! ที่นี่ ! เราเลิกเขียนแล้วครับ ..กับเรื่องธรรมดา ที่คุณสามารถหาอ่านที่ไหนก็ได้
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2563
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
3 มิถุนายน 2563
 
All Blogs
 
ภาวะที่ 28 : ประเดประดัง


ขอบคุณภาพปกนิยาย จากคุณ ApitarN ไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ




            ตอนที่พิจิกถือวิสาสะบุกรุกเข้ามาด้านในอาณาเขตบ้าน  เขารู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังเคลื่อนไหวอยู่อย่างเงียบเชียบภายในตัวบ้าน  คล้ายซุ่มเฝ้ารอต้อนรับการมาเยือนของอาคันตุกะอยู่อย่างใจเย็น  ชายหนุ่มหัวสีเทาค่อนข้างมั่นใจว่า อีกฝ่ายคงมองเห็นตนแล้วเป็นแน่แท้ และเตรียมการรับมือไว้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

            แล้วก็จริงตามคาด  บานประตูไม้แบบโบราณเพียงแค่ปิดงับเข้าหากันธรรมดา ไม่ได้ลงกลอนไว้แต่อย่างใด  แค่เอื้อมมือออกไปผลักก็สามารถเปิดออกได้อย่างง่ายดาย  ดูก็รู้ว่าเป็นกับดัก..  ทว่าคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงอย่างพิจิก กลับมองเรื่องนี้เป็นสิ่งท้าทายที่ต้องเอาชนะให้ได้

            ราชาแมงป่องพ่นลมหายใจนิด คล้ายนึกรำคาญบรรยากาศอันเงียบสงบในยามนั้น  สัมผัสเย็นของปากกระบอกปืนจ่อหมับเข้าประชิดติดหนังศีรษะ  ร่างของเจ้าที่โผล่พ้นมุมมืดหลังบานประตู  แสยะยิ้มทักทายผู้บุกรุก ขยับนิ้วมือง้างนกขึ้นดังกริ๊ก เกร็งมืออยู่ในท่าพร้อมลั่นกระสุนได้ทุกเมื่อ
 
            “ผมยาว สีเทาแบบนี้  ราชาแมงป่องใช่ไหม  บุกมาถึงนี่  ต้องการอะไร”

            ขจร ชายตาปิดกดเสียงต่ำร้องไต่ถาม  เขาพร้อมเหนี่ยวไกในทันที  ด้วยรู้จักหน้าค่าตารวมถึงระดับของคนตรงหน้าดีว่า แตกต่างจากพวกหัวขโมยหรือผู้บุกรุกทั่วไป

            “ใจเย็นก่อน พี่ชาย~  ผมแค่มาตามหาคนชื่อเสือ  เขาอยู่ที่นี่ใช่ไหม”
            “ไม่มี !  ที่นี่ไม่มีคนชื่อเสือ  เขาไม่ได้อยู่ที่นี่นานแล้ว”

            เพราะไม่รู้ว่า อีกฝ่ายถามหาราชาของตนด้วยจุดประสงค์อะไร  ขจรจึงเลือกที่จะปฏิเสธเสียงแข็งเอาไว้ก่อน

            “ไม่อยู่ก็ไม่อยู่เด้~  แค่นี้ต้องเอาปืนจ่อหัวกันด้วย  นี่มาดีนะ  ไม่ได้มาร้าย”
            “ออกไป !”

            “ฮะ ฮัดเช้ย !

            อาจเป็นจังหวะประจวบเหมาะ หรือเคราะห์หามยามซวยของพิจิกก็ว่าได้  เมื่อจู่ ๆ เขาก็เกิดอาการคันในจมูกขึ้นมา แล้วจามพรืดออกมาทีหนึ่งอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย  ศีรษะซึ่งโยกคลอนอย่างกะทันหันดังกล่าว ทำให้ขจรผู้ระแวงระไวเกิดอาการมือลั่น  ลืมตัวเหนี่ยวไกยิงเข้าใส่อีกฝ่ายในทันที  ด้วยคิดไปว่า บุคคลตรงหน้าสบช่องอาศัยจังหวะทำร้ายตนอย่างคนเล่นไม่ซื่อ
           
            ปัง !
 
            ลูกตะกั่วนัดแรกพุ่งผ่านศีรษะ ถากเส้นผมสีเทาให้ขาดร่วงลงมาจำนวนหนึ่ง  พิจิกถึงกับยืนตัวแข็ง เมื่อบังเอิญหลบรอดวิถีกระสุนระยะประชิดมาได้อย่างหวุดหวิด  แม้ร่างกายไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้ดั่งใจ  แต่เส้นผมของเขาเลื้อยปราดออกไปทันใด เพื่อปกป้องผู้เป็นเจ้าของร่าง

            เส้นผมที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยทีเซลล์จำนวนมหาศาลตอบโต้กลับฉับไว เคลื่อนไหวไปเองตามสัญชาตญาณ  เลื้อยพันไปตามมือและแขนของนายขจร หมายผูกรัดให้สิ้นอิสรภาพ  ในจังหวะที่กำลังเกิดการยื้อยุดกันอยู่ตรงนั้น  เสือก็โผล่มาอยู่ด้านหลังของพิจิกอย่างพอดิบพอดี  ราชันย์ไร้พ่ายกระแทกสันหมัดเข้าใส่กลางหลังของผู้ที่กำลังคุกคามลูกน้องของตนเต็มแรง  พิจิกที่ไม่ทันระวังตัวจึงถลาล้มไปข้างหน้า  ขจรอาศัยจังหวะดังกล่าวสะบัดหลุดจากเส้นผมผีสิง ก่อนยิงเข้าใส่ราชาแมงป่องอีกหนึ่งนัด
 
            ปัง !
 
            เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น  ฆีมษ์ที่ติดตามมาถึงทีหลังพร้อมกับฮัน ถึงกับชะงักไปกับภาพที่ได้เห็นตรงหน้า  ราชาแมงป่องทรุดฮวบลงกับพื้น  ผมสีเทาที่ยาวสยายแผ่คลุมจนมองไม่เห็นใบหน้า  แต่บนพื้นเรือนนั้น มีกองเลือดหย่อมหนึ่งปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน

            “เจ็บนะเว้ย !  ทำไมต้องยิงกันด้วย”

            พิจิกเงยหน้าขึ้นมองคนทั้งหมด  ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาวามวาว  ยกมือซ้ายขึ้นกุมต้นแขนขวาที่บัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยเลือด  เส้นผมซึ่งทิ้งตัวลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก  พากันยกตัวขึ้นและส่ายไหวไปมาราวกับสาหร่ายใต้น้ำ อยู่ในท่าเตรียมพร้อมโจมตีตอบโต้กลับ

            “อาจารย์ ระวังด้วย !  ผมของมันเปลี่ยนรูปได้  ถ้าเข้าไปใกล้จะถูกแทงเอา”

            ฆีมษ์ร้องเตือนเสือ  เนื่องจากจดจำความสามารถพิเศษของทีเซลล์ จากความทรงจำเมื่อครั้งถูกอีกฝ่ายรุมไล่ล่าทำร้ายได้  ลำพังคอยหลบการโจมตีอันรุนแรงหนักหน่วงจากคิงจา สำหรับฆีมษ์แล้วไม่ได้ยากลำบากเท่าไหร่  แต่การถูกขัดจังหวะและถูกตอดเอาเลือดเป็นระยะจากพิจิกนั่นแหละ ที่เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เขาหมดกำลัง จนต้องพ่ายแพ้และถูกทำร้ายจนเกือบต้องกลายเป็นคนพิการ

            ราชันย์ไร้พ่ายตัดสินใจในเสี้ยววินาที  เสือไม่ได้กระโจนเข้าใส่พิจิกโดยตรง  หากแต่เลือกที่พุ่งเข้าหาโดยใช้วิธีไถลตัวเข้าไปใกล้  สองมือคว้าจับเอาตัวของอีกฝ่าย  จับทุ่มโยนให้ลอยหวือไปกระแทกเข้ากับบานหน้าต่างที่เหมือนเปิดแง้มคอยท่าเอาไว้  ร่างของราชาแมงป่องผู้เสียหลักร่วงกระแทกพื้นดิน กลิ้งม้วนตัวไปมาสองสามตลบ  ถึงค่อยหยุดแน่นิ่งต่อหน้าธนสรณ์ ผู้ตามเข้ามาเป็นรายหลังสุดพอดี
           
            “พิจิก !” 

            ธนสรณ์อุทานด้วยความตกใจ  รีบทรุดตัวลงดูอาการชายหนุ่มรุ่นน้อง  มองเห็นเลือดสีแดงที่ทำให้ใจสั่นหวิวไหวบนร่างของอีกฝ่าย

            “พี่.. หนีไป  พวกมันมีมากกว่า แข็งแกร่งกว่า  ผมถูกยิง  แต่ไม่ต้องห่วงผม  เอาตัวรอดก่อน  ไปสิ..”

            แม้เจ็บจุกจนลุกไม่ขึ้น  แต่พิจิกก็ยังแข็งใจบอกอีกฝ่ายให้หนีไป  -- ถ้าพี่สรณ์เป็นอะไรไป  ตนคงไม่มีหน้าไปพบกับธีราได้อย่างแน่นอน –  ราชาแมงป่องคาดหวังจะได้เห็นภาพพี่ชายของธีราทิ้งตนเอาไว้ แล้วหนีเอาตัวรอดไป  หากแต่อีกฝ่ายกลับทำในสิ่งเหนือความคาดหมาย  ธนสรณ์ล้วงมืออันสั่นของตนเข้าในกระเป๋ากางเกง และหยิบเหรียญเงินจำนวนหนึ่งขึ้นมากำเอาไว้แน่น

            พี่ชายคนรองแห่งบ้านพินิจใจ ไม่ได้ยินเสียงอื่นใดในหัวเหมือนกับธีรา  นอกจากความรู้สึกอันแรงกล้าที่บอกให้เขาเตรียมเหรียญเหล่านี้ เพื่อใช้เป็นอาวุธตอบโต้ใครก็ตามที่จะเข้ามาทำร้ายตนหรือพิจิก  ช่างน่าแปลก.. ใจที่กำลังเต้นตึกตักโครมคราม กลับพลันสงบลงได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

            นิ่งขึ้น.. เยือกเย็นขึ้น..  เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้แรกที่กำลังจะมาถึง..

 
            ภายในบ้านยังคงมีความเคลื่อนไหว  ขจรโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่าง ประทับปืนเล็งมาที่ร่างคนแปลกหน้าทั้งสอง  เตรียมลั่นไกอีกนัด  หากมีใครก็ตามแสดงอาการผิดปกติ หรือทำอะไรที่อยู่เหนือการควบคุม

            พอเห็นอาวุธปืนในมือของอีกฝ่าย  สัญญาณเตือนภัยก็ดังระรัวในหัวของธนสรณ์ทันที  ราชาแห่งเส้นทางพยายามเพ่งมองที่ลำกล้องปืน  เพื่อเลื่อนจุดสีแดงในดวงตาของตนให้ทาบจับตำแหน่ง  ก่อนแบ่งเหรียญหนึ่งออกมาจากทั้งหมดที่กำเอาไว้  แล้วซัดปาออกไปด้วยความเร็วแรงเต็มกำลังแขน
 
            ฟิ้ง !
 
            เสียงเหรียญที่ขว้างแหวกอากาศมา โดนกระบอกปืนเกิดเป็นเสียงดังฟังแปลกหู  ท่อนเหล็กร้อนในมือของขจรสะบัดตามแรงกระทบกระแทก จนเกือบหลุดออกจากมือ  สายตาทั้งสี่คู่ของเสือ ฆีมษ์ ฮันและขจร ต่างมองเห็นในสิ่งเดียวกัน นั่นคือ เหรียญเงินอันหนึ่งฝังตัวแน่นอยู่ตรงปลายลำกล้องปืน แม่นยำอย่างน่าอัศจรรย์ราวผีจับมือเจาะ

          ทีเซลล์ !?

            คำเดียวกันนี้ดังขึ้นในหัวของทุกคน  เสือมองไปยังผู้บุกรุกรายใหม่ ก่อนหันมองหน้าฆีมษ์อย่างกังขา  เพราะไม่รู้ว่า คนที่ขว้างเหรียญมานั้นเป็นใคร  เป็นศัตรูที่มาด้วยกันกับเจ้าหนุ่มผมสีเทานั่นด้วยหรือไม่

            “อาจารย์  ผู้ชายคนนั้นเป็นพี่ชายของธีรา  แต่ผมไม่รู้ว่า เขามาด้วยกันกับราชาแมงป่องได้ยังไง”

            ฆีมษ์รีบเอ่ยบอก  ด้วยกลัวอีกฝ่ายจะผลุนผลันออกไปจัดการ ชนิดหนักมือกันเสียก่อน

            “กีอา.. อืม..”

