Welcome to my blog
1 วัน เซ็มโบกุ (Semboku) ย่ำเมืองซามูไร ยลทะเลสาบเจ้าหญิงมังกรแห่งดินแดนอากิตะ


สถานที่ท่องเที่ยว : รูปปั้นทัตสึโกะ (Tatsuko Statue) ที่ทะเลสาบทาซาวะ (Lake Tazawa), Japan
พิกัด GPS : 39° 42' 53.16" N 140° 38' 4.06" E

ที่ จังหวัดอาคิตะ (Akita Prefecture) ซึ่งอยู่ในภูมิภาคโทโฮะกุของประเทศญี่ปุ่น มีเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ธรรมชาติ และตำนานท้องถิ่น เมืองนี้มีย่านเมืองเก่า คาคุโนะดาเตะ (Kakunodate) ซึ่งได้รับฉายาว่า  เกียวโตน้อยแห่งภูมิภาคโทโฮะกุ เนื่องจากเคยรุ่งเรืองในฐานะเมืองซามูไรในสมัยเอโดะ โดยเฉพาะบ้านซามูไรดั้งเดิมที่ยังคงอนุรักษ์ไว้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของ ทะเลสาบทาซาวะ (Lake Tazawa) ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดในญี่ปุ่น ที่มีตำนานท้องถิ่นว่าด้วย เจ้าหญิงทัตสึโกะ หญิงสาวผู้กลายเป็นมังกรเพื่อความงามนิรันดร์

ในรีวิวนี้ ผมจะพาไปทำความรู้จักกับ เมืองเซ็มโบกุ (Semboku) เมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ทั้งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติ ผ่านเส้นทางท่องเที่ยวที่จะพาไป “ย่ำเมืองซามูไร” และ “ยลทะเลสาบเจ้าหญิงมังกรแห่งดินแดนอากิตะ” ใน 1 วันครับ

รู้จักกับเมืองเซ็มโบกุ (Semboku)

เซ็มโบกุ (Semboku) เป็นเมืองขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดอากิตะ (Akita) ในภูมิภาคโทโฮะกุของประเทศญี่ปุ่น เมืองนี้เกิดจากการรวมตัวของหลายพื้นที่เมื่อปี 2005 และแม้จะไม่ได้มีขนาดใหญ่ แต่กลับอัดแน่นไปด้วยเสน่ห์ของทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติ


สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเซ็มโบกุแบ่งออกเป็น 2 โซนหลักที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเยือน (รวมทั้งพวกเรา) ได้แก่
  1. ย่านเมืองเก่าคาคุโนะดาเตะ (Kakunodate)
  2. ทะเลสาบทาซาวะ (Lake Tazawa)
นอกจากนี้ ในเขตเซ็มโบกุยังมี ออนเซ็นธรรมชาติชื่อดังอย่าง นิวโตะออนเซ็น (Nyuto Onsen) ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขา เป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนในบรรยากาศเงียบสงบ (ทริปนี้เราไม่ได้ไปครับ)
 

การเดินทางไปยังเมืองเซ็มโบกุ

แม้จะเป็นเมืองขนาดเล็กในหุบเขาของจังหวัดอาคิตะ แต่การเดินทางไปยังเซ็มโบกุ ก็ถือว่าง่ายเช่นเดียวกับหลายเมืองของญี่ปุ่นครับ โดยเฉพาะถ้าเริ่มต้นจากเมืองหลักอย่าง โตเกียว หรือ โมริโอกะ (Morioka)

หากเริ่มต้นจากโตเกียว สามารถขึ้น รถไฟชินคันเซ็นขบวนโคมะจิ (Komachi) จาก สถานีรถไฟโตเกียว (Tokyo station) หรือ อุเอะโนะ (Ueno station) มุ่งหน้าไปยังสถานี ทาซาวาโกะ (Tazawako Station) หรือ คาคุโนะดาเตะ (Kakunodate Station) ซึ่งอยู่ในเมืองเซ็มโบกุ โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 50 นาที ระหว่างทางรถไฟสายนี้จะแยกออกจากสายหลักของ Tohoku Shinkansen ที่  สถานีโมริโอกะ (Morioka station) ก่อนเข้าสู่เส้นทางท้องถิ่นที่ลัดเลาะไปตามภูเขาในเขตอาคิตะ ซึ่งเส้นทางรถไฟจากโมริโอกะไปยังอากิตะ รวมทั้งที่เมืองเซ็มโบกุ จะถูกเรียกว่า Akita Shinkansen ครับ


