การเดินทางนอกจากจะทำให้จิตใจแกร่งขึ้นแล้ว...ยังช่วยบ่มเพาะความคิดให้เติบโตตามไปด้วย...
Group Blog
 
All Blogs
 

อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม /กังต๊อก ตอน 37. หุบเขาแห่งดอกไม้

หุบเขาแห่งดอกไม้

 

……….

 

                รีบตื่นแต่เช้าเก็บของลงเป้เสร็จก็หกโมง พอดีกับที่ซูดามาเคาะประตูห้อง มีเสียงบอก

 

                    “ทีไทม์....ดื่มน้ำชาครับ” พอเปิดประตูก็เจอถ้วยชาที่ยังกรุ่นด้วยไอร้อนอยู่ตรงหน้า มันเป็นการตั้งใจมาปลุกที่สุภาพและได้ใจจริงๆ ฉันบอกเขาว่าฉันเสร็จและพร้อมแล้ว เปิดทางให้เขาเข้ามาช่วยยกของ นึกเสียดายที่ต้องอำลาห้องใต้หลังคาที่น่ารัก มันใหม่จนได้กลิ่นสีอ่อนๆที่ยังไม่จางหาย.....ลงมาอีกชั้นเจอน้องสองคนที่หน้าห้องพอดี

 

                อาหารเช้ามื้อนี้มันดูง่ายจนไม่อยากจะเชื่อ ซูดาแจกไข่ต้มคนละฟองกับจาปาตีคนละแผ่น..หามีใครโวยวายไม่...ดั่งต้องมนต์สะกดจากซูดายังไงยังงั้น !

 

                พระเอกของเราวันนี้คือหุบเขายุมถัง รถย้อนกลับทางเดิมที่มาเมื่อวานได้ สักพักจึงไต่ขึ้นเขาอ้อมไปด้านหลังที่พักและหมู่บ้าน ชั่วพริบตามองจากไหล่เขาสูงลงไปยังหมู่บ้านเบื้องล่างก็เห็นเมฆหมอกขาวยามเช้าเกลื่อนไปทั่วหุบเขากว้าง เป็นความงามที่ชวนตลึงมันตระการตาท่ามกลางอากาศเย็นสบายยามเช้า นึกเสียดายที่เมื่อวานไม่ได้เดินขึ้นมาเที่ยวบนนี้ ช่างเหมาะที่จะเป็นเมืองตากอากาศจริงๆนึกแล้วอยากจะพักอยู่ที่นี่สักเดือน

 

                เส้นทางสู่หุบเขายุมถังรู้สึกได้ว่ารถวิ่งไปบนพื้นที่ที่มีความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ มีทั้งพื้นที่เป็นป่ากว้างและเทือกเขาสูง ความงามของทิวทัศน์ยามเช้าที่กอร์ปไปด้วยเมฆหมอกที่ลอยล่องดารดาษไปทั่วนั้น บางส่วนแสงแรกของยามเช้าส่องสะท้อนแวววาวเกิดแสงสีให้เห็น ดูสดชื่นจนสุดจะบรรยาย หนุ่มเบงกาลีคงอดใจไม่ไหวเผลออุทานออกมาซะดังว่า

 

                       “สวรรค์อยู่ที่นี่นี่เอง...”

 

                ซูดาบอกว่าเส้นทางที่เราผ่านอยู่ในเขตอนุรักษ์ซิงบาโรโดเดนดรอน เขาชี้ไปยังราวป่าใหญ่สองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นกุหลาบพันปีซึ่งตอนนี้มีเฉพาะกิ่งและใบเขียวขจีให้เห็น 

 

                       “ ช่วงเดือน เมษายน-พฤษภาคม  ทั้งป่ากว้างนี้จะเต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีโดยเฉพะดอกกุหลาบพันปีจะมีทั้งแดง ม่วง ชมพู และขาวเต็มไปหมด ” เราสามคนได้แต่คร่ำครวญด้วยความรู้สึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้เห็นในยามนี้

                 ถนนที่ขรุขระทำให้รถกระเทือนจนไม่อาจถ่ายรูปได้จำใจต้องเก็บซุกดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ไว้ในความทรงจำเท่านั้น ซูดาบอกต่อว่า

 

                       “ช่วงดอกไม้สวยที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวขึ้นมาเยอะมาก เขานิยมมาเทรคกิ้งกัน” ฟังแล้วก็แสนจะเสียดายที่วัยเรามันล่วงมาซะขนาดนี้แล้ว โอกาสนั้นคงเป็นได้แค่ฝัน....

 

                 และแล้วเราก็มาถึงหุบเขายุมถัง มันห่างจากที่พักมาประมาณยี่สิบสามกิโลเมตร ป้ายความสูงที่ปักไว้บอกสูงหนึ่งหมื่นสองพันฟุต ( สามพันกว่าเมตร ) ดอยอินทนนท์ของไทยที่ว่าสูงที่สุดของประเทศก็ต่ำกว่านี้มาก

 

                อากาศหนาวพอได้ใจพวกเรา ช่องว่างระหว่างหุบเขาไม่กว้างเท่าไรนัก เหมือนเราอยู่ระหว่างเทือกเขาสองเทือกที่ปลายด้านหนึ่งมาบรรจบกันเป็นมุมแหลม อีกด้านหนึ่งเปิดกว้าง ตรงมุมแหลมมีแม่น้ำไหลเป็นทางยาวออกมา เหนือแม่น้ำขึ้นไปเป็นเมฆหมอกขาวลอยเกลื่อนเต็มไปหมดทั้งเหนือทิวไม้และสายน้ำ ริมแม่น้ำมีกระท่อมน้อยอยู่หนึ่งหลังดูจะเป็นส่วนประกอบที่ลงตัวทำให้ภาพวิวทิวทัศน์ที่เราถ่ายดูมีชีวิตชีวาขึ้น

 

                 ถ่ายภาพกันจุใจแล้วเราก็ย้อนกลับไปยังน้ำพุร้อนซึ่งอยู่ห่างกันไม่เกินหนึ่งกิโลเมตร ที่นี่มีห้องอาบน้ำแร่แช่น้ำร้อนสำหรับคนที่อยากแช่เพื่อความสบายตัว พวกเราได้แต่ชื่นชมบรรยากาศรอบๆแล้วก็รีบกลับขึ้นรถเพราะสายฝนที่ไม่มีการตั้งเค้าได้หล่นลงมาไล่แล้ว

 

                เรามุ่งกลับกังต๊อกโดยไม่อยากแม้แต่แวะเที่ยววัดบนเส้นทางกลับ ซูดาบอกรถจอดเพื่อให้เราขึ้นไปเที่ยววัดสองแห่งแต่พวกเราปฏิเสธ คงเพราะรู้สึกเต็มที่กับวันเวลาดีๆที่ผ่านมาแล้ว เราแวะทานกลางวันที่ร้านเดิมเมื่อวันมาและเราก็ช่วยกันทำอาหารเมนูเดิมและทานได้อย่างเอร็ดอร่อยเหมือนเดิม

 

                 กลับถึงกังต๊อกสี่โมงเย็นพอให้น้องสองคนได้มีเวลาซื้อของฝากกลับเมืองไทย พรุ่งนี้ทั้งคู่จะกลับเมืองไทยแล้ว และฉันก็ถือโอกาสเลื่อนตั๋วเครื่องบินที่จะไปเดลีให้เร็วขึ้นเพื่อที่จะได้เช่ารถไปขึ้นเครื่องบินที่เมืองแบกดอร่าด้วยกันกับน้องทั้งสอง หากจะอยู่สิกขิมต่ออาจเสียเวลาจนขึ้นไปเมืองเลห์ ไม่ทัน

                  วันนี้เราสามคนจึงต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่เพราะเรานัดจี๊ปที่เช่าไว้ตอนตีสี่ครึ่ง เพื่อจะได้ถึงสนามบินแบกดอร่าก่อนสิบโมงเช้าให้ทันเชคอินเที่ยวบินของฉัน และเมื่อถึงเวลาที่เราจะต้องจากกันโดยแยกกันบินไปคนละทาง ฉันก็อดใจหายไม่ได้ น้องสองคนกลับสู่อ้อมกอดเมืองไทยของเรา... ส่วนฉันจะต้องเดินเดี่ยวอีกครั้งมุ่งสู่เดลีก่อนที่จะต่อไปยังเมืองต่างๆแถบทางเหนือของอินเดียตามแผนที่วางไว้...

 

                  แม้ใจบางส่วนอยากจะโบยบินตามน้องทั้งสองกลับเมืองไทยด้วยความคิดถึงแต่ก็เป็นไปไม่ได้...ก่อนจากกันเรานัดกันไว้ว่าเมื่อฉันจบทริปอินเดียแล้วเราจะนัดเจอกันอีกที่เมืองไทย...ของเรา

 

 

……………………….

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 26 มกราคม 2557 8:17:04 น.
Counter : 513 Pageviews.  

อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม /กังต๊อก ตอน 36. หมู่บ้านหมอกโอบ

หมู่บ้านหมอกโอบ

...........

