สิงหาคม 2556

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
11 สิงหาคม 2556
Getting Start...step 2: ที่พัก
สิ่งสำคัญในการขอวีซ่าไปเที่ยวยุโรป นอกเหนือไปจากเอกสารเกี่ยวกับตัวเองทั้งหลายทั้งปวงแล้ว
อีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องมีก็คือ ที่พัก ซึ่งจะต้องมีหลักฐานการจองที่พักตลอดทั้งทริป 
ยื่นคู่กับไปโปรแกรมที่เราจะเดินทาง ก็จะทำให้เรามีหลักฐานหนักแน่่นขึ้นไปอีกว่าเราจะไปเที่ยวจริงๆ 
(ฉะนั้นให้วีซ่าเถอะ) 

เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ชวนขัดใจสำหรับนักเดินทางขาลุยที่นิยมการไปลุ้นเอาข้างหน้าหรืออยากวางแผนแค่หลวมๆ ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาอยู่บ้าง แต่ขอให้เชื่อเถอะว่าถ้ามีหลักฐานการจองที่พักไปทุกคืน ความน่าเชื่อถือก็เพิ่มขึ้นเต็มเปี่ยมแน่นอน

ที่จริงตอนแรกก็แอบคิดอยู่เหมือนกันนะว่า ถ้าเราจะจองไปแค่คืนแรกๆ เพราะแผนการเที่ยวยังไม่ชัดเจนจะเป็นไรอะไรมั้ย เผื่อว่าจะเปลี่ยนแผน เช่น ตั้งใจไว้ว่าจะอยู่เมืองนี้แค่ 2 วันแต่ติดอยู่ต่อ แล้วไม่ไปเมืองอื่นแล้วอะไรแบบนี้ แต่ตอนที่ไปยื่นเอกสาร เจ้าหน้าที่เปิดเอกสารจองที่พักเทียบกับโปรแกรมที่ให้ไปด้วยแบบวันต่อวันเลยจ้า - -"

อันที่จริง การจองที่พักก็เป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะทริปนี้ เป็นการเดินทางไกลคนเดียวครั้งแรก
มีที่พักเป็นหลักแหล่งแน่นอนก็ตัดปัญหาไปได้เยอะ อีกอย่าง แค่นึกภาพเดินแบกเป้ใบโตเดินหาที่พักก็หมดแรงแล้ว อย่ากระนั้นเลย เรามาหาที่พักกันดีกว่า 

ไหนๆ ก็ไหนๆ ก็จะขอเล่าถึงที่พักต่างๆ ที่ไปพักทั้งหมดมาไว้ตรงนี้เลยละกัน

คืนแรก:  Piraeus
ไฟลท์ของเราไปถึงเอเธนส์ประมาณหกโมงเย็นกว่าๆ ของวันแรงงาน (1 พ.ค. 56) และเรามีแผนจะลงเรือไปซานโตรินีเลยตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ประกอบกับอยากหลีกเลี่ยงการเข้าเมือง เพราะได้ยินว่าวันแรงงานที่กรีซอะไรๆ ก็หยุด รวมทั้งรถไฟใต้ดินด้วย เพื่อความปลอดภัยเราเลยมุ่งหน้าไปพักที่ Piraeus ที่เป็นท่าเรือสำหรับลงเฟอร์รีไปเกาะทั้งหลายของกรีซซะเลย 

จากสนามบินเอเธนส์มีรถแอร์พอร์ตบัสไป Piraeus ได้แบบต่อเดียวถึง ออกมาขึ้นรถได้ที่หน้าอาคารสนามบินเลย หาไม่ยาก มีหลายเส้นทาง เราจะไปท่าเรือก็ขึ้นสาย X96 อ้อ...ก่อนขึ้นต้องไปซื้อตั๋วที่เคาเตอร์ข้างล่างก่อนนะ

เราจองที่พักไว้ที่โรงแรม Phidias อ่านเจอจากรีวิวไหนซักแห่ง หน้าตาโอเค ราคาใช้ได้คือคืนละ 30 ยูโร (ห้องเตียงเดี่ยว) อาหารเช้าก็มีแต่คิดเงินเพิ่มต่างหาก (รู้สึกจะ 5 ยูโร)​ ที่สำคัญคือเค้าบอกว่ามีบริการรถไปรับจากป้ายรถเมล์แอร์พอร์ตบัสหรือสถานีรถไฟใต้ดินและไปส่งที่ท่าเรือฟรี อันนี้แหละเลิศมาก เพราะจะได้ตัดปัญหาเดินแบกเป้หาโรงแรมได้ แถมตอนเช้าวันรุ่งขึ้นก็จะได้ไม่ต้องรีบตื่นแต่เช้าไปตามหาเรืออีกด้วย ตอนหาข้อมูลก็ได้ข่าวว่าท่าเรือ Piraeus ใหญ่โตกว้างขวางมาก ถ้าเดินผิดทางกว่าจะเดินกลับนี่มีเหนื่อยแน่นอน แถมเรือก็ออกแต่เช้าตรู่อีกด้วย 

