! ที่นี่ ! เราเลิกเขียนแล้วครับ ..กับเรื่องธรรมดา ที่คุณสามารถหาอ่านที่ไหนก็ได้
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2562
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
12 มิถุนายน 2562
 
All Blogs
 
๑๕ : กลัว


            รอยทางจากล้อเกวียนบนพื้นดินลากยาวไปตามเส้นถนน  ต้นหญ้าและวัชพืชถูกฝีล้อและฝีเท้าของคนเหยียบย่ำจนบี้แบนราบไปกับดิน  สีหน้าของพวกคนในหมู่บ้านต่างแช่มชื่นกันถ้วนทั่วด้วยข้าวของที่ได้รับจากการแบ่งสรรปันทาน อีกทั้งเงินทองที่งอกเงยจากการนำผลิตผลของตนมาออกขายในงานคราวนี้

            สิริกัญญานั่งแกว่งขาไปมาอยู่ตรงท้ายเกวียน  หัวคลอนไปมาตามแรงโขยก  แต่นั่นไม่ได้ทำให้หญิงสาวเกิดอาการหงุดหงิดไม่สบอารมณ์ เท่ากับสองพี่น้องหน้าตายที่ทำเป็นเมินเฉยต่อคำพูดของเธออยู่ในตอนนี้

            ทั้งที่อุตส่าห์ย้ำเตือนเพราะเป็นห่วงต่อชะตากรรมที่ต้องประสบเภทภัย  แต่ดูเหมือนทั้งคู่จะไม่ได้ใส่ใจหรือนำพาต่อข้อความของเธอกันเลยสักนิด  ด้วยเหตุนี้ สิริกัญญาจึงได้แต่นั่งฮึดฮัดกระฟัดกระเฟียดอยู่คนเดียว  จนกระทั่งศรีสุวรรณเดินเข้ามาเทียบใกล้ เพื่อขอให้ช่วยหยิบส่งกระบอกไม้ไผ่และชะลอมใส่อาหาร  เนื่องจากวันนี้ทั้งวันพวกเขายังไม่ได้กินดื่มอะไร เพราะมัวแต่ห่วงวุ่นวายอยู่แต่กับเรื่องเจ็บไข้ของนางตรงหน้า

            มือน้อยล้วงหยิบข้าวห่อใบบัวมัดใหญ่ขึ้นดมทั้งที่จมูกไม่ได้รับกลิ่น  แม้มันอาจจะยังไม่บูดหรือเน่าเสีย  แต่ก็ไม่ใช่เรื่องดีที่จะกินของค้างข้ามวันโดยที่ไม่ได้มีการเก็บรักษาให้ดีเสียก่อน

            --  แต่ก็นั่นแหล่ะ  ในที่แบบนี้จะยังมีอะไรให้เลือกกินได้กันล่ะ --  หญิงสาวส่งของทั้งหมดให้ด้วยใบหน้าและท่าทางที่ยังแสดงออกถึงอาการบึ้งตึง

            ศรีสุวรรณเหลือบมองดูดวงหน้านั้นอย่างไม่รู้ควรทำอย่างไร  ยิ่งนานวันก็ดูเหมือนนางยิ่งมีอิทธิพลต่อคนรอบข้างมากขึ้นเรื่อยๆ  ดูอย่างพี่ชายของตนนั่นเล่า ไม่กล้าแม้แต่จะเผยเอ่ยปากตำหนินางสักคำ  ตั้งแต่ออกจากเมืองโขดมาก็เห็นรายนั้นเดินหน้าคว่ำบูดบึ้งอยู่ไม่คลาย  เมื่อสักครู่ก็เร่งฝีเท้าขึ้นไปอยู่แถวหัวขบวน ยังไม่กลับลงมาเสียที

            “หิวไหมเจ้า  แต่เย็นวานก็ยังมิได้กินอันใดมิใช่ฤๅ”
            เด็กหนุ่มเอ่ยถาม พยายามใช้สุ้มเสียงที่คิดว่าอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อคลายอารมณ์ของอีกฝ่ายให้โอนอ่อนผ่อนลง 

            “ไม่หิวค่ะ ไม่อยากกินอะไร ไม่ต้องยัดเยียดอะไรให้กินด้วย” 
            เธอตอบเสียงแข็ง ทั้งห้วนและกระด้าง  แต่พอมองไปเห็นแผลบนหน้าผากของอีกฝ่าย  ความรู้สึกขุ่นเคืองที่มีแต่เดิมก็พลันอ่อนลงด้วยความรู้สึกผิดซึ่งเข้ามาแทนที่

            “พระศรีสุวรรณ..” 
            เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นจากก้อนข้าวแห้งแข็งซึ่งกำลังกัดกินอยู่ด้วยความหิวโหย  เขาจำเป็นต้องเดินไปกินไป เนื่องจากกองเกวียนกว่าจะหยุดพักอีกทีก็ตอนเย็นย่ำ
            “ยังเจ็บอยู่ไหมคะ”

