|
|
|
| | 1 | 2 | 3 | 4 |
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |
|
 |
|
|
รองเท้าที่ดีของคนอื่น อาจไม่ใช่รองเท้าที่ดีของเราDon't put your foot in someone else's shoes
ช่วงนี้ผมยุ่งเหมือนเดิม ยุ่งด้วยงาน ยุ่งด้วยกิจกรรมวันหยุดเทศกาลกฐินที่ผ่านมาครอบครัวญาติฝั่งคุณแม่ ไปร่วมงานกฐานที่วัดต่างจังหวัดแห่งหนึ่งซึ่งก็ไม่ใช่วัดใหญ่อะไร แต่พระอาจารย์เจ้าอาวาสท่านคนขึ้นเยอะ ทำให้งานกฐิน มีลูกศิษย์ลูกหาของพระอาจารย์ไปกันเยอะพอสมควรผมเข้าวัดด้วยหรอ 55555กฐินนี่ไปเกือบทุกปีนะครับ ถ้าไม่ใช่ที่บริษัท ก็กับครอบครัว ครอบครัวทางคุณแม่ก็ขึ้นกับพระอาจารย์เหมือนกัน ซึ่งมาจากคุณตา พระอาจารย์ท่านก็เป็นคนหาฤกษ์แต่งงานให้พี่สาวผมเอง ส่วนของผม เป็นฤกษ์สะดวกครับ 5555 วันเสาร์ที่โรงแรมว่าง อะไรต่างๆ พร้อมก็วันนั้นบ้านเราลงขันกันทำอาหารกล่อง และขนมมาร่วมทำบุญ แล้วรุ่นลูก 8 คน ผู้ชาย 5 ผู้หญิง 3 ก็ช่วยกันตักข้าวกล่องแจก ดีไปอีกแบบเหมือนกันครับ เพราะเป็นปีแจกที่มาร่วมแจกอาหาร ไม่ใช่ไม่เคยแจกนะครับ แต่ผมเนี้ย เพิ่งอยู่แจกเป็นครั้งแรก ปีก่อนๆ พอสวดอะไรเสร็จ กฐินยังไม่ทันเข้าโบสถ์ ผมก็ชิ่งแล้วปีนี้ทีแรกก็คิดไว้ว่างั้น แต่แฟนบอก "เธอลองอดทนดูหน่อยไหม" 55555
ซึ่งการอยู่งานกฐินครั้งแรกของผมก็พิสูจน์ให้แฟนเห็นว่า ผมแม่งโคตร เอาตัวรอดเก่งเลย เพราะพอมาถึง ช่วยกันขนของจัดของอะไรเสร็จ ผมก็เดินไปจัดหอยทอดมา 1 จาน ก่อนจะไปจัดข้าวแกงอีก 1 จาน และ ลอดช่องอีก 1 ถ้วย อย่าว่าแต่แฟนงงเลยครับ คนที่งงกว่าคือคนที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เกิดอย่างแม่"กินด้วยหรอ" แม่ถาม พร้อมทำหน้างงๆ ส่วนผมพยักหน้า แล้วนั่งตักหอยทอดเข้าปาก "หิว"คือแม่ผมเค้าเป็นคนไม่กินอะไรประเภทนี้ครับ คืออาหารที่ไม่ได้ทำในร้าน หรือข้าวแกงตักที่ไม่ได้อุ่นร้อนตลอดเวลา แล้วก็คิดว่าผมคงไม่กิน .... แต่ถ้าไม่กินนะ เวลาไปไซต์ไม่มีอะไรกินแน่ จริงๆ ผมถือว่ากินยากแล้วนะครับเวลาไปไซต์ คนอื่นกินง่ายกว่าผมเยอะ
พูดถึงเรื่องการปรับตัวง่าย จำได้ไหมครับว่า ผมกับไนท์ไปทำงานต่างประเทศด้วยกัน ด้วยสาเหตุง่ายๆ ว่า ทุกคนลงความเห็นว่า สองคนนี้เอาตัวรอดเก่ง และปรับตัวง่ายจังหวะที่เราไปทำงาน เป็นช่วงที่มีงาน Osaka Expo ครับ เอาจริงๆ ผมก็ไม่รู้ว่ามันมีอะไร แต่เห็นมันดังมาก โฆษณาเยอะมาก ดูเป็นงานใหญ่ระดับประเทศ ผมกับไนท์เลยคิดว่า เอาวะ...ไหนๆ ก็อยู่ที่นี่พอดีและมีวันว่าง เลยปุ๊บปั๊บทัวร์ ซื้อบัตรที่ Family mart แล้ววันรุ่งเข้าก็ไปร่วมงาน Expo