นัดแนะกับโรงแรมเรียบร้อย โรงแรมบอกว่าจะต้องลงรถที่ป้ายนึง (ไม่ใช่ป้ายปลายทางที่ท่าเรือ)​ แล้วให้โทรไปที่โรงแรม เค้าจะส่งคนมารับ ก็โอเค ดูเข้าใจง่ายดี แต่ระหว่างทางบนแอร์พอร์ตบัสเพื่อความชัวร์ก็ลองถามคุณลุงที่นั่งข้างๆ อีกทีว่าป้ายที่ต้องลงมันคือป้ายไหน ปรากฏว่าคุณลุงก็ไม่รู้ แต่กุลีกุจอช่วยถามคนอื่นเสียงดังโขมงโฉงเฉงไปหมด รวมทั้งเดินไปบอกคนขับรถ จนทุกคนบนรถคงรู้กันหมดแล้วว่ายัยตัวเล็กผมดำนี่จะไปลงป้ายไหน คุณลุงลงก่อนก็ยังไม่วายฝากฝังเราไว้กับอีกคนที่ใจดีขนาดว่าพอรู้ว่าเราลงป้ายนี้เพราะจะไปพักโรงแรมที่อยู่แถวนั้น ก็อาสาว่าจะไปส่งเพราะอยู่แถวนั้นพอดี แต่เราก็ไม่ได้ไปกะแกหรอกนะ แต่ก็รู้สึกประทับใจคนกรีกขึ้นมาตั้งแต่วันแรกเลยทีเดียว 

พอมาถึงป้ายที่เราต้องลง ทั้งคนขับและคนแถวนั้นก็ส่งสัญญาณบอกให้เราเตรียมตัว เป็นอันว่าลงอย่างมั่นใจสุดๆ เลยทีเดียว แต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน เพราะพอโทรหาโรงแรมเค้าดันบอกว่าไม่ได้มี record ไว้ว่าต้องมารับเรา ก็เลยไม่มีคนมารับจ้า โรงแรมบอกว่าให้ขึ้นแท้กซี่มา แป้บเดียวก็ถึง หรือจริงๆ มันอยู่ในระยะเดินได้ แต่ทางมันอธิบายลำบาก แต่ด้วยความงก (กลัวราคาแท้กซี่ยุโรปมาแต่ไหนแต่ไร) กับคิดว่ามันไม่น่ายากหรอกมั้งก็เลยตัดสินใจเดิน

ก็ต้องเริ่มจากถามทางค่ะ ด้วยความที่เข้าใจว่าจะมีคนมารับ ก็เลยไม่ได้เตรียมตัวมากเท่าไหร่ แผนที่โรงแรมที่มีก็ไม่ค่อยละเอียด กับไม่รู้ด้วยว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหนของ Piraeus เรียกได้ว่าไม่รู้ทิศรู้ทางอะไรเลย หลังจากถามคนที่เดินผ่านไปมาแถวน้ันพักนึง ในที่สุดก็มีผู้รู้จริง บอกทางอย่างละเอียดยิบพร้อมจุดสังเกตเป็นร้านแบรนด์ต่างๆ อย่างเป๊ะ ทำให้เราเดินได้อย่างมั่นใจมากขึ้น (แต่ก็ไกลกว่าที่คิด เดินไปซักพักก็เร่ิมใจแป้วว่าทำไมไม่ถึงซักที) พอถึงร้านตามที่เค้าบอกมาทีก็มั่นใจขึ้นมาที และในที่สุดก็เดินแบกเป้ไปจนถึงโรงแรมจนได้ มันแอบซ่อนอยู่ในถนนเล็กๆ ที่แทบจะไม่ทันสังเกตุแถมแถวนั้นก็มีแต่ซอกซอยเยอะแยะเต็มไปหมด เข้าใจเลยว่าทำไมถึงต้องมีบริการ pick up service (ที่เราไม่ได้ใช้ เชอะ!)