            เสือครางในลำคอ พยักหน้านิดเหมือนรับทราบฟังความเข้าใจ  มองภาพออกว่า ฝ่ายตรงข้ามแสดงอาการเป็นปฎิปักษ์ตอบโต้สวนกลับมา เพราะต้องการปกป้องเจ้าผมเทาที่โดนยิงคนนั้น

            ทว่าเสือไม่เหมือนกับฆีมษ์  เขาไม่จำเป็นต้องเห็นแก่หน้าใคร  แม้จิตใจจะตั้งปณิธานไว้เพื่อคอยช่วยเหลือรับใช้ธีราก็ตาม  แต่นั่นก็ย่อมหมายถึงว่าจะมีแต่ธีราเท่านั้น ที่สามารถสั่งการหรือควบคุมตนได้

            ภายใต้แว่นกันแดดสีดำที่มองไม่เห็นแววตานั้น  ฆีมษ์เกิดความรู้สึกกลัวใจอีกฝ่ายขึ้นมา  ราชาสีขาวรับรู้ได้ว่า อาจารย์ของตนเปลี่ยนไปมากพอสมควร  ราชันย์ไร้พ่ายแลดูเย็นชามากขึ้น  พร้อมต่อการลงมือทำในหลายสิ่งหลายอย่างที่เคยหลีกเลี่ยงหรือละเว้นไว้ ในครั้งอดีตก่อนหน้านี้

            “ให้ผมลองพูดกับเขาเอง  บางที อาจเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน”

            ฆีมษ์บอกกับทุกคน  ทำสัญญาณมือให้นิ่งรอดูทีท่ากันไปก่อน  เจ้าของดวงหน้าหล่อใสภายใต้เรือนผมสีน้ำตาล ชะโงกหน้าออกทางหน้าต่าง  เอ่ยเสียงดังกังวานเพื่อให้อีกฝ่ายได้ยินชัดถนัดหู

            “คุณธนสรณ์  ใจเย็น ๆ ครับ  คุยกันก่อน  ทางนี้แค่ป้องกันตัวเอง  คุณกับราชาแมงป่องมาด้วยกันหรือ  แล้วบุกเข้ามาในนี้ พวกคุณมีจุดประสงค์อะไร”

            “ป้องกันตัวเองหรือ เฮอะ ! เอาปืนจ่อหัว แล้วยิงเลยเนี่ยนะ ป้องกันตัว”

            พิจิกที่ยันตัวลุกขึ้นมานั่งได้  ตะโกนกลับไปอย่างเดือดดาล  เลือดที่แขนยังไม่หยุดไหล  ทั้งลูกกระสุนก็ยังฝังอยู่ในต้นแขน สร้างความเจ็บปวดให้มากพอดู

            “นั่นสิ  ถึงพวกเราจะบุกรุกบ้านของพวกคุณก็เถอะ  แต่ก็พอจะพูดจากันได้ไม่ใช่หรือ  ทางเราเองก็ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไร  เราแค่มาตามหาคนชื่อเสือเท่านั้นเอง”

            ธนสรณ์พูดเสียงดังตอบกลับไปบ้าง  ถ่ายเหรียญใส่ในมือข้างที่ว่างอยู่  เตรียมพร้อมสำหรับการยิงที่ไม่มีวันพลาดเป้านัดต่อไป  เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงส่งเสียงเตือนสายเรียกเข้า  แต่เขาไม่มีจังหวะที่จะกดรับสายดังกล่าวนั้น

            “ต้องการ อะไร”

            คราวนี้ เป็นเสียงแหบพร่าที่แค่นถามผ่านลำคอของเสือ  เจ้าของสถานที่โผล่หน้าผ่านบานหน้าต่างอีกด้าน  โดยมีนายขจรเจ้าที่หลบอยู่ในเงาด้านหลัง มือยังคงกำอาวุธปืนซึ่งใช้การไม่ได้แล้วไว้แน่น

            “คุณ คือ เสือ รึเปล่าล่ะ”
            “ข้านี่แหละ เสือ”
            “เคยเจอกับธีรามาแล้วใช่ไหม”
            “ใช่”
            “ถ้าใช่เสือคนนั้นจริง ๆ บอกมา.. ว่าน้องสาวผมให้อะไรกับคุณ”

            คำถามดังกล่าวมีเพียงธนสรณ์กับพิจิกเท่านั้นที่รู้ความนัย  และมีเพียงเสือซึ่งมีตัวตนอยู่จริงจากคำบอกเล่าผ่านความฝันของธีราเท่านั้น ที่จะสามารถตอบคำถามนี้ได้

            “ชีวิต.. เธอให้เลือด ให้เซลล์แท้กับข้า  ดึงข้าขึ้นจากความทรมานอันไม่รู้จบ  พาข้ากลับมา  ธีราเป็น..แสงสว่างของข้า”

            เสือตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นตามความสัตย์จริง  เอ่ยวาจาที่ฟังดูฉาดฉาน ชัดเจนและไม่เสแสร้งแกล้งพูดแต่อย่างใด  ขณะที่ธนสรณ์ตะลึงงันไปกับข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ตรงหน้า

            ความฝันของเขาเป็นความจริง  เขาได้พบกับน้องสาวจริง ๆ และนั่นหมายความว่า ทุกสิ่งที่ธีราได้บอกเล่า และได้แสดงให้เห็นภาพทั้งหมดนั้นเป็นความจริง  แต่ถึงกระนั้น ธนสรณ์ก็ยังคงเดินหน้าถามต่อไป

            “คำถามสุดท้าย  ที่ไหน  เมื่อไหร่ ?”

            “โรงงานร้าง ที่อยู่ของไอ้สิงโต  เรื่องนี้เกิดขึ้น หลายวันมาแล้ว”

            ถ้อยความจากปากคนชื่อเสือ  ทำให้ทั้งธนสรณ์และพิจิกหันมองสบสายตากัน  พี่ชายคนรองของธีราผงกศีรษะเป็นเชิงยอมรับต่อข้อมูลที่ได้รับ  จำนนต่อเหตุผลที่มีตัวตนอยู่จริงบนโลกใบนี้
 
            “ผมชื่อ ธนสรณ์ เป็นพี่ชายของธีรา  น้องสาวผมหายตัวไปหลายวันแล้ว  เพราะนายคนนั้นเป็นต้นเหตุ..”

