Welcome To ทองหลาง Bloggang ว่างๆ ก็แวะเข้ามา...ยินดีต้อนรับจ้า
ตอนที่ 1/1. (ทดลองเขียนงานจีนเรื่องแรก)

อุบัติรักแม่ทัพยอมจำนน                           โดย   狼幼 (หลางโย้ว)
1
 
ธารน้ำใสเย็นเฉียบจากเขาสูงทางเหนือที่ปกคลุมด้วยหิมะนานนับพันปีทอดตัวยาวนับพันลี้รินไหลรวมกันจนเกิดเป็นสายธารคดเคี้ยวเคลื่อนคล้อยลงสู่พื้นที่ราบลุ่มเพื่อเสริมพลังให้แก่สรรพชีวิตแถบพื้นล่างได้อาศัยดื่มกินดำรงชีพของเผ่าพันธุ์ นกแร้งขนาดมหึมาหลายตัวกางปีกทะยานบินบนผืนฟ้าคราม ดวงตาจับจ้องมาหาเหยื่อยังพื้นพิภพ สุดท้ายก็ร่อนถลาลงตรงชายฝั่งน้ำไม่ยอมไปไหน ประหนึ่งว่ามีเหยื่อให้รอคอยก่อนจะกลายเป็นอาหารอันโอชะของพวกมัน

อาชาพ่วงพีสูงใหญ่เยื้องย่างสง่างาม นำพานายผู้ทรงอำนาจ สง่างามดั่งทวยเทพไปในทุกที่ ภายใต้เสื้อคลุมสีดำมีสนับไหล่และชุดเกราะโลหะสีทองสลักลายหมาป่าดูดุดันน่าเกรงขาม เส้นผมสีดำถูกปล่อยสยายพลิ้วไปตามสายลม บุคลิกเฉียบขาดดูน่าหวั่นเกรง ใบหน้าถูกบดบัง ไว้เกือบครึ่งด้วยหน้ากากหมาป่า สะท้อนแสงตะวันวาววับ มิอาจตัดสินรูปลักษณ์ภายใน มีเพียงแววตาเฉยชาที่ทอประกายแสดงความรู้สึกฉงนเมื่อเขาบังคับม้าให้มาหยุดลงยังริมฝั่งนทีธาร

หมู่นกแร้งที่วนเวียนอยู่เหนือท้องฟ้าริมฝั่งธารตรงข้ามเป็นดั่งความปกติในสัญชาตญาณของสัตว์ที่ต้องการหาอาหารเพื่อใช้เลี้ยงชีพ ทว่า นั่นกลับดึงดูดความสนใจของชายหนุ่มได้อย่างง่ายดาย ด้วยความช่างสังเกตที่ยังไม่เคยพบเห็นการรวมตัวของฝูงแร้งมากมายในระหว่างลาดตระเวนตรวจตราบริเวณโดยรอบ นอกของค่ายเซี่ยนเป่ย

ประกายตาสีนิลสุขุมเยือกเย็นหรี่ลงเมื่อจับจ้องอีกฟากฝั่งของลำธาร ชายหนุ่มเลือกช่วงที่น้ำค่อนข้างตื้นเขินกระชับบังเหียนบังคับม้าควบข้ามลำธารไปหยุดยังจุดหมาย เหลือบตาลงไปยังพื้นดินกึ่งน้ำเบื้องล่างพบร่างหนึ่งนอนไม่ได้สติอยู่ริมฝั่ง ครึ่งร่างแช่ลงไปในน้ำอีกครึ่งเปรอะเปื้อนดินโคลน มีเพียงท่อนแขนที่โผล่พ้นร่มผ้าขาวสะอาดราวหิมะ ดูเนียนนุ่มดั่งไร้กระดูก

คิ้วรูปดาบสีดำสนิทขมวดเข้าหากันด้วยความฉงน เขากระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ฝูงแร้งแตกกระจายบินร่อนไปคนละทิศอย่างแสนเสียดายเมื่อมีศัตรูตัวฉกาจเข้ามามีเอี่ยวในเหยื่อที่พวกมันหมายตา ครั้นจะให้ต่อกรกับมนุษย์ผู้นี้ พวกมันขอบินวนเวียนรอเก็บกวาดซากเหยื่อที่เหลืออยู่ ยังจะดีกว่าถูกไอสังหารจากร่างบึกบึนนั้นแผดเผา