โรงแรม Piraeus เป็นโรงแรมเล็กๆ แต่หน้าตาโอเคเหมือนที่เห็นในรีวิว ห้องสะอาด และมีอุปกรณ์่ต่างๆ ครบถ้วน ในละแวกใกล้ๆ มีซูเปอร์มาเก็ตให้ไปซื้อเสบียงตุนไว้สำหรับการนั่งเรือหลายชั่วโมงพรุ่งนี้ มีร้านอาหาร ถัดไปไม่ไกลถึงกับมีคาร์ฟูร์เลยทีเดียว แต่เสียดายที่เราไปถึงเย็นคาร์ฟูร์ปิดซะแล้ว เลยไม่ได้ไปสำรวจข้าวของในนั้น แต่โรงแรมนี้อยู่ใกล้กับอ่าวเล็กๆ ที่เป็นที่จอดเรือยอร์ชส่วนตัวของเหล่าบรรดาเศรษฐีทั้งหลายทำให้บรรยากาศยามค่ำสวยไปอีกแบบ

นอกจากนี้ อีกอย่างที่ดีมากๆ คือโรงแรมนี้เค้ามี connection กับบริษัททัวร์ที่ขายตั๋วเรือด้วย ถ้าเราซื้อตั๋วเรือกับบริษัทนี้ เค้าก็จะเอาตั๋วมาให้ไว้ที่โรงแรมเลย ไม่ต้องไปออกตั๋วก่อนขึ้นเรือที่ท่าเรืออีก (ถ้าจองตั๋วจากอินเตอร์เน็ตต้องเอาใบจองไปแลกตั๋วจริงก่อนที่ท่าเรือค่ะ)​ และด้วยความที่ช่วงที่เราไปตรงกับช่วงเทศกาลอีสเตอร์ของกรีซพอดี การจองตั๋วไปก่อนเลยเป็นอะไรที่จำเป็นมาก (ไว้จะมาเล่าเรื่องตั๋วเรือให้ฟังทีหลัง) เรียกว่าโรงแรมนี้ทุกอย่างดีหมดถ้าไม่ติดตรงที่ลืมไปรับเราก็จะให้คะแนนเต็มอยู่หรอก :)

Phidias Hotel, Piraeus photo 2013-05-01.jpg


คืนที่ 2-3: Firostefani
Firostefani เป็นชื่อหมู่บ้านเล็กๆ บนเกาะซานโตรินี อยู่ติดๆ กับ Fira ที่เป็นเมืองหลวงจนแทบไม่รู้ว่าไม่ใช่เมืองเดียวกัน เราเลือกมาพักที่นี่เพราะแอบมีเป้าหมายเล็กๆ ว่าจะเดินเล่นบนเส้นทาง trekking จาก Oia ที่อยู่ปลายสุดของเกาะกลับมาที่พัก ระยะทางเกือบ 10 กิโล (ถึง Fira) คาดว่าคงจะใช้เวลาเกินครึ่งวันแน่ๆ ก็เลยจะย่นระยะทางด้วยการมาพักแถบๆ นี้ (จะได้เดินถึงที่พักเร็วหน่อย :P) แต่ยังอยู่ใกล้ Fira ในระยะเดินถึง เวลาจะไปเที่ยวส่วนอื่นๆ ของเกาะจะได้มาขึ้นรถเมล์ได้ง่ายหน่อย อีกอย่าง ชอบบรรยากาศหมู่บ้านเล็กๆ แบบนี้มากกว่าด้วย

เจอโรงแรมน่ารักชื่อ Afrodete Hotel เป็นโรงแรมเล็กๆ ราคาคุยกันได้ (คืนละ 33 ยูโร) แถมตอนจะจองก็เหลือบไปเห็นคำว่าห้องนี้มี Ocean view ด้วย รีบจองไปทันใด หารู้ไม่ว่า ไอ้วิวที่อยากเห็นนักหนาของซานโตรินี ที่เป็นหน้าผาแล้วมีบ้านหน้าตาน่ารักเรียงรายนั่นเค้าเรียกว่า Caldera view ต่างหาก คุณเจ้าของโรงแรมเห็นเราใส่ไปในคอมเมนต์ว่าอยากเห็นวิวแบบนี้ก็รีบอธิบายกลับมาเลยว่าโรงแรมเค้าเป็น Ocean view นะ แต่เดินไปถึงจุดชมวิว Caldera ได้ไม่ไกล

ถึงจะพลาดจากที่ตั้งใจไปหน่อย แต่ Afrodete Hotel ก็เป็นโรงแรมที่น่ารักมากมาย Ocean view หรือทะเลสีน้ำเงินเข้มฝั่งตะวันออกของเกาะก็สวยน่าประทับใจไม่แพ้กัน ที่สำคัญเพราะอยู่ฝั่งตะวันออกก็เลยได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆ ทุกวัน เอาเป็นว่าไม่ผิดหวังกับโรงแรมนี้

