เกิดมาทั้งทีต้องมีรสชาติ
Group Blog
 
All Blogs
 
๔๙ ราชินี (๑๐)

21.สมเด็จพระอัครมเหสี (หอกลาง)



ราชินีไทยพระองค์เดียวที่ได้รับการลดยศ เมื่อเปลี่ยนรัชกาล


พระราชินีไทยพระองค์นี้มีกรรม ด้วยพระสวามีซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ ผู้สามารถกอบกู้เอกราชให้แก่ชาติ ถูกสำเร็จโทษ พระราชโอรสก็ถูกสำเร็จโทษตามไปด้วยพระนางคือ สมเด็จพระอัครมเหสี (หอกลาง) ในพระบาทสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระนามเดิมว่า “สอน” ดำรงพระราชอิสริยยศ เป็นกรมหลวงบาทบริจาร์ อยู่มาจนถึงรัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ลดพระยศลงเป็นเพียงหม่อมสอน

พระราชโอรสธิดา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น มีอยู่ด้วยกัน 29 องค์ เฉพาะที่ประสูติแต่อัครมเหสี (หอกลาง) เท่าที่ปรากฎมี 2 พระองค์ คือ


สมเด็จพระมหาอุปราชเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระนามเดิมว่า “จุ้ย” ดำรงตำแหน่งเป็นรัชทายาท ถูกสำเร็จโทษใน พ.ศ. 2325


สมเด็จเจ้าฟ้าชายน้อย ถูกสำเร็จโทษใน พ.ศ. 2325

ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และหลังจากนั้น ก็ดำรัสให้ประหารพระราชวงศานุวงศ์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินที่เป็นผู้ชายทั้งสิ้น ยังเหลือแต่พระราชโอรสและธิดาสมเด็จพระอัครมเหสี (หอกลาง) อันดำรงพระราชอิสริยยศเป็นกรมหลวงบาทบริจาร์นั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าที่คุมขังไว้ก่อนเมื่อเจ้าพระยาสุรสีห์เสด็จกลับจากศึกเขมรได้ร่วมดำรัสปรึกษาราชการแผ่นดินด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ แล้วรับสั่งให้ตำรวจไปจับบรรดาขุนนางและข้าราชการทั้งหลายที่ผิดพระทัยขุ่นเคืองกับพระองค์มาแต่ก่อนไปประหารชีวิต มีจำนวนทั้งสิ้นเพียง 80 เศษ

ฝ่ายกรมขุนอินทรพิทักษ์ และพระยากำแหงสงคราม ได้ตั้งทัพอยู่ที่เมืองพุทไธเพชร ไม่ทราบกระแสการเมืองในกรุง จึงได้แต่งหนังสือกล่าวโทษสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเจ้าพระยาสุรสีห์ ให้ข้าหลวงถือมากราบบังคมทูล สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มีใจความว่า

“เขมรกลับเป็นกบฎ ยกกองทัพเข้ามาล้อมกองทัพของพระเจ้าลูกยาเธอไว้ ณ เมืองพุทไธเพชร แต่กองทัพเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก กับกองทัพยเจ้าพระขาสุรสีห์นั้น ได้เลิกทัพหนีไป ไม่ทราบว่าจะไปแห่งใด”

เมื่อข้าหลวงได้ถือใบบอกมาถึงกรุงธนบุรี ทั้งสองพระองค์ทรงทราบเช่นนั้นก็ทรงพระสรวล จึงดำรัสว่า

“อ้ายหูหนวกตาบอด มิได้รู้การแผ่นดินเป็นประการใด กลับมากล่าวโทษกูเข้ามาถึงกูอีกเล่า”

ต่อมาเมื่อกรมขุนอินทรพิทักษ์และพระยากำแหงสงครามทราบเรื่องว่าพระราชบิดาถูปลงพระชนม์ ก็พาทหาร 5 คน รวมด้วยกันเป็น 7 คน หนีไปอยู่ตำบลเขาน้อยใกล้กับเขาปถวีสมเด็จพระอนุชาธิราชจึงเสด็จยกพล 6,000 เศษไปถึงเมืองสระบุรี ได้แยกย้ายกันออกไปหลายทางเที่ยวค้นหาในป่า เข้าล้อมจับกรมขุนอินทรพิทักษ์กับพระยากำแหงสงคราม และทหารคนสนิททั้ง 5 คนได้ เมื่อนำตัวไปเฝ้าพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงดำรัสว่าทหารทั้ง 5 คนนี้ มีความกตัญญูไม่ทิ้งเจ้านาย จึงโปรดให้อภัยโทษปล่อยตัวเสียทั้ง 5 คน ส่วนกรมขุนอินทรพิทักษ์กับพระยากำแหงสงคราม รับสั่งให้ควบคุมตัวขังไว้ก่อนต่อมาจึงตรัสถามกรมขุนอินทรพิทักษ์ว่า

“ถ้ายอมอยู่ก็จะเลี้ยง เพราะว่าไม่ได้มีความผิดแต่ประการใด” กรมขุนอิน-ทรพิทักษ์ให้การว่า

