SOS--->Save yOur Soul...
 
 

สเต็กลุงหนวด หน้า ราบ 11 บางเขน

---SOS---
สเต็กลุงหนวด หน้า ราบ 11 บางเขน
แอบเห็นอยู่ทุกวันคนเยอะมาก...เมื่อวานได้โอกาส เราก็ไม่รีบ เอาว่ะลองหน่อยละกัน
น่าจะอร่อย
สั่งไปเลย จากแรก สเต็กเนื้อ ราคา 60 บาท ประมาณ 20 นาที สเต็กก็มา
มาพร้อม เฟรนช์ฟรายส์ แป้งล้วนๆ ((เอาว่ะ ถูกๆ ก็ต้องได้ของแบบนี้แหละ))
และ ขนมปังทาเนย โดยใช้ขนมปังแถวละ 15-20 บาท (( อืมไม่เป็นไร เครื่องเขียงๆ))
แต่ที่ทำให้ประหลาดใจสุด คือ เนื้อ ชิ้นน้อยมาก แถมไม่มีซอสราดต้องกินกับ ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก = = แค่นั้นไม่พอ สุกทั้งชิ้น สุกชนิดที่ว่า เนื้อเหนียว ไม่เหลือความหวานเลยทีเดียว
ปลอบใจตัวเอง ร้านเค้าอาจจะไม่ถนัดรายการเนื้อก็ได้ แถมเห็น fish and chips ราคา 55 บาท
อยากกินมานานแล้ว ปลาทอดราดซอสกินกับเฟรนช์ฟรายส์ เนี้ย
รอหน่อย ประมาณ 15 นาที เร็วกว่าจานแรก
ได้มาชิ้นใหญ่มาก...แต่กัดคำแรก นี้เลิกพูดกันเลยทีเดียว
เพราะมันชุ่มน้ำมันมากๆ เลี่ยน แถมซอสก็ แทบไม่มีรสชาติ อืม...
ฝืนกินจนหมด ดีที่กินคนเดียว ไม่ได้ชวนใครมาด้วย

2/5 ไปละกัน

ลาก่อน ร้านสเต็กลุงหนวด




 

Create Date : 09 กันยายน 2556   
Last Update : 9 กันยายน 2556 16:51:36 น.   
Counter : 1204 Pageviews.  


รีวิวร้านอาหาร ข้าวมันไก่ตอนประตูน้ำ

ชื่อร้าน : ข้าวมันไก่ตอนประตูน้ำ
รายการอาหาร : ข้าวมันไก่
เวลาเปิดบริการ : 5.30 - 15.30 น. และ 17.00 - 3.00 น.
ที่ตั้งร้าน : ประตูน้ำ, กรุงเทพมหานคร ราชเทวี Thailand
พิกัด GPS : 13° 44' 58.78" N 100° 32' 31.68" E


---SOS--- 
รีวิวร้านอาหารให้เฟจ ทำหรอย
ทำหรอย @กทม.

สวัสดีครับแฟนเพจ"ทำหรอย" วันนี้จะนำท่านมาพบกับร้านข้าวมันไก่ประตูน้ำอันแสนล้ำลือ

แต่ท่านอย่าได้ไปผิดเวลานะครับ ร้านเปิด 2 เวลาดังนี้ 5.30 - 15.30 น. และ 17.00 - 3.00 น. เพราะตอนผมกับคณะ

ไปนั้นเป็นเวลา 16.30 ร้านมันยังไม่เปิดเลยต้องเดินเตร็ดเตร่ซักหน่อย กับมาอีกครั้งก็ 17.20 น. คนแน่นร้านเลยครับ

วิธีการเข้าไปนั่งทานคือ เล็งครับ เล็งว่าโต๊ะไหนคนนั่งน้อย ก็เข้าไปถามเค้าว่าที่ข้างๆ มีคนนั่งไหมก็นั่งได้เลย

ไม่ต้องรอ ไม่ต้องให้เค้าเรียกนะครับ เพราะคนรอกันเยอะ

เมื่อนั่งแล้วจะมีสาวๆ เสื้อสีชมพูมาก็สั่งเลยครับ มีทั้งสั่งไก่เป็นจาน ราคาก็ 60-120 บาท ข้าวจานละ 10 บาท

หรือจะสั่งข้ามมันไก่เป็นจานก็ได้นะครับ เป็นจานหละ 40 บาท ไก่จะมาแบบเนื้ออย่างเดียวนะครั

ถ้าอยากได้หนังก็สั่งเอาหนัง อยากได้อะไรก็สั่งให้เค้าใส่เองตามออเดอร์เลยครับ

ส่วนน้ำนั้นก็มีทั้งน้ำเปล่า เค้าจะเป็นน้ำชาใส่แก้วใส่น้ำแข็งมาให้ หรือน้ำอัดลมก็ได้ครับ

