|
|
|
| | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |
|
 |
|
|
ชวนไปเที่ยวเมืองลพบุรี ค่ะ |
|
ชวนไปเที่ยวเมืองลพบุรี ค่ะ
ทริปนี้ ครั้งแรก จอยโทรมาชวนไปเที่ยวเมืองลพบุรี ซึ่งจะพาวรรณไปเยี่ยมพี่สาวของวรรณ (คุณติ๋ว) ซึ่งก็ตรงกับความอยากเที่ยวของเอม เพราะเขาหยุดปีใหม่หลายวัน ตกลงกันว่า จะไป 2-3 มกราคม 68 แต่แล้ว จอยก็ส่ง การรีวิวของคนไปเที่ยวทุ่งทานตะวันและทุ่งคอสมอส ของเมืองลพบุรีมาให้ดู คนรีวิวบอกว่า ที่สวนที่เขาไปชมนั้น สวยมาก (มีภาพรีวิวให้ชม) แต่จะบานและสวย ประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วก็จะเริ่ม ค่อย ๆ โรย ไม่สวยแล้วฉันเลยบอกว่า ตอนที่เขารีวิว มันเป็นต้น ธ.ค. ถ้าเราไปต้น ม.ค. 69 มันก็ไม่สวยแล้วนะซี่ ฉันบอกจอยไปเช่นนั้น ทริปนี้ จึงได้เกิดขึ้น แทนทริป 2-3 ม.ค. 69 ที่ได้ตกลงกันไว้ ค่ะ กำหนดไป ลพบุรี เป็น 13-14 ธ.ค. 68 ค่ะ วันที่ 13 ธ.ค. จอยนัดมารับฉันประมาณ 7.00 น. แต่ 6.30 น. จอยก็โทรมาบอกว่า เขามาถึงแล้ว แต่ฉันยังไม่ได้จัดการธุระส่วนตัวเลย เลยต้องรอฉันสัก 15 นาที ก็เรียบร้อย ออกจากบ้าน น่าจะประมาณ 6.45 น. เนื่องจากวันนี้ วันเสาร์ รถไม่ติดเลย เลยมารับฉันเร็วกว่าที่คิด ฉันรีบโทรไปบอกเอม เพราะเอมจะออกจากบ้านไปรอที่บริเวณสถานีรถไฟใต้ดิน แถวสะพานดำ นั่นเอง น่าจะ 10 นาที ก็ถึงที่นัดหมายกับเอม ขึ้นรถมาครบทุกคน เฮฮา ปาร์ตี้ คุยกันสนุกสนาน เอมซื้อพวกลูกท้อลูกส้มจิ๊ด มาฝากพวกเราทุกคน น่าจะประมาณเกือบ 9 โมง กินข้าวเช้าที่ บ้านสวน 2 จอย วรรณ ฑูรย์ ยังไม่ได้กินข้าวเช้า ส่วนฉันกับเอม กินข้าวแล้วโดยเฉพาะฉัน กินตั้งแต่ยังไม่หกโมงเช้าเพราะต้องกินยาด้วย นั่นเอง ฉันไม่หิวอะไรมากนัก ฉันไปสั่งเกาเหลาเลือดหมู ซึ่งคนเข้าแถวยาวมาก แต่คนขาย ก็ทำได้รวดเร็วมาก รอไม่นาน ก็ได้กินละ ชามละ 40 บาท ราคาถูกมากเลย เอม ไม่กินอยู่คนเดียวไปเดินเที่ยวชมร้านต่าง ๆ รอพวกเรากิน วันนี้คนมากินข้าวมื้อเช้าที่นี่เยอะมาก คงมาเที่ยวก่อนปีใหม่ จะได้ไม่แย่งกันกิน แย่งกันเที่ยวก็เป็นความคิดดี นะ โดยเฉพาะคนที่เกษียณแล้ว ไม่ต้องไปทำงาน ให้พวกที่ทำงาน มีวันหยุดไปเที่ยวกันก็เป็นสิ่งดี ค่ะ พวกเรามาถึงเมือง ลพบุรี ประมาณ 10 โมงกว่า แวะไหว้ศาลพระกาฬก่อนที่จะเข้าบ้าน พี่สาวของวรรณ ฉันน่าจะมาเป็นครั้งแรก เพราะไม่คุ้นสถานที่ ค่ะ มาทราบประวัติความเป็นมาของศาลพระกาฬ สักเล็กน้อย ค่ะ
ศาลพระกาฬ ตั้งอยู่บริเวณใกล้กับ พระปรางค์สามยอด กลางเมืองลพบุรี คาดว่าสร้างขึ้นราว พุทธศตวรรษที่ 15–16 ในสมัยที่ลพบุรีเป็นเมืองสำคัญ ของอาณาจักรขอมตัวศาลเดิมเป็น เทวสถานในศาสนาพราหมณ์–ฮินดู สร้างด้วยศิลาแลง มีลักษณะเป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยม มีซุ้มประตูแบบศิลปะขอม ความเชื่อดั้งเดิม พระกาฬเป็น เทพผู้พิทักษ์เมือง มีอำนาจคุ้มครอง ปราบสิ่งชั่วร้าย และลงโทษผู้ทำผิด ภายในศาลจะมี เทวรูปพระกาฬ ซึ่งมีลักษณะเป็น เทวรูปพราหมณ์ 4 กร เชื่อกันว่าเป็นปางหนึ่งของพระศิวะ หรือเทพผู้คุม กาลเวลา ศาลพระกาฬถือเป็น ศูนย์รวมของฝูงลิงจำนวนมาก ชาวลพบุรีเชื่อว่า ลิงเป็นบริวารของพระกาฬ จึงไม่ทำร้าย และดูแลกันมาช้านาน ถึงกับมีประเพณีจัดโต๊ะจีนให้ลิงกิน จนกลายเป็น เอกลักษณ์ของเมืองลพบุรี แต่ปัจจุบัน ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ลิงแพร่พันธุ์มากมาย และกลายเป็นปัญหาของเมืองลพบุรี เพราะลิงออกอาละวาด ชกชิงสิ่งของผู้คนที่เดินทางตามถนน ร้านค้าขายของแทบไม่ได้ จึงมีการเรียกร้องให้ หน่วยงานที่รับผิดชอบมาจับลิง โดยเฉพาะตัวหัวโจก นำพวกสมุนลิงมาแย่งของกิน ประชาชน บริเวณนั้น ๆ เดือดร้อนมาก (ตามข่าวที่ปรากฏ ในโซเชียล เมื่อเร็ว ๆ นี้ ค่ะ ) วันนี้เรามาถึงศาลพระกาฬ จึงไม่เห็นลิงสักตัวเลย ค่ะ ชาวบ้านนิยมมาขอพรในเรื่อง การงาน ความปลอดภัย การปกป้องคุ้มครอง แก้บนสิ่งของไหว้ยอดนิยม ได้แก่ หัวหมู ไก่ต้ม ผลไม น้ำแดง (บริเวณนี้ จะมีของขาย เช่นดอกไม้ มะพร้าว จัดเป็นชุด ๆ ) มีตำนานว่า หากกษัตริย์หรือผู้ปกครองเมืองไม่ซื่อสัตย์ต่อบ้านเมือง พระกาฬจะ “ถอนการคุ้มครอง” ทำให้บ้านเมืองเสื่อมลงจึงทำให้ศาลพระกาฬเป็นสถานที่ ที่ผู้คน เกรงกลัวและศรัทธา ควบคู่กันมาแต่โบราณ เป็น โบราณสถานสำคัญ ของจังหวัดลพบุรี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวลพบุรีและนักท่องเที่ยว จอยและวรรณซื้อเครื่องไหว้ พระกาฬด้วย ฉันกับเอม ทำบุญต้นผ้าป่าที่ตั้งอยู่และหยอดปัจจัยใส่ตู้ ค่ะ ไม่ได้ซื้อของไหว้ ค่ะ มาชมรูปพวกเราค่ะ

