Welcome To ทองหลาง Bloggang ว่างๆ ก็แวะเข้ามา...ยินดีต้อนรับจ้า
ตามสุดฟ้า ล่าสุดรัก ตอนที่5 ว่าด้วยเรื่องสัญชาตญาณงู



5

โซฟาในห้องรับแขกกลายเป็นที่นอนชั่วคราวของแขกหนุ่มที่คริสต์บอกตัวเองร้อยครั้งพันครั้งว่าเธอไม่มีความยินดีเลยสักนิดที่มีเขามาอยู่ร่วมห้องทำตัวตามสบายราวกับที่นี่คือบ้านของเขาเอง ใช้ข้าวของเครื่องใช้บางอย่างร่วมกับเธอยิ่งเห็นก็ยิ่งหงุดหงิด โดยเฉพาะในเช้าวันนี้ที่เขาถึงกับนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวเดินไปเดินมาที่สำคัญไอ้ผ้าเช็ดตัวผืนนั้นมันเป็นของเธอชัด ๆ

“นี่คุณใครอนุญาตให้เอาของของฉันมาใช้” คริสต์เอ่ยถามอย่างเหลืออดจนต้องหยุดยืนท้าวสะเอวถามคนที่กำลังนั่งทำแผลให้ตัวเองในชุดที่หมิ่นเหม่โชว์แผงอกงามๆ ที่ทำให้คนเห็นเกิดอาการหน้าร้อนผ่าวจนต้องใช้นิ้วป้ายที่ใต้จมูก

“มาก็ดีแล้วช่วยล้างแผลให้หน่อยสิ อย่างที่เคยสอนนั่นแหละ ผมทำเองไม่ถนัด”

คนถูกถามดูจะไม่เดือนร้อนกับน้ำเสียงห้วนๆ ของเจ้าของห้องแม้แต่น้อย แถมยังทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ใช้งานเธอต่อซะงั้นทำเอาหญิงสาวถึงกับอึ้งไม่รู้จะทำประการใดต่อ

“ผ้าเช็ดตัวที่คุณนุ่งอยู่ผืนนั้นมันเป็นของฉัน”คริสต์ย้ำด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน

“รู้ครับผมแต่เสื้อผ้าผมใส่มาหลายวันแล้ว มันเริ่มจะมีกลิ่นตุ ๆ เลยต้องถอดซัก ผมเห็นในตู้มีอยู่ตั้งหลายผืนขอยืมใช้ชั่วคราว แค่นี้อย่าหวงไปหน่อยเลย มาเถอะมาทำแผลให้ผม... เร็วสิ” ว่าพลางหันรีหันขวางเหมือนกำลังหาอะไรสักอย่าง

หรือเขาจะหาปืนมาไว้ขู่เธอคริสต์คาดการณ์กับกิริยานั้น โอ๊ย...แค่นี้ไม่ต้องถึงขั้นขู่ด้วยปืนก็ได้หรอกมั้ง...คริสต์รีบเดินเข้ามานั่งทำหน้าที่พยาบาลจำเป็นทันที ก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดอีกรอบ

คิ้วเรียวถึงกับขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นลักษณะของผ้าพันแผลที่พันรอบสีข้างของเขาดูแปลกไปไม่เหมือนเดิม หากเขาจัดการทำมันด้วยตัวเอง การพันแผลที่เรียบร้อยในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแต่ความสงสัยในเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างความปลอดภัยในชีวิตเมื่อเธอยังเห็นเขาคว้าบางอย่างมาไว้ในมือ เธอจึงรีบแกะผ้าพันแผลนั้นออกโดยไม่รีรอ

“อยู่นี่เอง”นภจรยิ้มกับของที่อยู่ในมือ และนั่นก็ทำให้คริสต์ถึงกับถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นชัดว่าในมือใหญ่นั่นคือรีโมตทีวีที่เริ่มทำงานทันทีเมื่อเขากดปุ่มสั่งการ

