ลืมตา อ้าปาก เย้ยฟ้า ท้าดิน!!! สิ่งใดอยากได้ สิ่งนั้นแสวงหา!!!
 

นักแปลประจำ: ลักษณะงาน (ปฐมบท)

สวัสดีค่ะ ทุกๆ ท่านทีหลงเข้ามา

ก่อนอื่นก็ต้องแนะนำตัวก่อนใช่มั้ยคะ... เอาเป็นว่าเพิ่งจบวารสารศาสตรบัณฑิตมาได้สามเดือนปัจจุับันทำงานเป็นนักแปลภาษาอังกฤษ-ไทย ประจำอยู่ที่ศูนย์การแปลและล่ามโดยเฉพาะ.. สำหรับภาวะเศรษฐกิจจิตตกแบบนี้ เราคิดว่าเราโชคดีมากค่ะทีไ่ด้งานประจำทำ

มาเข้าเรื่องเลยนะคะ เสียเวลาอ่านเกริ่นกัน
ทำงานมาสามเดือนก็แบ่งแยกลักษณะงานของเราได้เป็นสามเดือนเช่นเดียวกันค่ะ
1. เดือนแรก
พอคิดแล้วยังขนลุกอยู่เลยค่ะ เหมือนจับพลัดจับพลูมาทำ... เอาเป็นว่าช่วงเดือนแรก ก่อนอื่นเลย เราต้องทำความรู้จักกับ SDL Trados ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องมือพื้นฐานของนักแปลทั่วไปซึ่งจะเก็บข้อความที่เราเคยแปลเอาไว้ ให้นึกถึงงานแปลแบบ "ก๋วยเตี๋ยวเรือ" นะคะ พวกเอกสารราชการทั้งหลายนี่พอทำไปรอบนึงแล้วรอบต่อมาก็แทบไม่ต้องขยับนิ้วเลย เพียงแค่ดูความถูกต้องให้ตรงตามต้นฉบับก็พอ แถมยังเป็นประโยชน์กับงานแปลที่มีข้อความซ้ำกันมากๆ อีกด้วย ฟึ่บๆๆๆ แป็บเดียวก็เสร็จ... ถึงตรงนี้ก็อยากบอกผู้ที่อยากเป็นนักแปลว่าควรทำตัวให้คุ้นเคยกับเอกสารราชการให้เร็วที่สุดค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่คำแปลก็จะมีอยู่ในเว็บกงสุลแล้ว แต่เราต้องเอามาปรับบ้างเป็นบางประการ รวมไปถึงการสร้าง "คลังคำ" ของเราเองค่ะ ซึ่งอันนี้นอกจากจะใช้ workbench แล้วก็ัยังต้องรู้จัก Multiterm (ถ้าแตกฉานแล้วจะมาโพสต์นะคะ) ซึ่งทำให้ชื่อกระทรวง ชื่อตำแหน่งอะไรกลายเป็นเรื่องจิ๊บๆ มาก ซึ่งเดือนแรกมีพวกใบนู่นใบนี่มาให้เราทำเยอะแยะเลย แต่บางทีก็ได้งานขำๆ อย่างพวกฉลากยา โบร์ชัวเล็กๆ มาทำเหมือนกัน ไม่มีอะไรมากค่ะ
แต่ผลการทำงานเดือนแรกสอนให้รู้ว่า "ความรอบคอบระมัดระวังนั้นสำคัญยิ่งกว่าชีวิต!".... งานแปลก๋วยเตี๋ยวเรือทั้งหลายล่ะค่ะ แม้ว่าหน้าล่ะไม่เกินสามร้อยก็ตามแต่ว่าถ้าำไม่ดูรายละเอียดแล้วก็แย่... บ้างก็มีขีดฆ่าตรงโน้น แก้ไขตรงนี้ ลายเซ็นต์ใครต่อใครวุ่นไปหมด... พอไม่ระวังก็พลาด... ที่ทำงานเราถือว่าไม่ว่างานระดับไหนๆ ก็ต้องเนี้ยบไม่มีที่ติ.... ก็จบเดือนด้วยความเฉาตายเพราะโดนตำหนิ ไม่มีความดีใจเหลือสักนิดที่ได้เงินเดือนแรกในชีวิต