            ฆีมษ์มีสีหน้าสลดลงทันตา  เมื่อมือของธนสรณ์ชี้ตรงมาที่ตนคล้ายกล่าวโทษ 

            “..แต่ผมได้เจอกับน้องสาวในความฝัน  ธีราบอกว่า เสือจะตามหาเพื่อช่วยเธอ  และยังบอกให้ผมไปหานายคนนั้น  แต่ผมไม่ได้ไป  ผมเลือกที่จะลองค้นหาและพิสูจน์ดูว่า คนชื่อเสือที่มีทีเซลล์นั้น มีตัวตนอยู่จริงไหม  ผมขอให้พิจิกช่วย  จากนั้น พวกเราก็เลยลองมาที่นี่  ผมพูดความจริงแล้ว  คุณจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่คุณ”

                       
            บังเกิดความเงียบแทรกขึ้นในบรรยากาศยามนั้น  ต่างคนต่างมองหน้ากันสลับไปมา ราวกับค้นหาความจริงซึ่งกันและกัน  นิ่งนานกันไปอยู่ชั่วอึดใจ  ก่อนที่เสือจะยกมือขึ้นถอดแว่นกันแดดและหน้ากากผ้าออก  เผยให้เห็นใบหน้าอันแสนหล่อเหลาคมคาย ทว่าเต็มไปด้วยริ้วรอยแผลเป็นน่ากลัวกระจายอยู่ถ้วนทั่ว

            เรือนร่างสูงที่กลับมามีมวลเนื้อเติมเต็ม  เหนี่ยวตัวปีนข้ามหน้าต่างออกมายืน บนผืนดินเดียวกันกับพวกคนแปลกหน้า  เสือก้าวอาด ๆ ตรงไปหาคนทั้งสอง  ปราศจากท่าทีคุกคามหรือรังสีแห่งการฆ่าฟัน  ต้องการทำเพียงแค่จะเดินเข้าไปพิจารณาด้วยตัวเองใกล้ ๆ

 
            เปรี๊ยะ !  เปรี๊ยะ !  เปรี๊ยะ !
 
 
            ทว่ายังไม่ทันได้เข้าไปใกล้  หูของเขาก็ได้ยินเสียงของอะไรบางอย่างแตกตัวอยู่ในอากาศ คล้ายเสียงไฟฟ้าช็อตบางเบาแต่ดังแว่วอยู่ใกล้หู  สัญชาตญาณระวังภัยทำให้เสือชะงักฝีเท้า หยุดการก้าวเดินไว้เพียงแค่นั้น  ราชันย์ไร้พ่ายมองเลยผ่านไปทางด้านหลังของคนทั้งสอง  มองเห็นร่างของใครคนหนึ่ง ซึ่งก้าวเข้ามาร่วมสร้างความประหลาดใจด้วยอีกหนึ่งราย

            เสียงฝีเท้าที่วิ่งตรงเข้ามาใกล้ทางด้านหลัง รวดเร็วเกินกว่าที่ทั้งพิจิกและธนสรณ์จะเหลียวหันกลับไปมองได้ทัน  ทั้งสองรู้สึกตัวอีกทีก็มีผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งเข้ามาประชิดใกล้  ร่างดังกล่าวยอบตัวลงนั่งด้วยความว่องไว พลางคว้าเอาท่อนแขนซึ่งชุ่มโชกไปด้วยเลือดของพิจิก ยกขึ้นมาเลียแผล็บหนึ่งอย่างรวดเร็ว ก่อนหลับตาลงคล้ายแน่นิ่งไปชั่วขณะ

            “เอ๊ย !  ใครเนี่ย ทำอะไร !”

            ไม่เพียงแค่พิจิกผู้หลุดอุทานออกมาด้วยความตกใจ  แม้แต่ธนสรณ์และคนอื่นที่เหลือ ต่างก็ตกตะลึงกับหญิงแปลกหน้าผู้ซึ่งโผล่มาอย่างไม่มีปี่ไม่ขลุ่ย  จากนั้นก็ปรากฏร่างของชายที่แสดงกิริยาอาการเร่งร้อนอีกคนหนึ่งโผล่มาให้เห็น คล้ายติดตามกันมา

            “..เคียร์  ราเคียร์  เข้ามาในนี้ไม่ได้นะ  นี่บ้านคนอื่นเขา..”
 
            “พี่ชาติ !”
            “สรณ์ !

            พี่น้องสองชายต่างส่งเสียงอุทาน เมื่อมองเห็นกันและกันชัดถนัดแก่สายตา  ธนชาติผ่อนฝีเท้าลง ก้าวเข้าไปใกล้ร่างของสตรีที่นั่งหันหลังให้อย่างช้า ๆ  ราเคียร์ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทำสีหน้าคล้ายเลื่อนลอยไปชั่วขณะ  หลุดเรียกชื่อหนึ่งออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา ฟังดูราวกับมีความปิติยินดีแทรกสอดอยู่ในน้ำเสียงดังกล่าว
 
            “     ..  อา.. เพิร์ก  ..     ”
           


           
++++++++++++++++++++++++++++++
           


           
          ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้  ห้านาที
 
            บนรถแท็กซี่เก่ากลางใหม่คันหนึ่ง  ธนชาตินั่งหน้าขรึมอยู่ที่เบาะหลังด้านหนึ่ง  โดยมีร่างของราเคียร์นั่งคู้เข่า โหย่งตัวอยู่บนเบาะอีกด้าน  สองมือเกาะกระจกด้านข้างตรงประตูรถ มองดูทัศนียภาพสองข้างทางด้วยความตื่นตาตื่นใจ  สองเท้าพาดไพล่ไปก่ายเกยโดนหน้าขาของธนชาติ อย่างปราศจากมารยาทหรือความเกรงอกเกรงใจใด ๆ ทั้งสิ้น

            คนขับแท็กซี่ลอบมองผ่านกระจกมองหลังแล้วอมยิ้มขำ  เมื่อเห็นผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาดีมากคนหนึ่ง  กำลังทำตัวราวกับเป็นคนมีอาการทางประสาท หรือไม่ก็พวกบ้านนอกเข้ากรุงเสียอย่างนั้น  ยังดีที่ฝ่ายหญิงเอาแต่จ้องมองดูข้างทาง ไม่ส่งเสียงร้องถามนู่นนี่ให้วุ่นวาย  ฝ่ายชายที่มาด้วยกันคงเป็นญาติหรือคนใกล้ชิด  เพราะดูเหมือนรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างใจเย็น

