Welcome To ทองหลาง Bloggang ว่างๆ ก็แวะเข้ามา...ยินดีต้อนรับจ้า
ตามสุดฟ้าล่าสุดรักตอนที่ 8 แล้วก็ได้รู้ว่าเขาเป็นใคร



8

“แน่ใจเหรอว่าเป็นที่นี่”คนถามแหงนหน้าคอตั้งบ่ามองประติมากรรมที่รำลึกของสงครามตั้งตระหง่านท่ามกลางแสงตะวันยามบ่ายและการจราจรที่คับคั่ง

“ผมมั่นใจ...เข้าไปเถอะ...”คนตอบเดินนำหน้าคนถามที่รีบเร่งฝีเท้าก้าวตามไปยังจุดหมายในทันที ข้ามถนนผ่านรถรามากมายที่วิ่งวนเวียนรอบสิ่งปลูกสร้างนั้น

“แผลยังไม่หายดีอย่าเดินเร็วนักสิครับถ้าแผลเกิดฉีกขึ้นมาอีกผมขี้เกียจเย็บใหม่”คนเดินตามหลังเตือนด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“ดีขึ้นมากแล้วให้ขับเครื่องบินก็ยังไหว ส่วนเรื่องกำลังวังชา ตอนนี้กลับมาใกล้เคียงกับความเป็นปกติเกือบเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ได้”นภจรไม่ได้พูดเล่น ถึงแม้ว่าบาดแผลในตอนนี้จะยังมีอาการเจ็บอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร อาจเป็นเพราะร่างกายที่ผ่านการฝึกหนักจากหลักสูตรพิเศษทางทหารจึงทำให้มีความแข็งแกร่งคงทนมาก และฟื้นตัวได้รวดเร็วกว่าคนธรรมดาทั่วไป

“แต่ก็ยังเหลืออีกตั้งสามสิบเปอร์เซ็นต์นะครับหรือจะเก็บไว้อ้อนสาว” นายแพทย์หนุ่มเย้าอย่างอารมณ์ดีเมื่อก้าวเท้ามายืนหลบแดดอยู่หน้าประตูทางเข้าห้องโถงที่ใช้บรรจุอัฐิเหล่าทหารกล้าผู้เสียชีวิตจากสงครามอินโดจีน[1]

“เป็นหมอเขามีเวลามาพูดเล่นพูดเรื่องไร้สาระแบบนี้ด้วยเหรอ” นภจรแขวะคืนรู้สึกได้ถึงความร้อนที่ค่อยแผ่กระจายอยู่หลังใบหู

“ก็ต้องมีบ้างล่ะครับพี่ให้ผมเครียดอยู่แต่กับการรักษาคนป่วยไข้ไม่สนใจหาเรื่องสนุก ๆ อย่างอื่นมาผ่อนคลายมีหวังได้ผันตัวกลายเป็นคนป่วยทางจิตซะเอง” นายแพทย์คิมหันต์เอ่ยก่อนจะเริ่มเข้าเรื่องที่สงสัย “ว่าแต่ทำไมพี่คิดว่าเป็นที่นี่ล่ะ”เมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายสรรพนามที่ใช้เรียกขานก็ย่อมเปลี่ยนไปตามบริบท

“ภาพพวกนั้นมันเฉลยว่าเป็นสี่แยกสนามเป้า”

“อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ?”

“ใช่แล้วนี่คือชื่อเดิมที่ใช้เรียกบริเวณที่ตั้งอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิซึ่งเป็นจุดตัดของถนนพญาไท ถนนราชวิถี และถนนพหลโยธิน เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับทหารอย่างเราที่สุดอีกแห่งซึ่งก็ยังมีการเรียกขานในชื่อนี้กันอยู่บ้าง”นภจรอธิบาย อีกฝ่ายก็พยักหน้าตอบรับความเข้าใจ

ทว่าแม้ภาพปริศนาพวกนั้นจะได้รับการเฉลยเรียบร้อยรวดเร็วเพียงชั่วข้ามวันเท่านั้นแต่คิ้วเข้มของผู้กองหนุ่มกลับยังขมวดหมุนเป็นปมเมื่อมองประติมากรรมขนาดมหึมารูปดาบปลายปืนประกบกันห้าอันรวมไปถึงรูปปั้นทหารห้าเหล่า ด้วยความหนักใจ เพราะถึงแม้รู้จะสถานที่ก็ใช่ว่าจะหาที่ซ่อนของได้โดยง่าย

“จริงด้วยครับเป็นไปได้มากที่ครรชิตจะซ่อนอะไรบางอย่างไว้ที่นี่ แต่ของที่ซ่อนไว้มันคืออะไร ที่นี่ใหญ่โตมโหฬารออกอย่างนี้พี่พอจะรู้ไหมว่าสายข่าวของพี่เขาซ่อนไว้นี่ไหน”

“นั่นล่ะปัญหา”

“อ้าว...”นายแพทย์หนุ่มถึงกับทำหน้าเอ๋อ

“อย่ามัวแต่ทำหน้าแปลกประหลาดอยู่เลยมาช่วยกันคิดช่วยกันหาดีกว่า ลองคิดดูก็แล้วกันว่า ถ้าหมอเป็นครรชิต หมอจะซ่อนของไว้ที่ไหน”

นายแพทย์หนุ่มคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง“ข้างในนั้นบรรจุอัฐิของผู้เสียชีวิตในสงครามใช่ไหมครับถ้าเป็นผมคงไม่เอาไปซ่อนที่นั่น”

“เหตุผล?”