            คงเป็นด้วยสีหน้าและน้ำเสียงแสดงความห่วงใยที่ทอดมา  ทำให้ศรีสุวรรณสามารถโต้ตอบกลับไปได้อย่างสนิทใจกว่าที่เคย
            “อย่าเรียกข้าต่อหน้าผู้อื่นด้วยชื่อนั้น”  เด็กหนุ่มมองไปทางคนขับเกวียนอย่างต้องการสื่อความหมาย
            “ก็ได้ๆ  เจ้าศรี”  เธอทดลองเรียกขานตามที่ได้ยินคนพี่เรียกน้องอยู่หลายหน

            ครั้นพอเรียกแบบนั้น  เจ้าตัวก็นิ่วหน้าประหนึ่งว่าไม่ชอบใจ  สิริกัญญาจึงจำเป็นต้องถามเพื่อให้ตรงกับความต้องการของเจ้าตัว

            “เอ้า พอเรียกแล้วก็ไม่พอใจ  แล้วจะให้เรียกว่าอะไรกันแน่ล่ะคะ”
            “เรียกข้าเพียง ศรี  หรือเรียกเหมือนอย่างที่เจ้าเรียกครานั้นที่วงมวยก็ได้”
            “ตอนนั้นหรอ.. เอ.. เรียกว่าอะไรนะ ทำไมฉันจำไม่ได้”

            ศรีสุวรรณปล่อยให้อีกฝ่ายนั่งนึกต่อไป  โดยตนหันกลับมาสนใจอาหารในมือ  ใบบัวสีซีดห่อไว้ด้วยข้าวเปล่าโรยเกลือแนมไส้ด้วยเนื้อปลาย่างจนแห้งเพียงเล็กน้อย  แม้มีเพียงแค่นั้นแต่เขาก็บริโภคมันราวกับเป็นอาหารอันแสนโอชะ สลับกับดื่มน้ำจากกระบอกไม้ไผ่เพื่อช่วยให้คล่องคอ
 
            “ยังเจ็บอยู่ไหมล่ะจ๊ะ พ่อศรี”
 
            อภัยมณีกลับมาพอดี ตอนที่สิริกัญญาสามารถทบทวนความทรงจำและถามศรีสุวรรณซ้ำอีกครั้ง  ครั้นพอเหลือบไปเห็นพี่ชาย  เด็กหนุ่มจึงได้แต่ผงกศีรษะเป็นเชิงตอบรับ  รู้สึกเกร็งขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

            คนเป็นพี่ปรายตามองน้องชาย  ในมือของอภัยมณีหอบเอามะขามเทศเนื้อขาวฟูเปลือกสีชมพูจัดมาด้วยหลายฝัก  เขายิ้มพลางกอบทั้งหมดนั้นวางใส่ไว้บนหน้าตักของสิริกัญญา

            “อุ้ย! มะขามเทศนี่ เอามาจากไหนคะ”  เธออุทานอย่างแปลกใจต่อสิ่งที่ได้รับ
            “ขอปันมาจ้ะ”
            “เยอะแยะเลย  กินไม่ไหวหรอกค่ะ  ขอบคุณนะคะ พระอภัยมณี”
            “สิริกัญญา..”  อภัยมณีพูดด้วยน้ำเสียงเอื่อยเย็น  “เรียกข้าเหมือนอย่างที่เรียกเจ้าศรีสิจ้ะ”
            “งั้นก็.. พ่ออภัย”  หญิงสาวทำตามอย่างว่าง่าย  ยื่นมะขามเทศสองฝักให้แก่ชายทั้งสองคน
            “เรามาแบ่งกันกินนะจ้ะ  พ่ออภัย  พ่อศรี  อ่ะนี่ของดีเมืองโขด”

            สองพี่น้องหันมองหน้ากัน  ก่อนที่อภัยมณีจะหัวเราะออกมาอย่างขบขัน  ส่วนศรีสุวรรณถึงแม้จะไม่ได้หัวเราะแต่ก็ทำหน้าเหมือนพยายามกลั้นขำไว้สุดฤทธิ์  สิริกัญญายิ้มกว้างอย่างคนที่ประสบความสำเร็จในการทำตลกเพื่อเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเป็นการไถ่โทษ

            “ฉันขอโทษด้วยนะคะ  ฉันไม่ควรพูดออกไปอย่างนั้น  พอมาคิดดูแล้ว เรื่องมันจะเกิดขึ้นจริงๆ หรือเปล่า ฉันก็ยังไม่แน่ใจ  เพราะดูอะไรๆ มันก็ผิดเพี้ยนไปหมดเลยที่นี่”

            สองคนพี่น้องทำหน้าเหมือนฟังเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง กับประโยคยืดยาวเหล่านั้น

            “เจ้าพูดกับข้าได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าอันใดข้าก็ยินดีรับฟัง  หากบางเรื่องก็ไม่ควรเปิดเผยกับผู้ใด”
            อภัยมณีกล่าวเหมือนตำหนิ  ทว่าสุ้มเสียงนั้นอ่อนโยนประหนึ่งเฆี่ยนตีอีกฝ่ายด้วยใบหญ้า  สิริกัญญาจึงสัญญาด้วยไม่อยากสร้างความลำบากให้แก่ทั้งสองคน

            “เข้าใจแล้วค่ะ  จากนี้ไป ต่อให้ฉันรู้อะไรก็จะไม่พูดออกมาให้เสียเรื่องอีกแล้ว”
            “ขอแค่เจ้าตื่นขึ้นมาพูดกับข้าทุกวัน  ข้าไม่ขออันใดมากกว่านั้นแล้ว แม่เอย..”
            “แหม..”