องค์พระกาฬ ค่ะ ในภาพของเซ่นไหว้ของจอยกับวรรณ เราติดต้นผ้าป่าและหยอดตู้ ค่ะ


ด้านบนของศาล มองเห็นมุมกว้างของพระปรางค์สามยอดด้วยค่ะ



บรเวณศาลพระกาฬ ค่ะ ด้านล่าง
ออกจากศาลพระกาฬแล้ว ก็มุ่งหน้าไปบ้านของพี่สาววรรณ หลงเข้าซอยผิด วนหาซอยสักพัก ก็เจอร้านขายซาลาเปาของพี่สาววรรณเป็นตึกแถว มีตู้ขายซาลาเปาและขนมปังไส้ต่าง ๆ วางอยู่หน้าร้าน ค่ะ พี่สาววรรณ (ชื่อเล่นว่า ติ๋ว) ออกมาต้อนรับด้วยสีหน้าแสดงความดีใจ เชิญให้พวกเรานั่ง พาไปร้านขายน้ำที่ติดกับบ้านเขา ให้เราสั่งน้ำตามความชอบ ฉันกับฑูรย์ สั่ง มะนาวโซดา 35 บาท ขายถูก ส่วนคนอื่นขอน้ำเปล่าคนละขวด ส่วนเอมเดินไปร้านตรงข้ามที่ขายขนม ต่าง ๆ ไปชอบทาร์ดไข่ รีบมาเรียกฉันไปซื้อ เพราะมีคนละครึ่ง ซื้อไป 6 อัน อีนละ 13 บาท เป็นเงิน 78 บาทรสชาติของทาร์ดไข่ก็อร่อย ไม่หวานและกรอบ ส่วนคุณติ๋ว พี่สาววรรณ จัดขนมจีบ 1 จาน ซาลาเปาอีกจานใหญ่ กินกันอร่อย ทั้งขนมจีบ ทั้งซาลาเปา ฉันน่าจะกินขนมจีบ 3 ลูก ซาลาเปา ไส้หมู 1 ลูก อิ่มตื้อเลย ตกลง มื้อเที่ยงนี้ เลยไม่ได้ไปกินข้าว