“ผมกลัวคนหาไม่เจอ”นายแพทย์หนุ่มเอ่ย

“อ้าว...ถ้าให้คนหาเจอจะซ่อนทำไมกันครับคุณหมอ”

“เออ...นั่นสินะครับแหะๆๆ แต่ก็ไม่แน่นะ ครรชิตอาจกลัวว่าเราจะ...”คำว่าโง่ถูกกลืนลงคอไปซะก่อนที่จะเอ่ยออกมาให้ตัวเองติดบ่วงนั้นไปด้วย

“อย่างน้อยเราก็ไขปริศนาภาพได้ล่ะถึงจะต้องให้น้องป้องลูกชายที่ผู้การช่วยบ้างก็เถอะ”นภจรเอ่ยด้วยสีหน้าแสดงความภาคภูมิใจ

คิมหันต์ไม่เข้าใจว่าการอาศัยสมองเด็กอายุแค่ห้าขวบช่วยงานระดับชาติมันน่าภูมิใจตรงไหน แต่เมื่อพูดถึงภารกิจสำคัญนี้ จะเป็นใครที่นำความสำเร็จมาให้เพื่อประโยชน์สุขของปวงประชาก็ถือว่าประเสริฐทั้งนั้น

“แล้วถ้าจะให้เราหาเจอได้ง่ายๆ แต่ไม่เป็นที่สะดุดตาคนทั่วไป หมอจะซ่อนมันไว้ที่ไหน” นภจรถามต่อ

“ถ้าเป็นพี่ล่ะพี่จะซ่อนไว้ที่ไหน” คิมหันต์ถามคืนบ้าง

คำตอบของทั้งสองต่างยังไม่หลุดออกมาจากปากทว่ากลับเดินแยกย้ายสำรวจรอบสิ่งปลูกสร้างแทนความทรงจำที่มีความสูงราวห้าสิบเมตรแห่งนั้นกระทั่งเดินมาบรรจบพบกันที่หน้ารูปปั้นนายทหารอากาศ ต่างแหงนหน้ามองไปที่รูปปั้นนั้นจนคอตั้งบ่าด้วยความคิดบางอย่างที่วนเวียนอยู่ในหัว

“อย่าบอกนะว่าพี่คิดเหมือนผม”นายแพทย์หนุ่มเอ่ยขึ้นก่อน

“อืม...แต่สูงขนาดนี้คงไม่ใช่หรอก”นภจรเอ่ยขึ้นบ้าง

“ถ้าเป็นเหมือนทฤษฎีการซ่อนสมบัติแบบโบราณล่ะคือไม่จำเป็นต้องปีนขึ้นไปซ่อนของบนนั้นแต่ซ่อนในที่ที่เราหาได้ง่ายๆ”นายแพทย์ยังออกความเห็นต่อ

“บริเวณปลายสายตาของรูปปั้นนั่นเหรอ...หมอดูหนังผจญภัยมากไปแล้วนะครับใครมันจะบ้าไปซ่อนของที่กลางถนน”

“เออจริง...สายตาของรูปปั้นมองไปข้างหน้าจับจุดหมายของเป้าสายตาไม่ได้เลยแฮะ...หรือว่าเราจะคิดผิด”

“ชัวร์...”ผู้กองหนุ่มเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ “งั้นเราเข้าไปดูข้างในกัน”พูดจบก็เดินนำนายทหารรุ่นน้องไปยังประตูทางเข้าสถานที่สำคัญแห่งนี้ทันที

ทั้งนภจรและคิมหันต์ต่างถอนหายใจออกมาพร้อมกันเมื่อก้าวเข้าไปภายใต้ฐานอนุสาวรีย์แล้วมองไปยังผนังห้องที่มีช่องบรรจุอัฐิของทหารผู้กล้านับร้อยๆ ช่อง แบ่งแยกสมรภูมิรบชัดเจน

“โห...แบบนี้จะหายังไงไหวล่ะพี่ชาย”นายแพทย์คิมหันต์พ่นลมออกจากปาก

“ก็ใครให้ไปหาในช่องพวกนั้นเล่า...ยังไงครรชิตเขาก็ไม่กล้ารบกวนเถ้ากระดูกผู้กล้าเหล่านี้หรอก”

“นั่นสินะ...เป็นผมก็คงไม่ทำแต่ถ้าไม่ซ่อนไว้ที่ใดที่หนึ่งชองช่องพวกนี้ แล้วจะซ่อนที่ไหนล่ะนี่”นายแพทย์หนุ่มถามไปเรื่อย เหมือนถามตัวเองซะมากกว่า

เรืออากาศเอกนภจรกวาดตามองไปโดยรอบห้องที่จะว่ากว้างก็ไม่ได้กว้างอะไรนักตรงกลางห้องมีกระถางโลหะที่เป็นเหมือนตะเกียงน้ำมันและมีแจกันดอกป๊อบปี้อันเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ทหารผ่านศึกวางอยู่ใกล้ๆ ดูสะดุดตาจนเขาตรงตรงเข้าไปสำรวจ