โธ่ถัง...หลงกลัวซะแทบแย่...จากความเร่งรีบพิถีพิถันในการทำหน้าที่พยาบาลก็ได้ผ่อนคลายลงในทันทีเช่นกันทั้งยังเผลอมองไปยังรายการข่าวภาคเช้าในจอทีวีขนาดใหญ่ตรงหน้าสลับกับงานที่กำลังทำอยู่ในมือ

“คุณออกไปหาหมอมาแล้วเหรอ”คริสต์อดถามไม่ได้ เมื่อเห็นสภาพบาดแผลเปลี่ยนแปลงไป มันดูเรียบร้อยขึ้นโดยเฉพาะรอยเย็บที่เห็น ฝีเย็บสม่ำเสมอสวยงาม

“เปล่า...”คนตอบ ตอบโดยความสนใจส่วนใหญ่พุ่งไปยังเนื้อข่าวในจอทีวี

“อ้าว...แล้วแผลนี่ล่ะอย่าบอกนะว่าเย็บเอง”เขาคงไม่มีความสามารถที่จะเย็บแผลให้ตัวเองในมุมนี้ได้โดยไม่มีอุปกรณ์ใดติดบ้านแม้แต่เข็มเย็บผ้าสักเล่ม ถ้าทำได้ก็เทพแล้ว

“ผมโทรเรียกหมอที่ไว้ใจได้เข้ามารักษาที่นี่”นภจรหันมาสบตาหญิงสาวที่กำลังจ้องเขาตาแป๋วด้วยคำถามที่มีมากมายในแววตาคู่นั้น “คุณคงไม่ว่าอะไรนะครับงานของผมมันเป็นความลับสุดยอดที่จะแพร่งพรายให้คนนอกรู้ไม่ได้”

“คิดไม่ถึงว่าอาชีพของพวกคุณยังมีสมาชิกที่เป็นหมอฝีมือดีรวมอยู่ด้วยก็อย่างว่าล่ะ เงินคือพระเจ้าอยู่ทุกยุคสมัย ใคร ๆ ก็อยากมีเงิน อยากร่ำรวยบางคนต่อให้มีความรู้ท่วมหัว มีอาชีพอันทรงเกียรติ ก็ยังหลีกไม่พ้นเป็นทาสของมัน”

“คนเรากระทำบางอย่างก็ใช่ว่าจะเพื่อเงินเพื่อความร่ำรวยเพียงอย่างเดียวหรอกครับ บางทีสิ่งที่เขาเลือกที่จะทำลงไปอาจเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นอย่างผม ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเงินเป็นอันดับต้น ๆ”

“แล้วคุณทำเรื่องเสี่ยงๆ พวกนี้ทำไม”

“เพื่ออุดมการณ์”

“นี่จะบอกว่าที่คุณถูกสอยซี่โครงแทบแตกมานอนเป็นเจ้าชายให้คนอื่นที่ไม่ได้รู้อีโหน่อีเหน่ดูแลอยู่ตอนนี้เพราะอุดมการณ์ล่ะสิ”

“แน่นอนครับไม่ใช่แค่ผมเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายคนที่พร้อมยอมพลีชีพเพื่ออุดมการณ์ รวมไปถึงหมอที่คุณเพิ่งจะแขวะเขาเมื่อครู่นี้ด้วย”

“ฉันไม่ใช่คนที่มีอุดมการณ์เลิศหรูแต่ฉันก็ภูมิใจในความรู้ผิดชอบชั่วดีที่มีอยู่ในตัว”

“เงียบเถอะผมจะดูข่าว”

น้ำหนักมือถูกเพิ่มขึ้นตามอารมณ์ที่เริ่มจะขุ่นเขาเป็นใคร...ยังต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นอยู่แท้ ๆ มีสิทธิ์อะไรมาพูดจาออกคำสั่งแบบนี้กับเจ้าของบ้าน...