ที่นี่ก็มีบริการ pick up service ด้วยเหมือนกัน แต่จะรับจากป้ายรถเมล์ที่ Fira ที่เป็นศูนย์กลางของรถเมล์ทั้งซานโตรินี ตอนแรกก็แอบหวั่นๆ เพราะอ่านจากที่ไหนๆ ก็แนะนำให้นัดรถโรงแรมมารับที่ท่าเรือกันทั้งนั้น แต่พอถึงเวลาจริงๆ การนั่งรถเมล์ที่ซานโตรินีเป็นอะไรที่ง่ายดายมากๆ ลงจากเรือมาปุ๊บก็จะเจอรถเมล์จอดรออยู่ 1 คัน ขึ้นไปได้เลย มีอยู่คันเดียวนี่แหละ :)

พอนั่งรถไปถึงป้ายที่ Fira ทุกคนก็ลงเพราะเป็นสุดสาย เราก็โทรหาโรงแรมให้มารับ คุณน้าเจ้าของโรงแรมก็บึ่งรถมารับเองเลยทันทีที่วางหู ระหว่างทางก็อธิบายการเดินทางจากโรงแรมกลับมา Fira ซึ่งก็ไม่ได้ลำบากยากเย็นอะไรเลย สรุปว่าน่ารักทั้งโรงแรมและเจ้าของ

Afrodete Hotel, Firostefani photo 20130609-145701.jpg

คืนที่ 4-5: Oia
มาซานโตรินีทั้งที่ก็ต้องไปนอนที่เมืองที่โด่งดังที่สุดของเกาะ เมืองที่มีวิวที่โด่งดังไปทั่วโลก และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก หลังจากพลาดที่พักพร้อม Caldera view ไปแล้วครั้งนึง คราวนี้เราเช็คให้ชัวร์ว่าที่พักที่ Oia ของเราจะต้องอยู่ริมหน้าผา ได้นั่งดูนอนดูวิวอยากจุใจ ในที่สุดก็เลือกได้ที่ VIP Suite จากรูปดูดีมาก วิวสวยสุดๆ เช็คแผนที่แล้วก็ชัวร์ว่าอยู่ฝั่ง Caldera แน่นอน ราคาพอรับได้ (คืนละ 49 ยูโร แพงสุดในทริป แต่เรามาเพื่อสิ่งนี้ก็ตัดใจโอเค)

ที่พักที่ Oia ออกจะเขี้ยวอยู่ซักหน่อย มีบริการ pick up service แต่คิดเงินเพิ่ม 10 ยูโร (นี่ขนาดเป็นแบบแชร์กับคนอื่นด้วยนะ) แต่เราตั้งใจว่าจะนั่งรถเมล์ไป เพราะอยู่ซานโตรินีมา 2 คืนแล้ว พอจะไปไหนมาไหนเองได้ แถมยังมีการทดลองนั่งรถไป Oia เซอร์เวย์หนทางก่อนแล้ว 1 รอบ (ตอนที่ไปเริ่ม trekking กลับไปบ้านพักที่ Firostefani)

ตอนที่จองเค้าบอกว่าที่เช็คอินจะอยู่ที่บริษัททัวร์ที่อยู่ตรงป้ายรถเมล์เลย มาถึงต้องไปหาเค้าก่อน เพราะเราจะไม่สามารถหาห้องพักของเราเจอได้ด้วยตัวเองแน่นอน เพราะ Oia เป็นหมู่บ้านที่แต่ละบ้านจะไม่มีเลขที่บ้าน และที่พักก็จะแทรกอยู่ตามซอกเล็ก ซอยน้อย ตอนที่ไปเดินเล่นที่ Oia แบบคร่าวๆ รอบนึงก่อนก็ลองมองๆ หาก็ไม่เจอจริงๆ นั่นแหละ เชื่อแล้วจริงๆ

พอถึงเวลาเช็คเอาต์จาก Afrodete Hotel เราก็หอบหิ้วกระเป๋ามานั่งรอรถเมล์ที่ป้าย (รถเมล์ที่จะไป Oia จะต้องผ่าน Firostefani อยู่แล้ว)​ พอมาถึงป้ายรถเมล์ที่ Oia ก็พุ่งไปที่บริษัททัวร์ที่มาเซอร์เวย์ไว้ตั้งแต่วันก่อน เช็คอินเสร็จเรียบร้อย ก็มีคนมาพาเราไปที่ห้อง