ร่างที่แช่อยู่ในน้ำเย็นเฉียบ สวมชุดพลทหารที่ดูเหมือนชุดนี้จะใหญ่เกินตัวอยู่สักหน่อย รวมไปถึงรูปร่างที่ผอมบางแทบปลิวลมก็พอประเมินว่านี่คงเป็นเด็กหนุ่มวัยที่ยังไม่ผ่านพิธีสวมหมวก[1] สัญลักษณ์ที่ชายผ้าพันคอบอกให้รู้ว่า เครื่องแบบนี้เป็นของทหารสังกัดกรมวัง คิ้วเข้มขมวดหมุนคลายตัวลงเมื่อมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ทหารหนีทัพจากค่ายของเขา แต่ที่น่าแปลกก็คือ ทำไมทหารในวังถึงได้มานอนแน่นิ่งอยู่ในนี้ห่างไกลจากวังหลวงนับพันลี้เช่นนี้

เขาพลิกร่างนั้นหงายขึ้น ใบหน้าอ่อนเยาว์ที่เปรอะเปื้อนไม่ต่างจากเสื้อผ้าที่สวมใส่ “ถือว่าเจ้ายังโชคดีที่ข้ามาพบก่อนร่างเจ้าจะกลายเป็นอาหารแร้งกา ข้าจะฝั่งศพเจ้าเอาบุญก็แล้วกัน” ร่างแข็งแกร่งโน้มตัวเข้าใกล้ร่างเล็กที่คิดว่าคงไร้ลมหายใจไปแล้ว ทว่า...

“หนาว...หนาวเหลือเกิน” เสียงพึมพำเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากซีดขาวอมเขียว สองมือเกาะเกี่ยวชุดเกราะบนร่างของแม่ทัพหนุ่มเอาไว้แน่น ขณะที่เปลือกตาหนักอึ้งก็พยายามเปิดขึ้นเพื่อมองให้เห็นเจ้าของไออุ่นจาง ๆ ที่แผ่เข้ามาให้ได้ใช้กำลังที่มีอยู่น้อยนิดยกตัวเบียดกายเข้าสัมผัส

“ยังไม่ตายหรอกหรือ” คิ้วเข้มที่เพิ่งคลายตัวไม่นาน กลับขมวดเข้าหากันอีกครั้ง

“หนาว หนาว...” เสียงแผ่วราวกระซิบติดอยู่แค่ริมฝีปาก

“เจ้าหนูอยู่เฉย ๆ ก่อน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นพร้อมยันร่างเล็ก ๆ ที่พยายามเบียดเข้ามาให้ถอยห่างออกไป

ร่างกายผ่ายผอมบอบบางแช่อยู่ในน้ำเย็นเฉียบไม่รู้ว่าเนิ่นนานเท่าใด ไม่แปลกที่จะเกิดอาการสั่นสะท้านไขว่คว้าหาความอบอุ่น หากไม่ช่วยบรรเทา ตัวเขาหนานชินอ๋องแห่งเซี่ยนเป่ย แม่ทัพใหญ่ผู้เห็นประโยชน์สุขของราษฎรมาเป็นอันดับแรกก็ดูจะแล้งน้ำใจกับเจ้าหนุ่มน้อยตัวเท่ามดผู้นี้เกินไปสักหน่อยแล้ว

พลังอุ่นร้อนถูกส่งผ่านเข้ามากลางแผ่นหลังก่อนจะกระจายไปทั่วร่าง ขับไล่ความหนาวเหน็บออกไปได้ถึงห้าส่วน เปลือกตาหนักอึ้งค่อยมีแรงขยับมากขึ้น

ประกายสีทองกระทบดวงตาจนต้องหรี่หลบลง ก่อนจะเหลือบขึ้นมองใหม่ สีทองนี้คืออะไร...หน้ากากเหรอ...ชายผู้นี้สวมหน้ากาก ดวงตากลมโตสบประสานกับดวงตาคมกล้าดุดัน พร้อมคำถามที่ก่อขึ้นในใจ ผู้ชายสวมหน้ากากผู้นี้เป็นใครกัน หรือจะเป็นโจรภูเขา ทำไมถึงได้สร้างความรู้สึกกดดันบางอย่างให้เกิดขึ้นในใจของนางได้มากมายถึงเพียงนี้...