ร้านขายน้ำ ที่คุณติ๋วพามาสั่งน้ำดื่น ค่ะ


คุณติ๋วนำขนมจีบไส้หมูที่ร้านของคุณติ๋ว มาให้กิน ค่ะ

คุณติ๋วนำซาลาเปาไส้หมูที่ร้านของคุณติ๋ว มาให้กิน ค่ะ

ขนมทาร์ทที่เอมชอบกินและมาเรียกไปซื้อ มีคนละครึ่ง ค่ะ
อิ่มแล้วน่าจะประมาณ เที่ยงกว่า พวกเราก็ออกเที่ยว ตามที่เราตั้งใจไว้ คือ ไปเที่ยว พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ก่อนเข้าพิพิธภัณฑ์ จอยเกิดปวดท้องขอไปห้องน้ำ น่าจะไปในพิพิธภัณฑ์ ส่วนพวกเราเดินตามหลัง เจอ รถราง ซึ่งรอรับแขกที่มาเป็นคณะ พวกเรา ก็ตั้งใจจะถ่ายรูปรถราง และป้ายชื่อ เจ้าหน้าที่รถราง มีน้ำใจเดินมาหาและอาสาถ่ายรูปให้ เรา 3 คน ค่ะ มาชมรูปเราค่ะ





ถ่ายรูปเรียบร้อยแล้ว ก็เดินเข้าประตูพิพิธภัณฑ์ไป ก็เจอจอย ทำธุระเสร็จแล้ว จอยไปถาม เจ้าที่หน้าที่อยู่ในซุ้มว่า พวกเราอายุเกิน 60 ปีแล้ว ต้องซื้อบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ไหม ได้รับคำตอบว่า ไม่ต้อง พวกเราก็เริ่มถ่ายรูปก้นเลยค่ะ บริเวณทางเดินที่เดินเข้าไป สองข้างทาง มีต้นไม้มากมาย ร่มรื่น มีสิ่งปลูกสร้างปรักหักพังตามทางที่เราผ่าน มีซุ้มประตูด้วย พวกเราก็เลือกจุดที่ เห็นว่าสวยงาม ถ่ายรูปเพลินเลย จนถึงตึกที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ ภายในพิพิธภัณฑ์จัดสิ่งของต่าง ๆ มากมาย มีพระบรมรูปของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชด้วย ค่ะ มีรูปปั้นของชาวต่างชาติในยุคสมเด็จพระนารายณ์ด้วยค่ะ ฉันและเอมถ่ายสิ่งของต่าง ๆ ในห้องนี้มากมาย แต่ไม่ได้ลงรูปในบล็อกหมด นะคะ เนื้อหาจะยาวเกินไป ค่ะ มาชมภาพที่พวกเราถ่ายมาฝาก ค่ะ



ด้านบน เป็นพระบรมรูปของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ค่ะ











ความร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ ๆ แผ่กิ่งก้านสาขา ทำให้เกิดความร่มเย็น อากาศบริสุทธื์