2. เดือนที่สอง: แปรจากเบบี๋มาเป็นอนุบาล
เมื่อเราสะเพร่ามากๆ เจ้านายก็เลยใช้วิธีการใหม่ ครึ่งเดือนแรกเลยจัดให้นั่ง "พิสูจน์อักษร" อย่างเดียวไปเลย ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนในการทำงานเพราะนอกจากเราจะได้พัฒนาความรอบคอบของเราแล้ว สิ่งสำคัญคือ "เราต้องอ่านเยอะมาก" อ่านทุกอย่างตั้งแต่เอกสารกฎหมายไปจนถึงเอกสารวิศวกรรม (ซึ่งบริษัทเรามีงานสองประเภทนี้เยอะมากกก) ผลก็คือยิ่งอ่านเยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งแตกฉานมากขึ้นเท่านั้น ครึ่งเดือนที่สองเลยสอนให้เรารู้ว่า
"นักแปลที่ดี ย่อมเป็นมิตรกับภาษาไทย"
การเก่งแต่ภาษาอังกฤษ อ่านมันแต่หนังสือภาษาอังกฤษแทบไม่ได้ช่วยกับการทำงานเลย เพราะการเป็นนักแปลไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเข้าใจแต่ขึ้นอยู่กับ "การถ่ายทอด" มากกว่าค่ะ

3. ครึ่งหลังของเดือนที่สอง - ปัจจุบัน: ประถมแล้วนะ!
ค่ะ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็งานๆๆๆๆๆๆๆๆ ตั้งแต่จดหมายรักไปจนถึงประกายไฟอาร์ค (โอ้วพระเจ้าช่วย แปลจนเสร็จยังไม่รู้เลยว่าคืออะไร) ตอนนี้มี TM อยู่ในมือมากกว่า 10,000 ล่ะค่ะ ความคาดหวังจากเจ้านายก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่ยังเหมือนเดิมคือแปลผิดยังไม่มีความผิดเท่าพิมพ์ผิด ต้องอ่านหนังสือมากขึ้น พวกงบการเงิน สัญญา ประกาศ อ่านทุกอย่างเท่าที่หาได้ ไม่เว้นแม้แต่ในห้องน้ำ

รู้สึกภูมิใจมากค่ะกับงานที่ทำ แม้ว่าจะได้เงินเดือนไม่มากแต่ก็บอกได้ "งานฉันน่ะ ไม่มีความรู้ทำไม่ได้นะเว้ยยย" กินความภาคภูมิใจแทนข้าวกันเลยล่ะค่ะ

..... แต่ที่พูดมานี่ยังไม่มีชีวิตส่วนตัวสักหยดเลยนะคะ.......

ถ้าคืนนี้ว่างจะมานั่งบรรยายข้อดีข้อเสียของนักแปลประจำค่ะ!

ปล. รบกวนเม้นท์ให้เป็นกำลังใจด้วยนะค้า







 

Create Date : 22 มิถุนายน 2552    
Last Update : 22 มิถุนายน 2552 17:30:08 น.
Counter : 304 Pageviews.  

TOEIC เล่าสู่กันฟัง (part 2)

มาต่อกันเลยนะคะ

ก่อนอื่น อย่าลืมค่ะว่า TOEIC ง่ายนิดเดียว

Part 2 Grammar
1. Error
มาถึงส่วนที่คนทุกคนร้องยี้แล้วค่ะ (รวมถึงเราด้วย อิอิ) รำพึงในใจก่อนนะคะว่าถ้ามองข้อไหน 2 รอบแล้วยังไม่ได้คำตอบ ให้ข้ามไปก่อน

ส่วนใหญ่ข้อสอบ Error ระดับนี้จะเป็นเรื่องของการเช็ค Preposition, part of speech แล้วก็ word building ค่ะ ตอนที่เราสอบจำได้ว่าไม่มีเรื่อง tense นะคะ.. แต่น่าหวั่นๆแฮะ เรื่องที่ควรดูก็น่าจะเป็นพวก คำเชื่อมน่ะค่ะ เช่น Despite, although, yet อะไรพวกนั้น ดูว่าตัวไหนควรตามด้วยคำ วลีหรือประโยค แล้วก็ดูเนื้อความว่ามันขัดแย้งกัน เป็นเหตุเป็นผล คล้อยตาม หรืออื่นๆอีกมากมาย (ฟังดูเหมือนยากและมากมาย แต่ความจริงภาษาอังกฤษมีระบบง่ายๆบางอย่าง ไว้วันหลังมีตัวอย่างดีๆแล้วจะอธิบายให้ฟังค่ะ )

2.Incomplete Sentence
จงเติมคำในช่องว่างค่ะ มีหลายข้อเลยที่ให้เลือกว่าจะใช้ verb noun adj หรือ Adv. อันนี้ต้องดูโครงสร้างประโยคนะคะ (พยายามเข้านะคะ แนะนำได้แค่นี้) หรืออาจให้เลือก adj หรือ adv เพื่อเติมเต็มประโยคนั้นให้ได้ใจความสมบูรณ์ จำได้เลยว่าของเรามีข้อหนึ่ง Roger Federer has won his fifth ....... competition ซึ่งเราก็สองจิตใจระหว่าง following กับ consecutive ก็กล่าวได้ล่ะค่ะว่าส่วนนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคุ้นเคยกับคำศัพท์หน้าตาพิลึกๆไว้บ้าง