คิดไปก็ไร้ซึ่งคำตอบ เพราะแม้แต่จะคิดนางก็เหนื่อยจนแทบขาดใจ เหนื่อยจนกระทั่งนิ้วเรียวที่ยกขึ้นสัมผัสแผ่นโลหะนั้นร่วงหล่นลงมาพร้อมสติสุดท้ายที่หลุดลอยไป
 
อุ่นจัง...

ท่ามกลางสติเลอะเลือน อุณหภูมิอุ่นร้อนทว่านุ่มนวลไหลลื่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายคละเคล้ากลิ่นยาสมุนไพรฉุน ๆ โชยเข้าจมูกรุนแรงจนแทบสำลัก ทว่านั่นกลับเป็นสิ่งที่ปลุกเจ้าของร่างไร้สติมาเนิ่นนานให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งได้อย่างชะงัดนัก  นางพยายามเผยอเปลือกตาขึ้นอย่างงัวเงียแต่มันหนักอึ้งเหลือเกิน เกินกว่าจะเปิดมันขึ้นมาจนเต็มหน่วย จึงสลัดศีรษะขับไล่อาการมึนงง จนหยดน้ำกระเซ็นเปียกไปตามพื้น

นางกำลังนั่งแช่อยู่ในถังน้ำ ความรู้สึกแรกบอกให้รู้ว่าน้ำนั้นอุ่นจัดจนเกือบร้อน ทว่ากลับสร้างความสบายให้ร่างกายได้ไม่น้อย...

“ต้องเปลี่ยนน้ำหรือไม่ท่านแม่ทัพ ดูสิขอรับ น้ำดำปี๋เพราะไอ้หนูคนนี้มันลงแช่ทั้งเสื้อผ้าที่สกปรกเลอะดินโคลนไปทั้งตัว”

“ไม่ต้อง... เจ้าออกไปหาเสื้อผ้ามาให้เจ้าหนูนี่เปลี่ยนสักชุดหน่อยเถอะ”

“แต่ว่าท่านแม่ทัพ เจ้าหนูนี่ตัวเล็กกระจ้อย...ส่วนทหารในกองแต่ละคน...”

“ เลือกของข้ามาสักชุดแก้ขัดไปก่อน”

“เสื้อผ้าของท่านแม่ทัพ?...ไอ้เจ้าหนูตัวเล็กเท่ามด จะใส่ได้หรือขอรับ” รองแม่ทัพหม่าเหลือบมองคนในถังไม้ที่ผอมบางเป็นไม้เสียบผี ก่อนจะเผลอพิศรูปร่างกำยำบึกบึนประหนึ่งเทพสงครามของแม่ทัพใหญ่ หนานชินอ๋องแห่งเซี่ยนเป่ย

“พลทหารที่ข้าเลือกสรรฝึกปรือล้วนสูงใหญ่กำยำ ทั้งเสื้อผ้าของแต่ละคนล้วนมีน้อย ไม่จำเป็นต้องไปบังเบียดพวกเขาหรอก เอาเสื้อผ้าของข้านั่นแหละ ใช้เพียงชั่วคราวก่อน แล้วค่อยให้ทหารสักคนออกไปหาซื้อในเมืองมาเพิ่ม”

“ขอรับ”

เสียงรับคำด้วยความเคารพดังขึ้น ไม่นานก็มีเสียงฝีเท้าที่เดินห่างออกไป จากนั้นข้อมือของนางก็ถูกคว้าไปจับชีพจรอีกครั้ง

“เป็นอย่างไรบ้างท่านหมอ” น้ำเสียงราบเรียบทรงอำนาจถามขึ้นอีกครั้ง

“ไม่เป็นไรแล้วขอรับ โชคดีที่ท่านแม่ทัพใช้พลังลมปราณขับไล่ไอเย็นที่แทรกเข้าหัวใจออกไปได้ถึงห้าส่วนกระตุ้นการเต้นของชีพจรให้มีกำลังขึ้นทำให้พ้นอันตรายถึงชีวิตได้อย่างหวุดหวิด”

จากคำถาม และคำอธิบายที่ลอดผ่านเข้าโสตประสาทนั้นทำให้รู้ว่าภายในห้อง รอบ ๆ ถังน้ำอุ่นที่นางกำลังนั่งแช่อยู่ในตอนนี้ หากไม่นับตัวนางแล้ว ย่อมจะมีบุคคลมากกว่าสองแน่นอน นี่มันอะไรกัน นางกำลังอาบน้ำร้อนท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายเช่นนี้เชียวหรือ อีกทั้งบุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นบุรุษทั้งสิ้น แย่แน่แล้วเสี่ยวจูเอ๋ย...

“แต่ว่าท่านแม่ทัพขอรับ จากที่บ่าวตรวจคลำชีพจรคนผู้นี้บ่าวคิดว่ามีบางอย่างความผิดปกติ”

คิ้วเข้มของท่านหมอขมวดหมุนก่อนจะตัดสินใจยกมือป้องปากพลางชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ใบหูของท่านแม่ทัพใหญ่อย่างนอบน้อม

คนที่นั่งหลับตาอยู่ในถังพยายามยกเปลือกตาขึ้นอีกครั้งเมื่อคำสนทนาของบุคคลสองคน จู่ ๆ ก็เงียบหายไปซะดื้อ ๆ ทั้ง ๆ ที่พวกเขากำลังเอ่ยถึงนาง

“ข้ารู้แล้ว”

อะไรคือรู้แล้ว อะไรคือความผิดปกติที่ท่านหมอผู้นี้กล่าวถึง พวกเขาคงไม่ได้หมายความว่านอกจากเรื่องไอเย็นแทรกหัวใจที่ทำให้นางต้องมานั่งแช่น้ำอุ่นท่ามกลางสายตาบุรุษแปลกหน้าในตอนนี้แล้ว ในตัวนางยังมีโรคร้ายอีกอย่างที่นางไม่เคยรู้มาก่อน

“ข้าไม่อยากลงมือสังหารโดยไร้เหตุผล ไว้ฟื้นเมื่อไหร่ค่อยสอบสวนเค้นความจริง”

นี่ถึงกับจะต้องฆ่าแกงกันให้ตายเช่นนี้เชียวหรือ มันคืออะไรกันแน่? นางตัวแค่นี้อายุก็เท่านี้ เพิ่งผ่านพิธีปักปิ่น[2]ได้ไม่ถึงสามปีจะสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ได้ โอ้สวรรค์ กับเรื่องที่ผ่านมาท่านสร้างความเดือดร้อนลำบากทั้งกายใจให้ข้ายังไม่พอใจอีกหรือ มาถึงตอนนี้ท่านยังจะนำเรื่องเลวร้ายใดมาทรมานข้าอีก ท่านจะใจร้ายกับข้าไปถึงไหนกัน

ความพยายามในการเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้งของนางสุดท้ายก็ประสบผลสำเร็จ ครั้งนี้สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้นางถึงกับมุดหนีลงไปใต้ผืนน้ำในทันที ทว่ากลับมีมือหนึ่งกระชากคอเสื้อดึงขึ้นมาจนโผล่พ้นผิวน้ำอย่างรวดเร็ว

 “เอ้ย! เจ้าหนู...”

แค๊ก แค๊ก... เพราะไม่ได้ตั้งตัวนางจึงสำลักกลืนน้ำลงท้องไปเสียหลายอึก ก่อนจะเปิดเปลือกตามองบุคคลตรงหน้าอีกครั้ง

“นะ...นี่ข้าตายไปแล้วเหรอ ข้างหน้าถึงได้ปรากฏยมทูตงู้เท้าแบ้เหม่ง[3] รอรับวิญญาณอยู่ตรงนี้” เจินจูถามออกไปอย่างอกสั่นขวัญแขวน เพียงเพราะความอ่อนล้าตาลายทำให้เห็นภาพเบื้องหน้าบิดเบือนไป

“บังอาจเกินไปแล้วนะเจ้าหนู” เสียงตวาดดังมาจากอีกบุคคลที่ยืนอยู่ไม่ไกล

“ช่างเถอะ เขายังสติเลอะเลือน”