ปรากฏว่าทางไปห้องพักก็เป็นทางที่เราเดินผ่านไปแล้ววันก่อนนั่นแหละ แต่มันไม่มีป้ายอะไรบอกเลย ปรากฏว่า VIP Suite ที่เราจองมาเป็นแบบว่าเป็นห้องพักกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ในเมือง Oia หน้าตาไม่ค่อยเหมือนกับรูปในเว็บตอนจองเท่าไหร่ แต่โลเคชั่นก็คร่าวๆ ตามแผนที่ที่เห็นตั้งแต่ตอนจองนั่นแหละ ริมหน้าผาฝั่ง Caldera เลยก็ยังถือว่าไม่ผืดความคาดหวังนัก

ที่ดีมากก็คือ คนที่พาเราไปห้องช่วยเราแบกเป้ด้วย มาซาบซึ้งมากตอนที่เดินลงบันไดไปห้องนี่แหละ เพราะถนนหลักของ Oia อยู่ด้านบนหน้าผา แต่ห้องเราอยู่ริมหน้าผาแบบที่ต้องเดินลัดเลาะบันไดหินปุ่มป่ำลงมาหลายสิบขั้น ขนาดไม่มีเป้หนักๆ อยู่บนหลังยังขาสั่น นึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าถ้าต้องแบกเป้เดินลงเดินขึ้นบันไดนี่จะเป็นยังไง (วันรุ่งขึ้นเลยเดินไปแจ้งเวลาเช็คเอาต์และขอคนช่วยแบกเป้กลับขึ้นหน้าผาไว้ด้วยเลย)​ เป็นห้องที่อยากใช้เวลาอยู่ตรงนั้นทั้งวัน หรือถ้าออกมาแล้วก็ไม่ต้องกลับไปอีกทั้งวัน :P ไม่รู้ว่าเพราะสภาพขาตอนนั้นเพิ่งผ่านพ้นการเดินทนระยะ 10 กิโลมาได้หมาดๆ ก็เลยไม่ค่อยสู้ทนเท่าไหร่รึเปล่า แต่มันเป็นเรื่องหนักใจจริงๆ เวลาจะออกจากห้องนี้

แต่วิวที่นี่ก็เรียกได้ว่าคุ้มเกินคุ้ม เรียกว่าคุ้มแล้วที่ได้มาซานโตรินี ข้อเสียนิดเดียวก็คือว่าจะไม่สามารถชมพระอาทิตย์จากห้องได้ เพราะมันอยู่ตรงด้านที่เว้าเข้ามาทำให้จะมองไม่เห็นพระอาทิตย์ตก มุมที่ดีที่สุดในการชมพระอาทิตย์ตกก็คือ ตรงปราสาทเก่าที่เป็นมุมสุดฮิตนั่นแหละ แต่ก็ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นที่พักที่เรามีความสุขกับมันอีกแห่งเลยทีเดียว

 photo 2013-05-04.jpg

คืนที่ 6-7: Mykonos city
หลังจากที่อยู่ซานโตรินีมา 4 คืน เราก็ย้ายไปเที่ยวเกาะที่โด่งดังไม่แพ้กันบ้าง นั่นคือมิโคนอส
มิโคนอสโด่งดังเรื่องการเป็นเกาะแห่งความสนุกสนาน มีสีสันและมีชีวิตชีวา เป็นเกาะสำหรับปาร์ตี้ และที่สำคัญเป็นแดนสวรรค์สำหรับบรรดาชายรักชายทัั้งหลายด้วย อีกเรื่องที่โด่งดังก็คือเป็นเกาะที่มี Nude beach อยู่หลายหาด ตอนไปก็แอบลังเลว่าจะไปเที่ยวแถวนั้นดีรึเปล่า เพราะดูจะเป็นเกาะที่ไม่ค่อยใช่แนวเราเท่าไหร่ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ มันก็ยังมีมุมสวยๆ อีกหลายมุมที่อยากไปเห็นกับตาซักครั้ง

เราอยู่ที่มิโคนอสแค่ 2 คืน ก็พยายามหาที่พักที่อยู่ใกล้เมืองที่สุดในราคาที่ยอมรับได้ มาได้ที่พักที่เป็นประมาณ Pension ชื่อว่า Loukas Pension (ราคาคืนละ 35 ยูโร) เขียนไว้ว่าอยู่ตรง Mykonos city ก็เลยจองไปอย่างไม่คิดอะไรมาก จะว่าไปเราหาข้อมูบเที่ยวมิโคนอสน้อยกว่าซานโตรินีมากๆ อาจจะเพราะไม่ได้เป็นจุดหมายหลัก ก็เลยทำให้ไม่ค่อยมาลงรายละเอียดมากเท่าไหร่ ซึ่งกลายเป็นความผิดพลาดที่สุดในทริป

