผู้เบิกบานเมื่อลุแก่เจตนาของท่านอาจารย์  บุรุษหยกเพิ่งเข้าใจถึงเจตนาของผู้เจนจบประสบการณ์ชีวิตมากกว่า  แท้จริงแล้ว ชาวบ้านผู้นั้นตกอยู่ภายใต้การทดสอบแห่งชะตา  และดูเหมือนว่า ประตูสู่สำนักเมฆเขียวเปิดออกแก่ผู้กล้าอย่างไม่คาดฝันอีกด้วย

                แม้นเมฆเขียวเป็นสำนักใหญ่  ยึดถืออุดมการณ์ผดุงคุณธรรมไร้พ่าย  หากแต่ผู้ประสาทวิชานั้นก็ยังมีศาสตร์ทั้งแนวทางแตกต่างกันออกไปหลายแขนง  จ้าวเหวินซ่านแห่งสำนักเมฆเขียวเองก็เช่นกัน  ครูบานัยน์ตามืดบอดผู้นี้เลือกอบรมบ่มเพาะศิษย์ให้เรียนรู้ถึงกำลังของคู่ต่อสู้ และความทัดเทียมกันในการประมือ  กล่าวคือ
 
            -- หากอีกฝ่ายใช้ศาสตราวุธ  เท่ากับ ไม่มี เหตุใดกลใดที่จักห้ามมิให้ชักกระบี่ --
            -- แต่หากอีกฝ่ายไร้ซึ่งอาวุธ  จงหยุดอีกฝ่าย ด้วยมือเปล่าที่เท่าเทียม --
               
                ด้วยเหตุนี้  เหล่าศิษย์ในสายการปกครองของอาจารย์ผู้พิการทางสายตาผู้นี้  จึ่งล้วนแล้วแต่มีฝีมือเลิศล้ำทั้งในด้านของเชิงกระบี่ และ ศาสตร์แห่งการต่อสู้ด้วยมือเปล่า
 
                เพียงในเวลาอันสั้น  หมู่ทรชนไร้ซึ่งอาวุธจึงถูกควบคุมตัวไว้ได้จนหมดสิ้น  ความสงบกลับคืนสู่บริเวณนั้นอีกครั้ง  ในขณะที่ศิษย์พี่น้องชายควบคุมตัวคนร้ายไปส่งให้เจ้าหน้าที่บ้านเมือง  กลุ่มชาวบ้านป่าพวกถูกช่วยให้รอดพ้นจากเคราะห์ร้าย ต่างกลุ้มรุมเข้ามาแสดงความขอบคุณอย่างปีตีตื้นตัน
 
                “พวกข้าน้อยมาจากหมู่บ้านหลังแนวเทือกเขาวิญญาณดุฟากโน้น  ตั้งใจจะไปปวารณาตัวขอเข้าเป็นศิษย์สำนักอารามผดุงฟ้า  เคยได้ยินก่อนมาที่เหอหยางนี่ว่า ให้มาพบเซียนเสื้อทอง”
                ชายบาดเจ็บผู้ถูกช่วยเหลือขึ้นจากสระบัวใหญ่ บอกเล่าอย่างอ่อนระโหยโรยแรง
 
                “หึ เซียนเสื้อทองรึ  เจ้าเฒ่านั่นมันก็เที่ยวส่งคนไปไหนต่อไหน  พวกเจ้าจงอย่าได้หลงเชื่ออันใดกับสิ่งที่มิได้รู้ หรือ มิได้เห็นด้วยตนเองนั้นเป็นดีที่สุด”
                แม้นนัยน์ตามืดดับ  ทว่าอาจารย์จ้าวเหวินซ่านกลับแลดูน่าเกรงขามยิ่งกว่าผู้ใด  ทั้งคำพูดสั่งสอนนั้นก็ตรงไปตรงมาไม่มีอ้อมค้อม
 
