แล้วโลกของเรา........ ก็กลายเป็นสีชมพู ^^

ลั้นลา ลันตา หน้าฝน

////www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E9280976/E9280976.html#34

หลังจากที่ทุกคนต้องเครียด แล้วก็โศกเศร้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยของเรา
พร่งนี้ทุกอย่างกำลังจะดีขึ้นแล้วนะคะ

ขอเป็นกำลังใจให้กับพวกเราคนไทยทุกๆ คน
และอยากให้เรามาร่วมสร้างกรุงเทพ และเมืองไทยให้น่าอยู่กว่าเดิมกันนะคะ

..............

Photobucket

ช่วง 1-5 พ.ค ที่ผ่านมา มีโอกาสขับรถลงไปเที่ยวที่เกาะลันตามาค่ะ (ทริปนี้ เน้นกินเป็นหลัก)
เลยทำรีวิวมาให้เพื่อนๆ ดูกันแก้เครียดเผื่อจะได้เตรียมตัวไปพักผ่อนกันบ้าง



Photobucket ออกจากกรุงเทพ 9.00 แวะนั่นแวะนี่เรือยเปื่อย ไม่รีบร้อนอะไร ไปถึงอ่าวนางก็ประมาณ 18.30 พอดี

โดยคืนแรกตกลงใจว่าจะพักกันที่อ่างนางกันก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยออกเดินทางไปเกาะลันตากัน

และก็มาเจอที่พักหลักร้อยที่อ่าวนางค่ะ J.Hotel ราคาแค่ 500 บาท
เป็นห้องแอร์ กว้างงงงง สะอาด ถูกใจมากๆ

(มีที่จอดรถค่ะ)



หลังจากนั้นก็ออกไปเดินชิวๆ ที่อ่าวนางยามค่ำคืน มุ่งมั่นหาซีฟู้ดกินกัน

และแล้วก็เดินไปเจอร้านนี้เข้า "อ่าวนางซีฟู้ด"
ร้านนี้คนเยอะมากๆ ทั้งคนไทย ทั้งฝรั่ง นั่งกันเต็มตลอด

เมนูแรกเลยค่ะ ปูทะเลก้ามโตๆ



ปลาหมึกย่างหอมๆ ขาวๆ อวบๆ แน่นๆ กินกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บ



แล้วก็ ปลากะพงนึ่งมะนาว หน้าตาดูน่ากลัว แต่รสชาตินีจัดจ้านมาก ยิ่งกินยิ่งอร่อย
(ค่าเสียหายทั้งหมด กับข้าว 3 อย่าง ข้าวเปล่า 3 จาน น้ำอัดลมเล็ก 3 ขวด เป็นเงิน 980 บาท)



พอรุ่งเช้า ก็แวะเที่ยวกันแถวชายหาดกระบี่กันซักนิด

เมื่อวานมาก็มืดแล้ว เลยยังไม่ได้ชม เช้าๆ แบบนี้มีนักท่องเที่ยวมาขึ้นเรือออกไปดำน้ำกันตลอดเวลาเลยค่ะ



หาดนพรัตน์ธารา... ต่างจากอ่าวนางแบบสุดขั้ว
หาดนู้นมีแต่ฝรั่ง หาดนี้มีแต่คนไทย



เสร็จแล้วก็ได้เวลาเดินทางต่อไปเกาะลันตาสักที

โดยขับรถออกจากอ่าวนาง ุม่งหน้าไปตามเส้นทางคลองท่อม-เกาะลันตา
ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง ก็จะถึงท่ารือหัวหินแล้ว

เราต้องนำรถข้ามแพขนาดยนต์เพื่อไปเกาะลันตาน้อย แล้วก็ลงแพข้ามไปเกาะลันตาใหญ่อีกรอบค่ะ

ค่าเรือขาไป(เที่ยวเดียว) รถ 1 คัน กับผู้โดยสาร 2 คน = 133 บาท
(สงสัยอยู่ว่า 3 บาทนี้มาจากไหน -*-)



ใช้เวลาประมาณ 40 กว่าๆ นาที ก็มาถึงเกาะลันตาใหญ่แล้ว

หลังจากที่ขับรถตระเวณหาที่พัก ก็มาเจอที่นี่ Lanta Nakara Resort ที่หาดพระแอะ
ห้องพักหลักร้อยค่ะ ^_^ แค่ 800 บาทเท่านั้น (ไม่รวมอาหารเช้า)

สภาพโดยรวมภายในรีสอร์ตสวยดีค่ะ แต่ห้องพักแอบเก่านิดนึง






ห้องพักทั้งหมดของที่นี่จะเป็นลักษณะบังกะโลค่ะ
ราคาก็มีตั้งแต่ 800 จนถึงหลักพันๆ ซึ่งห้องพักแพงหน่อยก็จะสภาพดีกว่านี้

สระว่ายน้ำที่นี่มีพญานาคพ่นน้ำด้วย แล้วแถมมีสระว่ายน้ำทั้งหมดตั้ง 3 สระ เลือกเล่นกันได้ตามสบาย



พระอาทิตย์ตกดินหน้ารีสอร์ต....
เค้าว่ากันว่า พระอาทิตย์ตกที่ลันตานี่สวยไม่แพ้ที่ไหนเลย ก็น่าจะจริงนะคะ ^^



และภาระกิจสำคัญของเรามาถึง นั่นก็คือการสืบเสาะร้านซีฟู้ดอร่อยๆ บนเกาะลันตานั่นเอง

สอบถามพี่พนักงานได้ความว่า ร้านที่อร่อยสุดบนเกาะชื่อว่า "ลานตา ซีฟู้ด" อยู่ตรงศาลาด่าน เดี๋ยวเราไปพิสูจน์กันค่ะ
(ตรงนั้นจะมีร้านซีฟู้ดสองร้านคู่กัน ก่อนเข้าร้านอย่าลืมดูป้ายดีๆ นะคะ)

.......