สำหรับในทริปนี้ ผมเริ่มต้นการเดินทางจากเมืองโมริโอกะ (Morioka) โดยนั่งรถไฟชินคันเซ็นขบวน Komachi ของสาย Akita Shinkansen มายัง สถานีคาคุโนะดาเตะ (Kakunodate Station) ใช้เวลาเพียงประมาณ 50 นาทีเท่านั้น หลังจากเที่ยวชมย่านเมืองเก่าคาคุโนะดาเตะ ซึ่งมีบรรยากาศแบบเมืองซามูไรในช่วงเช้าแล้ว ผมจึงนั่งรถไฟต่อมายัง สถานีทาซาวาโกะ (Tazawako Station) เพื่อเดินทางไปชมทะเลสาบทาซาวะในช่วงบ่าย ซึ่งทั้งสองสถานีนี้อยู่ในเขตเมืองเซ็มโบกุและสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างสะดวก การวางแผนเที่ยวสองจุดนี้ภายในวันเดียวจึงไม่ใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะเมื่อเริ่มต้นจากโมริโอกะที่อยู่ไม่ไกล และมีรถไฟให้บริการตลอดวันครับ
 

เช่นเดียวกับเมืองอื่นๆของญี่ปุ่น การเดินทางด้วยรถไฟถ้าอยากประหยัดต้องวางแผนใช้พาสครับ โดยพาสที่สามารถใช้เดินทางมายังเมืองนี้ได้ ได้แก่
  • JR East Pass: Tohoku Area สามารถใช้เดินทางจากโตเกียวมาถึงที่จังหวัดต่างๆในภูมิภาคโทโฮะคุ รวมทั้งที่อิวาเตะ ปัจจุบันพาสนี้มี 2 แบบคือ แบบใช้ 5 วันติดต่อกัน (30,000 เยน) และแบบใช้ 10 วันติดต่อกัน (48,000 เยน) ครับ
  • JR East-South Hokkaido Rail Pass สามารถใช้เดินทางจากโตเกียวมาถึงที่จังหวัดต่างๆในภูมิภาคโทโฮะคุ รวมทั้งที่อิวาเตะ แล้วใช้ต่อไปถึงเมืองซัปโปโร (Sapporo) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของเกาะฮอกไกโดได้ครับ แต่ระยะเวลาใช้ได้แค่ 6 วันติดต่อกัน ราคาอยู่ที่ 35,370 เยน
  • JR Tohoku-South Hokkaido Rail Pass พาสนี้ใช้ได้แค่จากเซนได (Sendai) ผ่านอิวาเตะ แล้วไปถึงที่เมืองซัปโปโร พาสนี้ก็ใช้ได้ 6 วันติดต่อกัน ราคาอยู่ที่ 30,640 เยนครับ
ย่านเมืองเก่าคาคุโนะดาเตะ (Kakunodate)

คาคุโนะดาเตะ (Kakunodate) ก่อตั้งขึ้นในปี 1620 โดยซามูไรที่ชื่อว่า อาชินะ โนบุโมริ (Ashina Nobumori) ซึ่งได้รับคำสั่งจากรัฐบาลโชกุนให้ย้ายศูนย์กลางการปกครองของ คาคุโนะดาเตะฮัน (Kakunodate-han) ซึ่งเป็นดินแดนขนาดเล็กในยุคเอโดะ ภายใต้การปกครองของตระกูล ซาโตะ (Sato clan) และอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลโชกุนโตคุงาวะ (Tokugawa shogunate)




ในแง่โครงสร้าง เมืองถูกวางผังอย่างมีระบบแบบ โจกะมาจิ ซึ่งเป็นรูปแบบเมืองซามูไรของญี่ปุ่นที่เป็นเมืองในปราสาท อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่มีปราสาทจริงในเมืองคาคุโนะดาเตะ แต่การแบ่งเขตระหว่างบ้านซามูไรและบ้านชาวเมือง ซึ่งสะท้อนรูปแบบการปกครองแบบศักดินาอย่างชัดเจน เขตบ้านซามูไรที่หลงเหลืออยู่จนปัจจุบัน จึงเป็นหลักฐานสำคัญของสถานะเมืองนี้ในฐานะศูนย์กลางการปกครองระดับท้องถิ่นในสมัยเอโดะ แม้ว่าเมืองจะเคยได้รับผลกระทบจากไฟไหม้ครั้งใหญ่ในช่วงศตวรรษที่ 19 แต่โครงสร้างหลักของเขตบ้านซามูไรก็ยังคงอยู่รอดมาได้ ทำให้ปัจจุบันคาคุโนะดาเตะถือเป็นแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญที่ให้ภาพสะท้อนของญี่ปุ่นยุคเอโดะ และได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น