                “เพราะความอ่อนด้อยไม่ประสา  พวกข้าน้อยจึงตกที่นั่งลำบาก  แต่ถึงอย่างนั้นก็จักไปให้ถึงอารามผดุงฟ้าให้จงได้  ข้าน้อยอยากเป็นพรต อยากทำคุณประโยชน์แก่ผู้คนและแผ่นดิน เหมือนอย่างเช่นท่านฝูอิง”

                ชื่อนั้นทำให้กงเว่ยฟุสะดุดอยู่ในใจ  รู้สึกคล้ายเป็นความบังเอิญที่ตนเพิ่งผ่านพ้นเหตุการณ์ได้พบพานกับบุคคลที่ถูกกล่าวถึง

                “เรื่องเป็นเช่นนี้ขอรับ  หลายปีก่อน  มีนักพรตของอารามผดุงฟ้าผ่านไปช่วยเหลือที่หมู่บ้านของเรา  พวกข้าน้อยในตอนนั้นยังเด็กไม่ประสีประสา  แต่ก็รู้สึกประทับใจมิรู้คลาย  อย่างน้อยก็อยากจะพบเจอ ท่านฝูอิง อีกสักครั้ง”
                ชาวบ้านอีกคนเล่าเสริม  สีหน้าแต่ละคนล้วนเปี่ยมไปด้วยความหวังซึ่งแสดงออกอย่างซื่อใส

                “พี่ชาย.. อาจารย์ฝูอิงแห่งสำนักอารามผดุงฟ้า เป็นคนดีมีเมตตาจริงอย่างที่พวกท่านว่า  ข้ากงเว่ยฟุขอรับรองด้วยอีกผู้”
                ศิษย์เอกแห่งจอมนางหิมะหยก เอ่ยเสริมด้วยยินดีกับถ้อยคำสรรเสริญเหล่านั้น

                “โอ.. คุณชายท่านนี้รู้จักกับท่านฝูอิงดอกรึ  ถ้าเช่นนั้น ท่านได้พบเจอกับน้องสาวของข้าน้อยด้วยหรือไม่เล่า  นางเป็นศิษย์หญิงของท่านฝูอิง นางมีชื่อว่า ซิงยิ ขอรับ”

                และชื่อลำดับท้ายสุดนั้น  ยิ่งทำให้กงเว่ยฟุแทบหยุดลืมหายใจ

                “พี่ชาย ..เอ่อะ.. เมื่อครู่ท่านว่ากระไรนะ”
                “..ออ  ข้าถามจากท่านว่า เคยพบเห็นน้องสาวข้าน้อยหรือไม่  นางเป็นพรตหญิงชื่อซิงยิ  ข้าชื่อ ซิงอี้ เป็นพี่ชายของนาง”
                เพียงเท่านั้น  กงเว่ยฟุก็บังเกิดอาการตะลึงงัน  ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยถ้อยคำอื่นใดออกมาได้อีก
 
                ด้วยเพราะอาจารย์จ้าวเหวินซ่านดวงตามองไม่เห็น  จึงมิอาจจับสังเกตพิรุธแห่งมือกระบี่หน้าหยกผู้เป็นศิษย์สายตรงของจอมนางหิมะหยกได้  ในขณะนั้น พวกศิษย์เมฆเขียวพากันย้อนคืนกลับมาแล้ว  ผู้ดำรงตนเป็นอาจารย์จึงพูดตัดบทขึ้นให้ได้ยินถ้วนทุกผู้ 

                “ข้าจักกลับเมฆเขียว  กงเว่ยฟุเจ้าก็จงกลับไปกับข้าด้วยเสีย  เพลานี้มีประกาศเรียกศิษย์สำนักทุกคนให้หวนคืนสู่สำนัก  พวกเจ้าที่เหลือก็จงติดตามมาด้วยเสียก็แล้วกัน”
                “แต่.. แต่ว่า ใต้เท้า พวกข้าจักไปยังอารามผดุงฟ้า”