และเมนูสำหรับคืนนี้เป็น ปลาหมึกย่าง(อีกแล้ว) ปูม้า แล้วก็แกงส้มปลากะพงยอดมะร้าวอ่อน

แกงส้มรสจัดมากค่ะ แอบเผ็ด แต่ก็อร่อยมากๆๆ อิอิ Photobucket

ค่าเสียหาย : กับ 3 อย่าง , ข้าว 3 จาน, โค้กลิต 1 ขวด = 780 บาท



.................

เช้าวันต่อมา เตรียมเก็บข้าวของย้ายที่พักต่อ ขับรถหาที่พักใหม่กัน
และก็มาเจอที่พักถูกใจอีกแล้ว เป็นโรงแรมเล็กๆ อยู่แยกซ้ายก่อนถึงศาลาด่าน
ไม่ติดทะเล แต่เดินไม่ไกลค่ะ เนื่องจากโรงแรมตั้งอยู่อยู่บริเวณแหลมด้านเหนือของเกาะลันตา ก็เลยมีทะเลทั้งด้านหน้าโรงแรม และหลังโรงแรม(หาดคอกวาง) เดินประมาณ 100-200 เมตรก็ถึงทะเลแล้ว



พอลองแวะเข้าไปดูก็ติดใจค่ะ เล็กๆ น่ารักดี

ห้องพักดูดี สบาย ใหม่ สะอาด
ราคาแค่ 500 บาทค่ะ คุ้มมากๆ ^_^

อ้อ ที่พักชื่อ "บุหงา รายา" ค่ะ







ส่วนตัวแล้วชอบที่นี่นะคะ แต่เสียดายที่ดูเหมือนเงียบๆ ไม่ค่อยมีคนเข้ามาพัก
คงเพราะไม่ติดทะเล แล้วก็อยู่ในตรอกซอกซอย



มีสระว่ายน้ำด้วยค่ะ แต่ดูเหมือนขาดการดูแลไปหน่อย



ล๊อบบี้ยามค่ำคืน... เดี๋ยวคืนนี้เราจะออกไปหาซีฟู้ดกินกันอีกแล้ววว ฮี่ๆๆๆ

ปล.ที่นี่มีน้องเหมียวเปอร์เซีย กับน้องหมาน่ารักๆ เลี้ยงไว้ด้วยนะคะ
เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมา



คืนนี้ขอมาฝากท้องไว้ที่ ลานตาซีฟู้ดอีกรอบ

เมนูเด็ดประจำวันนี้คือ :

ปลาหมึกผัดไข่เค็มน้ำพริกเผา : ไม่เคยกินผัดแบบนี้เลยค่ะ เคยกินแต่ผัดไข่เค็มธรรมดา ตอนแรกรู้สึกไม่ถูกปาก แต่พอกินไปกินมาแล้วอร่อย แทบจะคลุกกินกับข้าว

กุ้งผัดเม็ดมะม่วง : อร่อยมากกกกค่ะ หวาน หอม รสชาติกำลังดี

ปลาหมึกย่าง : กินมันได้ทุกวันตั้งแต่ต้นทริป

ปลากะพงนึ่งบ๊วย : ไม่เคยกินมาก่อน เลยลองสั่งมาดูว่าเป้นยังไง แล้วก็รู้ว่ามันอร่อยอีกแล้ว

(ลืม จริงๆ มีมันอบร้อนๆ หอมๆ กินเป็นออเดิร์ฟไปก่อนลูกนึงด้วย)

สงสัยจริงๆ ค่ะว่า ร้านนี้ทำอาหารอร่อยทุกอย่างเลยรึเปล่า -*-

ค่าเสียหาย : กับข้าว 4 อย่าง, ข้าวเปล่า 3 จาน, มันบด 1 ลูก, โค้กลิตร 1 ขวด ทั้งหมด 910 บาทค่ะ



.........................

เช้าวันสุดท้ายที่เกาะลันตา ลองขับรถข้ามไปชมเมืองเก่าที่ฝั่งตะวันตกของเกาะบ้างนะคะ



ที่นี่มีท่าเทียบเรือด้วยค่ะ...
สมัยก่อน ท่าเรือตรงนี้ป็นท่าเรือหลักของเกาะลันตา เมืองเก่าที่นี่มีอายุเป็น 100 ปีแล้ว



ได้แต่ยืนมองตาปริบๆ.... อยากออกเรือไปชิวกะเค้าบ้าง
ชาตินี้คงมีบุญได้นั่งแต่เรือประมง -*-



ปิดท้ายด้วยที่ว่าการอำเภอเก่าบนเกาะลันตาค่ะ อาคารไม้หลังนี้มีอายุเป็น 100 ปี พอๆ กับชุมชนเก่าแห่งนี้เหมือนกัน แต่สภาพยังดูดีอยู่เลย



เกาะลันตา ถึงจะไม่ฮอต ไม่ครึกครื้นเหมือนเกาะอื่นๆ ที่คนนิยมไปกัน
แต่ที่นี่ก็มีเสน่ห์อยู่ที่ความเงียบสงบ ธรรมชาติที่ยังสวยสะอาด แล้วก็วิถีชีวิตแบบชาวบ้านที่ยังมีอยู่ให้ได้ให้เราได้เห็นกัน

ใครอยากมาพักผ่อนที่นี่ดูบ้างก็เชิญได้นะคะ ^^

ขอบคุณค่ะ




 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2553   
Last Update : 24 พฤษภาคม 2553 0:13:55 น.   
Counter : 1482 Pageviews.  