หญิงสาวมองค้อนให้ก่อนที่จะเริ่มใช้ผ้าพันรอบตัวอีกฝ่ายที่แต่ละรอบหน้าของเธอแทบจะแนบกับอกหน้าเปล่าเปลือยนั้นสัมผัสได้กับกลิ่นสะอาดโชยมากระทบจมูกการมีบาดแผลใหญ่ขนาดนี้หมอย่อมสั่งห้ามโดนน้ำเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื่อที่อาจส่งผลให้เกิดการอักเสบทว่ากลิ่นตัวของคนที่ไม่ได้อาบน้ำไม่น้อยกว่าสองวันอย่างเขากลับยังคงความสะอาดอยู่ได้ก็นับว่าเขาดูแลตัวเองได้ดีไม่น้อย เผลอเหลือบมองใบหน้าคมคายที่อยู่ห่างไม่ถึงฟุตดวงตาคู่นั้นวาววับขณะจ้องมองไปยังจอทีวีด้วยความสนใจ ถ้าตาไม่ฝาดเธอเห็นรอยยิ้มหนึ่งผุดขึ้นที่มุมปากมีข่าวอะไรน่าสนใจจนทำให้เขาเผลอยิ้มออกมาได้ คริสต์หันไปมองข่าวในทีวีทันที

“ข่าวคนจมน้ำตายมันน่าสนใจขนาดนั้นเลยเหรอ”คริสต์ขยับมานั่งดูข่าวออย่างจริงจัง หลังจัดการติดพาสเตอร์ยึดผ้าพันแผลเรียบร้อย

“ข่าวนี้น่าสนใจ”คนตอบยังมองนิ่งไปข้างหน้า

“สภาพศพถูกยิงค้นพบบัตรประจำตัวระบุชื่อเรืออากาศเอกนภจร สรโรจน์...”เสียงผู้ประกาศข่าวบรรยายรายละเอียด

นภจรมองภาพข่าวการเคลื่อนย้ายศพที่ถูกห่อด้วยผ้าขาวอย่างมิดชิดขึ้นรถกู้ภัยขณะที่คริสต์หันกลับมามองหน้าที่แสดงออกว่าพอใจอย่างชัดเจนของเขา

“ฆ่าได้แม้กระทั่งทหารเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรยศเรืออากาศเอกซะด้วย โจรผู้ร้ายสมัยนี้ช่างอำมหิตเหลือเกินเลวจริง ๆ”

“ทำไงได้ล่ะมันจำเป็น”

“นี่อย่าบอกนะว่าเป็นฝีมือของพวกคุณ”คริสต์ยังคงจ้องคนใกล้ตัวเขม็ง

“เพื่ออุดมการณ์อย่าคิดอะไรมาก ผมเชื่อว่าเจ้าของร่างนั้นจะต้องภูมิใจที่ได้สละร่างกายเพื่อชาติ”นภจรเอ่ยหน้าตาเฉย

“คุณนี่...แย่ที่สุดหน้าตาก็ดี ไม่คิดเลยว่าทำเรื่องเลว ๆ พวกนี้อย่างไม่คิดละอายโอ...พระเจ้า...ทำไมฉันต้องมาเจอะเจอคนแบบคุณได้นะ...คอยดูเถอะไม่วันใดก็วันหนึ่งกรรมจะสนองให้คุณได้รู้สำนึก”ว่าพลางถอยห่างออกมาจากตัวอันตรายที่ถึงเขาจะยังนิ่ง แต่ดูท่าทางก็ไม่ต่างอะไรกับเสือบาดเจ็บที่พร้อมจะตะปบเหยื่อใกล้มืออย่างเธอได้ง่ายๆ

นภจรมองใบหน้าที่แดงก่ำบึ้งตึง ตื่นกลัว ของคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกขัดใจไม่ใช่เพราะคำพูดที่ไม่เสนาะหูพวกนั้น แต่เพราะสีหน้าแววตาที่มองเหมือนเขาเป็นไอ้วายร้ายนรกสั่งมาเกิดซะมากกว่าบอกตามตรงว่าไม่ชอบสีหน้าแบบนี้ของเธอเลยจริง ๆเห็นแล้วพลอยทำให้เกิดอาการหงุดหงิด

