....OUR FAMILY'S JOURNEY....
++ พาไปไหว้พระและชมสิมวัดวังคำ ++





วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 ตื่นเช้าขึ้นมา คิดอยากจะไปไหว้พระใกล้ๆบ้านซักวัด แต่เอาวัดที่ไม่เคยไปและมีอะไรๆให้ชมหน่อย จึงเปิดเจ้ากูเกิ้ลดูว่ามีวัดๆหนึ่งที่ท่านเจ้าอาวาสได้สร้างสิม (โบสถ์) ให้เหมือนวัดเชียงทอง ในเมืองหลวงพระบางของประเทศ สปป.ลาว ซึ่งถือว่าสิมวัดเชียงทองนั้นเป็นศิลปแบบล้านช้างที่สวยที่สุดของประเทศ สปป.ลาวเลยทีเดียว คิดได้ดังนั้นก็ชวนกัน 2 คนกับคุณภรรยาขับออกจากบ้านที่ขอนแก่นตอนประมาณแปดโงเช้ากว่าๆ เดินทางตามแผนที่ด้านล่าง สู่อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์กันเลย



แผนที่การเดินทาง เริ่มจา อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์

วิธีการเดินทางแบบง่ายๆนะครับ เราเริ่มจาก จ.ขอนแก่น ออกเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 12 ไปทาง จ.กาฬสินธุ์ ออกจากกาฬสินธุ์ไปทางสกลนคร ตามทางหลวงหมายเลข 12 เช่นกัน จนถึงสี่แยก อ.สมเด็จ ให้เลี่ยวขวาไปทาง จ.มุกดาหาร (ทางจากขอนแก่น-สมเด็จ เป็นแบบ 4 ช่องจราจร) ...จากสมเด็จเลี้ยวขวาไปทางมุกดาหาร เป็นเส้นทางแบบ 2 ช่องจราจรสวนกันไป-มา พอถึง อ.ห้วยผึ้ง ให้เลี้ยวซ้ายออกไปทาง อ.นาคู จนถึงสามแยก ต.ภูแล่นช้าง (ระยะทางจากห้วยผึ้งไปถึงสามแยกประมาณ 9 กม.) พอถึงสามแยกภูแล่นช้างก็เลี้ยวขวาเข้าไปตามทางที่บอกไป อ.เขาวง ถึงเขาวงจะเดินทางต่อไปที่วัดอีกไม่ไกล ประมาณ 11 กม. วัดจะอยู่ทางซ้ายมือ ... จะมีป้ายบอกตลอดครับ ..... ระยะทาง สมเด็จ - วัดวังคำประมาณ 55 กม. ใช้เวลาขับรถ ประมาณ 1 ชั่งโมง (สามารถตั้งแผนที่กูเกิ้ลนำทางได้ครับ).



ด้านหน้าวัดวังคำ

การเดินทางสมัยนี้สะดวกสะบายมากๆ ถนนสาย 12 ที่เป็นสะพานเชื่อมตะวันออก-ตะวันตก จากมุกดาหาร ถึง แม่สอด ในปัจจุบันก่อสร้างเป็นถนน 4 ช่องจราจรเกือบตลอดเส้นทางแล้ว ยังเหลือช่วงที่เป็นภูเขาเท่านั้น เช่นช่วงผ่าน อช.น้ำหนาว .... ฉะนั้นการไปเที่ยวชมวัดวังคำก็ได้รับความสะดวกตามไปด้วย จากขอนแก่นเราวิ่งบนถนนสี่เลนส์ตลอดจนถึงอำเภอสมเด็จ ช่วง 55 กม. จากสมเด็จถึงวัดเท่านั้นที่เป็นสองเลนส์ ประมาณ 3 ชั่วโมงเราก็ไปถึงวัด ... เนื่องจากเราซื้อน้ำเปล่ามา 5 แพ็คเพื่อมนำไปถวายพระที่วัด เราจึงขออนุญาตนำรถเข้าไปที่ศาลาเพื่อนำน้ำไปถวาย (ปกติท่านให้นักท่องเที่ยวจอดด้านนอกวัด) ก่อนนำรถออกมาจอดด้านหน้า ซึ่งทางวัได้จัดที่จอดรถไว้บริเวณหน้าวัดไว้รองรับนักท่องเที่ยว




