วรรณกรรมของหมื่นลี้
Group Blog
 
All Blogs
 

บทที่ 33 จะจับแสร้งปล่อย พร้อมกลยุทธ์สาวงาม

บทที่  33 จะจับแสร้งปล่อย พร้อมกลยุทธ์สาวงาม

“ไม่มีไฟใดเสมอด้วยไฟราคะไม่มีโทษใดเสมอด้วยโทสะ ไม่มีทุกข์ใดเสมอด้วยเบญจขันธ์ ไม่มีสุขใดเสมอด้วยความสงบ”พุทธสุภาษิต

ที่หน้าสนามที่ทำการของเจ้าเมือง ขงหยงและหญิงสาวที่เขาพึ่งรับมาเป็นภรรยา ได้ยืนคอยอยู่ด้านหน้า พร้อมกับจ้าวเซวียนหยวนและขบวนเกียรติยศ เพราะวันนี้คือวันที่คือวันที่จะต้องกลับเมืองหลวงแล้วแต่ขณะที่รอคอยอยู่นั้น สองขุนพล และผู้ติดตามก็ก้าวเข้ามารายงานตัว

“คารวะท่านขงหยง และฮูหยิน”ทั้งหมดกล่าวขึ้นพร้อมกัน

“เตรียมพร้อมกันหรือยัง”ขงหยงกล่าวขึ้น เมื่อเห็นสองขุนพลมาพร้อมกับผู้ติดตามสองคน พร้อมกับชายแปลกหน้าร่างใหญ่ยักษ์ในชุดองครักษ์ 16 คน

“ตอนนี้เกิดเหตุขึ้นนิดหน่อยครับขอท่านขงหยงช่วยคลี่คลายให้ด้วย”วังกงลู่เข้ามารายงานด้วยสีหน้ากังวล

“มีเรื่องอันใดหรือ ท่านขุนพล”

“เหล่าทหารชาญศึกที่จะติดตามเรากลับเมืองเกิดทำเรื่องขอทำการอยู่ที่นี่ครับ”

“ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ หือท่านขุนพล” ขงหยงถามอย่างสงสัย

“พวกเขาสมัครใจที่จะอยู่ที่นี่มีสองสาเหตุ หนึ่งคือ เพราะเหนื่อยหน่ายกับการเดินทาง คิดที่จะปักหลักปักฐานและบุกเบิกพื้นที่ภาคใต้ให้กับท่านโจโฉ และอีกสาเหตุหนึ่งคือ เพราะหลงเสน่ห์สาวงามของที่นี่ ซึ่งข้าก็ไม่รู้ว่าจะห้ามอย่างไรเพราะพวกเขากรำศึกมานับสิบปีแล้ว” วังกงลู่รายงานขึ้นทำให้ขงหยงทำหน้าแปลกใจ

“แล้วท่านจะไปกับข้าแค่ไม่กี่คนคงจะไม่ไหวหรอกมั๊ง เพราะในพื้นที่ที่จะผ่านไปลกเอี๋ยงนั้น ต้องผ่านแคว้นอิจิ๋วซึ่งก๊กของอุยเอี๋ยนปกครองอยู่ด้วยด้วย ถ้าพวกมันรู้ว่าพวกเราผ่านทางไปพวกเราจะมิถูกจับก่อนหรือ” ขงหยงกล่าวอย่างเป็นกังวล ด้วยห่วงชีวิตของตน และภรรยาสาวที่พึ่งได้มาใหม่

แม้ว่า ในเกมสามก๊ก ออนไลน์นี้จะมีระบบที่ป้องกันการล่วงเกินเพศหญิง แต่เพื่อความสมจริงสำหรับบรรดาชาวเมืองที่เป็นเอไอนั้น เหล่าผู้เล่นสามารถที่จะแต่งงานด้วยและกระทำต่อร่างกายภรรยาในระดับภายนอกได้และเมื่อทำเช่นนั้นก็จะทำให้หญิงสาวคนนั้นตั้งครรภ์ได้เพราะชาวเมืองที่นี่สืบเผ่าพันธุ์กันตามธรรมชาติ คือตั้งท้อง 9 เดือนและกำเนิดเป็นทารก เพียงแต่ทารกที่นี่จะโตเร็วมากกว่าปกติในอัตรา 1 : 1.5 เท่าของทารกทั่วไป คือในเวลา 10 ปี เด็กที่นี่จะเท่ากับเวลา 15ปีในโลกแห่งความเป็นจริง

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เล่นเกมนี้จึงต้องมีความระมัดระวังในการเข่นฆ่าสังหารผู้คน เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้คนล้มหายตายจากจนกลายเป็นเมืองร้างได้และผู้ที่ยินดีที่สุดในการนี้ก็คือ บรรดาเหล่านักยุทธศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญกลยุทธสาวงาม

“ข้อนี้ไม่ต้องเป็นห่วงมากหรอกท่านเพราะทางเมืองขุมทรัพย์ได้ส่งมอบมือดีที่สุดในการป้องกันเมืองมามอบให้เรานี่เป็นอาวุธลับที่สำคัญที่ตี๋น้อยเคยใช้เพื่อเอาชนะต่อกองพันปีศาจจนต้องตัดสินกันด้วยการดวลเดี่ยวกับท่านขุนพลจูสือว่านทำให้ท่านขุนพลสามารถชนะได้อย่างเฉียดฉิว ไม่อย่างนั้น สถานการณ์ก็คงจะเปลี่ยนไป” วังกงลูเอ่ยขึ้น ทำให้ฮูหยินขงต้องกล่าวว่า

“ถ้าอย่างนั้นท่านพี่ไม่ลองดูฝีมือของหน่วยนี้ก่อนคะ แล้วค่อยตัดสินใจอีกทีหนึ่ง”เสียงออดอ้อนอ่อนหวานนั้น ทำให้ขงหยงขอให้หน่วยป้องกันที่ดีที่สุดนั้นปรากฏตัว

“นี่ครับท่าน แนวป้องกัน 16 คนแห่งเมืองฝึกฝน”

วังกงลู่ที่เปลี่ยนฉายาของ 16นงคราญเอ่ยขึ้น จากนั้น ทั้ง 16 คน จึงทยอยเข้ารายงานตัว ด้วยสุ้มเสียงแกร่งกร้าวและห้าวหาญ ทำให้ขงหยงพอใจในระดับหนึ่ง

“อืม.....ท่าทางทะมัดทะแมง เข้มแข็ง และห้าวหาญท่านขุนพลจัดนักสู้ให้มาต่อสู้กับคนทั้ง 16 คนนี้สิ”

“เรื่องนี้ปล่อยให้ข้าจัดการเองก็แล้วกันท่านขงหยง เพื่อท่านจะได้ดูประสิทธิภาพของเกาะแห่งนี้ที่จะแบ่งเบาภาระของท่านโจโฉพร้อม ๆ กับการที่ท่านจะได้องครักษ์คู่ใจด้วย”

จ้าวเซวียนหยวนเอ่ยขึ้น พลางสั่งหน่วยสังหารแ ละหน่วยทำลายเข้าโจมตีท่านขงหยงทันที ทำให้ฮูหยินตกใจเข้ากอดขงหยงไว้แน่น

หน่วยจู่โจมของเมืองขุมทรัพย์ถูกฝึกให้มีความสามารถด้านธนูและกระบี่ เหมาะสำหรับการเข่นฆ่าสังหารในระยะไกล และการก่อกวนในระยะใกล้เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยทำลายเข้ากวาดล้างอีกทีหนึ่ง

เฟี้ยว.......................เฟี้ยว..........................

ฝูงธนูถูกยิงเข้ามาทุกทิศทางเนื่องจากหน่วยสังหารได้เข้าล้อมท่านขงหยง และขบวนที่จะเดินทางจุดเด่นของหน่วยนี้ก็คือ ธนูที่รวดเร็ว รุนแรง และต่อเนื่องกันราวกับสายน้ำ

ติง.....................ตัง.................................

แต่แล้วลูกศรหัวเหล็กเหล่านั้นก็ถูกหยุดไว้ด้วยโล่เหล็กสีดำใหญ่ที่ตั้งค่ายป้องกันรายรอบทิศทาง

“ฮูหยินและท่านผู้ตรวจการไม่ต้องกลัว เชิญทัศนาการรุก และการรับอย่างสบายใจเถิดท่านเพราะบัดนี้ ท่านเหมือนอยู่ในปราการเหล็ก ป้อมทองแดงแล้วขอรับ”

วังกงลู และกวัวจินเทียนได้ปราดเข้ามาคุ้มครองด้านซ้ายขวา ของขงหยง พร้อมกับร้องบอกให้ขงหยงและฮูหยินดูฝีมือของท่านสองฝ่าย

“ฮูหยินดูสิธนูหนาแน่นราวกับฝนเหล็กแต่ฝนเหล็กนี้กลับไม่อาจที่จะสาดผ่านเข้ามาได้เลยแม้แต่ดอกเดียว นี่เป็นการป้องกันที่สมบูรณ์แบบจริงๆ”

ขงหยงค่อยสงบใจได้จึงชี้ชวนให้หญิงงามที่สมัครใจที่จะมาอยู่เคียงข้างศัตรู เพื่อบ้านเมืองตนเองในนามฮูหยินขง

“ไม่ใช่แค่การป้องกันที่สมบูรณ์แบบนะเดี๋ยวข้าจะให้ดูการบุกแบบตั้งรับของพวกเขา”

เสียงจ้าวเซวียนหยวนดังกังวานราวกับยืนพูดอยู่ตรงหน้าจนทุกคนในวงล้อมได้ยินชัดเจน แม้ว่าเสียงฝนธนูที่กระทบกับโล่เหล็กจะดังกังวานและคนพูดจะยืนอยู่นอกวงล้อมก็ตามทำให้ทุกคนในวงล้อมรู้สึกสะท้านกับความสามารถที่ลึกล้ำของท่านเจ้าเมืองคนใหม่

“หน่วยทำลายเข้ากวาดล้างพื้นที่” สิ้นเสียงสั่งของจ้าวเซวียนหยวนฝนธนูก็หยุดลง และทุกคนก็ชักกระบี่คอยเสริมหน่วยทำลายทันที

กุบ.................กับ........................

เสียงปานฟ้าฟาดเมื่อเหล่าทหารม้าซึ่งเคยอยู่ในสังกัดกองพันปีศาจประมาณ 50 คน ควบม้าพร้อมทวนยาวพุ่งเข้าใส่ขบวนของขงหยง ด้วยอานุภาพราวกับสายน้ำเชี่ยวที่จะกวาดล้างสิ่งที่ขวางทางเดินของมัน

“ข้ากลัว”

ฮูหยินกอดขงหยงไว้แน่นทำให้ขงหยงรวบใบหน้าที่สวยงามไร้ที่ตินั้นเข้ามาแนบอกของตนเองและยืนดูการพุ่งทะยานของเหล่าทหารชาญศึกเหล่านั้นอย่างไม่หวาดหวั่นด้วยความอ่อนแอของสตรีช่วยเสริมให้เกิดความฮึกเหิมขึ้น

“ฮูหยิน และท่านขงหยงไม่ต้องตกใจคอยดูพวกข้าจะกวาดล้างพวกนี้ให้กับพวกท่านเอง”

เจินเจิน หรือชื่อใหม่คือ เตียวต๋ง กล่าวขึ้นพลางเก็บโล่เหล็กไว้ พร้อมกับวิ่งเข้าปะทะกับขบวนม้าศึก พร้อม ๆ กับเหล่าเพื่อน ๆอีก 15 คน ทำให้ฮูหยิน และเหล่าสตรีที่ยืนดูต่างส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดเสียว

ทั้ง 16คนพลันพุ่งทะยานเข้าหาทวนที่แหลมคมราวกับจะฆ่าตัวตายแต่พริบตาที่ทวนนั้นจะแทงเข้าใส่ ร่างของพวกเขาก็เอียงออกนิดหนึ่งและมือของพวกเขาก็คว้าหมับเข้าที่ด้ามทวน พร้อม ๆกับดีดตัวเองขึ้นโจมตีทหารชาญศึกที่อยู่บนม้า

ทหารเหล่านั้นเมื่อเห็นจวนตัวและเท้าของคู่ต่อสู้ก็สะบัดมาอย่างรวดเร็ว จึงปล่อยทวน และใช้มือต้านเท้าไว้แต่ด้วยแรงช้างของเหล่า 16 คนมีหรือที่การต้านรับแบบฉุกระหุกจะสามารถต้านรับได้

ดังนั้น เหล่า 16นงคราญจึงพากันเตะคู่ต่อสู้ร่วงจากม้า และชิงม้าเข้าขวางทางข้าศึกจากนั้นจึงบังคับม้าให้เข้าขวางทางเหล่าทหารหน่วยทำลายจนเกิดความระส่ำระสายจึงเป็นโอกาสของ 16นงคราญที่อาศัยช่วงชุลมุนพากันพุ่งทะยานลอดช่องว่างของทวนคู่ต่อสู้พร้อมกับตวัดเท้าออกอย่างรวดเร็ว และสวยงามส่งผลให้สามารถเตะคู่ต่อสู้ร่วงจากหลังม้าได้ทั้งหน่วยในเวลาไม่นาน

หน่วยจู่โจมเมื่อเห็นดังนั้นก็พากันพุ่งเข้าใส่คนทั้ง 16 คนที่ต้องตั้งป้อมป้องกันรอบตัวของขงหยงทันที หน่วยจู่โจมเหล่านี้ถ้าจะนับวิชาเกาทัณฑ์ก็นับว่าเป็นหนึ่งในแผ่นดินแล้วแต่วิชากระบี่ยิ่งล้ำลึกนัก เพราะเพียบพร้อมทั้งการรุก การรับ และหลอกล่อก่อกวนเพียบพร้อม

แต่เหล่า 16 นงคราญก็ไม่ใช่ย่อยอาศัยแค่สองมือสองเท้าก็สามารถต้านรับไม่ให้บรรดามือกระบี่เหล่านี้ได้เปรียบแต่อย่างใดด้วยท่าเท้าที่เหมือนล่องลอยในอากาศได้ และสองมือที่รวดเร็วและทรงพลังราวกับจอมพลังทำให้ต่างฝ่ายต่างก็ไม่อาจที่จะทำอะไรกันได้

“เอาละ พอได้แล้ว”

จ้าวเซวียนหยวนเมื่อเห็นว่าได้แสดงแสนยานุภาพของหน่วยป้องกัน และหน่วยจู่โจมให้ขงหยงและฮูหยินที่อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงในฝีมือของทหารทั้งสองหน่วยแล้วก็สั่งให้หยุดมือ

“เป็นอย่างไรครับ ท่านขงหยงฝีมือของหน่วยป้องกันนี้ แม้ข้าศึกจะเข้ารุมล้อมเป็นร้อยเป็นพันก็สามารถป้องกันให้พวกท่านปลอดภัยได้อย่างเพียงพอ”จ้าวเซวียนหยวนให้เหล่าทหารเข้าประจำหน่วย พลางเข้ามารายงานกับขงหยง

“ยอดเยี่ยมจริง ๆท่านเจ้าเมือง แต่ว่า....” ขงหยงกล่าวอย่างครุ่นคิดทำให้จ้าวเซวียนหยวนก้มหัวให้ พลางกล่าวว่า

“ท่านขงหยงต้องการสิ่งใดข้าจะจัดให้กับท่าน”

“ท่านจะว่าอะไรไหมถ้าข้าอยากได้หน่วยจู่โจมเหล่านั้นไปด้วย”

ขงหยงพูดขึ้นด้วยความต้องการที่อยากจะได้เพราะได้เห็นฝีมือของทหารหน่วยนี้ แม้จะมีแค่ 50 คน แต่สามารถโจมตีได้ต่อเนื่องถ้านำมาผนวกเข้ากับหน่วยป้องกัน ก็จะทำให้คล้ายกับรถถัง และป้อมปืนใหญ่ในสมัยใหม่ทันที

“ต้องขออภัยท่านขงหยงด้วยหน่วยนี้เป็นหน่วยที่จำเป็นในการจู่โจมข้าศึกและข้าก็ฝึกหัดมาได้เพียงหน่วยนี้หน่วยเดียวถ้าจะฝึกฝนขึ้นใหม่ก็เกรงว่าจะใช้เวลานาน และใช้ทรัพยากรมาก ทั้ง ๆที่ข้าก็อยากยกให้กับท่าน แต่จนใจด้วยรับภาระที่หนักอึ้งจนยากจะสำเร็จได้ถ้าไม่มีพวกเขา”จ้าวเซวียนหยวนมีสีหน้าลำบากใจจนเห็นได้ชัด ทำให้ขงหยวนมองดูอย่างชั่งใจ

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะทำหนังสือให้ท่านนำไปมอบให้กับเจ้าเมืองเกรียนเงียบซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลเองจิ๋ว เพื่อให้ทหารท่านยืมสัก 1 กองพันและให้เร่งอพยพราษฎรมาบุกเบิกที่ดินใหม่ราวสัก สิบหมื่นคน จะดีไหม”

ขงหยงเสนอสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดให้กับเจ้าเมืองแต่จ้าวเซวียนหยวนยังอิดออดอยู่ จนฮูหยินที่อยู่ข้าง ๆ กระซิบขงหยงเบา ๆ ที่หูทำให้หน้าตาของขงหยงขึ้นหื่นแวบหนึ่ง ก่อนที่จะสะกดกลั้นไว้พลางปลดเข็มขัดจอมปราชญ์ ซึ่งภายในบรรจุด้วยข้อมูลมหาศาลและอาวุธเซทนิลกาฬออกมาให้กับจ้าวเซวียนหยวน เพราะสำหรับนักยุทธศาสตร์แล้วอาวุธไม่สำคัญเท่ากับทหารที่ชาญศึก

“ถ้าอย่างนั้นถือว่าท่านตกลงและเพื่อเป็นการขอบใจท่าน ข้าจะเสนอให้ท่านเป็นเจ้าเมืองชั้นเอกและขอมอบสมบัติที่สำคัญชิ้นนี้ให้กับท่าน ซึ่งท่านก็คงจะรู้ดีว่ามันมีประโยชน์อย่างไรเมื่อท่านเห็นเข็มขัดนี้ ก็เท่ากับเห็นข้ายืนหยัดอยู่เคียงข้างเจ้าเพื่อให้ภาระที่หนักอึ้งของท่านสำเร็จลงได้ด้วยดี”

“ขอบคุณท่านขงหยงไม่นานท่านจะได้ข่าวดีแน่นอน และข้าขอมอบกองร้อยจู่โจม และองครักษ์ส่วนตัวทั้ง 16คนนี้ให้กับท่าน ขอท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ และรุ่งเรืองด้วยอำนาจ วาสนาและบารมีด้วย”

จ้าวเซวียนหยวนคุกเข่าคำนับขงหยงทำให้ขงหยงดีใจยิ่งนัก ปราดเข้าประคอง พลางใส่เข็มขัดจอมปราชญ์ให้ด้วยความรักใคร่ราวกับเห็นเป็นพี่น้องที่คลานตามกันมา

“ข้าขอให้คำอวยพรนี้ย้อนกลับมาหาท่านด้วยเช่นกันและหวังว่าจะได้รับใช้ท่านโจโฉด้วยกันเมื่อท่านสยบแผ่นดินทั้งหมดแล้วท่านจะเป็นมือซ้าย และข้าจะเป็นมือขวาของท่านโจโฉ”

“ขอบคุณท่านมากข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านเลย”จ้าวเซวียนหยวนกล่าววาจาออกมาด้วยความตื้นตันใจพลางออกเดินนำหน้าขบวนของขงหยงไปยังท่าเรือ

ในที่สุด ขบวนของขงหยงก็ขึ้นเรือใหญ่พร้อมกับมีขบวนเรือพิฆาตขนาดกลาง แล่นคุ้มครองอีก 5 ลำ จากนั้นก็ออกเดินทางเพื่อกลับสู่เมืองหลวง ที่ ๆจะกลายเป็นตำนานการผจญภัยครั้งใหม่ของเอี้ยวจิ้งเจิง เลี่ยงเชิน และเหล่า 16นงคราญ ที่จะกลายเป็น 16 ขันทีซึ่งจะกุมอำนาจแทนโจโฉในเวลาต่อมา




 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2557    
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2557 6:41:40 น.
Counter : 310 Pageviews.  

บทที่ 32 บทเรียนจากห้องสุนัข

“ใน สงคราม นโยบายที่ดีที่สุดคือ การยึดประเทศของศัตรูโดยไม่ทำความเสียหาย การทำลายบ้านเมืองของศัตรูให้ย่อยยับนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดี การล้อมจับกองทัพศัตรูดีกว่าการทำลายล้างกองทัพนั้น การมีทหารข้าศึกมาสวามิภักดิ์ห้าคน ย่อมดีกว่าการทำลายล้างทหารได้ทั้งกองทัพ” ซุนวู


งื๊ด..................งื๊ด.........................

สุนัข ประมาณร้อยกว่าตัวพากันแห่กันมาประจบจ้าวเซวียนหยวน และทำให้ผู้เป็นเจ้าเมืองต้องตบหัวสุนัขบางตัวที่อยู่ข้างหน้า และพูดจาแบบอ่อนโยนกับพวกมันทั้งหมด ทำให้พวกมันกระดิกหางอย่างดีใจ

แฮ่................โฮ้ง....................

แต่พอสองหนุ่มเดินเข้ามาบ้าง กลับได้รับการต้อนรับจากเสียงเห่า และเสียงคำราม และบางตัวแทบจะกระโจนเข้ากัด ทำให้ทั้งสองต้องปล่อยรังสีอำมหิตออกมา จึงทำให้เหล่าสุนัขทั้งหลายพากันถอยหลังไป

“น่ารักไหม” จ้าวเซวียนหยวนเห็นท่าทีของสุนัข กับคนทั้งสองที่รักกันแทบจะกลืนกิน จึงถามขึ้น

“น่ากินมากกว่าครับ” วังกงลู่พูดขึ้น เล่นเอากวัวจินเทียนคู่หูเดินถอยห่าง พลางกล่าวว่า

“ร้อยกว่าตัวเนี่ยนะ น่ากิน ไม่รู้ใครจะกินใครกันแน่”

“นั่นนะสิ ว่าแต่ท่านเจ้าเมืองต้องการให้พวกเรามาทำอะไรที่ห้องนี้ครับ” วังกงลู่จึงเอ่ยขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

“ข้าอยากจะให้พวกท่านตีสนิทกับพวกสุนัขทั้งร้อยกว่าตัวนี้” จ้าวเซวียนหยวนเอ่ยขึ้นราวกับเป็นเรื่องปกติ

“หา.....ตีสนิทกับสุนัข” ทั้งสองขุนพลพูดขึ้นพร้อมกันราวกับนัดแนะกันไว้

“ใช่ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

“เออ...ไม่น่าจะมีนะ แต่ก็ไม่แน่ว่าจะไม่มีเหมือนกัน”

กวัวจินเทียนชักสับสนในชีวิต เพราะอย่าว่าแต่สุนัขเลย แม้แต่แมวสักตัวเขาก็ไม่เคยเลี้ยง แล้วจะหาวิธีไหนไปทำความคุ้นเคยกับพวกสี่ขากลุ่มนี้

“งั้นก็ฝากด้วยนะ ถ้าต้องการอะไรก็กระตุกเชือกที่ข้างฝานั่น ก็จะมีคนเข้ามาบริการเอง ส่วนที่มุมห้องมีที่นอนอยู่สองที่ พร้อมอาหาร แล้วพรุ่งนี้เช้าเจอกัน แล้วข้าจะมาถามว่า แต่ละตัวเป็นอย่างไร มีนิสัยอย่างไรบ้าง และชื่ออะไรกันบ้าง”

จ้าวเซวียนหยวนเอ่ยขึ้น เพราะได้เวลาที่เขาจะต้องออฟไลน์แล้ว จึงปล่อยให้สองสหายพยายามหาวิธีกันเอง โดยไม่ทิ้งไว้ให้แม้แต่คำบอกใบ้ เหมือนคนที่เข้ามาในห้องชุดก่อนหน้านั้น

“เอาไงดี จะตีสนิทพวกมันอย่างไงดี” กวัวจินเทียนพึมพำอย่างไม่รู้ว่าจะจัดการกับปัญหาตรงหน้าอย่างไร

“ไปพักผ่อนกันก่อนดีกว่า กินข้าว นอน แล้วพรุ่งนี้ค่อยคิดกัน” วังกงลู่พูดขึ้น พลางเดินแหวกวงล้อมของเหล่าสุนัขทั้งตัวโตตัวเล็กไปยังมุมห้อง

“เฮ้ย....ลงไปจากเตียงข้าได้แล้ว โน่น ของพวกเอ็งบนพื้นโน่น”

กวัว จินเทียนคำรามอย่างอารมณ์เสีย เมื่อเห็นเหล่าสุนัขประมาณสิบกว่าตัวนอนเหยียดยาวบนที่นอนของเขา ดีแต่ว่า อาหารนั้นอยู่บนโต๊ะสูง ทำให้พวกมันแย่งกินไม่ได้

คร่อก..............................