พอดีมีหนุ่มสาวคู่หนึ่งมาเที่ยวที่นี่เหมือนกัย เลยขอให้เขาถ่ายรูปหมู่ให้เรา ค่ะ




พระบรมรูปสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ค่ะ













ออกจากที่พิพิธภัณฑ์แล้ว ก็ไปหาสวนดอกไม้ที่ตั้งใจมาชมความสวยงามของทุ่งทานตะวันและทุ่งคอสมอส (คือ ดอกดาวกระจาย นั่นเอง เพียงแต่ เดี๋ยวนี้เราเก่ง สามารถผสมพันธุ์ให้มีหลาย ๆ สี แต่เดิมเรารู้จักแต่ดอกดาวกระจายที่เป็นสีเหลืองอย่างเดียว) ขับรถไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ไปสวนดอกไม้ที่จอยส่งมาให้ดูหรอก เพราะมันอยู่ที่โคกสำโรง มันอยู่คนละฝั่งกับบ้านของวรรณ ต้องขับรถไปไกล เข้าไปดูสวนทานตะวัน ชื่ออะไรไม่รู้ มีแต่ทานตะวัน ดอกไม่โต แถมไม่มีดอกคอสมอสด้วย เด็กก็พยายามมาโบกรถให้เข้าไปที่จอดรถของเขา (เรียกแขก) จอยมีไหวพริบในการปฏิเสธนะ บอกเด็กว่า เรานัดกับอีกสวนหนึ่งแล้ว เราเข้าทางผิด ขอกลับรถออกไปเท่านั้นเอง อิอิ (ค่าเข้าไปถ่ายรูป 20บาท) ขับรถไปเรื่อย ๆ ก็เจอสวนทานตะวันและดอกคอสมอส อีกสวนหนึ่ง มองดูแล้ว ดอกโตใช้ได้ สวย ถึงแม้จะบ่ายมาก ๆ แล้ว แต่ก็ยังสดใส อีกด้านหนึ่ง เป็นไร่คอสมอส หลากหลายสีสัน แดง ชมพู แสด เต็มทุ่งไปหมด มีจุดให้ถ่ายรูป เป็นเก้าอี้บ้าง มีการปีนไดปีนขึ้นไป ถ่ายในมุมสูงบ้าง บางจุดก็ต้องมีคิวรอถ่ายรูปบ้าง มาชมรูปพวกเรา ค่ะ
 ทุ่งคอสมอสกับคนสวย ค่ะ
 มีช้างไม้ให้คนมาเที่ยวถ่ายรูปด้วย ค่ะ

เลือกดอกทานตะวันดอกใหญ่ถ่ายคู่กัน




ท่ามกลางดอกทานตะวันอันสวยงาม













 อยู่ที่ไร่ทานตะวัน ของลุงไสว น่าจะประมาณชั่วโมงหนึ่งได้ ช่วงนั้น น่าจะประมาณบ่าย 3 โมงกว่า จอยพาไปกินก๋วยเตี๋ยวที่บอกว่า เป็นเจ้าอร่อย ใครมาก็ลพบุรีก็ต้องมากิน ชื่อร้านจำไม่ได้ อยู่แถวสถานีรถ บขส. รถตู้ที่จะไป จากลพบุรีเข้ากรุงเทพ แถวนั้นเรียกว่า สระแก้วลพบุรี ค่ะ เป็นก๋วยเตี๋ยวลูกชินหมูและเนื้อ แล้วแต่ชอบ ค่ะ พวกเรา สั่งก๋วยเตี๋ยวหมูทุกคน เพราะไม่มีใครกินเนื้อ กินกันคนละชาม ลูกชิ้น่าจะประมาณ 6-8 ลูก ค่ะ รสชาติใช้ได้ แต่น้ำเค็มไปหน่อย อาจจะเป็นเพราะว่า เย็นแล้ว น้ำซุบคงงวดแล้ว ค่ะ อิอิ กินเสร็จ ถือเป็นอาหารมื้อเย็น ค่ะ จากนั้น ก็พาวรรณกลับไปบ้านพี่สาวเขา เพราะคืนนี้สองพี่น้องจะนอนคุยกันให้หายคิดถึง ส่งวรรณเสร็จแล้ว พวกเราก็ไปโรงแรมที่พักที่คุณติ๋วจองให้พร้อมจ่ายเงินแล้ว พวกเราพักอยู่ชั้นสอง ส่วนฑูรย์ส่งเราเสร็จ ก็กลับไปที่บ้านคุณติ๋ว เขาจัดที่พักให้ ส่วนพวกเรา 3 คนนอนห้องเดียวกัน ถึงโรงแรม เอม ตาดี เห็นที่โรงแรมจัดมุมเตรียมงานคริสต์มาส เลยชวนถ่ายรูป ค่ะ


เรามานอนพักผ่อนที่โรงแรมจนถึงประมาณ 18.00 น. ฑูรย์ก็มารับพวกเรา 3 คน ไปบ้านคุณติ๋วอีกรอบ ตามนัด คือ คุณติ๋วเขาจะพาพวกเราไปเดินถนนคนเดิน ซึ่งไม่ได้ไกลจากที่บ้านมากนัก ตลาดนี้ เพิ่งมีมาประมาณเดือนกว่า ๆ เรียกว่าอยู่ในช่วงทดลอง มั้ง มีของกินขายมากมาย ละลานตาไปหมด ร้านซาลาเปา ของคุณติ๋วก็มาตั้งร้านขายด้วย พวกเราเดินชมร้านค้าไปเรื่อย ๆ มันไม่มีที่ให้นั่งกิน เราเลยไม่ได้ซื้ออะไร เพราะเพิ่งกินก๋วยเตี๋ยวตอนบ่าย 3 กว่า ด้วย เดินจนขาเมื่อย ฉันซื้อองุ่นไม่มีเม็ด 1 กิโล 100 บาท ที่ร้านมีให้จ่ายคนละครึ่งด้วย เลย เสียเงินตัวเองไป 50 บาทเอง เดินจนเมื่อยขากัน น่าจะชั่วโมงกว่า ก็ไปส่งคุณติ๋วที่บ้าน แล้วฑูรย์ก็ไปส่งพวกเราที่โรงแรม มาชมบรรยากาศของถนนคนเดิน ค่ะ