สำหรับการเดินทางมายังเมืองนี้ จะต้องนั่งรถไฟความเร็วสูงสาย Akita Shinkansen มาลงที่ สถานีคาคุโนะดาเตะ (Kakunodate station) ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที จากนั้นให้เดินตามป้ายจากสถานีรถไฟไปประมาณ 1 กิโลเมตรครับ (ถ้าไม่อยากเดิน ที่สถานี Kakunodate มีบริการเช่าจักรยาน ราคาประมาณ 500–1,000 เยนต่อวัน)
 

จากสถานีรถไฟ เดินมาจะเจอกับ หอนาฬิกา (clock tower) ที่ตั้งอยู่บริเวณทางแยกเข้าสู่ย่านบ้านซามูไรเก่าแก่ หอนาฬิกานี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมเดิมในยุคซามูไร แต่ถูกสร้างขึ้นในภายหลังเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำย่าน


ใกล้ๆกับหอนาฬิกาจะมีร้านขายพุดดิ้งที่ชื่อว่า Akita Purin‑tei ซึ่งเป็นร้านดังประจำเมือง ใครมาเมืองนี้แนะนำให้ไปลองกันครับ อร่อยสมคำร่ำลือ


นอกจากนี้ ในเมืองคาคุโนะดาเตะ ยังมีร้านอาหารอร่อยๆอีกหลายร้าน แต่ร้านที่ผมไปกินเป็นร้านดังที่ชื่อว่า Sakura no sato ซึ่งเดินจากหอนาฬิกาไปไม่ไกล โดยเมนูดังของร้านนี้ก็คือ โอยาโกะด้ง (Oyako-don) หรือข้าวหน้าไก่กับไข่ ซึ่งไก่ที่นำมาใช้ปรุงอาหารจะเป็น ไก่พันธุ์ฮินาอิ (Hinai Jidori) ซึ่งเป็นไก่พื้นเมืองของอาคิตะที่มีรสชาติอร่อยและเนื้อนุ่ม


 
อีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของเมืองนี้ก็คือ รถลากแบบญี่ปุ่น ที่เรียกว่า jinrikisha ครับ โดยราคารถลากจะอยู่ที่ 2,000 ถึง 5,000 เยน ขึ้นอยู่กับเวลาและระยะทาง โดยระหว่างที่ลาก คนที่ลากจะมีการบอกเล่าเรื่องราวและประวัติความเป็นมาของบ้านแต่ละหลังให้ฟังด้วย (เล่าภาษาญี่ปุ่นนะครับ ใครฟังออกไปลองนั่งดูนะ ส่วนผมไม่ได้นั่ง เพราะฟังไม่รู้เรื่อง)
 

บ้านซามูไรที่ดังที่สุดในย่านนี้ก็คือ บ้านอาโอะยากิ (Aoyagi Samurai Manor Museum) ซึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวซามูไรในสมัยเอโดะ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดอาคิตะ (ที่นี่มีค่าเข้าชม 500 เยนครับ)
 

ภายในบ้าน Aoyagi มีการจัดแสดงอุปกรณ์ซามูไร เช่น ชุดเกราะ ดาบ และ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ของซามูไรในสมัยเอโดะ ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสบรรยากาศและเข้าใจวิถีชีวิตของซามูไรในยุคนั้น

 





เมืองคาคุโนะดาเตะอยู่ในจังหวัดอากิตะครับ และสัตว์ขึ้นชื่อของจังหวัดนี้ก็คือ สุนัขสายพันธุ์อากิตะอินุ (Akita Inu) ทำให้ในเมืองนี้มีที่พักแบบโฮมสเตย์ที่ชื่อว่า Enishi Minpaku ซึ่งผู้เข้าพักใช้เวลาอย่างใกล้ชิดกับสุนัขพันธุ์อาคิตะอินุ สองตัวคือ ซูจัง และฟูจิโกะ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ส่วนรวม เช่น ห้องนั่งเล่นและห้องครัว โดยผู้เข้าพักสามารถสัมผัส เล่น หรือพาสุนัขไปเดินเล่นด้วยก็ได้