เก็บกระเป๋าลุยฝน ขับรถวนไป "เกาะช้าง" !!!

หมายเหตุ : รีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 52 ^^

////www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E8299157/E8299157.html


ฝนตกทุกวันแบบนี้ เซ็งได้อีกค่ะ
เอาภาพเกาะช้างไปดูเล่นกันดีกว่า

เผื่อครึ้มๆ จะมีใครอยากลุยฝนไปเที่ยวเกาะกันบ้าง ^_^



เก็บกระเป๋าเสร็จแล้วก็เตรียมตัวออกเดินทางกันได้เลย

ขับรถไปเกาะช้างใช้เวลาไม่นานเลย 4 ชั่วโมง หลับๆ ตื่นๆ กินๆ
แป๊บเดียวก็ถึงตราดแล้ว เย้



หลังจากผ่านป้ายโฆษณาห่ำหั่นเรียกลูกค้ากันแบบดุเดือดระหว่างท่าเรือเฟอร์รี่สองเจ้าให้พอขำๆ ก็มาถึงเท่าเรือกันแล้วววว



ใครใคร่เอารถข้ามไปเกาะก็ตามสบายเลยค่ะ
ถ้าจำไม่ผิด วันนั้นจ่ายค่าข้ามเรือไปทั้งหมด 70 บาทนะคะ (ผู้โดยสาร 2 + รถ 1 คัน)



ส่วนใครมาเองก็หาที่นั่งกันตามใจชอบเลยค่ะ



ผ่านไปเกือบ ชม. ก็มาถึงเกาะช้างกันแล้ว

และภาระกิจแรกสำหรับทริปนี้ก็คือตามล่าหาที่พัก..

ก่อนมาไม่ได้จองที่พักอะไรไว้เลย เพราะคิดว่าจะมาขับรถหาดู
ดังนั้นก็เลยขับมาเรื่อยๆๆๆๆ จนเรื่อยมาถึงหาดใบลานนี่แหละค่ะ

และสุดท้ายก็ตกลงใจได้ที่ เกาะช้างใบลานบีชรีสอร์ต นี่เองๆๆ



ห้องพักที่นี่ราคาไม่แพงค่ะ ห้องแอร์ 700 บาท และก็ดูส่วนตัว เงียบสงบดี



ข้างในก็มีทีวี น้ำอุ่น ตู้เสื้อผ้า
สะอาดสะอ้านดีค่ะ



เสียดายที่หาดหน้าบ้านไม่สวยเท่าไหร่ค่ะ หินเยอะมาก ลงไปเล่นไม่ได้เลย
แต่ก็มีชิงช้า มีเปลญวณหน้าบ้าน มีสนามหญ้าให้นั่งเล่น กันด้วยนะคะ เพลินดีเหมือนกัน



เก็บของเสร็จแล้ว ก็ออกไปเที่ยวเล่นกันซักนิดนะคะ
ขึ้นมาที่จุดชมวิว ได้ชมบรรยากาศรอบๆ เกาะช้างก็สวยดีไปอีกแบบ
ปล.อยากเดินไปเกาะนี้บ้างอ่ะคะ แต่หาทางลงไม่เจอ -*-




ชอบตู้ไปรษณีย์สีแดงรูปจรวดตู้นี้มากเลยค่ะ
น่ารักมากๆ

เย็นวันนั้น กลับมาที่พักฝนก็ตกตลอดทั้งคืนเลยคะ -*-
ออกไปหาไรกินกันอย่างลำบากยากเย็น
แต่ก็เย็นดี หลับสบายดีเลย
........

ตื่นมาก็เตรียมเก็บกระเป๋าไปหาที่พักใหม่กันดีกว่าค่ะ เปลี่ยนบรรยากาศศศศ
ระหว่างทางก็แวะกินก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นเจ้าอร่อยก่อนลุยต่อ
อ้อ ก๋วยเตี๋ยวอร่อยดีค่ะ แต่เผ็ดไปนิด

(จำชื่อร้านไม่ได้แล้ว แต่อยู่ตรงข้าม The Chill อ่ะค่ะ)



ออกจากหาดใบลานมา ก็แวะดูมาเรื่อยๆ ....
แต่ก็มาถูกใจที่นี่ ไก่แบ้บีชรีสอร์ต หาดไก่แบ้ค่ะ



จริงๆ ที่นี่ก็มีบ้านพักแบบบังกะโลริมทะเลนะคะ เป็นห้องพัดลม ราคาประมาณ 500-600 ได้
แต่เผอิญแอบเห็นว่ามีบ้านสร้างใหม่อยู่ข้างหลัง
เป็นบ้านปูนสีส้มๆ สองชั้น หน้าตาน่ารักน่าชัง แถมราคาก็ไม่แพงเลย
ตอนนั้นแค่ 1000 เดียวเอง (แต่ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ขึ้นราคารึยัง)
เก๋ตรงมีชั้นสองให้นอนดูดาวด้วยนี่แหละค่ะ