ตื่นเช้าเก็บของเรียบร้อยแล้วยังไม่เห็นมีใครกรายออกมาจากห้อง อากาศหนาวพอสบายไม่มีฝนจึงเป็นช่วงเวลาดีที่ฉันจะได้สำรวจพื้นที่ใกล้ๆที่พักก่อนอาหารเช้า ถนนหน้าที่พักลาดยาวขึ้นไปบนเนินเขาซึ่งสูงขึ้นไปอีกไกล สองข้างทางเป็นที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวยาวขนานไปกับถนน ตัวอาคารที่พักแต่ละแห่งแข่งกันทาด้วยสีสันหลากหลายดูสดใส เหนือประตูหน้าต่าง และตัวระเบียงถูกตกแต่งด้วยไม้ฉลุลวดลายสวยงามดูเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น

ที่พักเกือบทั้งหมดปิดเงียบคงเพราะมิใช่หน้าท่องเที่ยวนั่นเอง มองจากสภาพภายนอกโดยรวมของอาคารที่พักแล้วส่วนใหญ่ก็เหมือนๆกัน จะแตกต่างกันออกไปบ้างก็ตรงรูปทรงของตัวอาคารและการตั้งชื่อที่ให้ความสำคัญกับคำที่อยู่ท้ายชื่อเพื่อให้ดูหรูหราต่างกันออกไปในความรู้สึกของคนอ่านหรือคนฟัง เช่น ส่วนใหญ่จะใช้คำลงท้ายชื่อเป็น เกสต์เฮ้าส์ โฮเต็ล รีสอร์ท หรือ ลอดจ์ เป็นต้น

ฉันเงยหน้าสูดอากาศเย็นเข้าเต็มปอด ที่พักเหล่านี้ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาสูงที่มีเมฆหมอกขาวคลอเคลียตลอดเวลา มีทั้งที่เกาะกันเป็นกลุ่มๆและกระจายออกไปทั่ว กระท่อมชาวบ้านหลังหนึ่งแทรกตัวอยู่ระหว่างที่พักนักท่องเที่ยวแต่ลึกเข้าไปเกือบติดเขาสูง ตอนนี้ถูกคลุมไปด้วยหมอกขาวที่เรี่ยลงมาถึงพื้น ธงมนต์หลากสีปักเป็นทิวแถวตรงหน้ากระท่อมลางเลือนในสายหมอก ภาพตรงหน้าดูนุ่มนวลและเย็นชื่นเข้าไปถึงหัวใจ.....อยากจะตะโกนถามใครสักคนว่า.....‘ฉันฝันไปหรือเปล่านะ?...’

หลังอาหารเช้าเราออกเดินทางกันต่อ ระหว่างรถผ่านไปบนถนนแห่งรีสอร์ทน้องคนหนึ่งหันมาบอกว่า

“เห็นรีสอร์ทแถวนี้แล้ว อยากเป็นเจ้าของรีสอร์ทบ้างจัง…”

เส้นทางวันนี้ยังคงขึ้นเขาสูงคดเคี้ยวผ่านน้ำตกเล็ก -ใหญ่มากมาย สายน้ำเบื้องล่างคดเคี้ยวไปตามซอกเขาลึก วิวสวยจนสุดจะพรรณนา บางช่วงเบื้องล่างพื้นที่เป็นที่ราบทำการเกษตรจะมีบ้านเรือนปลูกกระจายแทรกไปบนพื้นที่ดังกล่าว หรือบางทีบ้านเรือนก็จะเห็นเป็นเพียงจุดเล็กลิบลิ่วเกาะติดแนบกับไหล่เขาฟากไกลโพ้นแม้มันจะดูเล็กและห่างไกลจากหลังอื่นๆ แต่ดูแล้วก็ยังพออุ่นใจได้เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นที่พักพิงทั้งกายและใจของมนุษย์เล็กๆที่อยู่ท่ามกลางป่าเขาและธรรมชาติอันยิ่งใหญ่

บนเส้นทางที่ห่างไกลแม้จะดั้นด้นเข้ามาในซอกหลืบของขุนเขา เราก็ยังคงได้เจอกับด่านตรวจของทหารเป็นระยะๆ เช้านี้เจอไม่ต่ำกว่า 4-5 ด่าน และเมื่อถึงด่านหนึ่งที่ดูจะเป็นเหมือนค่ายทหารด้วย เราเลยแอบขอเข้าห้องน้ำและหลังจากนั้นเราก็ได้รับคำเชิญชวนจากทหารใจดีให้ร่วมดื่มน้ำชากาแฟพร้อมขนมอร่อยๆด้วย จากนั้นจึงได้รับคำตอบว่าเส้นทางแถบนี้อยู่ไม่ไกลจากชายแดนของจีนเท่าใดนัก ดังนั้นด่านตรวจทหารจึงยังคงจำเป็นที่จะต้องมีเป็นระยะๆ

ซูดาบอกจะพาขึ้นไปชมวิวบนเขาสูงซึ่งเป็นจุดชมวิวสวยอีกจุดหนึ่งถ้าหมอกไม่มากเราจะสามารถมองเห็นชายแดนจีนจากจุดนั้นได้ แต่พอไปถึงจริงๆก็เป็นไปตามที่ฉันคาดไว้ในใจ เพราะแม้ฝนไม่ตกที่นั่นก็ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้นอกจากหมอกขาวที่คลุมไปทั่วที่พอมองเห็นได้ก็คือธงมนต์หลากสีที่ปลิวไสวแทรกตัวอยู่ในม่านหมอกบนยอดเขาเท่านั้น พวกเราถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแล้วก็กลับลงมา

เราแวะร้านน้ำชาเล็กๆที่ตั้งเด่นเดี่ยวๆหลังเดียวอยู่ริมทาง ดูแล้วคลาสสิกน่ารักเหมือนไปยกเอาห้องเก่าเล็กๆที่มีระเบียงมาวางไว้บนกองไม้แล้วเอาบันไดพาดให้ลูกค้าเดินขึ้นไปใช้บริการ ช่างเข้ากันได้ดีกับบรรยากาศเย็นๆกลางหุบเขากว้างที่โรยไปด้วยหมอกบางในยามนี้

เด็กชายตัวน้อยแหวกม่านสีฟ้าพิมพ์ลายสไตล์ทิเบตออกมามองพร้อมส่งยิ้มสดใสน่ารักเต็มไปด้วยเสน่ห์ต้อนรับแขกกลุ่มเราที่มาเยือน ความบริสุทธิ์ของหนูน้อยคนนี้เล่นเอาเราสามคนหลงเสน่ห์ได้ในพริบตาและอดไม่ได้ที่จะต้องขอกอดถ่ายรูปด้วยคนละหลายแชะก่อนลาจาก

และแล้วเราก็มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ราบเชิงเขาชื่อหมู่บ้านถางกู (Thangu village) รถจอดให้ขึ้นไปเที่ยววัดทิเบตที่ตั้งอยู่บนเขา แต่พวกเราทั้งไทยและเบงกาลีก็เกิดอาการขี้เกียจเดินขึ้นเขากัน เลยขอแค่เดินชมบริเวณหมู่บ้านและถ่ายทัศนียภาพที่สวยงามรอบๆไว้

หมู่บ้านนี้ถูกโอบล้อมด้วยเนินเขาสลับซับซ้อนสูงขึ้นไปถึงเขาสูงไกลโพ้น บนเนินเขาเหล่านั้นประดับประดาไปด้วยธงมนต์หลากสีปักเป็นทิวแถวปลิวไสวด้วยสายลมเย็นยาวไปตามสันเขา ตรงตีนเขาท้ายหมู่บ้านมีแม่น้ำไหลแรง ริมตลิ่งประดับไปด้วยป่าบัวตองกำลังออกดอกชูช่อบานเหลืองเต็มที่ นับเป็นหมู่บ้านที่มีทัศนียภาพสวยงามมากๆแห่งหนึ่ง จากนั้นเราก็มานั่งพักทานขนมขบเคี้ยวเพลินๆกันหน้าร้านขายของริมทาง หายเหนื่อยแล้วก็มุ่งสู่ หมู่บ้านลาชุงเป้าหมายสุดท้ายสำหรับวันนี้

เราถึงหมู่บ้านลาชุงท่ามกลางฝนพรำในช่วงเย็น หมู่บ้านนี้บ้านเรือนส่วนใหญ่ เรียงรายอยู่บนริมถนนทั้งสองข้างเป็นแนวยาวบนพื้นที่ลาดค่อนข้างราบผืนเล็กที่ขนานไปกับแม่น้ำ ลาชุง ซึ่งไหลลงมาจากภูเขาสูง

ที่พักของเราตั้งอยู่ริมถนนด้านหน้าหันไปทางแม่น้ำ ฉันโชคดีได้พักห้องไต้หลังคา (roof top) อยู่ถึงชั้นสี่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างและไกล เมื่อมองข้ามหลังคาบ้านเรือนและที่พักฝั่งตรงข้ามซึ่งต่ำกว่าจะเห็นแม่น้ำลาชุงอยู่ด้านหลัง ลำน้ำสายยาวไหลแรงจนคลื่นแตกเป็นฟองขาวเสียงดังแว่วมาถึงที่ห้อง

              เหนือฝั่งแม่น้ำฟากโน้นขึ้นไปเป็นเนินเขาสลับซับซ้อนสูงขึ้นเป็นชั้นๆ ตอนนี้เมฆหมอกขาวลอยเป็นกลุ่มกระจายไปทั่วท่ามกลางฝนพรำ มันเป็นภาพที่ประทับใจฉันจริงๆ

ฉันรีบเก็บของให้เข้าที่แล้วลงมาชั้นล่างเพื่อรอน้องสองคน เราจะไปดูสะพานข้ามแม่น้ำลาชุงกันก่อนที่ความมืดจะเยี่ยมกรายมา เจอซูดาอยู่ชั้นล่างเขาบอกว่า