น้ำเสียงราบเรียบเมื่อเอ่ยออกมาจากปากชายหนุ่มตรงหน้า กลับมีพลังอำนาจครอบคลุมไปทั่วบริเวณ เจินจูหาได้สนใจไม่ เมื่อตาทั้งสองข้างเปิดขึ้นจนเต็มหน่วย ค่อยได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงรู้ว่าตรงหน้าคือชายสวมหน้ากาก และหน้ากากใบนี้ก็คือหน้ากากหมาป่าสีทองอร่ามงดงามแปลกตา ลายเส้นสีดำวาดเป็นรูปลักษณ์ชัดเจนแฝงความดุดันเอาไว้เต็มเปี่ยม หาใช่หน้ายมทูตม้า ยมทูตวัว อย่างที่เข้าใจในคราแรก

จริงสินะ...ก่อนหน้าคับคล้ายว่านางจะเห็นหน้ากากประกายสีทองจับตาเช่นนี้มาก่อน ในตอนนั้นนางนึกว่าฝันไปเสียอีก ที่แท้ก็คือเรื่องจริง มีคนช่วยชีวิตนาง และคนผู้นั้นก็คือคนที่อยู่ตรงหน้า ภายใต้หน้ากากหมาป่าอันนี้

“ท่านเป็นคนช่วยชีวิตข้าหรือ?” นางถามออกไปด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน จนแทบไม่มีแรงดันคำพูดให้พ้นริมฝีปาก เมื่อนึกได้ถึงบางส่วนของความทรงจำ นึกอยากฟังเสียงทุ้ม ๆ ของเจ้าของผู้สวมหน้ากากอีกสักครั้ง ทว่าถามอีกคน คนตอบกลับเป็นอีกคน

“ถูกแล้ว เป็นท่านแม่ทัพของเราที่ช่วยชีวิตเจ้าไว้”

“เจ้าเป็นใคร...ชื่ออะไร... เป็นทหารสังกัดกรมกองไหน ทำไมถึงได้ไปนอนแช่ธารน้ำแข็งเช่นนั้น ไม่กลัวหนาวตายหรอกหรือ?”

“เอ่อ...คือ...ข้า...”

เจินจูไม่รู้จะตอบประการใด สมองของนางเหมือนมีหินหนักสิบชั่งวางทับอยู่ อีกทั้งไม่ทราบสถานการณ์ที่เป็นไป หากตอบผิดพลาด ชายสวมหน้ากากผู้นี้จับพิรุธได้ นั่นอาจเพิ่มความเลวร้ายให้แก่ชีวิตของนางยิ่งขึ้น

“ว่าอย่างไรล่ะเจ้าหนุ่มน้อย ไม่ได้ยินที่ท่านแม่ทัพถามหรือ?”

เจ้าหนุ่มน้อย!...

เจินจูใช้มืออันสั่นเท่าลูบไปตามร่างกายของตน พลางกวาดมองไปทั่วเท่าที่สายตาจะสามารถมองเห็น นี่นางยังสวมชุดพลทหารที่แอบขโมยมาขณะพักในโรงเตี๊ยมระหว่างเดินทาง ไม่สินางไม่ได้ขโมย แต่ซื้อมาต่างหาก เงินก้อนนั้นที่วางไว้ตอบแทนมีค่าพอที่จะทำให้เจ้าของเสื้อผ้าชุดนี้  เปิดร้านค้าขายเล็ก ๆ เป็นของตนเองได้อย่างสบาย หลังปลดประจำการ

มือเล็ก ๆ คลำต่อไปยังที่ศีรษะ ผมแม้จะยุ่งเหยิงแต่ก็ยังมัดรวบเรียบร้อยในแบบบุรุษ พวกเขาคงเข้าใจว่านางเป็นเด็กหนุ่มจริง ๆ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยตอบสิ่งใดกลับมีบุคคลแปลกหน้าเดินเข้ากระโจมที่พักเพิ่มมาอีก

“นี่ขอรับท่านแม่ทัพ ท่านรองแม่ทัพหม่าให้นำเสื้อผ้าของท่านแม่ทัพมาไว้ให้เจ้าเด็กคนนี้เปลี่ยน” พลทหารผู้รับหน้าที่ยื่นพับผ้ามาข้างหน้า ทั้งโค้งตัว เขาใช้เวลาเลือกหาจากส่วนที่ท่านแม่ทัพใหญ่เลิกใช้แล้วอยู่นานทีเดียว กว่าจะได้ชุดที่ดูเล็กที่สุดนำมามอบให้

“วางไว้แล้วก็ออกไป”

พ้นร่างพลทหาร แม่ทัพใหญ่จึงหันมาสนใจคนในถังไม้ต่อ

“ว่าอย่างไร?”