“ต้องเป็นตรงนี้...เร็วหมอ มาช่วยกันหา”ผู้กองหนุ่มร้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมทีมที่ยังให้ความสนใจช่องต่าง ๆบนผนัง

นายแพทย์คิมหันต์ละความสนใจในสิ่งตรงหน้าหันกลับมาช่วยเพื่อนรุ่นพี่หาสิ่งที่แม้แต่เขาเองก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร รอบ ๆ บริเวณตะเกียงน้ำมัน หากต้องการซ่อนสิ่งสำคัญเพื่อการค้นหาที่ง่ายได้จุดนี้ย่อมเป็นจุดที่ง่ายต่อการค้นหาที่สุดโชคดีที่เวลานี้เป็นเวลาที่ดวงตะวันเคลื่อนคล้อยลงมาจนลับยอดตึกภายในห้องใต้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจึงไม่มีคนอื่นเข้าออกให้พวกเขากลายเป็นที่ผิดสังเกตแต่การค้นหาก็ต้องเร่งรีบและละเอียดถี่ถ้วนอย่างที่สุดก่อนฟ้าจะมืด

ทั้งสองช่วยกันค้นอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงนภจรก็แทบจะร้องออกมาด้วยความดีใจ “เจอแล้ว ๆ นี่ไง” ชายหนุ่มโชว์สิ่งที่เขาหาเจอและมั่นใจอย่างยิ่งว่านี่คือสิ่งที่พวกเขากำลังค้นหาให้เพื่อนดู

“แฟลชไดร์ฟ?”

“อืม...เรารีบไปกันเถอะจะมืดแล้ว ไม่อยากเป็นที่ผิดสังเกต”

นภจรหย่อนสิ่งที่เขาหาพบลงในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตด้านในไม่ลืมที่จะรูดซิปปิดสนิทป้องกันการสูญหายด้วยความระมัดระวังที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อคิดไปว่าสิ่งนี้แลกมาด้วยชีวิตของคนรักชาติคนหนึ่ง

“โทรรายงานท่านผู้การก่อนดีไหม...ท่านจะได้เตรียมพร้อม”นายแพทย์หนุ่มเสนอ

“งั้นก็โทรไปเดินไปก็แล้วกัน”นภจรแนะนำ เขาไม่อยากจะเสียเวลาไปแม้เสี้ยววินาที

“เถอะน่าผมโทรรายงานแป๊บเดียวพี่ออกไปรอข้างนอกก่อนก็แล้วกัน” คิมหันต์ไม่คิดจะทำตามคำแนะนำของรุ่นพี่ด้วยเขาเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบใช้โทรศัพท์ขณะเคลื่อนไหวร่างกายเพราะนั่นอาจทำให้การสื่อสารผิดเพี้ยนได้

ผู้กองนภจรเข้าใจดีเขาจึงเดินนำออกมาก่อน ทว่าพอชายหนุ่มเดินกลับออกมายังไม่ทันพ้นประตูกลับมีวัตถุหนึ่งซึ่งไม่ต้องพิจารณาให้ละเอียดก็ดูออกว่ามันคือปลายกระบอกปืนที่ถูกส่งเข้ามาส่องอยู่ใกล้ขมับผู้กองหนุ่มผู้เดินนำออกมาก่อนที่เจ้าของจะโผล่พ้นของประตูออกมาให้เห็น

“ว่าแล้วเชียวว่าผู้กองยังไม่ได้ไปเฝ้ายมบาลจริงๆ เข้าใจวางแผนหลอกล่อซะผมเกือบจะตายใจเชื่ออยู่แล้วเชียว” เสียงที่เอ่ยออกไปทั้งฟังราบเรียบทว่าเจืออารมณ์ขันแกมเยาะเอาไว้อย่างไม่ปิดบัง

หากมีเพียงหนึ่งที่ใช้ปืนจ่อหัวเขาอยู่ตอนนี้คงไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ไขสถานการณ์เพราะอย่างน้อยฝ่ายเขาก็มีสอง ทว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีถึงสี่อาวุธครบมือ และพื้นที่ที่เขายืนอยู่เป็นพื้นที่แคบหน้าประตูทางเข้ายากที่จะตีฝ่าออกไป คงได้แต่หวังพึ่งมันสมองระดับนายแพทย์ที่จะคิดหาทางรอดออกไปได้

“พวกแก...รู้ได้ยังไง”

“สายข่าวคนสำคัญตายทั้งคนแต่ที่ตัวไม่พบอะไรเลย นั่นก็หมายความว่ามันไม่ได้พกอะไรมาเป็นหลักฐานซึ่งก็มีอยู่สองกรณีก็คือ ข้อแรกข่าวนั้นจะถูกปล่อยแบบปากเปล่าแต่สำหรับสายข่าวมืออาชีพ มักจะมีแผนสำรองเสมอ และข้อสองคือก็คือแผนสำรองของมันซ่อนข่าวเอาไว้ที่ไหนสักแห่ง ทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้ให้ค้นหา ทหารอย่างพวกแกคงไม่ปล่อยผ่านไปง่ายๆเจ้านายก็เลยมีคำสั่งให้เฝ้าจับตาดูที่เกิดเหตุเอาไว้ สุดท้ายก็ได้เจอพวกแกสองคน”