“นั่นจะไปไหน”เขาถามเมื่อเห็นคนตรงหน้าทำท่าเหมือนจะเดินห่างไปไกล

“ไปทำสิ่งดีๆ ที่ทำให้สังคมพ้นภัย” คำพูดเพิ่งจะจบลงไม่ถึงเสี้ยววินาที ร่างสูงที่นั่งสบาย ๆเมื่อครู่กลับจู่โจมเข้ามาประชิดตัวได้อย่างว่องไว ไม่เหลือเค้าของคนบาดเจ็บแม้แต่น้อยทำเอาคริสต์ถึงกับผวา ทว่าตัวเธอกลับถูกเขาดึงเข้าสู่อ้อมแขนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง“คุณคิดจะทำอะไร...หรือคิดอยากเป็นงูเห่า แว้งกัดผู้มีพระคุณ”

“เป็นงูเห่าเหรอ...เอ...น่าสนใจเหมือนกันนะ...งูมันต้องรัดเหยื่อแบบนี้ใช่หรือเปล่า” วงแขนแข็งแกร่งกระชับขึ้น ดันให้อกนุ่มนิ่มเบียดแนบสนิทเข้ากับอกกว้าง

“ปล่อย...บอกให้ปล่อย”คริสต์สั่งเสียงห้วน ใบหน้าแดงก่ำไปถึงใบหูด้วยความรู้สึกที่เรียกว่าทั้งโกรธทั้งอาย

“พอรัดเหยื่อจนกระดูกแหลกเหลวมันก็จะเริ่มกลืนเหยื่อลงคอ” ใบหน้าคมคายค่อย ๆ โน้มเข้ามาใกล้ในขณะที่อีกฝ่ายหลับตาปี๋เบนหน้าหนีให้พ้น นภจรนึกขำกับท่าทีของคนในอ้อมแขน“อ้าว...โทษที เรากำลังพูดถึงงูเห่านี่นะ ไม่ใช่งูเหลือม” เขาเอ่ยอีกครั้งสายตายังคงจับจ้องปฏิกิริยาของคนตรงหน้า

หญิงสาวลืมตาขึ้นสบตาวาววับที่อยู่ห่างไม่ถึงคืบมาคิดดูในเวลานี้ ไม่ว่าเขาจะพูดถึงงูเหลือมหรืองูเห่าดวงตาของเขาก็ไม่ต่างจากงูที่กำลังสะกดเหยื่อดวงตาคู่นี้ทำให้เธอลืมสัญชาตญาณการป้องกันตัวเอง เผลอยืนนิ่งมองดวงหน้าหล่อเหลาเกินกว่าจะเป็นสมาชิกมาเฟียโหดที่กำลังโน้มเข้าใกล้ใกล้จนรับรู้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ สัมผัสอ่อนนุ่มที่ริมฝีปาก คลอเคลียก่อนจะเข้าครอบครองคลึงเคล้า นวดเฟ้น ดูดดื่มด้วยริมฝีปากของเขา

คริสต์เผลอถอนหายใจรู้สึกเคลิ้มไปกับความหวานล้ำของรสสัมผัสที่ได้รับจนลืมไปว่าก่อนหน้านี้เธอกับเขากำลังเจรจาต่อล้อต่อเถียงกันด้วยเรื่องอะไรมือที่ผลักอกกว้างเปล่าเปลือยเมื่อครู่ค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปจนสามารถโอบประสานรอบลำคอเป็นหลักยึดไม่ให้แข้งขาที่อ่อนแรงนั้นพาเธอล้มไม่เป็นท่า ถึงนี่จะไม่ใช่จูบแรกแต่คริสต์สามารถยืนยันได้เดี๋ยวนี้เลยว่า ยังไม่มีใครจูบได้เร้าอารมณ์เหมือนคนตรงหน้าเลยจริงๆ

บ้าไปแล้วยัยคริสต์เธอกำลังจูบอยู่กับมาเฟียที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆ่าคนตายในข่าวอยู่นะแล้วจะมาหลงใหลได้ปลื้มอะไรจะจูบนี้เล่า... เธอเป็นสาว 5 ดี ก็ต้องดีให้ถึงที่สุดสิ รีบผลักเขาออกไปเดี๋ยวนี้เลย....แม้จะสั่งตัวเองอย่างนั้นแต่จนแล้วจนรอดเธอก็ยังเสียดายปลายลิ้นอุ่นที่กอดเกี่ยวลิ้มนุ่ม คลอเคลีย โลมเลียดูดดื่ม แล้วฉกเข้าครอบครองส่วนแห่งความหวานนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า ทำเอาสมองชาคิดอะไรไม่ออกกระทั่งเขาพอใจ