3. Reading Comprehension
ส่วนสุดท้าย และเป็นส่วนที่น่าทำมากที่สุดในข้อสอบ reading เพราะอะไรหรือคะ เพราะว่าคำตอบมันอยู่ในข้อสอบแล้วไงคะ อ่านคำถามก่อนที่จะดูบทความนะคะ จะได้ช่วยประหยัดพลังงานและเวลา เขาอาจให้พวกประกาศสมัครงาน จดหมายธุรกิจอะไรพวกนั้นมาให้เราดูน่ะค่ะ ไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ แต่ถ้าพบว่าตัวเองตาลายก็ให้ข้ามไปก่อนนะคะ แล้วค่อยมาทำ

ไหวมั้ยคะ?

ในส่วน reading ขอบอกตามตรงนะคะ ต้อง>ไล่ควายค่ะ
เพื่อนเราทำไม่ทัน มั่วไปประมาณ 20 ข้อ คะแนนก็หายไป
ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งค่ะ อะไรไม่รู้ข้ามไปก่อน พอมาทำใหม่ อะไรไม่รู้ก็ข้าม ตั้งแต่ต้น-จบไปเรื่อยๆค่ะ เวลามีน้อยมาก บางคนเก่งไวยากรณ์มากๆ แต่ทำไม่ทันเพราะระบบทำข้อสอบไม่เร็วพอ

อย่าลืมนะคะ ว่าเราสอบ TOEIC เพื่อหน้าที่การงานที่ดีขึ้น เราเองจะเป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ (แต่เรายังหางานไม่ได้เลย)

ถ้ามีข้อสงสัยหรือติเตียนอะไร คุยกันได้ค่ะ

ขออนุญาตย้ำค่ะ ว่าคะแนนดีได้โดยไม่ต้องติวค่ะ และเก่งภาษาได้โดยไม่ต้องไปเมืองนอก แต่ต้องหมกมุ่นกับภาษาอังกฤษนิดๆนะคะ
ปล. เราได้ 940/990 ค่ะ




 

Create Date : 18 มีนาคม 2552    
Last Update : 18 มีนาคม 2552 22:48:04 น.
Counter : 252 Pageviews.  

TOEIC เล่าสู่กันฟัง (part 1)


สวัสดีค่ะ
สำหรับคนที่กดเข้ามาดู ก็แสดงว่าคงสนใจการสอบ TOEIC ไม่มากก็น้อย บางคนอาจเคยสอบและได้คะแนนตามต้องการหรืออาจไม่ตามต้องการ หรือบางคนที่อาจจะยังไม่เคยสอบแต่คิดว่ากำลังจะสอบ และบางคนก็อาจกำลังหาที่ติวสอบอยู่

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เพิ่งไปสอบมาและได้คะแนนดีมากน่ะค่ะ คิดว่าความรู้ที่พกไปสอบน่าจะมีประโยชน์กับผู้สอบท่านอื่นบ้างก็เลยมาเขียนไว้ ณ ที่นี้ค่ะ

เราไม่ได้ใช้บริการติวสอบ เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่ได้เรียนเอกภาษาอังกฤษและไม่เคยไปเมืองนอก ดังนั้น ผู้ที่น้อยเนื้อตำใจว่าไม่ได้เรียนอะไรกับใครเขาก็สามารถทำข้อสอบนี้ให้ได้คะแนนดี เพื่อที่จะได้งานดีๆได้ค่ะ

Part I Listening

1. ข้อสอบส่วนแรกจะเป็นรูปภาพค่ะ ไม่มีชอยส์ แล้วเราต้องฟังเองตั้งแต่ตัวเลือกที่ 1-4 ว่าตัวเลือกใดเหมาะสมที่สุด

ในส่วนนี้เตือนไว้เลยนะคะว่าอาจงงได้ รูปที่ให้อาจเป็นรุปผู้หญิงนั่งพิมพ์อยู่หน้าจอคอมพ์แต่ช้อยส์ที่เป็นไปได้อาจมี a) The woman is staring at the computer กับ b) The woman is filing the document โดยตัดตัวเลือกที่ไม่น่าจะเป็นอีกสองข้ออกแล้วนะคะ ก็จะพบว่าในเซนส์ของเรานี่ ก็น่าจะนั่งพิมพ์งานอยู่ใช่มั้ยคะ แต่ filing the document นี่เป็นสิ่งที่เราไม่รู้แน่ชัด คำตอบก็เลยเป็น is staring at the computer ค่ะ นอกจากนั้นแล้วอย่าดูรายละเอียดนะคะ บางทีคำตอบอาจถูกทั้งสองข้อเลยก็ได้ แต่เลือกใจความสำคัญเสมอค่ะ

2. บทสนทนา
ในส่วนนี้จะมีบทสนทนาระหว่างคนสองคนและให้เราเลือกตอบค่ะ ฟังดีๆนะคะ คำตอบอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้ เช่น ถามว่า จะไปกินข้าวมั้ย ในเซนส์ของคนเรียนก็ต้องตอบว่า ไป/ไม่ไป แต่คำตอบก็อาจเป็น "งานยังไม่เสร็จเลย" ก็ได้ค่ะ
** ระวังให้ดีนะคะ ส่วนนี้จะต้องฟังทั้งโจทย์และตัวเลือก **

3. บทสนทนาสั้นๆ ให้จับใจความ
ในส่วนนี้จะมีคนสองคนเขาคุยกันค่ะ หน้าที่ของเราคือการจับใจความให้ได้ว่าสองคนนี้พูดอะไรกัน เราจะไม่ได้ยินเขาบอกตรงๆค่ะ จะมาแบบอ้อมๆ ในส่วนนี้จะดีตรงที่ว่ามีโจทย์และตัวเลือกอยู่บนข้อสอบ ดังนั้น หาเวลาสัก 1-2 วินาที ชะแลบตาไปดูก่อนค่ะ (ไม่ยากๆ)

4. บทความ
น่าจะเป็นส่วนของ listening ที่เสียคะแนนกันมากที่สุดนะคะ คือจะมีบทความสั้นๆให้ฟังแล้วเราต้องตอบคำถามประมาณ 1-3 ข้อในแต่ละบทความ **ต้องฟังให้ดีนะคะว่าบทความต่อไปนี้ใช้ตอบคำถามกี่ข้อ** ทางที่ดีคือต้องรีบกวาดตาไปยังช้อยส์ก่อนที่เราจะได้ยินบทความค่ะ เราจะได้รู้ว่าควรจับประเด็นอะไรในบทความ

สรุปเทคนิกการทำข้อสอบส่วนแรก
สิ่งที่สำคัญที่สุดเลยคือ สมาธิ ค่ะเราเกือบพลาดไปตรงส่วนสุดท้าย แต่ยังดีได้ยินแวบๆเข้าหูก็เลยไม่เสียคะแนน เทปที่เปิดก็เปิดแค่รอบเดียว ดังนั้นถ้าพลาดจะไม่มีโอกาสนะคะ และถ้าส่วนไหนมีตัวหนังสือให้ดู ไม่ว่าจะเป็นโจทย์หรือเป็นช้อยส์ ก็รีบกวาดตาไปมองก่อนนะคะถ้าทำได้ (สู้ๆค่ะ)

เตรียมตัวอย่างไร
แน่นอนค่ะว่าพวกซีดีหัดพูดภาษาอังกฤษย่อมช่วยได้ แต่มันจะไม่สนุกสนานน่ะสิคะ ถ้าจะฝึกการฟังแนะนำให้ดูหนังแล้วเปิด sub Eng จะดีกว่านะคะ แล้วดูว่าประสาทตากับหูเราไปด้วยกันรึเปล่า ถ้าดูหนังแล้วยากเกินไปน่าจะลอง เปิดฟังเพลงในยูทูปค่ะ แล้วดูเนื้อไปด้วยเหมือนร้องคาราโอเกะ แทนที่จะดูเป็น MV เราก็ดูเป็น Lyric แทนน่าจะเวิร์คกว่านะคะ

listening เต็มไม่ใช่เรื่องยากนะคะ เพราะในข้อสอบศัพท์ค่อนข้างจะพื้นฐานพอสมควร ลองฝึกดู เวลาอ่านหนังสือภาษาอังกฤษก็อย่าลืมพากย์เสียงตามไปในใจด้วยนะคะ

ถ้ามีคอมเมนท์ติชม ผู้เขียนบล็อกจะเป็นปลื้มมากค่ะ
เอาเป็นว่าเดี๋ยวมาเขียนต่อส่วนของ Reading ละกันค่ะ ถึงจะได้ไม่เต็มก็จะพยายามละกัน




 

Create Date : 18 มีนาคม 2552    
Last Update : 18 มีนาคม 2552 17:58:08 น.
Counter : 178 Pageviews.  

 
 

Valentine's Month


 
แคสเทียล
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เหวยยย!!! พ้นโปรแย้ววว
[Add แคสเทียล's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com