หวานเย็นผสมโซดา | รวิวารี | Mahal Kita | NamPhet
Group Blog
 
<<
กันยายน 2552
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
23 กันยายน 2552
 
All Blogs
 
สโนไวท์กับคน (ไม่) แคระทั้งเจ็ด : ลมไหว

   หมุนกลับไปในวันที่หลีกลี้หนีหน้า ตัดสินใจเดินจากมาให้พ้น ๆ เส้นทางความรักระหว่างเพลงฝนกับวาวแพร เส้นทางของหัวใจที่มีฉันยืนขวางโดยไม่ตั้งใจในวันนั้น ใครต่อใครต่างพากันใส่ร้ายป้ายสีกันอย่างสนุกสนาน ไม่มีแม้สักคนจะใส่ใจว่าใครจะทุกข์ทน ร้อนรนกับการเป็นคนถูกประณาม สุดแต่ใจจะใส่ความหรือนิยามตามความพอใจ

   ฉันถูกมองว่าเป็นผู้แพ้ที่น่าสงสาร ถูกเพื่อนรักกับคนรู้ใจแทงข้างหลัง แอบคบหา ผูกพันใจ ปิดหูปิดตา โกหกฉันอย่างง่ายดายโดยยกเอาความไว้ใจมาปิดบังให้ตายใจ กว่าจะรู้ตัวก็สาย ปลาย่างถูกแมวตัวร้ายคาบหายไปต่อหน้าต่อตา

   ฉันคิดเดาไปเองว่า ปัญหาทุกอย่างคงสะสางได้ หากไม่มีฉันอยู่วุ่นวายอย่างเงียบเฉย และหวังว่าปัญหาหัวใจจะห่างไกลไปจากความเป็นไปของชีวิตฉัน

   โรงเรียนใหม่... เพื่อนกลุ่มใหม่ที่แปลกไปจากวันนั้น แต่... ฉันหลงลืมวังวนของความผูกพัน หลงลืมว่าสักวันคนเคยผูกพันต้องหวนคืน

   ฉันใช้ชีวิตเรียบ เงียบ ตามประสา แม้วุ่นวายบ้างบางครา ก็... ไม่มีเรื่องของหัวใจให้เวียนหัว ก้มหน้าก้มตาเรียน... เรียน... เรียน... และเรียน... จนกระทั่งวันหมุน เดือนเปลี่ยน แล้วคนคุ้นเคยก็แวะเวียนมาทักทาย

   “ ข้าวไม่ชอบพี่ลมไหวเลยค่ะ แม่ ” ฉันฟ้องแม่ในเย็นวันหนึ่งหลังเลิกเรียน

   “ ทำไมล่ะ พี่เขาไปทำอะไรให้ ” แม่ถามด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

   “ ก็... พี่ลมไหว เขาชอบมองหน้าข้าวแล้วยิ้มแปลก ๆ บางทีก็มองเฉย ๆ มองอยู่นั่นแหละจะพูดอะไรก็ไม่พูด ” กับคนที่ฉันผูกพันและคุ้นเคย ฉันไม่ใช่คนสงวนถ้อยคำนัก ออกจะช่างจำนรรจาเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะช่างจำนรรจาแกมบ่นว่าสารพัน

   “ ลมไหวชอบต้นข้าวน่ะสิ ”

   ประโยคบอกเล่าธรรมดาสามารถทำให้ฉันหลุดเสียงอุทานบางอย่างออกไป ในทำนองคัดค้านสิ่งที่ได้ยิน ก็ใครกันจะเชื่อ... เมื่อฉันกับ ‘ พี่ลมไหว ’ รู้จักมักคุ้นกันมาแต่ครั้งอนุบาล กระทั่งก้าวผ่านมาเป็นเด็กประถม แม้ไม่ได้สนิทกันมากมาย ด้วยความที่เขาไม่ค่อยชอบพูดจากับฉันนัก มีเพียงสายตาจับจ้องมองมายามฉันอยู่ไม่ไกลระยะสายตานั้นมองเห็น มองแล้วไม่เอ่ยคำ มองแล้วเลยผ่านไม่เคยทักทายให้ได้ยิน จนฉันเข้าใจไปว่าเขาไม่ชอบฉัน แต่ความรู้สึกนั้นก็ค้างคาใจไม่นาน เมื่อเวลาผ่าน ต่างคนต่างเส้นทางที่ต้องไป หากไม่เขากลับมาในวันนี้ ฉันคงลืมความรู้สึก และสายตาที่เขาเคยมีให้ไปแล้วด้วยซ้ำ

   “ ทำเสียงแบบนี้แสดงว่าไม่เชื่อล่ะสิ ” ฉันส่ายศรีษะไปมาจนผมยุ่ง แม่จึงเริ่มบรรยายความให้ฟังว่า “ เมื่อก่อนตอนเรียนอนุบาล ลมไหวเขาชอบกลับไปเล่าให้ยายธารฟังบ่อย ๆ ว่า... ต้นข้าวน่ารักอย่างนั้น ต้นข้าวสวยอย่างนี้ ต้นข้าวหน้าตาดีเหมือนเด็กญี่ปุ่น ต้นข้าวยิ้มสวย ต้นข้าวคือนางฟ้า คือตุ๊กตาตัวน้อย แล้วยายธารก็มาเล่าให้แม่ฟังทุกทีเวลาเจอกัน ”

   ฉันมองหน้าแม่อย่างไม่เชื่อในน้ำคำ แม้จะบอกว่าต้นเรื่องนั้นจะมาจากปากของ ‘ ยายธาร ’ ยายของเด็กชายลมไหวในวานวัน แต่ก็รู้ดีว่าแม่ไม่ได้โกหก แม่ไม่เคยโกหกฉัน ไม่ว่าวันนี้ วันนั้น หรือวันไหน แต่... ฉันยังจำฝังใจกับน้ำเสียงเย้ยเยาะของใครต่อใครในวันนั้น... วันที่ฉันเริ่มสังเกตเห็นสายตาที่มองตรงมาของพี่ลมไหว แล้วความสงสัยก็ทำให้ฉันหลุดปากถามแบบไม่เจาะจงว่าคำตอบนั้นจะมาจากใคร ขอเพียงสามารถอธิบายให้ฉันเข้าใจได้... เป็นพอ

   “ ทำไมพี่ลมไหวชอบมองข้าวแปลก ๆ ” เสียงหัวเราะเยาะดังมากระทบโสตประสาทการฟัง หลังจากนั้นถ้อยคำเย้ยหยันก็ตามมา

   “ เฮอะ ! หน้าอย่างเธอไม่มีใครเขาสนใจจะมองหรอกต้นข้าว อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย พี่ลมไหวน่ะ เขามองศรีสุขต่างหากล่ะ เธอนี่ช่างไม่รู้อะไรกับเขาเลยนะ พี่เขาแอบชอบศรีสุขคนสวย ทั้งสวย ทั้งเก่ง เรียนดี กีฬาเด่นต่างหากล่ะ แต่เธอดันมานั่งขวางหูขวางตา ยังมีหน้ามาบอกว่าเขามองเธออีก หน้าไม่อายจริง ๆ เลย ”


   เสียงหัวเราะอย่างสาแก่ใจ เมื่อมีใครสักคนในกลุ่มออกปากถากถางฉันก็ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง แล้วจะให้ฉันเชื่อในสิ่งที่แม่เพิ่งบอกกล่าวให้รับรู้ได้อย่างไร

   “ ทำไมข้าวไม่เห็นรู้เลย ” ฉันเอ่ยถามอย่างงง ๆ

   “ จะรู้ได้ยังไงล่ะลูกเอ๋ย ก็หนูเอาแต่เรียน เอาแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ ไม่เคยสนใจใครเขา แล้วหนูจะรู้เรื่องได้ยังไงล่ะลูก ” เมื่อแม่พูดอย่างนั้น ฉันก็ได้แต่ฟังหูไว้หู ไม่ปลงใจเชื่อไปเสียทุกถ้อยคำ ถึงอย่างไรความทรงจำในวันนั้นก็ยังก้องอยู่ในหัวใจ ไม่เคยจางไปตามกาลเวลา


   ณ ขณะที่ปัญหานี้ได้ก่อเกิด... เหตุการณ์ที่มีก็ไม่ต่างไปจากวันนั้น พี่ลมไหว รุ่นพี่ร่างสูง ผิวขาวอมชมพูจนน่าอิจฉา เจ้าของตำแหน่งขวัญใจสาว ๆ ในโรงเรียน สาวรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกันมีไม่น้อย ต่างแวะเวียนเปลี่ยนกันเดินผ่านห้องเรียนชั้น ม.4/1 ไม่ได้ขาด แล้วจะให้ฉันอาจเอื้อมไขว่คว้า ‘ เดือน ’ อย่างเขา ก็เกรงจะถูกเหมาว่าไม่เจียม

   ฉันเลือกที่จะอยู่เงียบ ๆ ตามประสา ไม่ข้องแวะ เกี่ยวข้อง เมื่อเขามองแล้วยิ้มให้ ฉันก็มองตอบกลับไปแต่ไม่ยิ้ม ใช่ว่าหยิ่งหรือถือตัวเสียเมื่อไร แค่ไม่แน่ใจว่าเขายิ้มให้ใครก็เท่านั้น มองแล้วยิ้มให้ เดินผ่านมายิ้มแล้วจากไป ไม่ทักทาย ฉันเองก็ไม่ถนัดจะตีความหมายเลยแสร้งทำเป็นเฉย

   การนิ่งเฉยใช่ว่าปัญหาจะผ่านเลยไม่แวะมาหา หากวันเลวคืนร้ายก็พาให้ทุกอย่างกลับกลายเสียดื้อ ๆ จากเคยยิ้มให้ พี่ลมไหวก็เดินผ่านไปคล้ายไม่เห็น จากเคยมองมาก็เริ่มเมินหน้าไม่สบตาเสียอย่างนั้น
ฉันทำอะไรผิดไปอย่างนั้นหรือ ?

   นั่นคือ... คำถามซึ่งไม่จำเป็นต้องไล่ตามหาคำตอบ หลังปฏิกิริยาเมินชาไม่กี่วัน เจ้าของบรรยากาศเย็นชาก็เลือกจะเขียนจดหมายฝากบุคคลที่ไว้ใจได้มาอธิบายให้ได้ฟัง เหตุเพราะมีใครคนหนึ่งแอบอ้างชื่อฉันส่งสารไปประกาศความไม่ถูกชะตากัน ไม่ชอบให้เขาเดินยิ้มหวานผ่านหน้าฉันเหมือนเช่นเคย จะให้เฉยต่อไปคงไม่ใช่ที่ ฉันตัดสินใจก้าวเข้าไปขอเจรจาซึ่งหน้า ไม่พึ่งพาตัวหนังสือในกระดาษ เพราะมันไม่อาจตอบคำถามได้ตรงใจ เมื่อต่างฝ่ายต่างเลี่ยงมาเลี่ยงไป คนตรงมาตรงไปอย่างฉันไม่ชอบทำอะไรอ้อมให้ไกลเกินความจริง

   “ พี่ลมไหว ” ฉันส่งเสียงเรียกให้คนที่กำลังก้าวผ่านหน้าไปให้หันกลับมามองกัน เมื่อเขายอมหยุดเพื่อที่จะฟัง ฉันจึงเอ่ยสิ่งที่ต้องการออกไป “ ข้าวขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมคะ ? ”

   สายตาที่มองตรงมานั้นว่างเปล่าจนน่าใจหาย แต่สิ่งที่ริมฝีปากได้รูปเอ่ยกลับมาก็ไม่ทำร้ายความหวังของฉันให้พังทลายอย่างที่หวั่น

   “ เราถือกระเป๋าขึ้นไปให้แล้วกัน ” เจ้าของผมทรงหางม้าซึ่งเดินเคียงกันมากับเขาเสนออย่างมีน้ำใจ พี่ลมไหวส่งกระเป๋านักเรียนของเขาให้โดยไม่ลังเล เธอรับมันมาถือไว้ก่อนสำทับว่า “ ระวังตัวดี ๆ ล่ะ ”

   ฉันมองตามการเคลื่อนไหวของเธอไปจนลับสายตาด้วยความไม่พอใจ และคงมองต่อไปอย่างนั้น หากไม่มีเสียงหัวเราะของคนที่ฉันขอคุยด้วยเบี่ยงเบนความสนใจให้กลับคืน

   “ เพื่อนพี่ลมพูดอย่างกับว่าข้าวเป็นยักษ์ เป็นมารอย่างนั้นล่ะ ” ฉันหันมาพูดกับเจ้าของเสียงหัวเราะ

   “ หรือไม่จริงล่ะ ? ” น้ำเสียงยียวนนั้นเรียกอาการเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันของฉันได้เป็นอย่างดี

   “ หมายความว่าไงคะ ? ” ฉันถามอย่างเอาเรื่อง และรับรองเลยว่าต้องเป็นเรื่องแน่ หากคำตอบที่ได้รับไม่อยู่ในระดับน่าพึงพอใจ

   “ ก็... ดูจากแววตาที่ต้นข้าวมองตามหลังเลื่อมรุ้งไปมันฟ้อง ”

   “ ก็พูดจาไม่เข้าหูข้าวก่อนนี่ ” ฉันยังไม่วายกล่าวโทษคนที่เดินจากไป

   “ แล้วต้นข้าวมีอะไรจะคุยกับพี่ล่ะ ? ” ก่อนเรื่องราวจะบานปลายจนฉันลืมต้นสายปลายเหตุ พี่ลมไหวก็ดึงกลับเข้าสู่ประเด็นอีกครั้งด้วยคำถาม

   “ ข้าวอยากคุยเรื่องจดหมาย ” คนถามเลิกคิ้วอย่างสงสัย ฉันเม้มริมฝีปากอย่างขัดใจก่อนขยายความให้กระจ่าง “ ก็... ที่พี่ลมฝากนิลเนตรมาให้ข้าว ”

   “ ก็ตามที่พี่เขียนนั่นแหละ... ” คนพูดหยุดสูดลมหายใจเข้าปอดนิดหนึ่งก่อนต่อว่า “ พี่อ่านจดหมายที่ต้นข้าวฝาก... มาให้พี่แล้ว พี่ไม่พอใจ... ”

   “ ไม่ใช่แค่ไม่พอใจหรอกค่ะ แต่โกรธต่างหาก ” ฉันค้านก่อนเขาจะอธิบายได้จบ

   “ ก็น่าโกรธอยู่ ต้นข้าวเขียนไม่น่ารักเลย ”

   “ ข้าวไม่ได้เป็นคนเขียน ไม่รู้เรื่องอะไรเลย อยู่ดี ๆ พายุก็ลงซะงั้นแหละ ”

   “ ไม่รู้นี่ แต่อ่านแล้วพี่ว่าน่าจะเป็นข้าว ”

   “ ใส่ร้ายกันชัด ๆ ข้าวไม่ได้เขียนสักหน่อย ”

   ใช่ ! ใส่ร้าย เพราะฉันไม่ใช้วิธีอ้อมมาอ้อมไปแบบนี้หรอก หากไม่ชอบใจใครก็แสดงออกตรงมาตรงไปอย่างเปิดเผย ไม่จำเป็นอะไรเลยกับการปิดบัง ทั้ง ๆ ที่ส่อนัยให้ได้รู้อย่างนี้

   “ ข้าวขอดูจดหมายที่ว่าได้ไหมคะ ? ” อยากเห็นนักเจ้าจดหมายเจ้าปัญหา ขอเห็นให้ชัดกับสองตาว่าใครกันนะช่างกล้ามาใส่ความ

   “ ฉีกทิ้งไปแล้ว ” พี่ลมไหวบอกง่าย ๆ คล้ายไม่ใส่ใจ ทั้ง ๆ ที่เขาเองเป็นฝ่ายคิดไปมากมาย

   “ ฝีมือ... ” ฉันบุ้ยใบ้ไปยังทิศทางซึ่งเจ้าของผมทรงหางม้านามเลื่อมรุ้งเดินลับสายตาไปเมื่อหลายนาทีก่อน ยิ่งได้เห็นอาการตอบรับของคนที่บอกว่า ‘ ฉีกทิ้งไปแล้ว ’ ยิ่งเกิดความรู้สึกอยากตะบันหน้าคนหน้าเป็นตรงหน้าสักที

   “ ไม่มีหลักฐานก็ไม่เป็นไร แต่... พี่ลมรู้ไว้เลยแล้วกันว่าข้าวไม่ได้เป็นคนเขียน ” พี่ลมไหวยังทำไม่รู้ไม่ชี้ คล้ายไม่เชื่อใจกัน และนั่นทำให้ฉันรู้สึกดีกรีความร้อนของกระแสอารมณ์จนต้องรีบตัดบท ก่อนที่จะเกิดเรื่องซึ่งมาจากฝีมือของฉันอย่างแท้จริง

   “ ต่อไปนี้... ห้ามทำหน้าบึ้งใส่ข้าวอีก ไม่งั้น...ข้าวไม่พูดด้วยแล้ว ” จบประโยคก็หันหลังเดินจากมา แต่ยังทันได้ยินเสียงตะโกนไล่หลังของคนช่างยิ้มที่ว่า

   “ ต่อไปนี้... ข้าวก็ห้ามทำหน้าเฉยใส่พี่ล่ะ ไม่งั้น... พี่จะทำแบบที่ข้าวทำวันนี้จริง ๆ ด้วย ”


   นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายสำหรับการสนทนากัน หลังเหตุการณ์ในวันนั้นได้ผ่านพ้น ไม่นานนัก ความเป็นไประหว่างฉันกับลมไหวก็หมุนกับไปยังจุดเดิมอีกครั้ง โดยที่ฉันไม่ได้ตั้งใจและไม่เคยได้ล่วงรู้ในสาเหตุ มีเพียงสายตาส่อเลศนัยส่งมาให้อย่างสาแก่ใจของเลื่อมรุ้ง

   แต่... อย่างที่เคยได้พูดไป หากเขาเลือกที่จะทำหน้าตาบูดบึ้งใส่ฉันอีก สิ่งที่ฉันทำคงเป็นการเดินหลีกไปให้ไกลตา ไม่มีอีกแล้ว... ที่คนอย่างฉันจะเดินเข้าไปหา ไปพูดจาอย่างเปิดใจ ไถ่ถามความเป็นไปของเรื่องราว เมื่อเขาเลือกจะเชื่อใครต่อใคร เลือกเป็นสายลมไหว พัดไปตามกระแสที่แปรเปลี่ยน คนนั้นว่าอย่างนี้ คนนี้ว่าอย่างนั้น แล้วเขาก็ปล่อยใจให้ปลิวผันตามลมไหว ฉันคงทำตามเพียงปล่อยให้เขาล่องลอยไป ไม่คิดเหนี่ยวรั้งหรือฉุดดึง เพราะสุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้คือ... การปลิวหายจากสายตา

   ณ ปัจจุบันของวันนี้ ทุกครั้งที่พบเจอ เขามักมองตรงมาที่ฉันอย่างเย็นชาเสมอ ไม่มีรอยยิ้มกวนตาที่ฉันเคยบอกว่า ‘ ไม่ชอบ ’ ส่งมาให้ แต่... นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันจำเป็นต้องใส่ใจ เมื่อวันนั้นฉันเคยเดินเข้าไปหาเพื่อแก้ไข หากสุดท้ายเขาก็เลือกที่จะไม่เข้าใจฉันเช่นเดิม







Create Date : 23 กันยายน 2552
Last Update : 23 กันยายน 2552 15:42:26 น. 6 comments
Counter : 343 Pageviews.

 
ชอบอ่ะ
เขียนแล้วใช้คำได้น่าอ่านมากเลยครับ

น่าจะมาร่วมเขียนโคงการมิตรภาพด้วยกันนะ


โดย: ไอซ์คุง (ปีศาจความฝัน ) วันที่: 23 กันยายน 2552 เวลา:19:47:47 น.  

 
ไอซ์คุง (ปีศาจความฝัน) : ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ

และขอบคุณสำหรับคำชมด้วยค่ะ

ว่าแต่... โครงการมิตรภาพ เป็นโครงการเกี่ยวกับอะไรเหรอคะ


โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:17:15:26 น.  

 
ไม่เขียนต่อหรือคะ น่าอ่านมากเลยอยากจะรู้ว่าท้ายสุดแล้วเหตุการณ์จะเป็นไงต่อค่ะ อยากให้จบแบบแฮปปี้อ่ะค่ะ


โดย: bima IP: 203.144.144.164 วันที่: 1 มีนาคม 2553 เวลา:16:11:48 น.  

 
คุณ bima : เขียนต่อแน่นอนค่ะ แต่... อาจจะช้านิด... นะคะ แบบว่า... หวานเย็นยังวุ่นวายกับชีวิตอยู่เลยค่ะ


โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 22 มีนาคม 2553 เวลา:13:47:39 น.  

 
ชอบนะ...รู้สึกหัวใจ ไหว...แปลกๆ ตอนอ่านตอนสุดท้าย

ถ้า...นี่คือสิ่งที่ฟ้ากำหนด...ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไป

ชีวิตของผู้หญิงที่เชยชา คงเป็นแบบนี้สินะ


อยากอ่านต่อแล้ว อิอิ


โดย: snow tear IP: 110.164.165.99 วันที่: 29 กันยายน 2553 เวลา:19:10:24 น.  

 
คุณ snow tear : ขอภัยในความล่าช้านะคะ หวานเย็นจะพยายามทั้งผลักทั้งดันให้เร็วที่สุดนะคะสำหรับตอนต่อไป มัวแต่ดองไว้นานแล้วอะค่ะ แทบจะจำอารมณ์ความรู้สึกของเรื่องนี้ไม่ได้แล้วสิคะ คงต้องทวนกันยกใหญ่เลย


โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 30 กันยายน 2553 เวลา:16:50:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

หวานเย็นผสมโซดา
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 33 คน [?]




คนขี้เหงา...เจ้าน้ำตา
ใช้ชีวิตเหว่ว้าบนโลกกว้าง
ท่ามกลางความวุ่นวาย...สบายดี
New Comments
Friends' blogs
[Add หวานเย็นผสมโซดา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.