“อะไรคือ ว่าอย่างไร?”

เจินจูทำหน้างุนงง เวลานี้นางรู้สึกเหนื่อย อ่อนล้าโรยแรง ไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่นางถูกสั่งให้วิ่งไปบนหาดทรายหลายสิบลี้ แต่สถานการณ์เช่นนี้ ถึงคนตรงหน้าจะมีบุญคุณที่ช่วยชีวิต ทว่าหากพวกเขารู้ว่านางไม่ใช่บุรุษ ก็ไม่อาจกล่าวได้เต็มปากว่าปลอดภัย หาทางหลบหนีออกไปจากที่นี่ได้ นี่สิถึงเรียกว่าปลอดภัยอย่างแท้จริง

“เจ้าเป็นใคร...ชื่ออะไร...เป็นทหารสังกัดที่ไหน ทำไมถึงได้ไปนอนแช่ธารน้ำแข็งเช่นนั้น” แม่ทัพใหญ่อนุเคราะห์ทวนคำถามอย่างใจเย็น

“ข้า...ข้า...รู้สึกเพลียเหลือเกิน ข้าอยากจะนอนแล้ว” เสียงพึมพำดังแผ่ว ๆ ก่อนที่ร่างนั้นจะค่อย ๆ เลื่อนลงจมสู่ใต้ผิวน้ำอีกครั้ง

“ท่านหมอ! ทำไมเป็นเช่นนี้ ไหนท่านบอกเขาไม่เป็นไรแล้ว”

แม่ทัพหนุ่มคว้าหมับเข้าคอเสื้อของคนที่ค่อย ๆ เลื่อนจมลงใต้ผิวน้ำแทบจะทันที ทั้งหันไปถามหาสาเหตุกับหมอประจำกองทัพด้วยสีหน้าตึงเครียด

“ชีพจรเต้นปกติดีแล้วนะขอรับ เอ่อ...นี่อะ...อาจเพราะแช่น้ำอุ่นจัดนานเกินไปก็เป็นได้”

ท่านแม่ทัพหันกลับมาพิศดูใบหน้าเนียนผุดผาดสองแก้มแดงกล่ำที่ท่านหมอวินิจฉัยย่อมมีความเป็นไปได้ เจ้าเด็กนี่คงได้รับความร้อนจากน้ำซึมผ่านเข้าร่างกายมากเกินไปจริงๆ

“พวกเจ้าออกไปก่อนเถอะ ออกไปให้หมด” แม่ทัพใหญ่ผู้ห้าวหาญสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

“ท่านแม่ทัพ ให้พวกเราดูแลเจ้าเด็กคนนี้เถิด ท่านแม่ทัพจะได้พักผ่อน” ทหารรับใช้นายหนึ่งเอ่ยขันอาสา

“ไม่ต้อง...” เขาหันไปเอ่ยกับท่านหมอด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้น “จากนี้ข้าจะดูเขาเอง ขอบคุณท่านหมอมาก”

บุคคลอื่นต่างทำความเคารพแม่ทัพหนุ่ม แล้วก้มหน้าล่าถอย เร่งฝีเท้าออกไปจนพ้นกระโจมที่พักอย่างไว

เมื่อภายในกระโจมที่พักปราศจากบุคคลอื่นแล้ว แม่ทัพหนุ่มจึงหันมาให้ความสนใจบุคคลที่เขาใช้แรงบางส่วนพยุงเอาไว้ให้ศีรษะเหนือผิวน้ำ คิ้วรูปดาบขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่ทำให้คนแกล้งหมดสติเมื่อครู่แทบจะอดทนอยู่นิ่งต่อไปไม่ไหว

เฮ้ย...จะทำอะไร...จู่ ๆ คิดจะลอกคราบกันเช่นนี้เลยเหรอ...แย่แล้ว...