รออาหารไม่เกิน 5 นาที ก็จะได้ครับ

สำหรับรสชาตินั้น ต้องบอกก่อนเลยว่าปกติเป็นคนที่ทานข้าวมันไก้บ่อยมาตั้งแต่เด็กแล้วเลยค่อนข้างคุ้น

กับกลิ่นและรสชาติหน่อย งั้นเริ่มเลยดีกว่า

สำหรับข้าวมันไก่ตอนประตูน้ำ สิ่งที่ติดปากมากคือความนุ่มของข้าวครับ ข้าวที่นี้มันและนุ่มมากเป็นพิเศษเลย

ส่วนสำหรับไก่ คือไก่ชั้นดีทั่วไปครับ ชุ่มและนุ่ม ปกติไม่ได้พิเศษสำหรับผมเท่าไหร

น้ำซุบและน้ำจิ้ม ก็เป็นรสชาติที่คุ้นเคย แต่ 3 อย่างนี้ ลงตัวมากโดยเฉพาะข้าวที่นุ๊มนุ่ม ปานจะลอยได้เลยที่เดียว

ข้อติ..
ครั้งที่ 2 ที่ไป รสชาติอาหารเหมือนเดิมแต่รู้สึกว่าข้าวจะแฉะไปหน่อยครับ และร้อนมาก = =

ขอให้ร้านนี้ 4 ดาวละกันครับ

ใครอยู่กทม. อยากทานร้านข้าวมันไก่ข้าวนุ่มๆ แนะนำเลยครับ

By SOS_NUM









 

Create Date : 02 สิงหาคม 2556   
Last Update : 2 สิงหาคม 2556 13:35:15 น.   
Counter : 734 Pageviews.  


น้ำใจยังมี บนรถ บขส. สาย 59

น้ำใจยังมี ณ 59

หลังจากที่อยู่ภาคใต้มานานแวะมา กทม.เป็นครั้งคราว ถึงตอนนี้ก็ได้มาอยู่ที่นี้เป็นระยะเวลาแน่นอนแล้วอย่างน้อย 2 ปี การเดินทางบนรถเมล์ที่เมื่อก่อนรู้สึกแย่มากๆ กับน้ำใจคน กทม. ทั้งคนไม่ลุก หรือเวลาเราลุกขึ้นให้เค้าแล้วเค้าทำหน้ามองเราแบบแปลกๆ ตอนนี้ผมได้เดินทางโดยสายรถเมล์ 59 แทบทุกวันซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่นั้นมักเป็นเวลาเร่งด้วย ที่มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก หลังจากนั่งมา 2-3 สัปดาห์ก็พบว่า "น้ำใจคน กทม." ยังไม่ได้หายไปไหน การลุกขึ้นให้ เด็ก และคนชรา หรือคนที่ถือของหนักๆ ก็ยังมีอยู่ให้เห็นเป็นระยะๆ 

แต่สิ่งที่ยากคือการที่เราจะลุกขึ้นให้ สาววัยทำงาน ซึ่งเราจะไม่ทราบได้เลยว่า เค้าต้องการหรือไม่ เพราะบ้างครั้ง เราอาจจะทำให้เค้ารู้สึกว่า เค้าเป็นคนชรา (ฮ่าฮ่าฮ่า) ซึ่งคำว่า แก่ หรือ ชรานั้น เป็นคำที่ผู้หญิงมักไม่ต้องการได้ยินเลย


ไอเราก็ลุกให้ตลอดนะ แต่นี้แหละปัญหา ว่าเค้าจะมองว่าเรามองเค้าเป็น หญิงแก่  หรือเปล่า 

อิอิ  

เอายังไงดี ก็ยังลุกขึ้นยืนเหมือนเดิมนั้นแหละ ตามใดที่มีแรงยืน ก็ยังคงทำต่อไป




 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2556   
Last Update : 7 กรกฎาคม 2556 11:50:25 น.   
Counter : 308 Pageviews.  


คุยกับฝรั่งรู้เรื่องด้วย...เหลือเชื่อ!!!!


 วันที่เหลือเชื่อ ของคนที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ หรือรู้เรื่องภาษาอังกฤษเลย((แม้จะชอบก็เถอะ)) Eng 1 ก็ยังไม่ผ่าน.... วันนี้แปลกมากที่ตัวเองกล้าที่จะเข้าไปคุย เนื่องด้วยเห็นฝรั่งต่อแถวซื้อตั๋วรถไฟผิดช่อง เพราะช่องที่ต่อเป็นช่องรอตั๋วฟรี ของรถไฟฟรีเพื่อประชาชน ผมเลยเข้าไปบอกให้เค้าเข้าไปต่ออีกช่อง...งงมากๆ ที่จะอธิบายเค้ายังไง ก็บอกไปว่า


 "บาย แท็กเก็ต โก ไชนอล 3...... ดิส เทรน ฟรี ฟอ ไทย พีเพิล...."