            ธนชาติเบื่อที่จะพูดคำว่า  “นั่งดี ๆ สิ”  ซ้ำซาก  ดังนั้น  เขาจึงยอมเป็นฝ่ายละความพยายามที่จะบังคับให้ราเคียร์ทำตามคำบอก  ในเมื่ออีกไม่ช้า  คนแปลกหน้าก็จะได้พ้นไปจากบ้านและครอบครัวของตนสักที  ตอนที่รถเลี้ยวเข้าในซอยชุมชนใหญ่  เขาก็ชะโงกหน้าเข้าไปบอกกล่าวกับคนขับ

            “ผมว่า น่าจะแถวนี้แหละครับ  ยังไงก็ช่วยขับช้า ๆ หน่อย  น้องชายผมบอกจะยืนรออยู่ข้างทาง  เอ..แล้วมันยังไงของมันวะเนี่ย  โทรไปก็ไม่รับ”

            ชายหนุ่มบ่นให้น้องชาย  หลังกดโทรออกหาอีกฝ่ายจนสัญญาณตัดไปเอง  ดวงตาก็มัวสอดส่องมองสองข้างทางไปเรื่อย  รู้สึกเป็นกังวลเล็ก ๆ เนื่องจากธนสรณ์บอกเพียงพิกัดที่เป็นจุดสังเกตใหญ่ คือ ชื่อชุมชนกับชื่อซอยที่เป็นปากทางเข้าเท่านั้น

            “ตรงนี้ !  ตรงนี้ !”

            จู่ ๆ ราเคียร์ก็ร้องโวยวายเสียงดังขึ้นมา  คนขับจึงชะลอรถเข้าจอดข้างทางตามคำบอกทันใด  ไม่ทันที่ธนชาติจะคว้าจับตัวเอาไว้ได้ทัน  อีกฝ่ายเปิดประตูได้ก็พรวดพราดลงจากรถ  วิ่งข้ามถนนไปอีกฝั่งชนิดไม่ดูตาม้าตาเรือเลยด้วยซ้ำ  โชคดีที่เป็นจังหวะไม่มีรถแล่นสวนผ่านไปมา  ไม่เช่นนั้น คงได้เกิดอุบัติเหตุรถชนคนต่อหน้าต่อตากันเสียตรงนี้

            ธนชาติไม่อาจตามไปได้ในทันที  เนื่องจากติดชำระค่าโดยสารให้เรียบร้อยเสียก่อน  แต่ตายังทันมองไปเห็นบ้านหลังที่ราเคียร์หายลับเข้าไป  เลยพอจะใจชื้นขึ้นมาบ้างเมื่อรู้ว่า จะสามารถลากตัวอีกฝ่ายออกมาได้จากตรงไหน

            ทั้งที่มองตามความเป็นจริง  เขาสามารถที่จะปล่อยคนทิ้งไว้แถวนี้  แล้วหนีหายไปเลยก็ยังได้  เพราะถ้ามองอีกฝ่ายเป็นแค่คนสติไม่ดีทั่วไป  ก็เพียงอาศัยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือคนจากโรงพยาบาลประสาทมาจับเอาตัวไป  แต่ถ้านั่นเป็นมนุษย์ต่างดาวจริงแท้แล้วไซร้  ถึงอย่างไรคงหาทางหวนกลับไปยังบ้านของเขาได้อีกอย่างแน่นอน

            -- ปวดหัวไม่หาย  จนถึงตอนนี้..ก็ยังไม่รู้ว่า จะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรเหมือกัน --

           
            ในหัวของราเคียร์เต็มไปด้วยภาพต่าง ๆ มากมาย  ภาพเหล่านั้นเป็นภาพที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเหล่าแมลงประหลาด ซึ่งจะส่งสัญญาณเป็นคลื่นความถี่ในอากาศ ถ่ายทอดเข้าสู่สมองของราเคียร์อีกทอดหนึ่ง  นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอสามารถมองเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ ณ ที่ตรงนั้น

            และในฐานะผู้เป็นส่วนหนึ่งและรู้จักทีเซลล์ดียิ่งกว่าผู้ใด  ราเคียร์สามารถรับรู้ได้ถึงการปรากฏของมนุษย์ที่เป็นร่างภาชนะของทีเซลล์หลายตำแหน่ง  แม้เป็นทักษะที่ถูกลดทอนความสามารถลงด้วยติดเงื่อนไขทางเนื้อหนัง  แต่ถึงกระนั้น ก็ยังเป็นขอบเขตที่กินรัศมีกว้างไกล มากกว่าที่ผมของพิจิกทำได้หลายเท่าตัวนัก
 
            “     ..  เปิด  ..     ”
 
            รั้วยังคงถูกปิดล็อกจากด้านในกางกั้นไม่ให้คนภายนอกเข้า  ทั้งร่างมนุษย์เพศหญิงนี้ก็งุ่มง่าม เชื่องช้าทางกายภาพ ไม่แข็งแรงเทียบเท่ากับเพศชาย  ราเคียร์แปลงคลื่นสมองของตนเพื่อส่งสัญญาณ สั่งการให้เหล่าแมลงช่วยกันขยับเขยื้อนเหล็กตัวล็อกกั้นประตูออก  เพื่อเปิดทางให้ตนได้ก้าวเข้าไป

            อากาศของดาวเคราะห์ดวงนี้ เหมาะสมสำหรับสิ่งมีชีวิตที่จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนในการหายใจ  แต่มันยากสำหรับการสร้าง หรือควบคุมอนุภาคอิเล็กตรอนที่อยู่ในอณูอากาศ  โดยเฉพาะเมื่อถูกจำกัดให้อยู่ในร่างมนุษย์แบบนี้  ถึงกระนั้น ราเคียร์ก็ยังสามารถทำได้ทันเวลาพอดิบพอดี  จังหวะเดียวกับตอนที่ร่างของเสือโดดผลุงออกมาจากหน้าต่าง  ราเคียร์ก็สร้างกับระเบิดล่องหนจำนวนหนึ่ง จากการสกัดประจุอิเล็กตรอนในมวลอากาศ  แล้วส่งมันออกไปล่องลอยดักหน้าบุคคลผู้กำลังย่างสามขุม ตรงเข้ามาใกล้ร่างภาชนะทั้งสองที่กำลังหันหลังให้ตนอยู่ตรงหน้า
           
            เปรี๊ยะ !  เปรี๊ยะ !  เปรี๊ยะ !
 