เช้าวันนั้น ด้วยความไม่มีอะไรทำ เลยแวะไปปราสาทโอซาก้า บัตรก็ซื้อผ่าน Klook ทำให้ได้ Fast track ไม่ต้องต่อแถวซื้อบัตร สะดวกมาก ซึ่งทั้งผมทั้งไนท์เคยมากันแล้ว แค่คราวนี้มันดีกว่าเดิมตรงที่ เราเป็น 2 คนที่ชอบเรื่องซามูไร โอ้โห ดูพิพิธภัณฑ์กันไปคุยกันไปสนุกเลยครับ
"เราควรซื้อร่มป่าววะ" ผมถาม ขณะที่ยืนมองแดดอยู่ที่ชั้นบนสุดของปราสาท"เราว่าไม่ขนาดนั้น เดี๋ยวไปถึงก็เข้าไปในฮอลล์แล้ว ไม่น่าร้อน"ผมพยักหน้ารับ แล้วชวนมันเดินลงเตรียมไป Expo
พอไปถึง ความประทับใจแรกเลยครับ.......ร้อนชิบหาย......นอกจากท้องฟ้าที่มีมีเมฆซักก้อนแล้ว แดดแม่งโหดร้ายมากคนญี่ปุ่นทุกคนดูเตรียมพร้อม ด้วยร่ม พัดลม และเก้าอี้พกพา ส่วนเรา 2 คน ไม่มีอะไรเลยครับ นอกจากครีมกันแดดที่ทามาเมื่อเช้า


ผมใส่ฮู้ดดี้พร้อมหมวก กับแว่นกันแดด ที่ตั้งใจเอาไว้กันแดด ส่วนไนท์คือ เสื้อยืดแขนสั้น ล้วน ๆ เลยครับ ไม่มีอะไรเลย แถมลางไม่ดีตั้งแต่ทางเข้าเลยครับ เพราะคนรอเข้างานกันน่าจะหลายร้อยคน หรือเกือบพันคน ราวกับงานคอนเสิร์ทในงานก็มีอะไรให้เดินเล่นอยู่ครับอย่างน้อย ๆ ก็กันดัม ขวัญใจเด็กผู้ชาย ที่โพสท่าโคตรจะเท่เรียกว่าได้ความรู้สึกญี่ปุ่นมาก ๆ ครับ ส่วนเรื่องอื่น ๆ สำหรับผมกับไนท์ บอกสั้นๆ แค่ว่า"ครั้งเดียวพอ"Once in Lifetime พอแล้วครับ ไม่ต้องมีครั้งที่ 2 ก็ได้ อาจจะด้วยการจัดการ ด้วยระบบที่เข้าถึงยาก ขนาดคนที่ถนัดเรื่อง booking online อย่างผมกับไนท์ยังรำคาญ คนก็เยอะมาก มากเกินไปเยอะเลยครับ ดีตรงที่สถานที่สะอาด เจ้าหน้าที่ดูแลช่วยเหลือดี แต่อย่างที่บอกครับ.....ถ้าไม่ใช่นั่งๆ นอนๆ ว่างๆ อยู่โอซาก้าอยู่แล้ว ไม่ต้องมาครับ ไม่ต้องพยายามบินมา เหอะๆ



วันนั้นผมกับไนท์เดินกันไปราวๆ 20,000 ก้าวได้ ตกเย็นก็กินข้าวใกล้ๆ ที่พักแแล้วซื้อมาร์คไปนอนมาร์คแก้หน้าไหม้แดดที่ห้อง 55555 วันรุ่งขึ้นค่อยไปหาอะไรดีๆ กิน พร้อมกับเดินเที่ยวหาแสงสีวันนั้นเจอเรื่องงงๆ ครับ คือที่สะพานพี่กุลิโกะ มีตำรวจน่าจะเป็นร้อยนายมายืนกั้นแล้วประกาศว่าให้เดินเข้าไปด้านในๆ ไอ่เรานักท่องเที่ยวอยากจะถ่ายรูปก็ไม่ได้ครับ ต้องเดินไหล่ตามไปเรื่อยๆ พอถึงกลางสะพาน ก็เห็นมีคนกลุ่มนึง ถือธงโบกบนสะพาน แต่พวกผมฟังกันไม่ออกว่าเค้าพูดว่าอะไร