“ไม่ยอมอยู่จะขอตายตามสมเด็จพระราชบิดา”

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำตัวเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ (จุ้ย) และพระยากำแหงสงคราม (บุญคง กาญจนาคม) ไปประหารชีวิตเสียในวันนั้นเอง



- - - - - - - - - - - - - - - -


22-23-24 พระธิดาของเจ้านครศรีธรรมราช 5 พระองค์


เป็นเจ้าจอมในสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ถึง 3 พระองค์

เจ้าจอมฉิม-เจ้าจอมปราง-เจ้าจอมญวน


60% ของธิดาเจ้านครฯ (พระขัตติยราชนิคม สมมติมไหสวรรย์) เป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามของพระเจ้าตากสินฯ พระธิดาทั้ง 5 นั้นคือ


เจ้าหญิงสั้น เป็นภริยาพระยาวิเศษสุนทร (นาค นกเล็ก) ต้นตระกูลบุรณศิริ, สุจริตกุล และภูมิรัตน์


เจ้าหญิงนวล เป็นชายพระมหาอุปราช (พัฒน์) แห่งนครศรีธรรมราชมีธิดา 2 องค์ คือเจ้าหญิงนุ้ยใหญ่ (พระชนนีสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรในรัชกาลที่ 3 สายสกุลที่สืบต่อมาคือ อิสรศักดิ์ ณ อยุธยา, กำภู ณ อยุธยา, เกศรา ณ อยุธยา, อนุชศักดิ์ ณ อยุธยา, นันทิศักดิ์ ณ อยุธยา) และเจ้าฟ้าหญิงนุ้ยเล็ก (พระมารดาพระองค์เจ้าหญิงปัทมราช)


เจ้าหญิงฉิม เป็นเจ้าจอมมารดาในสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ได้ดำรงตำแหน่งกรมบริจาภักดีศรีสุดารักษ์ มีพระราชโอรส 3 พระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าชายทัศพงศ์ ต้นสกุลพงศ์สิน สมเด็จเจ้าฟ้าชายทัศไภย (พระเจ้าตากรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส ต้นสกุลนพวงศ์ ณ อยุธยา และกรมหมื่นวิศณุนาถนิภาธร ต้นสกุลสุประดิษฐ์ ณ อยุธยา) และเจ้าฟ้าชายนเรนราชกุมาร ต้นสกุลธรรมสโรช, รุ่งไพโรจน์ พัฒนศิริ


เจ้าหญิงปราง (หรือเจ้าเล็ก) เป็นเจ้าจอมมารดา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ
ต่อมา เมื่อพระมหาอุปราช (พัฒน์) เมืองนคร ได้เสด็จไปในราชการสงคราม มีความชอบอันยิ่งใหญ่ กลับมาเฝ้าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ขณะที่เสด็จไปทัพ เจ้าหญิงนวลชายาสิ้นชีพ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงทรงประทานเจ้าหญิงปราง (น้องเจ้าหญิงนวล) ซึ่งเป็นเจ้าจอมมารดาให้ พร้อมกับตรัสว่า “อย่าเสียใจเลย จะให้น้องสาวไปแทนตัว จะได้เลี้ยงลูก”

เมื่อมีพระราชดำรัสสั่งท้าวนางให้ส่งเจ้าจอมปราง พระราชทานแก่พระมหาอุปราช (พัฒน์) ท้าวนางทูลกระซิบว่า “เจ้าจอมปรางขาดระดูมา 2 เดือนแล้ว” แต่มีพระราชดำรัสหนักแน่นว่า “ได้ลั่นวาจาเสียแล้ว ให้ไปเถิด” ท้างนางจึงจัดส่งเจ้าจอมปราง พระราชทานไปตามพระราชบรรหาร

หนังสือพระราชวิจารณ์ กล่าวว่า เมื่อพระราชทานนั้น เจ้าจอมปรางมีครรภ์ได้ 2 เดือนแล้ว พระมหาอุปราช (พัฒน์) จะไม่รับก็อึกอักด้วยเกรงพระราชอาญา ครั้นเมื่อรับไปแล้วตั้งไว้เป็นแม่วัง ด้วยความเคารพในพระมหากรุณาธิคุณ หาได้ถือเป็นชายาไม่ ส่วนพระครรภ์ที่มีนั้น ประสูติใน พ.ศ. 2319 คือเจ้าพระยานครน้อย

เจ้าหญิงญวนหรือจวนได้เป็นเจ้าจอมมารดา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ต่อมาได้พระราชทานแก่เจ้าพระยานครราชสีมา (ปิ่น) ในทำนองคล้ายกันกับเมื่อพระราชทานเจ้าหญิงปรางแก่พระมหาอุปราช (พัฒน์) เนื่องจากเจ้าพระยานครราชสีมา (ภายหลังเรียกกันว่าเจ้าคุณตามืด) ไปราชการสงครามมีความดีความชอบมาก และบังเอิญที่เจ้าหญิงญวนเริ่มทรงครรภ์เหมือนกัน เจ้าพระยานครราชสีมานั้นก็มิได้ถือเป็นภริยา ครรภ์ที่ประสูติออกมาเป็นชาย ปรากฏพระนามว่าทองอินทร์ (สมัยรัตนโกสินทร์ ได้เป็นเจ้าพระยานครราชสีมา เป็นต้นตระกูล อินทรกำแหง, อินทรโสฬศ, มหาณรงค์, นินนานนท์, เทียมสุริยะ, ชูกฤส, อินทรนุชิต, คชวงศ์, ศิริพร, เชิญธงไชย)

- - - - - - - - - - - - - - - -





Create Date : 28 มกราคม 2551
Last Update : 28 มีนาคม 2551 11:09:20 น. 3 comments
Counter : 1322 Pageviews.