“พวกแกเลยตามฉันมาตลอดตั้งแต่ตอนนั้นล่ะสิ”

“ตามผีทหารอย่างแกมันเสียเวลาสู้ตามไอ้หมอทหารไม่ได้ มันไปไหนมาไหนเปิดเผย ไม่ได้อยู่แบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ เหมือนแก”

คำตอบที่ได้รับทำให้นภจรรู้สึกเบาใจขึ้นมากเมื่อรู้ว่าที่ซ่อนของเขายังไม่มีใครรู้นั่นก็หมายถึงความปลอดภัยของอีกคนที่อยู่ด้วยกัน

“ทั้งๆ ที่รู้ว่าฉันยังไม่ตาย ทำไมไม่กำจัดฉันตั้งแต่ตอนเข้าไปหาหลักฐานซะเลยล่ะ”นภจรถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดนึกภาวนาในใจขออย่าให้นายทหารรุ่นน้องหาที่ซ่อนตัวได้โดยไว

“ถ้าฆ่าแกแล้วเราจะรู้เหรอว่า ไอ้สายข่าวกระจอกของกองทัพที่พวกแกใช้งาน มีข่าวอะไรมารายงานบ้าง...ส่งของมา”มือหนึ่งถือปืนจ่อที่สมองพร้อมยิงในขณะที่อีกมือกำลังกระดิกนิ้วให้อีกฝ่ายทำตามคำสั่ง

“ไม่มีโว้ย!”

“ตอแหล!”

“ไม่เชื่อก็ค้นดู...”

จบคำพูดท้าทายฝ่ายนั้นก็ทำท่าจะเข้าไปค้นตัวตามคำท้า ทว่ามันกลับหยุดชะงักหรี่ตามองเชลยตรงหน้าอย่างไม่ไว้วางใจ

“จริงสิ...ทำไมแกออกมาคนเดียวแล้วไอ้หมอคนนั้นมันไปไหนซะล่ะ”

“อยู่นี่โว้ย!...”เสียงหมอหนุ่มตะโกนบอกพร้อมบางสิ่งที่ร้อนจัดถูกสาดนำมาก่อน

“โอ้ยร้อนๆ น้ำมันร้อนนี่มาจากไหนวะ หน้ากู มือกูพองหมดแล้ว”คนร้ายกลุ่มนั้นดิ้นพล่านไม่ต่างจากสุนัขถูกน้ำร้อน

“พี่นภ...รวมกันตายหมู่แยกกันอยู่เรารอด ผมไปก่อนล่ะ”ก่อนไปนายแพทย์ผู้รักษาชีวิตคนมากกว่าคิดจะทำร้ายใครก็ไม่วายกระแทกหมัดและปลายเท้าเข้าทั้งลิ้นปี่และปลายคางคนเหล่านั้นเพื่อเปิดทางรอดรวมไปถึงบั่นทอนกำลังของอีกฝ่ายไม่ให้ติดตามโดยง่าย

นภจรใช้จังหวะที่พวกมันเสียกระบวนย่อตัวหลบปลายกระบอกปืนพร้อมกระแทกหมัดหนักๆ เข้าสู่ลิ้นปี่คนร้ายคนมันงอเป็นกุ้ง เวลาเช่นนี้หากต้องกำจัดคนร้ายในระดับหนึ่งต่อสี่ไม่ใช่ปัญหาของเขาทว่าติดขัดอยู่ตรงสถานที่เช่นนี้พวกมันมีอาวุธครบมือผู้ไม่เกี่ยวข้องอาจถูกลูกหลงได้ ยุทธวิธีแยกกันเรารอดจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่เขาเลือกวิ่งหนีกันไปคนละทางกับนายแพทย์หนุ่มที่สลัดคนร้ายหลุดไปก่อนแล้ว

“อย่าปล่อยให้มันหนีไปได้แกสองคนตามไอ้หมอนั่นไป ส่วนแกมากับฉัน” ผู้เป็นตัวหน้าสั่งการก่อนที่ทั้งหมดจะแยกย้ายพาร่ายกายสะบักสะบอมวิ่งตามไปแม้เปอร์เซ็นต์ที่คิดว่าจะตามทันได้นั้นมีน้อยเต็มที

รถจิ๊บคล้ายจิ๊บทหารกลางเก่ากลางใหม่คันหนึ่งเพิ่งจะวนหาที่จอดได้เจ้าของรถผลักเกียร์มาอยู่ในตำแหน่งเกียร์ว่างดับเครื่องยนต์เปิดประตูเตรียมจะลงไปทำธุระที่ตั้งใจไว้แต่เหมือนลืมอะไรบางอย่างไปถึงหันกลับมาหาอะไรบางอย่างที่อยู่ทางเบาะด้านหลังง่วนอยู่แล้วก็ต้องสะดุ้งหันกลับมามองทางประตูอีกฝั่งตรงข้ามคนขับ

“ออกรถเร็ว!”