            ประโยคดังกล่าว  หากเป็นหญิงอื่นคงม้วนจนตัวแทบบิดหรือไม่ก็หลอมละลายไปกับนัยน์ตาพราวระยับคู่นั้น  ทว่ามันกลับไม่มีผลต่อสิริกัญญา  อาจเป็นเพราะเธอต้องตกอยู่ในภาวะทุกข์ทนกับผลของความรักถึงสองครั้งสองครา  เลยทำให้ภูมิต้านทานต่อต้านผู้ชายพลอยสูงขึ้นเป็นพิเศษ

            หากตัดเรื่องปากหวานกับมือไวออกไป  ผู้ชายอ่อนอาวุโสตรงหน้าก็ต้องถือว่าเป็นคนดีมีน้ำใจ  สุภาพอ่อนโยน รวมถึงมีความเอาใจใส่ต่อความรู้สึกของผู้อื่นอีกด้วย

            “ไหนๆ ตอนนี้ เราก็อยู่กลางป่า  เอาฉันทิ้งแถวนี้เถอะค่ะ เบื่อทำตัวเป็นภาระจะแย่แล้ว” 

            เธอเปรยขึ้นมา เมื่อมองไปโดยรอบแล้วเห็นแต่แนวต้นไม้ขึ้นสูงเป็นดงรกชัฎ  แม้แต่พงหญ้าสองข้างทางก็ยังเบียดเสียดกันอย่างหนาแน่นแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน  กองเกวียนเคลื่อนขบวนไปอย่างเชื่องช้าทว่าเป็นระเบียบเรียบร้อย  คนส่วนใหญ่ลงมาเดินเท้าไปตามรอยทาง  เว้นเสียก็แต่บรรดาเด็กและคนชราที่ต้องพึ่งพาแรงงานจากวัวควายเทียมเกวียน    

            เม็ดมะขามเทศสีดำกระเด็นมาต้องถูกใบหน้า  สิริกัญญาเหลียวมองหาตัวต้นเหตุทันที  เป็นศรีสุวรรณนั่นเองผู้ซึ่งกำลังใช้นิ้วเล็งดีดเม็ดมะขามเทศมาทางเธอ

            “พูดคำตาย..บ้าง”  เม็ดที่สองปลิวหวือมากระทบต้นแขน
            “เป็นภาระ..บ้าง”  เม็ดที่สามดีดใส่หน้าผากจนหญิงสาวต้องหลับตา  พลางยกแขนขึ้นปิดป้อง
            “อยากโดนทิ้งฤๅ  ทั้งที่พวกข้าต้องลำบากลำบนถึงเพียงนี้ก็ยังมิมีใครบ่นว่าเจ้าสักคำ”

            “เจ้าศรี..” 
            อภัยมณียกมือขึ้นปัดแขนน้องชาย ผู้ซึ่งพูดด้วยหน้าตายแต่ดูเหมือนกำลังสนุกสนานอยู่เต็มประดา

            “ก็บ่นมาเลยสิ ฉันไม่เถียงสักคำหรอก นี่แน่ะ” 
            สิริกัญญาแกะเอาเม็ดมะขามเทศขว้างกลับไปบ้างแต่ไม่โดนเป้าหมาย  เพียงแค่เอียงคอ ศรีสุวรรณก็หลบได้อย่างง่ายดาย แถมยังยิ้มเยาะเย้ยอีกต่างหาก

            พอหมดเม็ดมะขาม  เธอก็หันมองหาอย่างอื่นจนเจอกองเม็ดบัวที่แกะทิ้งไว้  เธอเอื้อมไปจนสุดตัวเพื่อจะคว้าหยิบซึ่งเป็นจังหวะที่เกวียนโคลงเคลงเพราะกงล้อเคลื่อนทับไปบนก้อนหิน  ร่างของคนที่ไม่ทันระวังจึงลื่นไถลเสียหลักร่วงลงมาต่อหน้าต่อตาสองศรีพี่น้อง

            “เอิ้บ!