วังกงลู่นั่งอยู่บนเตียงตัวเอง พลางส่ายหน้ากับการหลับอย่างง่ายดายของคู่หูตนเอง ส่วนรอบ ๆ เตียงนั้นมีสุนัขนอนเต็มไปหมด

“ตีสนิทกับสุนัข มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน”

ชายชาตินักรบผู้เกิดในตระกูลขุนพล และไต่เต้าขึ้นจากพลทหาร จนสามารถเป็นมือขวาของขุนพลปีศาจแห่งกองพันปีศาจ ได้พึมพำกับตนเองอย่างครุ่นคิด

“แต่.... ท่านจ้าวเซวียนหยวนไม่เคยสั่งอะไรเหลวไหล เรื่องอย่างนี้มันต้องมีบทเรียนอะไรสักอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลัง และเราต้องจัดการให้ได้ตามที่ท่านต้องการ บทเรียนนั้นจึงจะตามมา” วังกงลู่สรุปเรื่อง พลางล้มตัวนอน ในเวลาที่คิดไม่ออก สิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือ นอนหลับ........

“มา มานี่เร็ว เจ้าตูบ เจ้าด่าง เจ้าขาว เจ้าลาย เจ้าดอก” กวัวจินเทียนตื่นเช้าขึ้นมาด้วยพลังที่จะทดลองสิ่งใหม่ ๆ แต่ผลปรากฏว่า.....หมาเมิน

“น่าจะเป็นการให้อาหาร จะได้สนิทกันได้ง่าย ๆ” วังกงลู่พูดพลางยื่นเนื้อชามใหญ่ให้กับกวัวจินเทียน ส่วนตัวเองเอาไว้ชามหนึ่ง

ตุบ.....................

วังกงลู่โยนเนื้อออกไปให้สุนัข ซึ่งก็ได้ผล พวกมันแห่กันมากิน

แฮ่.................แง่ง.......................

แต่ผลปรากฏว่า พวกมันกัดกันเองซะงั้น ทำให้กวัวจินเทียนที่จะโยนออกไปต้องชะงัก

“โน่นไงพี่กงลู่ ใช่ชามอาหารของพวกมันหรือเปล่า” กวัวจินเทียนพูดพลางชี้ให้ดูอีกด้านหนึ่งของห้อง ซึ่งมีชามอาหารวางไว้ พร้อมกับเขียนชื่อกำกับด้วย

“มานี่ เจ้าเสือน้อย”

กวัว จินเทียนหยิบอาหารไปวางบนชามตัวที่ชื่อเสือน้อย สักพัก สุนัขลายเสือก็เดินอาด ๆ เข้ามายืน ทำให้กวัวจินเทียนต้องเดินหลบออกไป เพื่อให้มันสบายใจที่จะต้องกินอาหาร แต่ทว่า มันกลับมองหน้ากวัวจินเทียนอย่างไม่ไว้ใจนัก

“พี่กงลู่ ทำไมมันไม่มากินละ ดูเหมือนมันหวาดระแวงพวกเราอยู่นะ”

“อืม......น่าจะเป็นเพราะพวกเราปล่อยรังสีอำมหิตหรือเปล่า แต่ถ้าไม่ปล่อย พวกมันก็จะรุมขย้ำพวกเรานะสิ” วังกงลู่วิเคราะห์

“แล้วนอกจากรังสีอำมหิตนี่ มันยังมีรังสีอะไรอีกไหมที่จะช่วยไม่ให้พวกนี้ขย้ำ และยังทำให้พวกมันไม่หวาดระแวงพวกเรา” กวัวจินเทียนถามขึ้นทีเล่นทีจริง

“ก็มีเพียงรังสีอีกอย่างหนึ่ง ที่ข้าเรียกมันว่า รังสีมิตรภาพ” เสียงทุ้ม ๆ นุ่ม ๆ ดังขึ้นที่หน้าประตู

“ท่านเจ้าเมืองตื่นเช้านะครับ” วังกงลู่เอ่ยขึ้น

“รังสีมิตรภาพนี่ มันเป็นรังสีอะไรหรอครับ” กวัวจินเทียนที่ยังสงสัยอยู่ จึงเอ่ยถามขึ้น

“เป็น รังสีที่ข้ากำลังใช้อยู่นี่ไง และพวกสุนัขนี้ก็จะมีรังสีชนิดนี้อยู่ในตัวด้วย ซึ่งจะช่วยให้พวกมันสามารถสื่อสารกับมนุษย์ได้ และทำให้มนุษย์ที่มีจิตอ่อนไหวหลงรักพวกมัน”

“แล้วทำอย่างไงถึงจะมีรังสีที่ว่านี้ละครับ” ขุนพลขวาวังกงลู่เอ่ยถามขึ้นบ้าง

“ท่านสัมผัสอะไรในตัวข้า” จ้าวเซวียนหยวนย้อนถามสองสหาย

“ความอบอุ่น น่าเคารพ และพึ่งพาได้” วังกงลู่ตอบ

“แล้วท่านสัมผัสอะไรในตัวสุนัขได้” ผู้เป็นเจ้าของทฤษฏีรังสีแห่งมิตรภาพถามอีกครั้ง

“ความน่ารัก หา....ข้าสัมผัสถึงความน่ารักของพวกมันหรือนี่” วังกงลู่ร้องขึ้นอย่างไม่เชื่อในสัมผัสของตน

“ท่านสัมผัสถูกแล้ว ลองคิดตามข้าสิว่า ถ้าเรามองเห็นความน่ารักของสุนัข เราควรที่จะมีท่าทีอย่างไรกับมัน แต่ไม่ต้องพูดออกมา ให้คิดในใจ และใช้ร่างกายของท่านสื่อสารให้รู้ว่า ท่านคิดอย่างไรกับพวกมัน”

จ้าว เซวียนหยวนแนะนำ เพราะว่า ในช่วงเวลานี้กำลังจะอยู่ในช่วงใช้คน ต้องเร่งรัดหลักสูตร แต่ต้องครบถ้วน เพราะมันจำเป็นในการสงบแผ่นดินนี้ให้สงบสุขจากภัยสงคราม

วังกงลู่ และกวัวจินเทียนเริ่มทรุดตัวลงนั่งสมาธิ และพยายามที่จะจับสัมผัสแห่งความน่ารักของสุนัข ซึ่งพวกเขาก็เริ่มที่จะสัมผัสได้ทีละน้อย ๆ โดยมีจ้าวเซวียนหยวนทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเชื่อมโยงดวงจิตของทั้งสองกลุ่ม เข้าหากัน

ฝุบ................วูบ..........................

ทัน ใดนั้น ความรู้สึกของทั้งสองขุนพลก็เริ่มมีความรัก และปรารถนาดีในตัวสุนัขที่อยู่ล้อมรอบตัวเขาในขณะนี้ และความรู้สึกนั้นก็แปรออกมาเป็นความอบอุ่นแห่งมิตรภาพครอบคลุมทั่วร่าง

งื๊ด........................งื๊ด...........................

ในช่วงแรก ๆ นั้น สุนัขที่อยู่ข้าง ๆ ตัวของสองขุนพลได้เข้ามาคลอเคลียกับทั้งสอง จากนั้นไม่นาน พวกที่อยู่ไกล ๆ ก็เริ่มเข้ามาอ้อนบ้าง ทำให้ทั้งสองขุนพลต้องร้องทักทายพวกมัน และนำอาหารไปวางไว้บนชามทุกชาม และมองดูพวกมันจนพวกมันกินอาหารหมดสิ้น

“ไม่น่าเชื่อนะครับ ว่าพวกเราทั้งสองจะเป็นคนรักสุนัข นึกไม่ถึงจริง ๆ” กวัวจินเทียนเอ่ยขึ้นอย่างเขิน ๆ

“นี่แหละบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ข้าอยากให้พวกท่านได้เรียนรู้ก่อนที่จะทำงานใหญ่ร่วมกัน” จ้าวเซียนหยวนที่นั่งลูบหัวเจ้าเสือน้อยที่มาคลอเคลียอยู่ข้าง ๆ พูดขึ้น

“จำไว้อย่างหนึ่งว่า งานที่ข้าจะให้พวกท่านไปทำนี้ ไม่ใช่ให้ไปทำลาย แต่ให้ไปสร้างสรรค์ ดังนั้น พวกท่านจะต้องสร้างรังสีนี้ให้อยู่ติดตัวไปตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้คนเห็นคนหลง คนได้คุยด้วยหลงรัก และงานของท่านก็จะสำเร็จได้อย่างง่ายดาย”

จ้าว เซวียนหยวนผู้คิดหลักสูตรพิสดารเอ่ยขึ้น ทำให้ทั้งสองขุนพลรับคำ จากนั้น พวกเขาก็เริ่มผ่อนคลาย และเล่นกับพวกสุนัขที่น่ารักเหล่านั้น ซึ่งพวกมันก็ช่วยให้ทั้งสองมีจิตใจที่อ่อนโยนมากยิ่งขึ้น


“พวกท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับจิตใจที่อ่อนโยน กับจิตใจที่แข็งกร้าว” จ้าวเซวียนหยวนเริ่มสนทนาอย่างเป็นกันเองกับสองขุนพลที่ปล่อยตัวไปกับการกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับเหล่าสุนัข

“ถ้าเป็นเมื่อก่อน ข้าคิดว่า ความอ่อนโยนคือความอ่อนแอ ถ้าอยากเข้มแข็ง จะต้องมีจิตใจที่แข็งกร้าวไว้ตลอดเวลา เพราะมันจะหมายถึงการฝึกฝนตนเอง และการระมัดระวังตัวตลอดเวลา” กวัวจินเทียนรีบพูดเพราะกลัวเพื่อนรุ่นพี่จะแย่งพูด ทำให้จ้าวเซวียนหยวนยิ้ม ๆ ก่อนที่จะถามต่อว่า

“แล้วตอนนี้ ท่านกวัวคิดอย่างไร”

“แข็งแกร่งอย่างเดียวก็จะทำให้แตกร้าวได้ง่าย อ่อนอย่างเดียวก็จะทำให้ไร้ซึ่งพลัง ในแข็งต้องมีอ่อน และในอ่อนต้องมีแข็ง จึงจะเป็นสุดยอดของวิทยายุทธ์” กวัวจินเทียนยืดอกตอบอย่างมั่นใจ ทำให้จ้าวเซวียนหยวนชมเชยขึ้น

“ยอดเยี่ยมจริง ๆ นี่แหละคือสิ่งที่ข้าต้องการให้ท่านได้เรียนรู้ และสิ่งหนึ่งที่ข้าจะเพิ่มเติมให้จากคำพูดของท่านกวัวคือ...”

“ในบางครั้งต้องอ่อนให้ถึงที่สุด และในบางครั้งต้องแข็งให้ถึงที่สุดด้วย ดังนั้น เราจะต้องอ่อนก็ได้ แข็งก็ได้ หรือทั้งอ่อนทั้งแข็งก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น ๆ” จ้าวเซวียนหยวนเอ่ยถาม พลางเอ่ยถามสองสหายว่า

“ผ่านด่านมา 3 ด่านแล้ว พวกท่านได้อะไรกันบ้าง”

“ข้ารู้สึกเหมือนเป็นคนใหม่ รู้สึกว่า เมื่อก่อนนั้น โลกของข้าช่างแคบนัก ข้าคิดว่าข้าเก่งกว่าคนอื่น ฉลาดกว่าคนอื่น และข้าคิดว่า ข้าต้องอยู่เหนือคนอื่น ๆ ทุกคน ซึ่งเมื่อย้อนคิดกลับหลังไป ความคิดเมื่อก่อนนั้นช่างน่าละอายนัก” กวัวจินเทียนกล่าวขึ้น

“ข้า ก็คิดอย่างกับจินเทียนเหมือนกัน น่าแปลกมากที่ท่านสามารถเปลี่ยนความคิดของพวกเราได้ ในเวลาแค่ 2 วันเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ความคิดเก่า ๆ นั้นติดตัวพวกเรามามากกว่า 20 ปีทีเดียว” วังกงลู่เอ่ยขึ้นอย่างชื่นชม

“นี่คือความมหัศจรรย์ทางความคิดของคนเรา ตามข้ามาสิ ข้าจะให้พวกท่านได้เปิดโลกทรรศ์ออกให้กว้างไกลมากขึ้นไปอีก จนเกินกว่าที่พวกท่านจะจินตนาการได้”

จ้าว เซวียนหยวนลุกขึ้น พลางชักชวนยอดขุนพลทั้งสอง ทำให้ทั้งสองส่งเสียงร่ำลาเหล่าสุนัขที่เดินคลอเคลียมาส่งตลอดทาง จนกระทั่งพวกเขาเข้าประตูลับที่อยู่ด้านในสุดของห้องสุนัข


“ยินดีด้วยกับขุนพลทั้งสองที่สำเร็จยอดวิชาทั้งสาม”

เมื่อทั้งสามเดินเข้ามาในห้อง เสียงของขุนพลจูสือว่านก็ดังขึ้นทันที ทำให้ทั้งสองรีบกล่าวขอบคุณ

ห้องที่สี่นี้เป็นห้องวางแผนยุทธการทหาร ซึ่งบนฝาผนังจะมีแผนที่ขนาดใหญ่ และมีร่องรอยการขีดเขียนไว้ โดยขีดแยกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ในแผนที่
และห้องที่ใหญ่โตนี้ แทบจะกลายเป็นสถานที่เล็กแคบไปในทันที เพราลำพังกลุ่มผู้นำ 29 คน กลุ่ม 16 นงคราญ และคนทั้งสามที่พึ่งเข้ามาใหม่ ทำให้คนทั้งหมดในห้องมีถึง 48 คน

จากนั้น จ้าวเซวียนหยวนก็แนะนำกลุ่ม 29 ผู้นำให้กับขุนพลทั้งสองรู้จัก ซึ่งกลุ่มนี้จะมีรายชื่อดังนี้คือ

จูสือว่าน เอี้ยฮุ้น อุ้ยต่งจิ้น หวังซื่อ หม่าชิง หมิงสง เอี้ยวจิ้งเจิง เลี่ยงเซิน ปังอี้เซียง เจี่ยอวี้ หูเห่ยหนาน เคอซิน ซิวเสินจวี้ หลิวมู่ ไซ่จิว ยู่ฟ่าน เดงยี ตองสู เชนบี ลูเขียน ชางมิน หยางฟง เฉินหนาน สือจิ๋น ปาหยง ลิ่วหยวน ลิ่วปา โหวอี่ และ เสี่ยวหมวย

ส่วน 16 นงคราญก็มีชื่อดังนี้คือ เจิงเจิน เจิงโหย่ง เจิงฟาง เจิงเชา เจิงจิน เจิงชาง เจิงวุ่ย เจิงวัง เจิงเซียน เจิงจาง เจิงลี่ เจิงฟั่น เจิงเจิง เจิงจิง เจิงฟู และ เจิงเอ๋อ

“เมื่อพวกท่านผ่านด่านทั้งสามมาแล้ว พวกเราคือพี่น้องกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน และที่สำคัญคือ ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน” จ้าวเซวียนหยวนนั่งในตำแหน่งประธาน ได้กล่าวขึ้นกับทุกคนที่อยู่ในห้อง

“และอุดมการณ์ของพวกเราก็คือ สงบแผ่นดิน และสร้างสันติสุขให้มวลประชา”
“ดังนั้น ในวันนี้ ข้าจะขอเสนอแผนการหลัก ๆ ของพวกเรา ซึ่งข้าตั้งชื่อแผนนี้ว่า บันได 7 ขั้น นำสู่ศานติสุข”

จ้าวเซวียนหยวนพูดขึ้น พลางเดินมายังแผนที่ใหญ่ จากนั้นได้อธิบายแผนการต่าง ๆ ทั้งหมดอย่างคร่าว ๆ ให้กับทุกคนฟัง เพื่อให้รู้ว่า แต่ละคน แต่ละกลุ่มจะต้องมีหน้าที่อะไรบ้าง และจะประสานงาน และส่งข่าวกันได้อย่างไร

“พรุ่งนี้ กลุ่มแรกของเราก็จะเคลื่อนย้ายกำลังไปยังเมืองลกเอี๋ยง ซึ่งในกลุ่มนี้จะมี วังกงลู่ และกวัวจินเทียนเป็นหลัก ส่วนเอี้ยวจิ้งเจิง และเลี่ยงเซิน ให้ปฏิบัติการคู่ขนานไป นอกจากนั้นแล้ว ยังมี 16 นงคราญ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญหลังจากที่งานของสองขุนพลลุล่วงไปแล้ว”

ทุกคนที่มีรายชื่อได้น้อมรับแผนการอย่างหนักแน่น เพราะพวกเขาเข้าใจในหน้าที่ตนเอง และรู้ว่า ส่วนอื่น ๆ ก็กำลังทำหน้าที่ของตนเองเช่นเดียวกัน

และ แผนการนี้ ถ้าส่วนหนึ่งส่วนใดล้มเหลว ส่วนที่เหลือก็จะยุ่งยากทันที ดังนั้น ในแผนการนี้ จ้าวเซวียนหยวน จึงได้ให้แต่ละกลุ่มออกปรึกษาหารือกัน และให้นำเสนอแผนงานต่าง ๆ ออกมาต่อหน้าทุกคน เพื่อสร้างความคุ้นเคยในแผนการกลุ่ม และให้ทุกคนหัดแยกแยะ ซอยย่อยแผนการรวมเพื่อสร้างความรู้สึกให้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง .....




 

Create Date : 26 ตุลาคม 2554    
Last Update : 26 ตุลาคม 2554 7:43:36 น.
Counter : 215 Pageviews.  

บทที่ 31 ห้องปู และบทเรียนจากพิชัยสงคราม

“ค้น ให้พบความปรารถนาของศัตรู และปิดบังความปรารถนาของเราไว้จากศัตรู จะทำให้สามารถรวมกำลังของเราเป็นจุดเดียว ในขณะที่ศัตรูต้องแบ่งแยกกำลังออกไป เพราะเมื่อเรารู้ความต้องการของศัตรู จะทำให้สามารถใช้กำลังทั้งหมดเข้ากระทำกับกำลังเพียงส่วนเดียวของศัตรู” ซุนวู

ตามท้องไร่ท้องนาของภาคอิสานในประเทศไทยอาจจะหาชมภาพคนหาปูได้ แต่ในเกมสามก๊กออนไลน์ที่มีบรรยากาศเป็นประเทศจีนในยุคปี คศ.190 ภายในปราสาทท่านเจ้าเมือง มีห้อง ๆ หนึ่งที่มีปูไต่ไปมาเต็มไปหมด และมีบุคคล 2 คนในชุดขุนพลก้ม ๆ เงย ๆ พยายามจะเก็บปูใส่ในถังข้าง ๆ ตัว

“โอ๊ย.....หนีบอีกแล้ว ทำไมจะจับมันได้วะ เดี๋ยวพ่อก็กระทืบจมดินซะนี่”

กวัว จินเทียนที่บัดนี้หมดมาดจอมยุทธในห้องแมลงวันโดยสิ้นเชิง ผมยุ่งเหยิง มือเต็มไปด้วยแผลปูหนีบ หน้าบูดบึ้ง ทำให้คู่หูที่พยายามจับปูอยู่ด้านข้างต้องหัวเราะออกมา

“หัวเราะอะไรวะ คนยิ่งกำลังหงุดหงิดอยู่” ขุนพลซ้ายหยุดมองหน้าคนที่หัวเราะ ซึ่งนั่งลงท่ามกลางปูทั้งหลาย พลางหยุดการเก็บปู

“ต้องใช้วิธีแบบเดิม ๆ แล้วละ จินเทียน ไม่งั้นบทเรียนนี้เราไม่อาจที่จะผ่านได้แน่ ๆ” วังกงลู่กล่าว พลางนั่งนิ่งเหมือนนั่งสมาธิ

ฝุบ..................................

วังกงลู่ใช้นิ้วชี้จิ้มไปยังกระดองปูตัวใหญ่ ๆ ด้านบน ทำให้ปูไปไหนไม่ได้ กวัวจินเทียนเห็นอย่างนั้นก็เลยถลันเข้าไปจับด้านข้างของกระดองปู และนำไปไว้ในถังทันที

“อะแฮ่ม ๆ ๆ”

เสียงดังมาจากคนที่นั่งจิบน้ำชาสบาย ๆ กับบรรยากาศคนจับปูเล่น ทำให้สองหนุ่มอดไม่ได้ที่จะแซวขึ้น

“มีอะไรติดคอครับ ท่านเจ้าเมือง”

“มีคนไม่ทำตามเงื่อนไขนะสิ เลยทำให้สำลักน้ำชาอะ” จ้าวเซวียนหยวนหัวเราะ ทำให้สองหนุ่มก้มศรีษะขออภัย

“ข้ารู้แล้วละ คอยดูนะ”

วังกงลู่พูดขึ้นอย่างมั่นใจ พลางใช้นิ้วชี้กดกระดองด้านบนของปูใหญ่ แล้วใช้นิ้วกลาง และนิ้วหัวแม่มือมาจับขอบขวา และซ้าย ของกระดองปู ทำให้สามารถจับปูได้อย่างง่ายดาย และปลอดภัย ทั้งคนจับ และตัวของปู

“อืม......มันมีวิธีแบบนี้นี่เอง”

กวัว จินเทียนเริ่มจับแบบวังกงลู่บ้าง จากนั้น ทั้งสองสหารก็ใช้มือทั้งสองทำการจับปูใหญ่ข้างละตัวอย่างรวดเร็ว และว่องไว จนในที่สุดปูใหญ่ก็ถูกจับจนหมดสิ้น โดยที่ไม่ถูกปูหนีบแต่อย่างใด

“คราวนี้ก็ปูเล็ก ๆ วิ่งไว ๆ ทำไงดี”

กวัวจินเทียนมองหน้าขุนพลคู่หูของตน เพราะปูเล็กมีจำนวนมากกว่าปูใหญ่หลายเท่าตัว

“ก็คงจะมีทางเดียวเท่านั้นแหละ วิ่ง ไล่ ตะครุบ กวาด” กุนซือจำเป็นสาธยายแผนการ ทำให้ขุนพลซ้ายผู้ยิ่งใหญ่พยักหน้า

“เหมือนการล้อมดัก จับ และจู่โจมอย่างสายฟ้าแลบในยุทธวิธีพิชิตชัยสินะ”

“ถูกต้องน้องรัก เพราะฉะนั้น ลุย” สิ้นเสียง ร่างของสองขุนพลก็เคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว แต่ยากลำบาก เพราะปูตัวเล็ก วิ่งไว แถมยังมีจำนวนมาก

โครม......................

ไป ๆ มา ๆ สองขุนพลวิ่งชนกันเอง เพราะตามองแต่ปู ทำให้นั่งมองหน้ากัน เพราะรู้สึกว่า วิธีนี้น่าจะไม่สำเร็จ

“เปลี่ยนวิธีใหม่ ต้อนพวกมันไปมุมห้อง แล้วกวาดเข้าถัง นายข้างขวา เราซ้ายนะ” วังกงลู่คิดหาวิธีใหม่ แต่กวัวจินเทียนกลับไม่เห็นด้วย

“ทำไมละ”

“เพราะเราขุนพลซ้ายต้องอยู่ข้างซ้าย” นี่เป็นเหตุผลที่วังกงลู่ไม่อาจเถียงเพื่อนรุ่นน้องได้ เพราะมัน....ไร้สาระสิ้นดี

ครืน...............ครืน...........................