เสียงคำสั่งนั้นดังขึ้นทั้งๆ ที่คนสั่งได้แต่มองเหลียวหลัง ยังไม่ทันได้หันหน้ามาทักทายทำความรู้จักเจ้าของรถเลยด้วยซ้ำ ทำเอาชายหนุ่มถึงกับถอนหายใจเฮือก

“นี่คุณขึ้นรถผมโดยไม่ได้รับอนุญาตยังไม่พอแล้วนี่จะให้ผมออกรถไปไหนอีกครับ ธุระผมอยู่ที่นี่ ผมยังไม่ได้...”

“ผมกำลังถูกตามล่าพวกมันใกล้เข้ามาแล้วช่วยทีเถอะคุณ...” นภจรหันกลับไปเอ่ยขอร้องด้วยแววตาอ้อนวอนแต่พอทั้งสองหันหน้ามาพบกันก็เผลออุทานออกมาพร้อมกัน

“อ้าว...เฮ้ย...”

“อย่าเพิ่งถามอะไรเลยออกรถก่อน รีบไปเร็ว!”

ไม่ต้องให้บอกซ้ำเจ้าของรถจิ๊บคันเก่งรีบติดเครื่องยนต์เบนรถเข้าสู่เส้นทางแล้วขับออกไปในทันทีโดยที่ความคิดเรื่องธุระปะปังของเขาถูกลบทิ้งจากสมองไปในบัดดลทิ้งชายสองคนที่มีท่าทางคล้ายจะสะบักสะบอมอยู่บ้างยืนหอบหายใจอยู่เบื้องหลัง

พอสลัดผู้ติดตามออกไปได้นภจรค่อยสามารถปรับลมหายใจของเขาให้เข้าสู่สภาวะปกติภายใต้สายตาของคนขับที่หันกลับมามองเป็นระยะ ๆ ด้วยแววตาฉงนสนเท่ห์โดยไม่ปิดบัง

“ไม่อยากเชื่อจริงๆ ว่าโลกจะกลม” คนขับเอ่ยขึ้นก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะเบา ๆ ออกมาจากลำคอ

“แกก็แวะไปที่หอดูดาวหรือไม่ก็ไปที่ทัพอากาศ เดี๋ยวฉันจะขับเครื่องบินพาแกชมโลก”นภจรเอ่ยขณะหลับตาพักเหนื่อย

“ถูกตามล่าแทบเอาชีวิตไม่รอดยังมีแก่ใจพูดเล่นได้อีกนะไอ้นภ” คนขับหันมากระเซ้า

“ก็เหมือนแกนั่นแหละไอ้แดนเห็น ๆ อยู่ว่าฉันเหนื่อยยังจะมาพูดเรื่องที่เด็กประถมยังรู้อยู่ได้”นภจรสวนกลับทันที

ร้อยเอกแดนไทยนายทหารสังกัดกองทัพบกยิ้มบาง ๆ แม้สายตาและสมาธิจะจดจ่ออยู่ที่เส้นทางและการขับรถแต่สมองของเขาก็อุดมไปด้วยคำถามมากมายจนอดที่จะเอ่ยปากออกมาไม่ได้

“แค่โจรกระจอกสองคนเองแกล้มพวกมันได้สบาย ๆ นี่นา ทำไมต้องวิ่งหนีด้วยวะ เสียยี่ห้อหน่วยซีลหมด”

“พวกมันพกปืนย่านชุมชน คนพลุกพล่านแบบนี้ฉันไม่อยากให้ใครโดนลูกหลง”

“แล้วนี่แกไปทำยังไงถึงได้ให้พวกมันวิ่งตามเป็นพรวนแบบนี้”แดนไทยอดถามไม่ได้เพราะนาน ๆ มีโอกาสเข้าเมืองมาเจอเรื่องตื่นเต้นทั้งที

“เดี๋ยวนะ...”

นภจรยกมือห้ามไว้ก่อนจะหยิบโทรศัพท์กดหาหมายเลขติดต่อไปยังนายแพทย์ทหารหนุ่มผู้เป็นคู่หูคนสำคัญของเขาถามถึงความปลอดภัย เมื่อรู้ว่าฝ่ายนั้นสลัดพวกโจรห้าร้อยพ้นไปแล้วเขาก็โล่งอกถึงแม่ว่าเรืออากาศโทนายแพทย์คิมหันต์จะไม่ว่างพอที่จะตามไปสมทบที่บ้านผู้การกรัณย์เพราะถูกตามตัวให้เข้าโรงพยาบาลด่วน

“ทำงาน...สำคัญระดับชาติล่ะ”

คำตอบของเพื่อนร่วมรุ่นที่สำเร็จหลักสูตรหน่วยรบพิเศษมาด้วยกันเอ่ยเพียงสั้นๆ ก็พอจะทำให้ผู้กองแดนไทยรู้ได้ถึงระดับชั้นความลับของงานนั้นเขาจึงไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อให้มากความ

“แล้วนี่แกจะให้ฉันไปส่งที่ไหนบ้านท่านผู้การกรัณย์”

“โอเค...บอกทางมาก็แล้วกัน”