 
อยากทักท้วงในเรื่องเจ้าพระยานครราชสีมา (ปิ่น) นิดเดียวเองครับ เพราะหลักฐานเรื่องนี้สับสนมาก ในปลายรัชกาลพระเจ้าตากสิน
หลักฐานพระราชพงศาวดาร ระบุว่า พระยากำแหงสงคราม ที่ถูกประหารชีวิตไปพร้อมกับเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์นั้น ถูกเรียกชื่อว่า "ขุนชนะกรมการเมืองนครราชสีมา นามเดิมว่าปิ่น" ซึ่งก็น่าจะเป็นคนเดียวกันกับเจ้าพระยานครราชสีมา (ปิ่น) และในขณะนั้น เมืองนครราชสีมา มีผู้นำคือ พระยาสุริยอภัย หรือพระเจ้าหลานเธอ กรมพระอนุรักษ์เทเวศน์ในรัชกาลที่ 1 (ปรากฏพระนามในเวลานั้นว่า สมเด็จพระเจ้าหลานเธอเมืองนครราชสีมา) และเป็นผู้นำทัพเมืองนครราชสีมา มายึดเมืองธนบุรี ร่วมกับพระยาสรรค์ ในปลายปี 2324 นั้นเอง
หลักฐานอีกชิ้น คือคำปรึกษาตั้งข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 1 ระบุว่า เจ้าเมืองนครราชสีมาคนต่อมา ก็คือ พระพิมาย ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นกับเมืองนครราชสีมา
ดังนั้น ผมเลยสับสนว่า เจ้าพระยานครราชสีมา (ปิ่น) ที่ว่าได้รับพระราชทานเจ้าหญิงยวน หรือจวน นี่ มีตัวตนจริงหรือไม่ และเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่
อยากฝากให้นักประวัติศาสตร์ไปหาหลักฐานหน่อยครับ


โดย: นายแมว IP: 183.89.232.243 วันที่: 13 เมษายน 2554 เวลา:17:42:35 น.  

 
พระยากำแหงสงคราม ที่ถูกประหารชีวิตพร้อมสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์พระมหาอุปราช นั้น มีนามสกุลว่า กาญจนาคม ไม่ใช่เจ้าพระยานครราชสีมา(ปิ่น รายณสุข หรือเจ้าคุณตามืด)บิดาบุญธรรม ผู้ได้รับพระราชทานอภิบาลทะนุบำรุงเจ้าพระยานครราชสีมา(ทองอินท์ ณ.ราชสีมา)พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับเจ้าจอมมารดาเจ้าหญิงยวน คนละคนคนละท่านกันค่ะคุณแมว คนที่ถูกประหารนั้นง่ายๆคือ พระยากำแหงสงคราม (นามสกุลว่า กาญจนาคม) แต่เจ้าพระยานครราชสีมา(ปิ่น)นี้เป็นบิดาบุญธรรมของท่านเจ้าพระยานครราชสีมา(ทองอินท์ ณ.ราชสีมา) ท่านมีชื่อว่า เจ้าพระยานครราชสีมา(ปิ่น นามสกุล รายณสุข)
จาก..ลูกหลานตอบเอง


โดย: ลูกหลานเจ้าพระยานครราชสีมา IP: 91.54.173.129 วันที่: 13 มิถุนายน 2554 เวลา:21:00:35 น.  

 
ขอชี้แจงว่าคำว่า พระยากำแหงสงคราม หรือยกตัวอย่างอีกเช่น พระยายมราช นี้คือราชทินนาม พระมหากษัตริย์อาจจะพระราชทานให้หลายคนมีราชทินนามนี้เหมือนๆกัน แต่เวลาคุณศึกษาประวัติศาสตร์ให้คุณดูที่ชื่อนามเดิม และสกุลพระราชทานให้บุตรหลานต่อมา(ถ้าคุณตรวจเจอ) บางทีนาม(หรือชื่อตัว)คนโบราณก็ชื่อเดิมๆซ้ำๆเหมือนๆกันแต่มิใช่คนเดียวกัน นามของพระยาต่างๆจะเหมือนๆคล้ายๆซ้ำๆกัน เสมอๆ


โดย: ลูกหลานเจ้าพระยาฯ IP: 91.54.173.129 วันที่: 13 มิถุนายน 2554 เวลา:21:17:29 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

LowLow
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Friends' blogs
[Add LowLow's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.