Group Blog All Blog
|
Full review จักรยาน Giant TCR รุ่น10 หลังปั่นไป 10,500km เรามาเริ่มกันที่อุปกรณ์ที่ติดมากับจักรยานก่อนนะ ![]()
![]() น้อง Tarmago (คันเก่า) ครับ สิ่งที่คิดไว้ก่อนซื้อ ภาพรวมของจักรยานคันที่ก่อนที่ผมจะซื้อนี่คือ อยากได้จักรยานเสือหมอบแบบ Hydraulic Disc brake (เบรคน้ำมัน - คือการใช้น้ำมัน Hydraulic เป็นของเหลวดัน Pistons ที่ก้ามเบรคแทนการเดินสาย cable) มาลองใช้ดูครับ เพราะมีข้อดีคือ ขอบล้อไม่สึก - เพราะใช้ก้ามเบรคหนีบที่จานเบรคแทนการหนีบที่ขอบล้อแบบรถจักรยาน Rim brake แบบเก่า ทำให้ขอบล้อที่เป็น carbon ไม่เกิดการบวมเพราะความร้อนจากการเสียดสีขณะเบรค พลังการเบรค/การไล่น้ำหนักการเบรค - ที่นุ่มนวลและหนึบกว่าเดิม จะจริงรึเปล่าก็...เดี๋ยวมาว่ากันครับ สามารถใส่ยางที่มีหน้ากว้างมากขึ้น - จักรยานเสือหมอบ Rim brake สามารถใส่ยางหน้ากว้างใหญ่สุดที่ 28mm แต่รถจักรยาน Disc brake สามารถใส่ได้ใหญ่มากกว่า (คันนี้ใส่ยางกว้างได้ 33mm ครับ) การซ่อนสายแบบหมดจด - พอใช้เบรคน้ำมัน ข้อจำกัดการเดินสายภายนอกตัวรถเพราะตำแหน่งของก้ามเบรคก็หมดไปครับ ทำให้ภาพรวมดูเรียบร้อย ไม่มีสายภายนอกให้เห็น ข้อเสียก็จะมีเรื่องการปรับแต่ง การบำรุงรักษาที่ยุ่งยากขึ้น แค่การปรับเบรคต้องเข้าร้านอย่างเดียวเลยครับเพราะมันไม่ได้ขันนอตคลายก้ามเบรคแบบเดิม เพราะเป็นเบรคน้ำมันขันนอตมั่วน้ำมันรั่วมางานเข้าแน่นอน 555+ (ช่างร้านประจำก็ยุจังว่า 105 มันก็ได้แค่นี้ ปรับแต่งอะไรไม่ได้มากต้อง Ultegra หรือ Dura-Ace นะ) ส่วนเรื่องขนาดชิ้นส่วน รูปทรง Geometry ผมก็ได้คิดไว้เหมือนกันโดยที่ผมเทียบขนาดจากน้อง Tarmago (รถคันเก่า)พยายามที่จะปรับให้ใกล้เคียงกันมากที่สุด โดยที่ไม่สูญเสียความรู้สึกการปั่นเดิมๆไปครับ จะได้ตามที่คิดไว้รึเปล่าก็...เดี๋ยวมาว่ากันครับ ส่วนเรื่องชุดเกียร์ ผมยังชอบเกียร์แบบมีสายอยู่ครับเพราะไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่แบบชุดเกียร์ไฟฟ้า แม้ว่าชุดเกียร์ไฟฟ้าจะไม่ต้องตั้งสายเกียร์ เปลี่ยนเกียร์แม่นยำกว่า ไม่ต้องมากด trim ให้โซ่เยื้องน้อยลง หรือตั้งค่าปุ่มเพิ่มเติมได้ผ่านมือถือก็ตาม ![]() น้อง TiFA (คันใหม่) ครับ สิ่งที่ได้มาเมื่อเทียบกับสิ่งที่คิดไว้ ตอนซื้อรถ พี่ที่ร้านได้ทำการ Fitting เบื้องต้นให้ครับ (แต่ละเอียดพอสมควรเลย) ท่าปั่นอาจจะต่างจากเดิมนิดหน่อยแต่ไม่มาก ผมสามารถปรับตัวไป-มาได้ระหว่างคันใหม่ที่ปั่นนอกบ้านกับคันเก่าที่ตั้งบน trainer ไว้ปั่นในบ้านโดยที่ไม่มีอาการปวดเมื่อยใดๆครับ สิ่งที่ต่างกันนอกจากขนาด/องศา Geometry ของตัวรถก็คือ ความกว้างของยาง - ขอบล้อด้านในรถเก่า 15mm ส่วนขอบล้อด้านในของรถคันใหม่คือ 24mm ล้อใหม่ใส่ยางกว้าง 25mm ไม่ได้แล้ว(ผู้ผลิตไม่แนะนำ) เลยใส่ยาง 28mm แทน ด้วยขอบที่กว้างมากทำให้ยางป่องครับกว้างแบบวัดจริงที่ 31.7mm (จากขอบยางล้อเดิมกว้างจริงๆที่ 24.6mm แคบกว่าหน้ายางที่ระบุไว้ซะอีก) ความดันลมยางที่ใช้ก็เปลี่ยนไปด้วยครับ คันเดิมอัดลมไปที่ 90-95psi คันใหม่นี่ใช้ความดันแค่ 68-71psi เท่านั้นครับ ลองมาหลายความดันครับตั้งแต่ 65-85psi สุดท้ายลงตัวที่ 68-71psi นี่แหล่ะครับ การใส่ยางได้กว้างขึ้นเพียงแค่ 3mm ก็รู้สึกครับว่ารถซับแรงสะเทือนจากผิวถนนที่ไม่เรียบ เช่น รอยต่อขอบถนน หลุมเล็กๆน้อยๆ ก้อนหิน ก้อนกรวดได้มากกว่าคันเก่าเยอะ เรียกได้ว่านุ่มขึ้นกว่าเดิมสนใจอยากเลยครับ ท่าปั่นที่มุดลมได้ดีขึ้นกว่าเดิม - ก่อนจ่ายเงินซื้อพี่ที่ร้านได้เอารถตัวทดลองมาให้ลองปั่นที่ร้านดูครับ โดยที่เขาดูความสูง/ตำแหน่งเบาะ ความกว้างของมือจับกับระยะระยะเอื้อม แล้วก็ความยาวขาจานโดยเทียบกับองศาของหัวเข่าตอนปั่นในทุกตำแหน่งของบันได ความยาวช่วงขาและแขนของผมด้วย ทีแรกพี่เขาใส่บาร์กว้าง 360mm ไว้ ปั่นไปไหล่ก็ห่อไปครับแค่ไม่ถึง 10 นาทีก็ปวดสะบักด้านหลังแล้วก็เลยตกลงกันว่าใช้ความกว้างแฮนเท่ารถคันเก่าที่ 400mm ครับ ความยาว stem ปรับไปปรับมาพี่เขาแนะนำที่ 100mm จากเดิมที่ใช้ 90mm เอื้อมเยอะขึ้นนิดนึงครับแต่ผมสามารถวางท่อนแขนที่่บาร์ได้สบายขึ้นกว่าเดิมมาก งอข้อศอกได้มากขึ้นโดยที่ไม่ปวดต้นแขนเลยครับ มือก็ไม่ชาแล้วด้วยครับ พี่ที่ร้านบอกว่าร่างกายผมค่อนข้างยืดหยุ่นแต่ผมอยากได้ท่าปั่นที่ไม่ต่างจากเดิมมาก ความสูงของคอรถก็เลยไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไร แหวนรอง 20mm ก็รองเต็มเหมือนรถคันเก่าครับจะได้ไม่ต้องก้มมาก อยากก้มก็ค่อยจับหัวก้ามเบรค(Hood)แล้วงอข้อศอกเอา ล้อขอบสูงและยางกันหนาม - เนื่องจากความต้องการคุมงบประมาณ ผมก็เลยไม่คิดที่จะมีล้อ 2 คู่เหมือนคันเก่าครับ(แต่อนาคตไม่แน่นะ อิอิ) ก็เลยเลือกล้อ 50mm ยืนพื้นไว้ คันเก่ามีล้อขอบต่ำ (24/30mm หน้า/หลัง) ไว้ขึ้นเขาแต่ไม่ค่อยหล่อกับล้อขอบสูงที่หล่อกว่าแต่หนืดกว่าด้วยยาง Tubular ที่ถึกถึงขนาดว่ากันกระสุนได้เลยมั้ง ปั่นมา 2000km ตลอด 8 ปี ไม่เคยรั่วเลยแม้แต่ครั้งเดียวครับ ส่วนคันใหม่นี่ปั่นมา 10 เดือน 10500km รั่วไป 6 ครั้งแล้วซึ่งเส้นทางปั่นก็วิบาก ถนนชนบทกว่าครับ ผมเลือกใช้ยางกันหนาม ทนถึกตามชื่อรุ่น 365 แต่ก็ไม่รอดจากเศษลวดเล็กๆกับลูกแม็กครับ ไม่เคยรั่วจากอย่างอื่นเลย อัตราทดเกียร์ - เพราะขนาดเฟืองหน้า/หลังที่ใช้ต่างจากรถคันเก่านิดหน่อยครับ เฟืองหน้าเท่ากันคือ 50-34T (T คือ Teeth - จำนวนฟันของเฟืองครับ) แต่เฟืองหลังของคันใหม่คือ 11-34T เทียบกับคันเก่าที่ 11-32T ทำให้ขึ้นเขาได้สบายขาขึ้นนิดหน่อย พาน้อง TiFA ไปขึ้นดอยอินทนนท์มาแล้ว ช่วงที่ว่าชันๆ 18-24% ผมไม่รู้สึกลำบากอะไรก็ไปได้เรื่อยๆครับ ขาจานที่สั้นลงกว่าเดิม 2.5mm (คันใหม่ 170mm/คันเก่า 172.5mm) ก็ไม่รู้สึกแตกต่างมากครับในเรื่องของกำลัง น้ำหนักรถโดยรวม - เบาลงกว่าคันเก่า 3 ขีดครับ แต่เบาลงก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีขึ้นทุกอย่างนะครับ ความรู้สึกเทียบระหว่างคันเก่า-คันใหม่ ![]() ภาพรวม - ก็อย่างที่บอกไปครับว่าตัวรถซับแรงสะเทือนได้ดีขึ้นมากด้วยหน้ายางที่กว้างขึ้น ลมยางทื่อ่อนลง ถ้าพูดกันตรงๆแล้วความแข็งของตัว frame ผมคิดว่าคันเก่าแข็งกว่า ส่งถ่ายเทแรงที่ผมกดบันไดไปได้ดีกว่าเพราะตอนกดบันไดออกตัวเร่งคันเก่าทำได้ดีกว่าชัดเจน คันใหม่ไม่ว่าผมจะปรับลมยางให้แข็งขึ้นหรืออ่อนลงยังไงก็ยังรู้สึกยวบๆเป็นบางจังหวะ ซึ่งจริงๆก็สรุปไม่ได้ว่าเป็นที่ตรงไหนเพราะล้อก็คนละยี่ห้อ ยางก็คนละยี่ห้อ เฟรมก็คนละยี่ห้อ carbon layup ก็ไม่เหมือนกันครับ(เท่าที่สอบถามเพื่อนๆน้าๆในกลุ่มที่ปั่นจักรยานด้วยกัน มีความเห็นว่าล้อหรือยางอาจจะทำให้เกิดความรู้สึกนี้ เฟรมรุ่นใหม่ๆก็ปรับให้มีความรู้สึกนุ่มๆแบบนี้มาซักพักแล้ว ไม่เน้นความแข็ง stiffness แบบรถรุ่นเก่าๆ) ชุดเกียร์ 12 speeds รุ่นใหม่ก็ลื่นไหลและเบามือมากกว่า R5800 ที่ติดกับคันเก่าครับ การออกตัวและอัตราเร่ง - ถึงแม้จะปั่นมาเป็นหมื่นกิโลแต่ความรู้สึกในการออกตัวก็ยังเหมือนเดิมครับ คือ ค่อนข้างอืดๆหน่อยถ้าเทียบกับคันเก่า แต่พอล้อหมุนไปซักหน่อยแล้วเร่งต่อเนื่องไปความรู้สึกจะคล้ายๆกันคือ ฉิวดีที่ต่างกันก็คือมันนุ่มแล้วก็ลื่นกว่านิดหน่อยหลังผ่านความเร็ว 20kph ไป โดยรวมก็พอใจในระดับนึงครับแม้จะไม่ได้ว้าวมากก็ตาม การคงความเร็วนี่ก็ทำได้ดีตามความสูงของขอบล้อเลย ผมคิดว่าถ้าเปลี่ยนยางให้เกรดดีขึ้นกว่านี้ก็น่าจะฉิวได้มากกว่านี้อีกครับ การเบรค - ถึงแม้ว่าคนอื่นจะว่า Disc brake จะดีกว่า Rim brake มากๆ แต่ผมปั่นมาหมื่นกิโลแล้วใจก็ยังยืนยันความรู้สึกเดิมนะครับว่าประสิทธิภาพพอๆกัน Disc brake ตอนกำเบรคมันนุ่มกว่าก็จริงแต่กว่าจะกำให้มีแรงเบรคตามที่ผมอยากได้ก็ต้องกำเกือบมิดเลยครับทำให้ผมรู้สึกว่าผมเลียเบรคยากขึ้น พี่ที่ร้านบอกว่ามันเป็นแบบนั้นแหล่ะเพราะมันป้องกันล้อล็อค จริงๆแล้วมันก็ยังล็อคอยู่นะ เดี๋ยวค่อยว่ากันครับ... หลังจากที่เอารถไป service ที่ร้านประจำ(คนละร้านกับที่ซื้อรถ) พี่เขาก็ถ่ายน้ำมันแล้วก็อัดน้ำมันเพิ่ม ทำให้เบรคให้แข็งกว่าเดิมอีกหน่อยซึ่งก็ดีขึ้นครับแต่ก็ยังไม่ได้อารมณ์หนึบเหมือน Rim brake นะ แปลกจริงๆ 555+ ถนนทางราบ - น้อง TiFA นี่พุ่งทะยานมากครับหลังการออกตัวแบบหนืดๆหน่อยๆ พอทำความเร็วได้ระดับหนึ่ง 32+kph แล้วก้มจับ hood วางแขนที่บาร์จะรู้สึกว่าเบาขา จะเรียกไหลก็ไหลพอประมาณครับแม้จะเปลี่ยนลูกปืนล้อเป็น ceramics แล้วก็ตามรู้สึกต่างกันประมาณ 2-3% กับลูกปืน steel เดิมๆ เหนื่อยเหมือนกันแต่รถจะลอยๆนุ่มพุ่งไปเหมือนนั่ง hovercraft เลยชอบครับความรู้สึกนี้ ผมติดตั้ง power meter วัดกำลังขาตอนกดบันไดด้วย เท่าที่สังเกตความเร็ว 30-32kph นี่ใช้แรงประมาณ 110-170watts ขึ้นอยู่กับลมเลยครับถ้าลมส่งก็ใช้แรงน้อยหน่อยถ้าปั่นสวนลมก็ตึงๆหน่อย แต่พอความเร็วเกิน 40+kph ก็เหนื่อยเหมือนกันเลยครับ ทั้งสวนลมทั้งตามลม 555+ เรียกได้ว่าใช้แรงเพิ่มขึ้น 1.5-2 เท่าเมื่อเทียบกับความเร็ว 30kph ถ้าปั่น 40kph นี่กดไป 255+watts ยิ่งสวนลมนี่ 300+watts แน่นอน อยู่ได้ 10-15 นาทีก็แทบแย่แล้วซึ่งผมคิดว่าเป็นปกติครับ เรื่องลมตีข้างจนทำให้หน้าส่ายนี่ไม่ค่อยมีปัญหาครับเพราะล้อขอบอ้วนขึ้นกว่าคันเก่ามากๆเลย(คันเก่าผมมีล้อ Campagnolo Bora One 50mm Tubular ใส่ยาง Continental Gatorskin กันระเบิดอย่างที่บอกไปครับ 555+ ลมตีข้างมานี่รู้สึกชัดเจนกว่าล้อของรถคันใหม่ครับ) ยาง Schwalbe One365 ตอนนี้ก็เริ่มออกอาการเสื่อมแล้ว ผมหาร่องบอกอายุดอกยางไม่เจอ หน้ายางก็เริ่มแตกลาย คิดว่าอีก 3-400km จะเปลี่ยนครับ ผมซื้อ Michelin PowerCup 28mm มารอแล้ว ทีซื้อเพราะราคาดีกว่า Continental GP5000 ที่เคยใช้ครับแต่ยางบางมากเลยครับ ขอลองใช้ดูก่อนนะครับยังบอกอะไรไม่ได้ตอนนี้ ถ้าใช้ได้เกิน 8000km ผมถือว่าคุ้มแล้วสำหรับยางเส้นใหม่เพราะมันเป็นยางระดับแข่งขันครับ ความทนทานคงไม่สู้พวกยางกันหนาม ![]() การปั่นขึ้นเขา - ทางเรียบถือว่าสอบผ่านนะครับ ส่วนการขึ้นเขานี่ยิ่งกว่าสอบผ่านอีกครับเพราะคันใหม่ทำได้ดีกว่าคันเก่านะครับถึงแม้จะรู้สึกยวบๆ ไม่พุ่งทะยานก็ตาม ได้สถิติใหม่ใน Strava มาเพียบครับ เทียบกันแล้วใช้แรงเท่าๆเดิม รอบขาสูงกว่าเดิมแล้วก็เร็วกว่าเดิมครับเป็นความรู้สึกที่แปลกดี การปรับระยะรถใหม่บางอย่างก็ทำให้ผมรู้สึกได้ว่าผมสามารถยืนปั่นได้เวลาขึ้นเขาช่วงที่ชันๆ 17+% สนุกกว่าเดิมมากครับ ซึ่งคันเก่าทำไม่ได้แบบนี้ครับพอยืนปั่นแล้วจะรู้สึกเหมือนกับล้อหน้าจะยกลอยตลอดเวลา ทำให้ต้องนั่งปั่นอย่างเดียว กลัวหงายหลังครับ การลงเขา - นอกจากเรื่องเบรคแล้วก็มีการลงเขานี่แหล่ะที่ขัดใจหน่อยๆ ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าเพราะการจัดท่าปั่นใหม่รึเปล่าที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนี้ เพราะว่ามีเรื่องการลงเขานี่แหล่ะที่รถคันใหม่ทำได้แย่กว่าคันเก่าแบบชัดเจนมากครับ อธิบายง่ายๆก็คือ พอลงเขาชันๆ -15%ไปจนถึง -24% ที่เส้นทางคดเคี้ยวไป-มา(เป็นเส้นทางเดิมที่เคยมาความกว้างถนนราวๆ 4-4.5 เมตรเดินรถสวนกันได้สองข้างคือ "เหว" กับ "น้ำตก" ...เรียก ลำธารจากน้ำตก ดีกว่าครับ)รถจะไหลเร็วมากๆ มากจนถึงระดับที่ผมคุมไม่อยู่เลย Disc brake ก็ทำงานได้ดีระดับหนึ่งครับ รู้แหล่ะว่าเวลาลงเขาจะต้อง "เลียเบรค" เป็นระยะสลับข้างครับเพราะต้องถ่ายเทความร้อนที่เกิดขึ้นที่จานเบรคและแผ่นเบรค ถ้าร้อนเกินไปจานเบรคอาจจะเกิดการบิดงอได้เพราะความร้อนสูงมาก ผมอาจจะคำนวณผิดด้วยเพราะจานเบรคหน้าขนาดใหญ่กว่าจานเบรคหลัง