            ด้วยเหตุนี้  เสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนถึงอันตราย  และทีเซลล์ในร่างของเสือก็ว่องไวพอที่จะเตือนให้เจ้าของร่างรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว  ด้วยเหตุนี้  เสือจึงชะงักฝีเท้า หยุดเดิน และยืนนิ่งมองดูเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่เบื้องหน้า ด้วยสีหน้าแสดงความงุนงงสงสัย ไม่ต่างไปจากฆีมษ์ที่ก้าวขึ้นมาสมทบจากทางด้านหลัง

            เป้าหมายของราเคียร์ คือ สิ่งที่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน นั่นก็คือ โลหิตขุ่นข้นสีแดงที่กำลังไหลหลั่งอยู่อย่างไม่ขาดสายของพิจิก  เมื่อเข้าไปใกล้และฉกฉวยสิ่งที่ต้องการมาได้  มนุษย์ต่างดาวในร่างมนุษย์ก็ปิดเปลือกตาและนิ่งไป  เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและแยกแยะทีเซลล์ ซึ่งอาจมีแอบแฝงอยู่ในเลือดนั้นทันที

            ธนชาติติดตามมาทันในจังหวะนี้  เข้ามาเห็นตอนที่ราเคียร์นั่งหลับตานิ่งเงียบ  ในทีแรกยังไม่ทันสังเกตเห็นธนสรณ์น้องชาย และชายหนุ่มผมยาวแปลกหน้าอีกคน  เนื่องจากมัวแต่นึกกังวล กลัวมนุษย์ต่างดาวสามัญประจำบ้าน เข้ามาสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายให้ที่นี่  จึงร้องเรียกชื่ออีกฝ่ายตั้งแต่เดินมายังไม่ทันถึงตัว

            “..เคียร์  ราเคียร์  เข้ามาในนี้ไม่ได้นะ  นี่บ้านคนอื่นเขา..”

            “พี่ชาติ !” 

            ธนสรณ์ร้องทักพี่ชายด้วยความดีใจ เมื่อมองไปเห็นว่าเป็นใครที่ก้าวเข้ามา

            “สรณ์ !” 

            ข้างฝ่ายธนชาติเองก็แสดงความดีใจออกมาเช่นกัน เมื่อมองเห็นน้องชายอยู่ด้วย ณ ที่ตรงนี้

            ดูเหมือนคนเดียวที่ไม่ได้มีความรู้สึกร่วมยินดีกับใคร นั่นก็คือ พิจิก  กระสุนฝังในทำให้ปากแผลเปิด เลือดยังไม่ยอมหยุดไหล ทั้งที่ทีเซลล์ในร่างกำลังฟื้นฟูความเสียหายอยู่อย่างเต็มกำลัง  ภายในเวลาแค่ไม่กี่นาที  หลายสิ่งหลายอย่างประเดประดังเข้าหา จนพิจิกรู้สึกมึนงงไปหมด  ทั้งโดนยิง  โดนจับเหวี่ยงออกมา จนล้มกลิ้งไม่เป็นท่า  ไหนยังจะมีผู้หญิงแปลกหน้าที่ไหนอีกก็ไม่รู้  โผล่มาเลียกินเลือดจากแผลของตนเสียอีก

            นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน..  แล้วตอนนี้ เขาควรจะหนี หรือ ทำอย่างไรต่อไปกันดีล่ะ !?
           
            “     ..  อา.. เพิร์ก  ..     ”
 
            ได้ยินเสียงครางคล้ายชื่อเรียกของอะไรสักอย่าง  ก่อนที่ผู้หญิงคนดังกล่าวจะลืมตาขึ้น และโถมเข้ากอดตน ด้วยสีหน้าท่าทางแสดงอาการดีอกดีใจ  พิจิกปวดแผลจนน้ำตาไหล  เมื่อต้นแขนข้างที่ถูกยิงได้รับแรงเสียดสีจากการกอดรัดของคนแปลกหน้า  เขาพยายามใช้มือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ ดันตัวอีกฝ่ายให้ถอยห่างออกไป  โดยมีพี่ชายอีกคนของธีราที่เพิ่งโผล่มาใหม่ เป็นคนเข้ามาช่วยด้วยอีกแรง

            “ใครกันล่ะเนี่ย เข้ามากอดทำไม  เขายิงกันอยู่ ไม่เห็นหรือ  อันตรายนะ ออกไปสิ”

            “ราเคียร์ ! ไม่เอาน่ะ อย่าทำแบบนี้  นั่นเลือดเหรอ  เลือดใคร !”

            ธนชาติออกแรง พยายามดึงตัวราเคียร์ให้ออกห่างจากร่างของชายหนุ่มผมยาว  เกิดอาการตื่นตกใจขึ้นมาทันที เมื่อมองเห็นเลือดที่เปรอะเปื้อนไปทั่ว จนยากที่จะแยกออกว่านั่นเป็นเลือดของใคร  เนื่องจากตนเพิ่งมาถึง จึงไม่ได้รับรู้เรื่องราวอันใดทั้งสิ้น

            “     ..  รากเดียวกับข้า  เพิร์ก  รากเดียวกับข้า  ..     ”

            ราเคียร์พร่ำพูดเสียงสั่น  พยายามดิ้นรนให้เป็นอิสระจากธนชาติ  โดยที่สายตายังคงจับจ้องมองหน้าพิจิก ชนิดตาไม่กะพริบ

            “     ..  เจ้าอยู่ในนั้นไหม  เพิร์ก  ตอบรับข้าสิ  ราเคียร์อยู่นี่  ข้าอยู่นี่แล้ว  เพิร์ก  ..     ”

            ถ้อยวาจาเหล่านั้นทำให้ธนชาติต้องตกตะลึงอีกคำรบ  ผิดกับพิจิกที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด  เมื่อจู่ ๆ ก็มีผู้หญิงที่ไหนไม่รู้โผล่มาเรียกตนด้วยชื่อแปลก ๆ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน  ซ้ำยังพร่ำเพ้อราวกับมองเห็นตนเป็นญาติใกล้ชิดเสียอย่างนั้น 

            “พี่ชาติ  คนนี้หรือ.. ที่ว่าเป็น.. อ่ะนะ”

            ธนสรณ์ถามพลางกลืนน้ำลายลงคอ  งุนงงสับสนไปหมดกับสถานการณ์ในตอนนี้ ที่เหมือนกับรับศึกสองด้าน  ธนชาติที่กำลังสู้กับแรงของราเคียร์ผู้พยายามดิ้นรนจะเข้าหาพิจิก  พยักหน้าให้น้องชายแทนการตอบรับ
           