เมื่อเราผ่านซุ้มประตูวัดเข้าไปจะเจอศาลาเล็กๆ มีผ้าแพแขวนไว้เต็มไปหมด ผ้าเหล่านั้นเขาไม่ได้เอาไว้ขายนะครับ แต่เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวยืมใส่เข้าไปในบริเวณวัดเพื่อไหว้พระต่างหาก คือท่านสุภาพสตรีที่ใส่กางเกงไป ก็ต้องไปเปลี่ยนชุดกันที่นั่น คือเอาผ้าซิ่นชาวผู้ไท (หรือ ภูไท) พร้อมกับเสื้อแบบที่เห็นในภาพนั่นแหละครับ สวมทับชุดเดิมเข้าไป ส่วนท่านสุภาพบุรุษก็ต้องเปลี่ยนไปใส่ผ้าโสร่งและเสื้อพร้อมผ้าเบี่ยงเช่นกัน (ดูภาพท้ายๆบล๊อกครับ) ส่วนท่านใดจะหยอดตู้เพื่อทำบุญ มากน้อยก็แล้วแต่ศรัทธาครับ ..... ผมเห็นนักท่องเที่ยวใส่แล้ว ก็รู้สึกว่าดูเรียบร้อยและสวยงาม ทำให้รู้สึกว่ามีบรรยากาศแบบ "ผู้ไท" ขึ้นมาเลยทีเดียว เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นหมู่บ้านของชาว "ผู้ไท" หรือ "ภูไท" นั่นเอง


เลยซุ้มประตูจะเป็นจุดให้ยืมชุดใส่เข้าไปไหว้พระ (เป็นชุดเสื้อผ้าชาวผู้ไท)


"ชาวผู้ไทที่เขาวง อยู่กันมานานจนเป็นถิ่นฐานบ้านเกิดของผู้ไทยุคใหม่ไปแล้ว นับตั้งแต่ที่มีการอพยพกวาดต้อนชาวผู้ไทจากลาวเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 3 เนื่องจากเห็นว่าชาวผู้ไทเป็นหน่วยจัดหาเสบียงให้เวียดนามในช่วงที่เกิดข้อพิพาทกับไทย ช่วงที่กวาดต้อนเข้ามาใหม่ๆ ชาวผู้ไทอาศัยอยู่แถวเทือกเขาภูพาน แต่แล้วหัวหน้ากลุ่มผู้ไทก็มองว่าพื้นที่แคบไม่เหมาะที่จะทำมาหากินในระยะยาวได้ จึงได้อพยพลงจากเขามาอยู่บริเวณที่ราบหุบเขาระหว่างภูพานกับภูโหล่ย แถวป่าดงสงเปลือย ซึ่งมีหนองน้ำแล้วยังมีสิมอยู่กลางน้ำ ซึ่งกลางสิมนั้นผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่ามีพระพุทธรูป และยังมีรูปพระนารายณ์แกะสลักไว้ที่ไม้แก่นด้วย 

พอตั้งบ้านเรือนเสร็จชาวผู้ไทที่นี่ก็เลยเรียกชื่อหมู่บ้านตัวเองว่า บ้านกุดสิมนารายณ์ ต่อมาได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นเมืองกุดสิมนารายณ์ก่อนจะถูกยุบเป็นอำเภอ และย้ายที่ทำการอำเภอไปตั้งอยู่ที่บ้านบัวขาว ซึ่งต่อมาในปี 2456 บ้านบัวขาวได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอกุดสิมนารายณ์และเปลี่ยนชื่อเป็นกุฉินารายณ์ ส่วนพื้นที่กุดสิมนารายณ์เดิม รวมถึงหมู่บ้านต่างๆ ที่อยู่บริเวณที่ราบเขาวง ก็ได้รับการยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอเขาวงในปี 2512 และอีก 5 ปีต่อมาก็ได้รับการยกฐานะเป็น อ.เขาวง ขึ้นอยู่กับ จ.กาฬสินธุ์ 

ทุกวันนี้ชาวผู้ไทเขาวงยังคงยึดมั่นในประเพณีสำคัญของตัว ตามฮีต 12 คอง 14 ของภาคอีสาน การแต่งกาย ภาษาพูด อาหารการกินก็ล้่วนแต่มีเอกลักษณ์ของชาวผู้ไท จนกระทั่งเป็นส่วนหนึ่งในคำขวัญของอำเภอเขาวง ที่ว่า "เขาวงดงอู่ข้าว สาวผู้ไทงาม น้ำตกพริ้ว ทิวเขาเรียงราย มากมายผ้าห่ม อุดมวัฒนธรรม อ่างวังคำน้ำใส ทฤษฎีใหม่น้ำพระทัยจากในหลวง"