 “ท่านคิดจะทำอะไรข้า!”

จู่ๆ ร่างที่ดูเหมือนหมดสติก็ลุกพรวดขึ้นจากน้ำ แต่นั่นไม่สำคัญเท่านิ้วเรียวเล็กที่ทิ่มเข้าในตำแหน่งที่ทำให้ร่างกายของแม่ทัพหนุ่มถึงกับแข็งค้าง

“เจ้าเป็นวรยุทธ์?” น้ำเสียงที่ถามนั้นห้วนต่ำ ไม่คิดว่างูน้อยตัวเล็ก ๆ ตัวนี้ที่เขาช่วยให้พ้นจากความหนาวเหน็บจะแว้งกันเอาได้

สายตาแม่ทัพหนุ่มทำได้เพียงแต่กรอกตามองตามร่างบางที่ป่ายปีนออกจากถังน้ำใบใหญ่ คงเพราะแววตาวาบวับของเขาที่นางเผลอสบตาเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ ผ้าคาดเอวของเขาจึงได้ถูกนางดึงไปใช้ปิดบังการมองเห็นทั้งหมดทั้งมวลนั้น

“ท่านอย่ากังวลเลย ไม่เกินสองชั่วยามจุดที่ข้าสกัดไว้จะคลายออกเอง...ขอบคุณที่ช่วยชีวิต” เสิ่นเจินจูคว้าเสื้อผ้าแห้งสนิทที่ถูกเตรียมไว้เพื่อนางอยู่แล้วมาสวมใส่ ออกจะลุ่มล่ามอยู่สักหน่อย แต่นางไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้

 “บุญคุณของท่าน หากมีโอกาสข้าไม่รีรอที่จะทดแทน แต่ตอนนี้เห็นทีต้องขอลา”

เจินจูกุมหมัดโค้งคำนับอย่างสำนึกบุญคุณ ก่อนจะหมุนตัวไปทางประตู ทว่านางไปยังไม่ถึงสามก้าวก็หยุดชะงักหันกลับมาพิศมองร่างองอาจสูงใหญ่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นบางอย่างที่รบกวนความรู้สึก

“ท่านอย่าได้ถือสาหาความข้าเลยนะ ไหน ๆ ก็จะจากกันแล้ว ขอข้าดูหน้าท่านผู้มีพระคุณชัด ๆ สักครั้งเถอะ แล้วข้าจะจดจำใบหน้าท่านไว้เขียนเป็นภาพเคารพติดฝาบ้านรำลึกถึงบุญคุณที่ช่วยชีวิตตลอดไป”

“ใบหน้าของข้าใช่สิ่งที่คนทั่วไปนึกอยากเห็นก็จะได้เห็นเช่นนั้นหรือ หากเจ้าต้องการเห็น ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายที่แพงนัก”

สายคาดเอวที่คาดทับดวงตาคมกล้าถูกปลดออกโดยไม่สนใจคำเตือนนั้น ถึงวรยุทธ์ด้านการต่อสู้ของนางจะไม่ถึงกับล้ำเลิศ อยู่ในระดับเพียงเอาตัวรอดได้ แต่วิชาสกัดจุดของนางนั้นไม่เป็นสองรองใคร ถึงแม้เรี่ยวแรงของนางจะกลับคืนมายังไม่ถึงห้าส่วน พลังปราณยังไม่ฟื้นฟูเต็มกำลัง แต่อย่างน้อยการสกัดจุดในระยะกระชั้นชิดเช่นนี้ก็ยังมีผลพอให้นางมีเวลาหลบหนี  ดวงตาคู่นั้นที่จ้องประสานทำให้นางรู้สึกเสียวสันหลังจนต้องเลี่ยงหลบกระแสพลังบางอย่างที่ส่งผ่านมาจากดวงตาคู่นั้น เมื่อมันมีอำนาจมากจนทำให้ร่างกายเกิดอาการสะบัดร้อนสะบัดหนาวราวกับคนกำลังจับไข้ นางถอนหายใจเฮือกเมื่อตัดสินใจถึงขั้นเด็ดขาด... ก็แค่ขอดูหน้าชัดๆ สักครั้งก่อนเดินทางกลับลงใต้ ใจไม่คิดที่จะย้อนกลับมาทางนี้ตลอดชีวิต ย่อมไม่มีโอกาสได้พบเจอกันอีกอย่างแน่นอน