“คุณเดินไปบนถนนหน้าที่พักนี่แหละไม่เกิน 200 เมตรก็ถึงแล้ว”

ระหว่างรอน้องสองคน ซูดาได้เอากิ่งไม้ชนิดหนึ่งที่มีใบสีเขียวมาให้ดูแล้วบอกว่า

“คุณรู้ไหม....ใบไม้ชนิดนี้เขาเอาไปทำธูปกัน ราคาแพงมากใบหนึ่งมีราคาถึง 50 รูปี” เขาเด็ดออกมาหนึ่งใบแล้วขยี้ส่งให้ฉันดม กลิ่นธูปแรงและชัดเจนมาก ฉันเลยอดถามไม่ได้ว่า

“ทำไมเขาไม่เอาไปขายกันเยอะๆล่ะ”

“เป็นไม้ที่หายากมาก จะต้องขึ้นไปหาบนภูเขามันมีไม่มากนักหรอก ” ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าที่เมืองไทยเราเขาใช้อะไรทำธูปนะ?...ฉันไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลยจริงๆ แต่ที่แน่ๆ อาชีพปลูกต้นไม้ที่เอาไปทำธูปน่าจะเป็นอาชีพที่มีสิทธ์เป็นมหาเศรษฐีในอินเดียได้ไม่ยากหากใครมีความรู้และเชี่ยวชาญในการเพาะและปลูกต้นไม้ชนิดนี้ในเชิงพาณิชย์ได้

รอน้องสองคนได้พักใหญ่ ไม่เห็นลงมาก็เลยตัดสินใจไม่รอเพราะมีเวลาไม่มากก่อนที่ความมืดจะมาเยือน อีกทั้งเราไม่ได้นัดกันจริงจังนัก

ฉันเดินฝ่าสายฝนปรอยผ่านบ้านเรือนและที่พักสองข้างทางที่ดูเงียบเชียบ ไม่นานก็ถึงสะพานเหล็กข้ามแม่น้ำลาชุง ใต้สะพานสายน้ำเชี่ยวกรากกระแทกหินก้อนใหญ่เสียงดังน่ากลัวจนไม่กล้าเดินไปบนสะพาน

ธงมนต์หลากสีโยงรยางค์ไปบนราวสะพาน ริ้วธงปลิวกระพือไปตามแรงลมเกิดเสียงดัง ผับ ผับ 

                  รอบๆบริเวณนั้นมองหาผู้คนไม่เจอมีเพียงขุนเขาสูงทมึนอยู่เบื้องหน้า ทุกอย่างดูเงียบเหงาวังเวงชอบกล ฉันออกจะรู้สึกหวั่นไหวกับบรรยากาศรอบๆตัวในยามนี้เลยรีบหันหลังกลับ แต่พลันก็ต้องสะดุ้งเมื่อเจอเข้ากับเด็กน้อยสองคนหน้าตาเกรอะกรังด้วยนำมูกกำลังเดินเข้ามาประชิดดวงตากลมโตพุ่งเป้ามาที่ฉัน ทั้งคู่ยื่นมือออกมาเพื่อขอเงิน ความรู้สึกหวาดๆเกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล ฉันรีบเดินเลี่ยงจากมาด้วยความรู้สึกกลัวๆแกมหดหู่กับบรรยากาศรอบๆอย่างบอกไม่ถูก และก็เพิ่งเหลือบเห็นกระต๊อบพังๆหลังเล็กพิงอยู่ข้างหินก้อนโตตรงตีนสะพาน...เด็กสองคนคงออกมาจากที่นี่เป็นแน่...

อาหารมื้อค่ำวันนี้ซูดานัดค่อนข้างดึก เราลงมารวมกันที่ห้องโถงชั้นล่างของอาคารซึ่งเป็นทั้งห้องครัวและห้องอาหาร รวมทั้งดูเป็นผับกลายๆได้ในยามค่ำคืน... ใช่แล้ว...วินาทีนี้ภายในห้องสลัวมีแต่เหล่าคนจรหัวใจเดียวกันที่ดั้นด้นจากทุกสารทิศมาอยู่รวมกันโดยมิได้นัดหมาย มีทั้งจากยุโรป อเมริกา หรือชาวเอเชีย เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น รวมทั้ง ชาวไทยหน้าตากะเหรี่ยงอย่างเราสามคน

คนพวกนี้ส่วนใหญ่เขาจะแชร์ทัวร์กันมาเที่ยว แม้จะแปลกหน้าต่อกันนั่นไม่ใช่ประเด็นที่จะทำให้พวกเขาเฉยเมยให้กันและกัน แต่กลับกลายเป็นโอกาสที่จะได้เล่าขานสิ่งที่พานพบสู่กันฟังพร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลใหม่ๆให้กันและกัน บ้างก็เป็นโอกาสได้เชิญชวนกันร่วมทางไปบนเส้นทางเดียวกันในทริปต่อไปด้วยต้องอัธยาศัยและใจตรงกัน

บางกลุ่มดูรื่นรมย์กับการจิบเบียร์เบาๆเคล้าการหยอกเย้ากันและกันด้วยคำพูดไปมา นี่คือช่วงเวลาที่ทุกคนรู้สึกอิสระจากสิ่งพันธนาการของชีวิตที่เคยมี นับเป็นโอกาสที่จะได้ปลดปล่อยออกไปตามอารมณ์ปรารถนา... เพลานี้ดูทุกคนจะเหลือแต่ความเพลิดเพลิน ปลอดโปร่ง โล่งสบายกับสหายร่วมการณ์เดียวกัน บรรยากาศโดยรวมดูช่างผ่อนคลาย...และเบาสบาย.....จนใครบางคนข้างๆกระซิบว่า

                  “ อยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้ตลอดไป....”

เราสามคนจำต้องขึ้นไปนอนทั้งๆที่ยังอาวรณ์กับบรรยากาศที่ชวนหลงใหล.... พรุ่งนี้เราต้องตื่นแต่เช้าตรู่สู่หุบเขาแห่งดอกไม้ที่ฝันถึงมานาน...

ฉันซุกตัวเข้าถุงนอนที่นำติดไปด้วย มันนุ่มและอุ่นสบาย เสียงน้ำไหลแว่วมาแต่ไกลเหมือนจะกล่อมให้หลับไวไวแต่ใจกลับอยากจะฝืน บรรยากาศค่ำคืนนี้เป็นสุขจนบอกไม่ถูก ....

....................................




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 18 กรกฎาคม 2557 18:33:13 น.
Counter : 412 Pageviews.  

อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม /กังต๊อก ตอน 35. หมู่บ้านเล็กในหุบเขา

สู่หมู่บ้านเล็กในหุบเขา

……..

คืนนี้ฉันรีบเก็บของลงเป้เพราะพรุ่งนี้จะต้องออกเดินทางโดยจี๊ปเพื่อขึ้นเขาสูงเป็นเวลาสามวันสองคืนแล้วจึงจะกลับมาพักโรงแรมเดิม ข้าวของส่วนที่คิดว่าสามวันข้างหน้าไม่จำเป็นต้องใช้ถูกเก็บใส่ถุงสายรุ้งใบใหญ่ฝากไว้ที่โรงแรม

ใช่แล้วเราสามคนซื้อทัวร์เพื่อที่จะขึ้นเขาไปเที่ยวหุบเขายุมถัง...หุบเขาแห่งดอกไม้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหุบเขาที่สวยที่สุดในสิกขิม แต่หุบเขาแห่งนี้จะมีดอกไม้สวยให้ชื่นชมสมคำล่ำลือก็ต้องมาในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมซึ่งพวกเราก็รู้ดี แต่เมื่อเราได้มาถึงสิกขิมแล้วจะยามไหนยังไงก็ต้องไปเห็นให้ได้ อนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอนเราอาจไม่มีโอกาสมาที่นี่อีกเลยก็ได้ นี่คือเหตุผลที่เราเห็นร่วมกัน

วันนี้กว่าจะเจรจาตกลงราคาทัวร์กันได้ก็เล่นเอาพวกเราหงุดหงิดและเหนื่อยหอบไปหลายรอบ เจ้าไบจุงผู้จัดการหนุ่มดูเผินๆก็น่าจะเป็นคนพูดง่ายแต่เอาเข้าจริงๆไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ส่วนหนึ่งคงเพราะคราวนี้เป็นการย้อนกลับมาใหม่เป็นครั้งที่สองของพวกเราเพื่อมาเจรจาต่อรองอีกครั้งหลังจากที่ได้ออกไปดูทัวร์รายอื่นมาแล้วแต่ก็ไม่เข้าท่าคิดว่ามาต่อรองเจ้าไบจุงใหม่น่าจะดีกว่า

                  แต่กลับมาคราวนี้บังเอิญมาเจอเอาตอนเจ้า

ไบจุงกำลังมีลูกค้าอินเดียรายใหม่ซึ่งมีแววว่ากำลังจะกล่อมได้ซะด้วย ตอนนี้ไบจุงเลยเห็นเราเป็นตัวสำรองให้นั่งรอไปก่อน

   ระหว่างนั่งรอฉันอดแปลกใจไม่ได้ที่พวกเขาพูดคุยต่อรองกันเป็นภาษาอังกฤษแทนที่จะใช้ภาษาฮินดีหรือภาษาท้องถิ่นของเขาคุยกัน แต่ไบจุงก็ไขข้อข้องใจให้ฟังภายหลังว่า