 
จริงๆแล้วที่เมืองนี้ยังมีน้องหมาอีกตัวที่ชื่อว่า บุเกะมารุ (Bukemaru) ซึ่งเป็นสุนัขพันธุ์อาคิตะอินุ ที่อาศัยอยู่บริเวณริมถนน Bukeyashiki โดยน้องถูกเลี้ยงตั้งแต่ปี 2014 และกลายเป็นมาสคอตประจำเมืองที่ได้รับความรักจากผู้คนมากมาย ถึงขนาดทำเป็นของที่ระลึก เช่น ตุ๊กตา น่าเสียดายว่า น้องได้กลับดาวหมาไปตั้งแต่ปี 2024 ซึ่งเป็นการจากไปตามอายุขัยของน้องครับ
 
 
 
ทะเลสาบทาซาวะ (Lake Tazawa)

ทะเลสาบทาซาวะ (Lake Tazawa) เป็นทะเลสาบปล่องภูเขาไฟที่ลึกที่สุดในญี่ปุ่น โดยมีความลึกราว 423 เมตร ล้อมรอบด้วยภูเขาเตี้ย ๆ และป่าไม้เขียวชอุ่มในฤดูร้อน รวมถึงหิมะปกคลุมในฤดูหนาว ด้วยความลึกขนาดนั้น ทำให้ผิวน้ำของทะเลสาบไม่เคยแข็งตัว ไม่ว่าอากาศจะหนาวแค่ไหนก็ตาม

 

การเดินทางมายังทะเลสาบทาซาวะ จะต้องนั่งรถไฟมาลงที่ สถานีทาซาวะโกะ (Tazawako station) จากนั้นต้องนั่งรถเมล์ต่อไปครับ
 

สำหรับการเที่ยวรอบทะเลสาบ เราจะต้องเดินมาขึ้น รถเมล์สาย Lake Tazawako Circular Bus ที่ป้ายยรถเมล์หน้าสถานีรถไฟ
 

รถเมล์นี้จะวิ่งเป็นวงกลมรอบทะเลสาบครับ  ถ้าเรานั่งวนครบ 1 รอบ จะเสียทั้งสิ้น 1,210 เยน สามารถแตะจ่ายด้วยบัตรเครดิตหรือบัตร Travel card ที่มีสัญลักษณ์ paywave ได้เลย โดยตารางการเดินรถสามารถดูได้ที่นี่ครับ https://ugokotsu.co.jp/wp-content/jikoku/latest/tazawa2025.pdf

ผมขึ้นรถรอบ 13.25 น. พอนั่งไปซักพักก็จะมองเห็นทะเลสาบครับ
 
 
นั่งไปครึ่งชม. เราก็มาถึงที่ป้ายรถเมล์ Katajiri ซึ่งเค้าจะให้เวลาตรงนี้ 20 นาที เพื่อมาดู รูปปั้นของทัตสึโกะ (Tatsuko Statue) ซึ่งเป็นเรื่องราวในตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่น

ตามตำนานกล่าวว่า มีหญิงสาวงดงามนางหนึ่งชื่อว่า ทัตสึโกะ (Tatsuko) ต้องการจะคงความงามของเธอไว้ตลอดกาล เธอจึงเดินทางไปสวดอ้อนวอนต่อเทพเจ้า เทพเจ้าจึงประทานพรให้เธอดื่มน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงดื่มน้ำจากบ่อศักดิ์สิทธิ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่แล้วเธอกลับกลายร่างเป็นมังกรและดำดิ่งลงสู่ก้นทะเลสาบ จนกลายเป็นเทพผู้พิทักษ์ทะเลสาบแห่งนี้ นับตั้งแต่นั้นมา ผู้คนจึงเชื่อว่าทะเลสาบทาซาวะคือสถานที่สถิตของวิญญาณทะสึโกะ และมีพลังแห่งความงามและความอมตะสถิตอยู่ ภายหลังมีการสร้างรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ของทะสึโกไว้ริมฝั่งทะเลสาบ เพื่อระลึกถึงตำนานนี้ และกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของพื้นที่ ที่ผู้มาเยือนมักแวะเวียนมาขอพรเรื่องความรัก ความงาม และความโชคดี
 