ร้านขนมจีบซาลาเปาของคุณติ๋ว ค่ะ





 รุ่งเช้า วันที่ 14 ฉันตื่นเช้า ตามปรกติของฉัน ตั้งแต่ตี 5 เขาให้กินข้าวเช้าได้ตั้งแต่ 6.30 น. อาบน้ำ ทำธุระส่วนเสร็จ ประมาณ ตี 5 ครึ่ง ตามด้วยเอม และ ก็จอย เป็นคนสุดท้าย แต่งตัวกัน จอยบอกให้ยกกระเป๋าลงไปข้างล่างเลย เขาจะช่วยหิ้วลงบันได กินข้าวเสร็จ จะโทรเรียกฑูรย์มารับที่โรงแรม เพื่อไปบ้าน ของพี่สาววรรณ และกินข้าวเช้าที่คุณติ๋วเตรียมให้เรากินมื้อเช้าที่นี่ ดังนั้น มื้อเช้าที่โรงแรม อย่ากินเยอะ อิอิ ลงมาชั้นล่าง อาหารจัดไว้เรียบร้อยตามกำหนดเวลาแล้ว เป็นข้าวต้มเครื่อง ทุกคนกินข้าวต้ม คนละ 2 ถ้วย (ถ้วยเล็ก ๆ ค่ะ) มีไข่ดาว ขนมปังด้วย มีน้ำส้ม น้ำแอปเปิ้ล ฯลฯ ให้ดื่มด้วย กินอาหารเสร็จฉันไปเข้าห้องน้ำของโรงแรมด้านล่าง ไม่ค่อยน่าเข้านัก แต่ก็พอใช้ได้ ขณะที่รอ ฑูรย์ มารับ พวกเราก็ถ่ายรูปบริเวณโรงแรม ก็มีมุมให้ถ่ายรูปเล็กน้อย ค่ะ มาชมรูปที่ถ่ายค่ะ




ประมาณ 8.00 น. ฑูรย์ก็มารับพวกเราไปบ้านพี่สาววรรณ วันนี้ วรรณตื่นสาย คงคุยกับพี่สาวถึงเที่ยงคืน ตีหนึ่ง เราไปถึง วรรณยังแต่งตัวไม่เสร็จ ส่วนคุณติ๋ว ออกมาต้อนรับ พาพวกเราเข้าไปหลังบ้าน ซึ่งกว้างมากพอสมควรเป็นโรงงานเล็ก ๆ ในการผลิตซาลาเปาและ ขนมปังไส้ต่าง ๆ น่าจะมีทั้งขายส่งและขายหน้าร้านด้วย เมื่ออาหารพร้อม มีหลายอย่าง คุณติ๋วบอกว่า ส่วนใหญ่สั่งซื้อมา มีผลไม้ คือ ขนุน และแตงโม สีเขียว หวานอร่อย ขนุนเนื้อหนา ยวงใหญ่ หวานไม่มากกำลังดี ค่ะ มาชมบรรยากาศบนโต๊ะอาหาร ค่ะ