“อินเดียเป็นประเทศที่ใหญ่มากมีภาษาท้องถิ่นเยอะชนิดนับไม่ถ้วนลูกทัวร์รายนี้มาจากทางใต้เขาไม่สามารถพูดภาษาฮินดีหรือภาษาท้องถิ่นของเราได้เราเลยต้องใช้ภาษาอังกฤษแทน” นี่เป็นความรู้ใหม่สำหรับฉันจริงๆ (ความจริงก็คือ ภาษาราชการของอินเดียมีสองภาษาได้แก่ ฮินดีกับอังกฤษ คนทางใต้ส่วนใหญ่จะพูดภาษาฮินดีไม่ได้จึงใช้ภาษาอังกฤษแทน แต่ฉันแอบรู้ภายหลังว่าคนทางใต้นั้นส่วนใหญ่จะเป็นชาวทมิฬนาดูซึ่งมีใจออกห่างจากรัฐบาลอินเดียและต้องการจะแยกตัวเป็นอิสระตลอดเวลา ดังนั้นพวกเขาจึงต่อต้านการที่จะเรียนรู้หรือพูดภาษาฮินดี)

และที่ต่อรองเจ้าไบจุงยากอีกเหตุหนึ่งก็คือบังเอิญที่ที่เราอยากจะไปกันนั้นไบจุงมีลูกทัวร์จะไปที่นั่นอยู่แล้วในวันเดียวกับที่เราจะไป เป็นคู่ฮันนี่มูนชาวเบงกาลี (คนอินเดียที่อาศัยอยู่ในแถบเบงกอล)

พอความต้องการของเราสามคนไปตรงกับใจทั้งคู่ เพื่อใช้ทรัพยากรให้คุ้ม ไบจุงก็เลยลองโทร. ถามสองคนว่าพวกเราจะร่วมไปด้วยได้ไหมโดยทั้งสองจะได้จ่ายในราคาที่ถูกลงซึ่งทั้งสองตอบกลับว่ายินดี ส่วนราคาที่ไบจุงเสนอให้พวกเรานั้นถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างแพง (คิดว่าไบจุงต้องเอากำไรในสัดส่วน ที่เพิ่มขึ้น) เราจึงพยายามต่อรองเพื่อให้ได้ราคาที่พอใจ สุดท้ายไบจุงลดให้เราในราคาที่พอรับได้แต่ไม่ใช่ราคาที่พอใจนักพร้อมกับขอร้องเราว่าอย่าไปบอกราคาของพวกเราให้กับคู่ฮันนี่มูนรู้นะ เพราะเขาเรียกจากทั้งคู่ในราคาที่แพงกว่าพวกเรา ซึ่งราคาของทั้งคู่ที่เขาบอกนั้นแพงกว่าพวกเรามาก เรารับปากเขา แต่ก็หวั่นๆเหมือนกันว่าเจ้าไบจุงอาจจะเล่นตลกเรื่องราคากับเราโดยไปบอกกับคู่ฮันนี่มูนทำนองเดียวกับบอกกับพวกเราก็ได้

ตกกลางคืนยังไม่วายทำให้เราตื่นเต้นอีกเขาโทร.มาบอกว่าไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะขอเพอมิตหรือใบอนุญาตเข้าพื้นที่ให้พวกเราได้หรือไม่ แล้วจะแจ้งให้เราทราบอีกทีตอนเช้า.... ‘เอ๊า...แล้วจะให้เก็บของไหมเนี่ยะ…แผนขอโก่งราคาอีกหรือเปล่านะ?’ พวกเราเริ่มระแวง

แต่ครึ่งชั่วโมงให้หลัง ก็โทรมาบอกว่าให้เตรียมหลักฐานทุกอย่างเพื่อทำเพอมิตไว้ เขาจะมาเอาที่โรงแรมตอนเช้า หลังทำเพอมิตเสร็จจะออกเดินทางเลย ‘เฮ้อ!....ค่อยยังชั่วหน่อย..’

สิบโมงกว่าจี๊ปตีตรายี่ห้อมหินทราก็มาจอดรับเราใกล้ๆโรงแรม คู่ฮันนี่มูนนั่งเคียงข้างคนขับอยู่แล้ว เรายิ้มให้กันเชิงทักทาย คนขับหนุ่มใหญ่หนวดเฟิ้มมาดขรึมไม่มีรอยยิ้มทักทายแต่ท่าทีน่าจะใจดี ไกด์หนุ่มกระวีกระวาดมาช่วยยกเป้ไปไว้ช่วงท้ายของรถก่อนปีนขึ้นไปนั่งเฝ้า เราสามคนขึ้นไปนั่งแถวกลางซึ่งว่างรอเราอยู่แล้ว รถเคลื่อนตัวออกโดยไม่มีคำพูดไดๆหลุดออกมาจากปากใครทั้งสิ้นเหมือนทุกอย่างดำเนินไปตามหน้าที่ของมัน...

รถวิ่งฝ่าสายฝนพรำอย่างท้าทายเหมือนจะย้ำให้คนนั่งสังวรว่ามาหน้าฝนก็ต้องเจอฝนแบบนี้แหละ... เราสามคนไทยทำลายความเงียบด้วยการชี้ชวนกันมองฝ่าสายฝนทะลุไปยังเมฆหมอกขาวด้วยความทึ่งกับภาพที่เห็น เมฆหมอกมันหนาทึบทับถมกันไปบนไหล่เขาจนแทบจะมองไม่เห็นทิวทัศน์ที่ห่างจากรถเกินไปกว่าสิบเมตร.... ไม่บ่อยนักที่เราจะเจอะเจอได้ที่เมืองไทย ....

ถึงจุดชมวิวทาชิ(Tashi viewpoint) เราต้องเคาะผ่านเพราะขึ้นไปชมก็คงไม่เห็นอะไรนอกจากเมฆหมอกขาวหนาที่บดบังทัศนียภาพทั้งหมด

ถนนดิบๆที่มีทั้งดินเลนเละด้วยฝนพรำตลอดเวลา มีทั้งหินก้อนเล็กก้อนใหญ่ไม่มาตรฐานดูขรุขระและทำให้รถสะท้านสะเทือนกระแทกกระทั้นไปทั้งคัน บางช่วงมีดินและหินทะลายลงมาขวางทาง คนขับต้องขับเบี่ยงอย่างระมัดระวังสุดชีวิต  แม้เส้นทางจะคดเคี้ยวไปตามไหล่เขาท่ามกลางหมอกทึบเบื้องหน้า แต่รถก็ไปได้รอด นั่นย่อมพิสูจน์ได้ว่าคนขับหนวดเฟิ้มมาดขรึมของเรานั้นฝีมือขั้นเทพจริงๆ

ส่วนข้างทางเบื้องล่างนั้นเล่าก็เป็นหุบเหวแห่งสายน้ำที่ไหลแรงกระทบกระแทกปะทะโขดหินใหญ่น้อยที่บังอาจมาขวางกั้นทางผ่านด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง มันก่อเกิดคลื่นใหญ่กรรโชกโตรกผาซัดซ่าแตกกระจาย บางจุดต้องแสงแดดปรากฏสายรุ้งพรายแผ่ขึ้นมาให้เห็นได้อย่างน่าอัศจรรย์

ผืนน้ำที่บ้าคลั่งนั้นส่งเสียงดังไม่เกรงใจผู้ใดส่วนหนึ่งคงเพราะตลอดทางมันมีเพื่อนพ้องพันธุ์เดียวกันทั้งขนาดเล็กและใหญ่เข้ามาสมทบตลอดเวลา บ้างก็กระโจนลงมาจากยอดเขาสูงอย่างฮึกเหิมและมีพลัง บ้างก็ไหลเลื้อยทะลักทะลุลงมาจากซอกเขาข้างๆอย่างคึกคะนอง และไม่น้อยเลยที่ไหลเรื่อยเอื่อยๆอย่างรื่นรมย์และมีศิลปะในตัวเอง แล้วมันก็มาพานพบและคบกันทะลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าทะลักทะลวงแข่งขนานไปกับเจ้ามหินทราของเรา

ยามนี้ฉันอดที่จะนึกถึงเมืองไทยของฉันไม่ได้ คำว่าน้ำตกมันช่างยากซะเหลือเกินที่จะหาดูได้ง่ายๆแบบนี้ เราต้องเสียเงินและบุกบั่นเข้าไปหาในป่าลึกของอุทยานจึงจะได้พานพบและเสพสมกับบรรยากาศอันชุ่มชื่นนั้น....สำหรับที่นี่อยากบอกอย่างยียวนว่า เห็นซะจนเบื่อ....

บ่ายแก่ๆเราแวะทานอาหารกลางวันที่ร้านเล็กๆริมทางกลางขุนเขา เจ้าของร้านดูน่าจะเป็นชาวบ้านที่ไม่ปฏิเสธรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากโอกาสที่วิ่งมาหา พืชผักเมืองหนาวที่เราคุ้นเคย เช่น กะหล่ำปลี มะเขือเทศ แตงกวา และฯลฯ กองสุมไม่เป็นระเบียบอยู่บนชั้นเก่าๆ บางส่วนกระจายอยู่มุมห้องครัว มันเรียกดีกรีความหิวของพวกเราให้พุ่งปรี๊ดขึ้นได้ทันใด

กับท่าทีเป็นกันเองแต่ไม่ใช่มืออาชีพของเจ้าของร้านประกอบกับคำบอกกล่าวล่วงหน้าที่ว่าอยากทานอะไรก็บอกได้เลย ทำให้เราสามคนไทยกล้าถือวิสาสะเข้าไปชุลมุนวุ่นวายในครัวได้อย่างสนิทใจและก็สนุกกับเมนูที่เราเลือกสรรและทำกันเองจากวัตถุดิบที่มี โดยเฉพาะน้องสองคนวิญญาณแม่ครัวเข้าสิงซะแล้ว

ไม่กี่นาทีเราก็ได้ผัดผักหลากชนิดสีสันน่ากินจานโตออกมาวางบนโต๊ะเคียงข้างด้วย ไข่เจียวหอมกรุ่น แถมแกงจืดไข่น้ำอีกหนึ่งชาม ตามด้วยน้ำปลาพริกบีบมะนาวกลิ่นผิวมะนาวและไข่เจียวหอมฟุ้งจนทำให้คู่ฮันนี่มูนซึ่งกำลังพุ้ยข้าวเข้าปากด้วยมือเปล่าตามสไตล์อินเดียขนานแท้และดั้งเดิมต้องเงยหน้าหันมามอง และไอ้หนุ่มก็อดใจไม่ไหวต้องลุกขึ้นมาขอตักผัดผักไปลองจากนั้นก็หันมายกนิ้วให้

อิ่มอร่อยด้วยฝีมือของพวกเราเองแล้วก็มาขึ้นรถต่อ ฉันเห็นซูดาไกด์หนุ่มยื่นเงินให้เจ้าของร้านไปสองร้อยรูปีสำหรับมื้อนี้ของพวกเราเจ็ดคน 

เราเดินทางต่อฝ่าสายฝนพรำในบางช่วงเส้นทางคงคดเคี้ยวตามไหล่เขา ผ่านน้ำตกน้อยใหญ่นับไม่ถ้วนตลอดเส้นทาง สะพานที่มีเป็นระยะๆประดับไปด้วยธงมนต์หลากสีปลิวไสวเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีและมีแต่สิ่งที่เป็นมงคลตามความเชื่อของคนในพื้นที่

เย็นย่ำหกโมงกว่าอากาศเย็นลง เราก็มาถึงหมู่บ้านลาเชน(Lachen) เราจะพักที่นี่หนึ่งคืน ที่พักของเราสะดวกสบายพอควร แม้ห้องน้ำของฉันเครื่องทำน้ำอุ่นจะใช้ไม่ได้แต่ซูดาไกด์หนุ่มผู้ซ่อนความใจดีไว้ภายใต้ท่าทีที่เงียบหงอยก็ยอมไปเอาจากห้องอื่นมาให้หนึ่งถัง ด้วยฉันไม่ยอมเข้าไปอาบน้ำห้องคนอื่น ทั้งๆที่คู่ฮันนี่มูนก็บอกว่าเขาไม่ถือ และน้องคนไทยทั้งสองก็ยินดี ส่วนฉันหากจะให้ไปอาบน้ำห้องอื่น ด้วยเหตุผลที่จำเป็นกว่านี้ก็ไม่เกี่ยง แต่สถานการณ์แบบนี้ฉันอยากจะให้ซูดาไกด์หนุ่มเห็นว่าการบริการลูกทัวร์ที่ดีนั้นเป็นอย่างไร เพื่อจะได้เป็นตัวอย่างที่ดีที่ไกด์ควรปฏิบัติต่อลูกทัวร์ต่อไป

เสร็จภารกิจส่วนตัวเราทานมื้อเย็นกันที่ห้องอาหารซึ่งอยู่ชั้นล่างของตึกที่พัก แขกที่มาพักวันนี้มีเฉพาะพวกเราจริงๆ อากาศไม่ถึงขั้นหนาวมากเมื่อใส่เสื้อกันหนาวแล้วก็รู้สึกอุ่นดี

พวกเรารู้สึกเป็นกันเองมากขึ้น คู่ฮันนี่มูนก็ดูช่างคุยมากกว่าเมื่อกลางวันโดยเฉพาะฝ่ายชายดูเหมือนเขาจะรู้ไปทุกเรื่องและออกแนวขี้คุยแกมโอ่หน่อยๆ เขาทำงานบริษัทประกันภัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งซึ่งบริษัทแม่อยู่ที่อังกฤษ ส่วนฝ่ายหญิงเป็นทนายความนับว่าทั้งคู่มีอาชีพที่ดีทีเดียว ทั้งสองแต่งงานกันได้หกเดือนกว่าแล้วแต่งานรัดตัวมากโดยเฉพาะฝ่ายหญิง จึงไม่มีเวลาไปฮันนี่มูนสักทีเพิ่งจะปลีกตัวจากงานได้ก็ช่วงนี้เอง

หลังอาหารเราคุยกันต่อและเป็นโอกาสให้พวกเราคนไทยได้ซักถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นในหลายๆเรื่องที่เราสนใจเกี่ยวกับอินเดีย

และอย่างนึกไม่ถึงพอคุยถึงเรื่องปัญหาปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่ของคนในอินเดีย ซูดาไกด์หนุ่มก็เดินเข้ามาในห้องร่วมวงกับพวกเรา ฉันถามหนุ่มเบงกาลีว่า

“ทำไมคนรวยกับคนจนในอินเดียจึงแตกต่างกันเอามากๆ สังเกตได้จากบ้านหลังโตๆและรถยนต์คันงามๆที่เห็นบนท้องถนนขณะเดียวกันคนยากจนก็มีอยู่ให้เห็นจำนวนมาก” เขาไม่ตอบแต่หันไปถามตรงๆกับซูดาไกด์หนุ่มที่เพิ่งนั่งลงได้ไม่ถึงนาทีแต่ทันได้ฟังคำถามของฉัน

“ซุดา.. ยูแต่งงานหรือยัง?”

“ผมมีเมียแล้วและมีลูกแล้ว” ไกด์หนุ่มตอบทันควันอย่างเปิดเผย ฉันประเมินอายุเขาน่าจะยี่สิบกลางๆ แต่ท่าทีเงียบๆดูขี้อายนิดๆต่างหากที่ทำให้ฉันคิดว่าเขาไม่น่าจะแต่งงานเร็ว

“นี่แหละคือปัญหา…” หนุ่มเบงกาลีเหมือนได้ทีเกทับด้วยสีหน้าเหยียดนิดๆแล้วถามต่อ

“มีลูก -เมียแล้ว...แต่ถ้าไม่มีงานทำล่ะจะทำยังไง?” เขาซักเหมือนเป็นทนาย ซูดาหน้าถอดสีอย่างมีอารมณ์ก่อนที่จะโต้กลับทันควันอย่างมั่นใจว่า

“ผมต้องหางานทำให้ได้ ผมมีพลังพอที่จะหา….” ท่าทีเข้มของซูดาตอนนี้มันขัดกับบุคลิกที่ผ่านมาตลอดทั้งวัน ฉันออกจะแปลกใจนิดๆกับคำพูดและท่าทีของสองคนที่ดูจะขัดแย้งกันอยู่ในที พวกเราได้แต่พยายามที่จะชวนคุยให้เป็นเรื่องสนุก สักครู่ภรรยาหนุ่มเบงกาลีก็บ่นว่าง่วงและขอตัวไปนอน(อาจเป็นการเลี่ยงสถานการณ์ความขัดแย้งที่เริ่มตั้งเค้าก็เป็นได้)

เมื่อทั้งคู่ไปแล้วซูดาก็ชวนพวกเราย้ายไปนั่งดื่มน้ำชาต่อที่ห้องครัว เขาบอกว่าที่นั่นจะอบอุ่นกว่าห้องอาหาร

ห้องครัวแยกไปอยู่อาคารไม้ชั้นเดียวข้างตึกที่เราพัก พอผ่านประตูห้องเข้าไปในโถงกว้างก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที กลางห้องมีกองไฟที่กำลังคุโชนด้วยการซุกฟืนเข้าไปของหนุ่มกลางคน 4-5 คนที่นั่งอยู่รอบๆ ห่างกันพอประมาณมีกองไฟอีกหนึ่งกองกำลังจะมอดลง ลึกเข้าไปมุมห้องด้านหนึ่งจัดเป็นที่ปรุงอาหาร มีชั้นวางของใช้และเครื่องครัว อีกมุมหนึ่งเป็นเคาท์เตอร์เล็กๆมีเครื่องดื่มและของกินตามสภาพไว้บริการแขกที่มาใช้บริการ

ซูดานำเราเดินเข้าไปนั่งลงบนตั่งเล็กๆรอบกองไฟที่กำลังจะมอดนั้น ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามสัญชาตญาณของมนุษย์  สายตาของพวกเราและกลุ่มคนรอบกองไฟประสานกันโดยบังเอิญภายใต้แสงไฟสลัว

แสงสลัวภายในห้องดูนุ่มกว่าปกติ เพราะมาจากไฟฟ้ามุมห้องเพียงดวงเดียวผสานกับแสงจากกองไฟกลางห้องที่ลุกโชนด้วยฟืนที่ถูกซุกเข้าไปเป็นบางช่วง ฉันอยากจะบอกว่า...นี่มันบรรยากาศในโรงเตี๊ยมดีๆนี่เอง....ดูมีเสน่ห์และได้อารมณ์สำหรับคนเดินทางอย่างฉันที่มีโอกาสรอนแรมมาถึงนี่

ซูดาจัดการกับกองไฟให้ลุกโชนขึ้นใหม่ก่อนจะหันไปทักทายคนกลุ่มนั้นตามมรรยาทมากกว่าจะคุ้นเคย แล้วจึงหันมาบอกพวกเราว่า

“ พวกเขาเป็นคนเลปชา อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้มานานตั้งแต่รุ่นพ่อ-แม่ พวกเขาเป็นเพื่อนเจ้าของที่พัก กลางคืนชอบมาพบปะพูดคุยกันที่นี่”

ฉันตื่นตากับกระบอกไม้ไผ่อันยาวใหญ่ที่มีท่อต่อออกจากกลางปล้อง ปลายปล้องด้านล่างวางเอียงบนพื้น ส่วนปลายด้านบนถูกจ่อเข้าที่ปากของชายคนหนึ่ง เขาดูดบางสิ่งจากปากกระบอกไม้ไผ่เข้าไปอย่างรื่นรมย์ แล้วก็ส่งต่อให้เพื่อนคนถัดไป....

ซูดารินน้ำชาร้อนๆแจกพวกเราและไม่ลืมที่จะบอกว่า

“นี่เป็นชาอย่างดีของสิกขิม” ปกติฉันจะไม่ดื่มน้ำชาเพราะกลัวท้องผูกแต่บรรยากาศยามนี้ชวนให้ต้องยื่นมือรับและเปลี่ยนคำปฏิเสธเป็นคำขอบคุณ ฉันเผลอนึกถึงคู่สามีภรรยาเบงกาลีที่พลาดโอกาสงามนี้ เลยโพล่งไปว่า

“คู่ฮันนี่มูนน่าจะได้มาร่วมดื่มน้ำชากับพวกเราด้วยนะ” คำพูดฉันพลันทำให้สีหน้าซูดาเปลี่ยนไปทันที เขาพูดถึงคนทั้งสองในเชิงไม่พึงใจว่า

“ พวกเบงกาลี....ก็เหมือนคนอินเดียทั่วไปที่ชอบดูถูกและกดขี่คนสิกขิม....” สีหน้าเขาจริงจังเจือแววขมขื่น พร้อมสารภาพต่อว่า

“ความจริงผมยังไม่มีเมียหรอก... แต่ผมต้องบอกเขาไปแบบนั้นเพื่อแสดงให้เขารู้ว่าผมมีพลังพอที่จะสู้และอยู่ได้ด้วยตัวเอง.... ” แรกๆฉันเองก็งงกับคำพูดของเขาแต่ชั่วครู่ก็นึกรู้ได้....มันไม่ต่างกันเลยกับกรณีการประท้วงของพวกกูรข่า(เนปาลี)ที่เกิดขึ้นที่

มิริค...หรือคำพูดที่พร่างพรูด้วยความเจ็บช้ำอยู่ในทีของสาวน้อยแซมเทน…อีกทั้งลูกทัวร์ชาวทมิฬนาดูจากทางใต้ที่ไม่ยอมพูดภาษาฮินดี....เหล่านี้ประดุจดังกองไฟบนแผ่นดินอินเดียที่รอวันประทุ ฉันเข้าใจได้แล้วถึงบรรยากาศที่ดูเงียบๆและห่างเหินผิดปกติระหว่างไกด์หนุ่มกับสองสามีภรรยาชาวเบงกาลีนับตั้งแต่ขึ้นรถมาตั้งแต่เมื่อตอนเช้า

และเมื่อบ่ายวันนี้ฉันได้บอกคู่ฮันนี่มูนไปว่าฉันมีแผนจะไปเที่ยวแคชเมียร์ด้วย ฝ่ายหญิงทำตาโต สีหน้าตกใจบอกว่าเมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมามีการก่อการร้ายที่นั่น ยูไปไม่ได้หรอก.... ถ้าเป็นเธอๆจะเที่ยวเฉพาะที่ชิมลาและมะนาลี ซึ่งอยู่ห่างจากแคชเมียร์มากพอสมควร

“ ยูไม่ควรเข้าไปในแคชเมียร์เพราะแคชเมียร์กำลังวุ่นวาย เขาต้องการแบ่งแยกดินแดนเพื่อปกครองตนเอง” เธอบอกในที่สุด

ถึงตอนนี้ฉันตระหนักได้เป็นอย่างดีแล้วว่า แม้ในอดีตอินเดียจะสามารถรวบรวมแผ่นดินที่แตกแยกกันให้มาเป็นผืนแผ่นเดียวกันได้ซึ่งก็ด้วยความพยายามอย่างยากลำบากยิ่งนั้น บัดนี้ทุกอย่างมันยังหาจบลงไม่.... อินเดียยังจะต้องใช้ทั้งพละกำลังคน งบประมาณ อีกทั้งเวลาอันยาวนานจนยากที่จะประเมิน เพื่อที่จะสมานจิตใจและความสามัคคีของคนในประเทศที่อาจเรียกได้ว่าร้อยเผ่าพันแม่ที่ยังแปลกแยกแตกกันอยู่ให้เป็นหนึ่งเดียวซึ่งดูมันน่าจะเป็นอะไรที่ยากยิ่งกว่าที่ผ่านมาด้วย…

คืนนี้พวกเราแยกจากกันโดยฉันเผลอพกพาเอาความรู้สึกเศร้าๆและเห็นใจซูดาเข้ามาในห้องนอนด้วยโดยไม่รู้ตัว......

……………………..




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 18 กรกฎาคม 2557 18:19:30 น.
Counter : 557 Pageviews.  

อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม /กังต๊อก ตอน 34.ต้นน้ำศักดิ์สิทธิ์

ต้นน้ำศักดิ์สิทธ์

............

วันนี้เราซื้อทัวร์ไปเที่ยวทะเลสาบฉางกูหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าทะเลสาบซอมโก(Changgu /Tsomgo lake) ชื่อหลังน่าจะมาจากภาษาทิเบต ทะเลสาบนี้อยู่ห่างจากกังต็อกประมาณ 35 กิโลเมตร และห่างจากชายแดนจีนเพียง 18 กิโลเมตร

                การไปเที่ยวที่นี่เราต้องซื้อทัวร์ไปเพราะเขาไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวกันเองจะต้องไปกับบริษัทนำเที่ยวเท่านั้น เพราะการเข้าไปในเขตพื้นที่แถบนี้จะต้องมีใบอนุญาต(permit) เหตุผลคงเพราะพื้นที่แถบนี้อยู่ใกล้ชายแดนจีนถือเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว บริษัทนำเที่ยวเท่านั้นที่ได้สิทธิ์ในการขอใบอนุญาตจากภาครัฐ ให้กับนักท่องเที่ยว เป็นนัยว่าหากมีเหตุเกิดขึ้นอันเป็นผลมาจากนักท่องเที่ยวบริษัทนำเที่ยวจะต้องเข้ามารับผิดชอบนั่นเอง

จี๊ปเคลื่อนที่เมื่อสองหนุ่มเยอรมันเพื่อนร่วมทริป

หนึ่งวันของเรามาถึง หนุ่มหนึ่งดูจะอ้อนแอ้นและสำอางกว่าชายหนุ่มทั่วๆไป ฉันส่งสายตาและแย้มริมฝีปากเป็นเชิงทักทายก่อนเยี่ยงมิตรที่จะร่วมทางไปจุดหมายเดียวกัน แต่ทั้งสองดูจะไม่รู้สึกรู้สมกับคนภายนอกท่าทีเหมือนอยู่ในโลกกันสองคน เราสามคนเลยอยู่เฉพาะในโลกของเราเช่นกัน

ฝนพรำลงมาอีกไม่ต่างจากเมื่อวาน รถไต่ขึ้นเขาเป็นส่วนใหญ่ หมอกหนาทำให้บรรยากาศรอบๆดูขาวไปทั่ว เส้นทางดูแคบลง บางช่วงรู้สึกได้ว่ารถไต่ขึ้นเขาสูงชันข้างๆเป็นหุบเหวลึกช่างโชคดีที่มีหมอกขาวมาบดบังความน่าหวาดเสียวไว้ได้

ทราบมาว่าเส้นทางที่รถวิ่งมานั้นส่วนหนึ่งทับไปบนเส้นทางคาราวานขนสินค้าในสมัยโบราณระหว่างอินเดียกับจีน หากนับระยะทางจากแถบนี้ไปยังกรุงลาซาของทิเบตจะห่างกันเพียงประมาณ 400 กิโลเมตรเท่านั้น..ทิเบต..ดินแดนในฝันของฉันอยู่แค่เอื้อมนี่เอง...!