พระธาตุเจ้ากู

เมื่อเข้าไปในบริเวณวัดแล้ว จะเห็นเจดีย์สีทองทรงล้านช้างตั้งอยู่ด้านตะวันตกของโบสถ์ เรียกว่า "พระธาตุเจ้ากู" ซึ่งรูปทรงเหมือนพระธาตุหลวงเวียงจันทน์ครับ ถัดออกมาก็เป็นที่ประดิษฐานพระเจ้ากู เราแวะเข้าไปกราบขอพรกันที่นั่นครับ


ศาลาไม้ หรือหอฉัน

ใกล้ๆกับพระธาตุเจ้ากู จะเป็นศาลา หรือ หอฉัน ที่หลังคามุงด้วยไม้แบบสมัยก่อน ซึ่งในปัจจุบันหาดูได้ยากมา ด้านบนศาลามีบุษบกที่แกะสลักด้านข้างไว้สวยงามมาก ด้านในมีพระแก้วสีเขียวประดิษฐานอยู่ .... รอบๆเสาในศาลาช่วงที่ไปประดับด้วยธงที่ใช้เส้นด้ายม้วนถักเป็นหลากสี มีหลายขนาด และอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นความคิดจากชาวบ้านที่นำเอาดอกสะแบงมาร้อยเป็นพวง ห้อยไว้รอบๆบุษบก ลองหลับตานึกตอนที่ดอกสะแบงสดๆสีแดงสดใสคงสวยงามน่าดูครับ .... ตอนเราผ่านเมือง เราแวะร้านสะดวกซื้อซื้อน้ำขวดไปถวายพระในวัดเป็นจำนวน 4 โหล ด้วยความคิดที่ว่า พระในวัดในท้องถิ่นชนบทถ้าจะให้ท่านจัดหาน้ำสะอาดเป็นขวดๆแบบคนเมืองดื่มกินกัน คงใช้เงินพอควร อีกอย่างราคายิ่งห่างไกลออกไปยิ่งแพง การได้ถวายน้ำให้ท่าน ถึงจะไม่มากนักแต่ก็คงบรรเทาได้บ้าง ... รับพรจากพระท่านก่อนเดินออกสำรวจวัดในจุดต่อไปครับ


ในศาลาประดับประดาด้วยการแขวนดอกสะแบงสวยงามมาก

สะแบง (ต้นยางกราด) ชื่อวิทยาศาสตร์ Dipterocarpus obtusifolius Teijsm.ex Miq

บางท่านสับสนกันระหว่าง ต้นซาด (ยางเหียง) เนื่องจากมีลักษณะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน จนมีคำโบราณอีสานบอกว่า “หน่ายซาด หน่ายสะแบง” 
ต้นสะแบงเป็น ไม้ต้นขนาดกลางสูง 8-30 เมตร ผลัดใบ ดอกสีแดง หรือสีชมพูสด ดอกเดี่ยว เป็นพวง ใบลักษณะคล้ายต้นซาด แต่เล็กกว่า ดอกมีขาดเล็กกว่า ทนแล้ง ชอบดินทรายแบบอีสาน ปรับตัวได้ยอดเยี่ยม ยางของไม้ชนิดนี้ ใช้ยาเครื่องจักรสาน ยาแนวเรือ ใบใช้เย็บเป็นตับมุงหลังคาเถียงนาและฝากั้น ใช้ห่ออาหาร หลายส่วนของต้นไม้ชนิดนี้ ใช้เป็นยาสมุนไพร จึงนับว่ามีประโยชน์มาก ปัจจุบันถูกทำลายลงไปมากจนแทบจะไม่เหลือให้เห็น










เฮินเย้อ  หรือ เรือนย้อ


ซ้าย : พระเจ้ากู                                                                                 ขวา : หอไตร


ในบริเวณวัดที่มีเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ มีสิ่งก่อสร้างหลายอย่างให้เห็น เช่นอุปโมง หอไตร ศาลาไม้ที่มุงหลังคาด้วยไม้แบบโบราณ เฮินเย้อ (เฮือนย้อ?)  เป็นต้น ... เสร็จจาการเดินชมบริเวณวัดทั่วไปแล้ว ก็มาถึงสถานที่สำคัญที่เราตั้งใจมาชม นั่นก็คือสิมใหม่ หรือ "สิมไทเมิงวัง" ครับ .... เราเดินผ่านประตูด้านหน้าสิม เข้าไปในบริเวณกำแพงที่ช่างกำลังขะมักขะเม้นตกแต่งอยู่ จากกำแพงใหญ่ที่ประดิษฐาพระพุทธรูปไว้รอบๆ แล้วจะเจอกำแพงด้านในอีก ก่อนจะถึงตัวสิม ซึ่งในสิมจะไม่อนุญาตให้ท่านสุภาพสตรีเข้าไปด้านในนะครับ


"สิมหลังใหม่มีหน้าตาคล้ายกับวัดเชียงทอง ในเมืองมรดกโลก หลวงพระบางยังไงยังงั้น ซึ่งพระครูสังวรสมาธิวัตร (จรัญ ขันติปาโล) เจ้าอาวาสวัดและเป็นผู้ก่อตั้ง ออกแบบสิมหลังใหม่ด้วย บอกว่า วัดนี้สร้างมาตั้งแต่ปี 2539 จากกุฏิเล็กๆ ศาลาหลังเล็กๆ ก็ต่อเติม ขยับขยายมาเรื่อยจนปัจจุบันมีเนื้อที่ราว 8 ไร่ รวมถึงก่อสร้างสิมใหม่ ซึ่งก็ได้แรงบันดาลใจมาจากวัดเชียงทอง แห่งนครหลวงพระบาง นับตั้งแต่ที่ได้ไปเห็นครั้งแรก ก็ใช้วิธีจดจำแล้วนำมาบอกกล่าว ให้ช่างทำออกมา ส่วนที่เลือกสร้างตามแบบศิลปะล้านช้าง โดยยึดวัดเชียงทองเป็นต้นแบบนั้น ก็เพราะความชอบส่วนตัว อีกทั้งวัดเชียงทองได้ชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมล้านช้างที่งดงามที่สุด ประกอบกับ เขาวงเป็นถิ่นผู้ไทที่ผูกพันอยู่กับลาวที่มีศิลปะล้านช้างเป็นเอกลักษณ์ จึงลงตัวในรูปแบบที่เห็น 

หากเทียบชื่อวัด "วังคำ" กับ "เชียงทอง" ความหมายก็แทบจะเหมือนกัน ตัวสิมก็คล้ายคลึงกัน จนบางคนออกปากว่าเป็นรูปจำลองของวัดเชียงทองก็ไม่ผิดนัก หากในรายละเอียดนั้น แตกต่างกันออกไป โดยที่ด้านหน้าสิมวัดวังคำ มีตราสัญลักษณ์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยได้รับพระราชทานเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 12 สิงหาคม 2547 ช่วงกลางสันหลังคาทำเป็นฉัตร 5 ชั้น 9 ยอด บันไดทางขึ้นด้านหน้าวัดวังคำมีสิงห์สีทอง 2 ตัวประดับอยู่ ส่วนด้านหลังสิม ทำเป็นต้นโพธิ์ธรรมประดับกระจกสี รวมทั้งสิมวัดวังคำ ห้ามผู้หญิงเข้าไปด้านใน 

และที่แตกต่างอีกอย่างหนึ่งคือ พระประธานในสิมหลังใหม่มี 2 องค์ซ้อนกันอยู่ ซึ่งเจ้าอาวาสบอกว่า นำมาจากความเชื่อโบราณ เป็นปางสะดุ้งมาร กับปางสะดุ้งมารกลับ"




ประตูทางเข้าด้านหน้าสิม









































กำแพงรอบนอกสิม


ชมภาพสิมวัดวังคำมาหลายภาพ กลัวว่าจะนึกภาพสิมวัดเชียงทองหลวงพระบางไม่ออก เลยเอาภาพที่ถ่ายไว้เมื่อคราวไปเยือนหลวงพระบางครั้งที่ 2 ปี 2558 มาให้ชมครับ



สิมวัดเชียงทอง หลวงพระบาง ของจริง (ถ่ายไว้เมื่อ มกราคม 2558)


Smiley จะว่าไปแล้ววัดวังคำก็เป็น Amazing  Kalasin ที่หนึ่งเลยนะครับ  ..... ด้วยของดีที่มีอยู่(เดิม)บวกกับสิ่งใหม่ๆ ทำให้ “นายภุชงค์ โพธิกุฎสัย” ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ จับมือกับท้องถิ่นและหน่วยงานต่างๆในจังหวัด จัดโครงการ “มองมุมใหม่ในกาฬสินธุ์” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว และเพื่อเปิดเมืองกาฬสินธุ์ให้คนภายนอกรับรู้ว่าเมืองนี้มีของดี มีสถานที่ท่องเที่ยว และมีสิ่งน่าสนใจที่มากหลาย รอคอยให้ผู้สนใจได้เดินทางไปเที่ยวชมสัมผัส ซึ่งหวังว่ากาฬสินธุ์จะเป็นหนึ่งในจังหวัดทางเลือกที่หลายๆ คนไม่มองผ่านเลยอย่างที่ผ่านๆ มาSmiley


วัดวังคำ ตั้งอยู่ที่ บ.นาวี ต.สงเปลือย อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ มีข้อความตามเอกสารประวัติวัดวังคำ พอสังเขป ระบุไว้สรุปความว่า...วัดวังคำปัจจุบันมีเนื้อที่กว่า 8 ไร่ เริ่มก่อสร้าง(อย่างเป็นทางการ)ตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2539 โดยคณะชาวบ้านนาวีและหมู่บ้านใกล้เคียง และได้รับการประกาศตั้งเป็นวัดในพระพุทธศาสนามีนามว่า “วัดวังคำ” สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุตนิกาย เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2543 
  -ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเขตวิสุงคามสีมาแก่วัดวังคำ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2545 
  -สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระราชานุญาตให้เชิญตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 12 สิงหาคม 2547 ประดิษฐานที่หน้าบันอุโบสถ(สิม) วัดวังคำ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2547 
ปัจจุบันวัดวังคำมี “พระครูสังวรสมาธิวัตร” (จรัญ ขนุติปาโล) ผู้ก่อตั้งวัดเป็นเจ้าอาวาส



แวะร้านขายของใช้ในวัดก่อนกลับ

ลาด้วยภาพนี้ครับ



____________________________







Create Date : 29 พฤษภาคม 2560
Last Update : 7 พฤษภาคม 2561 10:46:43 น. 11 comments
Counter : 5574 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณkae+aoe, คุณJinnyTent, คุณSai Eeuu, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ


 
ขอบคุณที่แบ่งปัน


โดย: Kavanich96 วันที่: 30 พฤษภาคม 2560 เวลา:3:34:36 น.  

 
wicsir Photo Blog

ตามมาเที่ยวด้วย สวยจังค่ะ


โดย: kae+aoe วันที่: 31 พฤษภาคม 2560 เวลา:8:36:25 น.  

 
โอ้โห คุณวิก
นี่ถ้าไม่อ่านแล้วมองรูปผ่าน ๆ
เหมือนพระวิหารที่วัดเชียงทอง ที่หลวงพระบางมากค่ะ
คล้ายมากจริง ๆ

เรือนย้อ ก็สวยค่ะ เหมือนบ้านโบราณทางเหนืออยู่นะคะ
เดินชมกลางวัน ท่าทางจะร้อนเอาเรื่องอยู่เหมือนกันนะคะ
อิสานจินยังไม่เคยไปเที่ยวสักครั้งเลย
นอกจากเป็นทางผ่าน ตอนไปกัมพูชาเท่านั้น

รบเร้าคนข้าง ๆ ให้พาไป
ก็บอกร้อน ๆ ให้ไปตอนฤดูหนาว
รอมาหลายหนาว ไม่ยอมใจอ่อนสักที
เค้าให้เหตุผลว่า ไปเที่ยวทางอิสานต้องมีเวลาหลายวัน
เพราะที่เที่ยวแต่ละที่จะอยู่ไกลกันมาก
เข้าใจอยู่ แต่ยังไง ก็ยังอยากจะไปแอ่วทางอิสานสักครั้งค่ะ



โดย: JinnyTent วันที่: 31 พฤษภาคม 2560 เวลา:11:47:27 น.  

 
ยังไม่เคยพาลูกสาวไปเที่ยวเลยค่ะ จังหวัดนี้


โดย: kae+aoe วันที่: 31 พฤษภาคม 2560 เวลา:17:23:41 น.  

 
ขอบคุณค่ะ แอบชอบชุดที่นางแบบและนายแบบใส่ สวยงามน่ารักจังเลยนะคะ ภาพสุดท้ายชอบๆ


โดย: kae+aoe วันที่: 1 มิถุนายน 2560 เวลา:9:22:48 น.  

 
สิมสวยมาก ๆ ค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 1 มิถุนายน 2560 เวลา:17:14:02 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณวิก

จินจำได้แล้วว่า เคยเรียกคุณวิกว่า คุณอ๊อด
ขออนุญาติเรียกเหมือนเดิมได้มั้ยคะ


โดย: JinnyTent วันที่: 2 มิถุนายน 2560 เวลา:17:29:44 น.  

 
วัดนี้ อุโบสถสวยมากเลยค่ะ ไม่นึกว่า กาฬสินธุ์จะมีวัดสวยๆ แบบนี้ด้วย ถ้าผ่านไปต้องแวะให้ได้ค่ะ

จขบ ก็มีความรู้ในเรื่องศิลปะ พวกนี้ ดีจังค่ะ

ปล ผ้าแพ สวยจังเลยนะคะ ตอนแรกคิดว่าเขาแขวนขาย จริงๆ นะแหละค่ะ

โหวตให้กำลังใจค่ะ


โดย: Sai Eeuu วันที่: 3 มิถุนายน 2560 เวลา:0:07:12 น.  

 
ขอบคุณมากค่ะคุณอ๊อด
อัพบล็อกที่สอง จินเริ่มชิน บรรยากาศเดิม ๆ กลับมา
ไม่รู้สึกเหงาเหมือนครั้งที่อัพตอนโครงการหลวงอินทนท์
ยังมีเพื่อนเก่า ที่ยังจำกันได้อยู่บ้าน ดีใจค่ะ

จินเห็นโฮมสเตย์ของชาวบ้านปกาเกอะญอหลายที่ค่ะ
แต่ไม่มีโอกาสได้ลองพัก ไปทีไรก็พักแต่ป่าสนวัดจันทร์
มีอีกสองสามที่ที่หมายตาไว้อยู่เหมือนกันค่ะ
ไว้คราวหน้าค่อยลอง ไป อ.กัลยาณิวัฒนาไม่เคยเบื่อจริง ๆ

กลัวอย่างเดียว พอถนนหนทางดี
นักท่องเที่ยวจะแห่แหนกันไป เสน่ห์ความเงียบสงบจะลดลงค่า


โดย: JinnyTent วันที่: 3 มิถุนายน 2560 เวลา:11:57:49 น.  

 
วัดนี้อุ้มเคยไปไหว้ 3 ครั้งค่ะ


โดย: อุ้มสี วันที่: 5 มิถุนายน 2560 เวลา:13:07:26 น.  

 
สิมงามมากค่ะ

ชอบเครื่องแต่งกายแบบผู้ไทด้วยค่ะ งามทั้งคู่เลยค่ะ


โดย: สายหมอกและก้อนเมฆ วันที่: 7 มิถุนายน 2560 เวลา:17:00:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

wicsir
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 74 คน [?]











...... ชอบเดินทาง ชอบท่องเที่ยว และชอบถ่ายภาพ แม้ฝีมือจะไม่ให้ แต่ใจก็รัก เพราะได้ทำแล้วมีความสุข แถมยังมี bloggang ได้ให้โอกาสนำสิ่งเหล่านั้นมาแสดงด้วย ยิ่งทำให้หัวใจพองโต .......


อยากจะบอกว่า

@ ดีใจที่ได้แบ่งปันความสุขเล็กๆน้อยๆ กับเพื่อนๆในบล็อกแก๊ง ตลอดจนคุณๆที่ผ่านเข้ามาอ่าน.... แม้ภาพถ่ายจะไม่สวยนัก แต่กว่าจะได้มาก็แสนยากลำบาก จึงขอสงวนสิทธิไว้เป็นการส่วนตัว

@ ภาพทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของเจ้าของบล๊อก ถ้ามีความประสงค์จะใช้ภาพเพื่อการใด กรุณาติดต่อเจ้าของบล็อกด้วย เพราะจะได้พิจารณาเป็นเรื่องๆไปครับ.

@ ขอบคุณเพื่อนๆสมาชิกที่คอยให้กำลังใจกันเสมอมา และขอบคุณทุกท่านที่ผ่านเข้ามาอ่าน หวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าท่านคงแวะเข้ามาอีก...


ด้วยจริงใจ
นาย wicsir.




Rec. 11.06.08
New Comments
Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2560
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
29 พฤษภาคม 2560
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add wicsir's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.