เมื่อร้อยเอกแดนไทยหมดคำถามที่จะซักไซ้ไล่เลียงเพื่อนคนหนึ่งที่ถึงแม้จะสังกัดอยู่คนละหน่วยเหล่าแต่ก็เป็นผู้ที่ถือได้ว่าเป็นเป็นร่วมเป็นร่วมตายจากสนามฝึกหน่วยรบพิเศษกอดคอกันผ่านด่านทรหดจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอดมาด้วยกันสนิทชิดเชื่อจนสามารถตายแทนกันได้คนนี้ ก็ถึงคราวที่นภจรเป็นฝ่ายถามขึ้นบ้าง

“แล้วนี่แกออกจากป่าตั้งแต่เมื่อไหร่ไปทำอะไรแถวนั้นวะ ฉันนี่โชคดีเป็นบ้าเลยที่วิ่งมาเจอแกแบบนี้ถ้าไม่ได้แกก็ไม่รู้จะวิ่งขึ้นรถใคร” ผู้กองนภจรเอ่ยแล้วก็ขำตัวเอง เมื่อนึกถึงเหตุการณ์หนีตายที่ผ่านมาคราวที่แล้วก็ได้อาศัยหลบซ่อนในรถของคริสต์ มาคราวนี้ก็เป็นรถของแดนไทย ดูท่าดวงของเขาจะถูกโฉลกกับแม่ย่านาง[2]ในรถซะจริงๆ

“ฉันเพิ่งมาเมื่อวานมาราชการที่กองร้อยวันนี้ว่างเลยแวะเข้ามาทำความเคารพบรรพบุรุษที่ใต้ฐานอนุสาวรีย์ชัยฯ สักหน่อยยังไม่ทันลงจากรถ ก็เจอแกวะก่อน”

“แกมีบรรพบุรุษอยู่ที่นั่นด้วยเหรอ”นภจรหันมามองนายทหารบกด้วยแววตาที่ไม่อยากเชื่อ

“ก็เออสิวะ...ปู่ของปู่ฉันเป็นทหารที่ออกรบในสงครามอินโดจีนและเป็นหนึ่งในเก้าสิบเอ็ดนายของเหล่าทหารบกที่ถูกจารึกชื่ออยู่ที่นั่น”

“มิน่าล่ะแกถึงได้รักชีวิตทหารของแกมากขนาดยอมฝังตัวอยู่แถบตะเข็บชายแดนไม่คิดขอย้ายเข้ากรมกองในเมืองสักที” สายตาที่นภจรมองแดนไทยเต็มไปด้วยความนับถือ

แดนไทยเห็นความหมายในแววตาเพื่อนแล้วก็หัวเราะเก้อๆ ไอ้เรื่องที่เขารักชีวิตทหาร รักธรรมชาติและการผจญภัย จนไม่คิดจะย้ายไปไหนนั่นก็เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งแต่ในระยะหลัง ๆ มานี้ยังมีอีกเหตุผลซุกซ่อนอยู่ภายในจิตใจที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นก็คือใบหน้าสวย ๆ หวาน ๆ กับแววตามุ่งมั่นของหัวหน้าป่าไม้แถว ๆ นั้น ที่พอคิดถึงก็ทำให้ใบหน้าครามเข้มของเขาร้อนเห่อขึ้นมาได้ทันควัน

“อะไรวะอยู่ดี ๆ ก็หน้าแดง” นภจรทักขึ้น ทั้งเปลี่ยนแววตาที่ชื่นชมมาเป็นจับผิด

“ไม่มีอะไร...ก็แค่...อากาศกรุงเทพมันร้อน”แดนไทยแก้เก้อ

“เปิดแอร์เย็นเป็นขั้วโลกนี่นะร้อน”นภจรหรี่ตามอง ไม่คิดเชื่อเหตุผลนี้แม้แต่น้อย “มีอะไรดี ๆ ที่โน่นล่ะสิ...เล่าให้ฟังมั่งสิ...เร็วเล่ามาเร็ว...อยากรู้”

“เฮ้ย...ไม่มีอะไรจริงๆ บอกทางมาเถอะทางไหนไปบ้านท่านผู้การของแกถ้าไม่บอกฉันพาแกกลับชายแดนไปพร้อมกันนะเฟ้ย...” ถือเป็นการตัดบทที่ได้ผลดีเยี่ยมเมื่อเรื่องของแดนไทยถูกเบนความสนใจให้วกกลับไปยังเรื่องที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ทันที

แดนไทยปล่อยนภจรลงที่หน้าประตูรั้วไม้สีขาวของบ้านไม้กึ่งปูนกลางเก่ากลางใหม่ในซอยหนึ่งเขาขอตัวไม่ขออยู่รบกวนต่อด้วยยังมีธุระสำคัญที่ต้องทำอีกหลายอย่างก่อนกลับชายแดนนภจรไม่ได้ขัดข้อง เพราะเรื่องที่เขาตามอยู่ค่อนข้างสำคัญถึงแดนไทยจะเป็นเพื่อนรักที่สนิทสนมกันอยู่มาก ใช่ว่าเขาจะไม่วางใจในความรักชาติรักแผ่นดินของเพื่อนแต่งานนี้ยิ่งรู้น้อยเท่าไหร่ยิ่งเป็นผลดีและมีความปลอดภัยมากที่สุด