            ทางข้างฝั่งของเสือ  ฆีมษ์ทำท่าจะเดินขึ้นนำหน้า เพื่อเข้าไปดูเหตุชุลมุนวุ่นวายที่กำลังอลหม่านกันอยู่เบื้องหน้า  ทว่าแขนของเสือยื่นออกมาสกัดกั้นลูกศิษย์ของตนเอาไว้  แม้ไม่อาจมองเห็นสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในความว่างเปล่าตรงหน้า  แต่ราชันย์ไร้พ่ายค่อนข้างแน่ใจว่า ต้องมีความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง และอาจเกิดอันตรายหากพาตัวล้ำหน้าออกไป

            “มีอะไรหรือครับ” 

            ฆีมษ์เอ่ยถามเสียงเบาอย่างไม่เข้าใจ  ด้วยไม่ได้ยินเสียงหรือสัมผัสถึงสิ่งแปลกปลอมในอากาศเหมือนอย่างเสือ

            “มี บางอย่าง ในอากาศ” 
            “ในอากาศ..อย่างนั้นหรือครับ”

            เพราะเสือกล่าวเช่นนั้น  ฆีมษ์จึงหลับตาลง ตั้งสมาธิเพื่อให้รู้สึกถึงการไหลเวียนของทีเซลล์ในร่าง  รับรู้ถึงกระแสลมที่พัดอยู่รอบตัว  สร้างแรงดันบางอย่างขึ้นในอากาศที่ว่างเปล่า ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า กระแสอากาศเคลื่อนที่  ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้มีสายลมคลอเคลีย อยู่รอบตัวเขาตลอดเวลานั่นเอง

            ราชาสีขาวตวัดสองแขน ควบคุมให้สายลมพัดออกไปเบื้องหน้า  เจตนาใช้เส้นทางแห่งวาตะเป็นตัวตรวจสอบอันตรายที่ซ่อนเร้น  รวมถึงขจัดปัดเป่าสิ่งแปลกปลอมให้พ้นไปจากทางของตน
 
          วูว..  วูม.... วู้ว....
 
            เสียงลมกระโชกกรากฟังคล้ายเสียงสำรากของภูตผี  คราวนี้ ทั้งเสือ ฆีมษ์ และแม้แต่ฮันที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง ต่างได้ยินเสียงแตกตัวของกับระเบิดล่องหน ซึ่งฟังคล้ายเสียงไฟช็อตอย่างชัดเจน  ก่อนที่เสียงดังกล่าวจะเงียบหายไป  ถึงตอนนี้เท่ากับราชันย์ไร้พ่ายและราชาสีขาวสามารถรุกคืบไปข้างหน้า ได้อย่างสะดวกไร้อุปสรรคใด ๆ แล้ว

            เมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามเริ่มก้าวเดินตรงเข้ามาหาพวกตนใหม่  ธนสรณ์ก็ตั้งท่าเตรียมจะซัดเหรียญอีกครั้ง  หากแต่ฆีมษ์ยกมือขึ้นเป็นทำนองห้าม  รีบเอ่ยถ้อยวาจาเพื่อยุติศึกระหว่างกัน

            ..จะตั้งหน้าตั้งตาเอาแต่ฆ่าฟันกันไปทำไม  ในเมื่อสามารถเจรจาตกลงกันได้ ก็ควรลองทำดูเสียก่อน..
 

            “เราอย่าสู้กันเลยครับ  เมื่อกี้นี้ ผมได้ยินที่คุณธนสรณ์พูดทั้งหมดแล้ว  ผมกับพี่เสืออยู่ข้างเดียวกัน และเราต้องการที่จะช่วยคุณธีรา เพราะเราต่างก็ได้รับการช่วยเหลือจากเธอเหมือนกัน  ทำไมเราไม่มาคุยกันก่อนล่ะครับ  พวกผมยินดีที่จะช่วยคุณทุกอย่าง”

            ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงของฆีมษ์ เปี่ยมด้วยความจริงจังและจริงใจ  แวบหนึ่งนั้น ธนสรณ์รู้สึกละอายที่เป็นฝ่ายเคยทำไม่ดีกับอีกฝ่าย  และเมื่อพินิจมองดูให้ดีแล้วก็เห็นว่า ทั้งสองคนตรงหน้าเองไม่ได้แสดงท่าทีคุกคามแต่อย่างใด

            เพราะความดื้อรั้นของตนเองแท้ ๆ  เป็นตัวเขาเองที่เพิกเฉยต่อคำแนะนำของธีรา  ถ้าหากมุ่งตรงไปหาราชาสีขาวเสียตั้งแต่แรก  ป่านนี้ ทุกอย่างคงลงเอยด้วยดี  และพิจิกเองก็คงไม่ต้องโดนยิงเลือดอาบเช่นนี้

            “ได้  เรามาคุยกัน  แต่ตอนนี้ มีคนถูกยิง เราต้องไปโรงพยาบาลก่อน”
            “ไปไม่ได้นะครับ !  ทางที่ดี พาราชาแมงป่อง เข้ามาทำแผลในบ้านดีกว่า”

            คำร้องห้ามของฆีมษ์ ทำให้พี่น้องสองชายบ้านพินิจใจ ต่างเลิกคิ้วขึ้นอย่างกังขา  ในเมื่อเห็นอยู่ต่อหน้าต่อตาว่ามีคนบาดเจ็บเลือดท่วมขนาดนี้  เหตุใด ทางฝ่ายนั้นถึงได้พูดเหมือนเห็นเป็นแค่เพียงเรื่องเล็กน้อย ที่สามารถจัดการกันเองได้อย่างง่ายดาย

            ไม่เฉพาะฆีมษ์  แม้แต่ตัวพิจิกเองก็กัดฟันพูดขึ้นมาในทำนองเดียวกัน

            “พวกนั้นพูดถูก  ผมไปไม่ได้  เราต้องเอากระสุนออกกันเอง”

            “แต่นายโดนยิงนะ  เดี๋ยวก็เลือดออกหมดตัวตายหรอก”  ธนสรณ์แสดงความเป็นห่วงผ่านทางสีหน้าอย่างไม่ปิดบัง  มองเห็นบาดแผลฉกรรจ์ซึ่งสร้างความเสียหายร้ายแรง และอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ถ้าไม่รีบเข้ารับการรักษา

            “แค่นี้ไม่ตายหรอก พี่  ปากแผลกำลังจะปิด  จะทำอะไรก็ต้องรีบแล้ว”

            พิจิกข่มความเจ็บปวด กลั้นใจลุกขึ้นยืนเพื่อเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้าม  กับเสือหรือราชันย์ไร้พ่ายนั้นไม่เท่าไหร่ เพราะไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน  แต่จะมาถึงคราวซวย เพราะเจอโจทย์เก่าอย่างราชาสีขาวนี่แหละ  ยังจำได้ดีว่า เมื่อครั้งล่าสุด ตนได้ร่วมมือกับคิงจาทำอะไรกับอีกฝ่ายไปบ้าง

            ได้แต่หวังว่า ยังไม่ใช่เวลาเอาคืนกันตอนนี้หรอกนะ..