Loukas Pension ของเราอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองนักก็จริง แต่อยู่ริมด้านที่ไกลจากท่าเรือที่สุด หลุดขอบตัวเมืองออกไปนิดนึงในซอกซอยเล็กๆ ที่ดูไม่เหมือนว่าจะมีที่พักเอาซะเลย แถมยังอยู่บนเนินสูงชันเกิน 45 องศาแน่ๆ คราวนี้ไม่มี free pick up service ซะด้วย แต่ด้วยความมั่นใจว่าจะสามารถไปที่พักเองได้ (ไม่รู้ไปเอาความมั่นใจนั้นมาจากไหน) ก็เลยไม่ใช้บริการของที่พัก

แต่อะไรๆ ก็ไม่เป็นไปอย่างที่คิด เรานั่งเรือไปจากซานโตรินีเป็นเรือไฮโดรฟอยด์ ลำไม่ใหญ่มากมีขาเหมือนตั๊กแตนน้ำ ทำให้สามารถเข้าไปจอดที่ท่าเรือเก่าที่อยู่ใกล้กับตัวเมืองได้เลย จากที่คิดว่าจะต้องนั่งรถเมล์เข้าเมืองก็กลายเป็นว่าต้องเดินไป (เพราะไม่มีรถเมล์วิ่ง)​ ยิ่งไปกว่านั้นตัวเมืองมิโคนอสทาวน์ก็เป็นซอกซอนเล็กๆ น้อยยิบย่อยเหมือนเขาวงกต ทำให้พอไปถามทางใคร ก็มีแต่คนส่ายหน้าอธิบายทางให้ไม่ถูก จนสุดท้ายไปเจอคุณลุงเจ้าของร้านที่พยายามอธิบายจนได้ แต่ก็ได้แบบภาพรวมว่าไปทางทิศนี้เรื่อยๆ จนถึงถนนใหญ่แล้วก็ข้ามถนนไป เลี้ยวขวาเข้าซอยอะไรแบบนี้ กว่าจะหลุดออกจากมาเขาวงกตมาจนถึงถนนใหญ่ได้เล่นเอาใจแป้วไปเหมือนกัน

มาถึงถนนใหญ่แล้วก็ยังไม่ถึงเวลาดีใจ ก็ต้องถามทางต่ออีกว่าต้องไปเลี้ยวซอยไหน คุณป้าที่เดินอยู่แถวนั้นก็ช่วยบอกทางให้ต่อ แต่มันก็ยังไม่ค่อยชัดจนในที่สุดก็เลี้ยวไปผิดซอยจนได้ ปีนเนินขึ้นไปพักใหญ่แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมีที่พัก ก็ต้องถามทางอีกรอบ คราวนี้พ่อหนุ่มที่เจอก็ไม่รู้จักเหมือนกัน ชักใจคอไม่ค่อยดีเพราะมันควรจะถึงได้แล้ว แต่พ่อหนุ่มก็ใจดีขนาดช่วยโทรศัพท์ไปถามให้เลยทีเดียว คุยกันอยู่พักใหญ่ในที่สุดก็ได้รู้ว่ามาผิดซอย โอย...ความหนักของกระเป๋าและระยะทางทั้งหมดที่เดินมาตั้งแต่ท่าเรือมันทำให้เราแทบจะพูดไม่ออก

ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าเราทำหน้ายังไงหรอกนะ แต่พ่อหนุ่มผู้ใจดีคนนั้นเลยหันมาบอกว่าเดี๋ยวจะไปส่งดีกว่า เพราะเราคงเดินไปไม่ไหว ว่าแล้วฮีก็พาเดินไปเอารถมอเตอร์ไซค์ออกมา ทีนี้เลยได้แว๊นไปกัน ปรากฏว่าต้องย้อนลงเนินกลับลงมาทางเดิม แล้วเดินต่อไปอีกซอยนึง เพื่อไปขึ้นเนินเหมือนเมื่อกี้เป๊ะ แต่คราวนี้ขึ้นไปไกลกว่าซอยที่แล้วซะอีก เข้าไปเรื่อยๆ ก็ไม่ถึงซะที จนเกือบจะกลับรถอยู่แล้ว ถ้าไม่เห็นป้ายซะก่อน