นภจรกดออดสัญญาณแสดงการมาถึงของเขาให้คนภายในบ้านได้รับรู้เพียงไม่นานก็เห็นประตูบ้านเปิดออก ก่อนเจ้าของบ้านจะเดินส่งยิ้มกว้างมาให้

“สวัสดีครับผมขอขอพบท่านผู้การ ไม่ทราบว่าท่านอยู่ไหม” นภจรทักทายพร้อมเอ่ยถึงจุดประสงค์ทันทีที่เจ้าของบ้านเดินมาถึง

ไอรีนกระพริบตามองคนที่อยู่นอกรั่วด้วยความรู้สึกคุ้นๆ ใบหน้านี้หล่อเหลาระดับนี้ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนแต่เมื่อเขามีความประสงค์จะพบสามีของเธอ เขาก็คือแขก ยิ้มสวย ๆ ของเจ้าของบ้านจึงถูกส่งไปทักทายก่อนประตูรั่วจะเปิดออก“พี่รัณย์อยู่ข้างในค่ะเชิญคุณ...”

“ผมนภจรครับทำงานเป็นทหารในสังกัดของท่านผู้การ” นภจรถือโอกาสแนะนำตัวง่าย ๆโดยไม่ได้ระบุยศตำแหน่งใดให้ยุ่งยาก

“ค่ะ...พี่รัณย์อยู่ข้างไหนค่ะกำลังรอคุณอยู่เหมือนกัน...เชิญข้างในเลยค่ะ”

นภจรเดินผ่านประตูรั้วไม้ที่สูงท่วมศีรษะเข้าไปภายในเขายืนรอให้เจ้าของบ้านที่เขารู้จักดีว่าเธอคือด็อกเตอร์ไอรีนภรรยาสุดที่รักของท่านผู้การปิดประตูรั้วเรียบร้อยก่อนจะเดินนำเข้าไปยังส่วนที่เป็นที่พักอาศัย

“พี่รัณย์คะมีแขกมาหาค่ะ” ไอรีนส่งเสียงบอกทันทีที่พานภจรก้าวเข้าสู่ส่วนที่เป็นห้องรับแขกกึ่งห้องนั่นเล่น

“มาแล้วเหรอผู้กองนภมา ๆ เชิญนั่งดื่มน้ำดื่มท่าให้สบายหายเหนื่อยก่อน”

คำเรียกขานผู้มาเยือนอย่างที่เรียกว่ากะทันหันก็ไม่เชิงของกรัณย์สร้างความสนใจให้บุคคลที่นั่งอยู่พื้นห้องให้หันไปมองเด็กชายศรัณย์ที่กำลังเล่นเครื่องบินจำลองอยู่บนพื้นถึงกับลุกขึ้นวิ่งเข้าไปหาชายหนุ่ม

“พี่นภ...พี่นภจะมาพาน้องป้องไปขี่เครื่องบินใช่ไหมครับ”เด็กชายคว้ามือชายหนุ่มเขย่าแรง ๆ เหมือนทวงสัญญา

“ตาป้องเสียมารยาทแล้ว นี่รู้จักพี่เค้าด้วยเหรอ ไปรู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมแม่ไม่เห็นรู้” ไอรีนเอ็ดบุตรชาย ทั้งยังถามต่อด้วยความสงสัย

“รู้จักตอนที่คุณพ่อพาป้องไปงานวันเด็กพี่นภขับเครื่องบินเก่งมาก บินวนไปวนมาแถมยังบ่อยควันสีสวย ๆ ด้วย ป้องชอบป้องอยากเป็นนักบินเหมือนพี่นภ” เด็กชายบอกอย่างตื่นเต้น

“ไปงานวันเด็กเมื่อไหร่ทำไมแม่ไม่ได้ไปด้วย”ไอรีนทำหน้างง

“ปีที่แล้วไงที่คุณติดสัมมนาที่อังกฤษผมว่างพอดี ก็เลยพาลูกไป ตาป้องชอบเครื่องบินมาก ก็เลยพาไปรู้จักนักบินมือดีของเราเรืออากาศเอกนภจร สรโรจน์ ผู้หมู่ประจำกองบินรบของเรา”

เพร๊ง!...

เสียงวัตถุหนึ่งร่วงหล่นลงพื้นแตกกระจายที่บริเวณช่องทางผ่านไปยังครัวพร้อมผลไม้ที่กลิ้งเกลื่อนไปทั่วพื้น ดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันไปมอง ขณะที่ตาสบตาของอีกฝ่ายนิ่งด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ได้ว่าเป็นอย่างไรโกรธ ไม่พอใจ หรือยินดีกันแน่

“เป็นอะไรหรือเปล่าคริสต์บาดเจ็บตรงไหนไหม” ไอรีนรีบเดินไปยังจุดเกิดเหตุ สายตามองเศษกระเบื้องคมบนพื้นก่อนจะหันมาเตือนบุตรชาย “ตาป้อง อย่าเดินมาตรงนี้นะ เดี๋ยวโดนกระเบื้องบาด” เสียงของไอรีนทำให้หญิงสาวที่ยังยืนตะลึงอยู่กับที่ได้สติขึ้นมา...