ห้องนอนด้านในค่ะ



ห้องน้ำ ก็เก๋ไก๋ ใช้ได้อยู่
บ้านพักใหม่มากค่ะ รู้สึกดีจริงๆ ^^ อิอิ



ว่าแล้วก็ออกมาเดินเล่นกันหน่อยนะคะ



คงเป็นช่วงกลางสัปดาห์ เลยคนไม่เยอะเท่าไหร่เลย เงียบดี



ได้นั่งกินบรรยากาศยามเย็นๆ ริมทะลแบบนี้
เอาอะไรมาแลกก็คงแทนกันไม่ได้หรอกนะคะ ^^



ทริปสั้นๆ 3 วัน 2 คืน ที่เกาะช้าง กำลังจะจบลงแล้วค่ะ

จริงๆ แล้วนี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาเที่ยวเกาะช้างเลย
เพราะก่อนหน้านี้คิดว่าเกาะช้างจะเป็นตัวเลือกหลังๆ
สำหรับการมาเที่ยวทะเล
เพราะคิดว่าเกาะช้างไม่สวย ไม่น่าเที่ยว.....

แต่พอได้มาสัมผัสจริงๆ แล้วกลับรู้สึกชอบนะคะ
และคิดว่าทะเลทุกที่ก็มีเสน่ห์แตกต่างกันออกไป
เกาะช้างก็เหมือนกัน.. ที่นี่ก็มีความสวย แล้วก็น่าสนใจในแบบของตัวเอง

ที่สำคัญซีฟู้ดก็อร่อยด้วยยยย ^3^ อิอิ

............

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะคะ




 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2553   
Last Update : 23 พฤษภาคม 2553 22:22:58 น.   
Counter : 1039 Pageviews.  

ก้อนหิน ดอกไม้ และดวงดาว ที่มอหินขาว @ ชัยภูมิ

หมายเหตุ : รีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค. 52 ^^

////www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E8154748/E8154748.html#23


โอกาสดี ได้ไปตั้งแคมป์ที่มอหินขาว จ.ชัยภูมิ มาค่ะ

หลังจากที่ตัดสินใจกันในวินาทีสุดท้าย ว่าหน้าฝนแบบนี้ควรไปเที่ยวที่อื่นนอกจากทะเลดูบ้างงง



ผ่านไปสามชม.กว่าๆ ก็ถึงชัยภูมิซักที

ขับมาเรื่อยๆ ผ่านทางเข้าน้ำตกตาดโตนมานิดนึง
ก็จะเห็นป้ายมอหินขาว ก็เตรียมตัวเลี้ยวเข้าไปเลย

ปล.อย่าขับรถเร็วกันนะคะ ชัยภูมิด่านเยอะ T_T



ก่อนมา ได้ยินกิตติศัพท์เกี่ยวกับทางขึ้นมอหินขาวมาบ้างว่าลำบากขั้นเทพ
ถ้าไม่ใช่รถกะบะ หรือโฟร์วีล อย่าได้คิดจะขึ้นไปมอหินขาวเลย

ว่าแล้วก็เลยไปหารถกะบะมาขับบ้าง เพื่อความปลอดภัย

เส้นทางก็อย่างที่เห็นค่ะ เป็นทางลูกรัง คดไปคดมา ฝุ่นตลบสุดๆ
จนเด็กในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ข้างทางหัวแดงกันเป็นแถว
ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อบ้าง แต่ก็ยังพอทำเนา

ปล.ว่าแต่ ไหนว่าขึ้นได้เฉพาะกะบะ กับ โฟร์วีล แล้วไหงข้างหน้าถึงมีรถตู้วิ่งอยู่ล่ะเนี่ยยยย -*-




ผ่านไปกับระยะทาง(เกือบจะโหด) 3.5 กม. ที่คิดว่าจะหนักหนาสาหัสกว่านี้
กลายเป็นว่า ขึ้นมาได้ง่ายกว่าที่คิด
แล้วที่กรี๊ดกว่านั้นคือ มอหินขาวยามเย็นเต็มไปด้วยผู้คน และรถเก๋งค่ะ

(แล้วเราจะดั้นด้นหารถกะบะขึ้นมาทำไม -*-)


เก็บเอาไว้เที่ยวพรุ่งนี้แล้วกันนะคะ เย็นแล้ว เดี๋ยวขอไปหาทำเลกางเต๊นท์ก่อน

เลยกองหินกลุ่มแรกขึ้นมานิดนึง ก็จะเป็นลานกางเต๊นท์ของอุทยานค่ะ

พื้นที่ใต้ต้นไม้ก็ถูกครอบครัวที่มาเที่ยวกันกลุ่มใหม่จับจองไว้หมดแล้ว



ตอนแรกว่าจะขอกางบนสนามหญ้าข้างๆ บ้านของพี่เจ้าหน้าที่ฯ
แต่ดูท่าแล้วฝนจะตก พี่เค้าเลยแนะนำว่าให้ไปหาที่ร่มๆ กางจะดีกว่า