มีคำกล่าวถึงสุดยอดวิชาฝีมือว่า สามารถปล่อยออก รั้งเข้า ได้ดังใจปรารถนา วิชานี้ขุนพลทั้งสองที่ฝึกได้ถึงขั้นไร้ใจ ทำให้สามารถควบคุมรังสีอำมหิตไม่ให้ปรากฏได้

แต่เวลานี้ รังสีอำมหิตที่พวกเขาปล่อยออกมานั้นเข้มข้น และแผ่ออกเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งคลุมช่องว่างระหว่างพวกเขา ทำให้พวกเขาสามารถเดินต้อนปูเล็ก ๆ จำนวนมากไปยังมุมห้องได้สำเร็จ

“ยอดเยี่ยมมาก ใช้เวลาแค่ไม่นานก็จับปูได้ทั้งหมด” จ้าวเซวียนหยวนกล่าวอย่างภาคภูมิใจในไหวพริบ และสติปัญญาของขุนพลทั้งสอง

“สรุปบทเรียนนี้ให้ฟังหน่อยสิ ท่านกวัว” จ้าวเซวียนหยวนพยักหน้าให้ ทำให้กวัวจินเทียนเริ่มใช้ความคิดบ้าง ในที่สุดก็หัวเราะออกมาว่า

“นี่ เป็นบทเรียนเรื่องพิชัยสงคราม ตัวปูเหมือนเป็นขบวนทัพที่มีการตั้งรับที่สุขุม และยากต่อการเข้าโจมตี กับทัพเล็กที่เคลื่อนที่รวดเร็ว และยากต่อการค้นหาเพื่อโจมตี”

ความจริงกวัวจินเทียนก็มีปัญญาที่เฉลียวฉลาด แต่นิสัยที่ไม่ชอบคิด เพราะมีเพื่อนชอบคิด จึงทำให้ไม่ค่อยได้คิดนัก แต่พอคิดแต่ละที ก็ทำได้ดีจนจ้าวเซวียนหยวนต้องชมเชยออกมา

“แล้วอย่างไงต่อ”

บุรุษผู้สามารถเป็นเจ้าเมืองได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์เกม เพราะแค่เดือนเดียว ก็มีกองกำลังนับพัน และมีเมืองเป็นของตนเอง ได้ถามขึ้น

“ในขบวนทัพปูใหญ่นั้น ถ้าเราจะโจมตีด้านหน้า ก็จะถูกสองขาหนีบขนาบ ถ้าโจมตีด้านข้าง ก็จะถูกขาปูทำร้ายขูดข่วน ถ้าโจมตีด้านหลัง ขบวนศึกก็จะหันเหเปลี่ยนด้านได้ ทำให้ไม่สามารถโจมตีได้” กวัวจินเทียนยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่จะกล่าวอีกว่า

“ส่วน ทัพปูเล็ก เหมือนการรบนอกแบบที่อาศัยการเคลื่อนที่เร็ว เน้นหลบเลี่ยง จู่โจมไม่คาดคิด และโผล่ออกมาจากจุดที่เราคาดไม่ถึง ดังนั้น การรับมือกับทัพแบบนี้เราต้องใช้เหยื่อล่อ ล้อมจับ และดักไม่ให้เคลื่อน”

“เพราะฉะนั้น เราจะต้องหาจุดอ่อนของศัตรูให้ออกก่อน จึงจะรบกับศัตรู ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องใช้ความพยายามมากเท่าไร แต่ก็สามารถที่จะชนะศัตรูได้อย่างง่ายดาย เหมือนที่ซุนวูกล่าวว่า ผู้ที่มองเห็นชัยชนะได้ก่อนการรบ คือผู้ที่จะได้ชัย”

“อืม......พูดได้ดี”

กวัวจินเทียนยืนยิ้มแป้นเมื่อได้ยินคำชมจากผู้ที่เขาสวามิภักดิ์ด้วย และบัดนี้เหมือนกับคนผู้นี้เป็นครูของเขาด้วย

แปะ.....................แปะ...........................

เมื่อพูดชมเสร็จ จ้าวเซวียนหยวนก็ปรบมือเป็นสัญญาณ สักครู่ ก็ปรากฏทหารสวมชุดเกราะหนัก และมือถือโล่หนามทั้งสองข้าง เดินเป็นขบวนเข้ามาจำนวน 16 คน

“เออ.....เล่นอย่างนี้เลยหรอท่านเจ้าเมือง นี่มันถึงตายเชียวนา มีแต่หนามทั้งนั้น” กวัวจินเทียนอดที่จะพูดขึ้นไม่ได้ เพราะเคยเห็นฝีมือของ 16 นงคราญตอนไปบุกค่ายของเขาครั้งที่แล้ว

“นี่ก็เป็นปูหนามไง จับปูหนามให้ข้าสัก 16 ตัวสิ เอาแบบเป็น ๆ นะ ไม่เอาแบบตาย” จ้าวเซวียนหยวนหันไปจิบชาต่ออย่างสบายอารมณ์

“เริ่มชำแหละสองหนุ่มตอนนี้เลยไหมฮ้า ท่านเจ้าเมือง”

เจินเจินเดินสะบัดสะบิ้งมายังคนที่นั่งจิบน้ำชาอยู่อย่างสบายอารมณ์ พลางหยิบถ้วยน้ำชามารินจนเต็ม แล้วกรอกลงคอไปจนหมดสิ้น

“เสียดายของ ชาอูหลงยอดอ่อนอย่างดี หอมสดชื่น แต่ถ้าจะให้ดี ต้องค่อย ๆ จิบ ซดอย่างนั้นไม่ค่อยดีเท่าไร ก็เหมือนกับการจับคนชั้นดีทั้งสองคนนั่นแหละ ต้องค่อย ๆ จับ แบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น”

“งั้นชำแหละ เอ้ย....จับได้เลยใช่ไหมฮ้า”

“อืม....อย่าให้ช้ำมากนะ เดี๋ยวจะเดินทางไปลกเอี๋ยงไม่ได้”

“ได้เลยฮ้า เดี๋ยวจัดให้”

และแล้ว สองหนุ่มสองมุมก็ถูกห้อมล้อมไปด้วยปูหนามทั้ง 16 ตัว ทำให้สองขุนพลต้องชักหอกคู่มือมาเพื่อคอยทิ่มแทงไม่ให้ทั้ง 16 คนเข้ามาใกล้ แต่ดูเหมือนว่า จะไม่ช่วยอะไรมากนัก เพราะหอกไม่สามารถทะลวงผ่านขบวนโล่ไปได้

“เอาไงดีละพี่กงลู่ ช่วยคิดหน่อยแล้ว ปูพวกนี้มันมีจุดอ่อนตรงไหน”

กวัวจินเทียนที่ต้องใช้ด้ามหอกกระทุ้งให้ขบวนโล่เข้ามาบีบไม่ได้ รีบร้องบอกขุนพลขวาให้ใช้สติปัญญาค้นหาทางแก้ไขทันที

“จุดอ่อนนะมี แต่ตอนนี้ไม่รู้โว๊ย แต่ถ้าช่วยกันไม่ให้เข้ามาใกล้ได้ ก็จะคิดออก” กุนซือจำเป็นอีกครั้ง กล่าวขึ้นจนกวัวจินเทียนเก็บหอกลงเข็มขัด และหยิบลูกตุ้มหนามด้ามใหญ่มาสองด้าม

“ได้เลย เดี๋ยวจัดให้”

ตูม..................ตูม..........................

วังกงลู่ต้องนั่งลง เพราะกวัวจินเทียนใช้ลูกตุ้มหนามทั้งสองสะบัดเหวี่ยงไปมาอย่างน่าหวาดเสียว จนเหล่า 16 นงคราญเข้าหน้าไม่ติด ด้วยพลังที่มหาศาลของกวัวจินเทียน

“อืม..... แบบนี้น่าจะได้ เจ้าโจมตีข้างบน ส่วนข้าจะโจมตีข้างล่าง เพราะปูหนามไม่เหมือนปูใหญ่ ปูใหญ่มีจุดอ่อนข้างบน แต่ปูหนามน่าจะมีจุดอ่อนที่ด้านล่าง” วังกงลู่เอ่ยขึ้น

“แต่.....วิธีนี้เป็นวิธีของหม่าชิง กับหมิงสง เอาของเขามาใช้แล้วเขาจะไม่ว่าเอาหรือ” มือลูกตุ้มหนามแย้งขึ้น

“วิถีแห่งสงครามไม่สนใจหรอกว่า วิธีของใคร ขอแค่ได้ชัยชนะ ต่อให้ใช้วิธีของศัตรู ถ้าสามารถพิชัยข้าศึกได้ ก็พอ เหอ ๆ ๆ”

ควับ....................ควับ............................

สิ้นเสียง หอกในมือทะลวงเข้าใส่เท้าของ 16 นงคราญอย่างรวดเร็ว ทำให้เหล่ามนุษย์เกราะเหล็กทั้ง 16 คนต้องถอยร่นออกมา เพราะความเร็วของหอกวังกงลู่นั้นรวดเร็วราวกับการแลบลิ้นของงู ทำให้ไม่สามารถใช้โล่ทับเพื่อหักได้ จึงได้แต่ถอยร่นจนวงล้อมแตกเป็นช่อง

“เอาละ พอแล้ว” จ้าวเซวียนหยวนกล่าวขึ้น

“ทำไมละ กำลังมันเลย” กวัวจินเทียนร้องขึ้น ขณะที่ค่อย ๆ ชะลอลูกตุ้มลง จนหยุดนิ่ง จึงเก็บลงเข็มขัด

“น้ำชาหมด ต้องเปลี่ยนห้องแล้ว”

แม้จะมีสติปัญญาจนเรียกว่าเป็นอัจฉริยะ และแม้ว่าจะมีความรับผิดชอบสูง บางครั้งตี๋น้อยก็ยังคงมีนิสัยแบบเด็กอยู่บ้าง จึงพูดหยอกล้อขึ้นมา ทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดเริ่มเข้าสู่ปกติ

“ทำไมน้ำชาหมดเร็วจัง” เจินเจินที่เก็บโล่ เก็บเกราะ จึงเหลือชุดทหารหน่วยองครักษ์พูดขึ้น

“ไม่รู้สิ สงสัยโดนอูฐมาดูดไปหมด” ตี๋น้อยพูดยิ้ม ๆ ทำให้อีกฝ่ายหัวเราะชอบใจ

“เอาละ กวัวจินเทียน สรุปบทเรียนของปูหนามมาสิ” เขาหันไปทางกวัวจินเทียนที่กำลังได้ปลื้มกับผลงานตัวเอง ทำให้ร่างสูงใหญ่ แต่หุ่นได้สัดส่วนที่ดียิ้มขึ้น

“วิถีแห่งสงครามไม่สนใจหรอกว่า วิธีของใคร ขอแค่ได้ชัยชนะ ต่อให้ใช้วิธีของศัตรู ถ้าสามารถพิชัยข้าศึกได้ ก็พอ" สิ้นเสียงสรุปของกวัวจินเทียน เพื่อนรุ่นพี่อย่างวังกงลู่ก็มองหน้าที่เชิดราวกับว่า คำพูดประทับใจนั้นมาจากความคิดตัวเอง

“อืม..... ใช้ได้ ลอกมาทั้งดุ้นโดยไม่มีผิดเพี้ยน นี่แหละคือสิ่งที่ต้องการให้รู้ การเป็นขุนพลผู้พิชิตนั้น จะเย่อหยิ่งไม่ได้ ต้องฝึกหัดวิเคราะห์กลยุทธที่ดีที่พบเห็น ไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายเรา ฝ่ายศัตรู หรือแม้แต่ในตำรา ก็ต้องรู้จักนำมาวิเคราะห์ และฝึกฝนให้กับทหารของเรา” จ้าวเซวียนหยวนกล่าวขึ้น

“ครับ !!!”

ทั้ง สองขุนพล และ 16 นงคราญรับคำพร้อมกัน เพราะ 16 นงคราญก็คิดที่จะเสริมจุดอ่อนของตนเองขึ้นมาเหมือนกัน ซึ่งมีผลทำให้คนที่เข้ามาในห้องปูวันข้างหน้ายากลำบากขึ้น จนจ้าวเซวียนหยวนต้องเปลี่ยนขบวนปูหนามเป็นคนอื่นแทน เพื่อที่จะใช้ 16 นงครวญในงานอื่นต่อไป

“ห้องแมลงวัน เป็นห้องเกี่ยวกับวิทยายุทธ์ ส่วนห้องปู เป็นห้องเกี่ยวกับพิชัยสงคราม” วังกงลู่พึมพำขึ้น ก่อนที่จะมองดูชื่อห้องสุดท้าย

“แล้วห้องสุนัขนี่ มันเกี่ยวกับอาหารหรือเปล่าน๊า สุนัขตุ๋นยาจีน”

“ท่านวัง เข้ามาสิ ยืนอยู่หน้าห้องทำไม”

เสียงจ้าวเซวียนหยวนดังขึ้น ทำให้วังกงลู่ต้องเช็ดน้ำลายที่ปาก และเก็บความสงสัยไว้เพื่อไปพิสูจน์ในห้องสุนัข




 

Create Date : 23 ตุลาคม 2554    
Last Update : 23 ตุลาคม 2554 23:35:18 น.
Counter : 175 Pageviews.  