“ขอโทษค่ะ...เดี๋ยวคริสต์เก็บเอง”เธอขอโทษขอโพยก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปหาไม้กวาดกับที่ตักฝุ่นมาเก็บกวาดเศษจานกระเบื้องกับผลไม้ที่กระจายเต็มพื้น“เขาเป็นเรืออากาศเอก เขาเป็นทหาร เขาไม่ใช่...” เสียงพึมพำดังแผ่วอยู่แค่ริมฝีปากอิ่มความรู้สึกเหมือนประบอกตาร้อนผ่าวขึ้นมาซะเฉย ๆอะไรกันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอที่คนอยู่ร่วมบ้านเป็นคนดีไม่ใช่คนร้ายแล้วจะมารู้สึกเสียใจอะไรกัน

“ส่งมานี่เดี๋ยวผมช่วย” นภจรเดินเข้าไปยึดไม้กวาดจากมือคนที่เหมือนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

“ฉันทำเอง...เชิญผู้กองไปทำงานของผู้กองเถอะค่ะ”คริสต์กระชากไม้กวาดในมือกลับ ฝืนทำเข้มแข็ง บอกตัวเองว่าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรสักหน่อยมันก็แค่เรื่องโกหกหลอกลวงของคนที่เห็นอีกคนเป็นตัวตลกก็แค่นั้นเอง

หลังทำความสะอาดพื้นโดยมีเพื่อนรุ่นพี่ที่อุตส่าห์เชิญเธอมาเที่ยวที่บ้านเพื่อคลายความเหงาเข้ามาช่วยจนแล้วเสร็จคริสต์ก็ขอตัวกลับก่อน ไม่รอรับประทานอาหารค่ำร่วมกันด้วยข้ออ้างที่สมเหตุสมผลว่าเธอเกิดไม่สบายขึ้นมากะทันหัน

อากัปกิริยาโผเผของคริสต์ทำให้นภจรรู้สึกไม่วางใจเท่าไหร่นักเขาอยากตามเธอไป อยากกลับบ้านด้วยกัน แต่เพราะงานสำคัญที่ต้องหารือกับท่านผู้การยังไม่แล้วเสร็จจึงได้แต่ปล่อยเธอกลับโดยลำพังไม่อาจทำตามใจได้

ช่างเถอะ...ไว้ค่อยอธิบายเหตุผลให้รู้กันทีหลังไอคิวระดับปริญญาเอกหลายใบอย่างเธอ เรื่องแค่นี้คงเข้าใจได้ง่ายอยู่หรอก...

นภจรคิดเข้าข้างตัวเองโดยลืมไปว่าไอคิวคือความฉลาดทางสมองซึ่งแตกต่างจากอีคิวอันเป็นความฉลาดทางอารมณ์โดยสิ้นเชิงและคนที่มีไอคิวสูงก็ใช่ว่าจะมีอีคิวสูงไปด้วย...แต่เขาก็ยังหวังว่าเธอคนนั้นจะเข้าใจในสิ่งที่เขาทำไปทั้งหมดเขาพร้อมจะอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขามาตั้งนานแล้ว...


ปล. จะพยายามอัพสัปดาห์ล่ะตอนค่ะ...ได้โปรดอย่าเพิ่งทิ้งกัน

[1] สงครามอินโดจีนเป็นกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส เมื่อเมื่อคณะนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองรวมทั้งประชาชนร่วมกันเดินขบวนเรียกร้องรัฐบาลเรียกเอาดินแดนคืนจากฝรั่งเศสจากเหตุการณ์ร.ศ. 112เช่น เสียมราฐ พระตะบอง จำปาศักดิ์ เป็นต้น จอมพล ป. พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้นได้ส่งทหารข้ามพรมแดนเข้าไปยึดดินแดนคืนทันที ท่ามกลางกระแสชาตินิยมอย่างหนัก

[2] แม่ย่านาง คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนไทยเคารพนับถือว่าคอยคุ้มครองปกป้องกันภัยให้แก่พาหนะ เช่น รถ เรือ หรือเชื่อว่าสิงสถิตอยู่ในรถ ในเรือและให้คุณให้โทษแก่ผู้ขับขี่โดยสารได้ ปัจจุบันในเครื่องบินที่บรรจุผู้โดยสารบางเครื่องมีองค์เทพแม่ย่านางตั้งอยู่ด้วย เพื่อเป็นศิริมงคลความปลอดภัยในการเดินทาง




Create Date : 02 ธันวาคม 2561
Last Update : 2 ธันวาคม 2561 4:35:18 น. 0 comments
Counter : 289 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

นิยายฝันหวาน
Location :
มหาสารคาม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]




เชิญอ่านนิยายสนุกๆ สไตล์นิยายฝันหวาน



Writer By tonglang
: Copyright © 1999-2008
ข้อตกลง
1. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะเป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงผลงาน

2. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

3. ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งเจ้าของบล็อกทันที


Smells like Christmas

Posted by Daniela Andrade on 23 ธันวาคม 2014
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2561
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
2 ธันวาคม 2561
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add นิยายฝันหวาน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.