Peace is just by now

Several years ago my friend and I had been trying different way to practice our consciousness development. My friend chose the way of purifying his mind by avoiding every bad things. I chose the way of accepting everything as normal (no meaning) avoid attachment or naming things. He warned me that my way was risky. I accepted that and we walked our own way.

Till last month I met him by chance. We are in the same way now. He said he can sometimes even sitting drinking water in the same table with the others who are drinking alcohol. Before we met last month he was very angry when he saw people drinking. I gave respect to him. He is on the way of no meaning, no side, no judgement already. I'm still sometimes not comfortable when sitting in the conversation I don't like such as talking about women sex appeal, gossiping the boss etc.

Detachment isn't easy but my friend could do that already. I'm grateful for his achievement and hope one day I could either. Choosing side, attachment, judging, taking things personally etc., all these things make us suffering but we are still doing it because of ego, self, pride or whatever it is. We can leave all of these bad habits by only feeling or touching how worthless, how small and how meaningless of this struggling to be someone else but we are.

We are where/ when/ whom we are. There's no need to struggle for achievement to what we are not. Peace is just by now. No need to find it. We are having happiness within now, no where else, no when else and no one else.




 

Create Date : 18 มกราคม 2553   
Last Update : 18 มกราคม 2553 14:48:13 น.   
Counter : 237 Pageviews.  

Hard Way or Easy Way

เคยได้อ่านหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่ม 7 และตอนนี้กำลังดูหนังซี่รี่ส์เรื่อง Supernatural Session 4 อยู่ ฝรั่งเค้ามีการเอาบุคลิกของตัวตนมาเล่นกันเยอะมากเหมือนกัน ในบทละคร หรือ หนังสือที่ว่ามา มีการแยกการมุ่งไปสู่เป้าหมาย 2 ทาง คือ แบบง่าย และ แบบยาก และแน่นอน ทุก ๆ ทางย่อมมี Side effect ของมันอยู่ในตัวเอง

แบบง่าย หรือ Easy Way มีผลข้างเคียงที่ตามมา ซึ่งหลาย ๆ คนคงเดาได้ว่า มันจะเกิดการควบคุมตัวตนยากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อได้เดินทางไปตามนี้

ส่วน แบบยาก หรือ Hard Way นั้น แน่นอนว่ามีอุปสรรคมากมาย แต่ว่ามันไม่เร็วมากเกินไป ทำให้สามารถได้คิด ได้พิจารณา และทันท่วงทีในการปรับตัวหรือแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันเวลา

- ในหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่ม 7 ทางแบบง่ายก็คือการตามล่าของวิเศษ ที่มีชื่อว่า Deathly Hollows ได้แก่ Elder Wand, Resurrection Stone และ Cloak of Invisbility ซึ่งแม้ว่าตัวแฮร์รี่เองนั้นก็มีเกือบครบแล้ว เพราะว่าแฮร์รี่มีทั้ง Elder Wand และ Cloak of Invisibility อยู่กับตัวเอง แต่แฮร์รี่เองก็ยังเลือกทางที่ยากกว่า คือ การตามล่า Horcrux ซึ่งทั้งยากกว่าและไม่ได้มีการเพิ่มพูนอำนาจเวทย์มนต์อะไรในตัวแฮร์รี่เลย ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลหลักของตัวแฮร์รี่ คือไม่อยากให้ตัวเองมีอำนาจมากไปกว่านี้ เพราะว่ากลัวจิตใจตัวเองไม่ดีพอจนไปเข้ากับศัตรูซึ่งก็คือโวล์เดอร์มอร์ที่ได้แบ่ง Horcrux ใส่ไว้ในตัวแฮร์รี่โดยไม่ได้ตั้งใจ การกลัวว่าตัวเองไม่ดีพอนี่แหล่ะที่ทำให้แฮร์รี่กลายเป็น Greater Good แบบที่ดัมเบิลดอร์เอ่ยชมจากปากในตอนใกล้จบว่า ดัมเบิลดอร์เองยังละอายใจที่ไม่สามารถควบคุมจิตใจตัวเองได้ขนาดแฮร์รี่ แถมยังกังวลว่าแฮร์รี่จะดำเนินรอยตามแบบดัมเบิลดอร์ในวัยหนุ่มที่ได้ทำเรื่องผิดพลาดไว้ในอดีตจนตัวเองต้องจำจนวันตาย