อาหารมื้อเช้า บ้านคุณติ๋ว ค่ะ

รูปหมู่นี่ คุณติ๋วถ่ายให้ ค่ะ


 ซาลาเปาที่คุณติ๋วฝากฉันค่ะ

ก่อนอำลาจากกัน ได้ถ่ายรูปกับคุณยายและคุณติ๋ว ไว้เป็นที่ระลึก ค่ะ

กลับถึงบ้าน นำซาลาเปาไปฝากเพื่อนบ้าน และนำมาไหว้เจ้าที่ที่บ้าน ขอพรให้เจ้าของ ซาลาเปาและขนมปัง ให้ขายดี มีลูกค้ามาก ๆ ค่ะ
น่าจะประมาณ 9.30 น. พวกเราก็ออกเดินทาง จุดหมายที่จะไปเที่ยว คือ วัดเขาลังพัฒนา เป็นวัดที่มีเนื้อที่กว้างขวางมากทีเดียว อยู่ลึกเข้าไปจาก ถนนใหญ่มากอยู่ มาทราบประวัติความเป็นมา สักเล็กน้อย ค่ะ
ประวัติความเป็นมาของวัดเขาลังพัฒนา
วัดเขาลังพัฒนา ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาลัง ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เป็นวัดที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งเดิมบริเวณนี้เป็นป่าและภูเขา มีถ้ำและเพิงผาหลายแห่ง ใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมของพระธุดงค์ และพระสายวิปัสสนามาเป็นเวลานานต่อมาชาวบ้านเห็นว่า พื้นที่ดังกล่าวมีความสงบ ร่มรื่น และเหมาะแก่การสร้างสถานที่ทางศาสนา จึงร่วมกันจัดตั้งเป็น สำนักสงฆ์ก่อนจะได้รับการพัฒนาและยกฐานะขึ้น เป็นวัดอย่างเป็นทางการในภายหลัง ใช้ชื่อว่า “วัดเขาลังพัฒนา” เพื่อสะท้อนถึงการพัฒนาพื้นที่ ภูเขาลังให้เป็นศูนย์รวมจิตใจและแหล่งปฏิบัติธรรม 🌿 ลักษณะเด่นของวัด ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ภูเขา ป่าไม้ และโขดหิน บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะสำหรับ การปฏิบัติธรรมและเจริญสติมีพระพุทธรูปและจุดสักการะบนเขา สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบ เป็นสถานที่ศรัทธาของชาวลพบุรีและผู้ที่เดินทางมาปฏิบัติธรรมจากต่างพื้นที่
พวกเราเดินรอบ ๆ วัดนี้ บนเขาสูง มีเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุด้วย ต้องเดินขึ้นไปประมาณ 300 ขั้น อยากขึ้นไปไหว้พระบรมธาตุ แต่ทุกคนไม่อยากไป ฉันเลยไม่ได้ขึ้น เพราะไม่มีเพื่อน ขึ้นไป ค่ะ ในวัดนี้ ยังมีถ้ำนาคา ข้างใน มีเทพ มีพระพุทธรูป ให้นักท่องเที่ยว มากราบไหว้บูชา โดยสร้างเป็นทางเดินให้เข้าไปชมถ้ำ หน้าปากถ้ำ มีขายดอกไม้ ธูปเทียนด้วย จอยกับวรรณซื้อ 1 ชุดเข้าถ้ำไปไหว้ ส่วนฉันกับเอม ทำบุญใส่ตู้และออกมานอกถ้ำ พระและเจ้าหน้าที่ เชิญชวนให้ทำบุญเพื่อสร้างองค์พระที่ยังขาดปัจจัย อยู่ ฉันทำบุญไป 100 บาท มาชมรูปสวย ๆ ที่พวกเราถ่ายมาฝาก ค่ะ



หน้าถ้ำนาคา มีของขายเพื่อเข้าไปไหว้พระในถ้ำ ค่ะ

ถ่ายรูปให้ทั้งคู่ก่อนจะไปถวายพระพุทธรูปในถ้ำค่ะ




หน้าถ้ำ ค่ะ


ตรงนี้เป็นทางเดินไกลมากพอควรที่จะไปถึงยังถ้ำนาคา ค่ะ

ระหว่างที่จะไปเข้าถ้ำ มีพระพุทธรูปให้เสี่ยงทายโยนเหรียญลงบาตรของ พระพุทธรูปนี้ พวกเราก็ทดลองโยนดู ไม่มีใครโยนลงบาตรเลย ค่ะ



ของเหล่านี้ที่เห็น น่าจะเป็นที่มาเที่ยวหรือบนไว้นำมาถวาย มั้ง เยอะมาก ไม่น่าจะเป็นของจริง ค่ะ

























พระเจดีย์ของวัดเขาลังพัฒนา ที่บรรจุพระบรมธาตุ ค่ะ
เราอยู่ที่นี่ น่าจะประมาณชั่วโมงกว่า น่าจะได้ เป้าหมายต่อไป ก็คือ ไปชมเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งฉันก็ เคยไปหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้ ทุกคนอยากมา และ นั่งรถไฟ (รถลาก) ชมรอบเขื่อน ค่ะ คนละ 30 บาท เขามีให้ขี้นรอบไฟเป็นรอบ ๆ ของเรา ขึ้นรถรอบ 13.10 น. มีเวลาเดินเที่ยวบริเวณนั้นอีกประมาณ เกือบชั่วโมง เดินเล่นดูร้านขายของแถวนั้นฉันได้เสื้อลาย สีม่วง 1 ตัว ตัวละ 100 บาท มีคนละครึ่ง เลยเหลือ 50 บาท ค่ะ ใกล้เวลาแล้ว เราก็มานั่งรอที่ป้ายรถ ค่ะ เมื่อขึ้นรถแล้ว มีเจ้าหน้าที่มาตรวจบัตรขึ้นรถไฟ ด้วยว่า ตรงเวลาตามรอบไหม มีบัตรขึ้นรถไฟไหม เมื่อขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว รถไฟก็เริ่มเคลื่อนที่ มัคคุเทศก์นน้อย (นักเรียน) ก็ทำหน้าที่บรรยายประวัติความเป็นมาของป่าสักชลสิทธิ์ คำขวัญของจังหวัดลพบุรี ฯลฯ สองข้างทางเป็นอ่าวเก็บน้ำ มีนกกระยางขาว บินไปมาหาปลากิน รถไฟ จอดเพียงแห่งเดียวคือ จอดที่พระพุทธรูปองค์ใหญ่สีขาว ตั้งตระหง่าน งดงามมาก ชื้อว่า "พระพุทธรัตนมณีมหาบพิตรชลสิทธิ์มงคลชัย" ทุกคนลงจากรถ ไปถ่ายรูปกัน เขาให้เวลา 15 นาที บริเวณนั้น มีร้านค้า หลาย ๆ คน พอถ่ายรูปเสร็จ ก็ไปช้อปปิ้ง มีจอยและวรรณด้วย ซื้อปลาส้มหลายถุงเหมือนกัน ฉันกินไม่เป็น ไม่ได้ซื้ออะไร ค่ะ กลับถึงต้นทาง เด็กที่เป็นมัคคุเทศก์ ฉลาดพูด กล่าวอำลาแขก อวยพร แถมท้ายไว้ว่าอย่าลืมให้ติ๊บพวกเขานะ ฉันก็ตั้งใจจะให้ 20 บาท อยู่แล้ว คณะเรา 4 คน 80 บาท อิอิ คนอื่น ๆ ให้ทุกคนหรือเปล่า อันนี้ไม่ทราบ ค่ะ