อ้อ อีกเรื่องที่โดนขู่มาก็คือเรื่องห้องน้ำนี่แหละค่ะ เห็นบอกว่าข้างบนลำบาก
ห้องน้ำห้องท่าไม่ค่อยสะดวก ก็เลยเตรียมตัวมาซักแห้งซะ -*-

แต่พอขึ้นมาจริงๆ แล้วก็ใช้ได้นะคะ ถึงจำนวนห้องน้ำจะน้อยไปหน่อยแค่ 2 ห้อง แต่ก็โอเคทีเดียว



ที่นี่ พอตกกลางคืนปุ๊บ ก็มืดสนิททททททททททเลยทีเดียว
ไม่มีแม้แต่แสงไฟจากบ้านของเจ้าหน้าที่ มีแต่พระจันทร์กับดาว
(ก็เลยตั้งเตา ทำกับข้าวกันกลางแสงเทียน สนุกดีนะคะ ^^)

น่าเสียดายที่ไปหน้าฝน ฟ้าเลยมีแต่เมฆ มองไม่ค่อยเห็นดาวเท่าไหร่
แต่คิดว่าหน้าหนาวเมื่อไหร่ ที่นี่คงเต็มไปด้วยดาวอย่างที่เค้าว่ากันจริงๆ คงโรแมนติคน่าดู

ปล.ข้างบนอาการเย็นมากค่ะ ยิ่งตอนอาบน้ำนี่แทบแย่ T_T

.........

เช้าแล้ว ขึ้นไปเที่ยวกันนะคะ

เริ่มต้นด้วยผาหัวนาค ขับรถเลยลานกางเต๊นท์ขึ้นไปอีกประมาณกิโลกว่าๆ

บรรยากาศดีมากค่ะ ลมเย็นสบายยยยย



มีคนบอกว่า ที่เค้าเรียกที่นีกันว่าผาหัวนาค
เนื่องจาก ลักษณะหน้าผาที่เหมือนกับ นาคปรก แบบนี้ล่ะมั้งคะ



ว่าแล้วก็ลงมาเที่ยวกองหินกันต่อดีกว่า
ทิวทัศน์แถวนี้ก็สวยดีนะคะ ขับรถเพลินๆ ชมวิวกินฝุ่นกันไป ^^



จุดเด่นของมอหินขาว คงเป็นลักษณะก้อนหินที่แปลกประหลาด
แล้วแต่จินตนาการของใคร ว่าอยากให้ก้อนไหน รูปร่างเหมือนอะไร



ส่วนตัวคิดว่า ก้อนนี้เหมือนหน้าคนอ่ะค่ะ

คล้ายๆ กับ รูปปั้นหน้าคนบนเกาะอีสเตอร์ง่ะ



ที่นี่เค้าอนุญาตให้ปีนขึ้นไปเล่นบนหินได้ค่ะ
ฉะนั้นใครอยากขึ้นไปชมวิวบนก้อนไหน ปีนไหวก็ปีนกันไป



โอ้ว

มอหินขาวของเรา มีรถไอติมขึ้นมาขายข้างบนด้วย สุดยอดดดด



ร้อนแล้ว แวะไปเที่ยวน้ำตกตาดโตนก่อนกลับกันดีกว่า

ที่นี่คนเยอะมากค่ะ ส่วนใหญ่เป็นเด็กๆ มาเล่นน้ำกัน



แล้วก็พลาดไม่ได้ กับการแวะไปชมทุ่งดอกกระเจียวที่ป่าหินงาม



แต่สงสัยว่าจะมาช้าไปหน่อย เพราะดอกเริ่มโรยไปหมดแล้ว



ไปแวะดูหินกันคะ ก่อนกลับ

อันนี้หินรูปถ้วยฟุตบอลโลกก



อยากไปนั่งห้อยขาถ่ายรูปบนนี้บ้าง
แต่ใจไม่แข็งพอ -*-



นี่เป็นการไปเยือนชัยภูมิครั้งแรก แต่ก็รู้สึกว่าที่นี่ก็มีอะไรให้เที่ยวเยอะแยะเชียว สนุกดีค่ะ

แวะเวียนไปเที่ยวกันได้นะคะ ชัยภูมิไม่ไกลอย่างที่คิด ^0^




 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2553   
Last Update : 23 พฤษภาคม 2553 20:31:35 น.   
Counter : 1187 Pageviews.  

ตามล่าหาตัวปั๊มอยุธยามหามงคล ไหว้พระ 99 วัด : ตอน อิ่มอก อิ่มใจ นั่งรถไฟ(ฟรี) ไปทำบุญ

หมายเหตุ : รีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 52 ^^
////www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E7960450/E7960450.html

หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับกิจกรรมนี้มาบ้างนะคะ กับ "อยุธยามหามงคล " ที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จ.อยุธยา จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

โดยครั้งนี้ก็จัดขึ้นเป็นปีที่ 8 กันแล้ว (ปีนี้เริ่มกันมาตั้งแต่ 8 พ.ค ไปจนถึง 4 ต.ค ค่ะ)

ซึ่งจำนวนวัดที่กำหนดเอาไว้ก็ไม่ใช่ 9 วัด 33 วัด หรือ 45 วัด แบบที่เคยผ่านๆ มา เพราะปีนี้มีการอัพเลเวลเป็น 99 วัดกันเลยทีเดียว .. (-*-)
แค่คิดก็หนักใจ ว่าต้องไปซักกี่วัน ถึงจะตามหาครบ 99 วัดกันล่ะเนี่ย