 
            “สงบศึกชั่วคราว  พวกผมมาดี  อาจจะไม่ดี แค่ตรงที่ไม่ได้ขออนุญาตเข้าไปนั่นแหละ  ไม่ได้มาร้ายอะไร  แค่มาตามหาคนที่พี่ชายของธีราคนนี้ ต้องการพบเจอตัว”

            ชายหนุ่มผมยาว ผู้อ่อนวัยกว่าใครทั้งหมดในที่แห่งนั้น  ร้องบอกออกไป  สีหน้ายังคงแสดงความห้าวหาญกึ่งท้าทาย  แม้ร่างกายไม่อยู่ในสภาพพร้อมสู้เต็มร้อยแล้วก็ตาม

            “แล้วผู้ชายกับผู้หญิงที่มาใหม่ อีกสองคนข้างหลังนั่นล่ะ ใคร ?” 

            ฆีมษ์ถามอย่างนึกสงสัย  ธนชาติที่ได้ยินจึงเป็นผู้ตอบคำถามดังกล่าว

            “ขออภัยที่บุกรุกเข้ามานะครับ  ผมเป็นพี่ชายของธีรา เอ้อ พี่ชายคนโต  ส่วนนี่..”  เขาก้มลงมองราเคียร์ที่ตนกำลังรั้งตัวเอาไว้ ด้วยสีหน้าหนักใจ  “..เอ่อ ญาติของผมเอง เรามาด้วยกัน”

            ธนสรณ์ทำตาโตให้กับคำโกหกของพี่ชาย  ในขณะที่คนอื่น ๆ แสดงสีหน้าเข้าใจในคำชี้แจงดังกล่าว  เหตุการณ์ดูเหมือนเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี  ทว่าราเคียร์ที่อาศัยจังหวะเสี้ยววินาที ตอนที่แรงแขนของธนชาติคลายลง สะบัดตัวหลุดออกจากพันธนาการ  แล้วกระโจนเข้าใส่ธนสรณ์อย่างรวดเร็ว
 
            “โอ๊ะ !

            ธนสรณ์ร้องอุทานด้วยความเจ็บปวดในเฉียบพลัน  เมื่อถูกแมลงสีดำลักษณะคล้ายด้วงตัวหนึ่ง บินมาเกาะที่แขน แล้วกัดลงตรงผิวหนังด้วยความไว ก่อนที่มันจะกระพือปีกบินจากไปในทันที หลังสามารถเจาะรูบนผิวเนื้อ ให้เลือดไหลซึมออกมาได้เป็นผลสำเร็จ

            ไม่ทันที่พี่ชายคนรองของธีราจะขยับตัวหรือทำสิ่งใด  ราเคียร์ก็โจนตัวเข้ามาประชิดใกล้  แล้วฉกฉวยเอาหยาดหยดโลหิตเหล่านั้นไป ด้วยการลิ้มเลียจากปลายลิ้นในชั่วพริบตา  ก่อนที่จะปล่อยตัวหลับตาแน่นิ่งไปอีกรอบ  โดยมีธนชาติปรี่เข้ามารองรับประคับประคองเอาไว้ได้ทัน

            ไม่มีใครสามารถเข้าใจพฤติกรรมพิลึกพิลั่นที่สตรีผู้นี้แสดงออกมา  ยกเว้นก็แต่ธนชาติ ผู้ซึ่งพอจะทำความเข้าใจกับการกระทำดังกล่าวนี้ของราเคียร์ได้ โดยเรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเอง  มนุษย์ต่างดาวได้เลือดของน้องชายไปแล้ว  และตอนนี้ คงกำลังเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบพันธุกรรม เซลล์ หรืออะไรก็ตามแต่ ที่เจ้าตัวเคยเอ่ยปากบอกเล่าให้ตนฟังว่า มีหน้าที่มาติดตามค้นหา

            “พี่ชาติ  นี่มันอะไรกัน ?”

            ธนสรณ์ขยับถอยห่างโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับพิจิกที่รู้สึกแปลก ๆ กับผู้หญิงตรงหน้านี้เช่นกัน

            “เงียบก่อน สรณ์  …ได้โปรด  ขอให้ไม่มี  ขอให้มันไม่ใช่..อย่างที่คิดทีเถอะ”

            ประโยคหลัง ธนชาติคล้ายรำพึงรำพันกับตัวเอง  ราเคียร์ขยับตัว ลืมตาขึ้นอย่างแช่มช้า  หันหน้าไปทางธนสรณ์  ก่อนทิ้งตัวนั่งคุดคู้คล้ายอยู่ในท่าหมอบคว่ำ ทว่าผายมือและท้องแขนทั้งสองข้างหงายขึ้น ราวกับกำลังแสดงการคารวะต่อคนตรงหน้า  ศีรษะที่เอาหน้าผากแนบไปกับพื้นดิน เอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันสั่น ประหนึ่งเต็มตื้นไปด้วยความปิติยินดีอย่างสุดแสน

 
            “     ..  อา.. มามาคราย  ผู้นำทางแห่งผองเรา  ..     ”
 
 


           
+++++++++++++++++++++++++++++



Create Date : 03 มิถุนายน 2563
Last Update : 3 มิถุนายน 2563 15:23:21 น. 0 comments
Counter : 72 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

zionzany
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนนิยาย

ปลดปล่อยจินตนาการ

ไม่ยึดติดกับแนวไหน

เพราะจะไปให้ถึงที่สุด..

เท่าที่เราสามารถแผ่

กิ่งก้านความสามารถ

ออกไปสู่โลกกว้างได้

ยินดีต้อนรับทุกคน

สู่โลกของ zionzany

ที่นี่ .. ตรงนี้นะจ้ะ
แต่งนิยายทำร้ายผู้อ่าน ..Tcell H-A-V.. ..Tacticle Ball.. ..Kiss Myself.. ..ZhuXian จูเซียน.. ..เพียงฝันนี้ ศรีสุวรรณ.. อยากคูล อยากคัลท์ อยากมันส์ ที่สำคัญ อยาก-เขียน-ให้-จบ Let's rock Baby
New Comments
Friends' blogs
[Add zionzany's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.