“วันนี้เอาแค่งูเห่าฉกก่อน...ไว้วันหน้าค่อยเรียนรู้สัญชาตญาณงูเหลือมเขมือบ”ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า ทั้งยังอมยิ้ม มองคนตรงหน้าด้วยความพอใจเมื่อเห็นสีแดงระเรื่อปนความเขินอายกระจายเต็มไปหมด ต้องใบหน้าแบบนี้สิถึงจะน่าดู…

“เอ่อ...คุณ...บ้าจริง”คริสต์บอกไม่ถูกว่าคำสบถที่เปล่งออกไปนั้นหมายถึงเขาหรือตัวเธอกันแน่

“นี่เป็นคำเตือนอย่าเอาเรื่องของผมไปบอกใคร และอย่าคิดหนีเอาตัวรอด เพราะถ้าผมตามคุณเจอเมื่อไหร่ผลลัพธ์เป็นแบบไหน ผมจะเป็นคนจัดการเลือกให้คุณเอง”นภจรโน้มเข้าไปกระซิบที่ริมหูอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ปล่อย...ฉันต้องไปทำงานแล้ว”คริสต์บอกเสียงสั่น

แม้นึกอยากจะจูบให้เต็มอิ่มอีกรอบแต่หน้าที่การงานคือความรับผิดชอบที่นภจรให้ความเคารพเขาจำยอมปล่อยอีกฝ่ายให้พ้นอกอย่างไม่อิดออด แต่ก็ไม่วายหาเรื่องขู่“อย่าลืมซะล่ะ...ถ้าไม่อยาก...”

อย่าลืมซะล่ะ...นี่เขาหมายถึงคำเตือนที่ไม่ให้เธอเอาเรื่องเขาไปบอกใครหรือหมายถึงจูบที่สุดแสนจะเร้าอารมณ์เมื่อครู่นี้... แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนเชื่อเลย...เธอไม่มีวันลืมเด็ดขาด

ณห้องทำงานติดแอร์คอนดิชั่นเย็นฉ่ำแห่งหนึ่งซึ่งไม่อาจระบุพิกัดได้ชัดเจนว่าอยู่ส่วนไหนของประเทศภายในมีบุคคลกำลังนั่งเจรจากันด้วยสีหน้าเคร่งขรึมบ่งบอกว่าเรื่องที่กำลังสนทนาเป็นเรื่องที่สำคัญไม่ใช่น้อย

“ฉันเห็นข่าวนั่นแล้วแต่...พวกแกแน่ใจนะว่าเป็นศพของไอ้ทหารสู่รู้คนนั้น”ผู้ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งประมุขของห้องเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังชัดว่าไม่ค่อยอยากจะวางใจเชื่อสักเท่าไหร่

“ผมจำได้ว่ามันถูกยิงบาดเจ็บแล้ววิ่งหนีไปถึงบริเวณนั้นเป็นจุดที่เราวิ่งตามไปเจอรองเท้าของมันตกอยู่บัตรประจำตัวก็ระบุชื่อของมันชัดเจน ผมมั่นใจว่าต้องเป็นศพของมันแน่แต่ถ้าหากนายไม่เชื่อ ผมจะส่งคนไปดูศพให้ชัดอีกรอบ”ผู้เป็นลูกน้องยืนยันผลงานที่ตัวมันมั่นใจว่าจัดการได้เรียบร้อยหมดจด

“เอาล่ะในเมื่อแกแน่ใจอย่างนั้นก็ช่างเถอะถึงยังไงมันก็ยังไม่ได้ข่าวอะไรจะสายของมันที่ถูกเก็บไปก่อนที่มันจะเจอตัวอยู่แล้วมาว่ากันเรื่องที่สำคัญกว่านั้นเถอะ...เรื่องพิมพ์เขียว...พวกแกดำเนินการไปถึงไหนแล้วลูกค้าของเราเร่งมาแล้วนะ เขาต้องการให้เราส่งมอบของให้เขาภายในเดือนนี้”