ทำให้รู้สึกว่าตอนสลับด้านกดเบรคแล้วความเร็วมันลดไม่เท่ากัน กดจานหน้าจานเดียวก็จะรู้สึกหัวทิ่มครับพอกดจานหลังท้ายรถก็เหมือนจะสะบัดตลอด คุมรถยากมากครับ พอความเร็วสูงเกิน 50-60kph เบรคพร้อมกันสองล้อนี่คือหน้ารถเริ่มส่าย จะเลี้ยวก็ยากความเร็วล้อหน้าก็ไม่สัมพันธ์กับล้อหลัง เป็นความรู้สึกที่น่ากลัวสุดๆครับ ขาสั่นพั่บๆพอถึงจุดที่ไม่ชันมากผมนี่รีบกำเบรคให้รถหยุดสนิทเกร็งจนตะคริวขึ้นเลย หลังจากนั้นก็ "จูงลง" จนหมดทางโค้งแล้วก็ไม่ชันก็ค่อยไหลลงต่อครับ ผมไม่แน่ใจว่า Wheel base หรือฐานล้อของรถคันใหม่ที่ยาวกว่าคันเก่าจะส่งผลถึงเรื่องนี้ด้วยรึเปล่านะครับ จะพยายามศึกษาต่อไปเพราะรถมีหลายส่วนเลยที่ความยาวไม่ตรงกันแม้ว่าภาพรวมจะขนาดพอๆกันก็ตาม ถ้าเทียบกับคันเก่า เส้นทางเดียวกันจะรู้สึกเสียวๆแค่โค้งเดียวจาก 4-5 โค้งครับ ผมอาจจะต้องเปลี่ยนใบจานให้ใหญ่ 160mm เท่ากันในภายหลัง ![]() สรุปแล้วน้อง TiFA คันใหม่ถึงจะเป็นรถทรงเดียวกับน้อง Tarmago ที่อายุ 13 ปีแต่นิสัยของเธอก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง น้อง TiFA จะสุภาพ นุ่มนวล มีประสิทธิภาพกว่าน้อง Tarmago ที่เป็นสายลุย โผงผางๆในหลายๆด้านแต่ก็มีข้อด้อยตรงการลงเขาที่เธอจะดูประหม่า...หรือจะเรียกว่าทำให้คนขี่ประหม่าก็ได้นะครับ ถือว่าเป็นรถสายเดียวกันที่มี "Feeling" คนละแบบ ผมคิดว่าถ้าปั่นครบ 2 ปี ฝึกลงเขาคล่องๆจะเอาไปให้ที่ร้านจัดระเบียบท่าปั่นให้ใหม่เผื่ออะไรๆจะดีขึ้นครับ ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ครับแล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีครับ ![]() |
BlogGang Popular Award#21
![]() กะริโตะคุง
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]![]() ชอบปั่นจักรยาน เที่ยวแถวๆบ้าน (แต่จริงจังนะ) แวะคาเฟ่ไปเรื่อยๆครับ เครื่องดื่มที่ชอบ : Espresso (คั่วอ่อน) Latte (คั่วกลาง) ชาไทย (ไม่หวาน) ชาเขียว (ก็ไม่หวาน) โกโก้ (ไม่หวาน ขมๆ 90%) ชาฮ่องกง (Ceylon) ก็ไม่หวานเหมือนกันครับ ถ่ายรูปเป็นงานอดิเรกมาตั้งแต่ปี 2014 แต่ฝีมือไม่ค่อยพัฒนาเท่าไหร่ครับ ถ่ายตามใจฉัน จะพยายามอัพ Blog บ่อยๆครับ ![]()
Link |










ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [
