Group Blog
 
All Blogs
 

วิหารจันทรา ๔๑ ... จบบริบูรณ์


ห้าปีก่อน ... รพีพันธ์ เดินทางมาที่จังหวัดนี้ นั่งฟังการบรรยายในการสัมมนา เรื่องหมู่บ้านจันทรา
ห้าปีก่อน ... ในเวลา และสถานที่เดียวกัน จันทิรักษ์ ได้เห็นชายหนุ่ม เห็นการเปลี่ยนแปลงของ ‘สัญลักษณ์’ กลางหน้าอกของเขา พร้อมกันนั้น ‘สัญลักษณ์’ กลางหน้าผากของเด็กหนุ่ม ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
ห้าปีก่อน .. สัญลักษณ์ทั้งสอง อาจจะส่งสัญญาณร้องเรียกหากัน เมื่อรู้ว่าได้มาอยู่ใกล้กัน

นั่นคงเป็นแรงผลักดันให้กงล้อแห่งชะตากรรม ที่หยุดนิ่งอยู่ ให้เริ่มทำงานตามหน้าที่ของมัน
กงล้อแห่งชะตากรรม ที่นำพาให้ชายหนุ่มถูกส่งตัว ... หรืออาจจะถูกดึงตัว กลับไป ... สู่อดีต
... อดีตอันมีผลให้เกิดปัจจุบัน

อดีต ที่เขามักจะถูกมองด้วยสายตาอันอ่อนโยน เปี่ยมไปด้วยความรัก
ปัจจุบัน เขาปรารถนาจะใช้ดวงตาของเขามองคนตรงหน้า เหมือนอย่างที่เขาเคยเห็นและรู้สึกได้จากแววตานั้น

อดีต ที่เขาถูกห่อหุ้มด้วยความรู้สึกอันอันอบอุ่น และถูกโอบกอดด้วยวงแขนที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยในยามค่ำคืน
ปัจจุบัน เขาปรารถนาจะใช้วงแขนของเขา โอบกอดคนตรงหน้านี้ ให้ได้รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย เหมือนที่เขาเคยได้รับ

“ไอ้ติก มึงเป็นอะไรวะ เอาแต่จ้องพี่เค้าแล้วหน้าบูดเป็นหมาเน่าแบบเนี๊ย” ปอน กระซิบถาม
ตอนนี้พวกเขาอยู่บนเรือแพ ที่กำลังล่องช้าๆอยู่ในทะเลสาบ รพีพันธ์ กำลังชี้ชวนให้ จันทิรักษ์ ดูสภาพอันสวยงามในมุมต่างๆ
“กูไม่ค่อยสบายใจหว่ะ” ติก ตอบกลับเบาๆ
“ทำไมวะ มึงยังไม่เลิกหึงอีกเหรอไง” ปอนพูดแล้วก็อดขำไม่ได้
ผั๊วะ ... ติก ตบลงไปบนศรีษะของ ปอน แรงพอดู แต่ ปอน ไม่กล้าโวยวาย ได้แต่เบ้หน้า แล้วคลำศรีษะบริเวณที่ถูกตบป้อยๆ
“ไม่ใช่เว๊ย เอ็งทำเป็นลืมรึไงวะ ไอ้ทิ น่ะ มันมีปานที่หน้าผาก”
“แล้วไงวะ”
“เชี๊ยะนี่ ... ต้องให้บอกละเอียดทุกเรื่องเลยหรือไงวะ คิดต่อเองมั่งดิ๊”
“มึงก็บอกๆมาให้หมดสิวะ ขยักไว้ทำไม ต้องให้กูคิดอีก ... เสียเวลา” ปอม ไม่ลดละ
“ปานของ ไอ้ทิ มันเป็นรูปจันทร์เสี้ยว มันเกิดวันพระจันทร์เต็มดวง ตรงกับวันลอยกระทงพอดี ก็เป็นเพ็ญแรกของฤดูหนาว แล้วตอนนี้มันอายุ๒๐ ... มึงต้องให้กูบอกอีกมะ ว่ากูกลัวอะไร”
“กร๊าก ...” ปอม หัวเราะเสียงดัง “นั่นมันตำนานนะเว๊ย เหมือนพวกตำนานท้าวผาแดงกับนางไอ่ ตอนนี้มึงลองไปจับกระรอกมากิน บ้านมึงจะโดนน้ำถล่มมะ”
“แล้วไง ... ยังไงกูก็กลัวหว่ะ แล้วที่กูหงุดหงิดเนี่ย เพราะกูไม่เข้าใจทำไมกูถึงกลัว ทั้งๆที่กูก็คิดว่ามันเป็นแค่ตำนาน”
“ใช่มันเป็นแค่ตำนาน” อัศวิน เดินเข้ามากอดคอเพื่อนทั้งสองคนไว้ ลากตัวไปใกล้ รพีพันธ์ กับ จันทริ “ใช่ป่ะพี่ ตำนานมันก็เรื่องเก่า มันผ่านไปแล้ว แล้วก็คงไม่เกิดซ้ำอีก ไม่งั้นมันก็ไม่เรียกว่าตำนาน ปัจจุบันก็อีกเรื่อง จันทราในตำนานน่ะ ตายเพราะใช้พลังไปกับการช่วยเหลือหมู่บ้าน จนหมดพลังชีวิต ในเวลาที่สมควร แต่นี่ ไอ้ทิ”
อัศวิน คลายวงแขนจากเพื่อนทั้งสอง เดินมาโอบไหล่ฝาแฝดแทน จันทิรักษ์ เองก็โอบเอว อัศวิน เอาไว้ ด้วยรอยยิ้ม
“แต่ไอ้นี่น่ะ” อัศวินชี้หน้าน้องชาย “ไอ้ม๋ากะทิ ไม่เห็นมันทำอะไรได้เลย นอกจากกินกับนอน มันไม่เป็นอะไรหรอก ยังอยู่ให้เอ็งปกป้องไปอีกหลายปี ไม่ต้องห่วงหรอกเว๊ย ไอ้เสือ” คำสุดท้าย อัศวิน ยื่นหน้าเข้าไปหา ติก พลางทำตาโตใส่ ทำเอา ติก ถึงกับหน้าแดงขึ้นมา
“ไอ้นี่น่ะ ไอ้เสือไงพี่” อัศวิน หันไปยิ้มให้ รพีพันธ์ “ชื่อจริงมันชื่อ พยัคฆินทร์ บางทีพวกเราเลยเรียกมัน ไอ้เสือ”
“ไอ้เสือ !!!” ชายหนุ่มทวนคำ พลางขมวดคิ้ว ยังไม่ค่อยแน่ใจในความหมายที่ อัศวิน บอก
“ใช่พี่ ไอ้เสือตัวนั้นน่ะแหละ” พูดแล้ว อัศวิน ก็หัวเราะในลำคอเบาๆ
รพีพันธ์ แทบไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ ... ติก คือ พยัคฆา เสือโคร่งตัวมหึมา ที่รักและปกป้อง จันทริ ราวกับเป็นลูก ...
ชายหนุ่มหันไปมอง ติก ซึ่งกำลังงงว่าสองคนนี้พูดถึงอะไรกันแน่ เช่นเดียวกับสายตาของ จันทิรักษ์ ที่หันไปมองหน้าพี่ชาย เพราะสงสัยในสิ่งเดียวกันกับ ติก
............................................................................
...............................
“พี่ทิตย์ ครับ พรุ่งนี้เช้าพี่ก็กลับแล้ว ผมคืนสร้อยให้พี่นะครับ” จันทิรักษ์ ทำท่าจะถอดสายสร้อยสีแดงออกจากลำคอ
“ไม่ต้องหรอกครับ” รพีพันธ์ ห้ามแล้วยกมือจับจี้ที่ร้อยอยู่กับสายสร้อย ลูบคลำอย่างแผ่วเบา
จันทิรักษ์ นั่งพิงหลังอยู่แนบอกของ รพีพันธ์ เหมือนเมื่อคืนนี้ ในบริเวณสนามหญ้าแห่งเดิม ช่วงเวลาเดิม
“พี่อยากให้ น้องทิใส่ไว้” รพีพันธ์ บอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แต่มันเป็นของสำคัญของพี่ไม่ใช่เหรอครับ”
“ใช่ครับ เป็นของสำคัญมาก แต่ น้องทิ คงจำไม่ได้ มันเป็นของสำคัญของ น้องทิ ก่อนที่จะมาอยู่กับพี่”
“เอ๊ะ...จริงเหรอครับ ทำไม ทิ จำไม่ได้” จันทิรักษ์ขมวดคิ้ว หันหน้ามาถามชายหนุ่ม
“จำ ‘เรื่องในอดีต’ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ ถือซะว่าพี่เอามาคืนให้แล้วกัน น้องทิ ต้องรักษามันไว้ดีๆ สัญญากับพี่นะครับ” รพีพันธ์ มองตาเด็กหนุ่มอย่างอ่อนโยน
“ครับ” จันทิรักษ์ พูดได้แค่นั้น รู้สึกเขินอายจนต้องก้มหน้าลง เมื่อสบตากับชายหนุ่ม

รพีพันธ์ เบี่ยงตัวให้นั่งอยู่ด้านข้างของ จันทิรักษ์ แล้วเอื้อมมือไปเชยคางของเด็กหนุ่มให้เงยขึ้น วงหน้าที่แดงเรื่อ ดวงตาของ จันทิรักษ์ หลุบต่ำ ชายหนุ่มค่อยๆเคลื่อนใบหน้าลงไป
จันทิรักษ์ หลับตาพริ้ม เรือนร่างสั่นน้อยๆ ด้วยความอุทัจ
ริมฝีปากของชายหนุ่มประทับลงไปบนริมฝีปากบาง สัมผัสได้ถึงความสั่นไหว
ชายหนุ่มประทับจูบไว้ นิ่ง นาน
เมื่อถอนริมฝีปากออก ก็รวบร่างบางเข้ามากอดไว้ในอ้อมอก
“น้องทิครับ พรุ่งนี้พี่กลับไปก่อน แล้วอีก ๒-๓ วันเราเจอกันนะครับ”
“ครับ”
“พี่จะไปรับออกมาเที่ยวด้วยกันบ่อยๆ พี่จะดูแล น้องทิ ให้ดีที่สุด พี่สัญญา”
“ครับ”
“เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไปนะครับ”

คราวนี้ไม่มีเสียงตอบ แต่แขนบอบบางยกขึ้นกอดเอวของร่างหนาไว้หลวมๆ รพีพันธ์ รู้สึกได้ว่าบริเวณหน้าอก ถูกสัมผัสด้วยริมฝีปากนุ่ม ชายหนุ่มจึงกระชับอ้อมแขน กอดร่างบางไว้แนบแน่น แล้วจูบลงไปบนจันทร์เสี้ยวกึ่งกลางหน้าผากของ จันทิรักษ์ อย่างแผ่วเบา

จบบริบูรณ์
...................................................................................
...........................................
.............
....




 

Create Date : 05 มีนาคม 2552    
Last Update : 5 มีนาคม 2552 11:12:41 น.
Counter : 156 Pageviews.  

วิหารจันทรา ๔๐


“ร่างทรงแห่งจันทราเทพ กับบุรุษแห่งสุริยาเทพ ... ฟังแล้วยังกับเทพนิยายหลอกเด็ก” ติก เบ้หน้า
“แล้วไอ้ที่สลักอยู่ในถ้ำมันอะไรกันแน่ ใช่อย่างที่เขาบอกเหรอพี่” ปอม ตั้งคำถามด้วยความสงสัย
“อักษรพวกนั้นมันไม่ใช่ความรู้ในเรื่องต่างๆ อย่างที่เข้าใจกันหรอกครับ มันเป็นเหมือนคำพยากรณ์ ของตัวแทนแห่งจันทราเทพกับ บุรุษแห่งสุริยาเทพ”
“แล้วไอ้ที่เรียกว่าร่างทรงแห่งจันทราเทพเนี่ย มันเหมือนพวกทรงเจ้าเข้าผีที่เห็นๆกันมั๊ยพี่” ปอมถามอีก คราวนี้ รพีพันธ์ หัวเราะเบาๆ
“ไม่เหมือนเลยครับ ที่เข้าใจว่าเป็นร่างทรงนี่ ถ้าจะเปรียบคงคล้ายๆพระรามที่เป็นอวตารของพระนารายณ์ เป็นร่างที่แบ่งภาคมาเกิด เพียงแต่ร่างจันทรทาเทพที่ว่านี่ จะมีสองวิญญาณ สองสภาวะในตัวคนเดียว สภาวะของคนธรรมดา กับสภาวะของจันทราเทพที่มีพลังวิเศษ แต่บางครั้งสองสภาวะก็ปะปนกันจนแยกไม่ออก”
“วุ่นตายเลย จะรู้มั๊ยว่าตอนไหน ใครเป็นใคร” ติก แสดงความคิดเห็น
“ก็คงจะพอแบ่งแยกได้ เพราะบุคลิคมันแตกต่างกัน คิดซะว่าเป็นฝาแฝดที่นิสัยต่างกัน การแสดงออกต่างกัน คงจะพอได้” รพีพันธ์ ตอบยิ้มๆ
“แต่ตอนจบมันน่ากลัวเกินไปหน่อยมั๊งพี่ บูชายัญเนี่ย” ติกท้วง
“ไม่ใช่บูชายัญหรอกครับ แต่การกลับสู่ที่มา มันคือการกลับจริงๆ” ใบหน้าของ รพีพันธ์ เศร้าลง “สำหรับร่างของจันทราเทพนั่น คงเป็นการรู้ล่วงหน้าถึงความตายของตัวเอง ส่วนบุรุษแห่งสุริยาเทพ ก็จะถูกส่งกลับไปยังที่ที่เขาเดินทางมา เรียกว่าถูกส่งกลับคืนสู่บ้านจะดีกว่า”
“โห ... แบบนี้ก็น่าสงสารพระจันทร์สิครับ ที่ต้องตายน่ะ เหลือแต่พระอาทิตย์” ปอม ทำท่าไม่เห็นด้วย
“แล้วไม่คิดว่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่เสียใจบ้างเลยหรือครับ ที่ต้องพรากจากคนอันเป็นที่รัก” พูดแล้ว รพีพันธ์ ก็หันไปมองหน้า จันทิรักษ์ ที่เงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาพอดี

เหมือนมีแม่เหล็กดึงดูดเข้าหากัน ทั้งสองคนสบตากันแน่วนิ่ง คนหนึ่งมีแววตาแสดงออกถึงความถวิลหา ในดวงตาอีกคู่หนึ่งทอแววอ่อนโยนและเขินอายอยู่ในที

“ความคิดเห็นของพี่นี่เข้าท่านะครับ” อัศวิน พูดยิ้มๆ “เพราะจริงๆแล้ว เรื่องนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ หลักฐานต่างๆก็หายากเหลือเกิน ตัวหมู่บ้าน รวมทั้งวิหารจันทราเองก็จมอยู่ใต้ทะเลสาบหมดแล้ว ส่วนเอกสารต่างๆที่ได้มา ก็มาจากชนเผ่าอื่นทั้งนั้น ไม่ใช่เอกสารที่ได้มาจากหมู่บ้านนั้นโดยตรง”
“เอ๊ะ ... ทำไม อัศ ถึงรู้ล่ะครับ” รพีพันธ์ ถามด้วยความสงสัย
“ทิ” อัศวิน ไม่ตอบ แต่หันหน้าไปหาคู่แฝด “ทิ จำได้มั๊ย เมื่อหลายปีก่อน วันที่ตามพ่อขึ้นมาลำปางน่ะ ทิยังชี้ให้พี่ดูเลย คนที่เดินออกมาจากห้องน้ำ แล้วหน้าอกเค้ามีแสงวูบๆทะลุเสื้อออกมาน่ะ”
“อื้อ ทิ พอจำได้ แต่จำหน้าคนนั้นไม่ได้หรอกนะ เพราะตอนนั้นมองแต่แสงวูบๆนั่น ยังนึกว่าของเล่นเลย” จันทิรักษ์ พูดแล้วก็หัวเราะเบาๆ “ยังงอแงให้ พี่อัศ หามาให้เล่น”
อัศวิน ยกมือขยี้ผมตรงท้ายทอยน้องชายเบาๆ
“แต่พี่จำได้แล้ว พี่อาทิตย์ คนนี้แหละ ที่ ทิ เห็นตอนนั้น” อัศวิน หันหน้าจ้องหน้า รพีพันธ์ พูดด้วยคำพูดที่มีความหมาย “ผมเพิ่งระลึกได้เมื่อคืนนี้เอง ว่าพวกเราเคยเจอกันมาก่อน ... ในอดีต”

รพีพันธ์ สะดุดใจในคำพูดนั้นอยู่เหมือนกัน เขาสะดุดใจมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น อัศวิน แล้ว แต่ยังสงสัยว่าเมื่อหลายปีก่อน เขาเคยเจอคนทั้งสองด้วยหรือ

“อัศ กับ ทิ เคยเจอพี่เหรอครับ” ชายหนุ่มถามอย่างแปลกใจ
“คืองี้นะพี่ เมื่อ๕ปีก่อน คุณพ่อพวกเราขึ้นมาร่วมสัมมนาที่ลำปาง เรื่องหมู่บ้านจันทรานี่แหละ พ่อผมเป็นคนหนึ่งในทีมงานค้นคว้าวิจัยเรื่องนี้ พวกผมก็ตามขึ้นมาด้วย มาเที่ยวน่ะพี่ กะว่าพอพ่อเสร็จงานก็จะได้เที่ยวกันต่อ”
“เรื่องที่พี่เล่าเมื่อกี้น่ะ พวกเราฟังมาจากพ่อจนเบื่อแล้ว พ่อยังเอาเรื่องนี้มาล้อผมบ่อยๆเลย เรื่องปานเนี่ย” จันทิรักษ์ พูดยิ้มๆ ยกมือขึ้นมาลูบปานบนหน้าผากของตัวเอง อัศวินมองหน้าน้องชายฝาแฝด แล้วเอื้อมแขนไปโอบไหล่ จันทิรักษ์
“แต่อย่างว่าแหละพี่ งานสัมมนาน่ะ มันน่าเบื่อจะตาย พวกเราเลยออกมาเดินเล่น ดูโน่นดูนี่กัน แล้วจู่ๆ ปานของ เจ้าทิ มันกลายเป็นสีเหลืองทอง ก็นึกว่าเปื้อนอะไร ผมเลยจะพาไปล้างหน้า ก็พอดีนั่นแหละ พี่เดินออกมาจากห้องน้ำพอดี แล้วมีอะไรวูบๆตรงหน้าอก เจ้าทิ มันเห็นเข้าก็เลยชี้ให้ดู แล้วพอพี่เดินหายลับตาไป ปานของ เจ้าทิ ก็เป็นเหมือนเดิม ตอนนั้นผมยัง งงๆ อยู่เลย”

รพีพันธ์ ตกตะลึงกับคำบอกเล่าของ อัศวิน ... นี่เขาเคยเจอกับทั้งสองคนนี้มาก่อนแล้วหรือ แต่ทำไมตอนนั้น อัสสะ หรือ อัศวิน ในตอนนี้ถึงจำเขาไม่ได้ล่ะ ...

เหมือนว่า อัศวิน จะรู้ความคิดของชายหนุ่ม
“ตอนนั้นพวกเราเพิ่งจะ๑๕ กันเอง แล้วเรื่องบางเรื่องมันยังไม่เกิดขึ้น ผมก็เลยยังจำอะไรไม่ได้หรอก หลังจากวันนั้นแล้ว ผมก็เริ่มจำอะไรขึ้นมาได้บ้างอย่างเลือนลาง แล้วตอนที่เข้าไปคุยกับพี่ครั้งแรกเมื่อวานนี้ ผมก็ยังนึกถึง ‘เรื่องที่เราเคยเจอกัน’ ไม่ออก เพียงแต่รู้สึกคุ้นเคยกับพี่มากๆเท่านั้นเอง แต่เมื่อคืนนี้ ตอนที่ผมออกมาตามพี่กับ เจ้าทิ ตอนที่ผมเห็นพวกพี่ไกลๆนั้นแหละ ผมถึงได้จำ ‘ทุกอย่าง’ ได้หมด” อัศวินเน้นคำว่า ... ทุกอย่าง ... เป็นพิเศษ
“ทุกอย่าง เหรอครับ” รพีพันธ์ ทวนคำ
“ ครับ ... ทุกอย่าง” อัศวิน ยิ้มอย่างมีความหมาย “ทุกอย่าง ... ที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งอดีต”

... ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งอดีต ... รพีพันธ์ ทบทวนคำนั้นอีกครั้งในหัว เบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ คงไม่ใช่อย่างที่เขาคิดหรอกนะ

“พี่เข้าใจถูกแล้วหล่ะครับ ผมจำได้ทุกอย่างจริงๆ” อัศวินยิ้มอีกครั้ง พลางหันไปมอง จันทิรักษ์ ที่มองหน้าเขาด้วยความงุนงง แล้วหันไปมอง ติก ที่ขมวดคิ้วทำหน้ายุ่ง เพราะสงสัยในท่าทางแปลกๆในระหว่างคุยกันของคนทั้งสอง




 

Create Date : 05 มีนาคม 2552    
Last Update : 5 มีนาคม 2552 11:11:30 น.
Counter : 85 Pageviews.  

วิหารจันทรา ๓๙


ติก นั่งคุยอยู่กับ ปอม บนพื้นหญ้าริมน้ำ ใกล้ๆนั้น อัศวิน ยืนโอบไหล่ จันทิรักษ์ ไว้ ชี้ชวนดูโน่นดูนี่กันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม รพีพันธ์ มองเห็นแล้ว ก็เดินตรงเข้าไปหา

“อรุณสวัสดิ์ครับ ทุกคน” รพีพันธ์ ส่งเสียงทักทาย
“ดีเพ่” ติก ส่งเสียงทักทายอย่างยียวน ส่วน ปอม ยิ้มทักทายชายหนุ่ม
“อรุณสวัสดิ์พี่ อากาศตอนเช้าที่นี่ดีจังนะครับ” อัศวิน หันมาทักทาย
“เอ้อ...” จันทิรักษ์ ยิ้มให้ชายหนุ่ม เหมือนมีอะไรจะพูด แต่ไม่กล้าพูด
“น้องทิ มีอะไรเหรอครับ” รพีพันธ์ ถามแล้วเดินเข้าไปใกล้เด็กหนุ่ม
“สร้อยคอของพี่น่ะครับ ทำไมมัน ...” มือของ จันทิรักษ์ จับไปที่หน้าอก ทำให้ รพีพันธ์ รู้ว่า เด็กหนุ่มสวมสร้อยเส้นนั้นไว้ อยู่ภายใต้เสื้อยืดตัวหลวมโคร่งนั่นเอง
“อ๋อ ...” ชายหนุ่มรีบพูดตอบ “พี่ใส่ให้เองครับ” รพีพันธ์ ยิ้มกว้างให้เด็กหนุ่ม ดวงตาฉายแววอ่อนโยน
“แต่มันเป็นของสำคัญของพี่ไม่ใช่เหรอครับ” คราวนี้ จันทิรักษ์ พูดด้วยความรวดเร็ว สีหน้าแสดงออกถึงความเกรงใจ
“ทำไม น้องทิ ทำหน้าแบบนั้นล่ะ ไม่เป็นไรหรอก” เขาอยากจะบอกเหลือเกินว่า ... สร้อยเส้นนี้เป็นของคุณไง จันทริ ... แต่ตอนนี้ เขาคงบอกได้แต่เพียงว่า “น้องทิ บอกว่ามันสวยดีใช่มั๊ยครับ แล้วพี่ว่ามันดูเหมาะกับ น้องทิ มากๆเลย”
“แต่ ...” สีหน้าของ จันทิรักษ์ ยังแสดงความไม่สบายใจ หันหน้าไปหาพี่ชายคู่แฝด เหมือนจะขอความช่วยเหลือ
“พี่เค้าว่าแบบนั้น ก็ใส่ไว้ก่อนแล้วกัน แล้วพอพี่เค้าจะกลับ ค่อยถอดคืนพี่เค้า” พูดจบ อัศวิน ก็หันไปยิ้มให้ รพีพันธ์ ซึ่งก็ยิ้มแสดงความขอบใจให้เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่
“เฮ๊ย! กูหิวข้าวหว่ะ ไปกินข้าวเหอะ” ติก ตะโกน แล้วผลุนผลันลุกขึ้นเดินไปร้านอาหาร ปอม รีบลุกเดินตามไป
“เป็นอะไรของเอ็งวะ ไอ้เสือ จู่ๆทำเป็นอารมณ์เสีย” ปอม ถามงงๆ
“กูหมั่นไส้หว่ะ” ติก บอกเสียงขุ่นๆ
“หมั่นไส้เหรอ ... หมั่นไส้ใครวะ”
“ไอ้อัศ มันทำท่ายังกะจะเอา ไอ้ทิ ใส่พานถวาย ไอ้พี่อาทิตย์ อะไรนั่นน่ะ”
“อ้าวมึงนี่ ... พระจันทร์ ก็ต้องคู่กับ พระอาทิตย์ สิวะ” ปอม พูดแล้วก็หัวเราะชอบใจ “เอ็งทำไมยังตัดใจไม่ได้อีกเหรอไงวะ ไหนว่าเคลียร์แล้วไง”
“เออ ... เคลียร์แล้ว” คราวนี้เสียงของ ติก เสดงออกถึงความน้อยใจ “เอ็งคิดดูดิ๊ กูนะ ทั้งตาม ทั้งเทคแคร์ สารพัดจะทำ ตั้งปีกว่า ยังไม่สนใจกูเลย แล้วไอ้พี่นี่เพิ่งโผล่มาเมื่อวาน”
“ของอย่างนี้กูว่า มันพูดยากหว่ะ”
“กูว่ามันต้องมีอะไรซักอย่าง มันเหมือนจะคุ้นๆอยู่ในหัวกูนี่แหละ แต่กูคิดไม่ออก” ติก เคาะขมับของตัวเอง แล้วส่ายหน้าเมื่อคิดไม่ออกว่า สิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจนั้น คืออะไร
.................................................................
..........................
“รู้มั๊ยครับ ว่าที่นี่มีตำนาน” รพีพันธ์ ชวนคุยระหว่างรับประทานอาหารเช้า
“ตำนานอะไรเหรอพี่” ปอม ถามอย่างสนใจ
“ตำนานของหมู่บ้านแห่งนึงน่ะครับ พี่เคยฟังมาจากการสัมมนาเมื่อหลายปีก่อน” รพีพันธ์ หันไปตอบยิ้มๆ
“หมู่บ้านเหรอพี่” อัศวินถามบ้าง
“ครับ ชื่อหมู่บ้านจันทรา เป็นหมู่บ้านที่นับถือจันทราเทพ เป็นเทพเจ้าของหมู่บ้าน”
“พี่อัศ ...” จันทิรักษ์ เรียกพี่ชายเบาๆ
อัศวิน หันไปยิ้มให้ แล้วหันไปพูดกับรพีพันธ์
“มันเป็นยังไงเหรอครับพี่ ตำนานของหมู่บ้านนี้”

รพีพันธ์ เริ่มเล่าเรื่องตำนานของหมู่บ้านจันทรา ตามที่เขาได้ยินมาจากการสัมมนา เมื่อหลายปีก่อน ระหว่างที่เล่าเรื่องนั้น ชายหนุ่มรู้สึกว่านอกจากใบหน้าที่แสดงความสนใจของ ปอม ท่าทีที่ไม่ค่อยสนใจนักของ ติก รอยยิ้มของอัศวิน ที่ไม่ชวนให้คิดอะไร ก็มีสีหน้าและท่าทางของ จันทิรักษ์ นี่แหละ ที่เขารู้สึกว่ามันผิดปรกติ เพราะสายตานั้นก้มมองแต่จานอาหาร ที่กำลังรับประทานอยู่ตรงหน้า บางทีก็เหลือบสายตาขึ้นมองชายหนุ่มด้วยแวตาประหลาด




 

Create Date : 05 มีนาคม 2552    
Last Update : 5 มีนาคม 2552 11:09:31 น.
Counter : 104 Pageviews.  

วิหารจันทรา ๓๘

“เป็นไงมั่งพี่ เจ้าทิ มันกวนพี่รึเปล่า” อัศวิน ถามแล้วนั่งลงข้างๆ รพีพันธ์ ดวงตาจับอยู่บนใบหน้าที่หลับใหลอย่างมีความสุข ก่อนจะเปลี่ยนไปยิ้มให้ชายหนุ่ม
“ไม่หรอกครับ” รพีพันธ์ ตอบพลางคลายวงแขนที่โอบกระชับร่างบางไว้ ให้คลายออก เป็นโอบกอดไว้อย่างหลวมๆ
“ดูสิ หลับไปแล้ว ปลุกดีกว่าครับ ให้เข้าไปนอนข้างใน ขืนอยู่ข้างนอก อากาศมันเย็น เดี๋ยวจะไม่สบายเอา”
“อย่าปลุกเลยครับ กำลังหลับสบาย เดี๋ยวพี่อุ้มเข้าไปเอง”

รพีพันธ์ ค่อยๆขยับตัวอย่างแผ่วเบา ถึงแม้จะทุลักทุเลเล็กน้อย แต่ก็สามารถโอบอุ้ม จันทิรักษ์ ขึ้นมาได้ ชายหนุ่มเดินช้าๆ กลับไปยังเรือนพัก อัศวิน เปิดประตูให้ชายหนุ่มเดินเข้าไปข้างใน รพีพันธ์ ค่อยๆวางร่างบางลงบนเตียงที่ว่างอยู่อย่างแผ่วเบา เหลือบไปดูอีกเตียงหนึ่ง ซึ่ง ติก กับ ปอม นอนหลับใหลอย่างอบอุ่น อยู่ใต้ผ้าห่มหนานุ่ม

“สองคนนั่นมันกินง่าย นอนง่าย หัวถึงหมอนก็หลับแล้ว”
“พี่เลยทำให้ อัศ ต้องออกไปตาม ต้องขอโทษด้วยนะ” รพีพันธ์ มองดู อัศวิน ที่ค่อยๆบรรจงถอดรองเท้าให้น้องชายฝาแฝด จากนั้นก็คลี่ผ้าห่มคลุมร่างของ จันทิรักษ์ อย่างเบามือ

รพีพันธ์ มองกลับมาที่ใบหน้าที่หลับใหลอยู่ของ จันทิรักษ์ โน้มตัวเข้าไปใกล้ เอื้อมมือไปปัดปอยผมที่ปรกหน้าผากอยู่เบาๆ มองดูจันทร์เสี้ยวนั้นด้วยสายตาถวิลหา แวบหนึ่งในความทรงจำ เขาระลึกได้ว่า ไม่เคยเห็นใบหน้าในยามหลับของผู้ที่เขาถวิลหาเลย ทุกครั้งที่เขาตื่น คนคนนั้นจะมองดูเขาด้วยสายตาอ่อนโยน และอบอุ่น อยู่เสมอ จนกระทั่งถึงเวลาที่เขาเข้าสู่นิทรา

“จันทริ” ชายหนุ่มรำพึงเบาๆ พลางคิดในใจ ... ใบหน้าเวลาที่นอนหลับของคุณ จะมีความสุขแบบนี้มั๊ยนะ ...

อัศวิน จับจ้องกิริยาของ รพีพันธ์ แล้วต้องเผยอยิ้มที่มุมปาก ดวงตาฉายแววพึงพอใจ เมื่อได้ยินชื่อนั้น

“ดึกแล้ว พี่กลับไปพักเถอะครับ”
รพีพันธ์ ยืดตัวตรง หันหน้าไปมอง อัศวิน อย่างเก้อเขิน แล้วมองกลับไปมองใบหน้าที่หลับใหลอย่างเปี่ยมสุข อย่างอาวรณ์
“พวกเรายังอยู่กันอีกหลายวันน่ะพี่ เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ตื่นเช้าๆนะ จะได้ไปเดินสูดอากาศด้วยกัน รายนี้น่ะนะ...” อัศวินพยักเพยิดไปที่ จันทิรักษ์ “ชอบเดินสูดอากาศยามเช้า อยู่บ้านนะ ตื่นมารดน้ำต้นไม้แต่มืดทุกวันเลย”
“ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้เจอกันครับ” พูดจบ รพีพันธ์ ก็ค่อยๆเดินออกจากห้องพักไปอย่าแผ่วเบา

อัศวิน เดินตามไปปิดประตู ใส่กลอนและลอคกุญแจห้อง ปิดไฟ แล้วเดินกลับมาซุกตัวเข้าไปในผ้าห่ม สอดแขนเข้าไปโอบศรีษะของ จันทิรักษ์ เข้ามาอิงแอบกับอก
“พี่อัศ” เสียงเรียกอย่างแผ่วเบา จากคนที่อยู่ในอ้อมกอด
“หือ” เขาจะรู้อยู่แล้ว ว่า จันทิรักษ์ ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตอนที่เขาห่มผ้าให้
“พรุ่งนี้ พี่อาทิตย์ เค้าจะมาหาพวกเราอีกมั๊ย”
อัศวิน เอื้อมมือไปจับแขนเล็กๆ ให้มากอดเอวเขาไว้ ก้มลงจูบเบาๆที่หน้าผาก
“ทิ อยากให้มามั๊ยล่ะ”
“อื้อ ... ทิ รู้สึกสนิทสนมกับพี่เค้ายังไงก็ไม่รู้ เหมือนเคยเจอ เคยอยู่ด้วยกันมาก่อน”
“เนื้อคู่มั๊ง” พูดแล้ว อัศวิน ก็หัวเราะเบาๆอย่างอดไม่ได้
เงียบ ... ไม่มีเสียงตอบ แต่ อัศวิน รู้ว่าน้องของเขากำลังหน้าแดง
“เค้าต้องมาสิ นอนเถอะ เชื่อพี่นะ พรุ่งนี้ก็ได้เจอพี่เค้าอีก”
“อื้อ ... พี่อัศ ... ทิรักพี่จัง”
“เออ พี่ก็รักแก ไอ้ม๋ากะทิ” พูดจบก็หัวเราะเบาๆ

อัศวิน เอาคางแนบไว้กับหนาผากของ จันทิรักษ์ แล้วทั้งคู่ก็ค่อยๆผลอยหลับไป




 

Create Date : 05 มีนาคม 2552    
Last Update : 5 มีนาคม 2552 11:08:26 น.
Counter : 109 Pageviews.  

วิหารจันทรา ๓๗

“จันทริ”
ชายหนุ่มเรียกด้วยเสียงเครือ พลางจ้องมองใบหน้านั้นแน่วนิ่ง สายตาบ่งบอกถึงความรักและความคิดถึงอย่างปิดไม่มิด คนที่ถูกเรียกชื่อมีสีหน้าตกใจเล็กน้อย แล้วเปลี่ยนเป็นแดงเรื่อ และก่อนที่ รพีพันธ์ จะคว้าร่างบางนั้นเข้ามากอด ก็มีเสียงเรียกดังขึ้นมา
“อ้อ พี่น่ะเอง เข้ามาข้างในสิครับ” อัศวิน นั่นเอง เดินเข้ามาโอบไหล่ จันทิรักษ์ ไว้
รพีพันธ์ หันไปยิ้มให้ แล้วเดินเข้าไปในเรือนพัก ที่เป็นห้องโถงใหญ่ มีเตียงขนาดใหญ่อยู่ด้านในสองเตียง เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งนั่งอยู่บนพี้น มีแก้วน้ำ และถุงขนมหลายถุงวางเรียงรายอยู่ หนึ่งในนั้นถือกีตาร็ไว้ในมือ อีกคนถือหนังสือเพลงเล่มใหญ่อยู่
“นั่งสิครับพี่” อัศวิน ชี้ไปที่เก้าอี้ รพีพันธ์ ก็นั่งลง “นั่นเจ้าติก แล้วที่ถือกีตาร์นั่น เจ้าปอม แล้วนี่น้องผมเจ้ากะทิ ที่เก็บสร้อยของพี่ได้”
“ขอบใจมากนะครับ สร้อยเส้นนั้นเป็นของสำคัญสำหรับพี่มากเลย” รพีพันธ์ หันไปพูดกับ จันทิรักษ์ ด้วยประกายตาแวววาว
“เอ้อ ... ไม่เป็นไรครับ” เสียงนุ่มๆตอบมาเบาๆ “ที่จริงผมควรจะคืนพี่ตังแต่ตอนเก็บได้ แต่มัวดูจนเพลิน เงยหน้ามาอีกที พี่ก็เดินหายไปแล้ว”
“เฮ้ย ไอ้ทิ พูดยาวๆกับคนแปลกหน้าเป็นด้วยหว่ะ” ปอม พูดขึ้น แล้วพากันหัวเราะร่วนไปกับ ติก
“ให้พี่เรียกว่า น้องทิ ได้มั๊ยครับ” รพีพันธ์ ไม่สนใจกับเสียงล้อเลียน แต่ถามด้วยแววตาอ่อนโยน “พี่ชื่อ รพีพันธ์ เรียกพี่ว่า อาทิตย์ ก็ได้นะครับ”
“ครับ พี่อาทิตย์” เด็กหนุ่มตอบเบาๆ พลางยิ้มให้ชายหนุ่ม ด้วยแววตาและรอยยิ้มที่ รพีพันธ์ จดจำได้ไม่เคยลืม

เวลาที่ผ่านไป ทำให้ รพีพันธ์ ได้รู้จักเด็กหนุ่มกลุ่มนี้พอสมควร ทั้งสี่คนเป็นนักศึกษาปีที่ ๓ ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ จึงพากันมาเที่ยวที่เขื่อนกิ่วลม และที่น่าแปลกใจคือ อัศวิน กับ จันทิรักษ์ นั้นไม่ได้เป็นแค่พี่น้องกันธรรมดา แต่เป็นพี่น้องฝาแฝดที่เกิดจากไข่คนละใบ และ จันทิรักษ์ เกิดในเวลาเที่ยงคืน ของคืนเพ็ญแรกในฤดูหนาวของปีนั้น

ชายหนุ่มเริ่มสนิทสนมจนลงมานั่งร้องเพลง กับกลุ่มที่นั่งอยู่กับพื้น สายตาของเขามักเหลือบมองไปยังร่างบางอยู่บ่อยครั้ง และเมื่อดวงตาสีน้ำตาลเข้มสบเข้ากับตาเขา ดวงตาคู่นั้นก็จะเปี่ยมไปด้วยความเป็นมิตร กับรอยยิ้มอันอ่อนโยน และใบหน้านั้นก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ เมื่อรู้สึกได้ถึงความรักและคิดถึงในแววตาของชายหนุ่ม

“พี่อัศ ... ทิ อยากออกไปดูพระจันทร์” ร่างบางนั้นหันไปหาพี่ชาย แล้วพูดขึ้นเบาๆ
“อะไรอ๊ะ กำลังสนุก” อัศวิน พูดด้วยใบหน้ายิ้มๆ
“ให้พี่ไปเป็นเพื่อนมั๊ยครับ พวก อัศ เค้าจะได้สนุกกันต่อ” รพีพันธ์ รีบเสนอตัว
“เอ้อ...” จันทิรักษ์ หันหน้าไปมองเหมือนจะให้คนเป็นพี่ตัดสินใจ
“ทิ ไปกับพี่เค้าแล้วกัน แล้วอย่าไปกวนพี่เค้ามากล่ะ” อัศวิน พูดแล้วหันไปยิ้มให้ รพีพันธ์ “พี่อย่าพากันไปไกลนักนะครับ”
รพีพันธ์ ยิ้มตอบพลางลุกขึ้น เดินนำไป โดยมี จันทิรักษ์ ลุกขึ้นเดินตามไปช้าๆ
“เฮ้ย จะดีเหรอวะ ไอ้อัศ” ติกเอียงหน้าเข้าไปพูดเบาๆกับ อัศวิน
“ทำไมวะ” อัศวินถามยิ้มๆ
“เดี๋ยว ไอ้ทิ ก็โดนแดร็กหรอก ไม่เห็นเหรอวะ พี่เค้ามองยังกับจะกลืนมันลงไปทั้งตัว”
“นั่นดิวะ” ปอม พูดขึ้นบ้าง เมื่อคนทั้งสองออกไปจากห้องพักแล้วปิดประตูลง
“กูเชื่อใจพี่เค้าหว่ะ” อัศวิน บอกเพื่อนๆพลางยิ้มพราย “แล้วถ้า พี่ทิตย์ เค้าอยากได้ ไอ้ทิ จริงๆนะ กูยกให้” พูดแล้วก็หัวเราะด้วยความรื่นเริง
“ได้ไงวะ ทีกูขอ ... มึงทำยึกยัก อ้างมาได้ว่ามีคนจองน้องมึงไว้ตั้งแต่ชาติที่แล้ว” ติก พูดเหมือนจะโมโห แต่ก็ตามมาด้วยเสียงหัวเราะ
“ก็นี่ไงวะ เจ้าของเค้ามาแล้ว ไม่ให้เห็นจะไม่ได้หว่ะ” อัศวินพูดพลางมองทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง มองเห็นเงาของคนสองคนเดินไปยังริมน้ำ ไม่ห่างจากที่พักนัก
.......................................................
.......................
“คืนนี้พระจันทร์ สวยนะ”
รพีพันธ์ พูดพลางเงยหน้าขึ้นมองจันทร์เพ็ญบนท้องฟ้า แล้วหันหน้ามองดูเด็กหนุ่ม ที่นั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นหญ้าข้างๆเขา จันทิรักษ์ หันมายิ้มให้ชายหนุ่มที่นั่งยืดขาตามสบาย พลางเอามือยันไปด้านหลัง แล้วเงยหน้าขึ้นมองจันทร์เพ็ญที่ส่องสว่างอยู่กลางฟ้า พลางยกมือขึ้นเสยผมด้านหน้าที่ปรกหน้าผากอยู่

จันทร์เสี้ยวสีขาวจางๆ ปรากฏขึ้นในสายตาของชายหนุ่ม รพีพันธ์ จ้องมองจันทร์เสี้ยวนั้นอย่างตกตะลึง

“จันทริ” ชายหนุ่มครางออกมาเบาๆ ตั้งตัวขึ้นนั่งตรง แล้วขยับเข้าไปจนชิดเด็กหนุ่ม
“จันทริ อย่าจากผมไปไหนอีกนะ” รพีพันธ์ คว้ามือนุ่มมาเกาะกุม พลางจ้องมองด้วยสายตาอ้อนวอน
“ครับ” จันทิรักษ์ รับคำเบาๆอย่างงุนงง “ดึกขนาดนี้แล้ว รถก็ไม่มี ไปไหนไม่ได้หรอกครับ” พูดแล้วก็รู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองร้อนผ่าว
“ฮ่าๆๆ...” รพีพันธ์ หัวเราะเบาๆ “ขอโทษที น้องทิ ไม่ว่านะครับถ้าพี่พูดอะไรไม่ค่อยรู้เรื่องออกไป” ชายหนุ่มยิ้มเก้อๆ
จันทิรักษ์ อมยิ้มไม่ตอบคำ หันหน้าไปมองสายน้ำในทะเลสาบ ผิวน้ำสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายวาววับ และไม่มีมีท่าขัดขืนเมื่อ รพีพันธ์ บีบมือเด็กหนุ่มเบาๆ และกุมมือนุ่มนั้นไว้ไม่ยอมปล่อย จันทิรักษ์ กลับรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด เมื่อมือของตนถูกเกาะกุมไว้ด้วยมือใหญ่และแข็งแรงนั้น

ลมยามดึกเริ่มพัดเย็นขึ้น จันทิรักษ์สูดหายใจแรงๆเข้าปอด ยกมืออีกข้างลูบต้นแขนตัวเองเบาๆ
“น้องทิ หนาวเหรอครับ” รพีพันธ์ ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ก็ ... เย็นๆนิดหน่อยครับ” จันทิรักษ์ ตอบพลางหันมายิ้มให้ชายหนุ่ม
รพีพันธ์ เลื่อนตัวไปนั่งซ้อนหลังร่างบาง ยกแขนขึ้นกอดเด็กหนุ่มไว้หลวมๆ
“อุ่นรึยังครับ” ชายหนุ่มชะโงกหน้าข้ามไหล่บอบบางไปถามเบาๆ ราวกระซิบ
เด็กหนุ่มพยักหน้าน้อยๆ อมยิ้มไม่พูดอะไร เพราะรู้สึกว่าอบอุ่นไปถึงหัวใจ โดยที่เจ้าตัวเองก็ยังนึกแปลกใจ
“ดูดาวดวงนั้นสิครับ สว่างเชียว” รพีพันธ์ ชี้ชวนให้ จันทิรักษ์ ดูดวงดาวบนท้องฟ้า แล้วชวนคุยเรื่องต่างๆ
ทั้งสองคนสนทนากันเบาๆ เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่มีใครรู้ตัว จนกระทั่งเสียงของคนในอ้อมกอดเงียบไป รพีพันธ์ ก้มหน้าลงไปก็พบว่า ร่างบางในอ้อมกอดนั้นหลับไปเสียแล้ว
สายสร้อยสีแดงร้อยไว้ด้วยจี้รูปจันทร์เสี้ยว ถูกถอดออกจากลำคอของ รพีพันธ์ ชายหนุ่มค่อยๆบรรจงสวมมันลงบนลำคอของคนที่หลับไหลอยู่แนบอก จันทิรักษ์ ขยับตัวเบาๆ แล้วเอียงศรีษะอิงแอบลงไปบนอกล่ำสัน ใบหน้ายามหลับยิ้มน้อยๆเหมือนกำลังมีความสุข ชายหนุ่มก้มหน้าฝังจมูกลงไปบนเรือนผมนุ่ม แล้วสูดดมกลิ่นหอมจางๆเข้าไปจนเต็มปอด จากนั้นก็แนบใบหน้าลงกับศรีษะบอบบาง พลางหลับตาลงแย้มยิ้มด้วยความสุข

... จันทริ ในที่สุดเราก็ได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง คราวนี้ผมจะไม่ยอมพรากจากคุณอีกแล้ว จันทริ ดวงใจของผม...

รอยยิ้มที่อ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความสุข ฉายออกมาบนใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าเรือนแพ เมื่อมองไปยังคนทั้งสอง ที่นั่งโอบกอดกันอยู่ไม่ไกลนั้น
... จันทริ ดวงใจของข้า หากการกำเนิดใหม่มีจริง ข้าจักขอติดตามไปกำเนิดพร้อมกับเจ้า ข้าจักขอดูแลปกป้องเจ้าให้มีความสุข ตราบจนข้าหมดสิ้นลมหายใจ ...




 

Create Date : 05 มีนาคม 2552    
Last Update : 5 มีนาคม 2552 11:06:15 น.
Counter : 103 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

tumty
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add tumty's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.