เรียกว่าเป็นการเลือกที่พักที่พลาดที่สุดของทริปนี้เลยทีเดียว แต่ถ้าไม่ติดที่ต้องเดินขึ้นเนินสุดชันแล้ว Loukas Pension ก็ค่อนข้างโอเคนะ เป็นบ้านที่เป็นกิจการในครอบครัว ข้างล่างเป็นบ้านข้างบนทำเป็นที่พัก ในบ้านก็มีคุณย่า คุณพ่อ คุณแม่และเด็กๆ อยู่กันพร้อมหน้า ได้อารมณ์เหมือนไปอยู่บ้านคนมากกว่าโรงแรม แต่ถ้าถามว่าถ้าไปคราวหน้าจะไปพักที่นี่อีกมั้ย ก็ขอผ่านไปละกันนะ แล้วพอกลับมาลองเช็คๆ ดูก็มาเจอโรงแรมในเมืองที่ราคาพอๆ กันอีกตั้งหลายแห่ง มันน่าแค้นใจจริงๆ

 photo 2013-05-07.jpg

คืนที่ 8-10: Athens
ที่เอเธนส์เราไม่ได้พักตามโรงแรมหรือโฮสเทล แต่ใช้บริการ Couchsurfing
ซึ่งที่เราเองก็เป็นโฮสต์รับนักท่องเที่ยวมาพักที่บ้านอยู่แล้วด้วย หลังจากที่เป็นโฮสต์มาพักใหญ่ ก็อยากจะลองไปขอพักที่บ้านคนอื่นดูบ้าง มากรีซก็ตั้งใจว่าจะลอง request ดู

ตอนแรกตั้งใจว่าจะเที่ยวเอเธนส์ก่อนแล้วค่อยไปเที่ยวเกาะ แต่เพราะว่าช่วงที่ไปเป็นช่วงอีสเตอร์ของคนกรีก ซึ่งก็เหมือนกับสงกรานต์บ้านเราคือจะเป็นช่วงวันหยุดยาวที่ชาวกรีกที่เข้ามาาทำงานในเอเธนส์จะกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัด พอเราติดต่อไปถึงมีแต่คนบอกว่าไม่อยู่บ้านกันทั้งนั้น มาเจอคนนึงบอกว่าถ้าสลับไปเที่ยวเกาะก่อนแล้วค่อยมาเอเธนส์ได้ เค้าก็น่าจะกลับมาเอเธนส์ทัน คุยไปคุยมาเห็นข้อดีมากกว่าข้อเสียก็เลยตัดสินใจสลับโปรแกรมเล็กน้อย ก็เลยได้มาอยู่ที่บ้านของโฮสต์คนนี้

โฮสต์ผู้น่ารักของเราชื่อ Elena คุยกันไปคุยกันมาก็พบว่าเรามีอะไรหลายๆ อย่างคล้ายๆ กัน และทำให้รู้สึกประทับใจกับการไปขออยู่ตามบ้านของคนท้องถิ่นมากๆ เข้าใจเลยว่าทำไมฝรั่งหลายคนถึงนิยมมาพักแบบนี้แทนที่จะไปพักตามโฮสเทลเหมือนปกติ เพราะนอกจากจะฟรีแล้ว ยังได้อยู่ในบ้านของคนท้องถิ่นที่อยู่ที่นั่นจริงๆ มันทำให้อินกับที่ที่เราไปมากกว่าปกติไปด้วย (แต่บางคนก็คิดแค่เรื่องอยู่ฟรีอะนะ)

เราได้นอนที่โซฟาในห้องรับแขกที่ปรับเป็นโซฟาเบดได้ ตอนเย็นๆ ก็มานั่งดูทีวีหรืออ่านหนังสือหรือคุยกันแถวๆ นี้ นอกจากที่นอนแล้ว Elena ยังเตรียมอาหารเย็นไว้ให้เราทุกวันอีกด้วย แต่ละมื้อก็ไม่ธรรมดาเลย ปลาบปลื้มสุดๆ เป็นอีกช่วงเวลาที่สนุกมากๆ ของทริปนี้อีกช่วงนึงเหมือนกัน