ถึงทะเลสาบฉางกูแม้ฝนจะยังคงโปรยปรายลงมาเราก็ไม่หวั่นคงเดินฝ่าหมอกบางและละอองฝนท่องไปยังทะเลสาบที่อยู่เบื้องหน้า...หมอกขาวทำให้เราไม่อาจรู้ว่าขอบฝั่งทะเลสาบมันอ้อมไปเจอกันตรงไหนและไม่สามารถวัดด้วยสายตาได้ว่ามีความกว้างเพียงใด เราแค่รับรู้จากไกด์ว่าเราจะเดินได้แค่ครึ่งรอบทะเลสาบที่พอมองเห็นได้ลางๆเท่านั้น เหตุผลก็เพราะเขาให้เดินได้แค่นั้น นั่นคือคำตอบจากเจ้าไกด์หนุ่มที่ช่างทำตัวได้แสนจะสบายจริงๆ ไม่มีการอธิบายหรือให้ความรู้ใดๆเกี่ยวกับสถานที่ทั้งสิ้น ตลอดทริปนับได้แกพูดอยู่ 2-3 ประโยค

“ยูเดินได้แค่ครึ่งทะเลสาปนะนอกนั้นห้ามเดินไป” มือชี้ไปยังทะเลสาปเบื้องหน้า”

“มื้อกลางวันกินที่ร้านอาหารแถวนี้ก็ได้” พลางเบนนิ้วชี้ไปยังทิศตรงกันข้ามกับทะเลสาบซึ่งจะเห็นร้านอาหารเล็กๆเป็นเพิงบนไหล่เขาลางเลือนในกลุ่มหมอกเหนือทางเดินขึ้นไปเล็กน้อย

“เราจะกลับกันประมาณบ่ายสองโมง” แล้วเจ้าหนุ่มก็ละจากไปอย่างไร้ร่องรอยจนได้เวลากลับค่อยโผล่หน้ามาให้เห็น

โชคดีที่เมื่อคืนฉันได้ทำการบ้านไว้บ้างแล้วเลยทำให้พอมีความรู้เกี่ยวกับทะเลสาบแห่งนี้พอสังเขป ที่นี่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 12,300 ฟุตอากาศค่อนข้างเบาบาง นับว่าดีที่พวกเราไม่มีใครมีอาการแพ้อากาศที่เบาบางกันเลย ส่วนหนึ่งคงเพราะพวกเราเที่ยวกันแบบไต่ความสูงขึ้นมาเรื่อยๆเลยทำให้ร่างกายมีโอกาสได้ปรับตัวอย่างช้าๆ

ทะเลสาบแห่งนี้มีความลึกเฉลี่ยประมาณ 50 ฟุต ถือเป็นแหล่งต้นน้ำธรรมชาติที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของผู้คนในดินแดนนี้ และเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำลุงเฌ่ซู ( Lungtze Chu ) ฤดูหนาวน้ำในทะเลสาปจะกลายเป็นน้ำแข็ง ในอดีตลามะจะใช้สีของน้ำในทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ทำนายทายทักอนาคตและความเป็นไปของบ้านเมือง หากสีของน้ำดูคล้ำดำนั่นหมายความว่าบ้านเมืองจะต้องประสบกับปัญหาและความยุ่งยาก

บรรยากาศคลุมเครือรอบๆตัวทำให้เราไม่มีทางเลือกในการเดินเที่ยวเท่าใดนัก เราสามคนเลยต้องเดินตามไอ้หนุ่มเยอรมันสองคนไปตามทางเดินแคบๆริมทะเลสาบ.... ‘ หากแตกแถวเดี๋ยวจะหลุดเข้าไปในกลุ่มหมอกแล้วเจ้าไกด์ขี้เกียจจะไม่ยอมตามหาสุดท้ายเราอาจโดนทิ้งกลางทะเลสาบได้…’เริ่มคิดประชด

ซึ่งก็ดีเหมือนกันนอกจากจะสนุกกับการเดินแล้วยังเพลินกับการได้เห็นเจ้าหนุ่มอ้อนแอ้นเอวบางร่างน้อย ละเมียดละไมประณีตบรรจงกับการยกกล้องประสิทธิภาพสูงถ่ายภาพแบบใกล้ชิดกับดอกไม้เล็กๆสีสันสดใสที่โผล่ขึ้นมาเหนือพื้นดินโดยมีไอ้หนุ่มที่สุดจะแม้น..แมน..แมน...คอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆ ซึ่งก็ไม่วายที่จะเล่นเอาหนึ่งสาวแก่กับสองสาวกลางๆที่เดินตามต้องแอบอิจฉาตาร้อนผ่าว....

ผละจากทะเลสาปอยากจะปีนขึ้นไปบนเนินเขาข้างๆก็กลัวลื่นตกลงมา จะเช่าเจ้ายัค ( yak: จามรี ) ขี่ก็ใช่ว่าบรรยากาศจะอำนวย เลยเดินดูร้านค้าขายของที่ระลึกที่มักมีอยู่ทั่วไปตามสถานที่ท่องเที่ยวและสินค้าก็เหมือนๆกันทุกแห่ง ดูได้สักพักไม่มีอะไรน่าซื้อเลยชวนกันไปกินมื้อกลางวันแล้วก็นั่งรถกลับ

สรุปแล้วสำหรับที่นี่หากมาช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม บรรยากาศและทัศนียภาพทั่วไปน่าจะสวยกว่านี้มาก ปลอดจากฝน อาจต้องทนหนาวหน่อย แต่คงจะได้ความรื่นรมย์มากกว่ามาช่วงนี้เป็นแน่

...............................




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 18 กรกฎาคม 2557 18:42:22 น.
Counter : 328 Pageviews.  

อินเดีย...เดินเดี่ยวสู่สิกขิม /กังต๊อก ตอน 33.ความลับของรุมเต็ก

ความลับของรุมเต็ก

 

..............

 

                เมื่อคืนฝนตกตลอดคืนและต่อเนื่องมาถึงเช้านี้ช่างสมกับเป็นหน้าฝนของเมืองภูเขาจริงๆ โดยสภาพของภูมิประเทศของสิกขิมที่อยู่บนที่สูงมากแต่ไม่ถึงขั้นสูงสุดทำให้มีสภาพอากาศที่เย็นสบายเป็นส่วนใหญ่แต่ในช่วงฤดูหนาวคนที่มาจากที่ลุ่มอย่างฉันคงเดาได้อย่างเดียวว่าน่าจะหนาวสุดขั้วหัวใจ

 

                โดยที่ วิถีชีวิต ศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อของผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบนี้มีหลักฐานในเชิงสัญลักษณ์ให้เห็นอยู่มากโดยเฉพาะวัดวาอารามที่อลังการตามรูปแบบของทิเบตจะมีอยู่หลายแห่ง ดังนั้น สำหรับหน้าฝนซึ่งกำลังมีละอองฝนเบาบางโปรยปรายลงมาในเช้าวันนี้ เราสามคนจึงตัดสินใจไปเที่ยววัด นั่นคือวัดรุมเต็ก (Rumtek Monastery) เป็นวัดทิเบตที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่แบบดั้งเดิมในสิกขิม ผู้คนล่ำลือว่าสวยงามนักวัดนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 24 กิโลเมตร ไม่ใกล้ไม่ไกลน่าจะกลับมาเที่ยวในตัวเมืองต่อได้อีกในช่วงบ่าย

 

           เราไปขึ้นรถที่คิวรถซึ่งไม่ใช่ที่เดียวกับคิวรถที่ฉันมาถึงเมื่อวานนี้ ที่นี่บริเวณกว้างกว่าเป็นเหมือนไหล่เขาที่ถูกปรับสภาพให้เป็นลานจอดรถซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าย่านการค้าและที่พักของเราแต่ก็เดินลงไปถึงได้ไม่ไกล

 

                รถไต่ไปตามเนินเขาสองข้างทางผ่านตึกรามบ้านช่องที่เกาะอยู่บนไหล่เขาสลับกับป่าไม้ ไม่นานเราก็มาถึงเชิงเขาซึ่งเป็นที่ตั้งวัดรุมเต็กฝนยังคงโปรยปรายละอองลงมาอย่างสม่ำเสมอแต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอันใดในความรู้สึกของพวกเรา

 

                 เราต้องเดินจากเชิงเขาขึ้นไประยะหนึ่งก่อนจึงจะถึงตัววัดที่ตั้งอยู่บนยอดเขา ระหว่างทางเดินซ้ายมือเป็นซุ้มกงล้ออธิษฐานเรียงยาวขึ้นไปเช่นเดียวกับวัดทิเบตทั่วๆไป พอได้เหนื่อยกันทั่วเราก็ขึ้นไปถึงหน้าวัด

 

                 มองย้อนกลับไปไม่ไกลหญิงชราในชุดพื้นเมืองของทิเบตที่ดูรุ่มร่ามแต่ให้ความอบอุ่นได้ดี เราเดินแซงแกขึ้นมาไม่นาน ตอนนี้แกเดินเกือบถึงจุดหมายแล้วแม้จะด้วยอาการเหนื่อยหอบแต่ก็สำรวม ปากแกขมุบขมิบมีสมาธิกับการนับลูกประคำที่ร้อยเป็นสร้อยในมือ แม้อาการแกจะเชื่องช้าแต่ระยะทางของเนินเขาที่แม่เฒ่าป่ายปีนขึ้นมานั้นบ่งบอกได้ถึงร่างกายที่แข็งแกร่งและการมีสมาธิที่มั่นคงเปี่ยมด้วยแรงศรัทธาที่มีต่อสถานที่ที่อยู่เบื้องหน้า

 

                 สิ่งที่แม่เฒ่ากระทำอยู่ตอนนี้บางคนอาจลงความเห็นว่าเป็นความเชื่อที่งมงาย แต่ที่ประจักษ์ต่อสายตาและรู้สึกได้ของฉันขณะนี้ก็คือสมาธิและความมานะพยายามของแม่เฒ่าที่เกิดขึ้นด้วยแรงศรัทธาอันแก่กล้านั้น ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับตัวแกอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือร่างกายที่แข็งแรงและการมีจิตที่มั่นคงนับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นที่ต้องการของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม

 

 

              ที่บริเวณประตูทางเข้าวัดมีทหารหลายนายเฝ้าดูแลอย่างเข้ม และขอตรวจพาสปอร์ตของพวกเรา วัดนี้เดิมเคยเป็นวัดหลักของนิกายกากยู (Kagyu)หรือลามะนิกายหมวกดำแห่งสิกขิม  สร้างในศตวรรษที่ 16 โดยผู้นำทางศาสนาท่านการ์มาปา วังชุก ดอร์เจ (Karmapa Wangchuk Dorje) องค์ที่ 9      

 

                ในปี 1959 (พ.ศ.2502) การ์มาปาองค์ที่ 16  ได้หนีจากทิเบตมาถึงสิกขิม สมัยนั้นวัดนี้อยู่ในสภาพปรักหักพังมากท่านไม่ยอมไปสร้างวัดใหม่ กลับบูรณะวัดรุมเต็กเพราะท่านเห็นว่าสถานที่ตั้งมีสภาพแวดล้อมที่เป็นมงคล (ฮวงจุ้ยดี) เช่น ด้านหน้ามีลำธารไหลผ่าน ด้านหลังมีแนวเทือกเขาหิมะ เป็นต้น

 

                 ด้วยความอุปถัมภ์ของราชวงศ์สิกขิมและรัฐบาลอินเดียทำให้วัดนี้กลายเป็นที่ลี้ภัยของการ์มาปาที่ 16  ท่านใช้เวลา 4 ปีในการบูรณะวัดจนเสร็จสมบูรณ์ มีการขนสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้ามาจากวัดเซอพู (Tsurphu) ในทิเบตมาประดิษฐานไว้ที่นี่ และในวันปีใหม่ของทิเบตเมื่อปี 1966 (พ.ศ.2509) ก็มีการสถาปนาวัดนี้ให้เป็นศูนย์กลางธรรมจักร (Dharmachakra Center )  ซึ่งเป็นสถานที่ศึกษาและปฏิบัติธรรมของหมู่

ลามะ

 

         วัดนี้ประกอบด้วยอารามที่สวยงามหลายหลัง ตัวอารามถูกแต่งแต้มด้วยลวดลายและสีสันสดใสตามรูปแบบของทิเบต หลังคามองดูเรียงเหลื่อมขึ้นไปบนไหล่เขาต้องกับแสงอาทิตย์ดูอร่ามตา บริเวณใกล้ๆกันมีทั้งหอสวดมนต์ กุฏิ และสถาบันการศึกษาทางพุทธศาสนาชั้นสูงที่ชื่อ Karma Shri Nalanda Institute for Higher Buddhist Studies ซึ่งมีลามะเข้ามาศึกษาเรียนรู้หลายร้อยรูป 

 

     ลามะหนุ่มใจดีรูปหนึ่งได้เล่าประวัติความเป็นมาของวัดให้เราฟังแล้วนำเราเดินชมจุดสำคัญๆ เช่น เจดีย์ทอง(golden stupa) ซึ่งเป็นสถานที่บรรจุอัฐิของท่านลามะกามาปาองค์ที่ 16 ผู้สร้างวัดนี้  และได้เล่าต่อไปถึงการกลับชาติมาเกิดของท่านลามะองค์นี้  โดยบอกว่าปัจจุบันท่านได้กลับชาติมาเกิดใหม่แล้วเป็นลามะรูปหนึ่งซึ่งขณะนี้พำนักอยู่ที่วัดในเมืองธรรมศาลาซึ่งอยู่ทางเหนือของประเทศอินเดียซึ่งเป็นวัดเดียวกับที่ท่านดาไลลามะองค์ปัจจุบันได้พำนักอยู่ ทุกวันนี้ลามะรูปนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในสิกขิมด้วยเหตุผลทางการเมือง ลามะหนุ่มเล่าด้วยสีหน้าเจือแววรันทด

 

     ดังนั้นที่วัดนี้จึงมีแต่รูปภาพของท่านลามะองค์นั้นไว้เป็นตัวแทนเพื่อการเคารพบูชา และภาพนี้เองพลันทำให้ฉันนึกได้ว่าเป็นภาพเดียวกันกับภาพของลามะที่อยู่ในแผ่นกระดาษหลายแผ่นที่แปะติดไว้เป็นระยะๆบนผนังห้องชั้นล่างของอาคารที่เราเดินผ่านมา ข้อความในนั้นเรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียอนุญาตให้ลามะในรูปภาพเข้ามาพำนักอยู่ในวัดนี้ได้ ซึ่งครั้งแรกที่ได้อ่านฉันเองก็ยังงงๆอยู่ว่ามันคืออะไร...และทำไมลามะท่านนี้จึงจะอยู่ในวัดนี้ไม่ได้....แต่ตอนนี้เริ่มกระจ่างแล้ว... มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า...

                      และเหมือนอยากให้โลกได้รับรู้ไปด้วย สุดท้ายลามะหนุ่มก็ได้แย้มความจริงในเรื่องนี้ที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังว่า การที่ท่านลามะรูปนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสิกขิมได้ก็เพราะมีบุคคลสำคัญในวงการเมืองคนหนึ่งของสิกขิมที่อาจเสียผลประโยชน์กับการเข้ามาอยู่ในสิกขิมของท่าน จึงได้พยายามกีดขวางทุกวิถีทางที่จะไม่ให้รัฐบาลอินเดียอนุญาตให้ลามะท่านนี้เข้ามาในสิกขิมได้....เรื่องน่าอดสูแบบนี้แม้แต่วงการศาสนาก็ยังหนีไม่พ้น

 

      ระหว่างที่เดินชมสถานที่จะเห็นมีทหารถือปืนยืนอยู่ตามจุดต่างๆหลายแห่งฉันอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ว่าทำไมต้องมีทหารมาดูแลวัดนี้มากมายขนาดนั้น ลามะหนุ่มให้คำตอบที่ไม่กระจ่างนัก

 

           “ที่นี่ถือเป็นจุดสำคัญจำเป็นต้องมีทหารมาดูแลเพื่อความปลอดภัย...”

                  จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ฉันอดเดาเพื่อเอาตื่นเต้นเข้าว่าไม่ได้.... ‘ คงเป็นการป้องกันการแอบปลอมตัวเข้ามาอยู่ในวัดของท่านลามะผู้อดีตชาติเคยพำนักและเป็นใหญ่อยู่ที่นี่มาก่อนนั่นเอง..มั๊ง’

 

     เราเดินตามลามะหนุ่มขึ้นบันไดไปบนอาคารหลังใหญ่ซึ่งมีหลายชั้นผ่านลามะน้อยๆท่าทีซุกซน 2-3 รูปที่มองเราด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น แต่ละชั้นของอาคารมีทั้งที่ใช้เป็นชั้นเรียน ห้องสวดมนต์   และห้องที่ใช้สอยในวาระสำคัญ ห้องหนึ่งเราได้เข้าไปไหว้พระพุทธรูป และภาพดาไลลามะหลายองค์ตั้งแต่อดีตจนถึงองค์ปัจจุบัน รวมทั้งลามะองค์ที่มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับที่นี่ด้วย จากนั้นเราจึงบอกลา

 

              เราออกมาทานมื้อกลางวันและเสร็จเอาเกือบบ่ายสองโมง รถเข้าเมืองเที่ยวสุดท้ายของที่นี่ก็คือบ่ายสองโมง ดังนั้น เราจึงไม่สามารถไปเที่ยวสวนรุกขชาติเยาวหราลเนห์รูต่อตามที่ตั้งใจแต่แรกได้ พอถึงในเมืองอากาศก็ดีฝนหยุดตกเราเลยไปหาร้านแลกเงินต่อกว่าจะเสร็จเรื่องแลกเงินก็ไปขึ้นกระเช้าลอยฟ้าชมเมืองกังต็อกไม่ทัน เลยได้แต่เดินเที่ยวชมตลาดในเมืองต่อ

 

                เมืองนี้มองไปทางไหนเจอแต่ตำรวจกับทหาร ไม่ว่าจะตำรวจหญิงหรือชายเดินกันขวักไขว่ให้ทั่วมีชุดเครื่องแบบตำรวจหรือว่าทหาร(ชักไม่แน่ใจ) แบบหนึ่งที่ฉันติดใจ เพราะดูแล้วเทห์มากโดยเฉพาะที่หมวกทรงสูงลวดลายสวย..... แต่ที่เทห์กว่านั้นแถมนึกถึงทีไรก็ชื่นใจไม่หายนั่นก็คือภาพลักษณ์ของเมืองไทยดูดีมากในสายตาของคนที่นี่ พอเขารู้ว่าเราเป็นคนไทยต่างก็ยิ้มแย้มพูดคุยกับเราด้วยความชื่นชมในประเทศของเรา....จะยกเว้นก็แต่พวกบริษัททัวร์เท่านั้นที่คอยจ้องจะเอาเปรียบเราตลอดเวลาเมื่อมีโอกาส....

 

......................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 9 มิถุนายน 2555 21:53:57 น.
Counter : 503 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

SmileIce
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"คนฉลาดที่อยู่แต่ที่เก่า...ไม่เท่าคนโง่ที่เดินทาง.."
จากหลวงปู่หล้าตาทิพย์ วัดป่าตึง


"การเปลี่ยนแปลง...ต้องนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า..."

New Comments
Friends' blogs
[Add SmileIce's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.