เงื่อนไขก็ง่ายๆ ค่ะ แค่เราไปไหว้พระที่วัดไหน ก็เอาสมุดเล่มเล็กๆ ที่เป็นของกิจกรรมครั้งนี้ไปปั๊มตราของแต่ละวัดมาด้วย แค่นี้ก็เป็นอันเรียบร้อยยยย



จริงๆ ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ได้ไปไหว้พระที่อยุธยา แต่พิเศษกว่าทุกทีก็คือ เราจะนั่งรถไฟ(ฟรี)กันไปค่ะ

ซึ่งจุดสตาร์ทของเราก็คือ สถานีรถไฟบางเขน แห่งนี้นี่เอง เอง เอง เอง เอง



ถึงตั้งใจจะมานั่งรถไฟฟรี แต่ยังไงก็ต้องตีตั๋วก่อนนะคะ (ตามพี่ฝรั่งสุดหล่อไปเลย~~)



ตามกำหนด รถไฟของเราจะมาเวลา ๑๑.๕๖ นาที ค่ะ แต่พอถึงเวลาก็มาเลทไปนิดดดนึง

รถไฟมาแล้ว ขึ้นไปจับจองที่นั่งกันก่อนดีกว่า ^_^ (จากที่นี่ไปถึงสถานีรถไฟอยุธยา ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑ ชม.๑๐ นาที ค่ะ)



นั่งเล่น นั่งคุย ปล่อยอารมณ์ละเลียดไปกับลมเย็นๆ ชมนก ชมไม้ ชมท้องนาไปเรื่อย

อีกแป๊บเดียวก็จะถึงที่หมายของเราแล้ว



เมื่อมาถึงสถานีรถไฟแล้ว ก็เลือกเอาได้ตามสบายเลยค่ะ ว่าจะเข้าเมืองโดยวิธีไหน ใครใคร่นั่งรถสามล้อ ก็นั่ง
หรือใครอยากจะใช้วิธีโดยสารโดยเรือแทน ก็หิ้วกระเป๋าข้ามถนน เดินมาท่าเรือได้เลย

ค่าโดยสารแค่คนละ 4 บาทเท่านั้น (เรือจะข้ามไปท่า ใกล้ๆ ตลาดเจ้าพรหมค่ะ)



สำหรับคนที่ชอบปั่นจักรยาน ก็มีร้านเช่าให้เห็นอยู่ทั่วไป ราคาก็ประมาณวันละ 50 บาท
ส่วนใครที่อยากซิ่งก็ไปเช่ามอไซค์กันได้ ในราคา auto วันละ 300 manual 200 ค่ะ ข้อสำคัญ อย่าลืมใส่หมวกกันน็อคด้วยนะคะ
ได้ข่าวว่าตำรวจที่อยุธยาเค้าเข้มกันจริงๆ อิอิ

ร้านส่วนใหญ่จะให้เช่าแบบวันต่อวันนะคะ คือเช่าเช้า คืนเย็น
ฉะนั้นก่อนเช่าก็ลองคุยกันให้รู้เรื่องก่อนนะคะ ว่าเป็นแบบวันต่อวัน หรือ 24 ช.ม

ได้มอไซค์แล้ว ก็มาหาที่พักกันต่อเลย

ออกจากซอยท่าเรือมา ก็มาเจอกับเกสต์เฮ้าส์เล็กๆ ที่นี่ล่ะคะ The Pld Place Guest house
หลังจากเจรจาต่อรองกับคุณพี่เจ้าของ ก็ได้ห้องแอร์ในราคา 400 บาท ลดจาก 500 ค่ะ
(ปล.อย่าสับสนกับ The Old Palace Guest House นะคะ ชื่อคล้ายๆ กัน แต่อันหลังนี่แพงกว่าเท่าตัว)



มองข้างหน้าอาจจะดูเล็กๆ แต่เข้าไปด้านในก็มีส่วนของห้องพักหลายห้องอยู่ แล้วก็มีร้านอาหารริมน้ำให้นั่งทานอาหารกันได้ด้วยค่ะ
ถ้าใครอยากพักริมน้ำ ในราคาเบาๆ ที่นี่ก็เป็นตัวเลือกนึงที่น่าสนใจเหมือนกัน

พอเข้าไปในห้อง ก็เป็นอย่างที่เห็นน่ะคะ
มีผ้าขนหนู, ตู้เสื้อผ้า, ทีวีเคเบิ้ล, ทิชชู่ให้ สภาพห้องก็สะอาดใช้ได้ แต่หมอนนุ่มดี ชอบๆ



...................

เก็บของเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ซิ่งมอไซค์กันไปที่วัดแรกเลย นั่นก็คือวัด "ธรรมิกราช" เป็นวัดเก่าแก่มากๆ วัดนึงในอยุธยา

จุดเด่นของวัดนี้ก็คือ พระเจดีย์สิงห์ล้อม โดยตัวเจดีย์มีลักษณะเป็นทรงระฆัง ซึ่งปัจจุบันพังไปกว่าครึ่งแล้ว ส่วนตัวสิงห์ก็เป็นศิลปะของขอม-เขมร

นอกจากนี้ยังเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ แต่ว่าถูกเผาทำลายเหลือแต่เศียรพระ ซึ่งปัจจุบันถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ฯ สามพระยาแล้ว



เข้าไปไหว้พระนอนในโบสถ์กันแล้ว
ด้านนอกก็มีให้ทำบุญปล่อยโค กระบือด้วยนะคะ



น้องหมานั่งเฝ้าตราปั๊มที่วางอยู่หน้าโบสถ์ค่ะ

(ที่นี่น้องหมาเยอะมากจริงๆ )



เป็นวัดใหญ่วัดนึง ที่ผู้คนนิยมมาทำบุญกัน



.........................