- ในหนังซี่รี่ส์เรื่อง Supernatural แซม น้องชาย และ ดีน พี่ชาย ได้รับภารกิจใหญ่หลวงคือการตามล่าปีศาจ เพื่อขัดขวางการกลับมาบนโลกของ Lucipher แซม มีเลือดของปีศาจในตัวโดยการกระทำของปีศาจในวัยทารก ซึ่งทำให้ แซม มีอำนาจทางจิตสามารถสะกดวิญญาณของปีศาจได้ แต่ ดีน ไม่เห็นด้วยมาตลอด โดยให้เหตุผลว่า มันเป็นวิธีที่ห่างไกลความเป็นมนุษย์ไปเรื่อย ๆ ดีนพยายามที่จะห้ามและบังคับไม่ให้แซมเดินทางผิด แต่แซมก็ยังดื้อดึงเดินทางที่ง่าย โดยได้รับการช่วยเหลือจากปีศาจตนนึงซึ่งแซมเข้าใจว่าหวังดีต่อตนเอง แต่ดีนไม่เคยไว้ใจปีศาจตนนี้เลย จนในสุดท้ายของ Session นี้ ทั้งดีนและแซมได้เกิดการแตกหักจากกัน เพราะว่าแซมยังดื้อดึงที่จะใช้วิธีหรือพลังจากปีศาจในการปราบปีศาจ แต่ดีนยังคงใช้วิธีของมนุษย์ในการปราบปีศาจ ซึ่งแน่นอนว่า ประสิทธิภาพของดีนนั้นเทียบไม่ได้กับแซมเลยแม้เพียงเสี้ยว แต่ก็คงต้องดูกันต่อไปว่า Session ที่จะตามมาเรื่องราวจะเป็นอย่างไร




 

Create Date : 07 ตุลาคม 2552   
Last Update : 7 ตุลาคม 2552 10:52:03 น.   
Counter : 206 Pageviews.  

To be a better man

เมื่อวันเสาร์นั่งแท็กซี่ออกจากบ้าน แล้วได้ยินวิทยุพระเทศก์เรื่องการเป็นคนจริง คนกล้า คนดี ท่านเทศก์ได้โดนใจจริง ๆ เลย กำลังบ่นเรื่องงานของตัวเองหยก ๆ ก่อนออกจากบ้านให้น้องสาวฟัง พอได้ฟังพระท่านเทศก์ก็นึกย้อนถึงเรื่องตัวเองนึกแล้วก็อยากเขกกระบาลตัวเอง ทำไมหรอครับ ก็ท่านเทศก์ว่า การที่เรายังบ่น ยังคิดว่าเราเป็นคนดีกว่าคนอื่น เป็นคนจริงกว่าคนอื่น เป็นคนกล้ากว่าคนอื่น ก็แปลว่าเรากำลังนำพาจิตใจเราไปผิดทาง มีแต่รั้งไม่ให้ก้าวหน้าไปไหน หลงอยู่แต่ในวังวนของกิเลสที่ต้องเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่ร่ำไป

ประกอบกับการอ่านหนังสือเรื่อง A New Earth แต่งโดย Eckhart Tolle ผู้แต่งก็เขียนถึงเรื่องการพลิกผันหน้าตาของตัวตนเหมือนกัน ช่างบังเอิญจริง ๆ ที่ได้พบแหล่งข้อมูลสองแหล่งที่พูดถึงการบ่นหรือการวิจารณ์ผู้อื่นเพื่อให้ตัวตนของตนเองแข็งแรงขึ้นมาอย่างพอดีแบบนี้ ในหนังสือพูดไว้ว่า ตัวตนต้องการศัตรูเพื่อให้ตัวตนสามารถสร้างความเข้มแข็ง โดยการโอดครวญเพื่อแสดงว่าตัวตนถูกรังแก และมีความชอบธรรมในการเป็นคนดี คนจริง คนกล้า ภายในสองวันติดต่อกัน ผมถูกเตือนโดยบังเอิญติด ๆ กันแบบนี้ คงต้องหยุดคิดอะไรไร้สาระซะแล้วครับ หมายความว่าผมจะต้องแยกแยะความคิดที่ปรุงแต่งออกไปจากการตีความของจิต ไม่ให้ตัวตนได้มีโอกาสเข้ามาขโมยความคิดที่ปรุงแต่งไปแต่งเรื่องราวเข้าข้างตัวเอง ตัวตนจะได้อ่อนแอลงสมใจอยากซักที เพราะตัวตนไม่ได้ออกกำลังกายจากการเอาความคิดมาตีความตามใจชอบของมันเองไงครับ




 

Create Date : 05 ตุลาคม 2552   
Last Update : 6 ตุลาคม 2552 10:35:55 น.   
Counter : 242 Pageviews.  