            เธอคงจะเจ็บตัวไปแล้ว  ถ้าไม่ใช่เพราะศรีสุวรรณปราดเข้ามาช่วยรับร่างเอาไว้ได้ทัน  ด้วยความตกใจเธอจึงกอดอีกฝ่ายไว้แน่น  ก่อนจะรีบผละออกทันทีที่ได้สติและฝ่าเท้าสัมผัสถูกพื้น

            “เกือบไปแล้วหนา  ตกลงมาเยี่ยงนี้ กระดูกกระเดี้ยวจักหักเอาได้”
            อภัยมณีว่าพลางรีบเข้ามาช่วยพยุง  แสดงสีหน้าวิตกกังวลราวกับเห็นนางเป็นธาตุแก้วซึ่งพร้อมแตกหักได้โดยง่าย

            “กรรมตามทันเร็วจริง จะแกล้งเขา เราโดนซะเอง”
            สิริกัญญาบ่นให้ตัวเองแก้เก้อ  แต่ก็ได้ลงมาเดินเท้าเปล่าร่วมกับคนอื่นสมใจอยาก  ทรงผมซึ่งได้รับอนุเคราะห์มีคนเปียถักให้ตั้งแต่เย็นวาน  มาถึงตอนนี้ก็หลุดรุ่ยเซอะเซิงจนน่ารำคาญ  เธอจึงเอื้อมมือแกะเชือกมัดผมสีดำนั้นออกคืนให้แก่พระอภัย

            “นี่ค่ะ สภาพยับเยินไปหน่อย ขอคืนให้นะคะ”
            “ใช้เปียผมใหม่ซิเล่า  แปลกตาดี”
            “ฉันไม่ได้ทำผมเองหรอกค่ะ”

            ประโยคบอกเล่าดังกล่าวทำให้อภัยมณีชำเลืองสายตาไปทางศรีสุวรรณทันที  ความรู้สึกหวาดระแวงตั้งแต่ครั้งเมื่อวานหวนกลับมาใหม่  ไม่ใช่ว่าตนอยากคิดในแง่ไม่ดีกับน้องชาย  แต่หลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงมันทำให้รู้สึกได้  หรือบางทีเขาอาจจะหลงลืมไปว่า  ในตอนนี้อีกฝ่ายเองก็เติบใหญ่เป็นบุรุษเต็มกายเหมือนอย่างตนแล้วเช่นกัน

            เจ้าศรีผู้ซึ่งไม่ชอบให้ใครเข้าใกล้  น้องชายผู้ไม่เคยสนใจในเพศสตรี  แล้วดูสายตาของเจ้าตอนนี้สิ  แลดูมีความสุขสดใสไม่เหมือนคราแรกตอนรับเอานางมาเป็นภาระดูแล
          ..ข้าควรทำเยี่ยงไรจึ่งจักดี..

            “เราจะกลับไปถึงหมู่บ้านกันตอนไหนล่ะคะ ใช้เวลาเท่ากับตอนขาไปรึเปล่า”
            หญิงสาวถามพลางใช้นิ้วมือทั้งสองข้างต่างหวี สางผมตัวเองซึ่งม้วนพันจนยุ่งเหยิงให้เป็นอิสระจากกัน
            “เร็วกว่า  เพราะสัมภาระของแต่ละเกวียนลดลงไม่เหมือนขามา  ถ้าไม่ติดขัดอันใดก็คงกลับไปถึงตอนยามหนึ่งนั่นแล”
            “ยามหนึ่ง..  ยามหนึ่งนี่มันเวลาอะไรกันล่ะคะ  ฉันสับสนไปหมดแล้ว”
            “หลังตะวันตกดินนับไปสามชั่วโมงเป็นหนึ่งยาม หรือเรียกยามหนึ่ง  นับต่อไปอีกสามชั่วโมงก็จักเป็นยามสอง”
            “ถ้าอย่างนั้นก็ประมาณหกโมงเย็นถึงสามทุ่มล่ะสิ”
            สิริกัญญาพยายามเทียบเวลาตามความเข้าใจของตัวเอง
            “กระนั้นก็น่าจักเลยเวลาที่เจ้าต้องหลับแล้วกระมัง”

            เพราะทุกค่ำคืนในโลกแห่งความฝัน  หลังเสร็จสิ้นภารกิจการงานประจำวัน  สองพี่น้องต่างก็พากันพักผ่อนเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ  และนั่นพลอยทำให้คนที่ตื่นช้าสุดอย่างสิริกัญญาต้องถูกบังคับให้นอนเร็วไปด้วยโดยปริยาย
            ซึ่งมันก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับโลกความจริง  ในเมื่อเธอหลับจากที่นี่แล้วไปตื่นขึ้นที่นั่นในเวลาเจ็ดหรือแปดนาฬิกาโดยประมาณ
            ปัญหาจึงอยู่ที่การนอนหลับของเธอที่โลกนั้นเพื่อจะมาตื่นยังโลกนี้มากกว่า

            “อ้าว  ถ้าฉันหลับ  พวกท่านจะกลับบ้านกันยังไง  อย่าบอกนะว่าจะต้องแบกกันไปอีก  แล้วนี่อีกคนก็ยังเจ็บอยู่เลย  ไหนจะข้าวของอีกตั้งเยอะแยะ”
            ผู้ถูกพาดพิงปรายตามองแว่บหนึ่ง ก่อนผินหน้าไปทางอื่น
            “ข้าก็พอแบกเจ้าใส่หลังได้อยู่ดอกหนา”  อภัยมณีพูดพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
            “หรือไม่ก็พักก่อนที่หมู่บ้านอีกคืนหนึ่ง รอให้ฉันตื่นอีกทีแล้วเราค่อยกลับ ดีไหมคะ”
            “อดตายกันพอดี”
            คราวนี้มีเสียงอื่นลอยลมมาประสมให้ได้ยินชัดถนัดหู  สิริกัญญาหันขวับไปมองดูคนพูดที่กำลังทำสีหน้าเหนื่อยหน่าย
            “งดเว้นการงานมาตั้งสองวัน  ถ้าเว้นอีกวันก็เห็นต้องขุดเหง้าไผ่มาต้มกินกันละ”

            ความจริงอันโหดร้ายทำให้เธอไม่กล้าโต้แย้ง  ถึงแม้ตัวเธอเองไม่จำเป็นต้องดื่มกินอะไรในโลกนี้ก็สามารถดำรงตัวตนอยู่ได้  ทว่ากฎเกณฑ์เดียวกันนี้ก็ไม่ได้มีผลกับบรรดาผู้คนแห่งแดนฝัน  เนื่องจากพวกเขานั้นยังคงใช้ชีวิตกันไปตามวิถี  มุ่งหาเลี้ยงชีพเพื่อทำให้ท้องอิ่มและมีหลังคาคุ้มหัวในแต่ละวัน

            “พ่อศรีจ๊ะ  ยังพอมีเบี้ยเหลืออยู่บ้างไหม”
            เธอถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานอันเสแสร้ง
            “มี”  ศรีสุวรรณตอบเสียงห้วนสั้น หากน้ำเสียงกระด้างน้อยลง
            “ขอแบ่งเอามาซื้อไก่ไปเลี้ยงไว้กินไข่สักตัว สองตัวนะจ้ะ”
            “เลี้ยงไปไย”  เด็กหนุ่มเลิกคิ้ว  จำได้ว่าเคยพูดเรื่องนี้ไปหนหนึ่งก่อนหน้า
            “เดี๋ยวบอกไปก็หาว่าบ้าอีก”

            ไม่มีใครล่วงรู้ถึงความคิดของหญิงสาวในขณะนั้นนอกจากเจ้าตัวเอง  เมื่อพิจารณาถึงความน่าจะเป็นแล้ว  สิริกัญญาก็เห็นควรที่จะทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดได้  ถ้าหากยังต้องติดอยู่ในความฝันต่อไปในภายภาคหน้านับจากนี้

            “พูดมาเถิดเจ้า”
            ไม่เพียงแค่ศรีสุวรรณที่สงสัย  แม้แต่อภัยมณีก็รู้สึกคลางแคลงใจต่อถ้อยคำเหล่านั้น

            “ไม่ได้จะแช่งกันหรอกนะคะ  แต่ถ้าวันหนึ่ง พวกท่านต้องแยกจากกัน  คนหนึ่งหายไปกับยักษ์  อีกคนหนึ่งก็ต้องเดินทางตามหาพี่ชาย  เหลือฉันตัวคนเดียวก็ต้องหาหนทางเพื่อให้ตัวเองอยู่ได้  อย่างน้อยก็จนกว่าจะตัวฉันจะหยุดฝัน หรือไม่ก็หายไปจากความฝันนี้ได้เอง”

            พูดยังไม่ทันจบดี  เธอก็ถูกดึงตัวเข้าไปกอดอย่างกะทันหัน  ใบหน้าอันแสนโสภาชาตรีของอภัยมณีในยามนี้แสดงออกถึงความเจ็บปวดอย่างไม่ปิดบัง  ชายหนุ่มกระซิบเสียงพร่าสั่นคล้ายเลื่อนลอยไปชั่วขณะ  นั่นทำให้สิริกัญญาเกิดความตกใจในอาการฉับพลันนี้เป็นอย่างมาก

            “ข้าจักมิปล่อยให้เจ้าต้องอยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง  สิริกัญญา..  ข้าจักมิจากไปไหนดอก”

            สายตาเธอมองพาดข้ามไหล่ไปเห็นใครอีกคน  แม้ไม่มีคำพูดใดๆ  แต่ใบหน้าของเด็กหนุ่มคนนั้นก็แลดูซีดสลดลงด้วยความเป็นกังวล

            ศรีสุวรรณทั้งสับสนปนสงสัย  เหตุใดนางสิริกัญญาถึงได้เชื่อมั่นในความคิดเพ้อฝันของตัวเองยิ่งนัก  ถ้าหากเป็นเพียงแค่คนสติไม่ดีที่ถูกคลื่นลมซัดมา  นางก็ไม่น่าที่จะรู้จักพวกตนตั้งแต่แรกเจอ  รวมไปถึงเรื่องของพราหมณ์ที่เคยทำนายทายทักก่อนหน้า  ถึงเวลานี้ก็ได้มาปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่สายตาแล้วอีกด้วย

            นางอ้างว่า นางอ่านจากลิขิตที่มีผู้แต่งเอาไว้  แล้วเป็นผู้ใดเล่าที่ขีดเขียนเรื่องราวให้พวกข้าโลดโผนผจญภัยถึงเพียงนี้

            “ปล่อยนะ เอาอีกละ มือไวใจเร็วหาเรื่องมากอดอีกแล้ว เกลียดที่สุด คนแบบนี้”

            เสียงเอะอะโวยวายพร้อมกับร่างนั้นที่กำลังดิ้นรนให้ตนเป็นอิสระ ปลุกเด็กหนุ่มขึ้นจากภวังค์  นางสิริกัญญาพยายามผลักไสทั้งใช้สองมือดันตัวเองออกห่าง  ศรีสุวรรณเห็นท่าไม่ดีจึงปรี่เข้าไปช่วยโดยการเข้าล็อกตัวพี่ชายจากด้านหลัง

            “พี่ ปล่อยเถิด ท่านทำนางกลัว”

            สิริกัญญาซึ่งหลุดพ้นออกมาได้ วิ่งไปยืนหอบหายใจอยู่อีกฝั่งของทางเกวียน  อภัยมณีที่เพิ่งเหมือนได้สติทีหลังรีบละล่ำละลักขอโทษ
            “ข้า.. ข้าขอโทษ  สิริกัญญา  ข้ามิได้ตั้งใจ”

            เธอปลดปล่อยสีหน้าไม่ชอบใจอย่างเต็มที่  แววตามีประกายความโกรธปะทุอยู่ข้างในอย่างเห็นได้ชัด

            “ฉันขอพูดอะไรไว้เลยนะ  ถึงท่านจะเป็นคนช่วยชีวิตฉัน  ให้ที่พักอาศัย แบ่งอาหารให้กิน  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะถือโอกาสมาลวนลามตามใจชอบแบบนี้  มันไม่ถูกต้อง ท่านไม่ให้เกียรติฉัน ขอบอกให้รู้ไว้ ฉันน่ะเกลียดผู้ชายที่ชอบทำรุ่มร่ามกับผู้หญิงมากที่สุด”

            สิริกัญญาต่อว่าเป็นชุดประหนึ่งอัดอั้นตันใจ  ส่วนศรีสุวรรณได้โอกาสคลายวงแขนซึ่งกอดรัดพี่ชายออกแล้วฉีกตัวออกไปยืนห่างอยู่อีกทางหนึ่งเสมือนนกรู้

            “ข้าขอโทษ อย่าโกรธ อย่าเกลียดข้าเลยหนา  ข้าจักมิทำเยี่ยงนั้นอีก”
            อภัยมณียืนคอตก มีสีหน้าเจื่อนจ๋อยด้วยโดนตำหนิอย่างรุนแรง 
            “ลองทำดูอีกทีสิ  ฉันจะไม่อยู่รบกวนพวกท่านอีก  ต่อให้ต้องไปตายเอาดาบหน้า ฉันก็จะไป”

            เวลานั้น  หญิงสาวดูราวกับเป็นเสือดุร้าย  เหมือนพี่สาวตัวเล็กที่กำลังดุว่าน้องชายตัวใหญ่อยู่อย่างไม่กลัวเกรง  สิริกัญญากำลังแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของตนที่จะไม่ยอมอดทนกับการล่วงละเมิดทางเพศ

            ไม่ว่าเจ้าตัวจะตั้งใจหรือไม่  เธอก็จำเป็นต้องทำให้พวกเขาตระหนักว่า เธอไม่ใช่ผู้หญิงใจง่ายที่จะยอมตนโอนอ่อนไปตามสถานการณ์เพื่อความอยู่รอด

            “อ้อ อีกอย่างนะ ฉันไม่ใช่เมียของท่าน  อย่าเที่ยวพูดส่งเดชเพราะฉันเสียหาย เข้าใจไหม”
            เธอถลึงตาใส่ด้วยอารมณ์  เล่นเอาอีกฝ่ายหลบตาวูบอย่างนึกขยาดกลัว 
            “เข้าใจจ้ะ”
            “ท่านก็ด้วย  พระศรีสุวรรณ  เข้าใจไหม”

            ฝนตกต้องให้ทั่วฟ้า  ศรีสุวรรณไม่กล้าพูดอะไรนอกจากผงกศีรษะรับคำ  ได้แต่ปล่อยให้คนที่กำลังวางแผนจะยึดครองกระท่อมของตนพูดไปตามแต่ใจ

            ได้แต่นึกเสียดายที่เช้าวันนั้น  เขาไม่น่านึกเวทนาช่วยคนจมน้ำใกล้ตาย จนเหตุการณ์กลายกลับมาเป็น ‘เนื้อไม่กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกมาแขวนคอ’ เช่นนี้เลยจริงๆ

            หลังจากได้ระบายออกมาจนพอใจ  ร่างนั้นก็ถกผ้านุ่งออกแรงวิ่งตามเกวียนไป เมื่อเข้าไปใกล้ด้านท้ายของเรือนเกวียนจึงค่อยผ่อนฝีเท้า เดินจดๆ จ้องๆ เหมือนมองหาวิธีที่จะกลับขึ้นไปบนนั้นด้วยตัวเอง
            ทว่าสุดท้าย หญิงสติไม่ดีคนนั้นก็หันขวับมองกลับมายังตน

            ศรีสุวรรณผ่อนลมหายใจ  รีรอไม่กล้าเข้าไปใกล้  เกลือกกลัวแรงอารมณ์ตกค้างจะแผ่พานมาถึงตน

            “พ่อศรีจ๊ะ” 
            เสียงเรียกขานนั้นช่างอ่อนหวาน  หากแต่หน้าตาของผู้เรียกช่างตรงกันข้ามสิ้นดี
            “รบกวนช่วยยกตัวฉันขึ้นไปหน่อย  ฉันไม่อยากเดินละ”

            เรือนร่างนั้นแม้ไม่บอบบาง แต่ก็เบากว่าที่ตาเห็น  เด็กหนุ่มสะกดกลั้นลมหายใจ  ด้วยกลัวเผลอสูดดมกลิ่นหอมอ่อนจากเรือนกายที่สร้างความปั่นป่วนให้จิตใจในบางครั้งคราว
            ออกแรงยกรวดพรวดเดียว  หญิงสาวคราวพี่ก็ได้กลับขึ้นไปนั่งแกว่งขา  ผินหน้ามองทัศนียภาพข้างทางอย่างไม่ต้องการสนใจอื่นใดอีก

           
            “กลับไปนี้ เราต้องทำเล้าไก่”
            อภัยมณีพูดเสียงเบา  หลังตีฝีเท้าขึ้นกลับมาเดินคู่เคียงน้องชาย
            “ไม่ใช่เรา  ท่านนั่นแลต้องเป็นคนทำ ทั้งให้อาหาร คอยดูแลพวกมัน”
            เด็กหนุ่มพูดอย่างใจร้าย  แลดูเย็นชากับพี่ชายผิดจากที่เคย
            “ไยเป็นข้าผู้เดียวเล่า”
            ชายหนุ่มประท้วงด้วยน้ำเสียงโอดครวญ
            “เพราะท่านทำให้นางโกรธ  เพลานี้เราขับไล่นางไม่ได้  คงต้องเลี้ยงดูกันไปทั้งไก่ทั้งคน”
            “เจ้าเชื่อที่นางพูดฤาไม่  ทั้งเรื่องพราหมณ์พวกนั้น แลเรื่องยักษ์”
            “ข้ายังมิเชื่อ..”  ศรีสุวรรณตอบตามตรง  “แต่ก็จักรอดูในกาลข้างหน้า  นางเชื่อมั่นของนางหนักหนา  ข้ามิอยากหักล้างความเชื่อของใคร”
            อภัยมณีตบบ่าน้องชาย  ก่อนเอ่ยกระซิบบอก
            “ถ้าข้าถูกนางยักษ์จับไป  เจ้าจงตามไปช่วยข้าหนา น้องพี่”
            ศรีสุวรรณเอียงหน้าเข้าหา  ปลดปล่อยสีหน้าเหนื่อยหน่าย
            “ข้ายังลำบากมิมากพอฤๅ พ่ะ-ย่ะ-ค่ะ”  
            หางเสียงลงท้ายจงใจเว้นวรรคเพื่อเพิ่มน้ำหนักคำ  อภัยมณีได้ฟังจึงคล้องคอน้องชายให้โน้มหูเข้ามาใกล้เพื่อสั่งความ

            “สัญญากับพี่หนา เจ้าศรี  เจ้าจักมิมีใจให้นางเหมือนอย่างพี่  เจ้าจักทำดีต่อนางเหมือนเช่นเห็นสะใภ้”

            คำขอดังกล่าวฟังราวถ้อยเขลาของคนขลาด  ศรีสุวรรณพลันให้รู้สึกยอกอยู่ในอก  ผิดหวังต่อสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง  เหมือนเมื่อครั้งจากบ้านเมืองมา  ผู้เชษฐาเคยท้อแท้พร่ำบ่นต่อความยากลำบากอยู่หลายหน  จนคนเป็นอนุชาอย่างตนเสียอีกที่ต้องคอยปลุกเร้ากำลังใจ

            ดั่งส่วนหนึ่งของบทประพันธ์ได้บรรยายไว้ ถึงลักษณะนิสัยของพระอภัยมณีซึ่งมีจิตใจอ่อนแอและอ่อนไหวแตกต่างจากน้องชายโดยสิ้นเชิง
 
                                    พระอนุชาว่าพี่นี้ขี้ขลาด                เป็นชายชาติช้างงาไม่กล้าหาญ 
                                    แม้นชีวันยังไม่บรรลัยลาญ            ก็เซซานซอกซอนสัญจรไป
                                    เผื่อพบพานบ้านเมืองที่ไหนมั่ง      พอประทังกายาอยู่อาศัย
                                    มีความรู้อยู่กับตัวกลัวอะไร           ชีวิตไม่ปลดปลงคงได้ดี
           
            ศรีสุวรรณนึกน้อยใจในหัวอก  ทนฝืนกล้ำกลืนความรู้สึกชิงชังที่มีต่อการกระทำของพี่ชาย  ต่อให้ตนไม่ได้มีความรู้สึกนึกคิดดังคำกล่าวหา  แต่เชษฐาก็ไม่น่าพูดจาดักหน้าหลังดังเช่นเห็นตนเป็นศัตรูหัวใจเยี่ยงนี้