วัดที่สอง : วัดกลางคลองสระบัว

ภายในโบสถ์มีพระพุทธรูปทองสำริดเก่าแก่ อายุกว่า 500 ปี
โดยเฉพาะหลวงพ่อทันใจ มีชื่อเสียงในเรื่อง หน้าที่การงานเป็นพิเศษ
ว่ากันว่า ใครมาขออะไรเกี่ยวกับเรื่องงานการกับหลวงพ่อ จะสมหวังกันไปตามๆ กัน

หมายเหตุ : ตราปั๊มอยู่ในโบสถ์ค่ะ




.........................

วัดที่สาม : วัดศรีโพธิ์

มีประวัติเคยเป็นสถานที่ที่ไว้สู้รบกับกองทัพพม่าในช่วงปี พ.ศ.๒๓๐๘-๒๓๐๙ ก่อนเสียกรุง ซึ่งก็ทำให้ข้าศึกเสียหายไปเป็นจำนวนมาก
แต่หลังจากที่เสียกรุง วัดนี้ก็กลายเป็นวัดร้างไป จนมาได้รับการปฎิสังขรณ์อีกทีในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ที่วัดนี้มีจุดเด่นน่ารักๆ อยู่ที่ธูป 7 สีนี่แหละค่ะ ใครเกิดวันไร ก็เชิญหยิบได้ตามสบายเลย ^^



ไม่ใช่แค่ธูปนะคะ เทียนก็ยังเป็นสี
เห็นแล้วคิดถึงไอติมเรนโบว์ อิอิ

หมายเหตุ : ตราปั๊มอยู่ในโบสถ์ค่ะ



พอเริ่มตกเย็น วัดต่างๆ ก็เริ่มจะปิดกันแล้ว
งั้นเราเปลี่ยนแนวไปหาไรกินแทนกันก่อนดีกว่าค่ะ ไว้พรุ่งนี้ค่อยเริ่มใหม่

ว่าแล้วก็มาถึงโปรแกรมเด็ดที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
มาอยุธยาทั้งที ก็ต้องแวะไปกินกุ้งงงงงที่ตลาดกลางการเกษตรกันดีกว่า



นอกจากกุ้ง ก็ยังมีปลาหมึก ปลาช่อนเผาเกลือ ตัวโตๆ อีกเพียบบบบ




ที่นี่จะมีร้านให้เลือกหลายร้านค่ะ ก็เลือกกันได้ตามอัธยาศัย

ก่อนเข้าไป ก็เล็งๆ ขนาดกุ้งไว้ก่อนเลยค่ะ ว่าอยากได้ตัวเล็กตัวใหญ่
ราคาก็มีตั้งแต่ราคา 140 บาทขึ้นไป
ส่วนใหญ่ถ้ากุ้งเอามาเผาจะไม่คิดเงิน แต่ถ้าเอาไปทำเมนูอื่นๆ ก็ราคาเมนูละ 30-40 ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นต้มยำกุ้ง ฉู่ฉ๊กุ้ง กุ้งทอดกระเทียม กุ้งชอบแป้งทอด บลาๆๆๆ เยอะแยะมากมาย

แหม... กุ้งแม่น้ำเนื้อหวานๆ กับน้ำจิ้มรสแซ่บนี่มันสุโค่ยจริงๆ แฮ่...

ปล.โดยส่วนตัวแล้วชอบร้าน โชคอำนวย 2 กับ กุ้งเพื่อนแพรวมากเป็นพิเศษค่ะ
(ร้านแรก อาหารอร่อยดี ร้านสองน้ำจิ้มเด็ดจริง ยกเว้นต้มยำกุ้งนะคะ ไม่ผ่านอย่างแรงงง -*-)



......................

มาๆๆ ต่อเลยค่ะ

วันที่สี่ : วัดเชิงท่า

ไม่ทราบประวัติแน่ชัด ว่าสร้างเมื่อไหร่ ใครเป็นผู้สร้าง
แต่มีเรื่องเล่าว่า
เศรษฐีคนหนึ่งสร้างให้กับลูกสาวที่หนีตามคนรักไปไม่กลับมา เลยตั้งชื่อว่าวัดคอยท่า

หมายเหตุ ตราปั๊มอยู่ทีร้านขายธูปเทียนค่ะ

แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นวัดเชิงท่าในภายหลัง นอกจากนี้ก็มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วัดตีนท่า

.......................

วัดที่ห้า : วัดกษัตราธิราช



และก็แอบตกใจว่า วิธีทำบุญของเราสมัยนี้ มันปั๊ดตะนาไปไกลลลขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย

ไอเดียบรรเจิดจริงๆ ^3^

หมายเหตุ ตราปั๊มอยู่ในโบสถ์ค่ะ



.....................