บริเวณเต๊นท์ที่รอรถไฟลาก ค่ะ

ระหว่างทางที่ผ่าน ถ่ายรูปเอาไว้ ค่ะ

ถ่ายรูปที่นั่งรถไฟลาก ชมเขื่อน ค่ะ

มัคคุเทศก์น้อย สองคน มาบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ค่ะ

พระพุทธรูปนี้ มีประวัติความเป็นมาดังนี้ ค่ะ เป็นพระพุทธรูปที่มีความสง่างามมาก มีขนาดหน้าตักกว้าง 9 เมตร ความสูง 14 เมตร สร้างแล้วเสร็จ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2550 ตั้งอยู่ในพื้นที่ของอำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี บริเวณท้ายสันเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จะใช้บริการรถรางชมสันเขื่อนฯ มาสักการะ หรือเดินทางตามเส้นทาง ไปตำบลคำพราน อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี ได้เช่นกัน เป็นพระพุทธรูปประจำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์โดยเฉพาะ ไม่ใช่พระพุทธรูปโบราณ แต่เป็นพระพุทธรูปที่สร้างในยุคปัจจุบัน มีคุณค่าทางจิตใจและเชิงสัญลักษณ์ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำของชาติ


ขอความช่วยเหลือจากนักท่องเที่ยวผู้ใจดี ถ่ายรูปหมู่ให้เรา ค่ะ
ลงจากรถไฟ เรารีบเดินไปที่ที่แม่ค้าขายของอยู่ เพราะฑูรย์เดินสำรวจแล้ว บอกว่า ที่นี่มีขายน้อยหน่า ซึ่งอยากซื้อกลับบ้านไปไหว้เจ้า เป็นน้อยหน่า พันธุ์เจ้าคุณ ลูกใหญมาก ขายโลละ 100 บาท จอยซื้อ 2 โล ได้ 4 ลูกใหญ่ ฉันเลือก 6 ลูก เกิน 2 โล กี่ขีดไม่รู้ เขาคิด 240 บาท ดีที่ขามีคนละครึ่งด้วย เลยใช้เงินไป 120 บาทเท่านั้นได้ของที่ต้องการแล้ว ก็เดินทางต่อไป จนถึงน่าจะสระบุรี จอยพาไปเที่ยวตลาด ที่ขายของทั้งของกิน พืชผลจากเกษตรอินทรีย์ ค่ะ ในที่นี้ มีร้านค้ามากมาย ทั้งผัก ผลไม้ ของกิน ร้านค้าอาหาร สั่งกันหลายอย่างค่ะ ฉันให้เอมไปสั่งเอง มีผัดไทย ผัดหอยแมงภู่ ส่วนจอย วรรณ สั่งส้มตำ ข้าวผัด ตำหน่อไม้ คอหมูย่าง ช่วยกันกินอาหารที่สั่งมา เพราะช่วงนั้น น่าจะเกือบบ่าย 3 โมงกว่า ท้องเริ่มหิว ดีที่ฉันกับเอม กินขนุนของคุณติ๋วที่ฝากมา กินไป 1 กล่อง ค่ะ มาชมอาหาร ค่ะ