สำหรับใครที่สนใจว่า Couchsurfing คืออะไร มันเป็นแหล่งรวมของผู้คนที่เป็นนักเดินทาง ที่มีไอเดียเกี่ยวกับการแบ่งปันบ้านหรือห้องหรือพื้นที่เล็กๆ ในห้องที่ยังว่างให้นักเดินทางคนอื่นๆ ได้มาพักฟรีๆ ให้อารมณ์เหมือนไปเที่ยวแล้วไปพักบ้าน หรือมีเพื่อนมาพักที่บ้าน แต่ละคนก็จะมี Profile ของตัวเอง แนะนำตัวไว้สำหรับคนที่เดินทางเข้ามาอ่านหรือคนที่เราขอไปพักด้วยเข้ามาอ่าน เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะไปพักกับคนนี้หรือจะยอมให้คนนี้มาพักที่บ้านได้หรือไม่ และแต่ละคนก็จะมีระบบการให้ reference จากนักเดินทางคนก่อนๆ หรือเจ้าบ้านคนก่อนๆ ที่เอาไว้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมด้วยอีกที ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่มีการคิดค่าใช้จ่าย รวมทั้งไม่มีข้อผูกมัดใดๆ จะเริ่มหรือจะหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ หรือเปลี่ยนใจกระทันหันก็ไม่ได้เป็นการผิดกฎอะไร เพียงแต่คุยกันให้รู้เรื่องทั้ง 2 ฝ่ายเท่านั้นเอง
ใครที่สนใจกิจกรรมนี้ก็อาจจะลองเข้าไปดูที่เว็บไซต์ www.couchsurfing.org  ดูได้นะ

 photo 2013-05-10.jpg

ก็เป็นอันว่าจบเรื่องของที่พักทั้งหมดของทริปนี้ซะที การเลือกที่พักของเราหลักๆ จะดูจากราคาและโลเคชั่นเป็นหลัก (ขนาดดูแล้วนะ ที่มิโคนอสยังพลาด) ตามมาด้วยหน้าตา สารภาพว่าเป็นคนไม่ชอบโรงแรมใหญ่ๆ ที่มีโรงแรมในเครือเยอะแยะ แต่ห้องพักก็หน้าตาเหมือนกันไปหมดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน แต่จะชอบโรงแรมเล็กๆ ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง ประมาณว่าเห็นรูปก็จำได้เลยว่าที่ไหน ประกอบกับไม่ค่อยชอบการสังสรรค์เข้าสังคมซักเท่าไหร่ ก็เลยชอบอยู่ห้องเดี่ยวมากกว่าไปอยู่ห้องรวม ถึงจะราคาแพงกว่าพักตามโฮสเทลประมาณนึงก็เถอะ ก็เลยเป็นที่มาของตัวเลือกเหล่านี้ แปลว่าถ้าไม่คิดอะไรมากมายก็จะสามารถหาที่พักได้ราคาถูกกว่านี้นะ (แต่ก็ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาด้วย ตอนที่ไปเป็นช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ยังไม่เข้าหน้าร้อนดีก็เลยยังไม่เป็นไฮซีซั่น ถ้าไปช่วงหน้าร้อนที่พักของเราคงจะราคาแพงกว่านี้อีกประมาณนึงเลยเหมือนกัน)

ไว้คราวหน้าจะมาเล่าเรื่องการนั่งเรือไปเที่ยวซานโตรินีให้ฟังบ้างแล้วกันนะ :)






Create Date : 11 สิงหาคม 2556
Last Update : 12 สิงหาคม 2556 18:58:13 น.
Counter : 1851 Pageviews.

5 comments
  

สุขสันต์วันเกิด มีความสุขมากๆค่ะお誕生日オメデトウ!





โดย: เดหลีสีแดง วันที่: 2 กันยายน 2556 เวลา:0:09:28 น.
  
สุขสันต์วันเกิดครับ





ให้ชีวิต ๙ กระโดด มั่นคงไปทุก ๙
๙ไป ๙ไป ไม่รู้จบ ๙ผ่านอุปสรรค
๙ข้ามอันตราย ๙ต่อไป
แค่คิดที่จะ๙ ขอให้คุณ๙หน้า
๙ต่อไป ให้คุณสมหวัง
โดย: ต้นกล้า อาราดิน วันที่: 2 กันยายน 2556 เวลา:9:17:17 น.
  



สุขสันต์วันเกิดขอรับ

โดย: ขุนเพชรขุนราม วันที่: 2 กันยายน 2556 เวลา:9:37:23 น.
  
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
โดย: ประกายพรึก วันที่: 2 กันยายน 2556 เวลา:11:45:40 น.
  
สุขสันต์วันเกิดค่ะ
ขอให้มีความสุขมากๆ
สุขภาพแข็งแรง
โดย: pantawan วันที่: 2 กันยายน 2556 เวลา:18:28:54 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Valentine's Month



Verena_T
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]