“ได้มาแล้วครับภาพร่างส่วนสุดท้ายตอนนี้กำลังให้คนทำภาพร่างทั้งหกส่วนมาประกอบกันขึ้นเป็นฉบับสำเนาสายของเราที่ทำงานอยู่ในศูนย์วิจัยนั่น ถึงจะไม่ใช่อัจฉริยะที่มีความจำเป็นเลิศแต่เมื่อใช้วิธีจำมาในแต่ละส่วนมาร่างลงในกระดาษเชื่อได้แน่ว่าเหมือนต้นฉบับที่เก็บไว้ในห้องลับไม่ผิดเพี้ยนเชียวครับ”

“ดี...พอเราได้ภาพพิมพ์เขียวที่สมบูรณ์ส่งไปแล้ว เรื่องเกี่ยวกับการประมูลก็สิ้นสุดเรารับเงินก้อนสุดท้าย ส่วนเรื่องต่อจากนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเราแล้ว”

“ยินดีด้วยครับเจ้านายยินดีกับองค์กรแบล็คชาร์กที่จะกลับมาผงาดอีกครั้งในเส้นทางอาชญากรโลก”

“ไม่ใช่แบล็คชาร์กแต่เป็นแบล็คไอออนต่างหากล่ะ...จำไว้ องค์กรย่อยหน่วยไหนทำงานผิดพลาดล้มเหลวมันจะถูกลบทิ้งไปจากฐานระบุขององค์กรแบล็คไออนทันที”ผู้เป็นนายย้ำเตือนถึงความสำคัญขององค์กรหลักที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก

“ครับเจ้านาย...ยินดีกับองค์กรแบล็คไอออนที่ผงาดเหนือเส้นทางอาชญากรโลกชั่วนิรันดร์”

เราใช้ร่างของสายข่าวคนนั้นสวมรวมแทน...พวกมันคงคาดไม่ถึงเพราะระยะเวลาการเสียชีวิตไล่เลี่ยกับวันที่เกิดเหตุผมเชื่อว่าเขาคงยินดีที่แม้ร่างกายจะปราศจากวิญญาณเขาก็ยังสามารถสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติได้... ผู้การกรัณย์หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษโทรศัพท์ติดต่อมาแจ้งให้ทราบว่าแผนการที่เขานำเสนอผ่านเรืออากาศโทนายแพทย์คิมหันต์เรื่องการจัดฉากให้มีตัวตายตัวแทนเพื่อเขาจะได้รับการยืนยันชัดเจนว่าสาบสูญไปด้วยความตาย ได้รับการเห็นชอบอนุมัติและดำเนินการได้อย่างเรียบร้อยหมดจดแล้ว

นภจรไม่คิดที่จะปล่อยเวลาให้สูญเปล่าแม้จะได้รับบาดเจ็บแต่ด้วยสุขภาพร่างกายที่ได้รับการฝึกฝนจนแข็งแกร่งกว่าร่างกายของมนุษย์ทั่วไปเพียงเท่านี้ยังไม่ถือว่าสาหัสยิ่งได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเขายังดูแลสุขภาพร่างกายอย่างดีด้วยอาหารที่สามารถซ่อมแซมส่วนที่ร่างกายเกิดปัญหาได้อย่างเต็มที่พละกำลังก็ค่อยฟื้นฟูขึ้นมา มากพอที่เขาจะสามารถออกไปเดินตรวจสอบที่เกิดเหตุ ณจุดนัดพบสายข่าวทหารที่ต้องเสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ได้ นภจรเชื่อว่าต่อให้ต้องสูญเสียชีวิตไป สายข่าวของเขาจะต้องหาวิธีที่จะส่งต่อข่าวความเคลื่อนไหวในเรื่องสำคัญระดับชาติให้เขาได้รู้ไม่ด้วยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง

ใต้อาคารร้างที่ไม่น่าจะมีอยู่ในใจกลางเมืองที่ล้อมรอบด้วยสถานบันเทิงภายในมีวัสดุอุปกรณ์เกี่ยวกับงานก่อสร้างมากมาย รวมไปถึงอุปกรณ์อื่น ๆที่เจ้าของอาคารนำมาเก็บเมื่อไร้ประโยชน์ที่จะใช้สอยสภาพทุกอย่างที่เห็นตรงหน้าดูไม่เหมือนว่าเคยเกิดเหตุตะลุมบอนเมื่อสองวันที่แล้วนภจรไม่แน่ใจว่าคนที่เก็บกวาดทุกอย่างให้กลับเข้าสู่สภาพปกติราวเนรมิตนี้เป็นฝ่ายไหนทว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจเท่าร่องรอยหลักฐานที่อาจสูญหายไปด้วย ชายหนุ่มได้แต่หวังว่ามันจะไม่เป็นเช่นนั้น

“คอมมานโดเน้นหลักการทำงานเป็นทีมไม่ใช่เหรอครับผู้กอง”

เสียงที่ดังอยู่ไม่ไกลนั้นเรียกให้ใบหน้าคมคายหันกลับไปมองสีหน้าเคร่งเครียดก่อนจะค่อยผ่อนคลายเมื่อรู้ว่าคนที่ยืนอยู่ในอีกช่องทางคือพวกเดียวกัน

“ที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาลสักหน่อยหมอมาทำอะไรที่นี่” นภจรเอ่ยถาม ก่อนจะหันไปสนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว

“วันนี้ไม่มีเวร...อีกอย่างผมโทรไปที่บ้านกะจะไปดูแผลให้ผู้กองสักหน่อย ไม่มีใครรับสาย เลยโทรหาท่านผู้การคิดแล้วเชียวว่าผู้กองต้องมาที่นี่” เรืออากาศโทนายแพทย์คิมหันต์เอ่ยขณะเดินเข้ามาสมทบรุ่นพี่“นี่ไม่ห่วงสุขภาพตัวเองเลยนะ เพิ่งเย็บแผลไปเมื่อวาน เขาห้ามออกแรง เดี๋ยวแผลฉีก”

“ก็แค่มาหาร่องรอยหลักฐานบางอย่างไม่ได้ออกแรงอะไรสักหน่อย”

“ว่าได้เหรอครับเกิดมาจ๊ะเอ๋พวกมันเขา ผมเป็นห่วงเลยต้องตามมาดูแลคุ้มกันสักหน่อย นาน ๆจะมีโอกาสแบบนี้สักที” คิมหันต์หัวเราะเมื่อคิดถึงโอกาสที่ว่าโอกาสที่เขาจะมีศักยภาพด้านร่างกายที่เหนือกว่านายทหารรุ่นพี่ผู้บ้าพลังคนนี้ “ว่าแต่ได้เบาะแสอะไรบ้างหรือยังครับ”

“ผมเพิ่งมาถึง”

ดวงตาคมดั่งตาเหยี่ยวกวาดมองไปรอบๆ ทั้งยังคิดถึงความเป็นไปได้ว่าในขณะนั้นหากเขาเป็นคนร้าย จะพาเหยื่อเข้ามาทางใดเดินผ่านจุดไหน ก่อนที่เหยื่อจะนั่งพิงเสาหมดลมหายใจอยู่กลางห้อง

“สถานที่ที่ดูลับตาที่สุดที่พวกมันน่าจะพาครรชิตเข้ามาควรเป็นทางนั้น”นภจรชี้ไปที่ช่องทางประตูหลัง ก่อนจะเดินไปยังจุดที่ว่า“ตอนที่ผมได้รับโทรศัพท์ขอเปลี่ยนสถานที่นัด เขาพูดอะไรบางอย่างแว่ว ๆ”

“อะไรครับผู้กอง”คิมหันต์ถามด้วยความสนใจ ทั้งเดินตามรุ่นพี่ไปติด ๆ

“รู้สึกจะเป็น...ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาล้วนมีความหมาย...”