คนรอบข้างก็แค่ถ่ายรูป ยิ้มๆ กัน ไม่ได้มีท่าทีว่า คนตรงนั้นจะมาประท้วงหรืออะไร ผมกับไนท์เลยคาดว่าไม่มีอะไร แค่อยากรู้ 55555 เลยถามคนแถวนั้นว่า "เค้ามีอะไรกันหรอ"คนญี่ปุ่นตรงนั้นเลยบอกว่า"เป็นการฉลองชัยชณะของ Hanshin Tiger เบสบอลทีม"ส่วนประโยคหลังฟังไม่ออก 55555 จับคำได้แค่ สะพาน กระโดด ตรงนี้ เหมือนว่าคนจะโดนสะพาน แต่ด้วยความฟังไม่ออก ก็คิดว่าเดาผิด
วันรุ่งขึ้น ทำงาน เลยเล่าให้ลูกค้าฟังว่าเมื่อคืนพวกไอเจออะไรแบบนี้มันคือฉลองอะไรกันนะ ตำรวจเยอะเลยลูกค้าเลยบอกว่า เป็นทำเนียมของแฟนทีม Hanshin Tiger ที่เข้าจะฉลองแชมป์กันด้วยการกระโดดสะพานEbisubashi ซึ่งปีนี้ทีมคว้าแชมป์ได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์คือคะแนนทิ้งห่างชาวบ้านแบบไม่ต้องแข่งต่อก็แชมป์แล้วงี้ หุย ประสบการณ์ใหม่เลยครับ ตื่นเต้นดี
หลังจากทำงานที่โอซาก้าเสร็จ ก็มีคิวเข้าไปประชุมที่โตเกียว ผมก็นั่งชินกันเซนเข้าโตเกียวกัน เสร็จงานก็มีวันว่างอีกแล้ว ทีนี่ก็ช้อปปิ้งกันละครับ ตอนไปซื้อชุดทำงาน ซื้อสูท เสื้อผ้ากันหนาวกัน ผมรูดบัตรแล้วผมว่า....เรทเงินเยนตอนนี้มันแค่ 0.21 เท่านั้นนี่ขนาดรูดบัตรนะครับ ผมรีบสะกิดบอกไนท์ว่า งานนี้ต้องซื้อแล้วว่ะ ของทุกอย่างถูกลงมาก แล้วผู้ชาย 2 คนเจอกันจะทำอะไรละครับเดินไป On Flagship store เพราะซื้อที่นี่ถูกกว่าที่ไทยกว่า 2000บาท ไปถึงก็เจอ คิวรอ 70 นาที ที่หน้าช้อป มองหน้ากันแล้ว ช่างแม่ง เรามีเวลา รอได้ สแกน QR เอาคิวไว้แล้วไปเดินซื้อแว่นกันแดด กระเป๋ากันใน Harajuku ถึงเวลาก็กลับมาที่ช้อป On
เอาจริงๆ ไหมครับ ผมน่ะ....ไม่เคยมี On มาก่อน เพราะไม่อินกับหน้าตามันส่วนไนท์ มันมีอยู่คู่นึงอยู่แล้ว และโฆษณากับผมว่า"ใส่ดีมาก เดินเท่าไหร่ก็ไม่เมื่อย"แต่พอรอไป 70 นาที ผมเลยเริ่มอิน 55555555ไม่หรอกครับ คือมันรู้สึกว่า "กูรอนานขนาดนี้ กูน่าจะต้องได้ซักคู่แล้วป่าววะ"ก็จัดไปครับ 2 คู่ ผมกับแฟนคนละคู่ ไนท์ก็ซื้อของตัวเอง 1 ของแฟน 1 เหมือนกัน ซึ่งตอนลองผมไม่ได้คิดอะไรมากครับ เพราะคิดว่ายังไงมันก็ต้องดีแน่ๆ เพราะคนรอบข้าง ใครๆ ก็บอกว่า On มันใส่ดีมาก แล้วก็ โห....หิ้วมันกลับไทย

ไม่เคยต้องหิ้วร้องเท้า 2 คู่กลับไทยเลยครับ 55555 ส่วนใหญ่ใส่กลับเลย ส่วนรองเท้าเก่ายัดใส่กระเป๋ากลับมา งานนี้เลยต้องพึ่งกระเป๋าลับที่เตรียมมาเผื่อเกิดเหตุบานปลายแล้วก็มีเหตุจริงๆ ด้วยนะครับ แหม่.....