มือขาวผ่องเอื้อมไปปลดสายหนังเส้นเล็กๆ ที่พาดผ่านใบหู นางหวังว่ามันจะร่วงหล่นลงพื้นในทันทีที่ปลดเชือกหนังแล้ว แต่กลับมิเป็นเช่นนั้น หน้ากากสีทองยังคงอยู่แนบใบหน้าผู้เป็นเจ้าของ คิ้วใบหลิวขมวดเข้าหากัน มือขาวผ่องก็เอื้อมไปสัมผัสส่วนที่เป็นหน้ากากทันที

“เอ๊ะ! นี่ท่าน...” เสิ่นเจินจูอุทานออกมาอย่างตกใจ เมื่อข้อมือเล็กของนางถูกยึดเอาไว้แน่น นี่มิใช่ว่าเขาถูกนางสกัดจุดเอาไว้แล้วหรอกหรือ

ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้มีโอกาสถามไถ่ ปลายนิ้วแข็งแกร่งของอีกฝ่ายก็กระแทกมายังร่างกาย กระชากสติรับรู้ทั้งหมดให้หลุดพ้นไปในที่สุด

 “เจ้าช่างเป็นงูน้อยที่โง่งมซะจริง ๆ”

ด้วยพลังยุทธ์ที่ฝึกปรือมาอย่างกล้าแกร่งตั้งแต่เพิ่งจะหัดเดิน การใช้กำลังภายในคลายจุดสกัดนี้ไม่ใช่เรื่องยาก ทว่าเขากลับนึกสนุกอยากรู้ว่านอกจากร่างกายที่ฟื้นตัวได้รวดเร็ว และมีฝีมือสกัดจุดอ่อนหัดนี้แล้ว เจ้างูน้อยยังจะมีความสามารถอะไรช่วยให้หลบพ้นจากค่ายทหารไปได้ นึกแล้วก็อยากหัวเราะ เมื่อสุดท้ายกลับกลายเป็นความเฟอะฟะ สะดุดขาร่วงตกลงหลุมกับดักตัวเองซะอย่างนั้น
 
[1]  พิธีสวมหมวก เด็กชายจีนเมื่อมีอายุครบ 20 ปีเต็ม ก็จะมีพิธีสวมหมวก หรือกวาน เรียกว่า "จี๋กวาน及冠" เพื่อเป็นเครื่องแสดงว่าได้บรรลุนิติภาวะโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็จะมีบางที่ที่อายุ 16 ปีก็เข้าพิธีนี้ได้แล้ว
[2] พิธีปักปิ่นผม ในประเพณีจีนโบราณของชนชั้นสูง เมื่อเด็กหญิงอายุครบ 15 ปีจะเข้าสู่พิธีเกล้าผมมวยปักปิ่น เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านช่วงวัย จากวัยเด็กเข้าสู่วัยสาวที่พร้อมแต่งงานออกเรือน
[3] ยมฑูตหัววัวหัวม้า 牛頭馬面 งู้เท้าแบ้เหม่ง ตามตำนานเล่าว่าท่านทั้งสองเคยเกิดเป็นม้าและวัวที่มีความขยันเข้มแข็งการงานมาก
เป็นที่ถูกใจท่านพญายมราช เมื่อทั้งคู่ตายลง ท่านพญายมราชจึงแต่งตั้งให้ทั้งสองเป็นผู้คุม
มีหน้าจับกุมดวงวิญญาณและ คอยดูแลความเรียบร้อยในยมโลก
 



Create Date : 27 พฤศจิกายน 2563
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2563 8:20:41 น. 0 comments
Counter : 151 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

นิยายฝันหวาน
Location :
มหาสารคาม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]




เชิญอ่านนิยายสนุกๆ สไตล์นิยายฝันหวาน



Writer By tonglang
: Copyright © 1999-2008
ข้อตกลง
1. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะเป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงผลงาน

2. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

3. ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งเจ้าของบล็อกทันที


Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2563
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
27 พฤศจิกายน 2563
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add นิยายฝันหวาน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.