            ตลอดมา ไม่ว่าสิ่งใดตนก็ยินยอมมอบให้  ไม่ว่าประสงค์ทำสิ่งใดตนก็ได้แต่โอนอ่อนผ่อนตาม  แต่นี่กลับพูดห้ามเรื่องนางสิริกัญญา  ทั้งที่ฝ่ายนั้นก็ไม่ได้มีทีท่าผูกสมัครรักใคร่ หรือยอมตกลงปลงใจเลยแม้แต่น้อย
            นางไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย  เขายังจำคำบอกกล่าวถึงสถานภาพของนางได้อยู่จนนาทีนี้
            ..แล้วไยพี่ถึงขี้ขลาด  ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงตรงหน้า 
 
            “มันมิได้สำคัญว่าข้าจักมีใจหรือไม่  แต่ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์ในตัวนางทั้งสิ้น  นางอาจมีลูกผัวกำลังเฝ้าห่วงติดตามหา  แลข้าจักมิทำให้ผู้ใดมาตราหน้าข้าได้ว่า เป็นพวกฉวยโอกาสทำเรื่องบัดสี”

            ศรีสุวรรณกล่าวถ้อยคำเผ็ดร้อนตามแรงอารมณ์ซึ่งออกมาจากใจ  เล่นงานพี่ชายจนหน้าถอดสี
            “ข้ามิสัญญาอันใดกับเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  อย่าเอาเรื่องหทัยของท่านมาวุ่นวายกับข้า”
            “เจ้าศรี..”  อภัยมณีครวญคราง  “..ไยพูดกับข้าเยี่ยงนี้”
            “ข้าต้องพูด  เพราะพวกเราเป็นพี่น้องกัน”  ศรีสุวรรณจ้องหน้าพี่ชายอย่างไม่กลัวเกรง  “ยุติความเพ้อฝันก่อนที่มันจักสายเกินแก้เถิด เสด็จพี่”
            พูดจบก็สืบเท้าขึ้นก้าวเดินนำ  ทิ้งให้อภัยมณีจมอยู่กับความสิ้นหวังที่ไม่มีใครแบ่งเบา 
 
            ภายในทรวงคล้ายดั่งมีกองไฟสุม  เปลวโทสะเต้นเร่าจนทำให้เส้นเลือดบนใบหน้าเต้นตุบ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่นจนปวดแผล  แม้นรู้ตัวว่าเจ็บแต่ก็ยังวนเวียนสัมผัส  มือใหญ่หนายกขึ้นแตะเลือดแห้งซึ่งจับตัวแข็งเป็นก้อนสะเก็ด  เคลือบด้วยคราบไพลหนาตามการรักษาของหมอโรงยาเมืองโขด

            รู้สึกถึงกำลังวังชาที่ยังฟื้นคืนไม่เต็มที่  เพิ่งโต้เถียงกับพี่ชายไปได้ไม่เท่าไหร่  อาการกระหายก็เกิดขึ้นในลำคออีกคราว  อาจเป็นด้วยอากาศร้อนผนวกพิษไข้ที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่าง

            เพียงแค่คิดก็พลันมีมือหนึ่งหยิบยื่นกระบอกไม้ไผ่  สิริกัญญายิ้มน้อยอย่างต้องการเอาใจ  เธออ่านความต้องการของอีกฝ่ายผ่านทางสายตาที่จ้องจับไปยังวัตถุนั้นๆ

            ศรีสุวรรณรับมากระดกดื่มอย่างเงียบๆ  ไม่มีคำพูดอื่นใดระหว่างกัน
            ครั้นแล้ว..ก็ให้รู้สึกเหมือนความทรมานนั้น บรรเทาเบาบางลงในชั่วอึดใจ
 
 
++++++++++++++++++++++



Create Date : 12 มิถุนายน 2562
Last Update : 12 มิถุนายน 2562 15:11:42 น. 1 comments
Counter : 67 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
โอ๊ยย คนน้องจะกร้าวใจได้มากนี้อีกไหม ฉานชอบผู้ชายยังงี้


โดย: เสี่ยวม่าว IP: 223.24.60.188 วันที่: 16 มิถุนายน 2562 เวลา:8:16:13 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

zionzany
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนนิยาย

ปลดปล่อยจินตนาการ

ไม่ยึดติดกับแนวไหน

เพราะจะไปให้ถึงที่สุด..

เท่าที่เราสามารถแผ่

กิ่งก้านความสามารถ

ออกไปสู่โลกกว้างได้

ยินดีต้อนรับทุกคน

สู่โลกของ zionzany

ที่นี่ .. ตรงนี้นะจ้ะ
แต่งนิยายทำร้ายผู้อ่าน ..Tcell H-A-V.. ..Tacticle Ball.. ..Kiss Myself.. ..ZhuXian จูเซียน.. ..เพียงฝันนี้ ศรีสุวรรณ.. อยากคูล อยากคัลท์ อยากมันส์ ที่สำคัญ อยาก-เขียน-ให้-จบ Let's rock Baby
Friends' blogs
[Add zionzany's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.