 
ใกล้ๆกับรูปปั้นของทัตสึโกะจะมีศาลเจ้าขนาดเล็กที่ชื่อว่า ศาลเจ้าอุกิกิ (Ukiki Shrine) หรือชื่ออย่างเป็นทางการก็คือ ศาลเจ้าคันซากุ (Kansagu Shrine) ซึ่งหมายถึง ศาลเจ้าต้นไม้ลอยน้ำ มาจากการที่ในอดีตเคยมีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่าเป็นจิตวิญญาณของทะเลสาบทาซาวะ ตั้งอยู่กลางทะเลสาบบริเวณนี้มาก่อน
 


 
ความโชคดีอย่างหนึ่งของทริปนี้คือ ซากุระครับ แม้ว่าซากุระตามพื้นราบแถบโมริโอกะ หรือแถวคาคุโนะดาเตะจะไม่เหลือแล้ว แต่เนื่องจากบริเวณทะเลสาบอยู่บนที่สูง อากาศเลยเย็น ซากุระเลยยังบานอยู่หลายจุดเลย

 



จากรูปปั้นทัตสึโกะ เรานั่งรถต่อมาที่จุดที่สองที่ป้ายรถเมล์ที่ชื่อว่า Gozanoishi ครับ ซึ่งคนขับให้เวลาเราที่นี่ 10 นาทีครับ

บริเวณนี้จะมี ศาลเจ้าโกซาโนะอิชิ (Gozanoishi shrine) ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งเหนือของทะเลสาบ ศาลเจ้านี้เป็นที่ประดิษฐานของทัตสึโกะ ที่ตอนนี้กลายเป็นเทพเรียกว่า ทัตสึโกะฮิเมะ และมีตาน้ำศักดิ์สิทธิ์ชื่อ Kagami‑ishi ซึ่งเชื่อว่าคือ บ่อน้ำที่ทำให้ทัตสึโกะกลายเป็นมังกร
 

ที่ใดมีศาลเจ้า ที่นั่นก็ต้องมี เสาโทริอิ ครับ สำหรับที่นี่มีเสาโทรอิที่หันหน้าเข้าสู่ทะเลสาบ เป็นภาพที่แปลกตา และสวยงาม
 

จากศาลเจ้า เราก็นั่งรถกลับไปที่สถานีรถไฟทาซาวาโกะ แล้วก็นั่งรถไฟกลับไปที่ตัวเมืองโมริโอกะ ทริป 1 วันที่เซ็มโบกุก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ

สำหรับภาพรวมเมืองเซ็มโบกุนั้น เชื่อว่าหลายคนคงไม่เคยได้ยินที่นี่มาก่อน แต่จริง ๆ แล้วเมืองนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่งดงาม ที่นี่อาจจะมาไม่ง่าย ต้องนั่งรถไฟมาค่อนข้างไกล เหมาะสำหรับคนที่มาเที่ยวญี่ปุ่นหลายๆรอบแล้วอยากมองหาสถานที่แปลกใหม่ ซึ่งที่นี่ถือว่าตอบโจทย์ นับเป็นอีกหนึ่ง unseen japan ที่น่าเที่ยวครับ

บล็อกนี้จะเป็นตอนสุดท้ายของซีรีส์โทโฮะกุเหนือนะครับ เพราะหลังจากนั้นผมก็นั่งรถบัสกลับไปที่โตเกียว ทริป 3 จังหวัด ได้แก่ อาโอโมริ อิวาเตะ และอากิตะ ก็ขอจบเพียงเท่านี้ครับ ถ้าใครมีคำถามอะไร สามารถหลังไมค์มาสอบถาม หรือคอมเม้นใต้บล็อกนี้ได้เลย ผมจะทยอยมาตอบครับ

บล็อกอื่นที่เกี่ยวข้อง




Create Date : 06 กรกฎาคม 2568
Last Update : 7 กรกฎาคม 2568 19:42:59 น. 0 comments
Counter : 1637 Pageviews.
Share to Facebook

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณhaiku


ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

เจ้าสำนักคันฉ่องวารี
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ชอบท่องเที่ยว สนใจประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และการเมืองระหว่างประเทศ

Blog นี้จะใช้เขียนความทรงจำในการเดินทาง และวิธีการเดินทางอย่างละเอียด เผื่อใครจะมาตามรอย หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

ถ้าชอบ blog เนื้อหาประมาณนี้ ฝากกดติดตามด้วยนะครับ
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เจ้าสำนักคันฉ่องวารี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.