“แล้วมันจะเกี่ยวกับหลักฐานที่เรากำลังค้นหายังไงครับ...หรือว่ามันจะเป็นโค้ตลับ”

“ผมคิดว่างั้นนะ...สิ่งที่เขาพูดมันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนัดพบส่งข่าวแม้แต่น้อยเขากลับพูดขึ้นมาแบบนั้น” นภจรออกความเห็นสายตายังคงกวาดหาสิ่งผิดปกติที่เรียกว่าเบาะแสต่อ

“ครรชิตถูกจับมาหากข่าวที่เขาจะให้คุณอยู่กับตัว พวกมันคงได้ไปแล้ว และหากเขาซ่อนไว้ที่อื่นการถูกจับตัวแบบนั้น เขาจะเอาช่วงเวลาไหนทิ้งเครื่องหมายไว้ให้ผู้กอง”นายแพทย์หนุ่มเอ่ยถามในเชิงวิเคราะห์

“ผมจำได้ดี...ครั้งสุดท้ายที่เจอเขานอนเป็นศพอยู่ตรงนั้นมือเท้าเขาไม่ได้ถูกมัดผมเชื่อว่าคนที่ทำงานกับหน่วยข่าวกรองมาหลายปีอย่างเขาย่อมสามารถใช้ความมีอิสระน้อยนิดนี้ให้เกิดประโยชน์ได้...อย่าสงสัยอะไรมากเลยมาช่วยกันหาเถอะ ถ้าไปพบสิ่งผิดสังเกตก็ค่อยว่ากันใหม่”

สองนายทหารหนุ่มนอกเครื่องแบบต่างแยกย้ายกันหาสิ่งสะดุดตาคนละฝากฝั่งเส้นทางตามข้อความที่บอกว่าตลอดเส้นทางที่ผ่านมาล้วนมีความหมายแต่พวกเขายังไม่เข้าใจถึงความหมายในประโยคนั้นอยู่ดี

“ผู้กองนภ...มาดูนี่เร็วผมว่าผมเห็นแล้วล่ะ ความหมายที่ครรชิตพูดถึง”คิมหันต์ร้องบอกนายทหารรุ่นพี่ด้วยความตื่นเต้นนภจรเองก็รีบผละจากส่วนที่เขากำลังค้นหาเข้ามาสมทบทันที

“ไหน...คุณเห็นอะไรผิดปกติ”

“ตรงนี้ไง...ผมว่ามันคือรอยเลือดนะ”คิมหันต์ชี้ไปยังรอยที่ลากยาวรอยหนึ่ง ซึ่งดูก็รู้ว่ามันถูกป้ายขึ้นอย่างตั้งใจก่อนจะเหลือบมองต่อไปในระยะที่ไม่ห่างกันนัก “ตรงนั้นก็มี ตรงนั้นอีก”

นภจรมองร่องรอยที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างพินิจก่อนจะขยับไปดูรอยต่อไป และต่อไป ก่อนจะหันมาสบตานายทหารรุ่นน้องซึ่งในแววตานั้นบ่งบอกความรู้สึกความเข้าใจ เช่นเดียวกัน

“ผมรู้แล้วว่าสัญลักษณ์พวกนี้คืออะไร”นภจรเอ่ยขึ้น

“ผมก็รู้...”นายแพทย์คิมหันต์แสดงภูมิออกมาเพื่อมิให้น้อยหน้า “มันก็คือ”

“รหัสมอร์ส”คำตอบนั้นถูกเอ่ยออกมาพร้อมกันและเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน




Create Date : 28 ตุลาคม 2561
Last Update : 28 ตุลาคม 2561 19:34:01 น. 1 comments
Counter : 207 Pageviews.

 
แหมๆๆๆๆได้จูบไปแล้วนะไวเหลือเกินนะผู้กองงงงงงงงง


โดย: panon40 IP: 203.158.141.18 วันที่: 29 ตุลาคม 2561 เวลา:9:44:40 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

นิยายฝันหวาน
Location :
มหาสารคาม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




เชิญอ่านนิยายสนุกๆ สไตล์นิยายฝันหวาน



Writer By tonglang
: Copyright © 1999-2008
ข้อตกลง
1. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะเป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงผลงาน

2. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

3. ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งเจ้าของบล็อกทันที


Smells like Christmas

Posted by Daniela Andrade on 23 ธันวาคม 2014
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2561
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
28 ตุลาคม 2561
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add นิยายฝันหวาน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.