วัดที่หก : วัดธรรมาราม

ประทับใจท่านเจ้าอาวาสมาก หลังจากได้นั่งฟังท่านเล่าอะไรสนุกๆ ให้ฟัง เพลินนนนมากๆ

ก่อนกลับได้ของที่ระลึกจากหลวงพ่อ เป็นพระศิวลี พระแห่งโชคลาภ
วัดนี้จะมีทอดกฐินใหญ่ในวันที่ ๑ พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ด้วยค่ะ ใครว่างก็เรียนเชิญค่ะ

ปล.เนื่องจากตราปั๊มอยู่ทีหลวงพ่อ ฉะนั้นใครที่คิดจะมาปั๊มแล้วก็จากไป
คงหมดหวังนะค่ะ ยังไงก็แวะไปคุยกับท่านหน่อยนะคะ สนุกดี

..........................


วัดที่เจ็ด : วัดท่าการ้อง

วัดเดียวในอยุธยา ที่มีสโลแกนว่า "วัดที่มาแล้ว ต้องกลับมาอีก"
ตอนแรกก็ไม่เชื่อหรอกนะคะ ว่าทำไมต้องกลับมาอีก แต่พอมาถึงแล้วก็ไม่แปลกใจเลย

แล้วลูกศิษย์ลูกหาก็มาทำบุญกันที่วัดนี้เยอะมากกกกกก มาครั้งที่สองแล้วแต่ก็ครึกครื้นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

ทีเด็ดอีกอย่างนึงก็คือ ห้องน้ำนี่แหละค่ะ ใครอยากรู้ว่าเด็ดยังไง ก็อย่าลืมมาลองเข้าห้องน้ำที่วัดท่าการ้องซักครั้งนะคะ รับรองว่าต้องติดใจ อิอิ

ปล.ตราปั๊มอยู่ที่เต๊นทำบุญด้านในค่ะ



.....................

วัดที่แปด : วัดอินทาราม

.....................

วัดที่เก้า : วัดแม่นางปลื้ม

ชอบโบสถ์วัดนี้เป็นพิเศษค่ะ เนื่องจากเป็นวัดที่เหลือสภาพของวัดเก่าให้เห็นอย่างชัดเจน ดูแล้วสมกับเป็นเมืองเก่าจริงๆ



เข้าไปไหว้หลวงพ่อขาวกันค่ะ

ปล. ก่อนกลับได้รับพระผงจากท่านเจ้าอาวาสเป็นที่ระลึกด้วย

หมายเหตุ : ตราปั๊มอยู่ในโบสถ์ ที่ท่านเจ้าอาวาสค่ะ



.......................

ไหว้พระเสร็จแล้ว ก็ต้องหาไรกินอีกแล้ว
เย็นนี้ก่อนกลับ เราฝากท้องไว้กับก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าอร่อยในวัดจีนค่ะ
(ถ้าหาไม่เจอ ให้เข้ามาในวัด แล้วตรงมาที่ริมน้ำเลย)



ก๋วยเตี๋ยวเรือ ลูกชิ้นหมู



นอกจากนี้ก็ยังมีของกินอย่างอื่นให้เลือกกินอีกนะคะ

นี่เป็นเต้าหู้ทอดจากร้านยายของคุณยายแก่ๆ ที่ขายอยู่ตรงริมน้ำนี้เหมือนกันค่ะ รสชาติอร่อยทีเดียว
(ร้านจะอยู่ด้านในๆ หน่อย ถ้าผ่านไปอย่าลืมแวะไปอุดหนุนกันนะคะ)



พลาดไม่ได้ก่อนกลับ ต้องซื้อสายไหมไปฝากญาติสนิทมิตรสหายด้วย

คอนเฟิร์ม ว่าต้องเป็นสายไหมอาบีดีนที่ตรงข้ามโรงพยาบาลอยุธยาเท่านั้น
แป้งเค้านุ่มอร่อยจริงๆ



ก่อนกลับ แวะมาดูเกสต์เฮาส์ตรงท่าเรือก่อนค่ะ เป็นข้อมูลสำหรับมาครั้งต่อไป

สะดุดใจมากกับชื่อ "อากงเกสต์เฮาส์"
สอบถามราคามาได้ความว่า ห้องแอร์คืนละ 350 บาทเท่านั้นค่ะ
ไว้คราวหน้าจะลองมาพักดู อิอิ



ทริปนี้มีเวลาน้อย ก็เลยไปได้แค่ 9 วัด
ยังไงคราวหน้าถ้าว่างๆ ต้องมาอีกแน่ๆ


มาอยุธยา นอกจากจะได้อิ่มอกอิ่มใจกับการทำบุญแล้ว ผลพลอยได้อีกอย่างนึง ก็คือความสนุกจากการตามล่าหาตัวปั๊มนี่แหละค่ะ

เพราะบางทีตัวปั๊มก็ไม่ได้วางอยู่โต้งๆ ให้เราตามไปปั๊มกันง่ายๆ
แต่บางทีต้องตามหากันแทบพลิกวัดทีเดียว เรียกว่าตื่นเต้นไม่แพ้ไปแข่งแรลลี่กันเลยล่ะค่ะ (^_^)

ได้บุญ สนุก แถมประหยัดเงินอีกต่างหาก
หน้าฝนแบบนี้ไม่รู้จะไปเที่ยวไหน ก็มาเที่ยวอยุธยากันได้นะคะ






 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2553   
Last Update : 23 พฤษภาคม 2553 20:19:03 น.   
Counter : 1397 Pageviews.  


= S u s s i i i =
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add = S u s s i i i ='s blog to your web]