Science is too young to understand religion

มีอยู่หลาย ๆ กระทู้ในห้องศาสนาที่มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และศาสนา ผมก็ยังคงมีความเห็นเดิม ๆ ว่าวิทยาศานตร์ยังเด็กอยู่ ไม่มีทางเข้าใจคำสอนของศาสนาในด้านจิตใจได้ว่า ทำไมจะต้องมีหลักคำสอนต่าง ๆ แบบนี้ แบบนั้น การตีความคำสอน คำภีร์ พระสูตร พระวจนะ เป็นต้น เป็นการตีความโดยใช้ตรรกะ ซึ่งไม่สามารถที่จะใช้ได้ในทุกกรณีไป เพราะว่าในบางทีคำพูด คำสอน หรือแม้แต่นิทานเรื่องเล่าก็มีการแทรกกุศโลบาย ความนัยต่าง ๆ มากมายที่ไม่สามารถขบคิดได้ด้วยตรรกะ แต่คนเราก็ยังไม่วายที่จะขบคิดด้วยตรรกะ มันน่าเหนื่อยแทนคนเราจริง ๆ ที่ไม่มีวันท้อถอย มุ่งมั่นด้วยทิฏฐิ เพื่อเอาชนะแม้แต่ตัวเองเพื่อจะได้เข้าใจในเรื่องที่ไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยสมอง อย่างนี้ละมั๊งที่เค้าพูดกันว่า การเห็นด้วยใจ

ทางวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบความอัศจรรย์ของแสง พฤติกรรมที่พลิกผัน หรือแม้แต่ธรรมชาติที่แปลกประหลาด การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจนมีการกล่าวว่าไม่มีวิธีใดที่จะสามารถเร่งวัตถุให้มีความเร็วเท่ากับแสงได้ แม้แต่เครื่องเร่งความเร็วอนุภาค (Matter Accellerator) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมนุษย์ก็ยังไม่สมารถเร่งความเร็วของอนุภาคแม้เพียงมวล (น้ำหนัก) อันน้อยนิด ให้มีความเร็วเท่ากับแสงได้ และไม่มีใครสามารถคาดเดาเหตุการณ์ของการเคลื่อนที่ของวัตถุด้วยความเร็วแสงได้เลย มันเป็นความอัศจรรย์ที่นักวิทยาศาสตร์ในโลกมนุษย์เรานี้กำลังหลงศึกษาอยู่ ฝันใฝ่ว่าจะเข้าใจมัน

เคยมีใครเอะใจกันบ้างมั๊ยว่า ชีวิตเกิดจากแสง เคยคิดกันมั๊ยครับว่า สรรพสิ่งเกิดจากแสง อาหาร อากาศ น้ำ ธาตุต่าง ๆ ต้องการแสงอำนวยโอกาสทั้งหมดทั้งสิ้น แม้แต่เวลาก็ขาดซึ่งแสงในการเหนี่ยวนำให้เกิดไม่ได้เช่นกัน แสงเป็นตัวก่อกำเนิดทุกสรรพสิ่ง

และผมก็ยังเชื่อว่า การทำให้สิ่งใด ๆ มีความเร็วเท่าแสง โดยทางวัตถุ (materialism) นั้นเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าทางจิตใจ (mental) หรือทางจิต (mind) มีความเป็นไปได้อย่างสูง เพราะความคล้ายคลึงกันของจิตและแสง การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าในเซลล์ประสาทในร่างกายมนุษย์เทียบเท่าได้กับความเร็วแสง 3 x 10^8 m/s เพราะฉะนั้นถ้าจะมีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสงก็คงจะมีแค่ทางจิตเท่านั้น ไม่ใช่ทางวัตถุอย่างที่นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามกันอยู่ แล้วคนเรายังจะเอาวิทยาศาสตร์มาเกี่ยวกับศาสนากันได้อยู่อีกหรือ?

เคยสังเกตุกันมั๊ยว่า ภาพ หรือ เสียง ที่เราได้รับเข้ามาในสมอง เป็นอดีตทั้งหมด ถ้าในระยะใกล้ ๆ มนุษย์เราอาจจะไม่ได้สังเกตุนัก ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า ดวงดาวที่เรามองกันทุกคืนนั้น เป็นภาพในอดีต บางดวงที่เราเห็นอยู่ในค่ำคืนนี้อาจจะแตกดับไปนานแล้วก็ได้ ถ้าใครบางคนที่เคยดูภาพยนต์เรื่อง Contact จะจำได้ว่าสัญญาณคลื่นวิทยุที่นางเอกในภาพยนต์รับได้ เป็นสัญญาณจากอดีตที่ส่งออกมาแล้วเป็นเวลากว่า 60 ปีแสง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1936 ต้องนับสองทาง คือ จากโลกส่งไปยังดาวเวก้า และ จากดาวเวก้าส่งกลับมายังโลก ตั้งแต่สมัยโอลิปปิกครั้งแรกของโลก เพราะเป็นการส่งคลื่นสัญญาณโทรทัศน์เป็นครั้งแรกของโลก เพราะฉะนั้นดาวเวก้าก็ควรจะอยู่ห่างจากโลกน้อยกว่า 30 ปีแสง แต่พอลองพิจารณาตัวอย่างของเรื่องใกล้ ๆ ตัว เรามักจะไม่ได้สังเกตุกันนักว่า ภาพที่เราเห็นก็เป็นอดีตเช่นกัน แต่อาจจะเป็นเสี้ยววินาทีของแสง ซึ่งไม่มีนัยสำคัญพอที่ประสาทสัมผัสคนปกติจะแยกแยะได้ แต่ว่ายังไงก็ยังเป็นอดีต มีอยู่ทางเดียวเท่านั้นที่เราจะอยู่กับปัจจุบันได้ นั่นก็คือการเข้าไปภายในจิตใจของเราเอง ฝึกสติสัมปชัญญะให้ว่องไวสามารถรู้ทันการเปลี่ยนแปลงของจิตใจเราเอง จึงจะเรียกได้ว่าอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างแท้จริง