บทที่ 30 บทเรียนจากแมลงวัน กับ เคล็ดลับของยอดยุทธ์

“ใจที่ไม่ข้องติดคือ ใจที่ไร้ใจ เมื่อนักดาบใช้ดาบในขณะที่ใจของเขาไร้ใจ ในที่สุด ใจของเขาก็จะเป็น ใจที่ไร้ดาบ” จากคัมภีร์แห่งจิตของพระผู้ไม่หวั่นไหว

ในห้องที่ชื่อว่า ห้องแมลงวัน เป็นห้องที่เจ้าเมืองคนใหม่ให้คนหาแมลงวันมาเพาะพันธุ์เป็นจำนวนมาก เพื่อนำมาไว้ในห้องนี้ ซึ่งในการเปิดใช้ครั้งแรกนั้นบรรยากาศคึกคักเป็นอย่างมาก เพราะบรรดาผู้นำทั้ง 29 คน ได้รับเชิญให้เข้ามาใช้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เพื่อที่จะพัฒนาฝีมือของตนเองให้พร้อมที่จะรับภาระอันหนักอึ้งที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้

วิ๊ง.......................วิ๊ง..........................

เหล่าแมลงวันบินกระจายไปทั่วห้อง กึ่งกลางห้องมีฟูกรองนั่งวางบนพื้น จ้าวเซวียนหยวนส่งถุงมือผ้าให้กับขุนพลทั้งสอง พร้อม ๆ กับที่ตัวเขาได้สวมใส่ถุงมือผ้า และทรุดนั่งลง

“จับแมลงวันมาให้ข้า ไม่ว่าจะจับเป็นหรือจับตายก็ได้ แต่ต้องใช้มือ และอวัยวะในร่างกายเท่านั้น”

ตี๋น้อยบอกสองขุนพล ทำให้ทั้งสองมองหน้าอย่างสงสัยนิดหนึ่ง ก่อนที่จะมองหาแมลงวันที่เกาะอยู่เต็มบนพื้น

ป๊าบ.....................ป๊าบ.........................

ทั้งสองฟาดมือลงอย่างรวดเร็ว จนฝูงแมลงวันบินกระจาย แต่เมื่อพลิกฝ่ามือดูแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่ามีแมลงวันตายแม้แต่ตัวเดียว

เฟี้ยว......................พรึบ............................

กวัวจินเทียนโมโหที่ไม่ได้ดั่งใจ จึงผุดลุกขึ้นทั้งคว้า ทั้งเตะ ทั้งตะปบวุ่นวายไปทั่ว แต่แมลงวันเหล่านั้นก็สามารถหลบรอดพ้นไปได้ทุกครั้ง

ส่วนวังกงลู่ก็ปรากฏผลลัพธ์เช่นเดียวกับกวัวจินเทียนคู่หูของเขา เพราะไม่ว่าจะใช้วิธีพลิกแพลง หรือตรง ๆ ไม่ว่าจะคอยจ้องหาจังหวะและโอกาส หรือใช้วิธีการอื่น ๆ มากมายที่เคยใช้ในการต่อสู้ ก็ไม่ปรากฏว่า แมลงวันจะหลงกลแม้แต่ตัวเดียว

“แมลงวันพวกนี้มันเป็นสัตว์ที่แปลกมาก ถ้าเราใช้วัตถุอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อวัยวะในร่างกายของเราเช่นไม้ ผ้า หรือแส้ ตีพวกมันก็จะโดนตีได้ง่าย แต่ถ้าใช้อวัยวะในร่างกายของเราโจมตีพวกมันเมื่อไร พวกมันจะสามารถหลบหนีไปตั้งแต่ตอนที่เราคิดที่จะโจมตีมันแล้ว”

จ้าวเซวียนหยวนกล่าวเป็นปริศนาให้คิด เมื่อเห็นท่าทางของทั้งสองที่ไม่ยอมย่อท้อ และจะต้องทำให้ได้ เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว คำสั่งแรกของจ้าวเซวียนหยวนที่กลายมาเป็นนายของเขา ต้องทำให้สำเร็จให้ได้

“พวกมันจับได้ตั้งแต่คิดที่จะฆ่ามันเลยหรือ อืม...จริงแฮะ แล้วถ้าเราไม่คิดที่จะฆ่ามันละ บ้าชิบ...ถ้าไม่คิดที่จะฆ่ามัน แล้วจะฆ่ามันได้ไงละ”

วังกงลู่ที่ถนัดในการใช้ความคิด และปัญญาได้เริ่มตรึกตรองและทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่ยังไม่ประสบผลสำเร็จแต่อย่างใด จนผ่านไปครึ่งชั่วยาม โดยที่ไม่มีผลลัพธ์ใด ๆ เกิดขึ้น ทำให้วังกงลู่ที่นั่งอยู่กับพื้นโมโห

ผั๊วะ.............................

เขาฟาดมือไปบนพื้นด้านข้างอย่างขัดเคืองใจ โดยไม่ได้คิดว่าจะฟาดแมลงวันแต่อย่างใด

“โห....พี่กงลู่ พี่ทำสำเร็จแล้ว ดูสิ แมลงวันตั้ง 4-5 ตัวแนะ” กวัวจินเทียนที่บังเอิญหันมาเห็นพอดี รีบปราดเข้ามาหาขุนพล และเพื่อนสนิทของตนเองทันที

“โอ๊ะ......จริงด้วย ว่าแต่ตอนนั้นมันทำอย่างไงหวา”

วังกงลู่เริ่มตรึกตรองดูท่าทาง และวิธีการของตน ส่วนกวัวจินเทียนก็เฝ้ารอให้วังกงลู่คิดวิธีการ เพราะแม้ว่าเขาจะชอบใช้กำลังมากกว่าความคิด แต่เขาไม่ได้โง่ แต่ชอบที่จะไม่คิดมากกว่า ปล่อยให้เพื่อนของตนคิดแทน ยกเว้นในเวลาฉุกระหุกเท่านั้น ที่จะต้องใช้ความคิด คนส่วนใหญ่จึงมักจะมองว่า เขาเป็นคนมุทะลุ ดุดัน และไม่ชอบใช้สมอง

ป๊าบ............................

วังกงลู่ฟาดมือออกไปโดยที่ไม่มองดู แต่ผลที่ได้กลับไม่เหมือนเดิม คือไม่มีแมลงวันสักตัวตายใต้ฝ่ามือนั้น

“ไม่เกี่ยวกับการมอง” วังกงลู่สรุปผลลัพธ์แรก

ป๊าบ.............................

“ไม่เกี่ยวกับท่าทาง” เขาสรุปผลลัพธ์ที่สอง จากนั้นก็มองดูรอบ ๆ บริเวณ ก่อนที่จะสรุปผลลัพธ์ที่สามว่า

“ไม่เกี่ยวกับสถานที่” จากนั้นก็มองดูขุนพลกวัวจินเทียนที่เกาหัวแกรก ๆ อยู่ด้านข้าง

“ไม่เกี่ยวกับบุคคล” และถอดถุงมือออกฟาดอีกครั้ง

ป๊าบ............................

“ไม่เกี่ยวกับถุงมือ” สังเกต ทดลอง สรุป แต่ไม่สามารถได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องได้ ทำให้วังกงลู่อดที่จะตีหัวตัวเองเบา ๆ ไม่ได้

“โอ๊ยยย.....ทำไมโง่อย่างนี้วะ แค่นี้ทำไมคิดไม่ออก”

“พี่กงลู่อย่าทำอย่างนั้นสิ ค่อย ๆ คิดก็ได้ ตอนนั้นที่ทำได้ในใจพี่คิดอะไรหรือเปล่า ทำให้พี่ตีแมลงวันได้” คำพูดของกวัวจินเทียนทำให้วังกงลู่คิดได้ เขาผุดลุกขึ้นยืนทันทีทันใด พร้อมกับร้องขึ้นว่า

“ใช้แล้ว คิด คิด คิด และคิด ตอนนั้นเราคิดโกรธตัวเอง จึงฟาดมือไปยังพื้น” พูดพึมพัมราวกับจะทบทวนความจำ แล้วก็นั่งลง

ผั๊วะ............................

คราวนี้เขาฟาดฝ่ามือออกไปด้านหน้าตัวเขาที่มีฝูงแมลงวันออกอยู่เต็มไปหมด แต่คราวนี้มีแมลงวันที่ตายเพราะฝ่ามือนี้อยู่หลายตัวเหมือนเช่นตอนแรก

“เฮ้.....สำเร็จแล้ว บอกเคล็ดลับหน่อยพี่กงลู่” กวัวจินเทียนปราดเข้ามานั่งข้าง ๆ ขุนพลขวาทันที

“อืม...แม้ว่าจะยังไม่ใช่หลักการที่ถูกต้อง แต่ก็ใกล้เคียงแล้ว หาต่อไป” จ้าวเซวียนหยางที่นั่งดูอยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้น พลางบอกทั้งสองให้ดูเขา

ผั๊วะ...................ผั๊วะ.......................ผั๊วะ......................

ขณะที่จ้าวเซวียนหยางพูดกับเขา มือทั้งสองก็ตบฟาดไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้แมลงวันที่เกาะอยู่รอบตัวนอนตายเกลื่อน

“ดูตัวที่บินอยู่นี่นะ” จากนั้นเขาก็บอกให้ดูตัวที่บินขึ้นมาตรงหน้าเขา

วูบ.........................วิ๊ง.............................

เขาคว้าจับด้วยท่วงท่าที่คล้ายกับยื่นมือไปอย่างธรรมดา และเมื่อแบมือออก ก็เห็นแมลงวันตัวนั้นบินปร๋อออกจากมือของเขา ท่ามกลางสองสหายที่มองจนอ้าปากค้าง จนแมลงวันทั้งฝูงสามารถเข้าไปในปากได้

“ไร้เจตนา แม้จะสามารถเข่นฆ่าแมลงวันได้ แต่การไร้เจตนาไม่สามารถกำหนดเป้าหมายการจู่โจมได้ แต่คิดได้ขนาดนี้ก็ถือว่าดีแล้ว ดังนั้น ขั้นแรกก็ลองโจมตีแบบไร้เจตนาให้ชำนาญก่อน”

จ้าวเซวียนหยวนบอกกับสองสหาย ทำให้ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนที่จะฟาดฝ่ามืออย่างไม่ตั้งใจ ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง แล้วแต่ว่าจะฟาดมือไปตรงจุดไหนที่มีแมลงวันเกาะอยู่ และถ้ามองดู และกำหนดว่าจะฟาดแมลงวันตรงจุดไหน ก็มักจะพลาดเป้าทุกครั้ง

“สัตว์ทุกประเภทในโลกนี้มีความสามารถที่โดดเด่นเฉพาะตัวของมัน เช่น สุนัขมีจมูกที่ไว เหยี่ยวมีสายตาที่มองได้กว้างไกล และแมลงวันซึ่งเป็นสัตว์ที่สามารถจับรังสีอำมหิตที่เปล่งออกมาจากผู้ที่คิดจะฆ่าฟันมันได้” จ้าวเซวียนหยวนกล่าวขึ้น พลางสอนบทเรียนให้สองขุนพลที่ตั้งใจฟังอย่างใจจดจ่อว่า

“ดังนั้น ถ้าคิดที่จะใช้อวัยวะในร่างกายซึ่งสามารถถ่ายทอดรังสีการฆ่าฟันอย่างอ่อนมาฆ่าแมลงวันนั้น จะต้องรู้จักเก็บงำรังสีการฆ่าฟันไม่ให้ปรากฏออกมาอย่างเด็ดขาด”

“แล้วจะทำได้อย่างไรครับ กรุณาสอนพวกเราด้วย”

วังกงลู่เริ่มรู้สึกว่า ตนเองไม่สามารถที่จะก้าวข้ามการไร้เจตนา มาเป็นการไร้รังสีฆ่าฟัน ทั้ง ๆ ที่คิดจะฆ่าฟันพวกมันได้ จึงได้อ้อนวอนขอต่อเจ้าเมืองที่บัดนี้พวกเขาได้ยอมศิโรราบทั้งกาย และใจ

“นั่งขัดสมาธิ ทำจิตใจให้สงบ” จ้าวเซวียนหยวนได้เริ่มสอนขุนพลทั้งสองนั่งสมาธิสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ จึงกล่าวเป็นปริศนาธรรมว่า

“ควรที่จะเอาใจไปจดจ่อที่ไหนดี ถ้าใจเกาะติดอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก ใจก็จะยึดติดอยู่แค่การหายใจ โดยที่ไม่ได้รับรู้ส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย”

“ถ้าใจยึดติดที่มือ มือก็จะรู้สึกเก้งก้าง เกะกะ”

“ถ้าใจยึดติดที่เท้า เท้าจะเป็นตะคริว และเหน็บชาได้”

“ถ้าใจไปอยู่ที่ร่างกาย จะทำให้ร่างกายเกิดความเชื่องช้า และเมื่อยล้า”

“ถ้าใจติดอยู่ที่ความคิด มีแต่จะนำพาความคิดเตลิดไปไกล”

“ดังนั้น จงอย่าให้จิตใจยึดติดอยู่ที่ไหน จงปล่อยใจให้ลอยคุมทั่วร่าง เมื่อต้องการใช้มือ ใจก็จะอยู่ที่มือ เมื่อต้องการใช้เท้า ใจก็จะอยู่ที่เท้า จึงอาจจะกล่าวได้ว่า ใจอยู่ในทุกที่ และทุกที่นั้นไม่มีใจของเราอยู่ด้วย นี่เป็นหลักวิชาขั้นสูงที่เรียกว่า ไร้ใจ” คำพูดของจ้าวเซวียนหยวนทำให้ทั้งสองตกใจจนหลุดออกจากสมาธิ

“นี่หรือคือ เคล็ดลับของขั้นไร้ใจ ที่บรรดาผู้ฝึกยุทธ์ต่างเสาะแสวงหามา” วังกงลู่เอ่ยขึ้น

“พวกท่านคิดว่า การโหดเหี้ยมอำมหิตต่อศัตรู และต่อตัวเองนั้น จะนำไปถึงการไร้ใจ เพราะคิดว่า การไร้ใจคือการไร้น้ำใจ ซึ่งข้าจะบอกให้ว่า เป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะใจที่อำมหิตก็ไม่สามารถสังหารแมลงวันด้วยมือเปล่าได้ ต้องเป็น ไร้ใจ ในความหมายของสมาธิเท่านั้น จึงจะสังหารแมลงวันได้”

คำพูดของจ้าวเซวียนหยวนทำให้ทั้งสองได้คิด ประสบการณ์ที่ผ่าน ๆ มานั้นได้พรั่งพรูเข้ามาในความคิด ทำให้พวกเขาทั้งสองร้องไห้ด้วยความสำนึกผิดในบาปกรรมที่ได้ก่อไว้ เพราะคิดแต่จะสำเร็จสุดยอดวิชาไร้ใจ

“นับแต่นี้พวกท่านจะต้องอุทิศตนให้เป็นประโยชน์แก่แผ่นดิน ช่วยข้าในการรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง เพื่อที่จะไม่เกิดการเข่นฆ่าสังหารกันจนวุ่นวาย และไม่ทำให้ผู้คนล้มตายจำนวนมากมายมหาศาล พวกท่านจะยอมหรือไม่”

คำพูดของจ้าวเซวียนหยวนนั้นทำให้ทั้งสองคุกเข่า และให้คำสัตย์ปฏิญาณว่า จะจงรักภักดีต่อตี๋น้อย และจะดำเนินตามแผนการที่ได้มอบหมายไว้ให้ทุกประการ จ้าวเซวียนหยวน หรือตี๋น้อย จึงได้ประคองคนทั้งสองให้ลุกขึ้น

“เอาละ ลองใช้วิชาไร้ใจให้ข้าดูหน่อยสิ ขุนพลเอกของข้า” สิ้นคำของจ้าวเซวียนหยวน ขุนพลทั้งสองก็ตวัดมือออกอย่างคล่องแคล่วว่องไว

เผี๊ยะ................เผี๊ยะ...........................

ทั้งสองได้ตวัดมือออกฟาดแมลงวันร่วงหล่นราวกับพายุฝนสีดำ ทำให้จ้าวเซวียนหยวนหัวเราะอย่างชอบใจในพัฒนาการของสองขุนพล ซึ่งนับแต่นี้ พวกเขาจะก้าวไปสู่นักรบชั้นแนวหน้าเคียงคู่กับจูสือว่าน ซึ่งเขาจะสร้างให้ทั้งสามกลายเป็นขุนพลเอกแห่งแผ่นดินสามก๊ก

“นี่แหละคือการไร้ใจ เมื่อไร้ใจ พวกท่านก็จะสามารถฝ่าข้าศึกนับพันนับหมื่นได้ราวกับเดินเล่นในสวน สามารถบุกฝ่าไปปลิดชีพแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามได้ราวกับเดินไปหยิบผลส้มที่ในลัง”

จ้าวเซวียนหยวนกล่าวอย่างจริงจัง ทำให้ทั้งสองหยุดมือ และหันมาคารวะขอบคุณตี๋น้อยอย่างจริงใจที่มอบโอกาสให้พวกเขา

“เอาละ เมื่อพวกท่านสำเร็จวิชาไร้ใจแล้ว เราจะไปเรียนบทเรียนที่สองกัน”

จ้าวเซวียนหยวนได้ลุกขึ้นและเดินออกจากห้องแมลงวัน ทำให้ขนพลทั้งสองรีบตามไปอย่างใกล้ชิด เพราะแค่บทเรียนแรกก็สามารถทำให้พวกเขาทั้งสองขึ้นสู่ขั้นสูงสุดของวิชาฝีมือ ในบทเรียนที่สอง เขาจะได้รับบทเรียนอะไรหนอ........


“ห้องปู”

เสียงสองหนุ่มยอดขุนพลอุทานอย่างไม่เชื่อสายตา เพราะสิ่งที่เขาเห็นคือ ปู ปู ปู และปู มีแต่ปูเต็มไปหมดทั้งห้อง

“ถอดถุงมือ และช่วยจับปูใส่ในถังให้หมด โดยไม่ให้ทำร้ายปู และต้องไม่ให้ปูหนีบมือได้ และต้องใช้มือแค่มือเดียวในการจับปูด้วย” จ้าวเซวียนหยวนกล่าว ก่อนที่จะเดินฝ่าปูจำนวนมากเข้าไปในห้อง




 

Create Date : 21 ตุลาคม 2554    
Last Update : 21 ตุลาคม 2554 19:30:17 น.
Counter : 166 Pageviews.  

บทที่ 29 เดิมพันชีวิตของสองขุนพล

“ยุทธวิธีชั้นยอดคือการโจมตีจิตใจ ส่วนยุทธวิธีขั้นต่ำคือ การโจมตีเมือง” ซุนวู

เมืองขุมทรัพย์ตั้งแต่เหตุการณ์ทุกอย่างกลับมาเป็นปกตินั้น เหล่าชาวบ้านก็ได้รับการแจกจ่ายเสบียงอาหารจากกองกำลังของตี๋น้อยเดิม ซึ่งตอนนี้เป็นกองกำลังของจ้าวเซวียนหยวน เจ้าเมืองคนใหม่

นอกจากนั้นแล้ว ท่านเจ้าเมืองยังให้การดูแลชาวบ้านอย่างดี ลงทุนไปสอบถาม และให้จัดทำสำมะโนครัวประชากรทุกคน เพื่อที่จะได้ดูแลได้ทั่วถึง และจัดสรรที่ดินทำกิน ให้กับทุกคน แต่มีข้อแม้ว่า คนที่จะได้รับที่ดินนั้น จะต้องมีแผนการที่จะทำประโยชน์ในที่ดินจริง ๆ ซึ่งทางเมืองก็จะจัดสรรเป็นเขต ๆ ไป เช่นเขตเลี้ยงสัตว์ เขตทำนา เขตทำไร่ และเขตปลูกพืชผักผลไม้ เป็นต้น ทำให้ชาวบ้านชาวเมืองรักเจ้าเมืองคนนี้มาก แม้พึ่งจะทำการได้ไม่กี่วันก็ตาม

วันนี้ ที่ปราสาทของท่านเจ้าเมือง ซึ่งมีขนาดใหญ่โตมโหฬารราวกับปราสาทขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เนื่องจากช่วงที่เป็นเมืองฝึกฝนนั้น ทางเกาะต้องการที่จะสร้างความยิ่งใหญ่อลังการให้ปรากฏแก่สายตาของผู้เล่นที่พึ่งเข้ามาในเกม

ที่หน้าประตูปราสาทที่มีทหารยืนเฝ้าด้านหน้าอยู่ 4-5 คน ปรากฏร่างของสองขุนพลซ้ายขวาเดินเข้ามาหาทหารที่เฝ้าอยู่หน้าประตู เนื่องจากกำหนดการเดินทางไปลกเอี๋ยงถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากติดพายุ ซึ่งคงจะไม่สงบในวันสองวันนี้แน่ ๆ

“ท่านเจ้าเมืองขอเชิญท่านขุนพลทั้งสองให้เข้าไปพบยังห้องรับแขกคะ”

เสี่ยวหลัน ซึ่งเป็นผู้ดูแลทั่วไปในปราสาทท่านเจ้าเมืองได้ปรากฏกายขึ้นที่ประตู พลางกล่าวเชิญขุนพลทั้งสอง ทำให้ทั้งสองตกใจมาก เพราะที่พวกเขามานี่ก็ไม่ได้บอกใครมาก่อนว่าจะมา แล้วท่านเจ้าเมืองรู้ได้อย่างไร


“อ๋อ...เรื่องนั้นก็ง่าย ๆ ครับ ท่านขุนพลทั้งสองคงจะไปหาท่านขุนพลจูสือว่านก่อนที่จะมาที่นี่ใช่ไหม” จ้าวเซวียนหยวนได้ตอบข้อข้องใจของสองขุนพลที่ได้มานั่งอยู่ที่ห้องรับแขกด้วยการตั้งคำถามกลับ

“ใช่ครับ แสดงว่าท่านรู้แล้วว่า พวกข้าจะต้องมาสอบถามสิ่งที่ได้คุยกับท่านขุนพลกับท่านแน่ ๆ ใช่ไหมครับ” กวัวจินเทียนกล่าวถามขึ้น

“แสดงว่า พวกท่านรู้แล้วว่า ข้าคือใคร ในใจอาจจะไม่ยินยอม แต่ก็ไม่อยากที่จะตัดรอนความหวังดีของท่านขุนพลที่แนะนำท่านให้มาทำงานให้ข้า ดังนั้น จึงอยากที่จะขอทดสอบอะไรบางอย่างกับข้า ข้าพูดถูกไหม”

คำถามของผู้ที่พวกเขารู้ว่าเป็นใคร แต่ไม่อาจจะบอกได้นั้น ทำให้ขุนพลทั้งสองตกตะลึงในสติปัญญา และการหยั่งคาดของเจ้าเมืองคนนี้ที่พวกเขารู้ว่าเป็นใคร แต่บอกไม่ได้

“การพูดกับคนที่มีสติปัญญานั้นสะดวกรวดเร็วจริง ๆ ทำให้ไม่ต้องคุยกันมากมายหลายคำจริง ๆ ดูท่าพวกข้าต้องเปิดอกพูดแล้วสินะว่า พวกข้าข้องใจฝีมือของท่าน” วังกงลู่กล่าวอย่างตรง ๆ ทำให้จ้าวเซวียนหยวนต้องหัวเราะออกมา

“นึกว่าข้องใจเรื่องอะไร ถ้าข้องใจเรื่องอื่นนั่นต้องอธิบายกันยาว แต่ถ้าเรื่องนี้ก็ง่าย ๆ” จ้าวเซวียนหยวนลุกขึ้นจากเก้าอี้ พลางเชิญสองขุนพลว่า

“ตามข้ามาที่ห้องฝึกซ้อมฝีมือสิ ข้าจะพิสูจน์ให้ท่านเห็น พร้อมกับการเดิมพันแบบเดียวกับที่ข้าเคยเดิมพันกับท่านขุนพล”

“ได้ แต่ขอเปลี่ยนเดิมพันเล็กน้อยได้ไหม” กวัวจินเทียนกล่าวขึ้นอย่างมาดมั่น

“ได้สิ ท่านจะขอเดิมพันอะไรว่ามา”

“ผู้ชนะเป็นเจ้า ผู้แพ้เป็นทาส ตกลงไหม” กวัวจินเทียนตอบประโยคที่ได้ตกลงกับวังกงลู่ ทำให้จ้าวเซวียนหยวนชะงักเล็กน้อย

“โห....เล่นแรงเลยนะเนี่ย ขนาดท่านขุนพลจูสือว่านข้ายังต้องการให้ท่านเป็นขุนพลให้กับข้า แต่นี่ พวกท่านจะยอมเป็นทาสข้าเชียวหรือ” ประโยคที่มองดูว่าเย่อหยิ่ง และถือดีในฝีมือทำให้สองขุนพลมองตาเขาราวกับจะค้นหาอะไรสักอย่าง

“ดูท่านมั่นใจเหลือเกินนะ ถ้าท่านแพ้มาแล้วอย่ามาร้องไห้คร่ำครวญทีหลังก็แล้วกัน เพราะข้าไม่ใจดีกับทาสของข้าหรอกนะ” หน้าคมเข้ม และดูเย็นชาของวังกงลู่ เขม้นมองคู่สนทนา ก่อนที่จะกล่าวอย่างเป็นเชิงตักเตือน

“ทำได้หรือไม่ได้ ลงมือก็จะรู้เอง” จ้าวเซวียนหยวนตอบยิ้ม ๆ

ห้องฝึกฝนฝีมือเป็นห้องที่เป็นห้องโถงโล่ง ๆ ใกล้ ๆ ผนังจะเรียงรายไว้ด้วยแคร่อาวุธทุกชนิด ผนังอีกด้านจะเป็นเป้าซ้อมธนู ส่วนด้านข้างทั้งสองข้างเปิดเชื่อมต่อกับสวนไม้ดอก และไม้ผลที่งดงาม และส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณ ทำให้คนทั้งสามรู้สึกผ่อนคลายลง

“ขอท่านจ้าวแนะนำด้วย”

วังกงลู่ชักหอกออกมาจากแคร่ พลางคารวะเจ้าเมืองคนใหม่ ซึ่งได้หยิบกระบี่อ่อนขึ้นมา กระบี่ชนิดนี้จะใช้ลำบากสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย เพราะความอ่อนของมัน แต่ทว่า สำหรับผู้มีฝีมือนั้น กระบี่แบบนี้จะทำให้สามารถพลิกแพลงแปรเปลี่ยนได้ไม่มีที่สิ้นสุด

“เชิญ”

จ้าวเซวียนหยวนถือกระบี่อย่างผ่อนคลาย ทำให้คู่ต่อสู้สงสัย เพราะปกติกระบี่จะเสียเปรียบหอก เนื่องจากความยาว และพลังทำลายที่แตกต่างกัน แต่สำหรับขุนพลชาญศึกอย่างวังกงลู่แล้ว นี่คือโอกาสของเขา

ฝุบ...................วูบ........................

ขุนพลขวาใช้ออกด้วยการแทงต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว และรุนแรง แต่ทว่า ร่างของเจ้าเมืองคนใหม่กลับใช้วิธีที่คู่ต่อสู้คิดไม่ถึงมาตอบโต้ เมื่อกระบี่ได้กลายสภาพเป็นเชือก ทำการตวัดรัดหอกที่แทงเข้ามา จากนั้นก็ตวัดปัดป่ายแรงให้พ้นทาง

วูบ..................วูบ...................

วังกงลู่รีบถอยอย่างรวดเร็ว เพราะร่างที่ใช้กระบี่ปัดหอกให้หลีกทางนั้น ได้ก้าวเข้าประชิดตัวเจ้าของหอก จนต้องรีบถอยห่างอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะตวัดด้ามหอกออกตวัดปัดป่ายร่างนั้น

เคว้ง...........เคว้ง......................

กระบี่อ่อนในเมืองจ้าวเซวียนหยวนยังทำหน้าที่ในการเปลี่ยนทิศทางของหอกได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้วังกงลู่รู้สึกเปลืองเรี่ยวแรงในการบังคับอาวุธของตนเองเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังต้องระวังการปราดเข้ามาในระยะประชั้นชิดของจ้าวเซวียนหยวนด้วย

หมับ......................วูบ.........................

เมื่อได้จังหวะที่หอกเริ่มเสียจังหวะ ทำให้จ้าวเซวียนหยวนใช้มือซ้ายรวบจับหอกกระชากกลับหลัง เมื่อฝ่ายขุนพลวังกงลู่กระชากกลับ ร่างของจ้าวเซวีนหยวนก็พุ่งไปตามแรงดึงทันที พร้อมกับกระบี่ที่เหยียดตรง และจู่เข้าที่คอของวังกงลู่ที่หมดทางหลบหลีก

เคว้ง...................ตุบ....................

หอกในมือของวังกงลู่หล่นลงกับพื้นทันทีที่รู้ผลแพ้ชนะ และร่างของผู้แพ้ก็ยืนนิ่งด้วยความคาดไม่ถึง ทำให้กวัวจินเทียนต้องเดินเข้ามาหา และโอบไหล่ของผู้เป็นทั้งเพื่อนที่รู้ใจ และเพื่อนร่วมอาชีพ

“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวข้าจะแก้ให้ท่านหลุดพ้นจากเดิมพันทาสเอง”

เสียงปลอบของขุนพลซ้ายทำให้วังกงลู่รู้สึกตัวว่าเสียมารยาทไป จึงคารวะเจ้าเมือง และเดินกลับไปด้านข้าง ปล่อยให้กวัวจินเทียนที่กระชับหอกไปมือได้ต่อสู้เป็นคนต่อไป

วูบ......................หมับ........................

จ้าวเซวียนหยวนได้ใช้เท้าสะกิดหอกขึ้นมาในมือ พร้อมกับเก็บกระบี่ไว้ จากนั้นจึงกระชับหอกในมืออย่างหลวม ๆ และด้วยท่าทางสบาย ๆ พลางกล่าวว่า

“นี่คือวิชาหอกที่ท่านขุนพลจูสือว่านพลาดท่าเสียที ถ้าท่านแก้ได้ก็ลองดู”

“ย๊ากกกก.............”

กวัวจินเทียนร้องตวาดขึ้นพร้อมกับลงมือจู่โจมแทนการกล่าวตอบ ด้วยวิชาหอกของวังกงลู่นั้นเน้นความเร็ว ส่วนของจูสือว่านนั้นเน้นเรื่องความแกร่งกร้าว และอำมหิต แต่วิชาหอกของกวัวจินเทียนกลับเน้นความรุนแรง และแกร่งกร้าวถึงขีดสุด

เมื่อต้องพบกับหอกที่รุนแรง และแกร่งกร้าว จ้าวเซวียนหยวนกลับยิ่งผ่อนคลาย และร่ายรำหอกให้คล้ายกับมีพลังวงจรที่มากมายมหาศาลรอบ ๆ ตัวให้ก่อเกิดไม่มีวันสิ้นสุด

แกร๊ง...................วูบ..........................

หอกที่ปกติใช้การแทงเป็นหลัก แต่เมื่อมาอยู่ในมือกวัวจินเทียน กลับใช้มันเหมือนเป็นง้าว ทั้งฟัน ตวัด กระแทก แหย่ และแทง แต่ดูเหมือนว่า คู่ต่อสู้จะรับไว้ได้หมด แถมยังชักนำพลังของหอกให้เสียศูนย์ด้วย ทำให้ต้องใช้พลังมากกว่าปกติในการรักษาความสมดุลในการโจมตี

แกร๊ง........................แกร๊ง..............................

แม้กระนั้นก็ตาม ร่างสูงใหญ่ของกวัวจินเทียนก็ไม่ยอมแพ้ ยังคงตวัดหอกฟาดฟันอย่างคลุ้มคลั่ง ราวกับกำลังผ่าฟืนอยู่ก็ปาน

วูบ.................วูบ....................เฟี้ยว......................

จ้าวเซวียนหยวนที่อดจะนับถือความเป็นนักสู้ของกวัวจินเทียนไม่ได้ ดังนั้น จึงไม่อยากให้คู่ต่อสู้ได้รับบาดเจ็บ จึงใช้เคล็ดหมุนวน และถ่ายโอนแรง ทำให้หอกของคู่ต่อสู้หมุนวนตามการเคลื่อนแรงของเขา และเปลี่ยนทางของแรง ทำให้หอกในมือกวัวจินเทียนหลุดจากมือไปปักอยู่ในสวนดอกไม้ไกล ๆ ทันที

วูบ................................

หอกในมือจ้าวเซวียนหยวนจ่อที่คอของกวัวจินเทียน ทำให้วังกงลู่ตกตะลึงอีกครั้ง แต่กวัวจินเทียนกลับยิ้มออกมา

“โปรดรับการคารวะจากข้าทาสทั้งสองด้วย” กวัวจินเทียนคุกเข่าลงทันที ทำให้จ้าวเซวียนรีบเข้าไปประคอง

“ไม่ต้องคุกเข่าให้กับข้าหรอก ข้าไม่ได้ถือพวกท่านเป็นทาสแต่อย่างใด”

“ไม่ได้ เดิมพันต้องเป็นเดิมพัน” กวัวจินเทียนกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว ทำให้วังกงลู่ต้องทอดถอนใจกล่าวว่า

“แม้ข้าจะผิดหวังในการประลองครั้งนี้ แต่ข้าก็ไม่ผิดหวังในตัวของท่านเลย ทั้งฉลาด ทั้งเก่ง ให้พวกข้ายอมถวายชีวิตให้กับท่านอย่างนี้ ถึงตายข้าก็ไม่เสียดาย” จากนั้น วังกงลู่ก็คุกเข่าลงคำนับจ้าวเซวียนหยวน

“พวกท่านทั้งสองลุกขึ้นเถิด เรื่องการเป็นทาสข้ารับไม่ได้ เพราะพวกท่านคือขุนพลของข้า ข้าไม่อาจที่จะให้ผู้ที่เป็นขุนพลต้องกลายเป็นทาสเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น ศักดิ์ศรีแห่งขุนพลแห่งข้าก็จะต้องมัวหมองไป” จ้ายเซวียนหยวนกล่าวอย่างเด็ดขาด ทำให้ขุนพลทั้งสองลุกขึ้นยืน และคำนับอีกครั้งว่า

“ขอบคุณท่านมาก แม้ท่านจะไม่ถือว่าข้าทั้งสองเป็นทาส แต่นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าทั้งสองจะนับถือท่านเป็นเจ้านายเพียงคนเดียว สั่งให้ตายก็จะตาย สั่งให้เป็นก็จะเป็น ไม่ว่าจะสั่งให้บุกน้ำลุยไฟ พวกข้าทั้งสองจะรุดไปตามคำสั่งของท่านจ้าว” วังกงลู่กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว และหนักแน่น ทำให้จ้าวเซวี่ยนหยวนรู้สึกซาบซึ้ง

“ขอบใจท่านทั้งสองมาก ข้าคงจะไม่มีอะไรจะตอบแทนท่านทั้งสอง นอกจากสิ่งนี้ที่ข้าจะพาท่านไปรับเอาสิ่งนี้” จ้าวเซวียนหยวนกล่าวพลางเดินนำขุนพลทั้งสองไปยังห้องอีกห้องหนึ่ง

“ท่านจะใช้ข้าไปทำอะไร พวกข้าทั้งสองยินดีทำให้ท่านทุกอย่าง” ขุนพลทั้งสองเดินตามจ้าเซวี่ยนหยวนอย่างใกล้ชิด

“ข้ามีงานให้ท่านทำอยู่แล้ว แต่ก่อนอื่นต้องเพิ่มพลังฝีมือของพวกท่านทั้งสองให้สูงขึ้นกว่านี้ก่อน นี่คืองานแรก และเป็นสิ่งแรกที่ข้าจะให้กับพวกท่านทั้งสอง”

ผู้เป็นเจ้านายใหม่ของขุนพลทั้งสองกล่าวขึ้น ทำให้ทั้งสองมองหน้ากันอย่างสงสัยว่า เจ้านายใหม่จะเพิ่มฝีมือของพวกเขาอย่างไร เพราะพาออกมาจากห้องฝึกฝีมือเข้าไปในห้องที่มีฝูงแมลงวันเต็มไปหมด

“ข้าจะเพิ่มพลังฝีมือของท่านให้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ด้วยเวลาเพียงแค่ 1 วัน และห้องนี้คือบทเรียนแรกที่พวกท่านจะต้องเรียนรู้ และเมื่อผ่านบทเรียนนี้ไป ท่านทั้งสองจะสามารถบุกฝ่ากองทัพนับหมื่นได้ราวกับกำลังเดินเล่นในสวนดอกไม้ทีเดียว”

จ้าวเซวียนหยวนกล่าวอย่างจริงจังกับขุนพลหนุ่มทั้งสองที่กำลังสับสนกับชีวิตว่า ห้องที่มีแมลงวันเต็มไปหมด เกี่ยวข้องอะไรกับการเพิ่มพลังฝีมือของพวกเขา และจะทำให้พวกเขาเก่งได้อย่างไร




 

Create Date : 21 ตุลาคม 2554    
Last Update : 21 ตุลาคม 2554 19:23:10 น.
Counter : 117 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

suvarnachati
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add suvarnachati's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.