กลับมาไทย ผมก็ใส่ไปเดินห้างเลยครับ แต่โอ้โห รองเท้าที่ชาวบ้านบอกว่าดีนักดีหนา สำหรับผม ไม่ได้ตั้งแต่ 20 นาทีแรกที่ใส่เดินเลยครับ เดินไม่ถนัดมาก ๆ รู้สึกทรงตัวยาก ทำให้ปวดน่อง ปวดหน้าขา แล้ววันนั้นแฟนเดินห้างไปเกือบ 3 ชั่วโมง โห! ผมนี่จะตายให้ได้จนต้องบอกแฟนว่า ถ้าเทอยังจะเดินอีก เราขอซื้อรองเท้าใหม่ตอนนี้เลย ด้วยความที่ผมรองเท้าเต็มตู้ ลามมาที่กล่องพลาสติกอีก แฟนเลยจบที่กลับบ้านก็ได้ 55555 ส่วนผมนี่คือ ถอดรองเท้าขับรถครับ ไม่ไหวจริงๆ ....ตะคริวแทบกินขารองเท้าที่ดีของคนอื่น อาจไม่ใช่รองเท้าที่ดีของเราอย่าซื้อเพราะรีวิว อย่าซื้อเพราะกระแสแต่ขอให้ใช้ตัวเองเป็นหลัก แล้วไม่ต้องสนใจคนรอบข้างครับ ว่ามันจะบอกว่าดีจะตายแค่ไหนก็ตาม เอาตรีนตัวเองเป็นหลักนี่ขนาดผมเป็นคนเท้าไซส์ปกติ แต่การเดินอาจจะไม่เหมาะกับ On......
| Create Date : 28 ตุลาคม 2568 |
| Last Update : 28 ตุลาคม 2568 17:40:37 น. |
|
16 comments
|
| Counter : 426 Pageviews. |
 |
|
|
| ผู้โหวตบล็อกนี้... |
| คุณหอมกร, คุณmultiple, คุณtoor36, คุณสองแผ่นดิน, คุณhaiku, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณกะว่าก๋า, คุณnonnoiGiwGiw, คุณtanjira, คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณThe Kop Civil, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณกะริโตะคุง, คุณnewyorknurse, คุณชีริว |
โดย: หอมกร วันที่: 28 ตุลาคม 2568 เวลา:19:01:22 น. |
|
|
|
โดย: multiple วันที่: 28 ตุลาคม 2568 เวลา:19:45:28 น. |
|
|
|
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 28 ตุลาคม 2568 เวลา:22:03:56 น. |
|
|
|
โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 28 ตุลาคม 2568 เวลา:22:33:07 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 29 ตุลาคม 2568 เวลา:12:56:31 น. |
|
|
|
โดย: multiple วันที่: 29 ตุลาคม 2568 เวลา:20:30:56 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 30 ตุลาคม 2568 เวลา:4:52:27 น. |
|
|
|
โดย: tanjira วันที่: 30 ตุลาคม 2568 เวลา:8:49:49 น. |
|
|
|
โดย: หอมกร วันที่: 4 พฤศจิกายน 2568 เวลา:7:18:28 น. |
|
|
|
|
|
 |
|
|
BlogGang Popular Award#21
|
|
|
รองเท้ายี่ห้อดังที่เล่านี่ยังไม่เคยลองปริ้น