การที่มนุษย์ปุถุชนที่ผ่านการฝึกเจริญสติ จนรู้ตัวทั่วพร้อม ทั้งสี่ฐาน กาย จิต เวทนา ธรรม จนสามารถตามรู้สัมผัส ไวต่อการทำงานของประสาท เมื่อสติไวเท่าเซลล์ประสาท จะเกิดการสัมพัทธภาพแบบนิ่ง คือ สติเคลื่อนที่ไปพร้อมกับสัมผัส เมื่อนั้นจะเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เข้ากับสรรพสิ่งรอบตัวทันทีทันใด เกิด Resonance พลิ้วไหวไปพร้อมกับสรรพสิ่ง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยวิทยาศาสตร์ที่ยังยึดติดกับการศึกษาทางวัตถุอยู่

ภาษาเป็นอุปสรรคในการสื่อสาร
ความรู้เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้

สองวลีดังกล่าวอาจจะกระตุกใจมนุษย์ปุถุชนอย่างเราได้บ้างในบางโอกาสนะครับ




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2552   
Last Update : 27 สิงหาคม 2552 15:10:07 น.   
Counter : 240 Pageviews.  

Curiosity

ผมทำงานด้านการตรวจสอบความสั่นสะเทือนของเครื่องจักรมาสิบกว่าปี งานผมหลัก ๆ คือวิเคราะห์ว่าชิ้นส่วนเครื่องจักรจะสั่นสะเทือนเกินมาตรฐานหรือไม่ โดยการตรวจสอบความถี่ธรรมชาติ (Natural Frequency) ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าที่ความถี่ดังกล่าวเมื่อเดินเครื่องจักรที่ความเร็วดังกล่าว (หรือความถี่ดังกล่าว) เครื่องจักรจะสั่นสะเทือนมากกว่าเกณฑ์หรือไม่ เหมือนกับการขับรถยนต์ที่จะพบว่ามีอยู่ความเร็วย่านหนึ่งที่จะมีความสั่นสะเทือนมากกว่าปกติ แต่สำหรับเครื่องจักรใหญ่ ๆ และซับซ้อน จะต้องมีการตรวจสอบความถี่ธรรมชาติกับหลาย ๆ ชิ้นส่วน เรียกได้ว่าต้องสุ่มเก็บมาให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ขึ้นกับประสบการณ์ของผู้ทำการประมวลผล ถ้ามีประสบการณ์ก็จะเก็บเท่าที่จำเป็น ถ้าประสบการณ์น้อยก็เก็บเผื่อมากกว่าที่จำเป็นไว้ก่อน

มาเข้าเรื่องที่ผมสงสัยดีกว่า ว่าทำไมในชีวิตปกติของคนเรา เราถึงรับได้กับบางคน บางเรื่อง บางสิ่ง เท่านั้น ทำไมเราถึงรับไม่ได้กับทุกอย่างหรือสรรพสิ่ง มันเป็นเพราะเราจำกัดความถี่ธรรมชาติของเราไว้ที่ย่านความถี่เดียวนั่นเอง ผมเคยเขียนไว้ในกระทู้หนึ่งว่า ถ้าคนเราสามารถสร้างความถี่ธรรมชาติในตัวเองแบบทุกย่านความถี่ขึ้นมา เราก็จะสามารถรับสรรพสิ่งเข้ามาจนเกิด Resonance พริ้วไหวไปกับสรรพสิ่งอย่างแท้จริง ผมจะไม่พูดมากไปกว่านี้ดีกว่า มันเป็นเพียงทฤษฎีของผมเท่านั้น ไม่มีการตัดสินใด ๆ แม้ผมเองก็ยังไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่เลย :)




 

Create Date : 20 สิงหาคม 2552   
Last Update : 20 สิงหาคม 2552 8:18:42 น.   
Counter : 181 Pageviews.  

1  2  

Transcendent
Location :
ชลบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add Transcendent's blog to your web]