กินเสร็จเดินชมร้านค้าไปเรื่อย ๆ ฉันได้ผักชี หอม และถั่วพู ไว้ทำข้าวยำกิน ค่ะ ส่วนจอยซื้อมะนาวญี่ปุ่น ฝากฉัน 4 ลูก ที่จริง บ้านจอยปลูกอยู่ออกลูกเยอะ แจกชาวบ้าน ก่อนมาเที่ยวครั้งนี้ ฉันบอกว่า นำมะนาวมาฝากหน่อยนะ แต่จอย ลืม พอเห็นที่ตลาดนี้ มีขาย เลยซื้อมาฝากฉัน 4 ลูก ขอบใจนะ จากที่ตลาดนี้ ก็มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ แวะปั๊มเข้าห้องน้ำ บ้าง มาถึงกรุงเทพฯ ส่งเอมแล้วก็มาส่งฉัน น่าจะประมาณ 6 เศษ ๆ เป็นทริปที่ดี ถึงบ้านไม่ดึก ทริปนี้ ได้เที่ยวหลายที่อยู่ เป็นทริปที่สนุกสนาน ได้ไป 1 วัด ไหว้พระทำบุญ ได้เที่ยวไร่ดอกทานตะวัน คอสมอส สมปรารถนา ค่ะ แถม แชร์ค่าเฉลี่ยน้ำมัน แก๊ส ค่าทางด่วน กินบางมื้อ ค่าที่พัก เจ้าภาพติ๋วก็จ่ายให้ 3 คน 1 ห้อง ค่าทริปให้ฑูรย์ คนละ 250 บาท จ่ายให้จอย คนละยังไม่ถึงพันบาท ไม่รวมค่าอาหารที่บางมื้อที่จ่ายเอง สรุปแล้ว ทริปไปเที่ยวลพบุรี ไปเยี่ยมพี่สาวของวรรณ ประสบความสำเร็จเป็นที่ถูกใจของลูกทัวร์ทุกคน ค่ะ ขอบใจความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของทุกคน เป็นกัลยาณมิตร ที่ดี ค่ะ สวัสดี ค่ะ
| Create Date : 26 ธันวาคม 2568 |
| Last Update : 28 ธันวาคม 2568 16:23:44 น. |
|
27 comments
|
| Counter : 489 Pageviews. |
 |
|
|
| ผู้โหวตบล็อกนี้... |
| คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณหอมกร, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณmultiple, คุณปัญญา Dh, คุณกะริโตะคุง, คุณhaiku, คุณสองแผ่นดิน, คุณtanjira, คุณร่มไม้เย็น, คุณThe Kop Civil, คุณtoor36, คุณกะว่าก๋า, คุณชีริว |
โดย: หอมกร วันที่: 28 ธันวาคม 2568 เวลา:17:10:01 น. |
|
|
|
โดย: ปัญญา Dh วันที่: 28 ธันวาคม 2568 เวลา:20:43:38 น. |
|
|
|
โดย: กะริโตะคุง วันที่: 28 ธันวาคม 2568 เวลา:21:02:40 น. |
|
|
|
โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 28 ธันวาคม 2568 เวลา:23:29:20 น. |
|
|
|
โดย: tanjira วันที่: 29 ธันวาคม 2568 เวลา:6:51:00 น. |
|
|
|
โดย: multiple วันที่: 29 ธันวาคม 2568 เวลา:9:23:44 น. |
|
|
|
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 30 ธันวาคม 2568 เวลา:13:37:26 น. |
|
|
|
โดย: multiple วันที่: 30 ธันวาคม 2568 เวลา:18:40:00 น. |
|
|
|
โดย: ปัญญา Dh วันที่: 30 ธันวาคม 2568 เวลา:21:52:33 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 30 ธันวาคม 2568 เวลา:22:30:06 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 31 ธันวาคม 2568 เวลา:5:10:51 น. |
|
|
|
โดย: ปัญญา Dh วันที่: 31 ธันวาคม 2568 เวลา:16:07:23 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 31 ธันวาคม 2568 เวลา:20:24:35 น. |
|
|
|
โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 31 ธันวาคม 2568 เวลา:23:03:13 น. |
|
|
|
โดย: ชีริว วันที่: 31 ธันวาคม 2568 เวลา:23:45:40 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 1 มกราคม 2569 เวลา:5:07:34 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 1 มกราคม 2569 เวลา:14:38:00 น. |
|
|
|
โดย: กะริโตะคุง วันที่: 1 มกราคม 2569 เวลา:14:46:05 น. |
|
|
|
โดย: ปัญญา Dh วันที่: 1 มกราคม 2569 เวลา:15:03:29 น. |
|
|
|
โดย: **mp5** วันที่: 1 มกราคม 2569 เวลา:18:25:38 น. |
|
|
|
โดย: multiple วันที่: 1 มกราคม 2569 เวลา:18:27:29 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 2 มกราคม 2569 เวลา:5:58:22 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 2 มกราคม 2569 เวลา:13:21:42 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 3 มกราคม 2569 เวลา:5:09:40 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 4 มกราคม 2569 เวลา:5:43:58 น. |
|
|
|
|
|
 |
|
|
|
 |
ฝากข้อความหลังไมค์ |
 |
Rss Feed |
 | Smember |  | ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]

|
เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif |
|
 |
|
ภาพเยอะเหมือนเดิมค่ะ