                ซิงอี้ละล่ำละลัก รีบกล่าวท้วง  ด้วยกลัวอีกฝ่ายเข้าใจอะไรผิดพลาดไป  ด้วยเหตุนี้  ศิษย์เมฆเขียวหญิงคนหนึ่งในเครื่องแต่งกายประณีตสีขาวแกมเขียวอ่อน จึงรีบอธิบายสำทับ

                “พี่ชายท่านนี้อย่าได้ขัดท่านอาจารย์เลย  ท่านรู้หรือไม่ว่า หากเข้าสู่เมฆเขียวแล้วในภายภาคหน้า พวกท่านจะได้ทำคุณสนองแผ่นดิน แลได้กำจัดทุกข์-สร้างสุขแก่คนทั่วไปไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอารามผดุงฟ้าหรอกนะเจ้าคะ”
                “ตะ  แต่ว่า..”
 
                ไม่มีใครหยุดฟังหรือรั้งรออยู่  กลุ่มสำนักเมฆเขียวออกเดินทางในทันทีโดยไม่รีรอช้า  อาจารย์จ้าวเหวินซ่านผ่อนลมหายใจ พลางโบกพัดกระดาษออกเดินนำหน้าบรรดาศิษย์ของตน  คงเหลือไว้เพียงกงเว่ยฟุและศิษย์หญิงผู้สนทนาด้วยกับซิงอี้เป็นสองผู้สุดท้าย  ส่วนสหายร่วมหมู่บ้านและอุดมการณ์เดียวกันกับซิงอี้นั้นต่างพากันตัดสินใจ เลือกที่จะติดตามคณะของสำนักเมฆเขียวไปกันหมดแล้ว
 
                “..ข้าอยากพบท่านฝูอิงก่อนนี่นา”
                ซิงอี้ครางอย่างลังเล ด้วยไม่อาจตัดสินใจ  สตรีแห่งเมฆเขียวจึงย่อกายลงนั่งใกล้ ก่อนเผยรอยยิ้มอ่อนหวานเอื้ออารี

                “ไม่ต้องกังวลไป  ท่านทั้งสองต้องได้พบกันแน่ เจ้าคะ”
               “ข้าก็อยากเชื่อฟังท่าน  แต่เมื่อตะกี้ อาจารย์ท่านเพิ่งจักกล่าวสอนสั่งว่า  ไม่ว่าเรื่องอันใดก็ควรกระทำให้เห็นแก่ตาตนเองเสียก่อน  ดังนั้น  ข้าขอไปพบท่านฝูอิงเสียก่อนเถิดหนาขอรับ”
                “เอาล่ะ ในเมื่อพี่ชายท่านยืนยันหนักแน่นถึงเพียงนี้  ข้าก็ขอภาวนาให้ท่านเดินทางปลอดภัย  ด้วยเหตุไม่สงบในยามนี้  เหล่าเซียนลัดฟ้าจึงถูกถอดถอนออกเสียสิ้นหมดแล้วทุกเมือง  จากเหอหยางนี้ไปทางทิศแผ่นดินแห่งอารามผดุงฟ้า  ท่านคงต้องใช้เวลาเดินทางสักสามสี่วันเห็นจะได้”

                ซิงอี้ถึงกับหน้าเสียเมื่อได้ยินตามนั้น  จึงไม่ทันได้เห็นแม่หญิงแห่งเมฆเขียวลอบส่งสัญญาณ  นางแย้มพรายริมฝีปาก เอ่ยถ้อยคำสั่งไร้เสียงกับกงเว่ยฟุ
 
            -- เอา  ม้า  เจ้า  มา --
               
                “จากเหตุไม่สงบเมื่อครู่  พี่ชายท่านคงเหน็ดเหนื่อยมากสิเจ้าคะ”
                “ข้า..”
 
                ในฉับพลัน  ยังไม่ทันที่ซิงอี้ผู้น่าสงสารกำลังจะเอ่ยปากตอบรับอันใด  ดัชนีแห่งนางก็ปราดเข้าสกัดจุดในตำแหน่งอิ้วไท่หยาง (ขมับขวา) ของอีกฝ่ายด้วยความไวยิ่ง  เมื่อประสาทสั่งการถูกสกัดกั้น  ร่างนั้นก็ร่วงหลับลงทันตา ซิงอี้อ่อนยวบไปราวใบไม้ปลิดปลงจากขั้ว
 
                กงเว่ยฟุเอ่ยปากกับอีกฝ่าย คล้ายต้องการตำหนิอยู่ในที
                “ฉิงซิน  ไม่เห็นเจ้าต้องทำรุนแรงเยี่ยงนี้กับเขาก็ได้”

                มิเพียงเหยียดยิ้มหวาน  ดวงเนตรของนางยังมองสบสู้ไม่สะทกสะท้านอีกด้วย
                “หือ  เจ้าก็เห็นอยู่นี่ว่า ชายผู้นี้พูดยาก อีกทั้งบาดเจ็บนัก ข้าก็แค่อยากให้เขาได้พักผ่อน  อีกอย่าง  อาจารย์ข้าหากท่านออกปากกระไรแล้ว  มันก็ต้องเป็นไปตามนั้น  ต่อให้เป็นเจ้า กงเว่ยฟุ.. หากเปลี่ยนกันเป็นอาจารย์หญิงลวี่ปรารถนา เจ้าจักกล้าขัดต่อความประสงค์นั้นหรือ”
สตรีแซ่ฉิง กล่าวยืดยาวด้วยถ้อยคำฉาดฉาน  ด้วยเหตุนั้น บุรุษหยกจึงรู้สึกจนใจ ด้วยไม่เคยต่อคารมชนะนางเลยแม้เพียงครั้ง  นับแต่เติบโตร่วมกันมา

                จริงแท้แล้วนั้น  ฉิงซินเป็นเพื่อนหญิง  แม้นถูกวางตัวให้เป็นคู่ฝึกเพลงกระบี่ชายหญิงร่วมกันกับกงเว่ยฟุในบางครา

                จากนั้น  ศิษย์เมฆเขียวทั้งสองจึงช่วยกันยกร่างของซิงอี้ขึ้นพาดทาบทับไปบนหลังม้า  อาลู่สะบัดหัวไปมาพลางส่งเสียงร้องฮี้ๆ ยินยอมให้ฉิงซินลูบหัวมันเล่นด้วยท่าทีอันอ่อนโยน  นางตบแผงคอเจ้าม้าขาว กระซิบกระซาบราวกับมันฟังความรู้เรื่อง
               
                “..ข้าไม่ชอบผู้ชายดื้อดึงนะ เจ้ารู้ไหม..”
                 
                ครั้นแล้ว  ฉิงซิน ยักษิณีแห่งสายการปกครองของอาจารย์จ้าวเหวินซ่าน ก็หยิบยกหวีไม้แกะสลักอันเล็กน่ารักขึ้นสางผมอันยาวของตน ด้วยกิริยาอันแช่มช้อยยิ่ง



 


Create Date : 14 สิงหาคม 2562
Last Update : 14 สิงหาคม 2562 12:42:29 น. 0 comments
Counter : 34 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

zionzany
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนนิยาย

ปลดปล่อยจินตนาการ

ไม่ยึดติดกับแนวไหน

เพราะจะไปให้ถึงที่สุด..

เท่าที่เราสามารถแผ่

กิ่งก้านความสามารถ

ออกไปสู่โลกกว้างได้

ยินดีต้อนรับทุกคน

สู่โลกของ zionzany

ที่นี่ .. ตรงนี้นะจ้ะ
แต่งนิยายทำร้ายผู้อ่าน ..Tcell H-A-V.. ..Tacticle Ball.. ..Kiss Myself.. ..ZhuXian จูเซียน.. ..เพียงฝันนี้ ศรีสุวรรณ.. อยากคูล อยากคัลท์ อยากมันส์ ที่สำคัญ อยาก-เขียน-ให้-จบ Let's rock Baby
Friends' blogs
[Add zionzany's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.