 เค้าก็ตอบกลับมาเป็นภาษาอะไรไม่รู้ ((แต่คิดว่าน่าจะเป็น สวีเดน))



พูดๆ ไปมา ประมาณ 2 ประโยคแล้วเค้าก็ ขอบคุณ แล้วก็ไปที่ช่อง 3


 สรุป เค้ารู้เรื่องเราป่าวเนี้ย ????


SmileySmileySmileySmileySmileySmiley








Free TextEditor




 

Create Date : 22 มกราคม 2554   
Last Update : 22 มกราคม 2554 8:48:37 น.   
Counter : 292 Pageviews.  


การใช้งานและดูแลรักษาแบตเตอรี่ Lithium อย่างถูกต้อง

การใช้งานและดูแลรักษาแบตเตอรี่ Lithium อย่างถูกต้อง



ขอบคุณ //laptopcomputer.exteen.com/20081128/battery-lithium-notebook และ techxcite.com


การใช้งานและดูแลรักษาแบตเตอรี่ Lithium อย่างถูกต้อง


อุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์สำหรับพกพา เช่น Notebook,
กล้องดิจิตอล และมือถือ ในปัจจุบันจะมาพร้อมกับแบตเตอรี่แบบ lithium
แทบทั้งสิ้น ซึ่งแบตเตอรี่แบบ lithium นั้นถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย
น้ำหนักเบา และไม่ต้องดูแลรักษามากนัก
ซึ่งจะต่างจากแบตเตอรี่แบบชาร์ตไฟใหม่ได้ในสมัยก่อนๆอย่างสิ้นเชิง
ทั้งในด้านวิธีใช้งาน และการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง





แบตเตอรี่แบบ lithium ที่พบเห็นบ่อยๆ ในปัจจุบันมีด้วยกัน 2 แบบ คือ


1. lithium-ion หรือตัวย่อว่า Li-ion เป็นแบตเตอรี่ที่พบเห็นมากที่สุด ถือว่าเป็นแบตเตอรี่มาตรฐานสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในทุกวันนี้


2. lithium-ion polymer หรือตัวย่อว่า Li-Poly
เป็นแบตเตอรี่ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Li-ion โดยจะมีความจุไฟฟ้ามากว่า Li-ion
ถึง 20% ในขนาดแบตเตอรี่ที่เท่ากัน
แบตเตอรี่แบบนี้มีจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือมีข้อจำกัดเรื่องรูปร่างของเบตเต
อรี่น้อยมาก จึงทำให้สามารถสร้างแบตเตอรี่แบบ Li-Poly
ให้มีขนาดเล็กและบางได้ รวมทั้งสามารถสร้างให้มีรูปทรงแปลกๆ
ที่ไม่ใช่ทรงกระบอกหรือทรงสี่เหลื่ยมเหมือนแบตเตอรี่แบบเดิมๆได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตามต้นทุนการผลิตของ Li-Poly ยังจัดว่ามีต้นทุนสูง
ดังนั้นความนิยมจึงยังมีไม่มากเท่าแบตเตอรี่แบบ Li-ion


ทีนี้ลองพลิกดูแบตเตอรี่ของคุณๆ ดูว่าใช่แบตเตอรี่แบบ
lithium กันรึเปล่า ถ้าใช่แล้ว เรามาไขข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแบตเตอรี่
lithium กันเลยดีกว่าครับ


1. ตารางเจ้าปัญหา ความจริงที่ถูกบิดเบือน




หลายๆคนอาจจะเคยเห็นตารางอย่างในรูปข้างบนมาแล้วใช่ไหมครับ
มีบทความหนึ่งนำตารางข้างบนนี้ไปอ้างอิง(บทความที่ชื่อ
"เทคนิคการชาร์จแบตเตอรี่โน้ตบุ๊กให้คุ้มค่า") แต่กลับบิดเบือนข้อเท็จจริง
โดยอ้างว่ากราฟที่เห็นเป็นกราฟ การชาร์ตไฟที่ % แบตเตอรี่ต่างๆกัน เช่น
ที่ 1C ก็อ้างไปว่าเป็นการชาร์ตไฟที่แบตเตอรี่เหลือไฟอยู่ 65-70%
ซึ่งเป็นข้อมูลที่บิดเบือนและผิดชนิดที่ว่าเป็นคนละเรื่องกันเลย


ต้นฉบับที่แท้จริงของตารางข้างบนมาจากเว็บ //www.batteryuniversity.com/parttwo-34.htm ครับ ซึ่งในเว็บ และบนหัวตารางก็ระบุไว้อย่างชัดเจนมันคือตาราง charge/discharge rateซึ่งคำว่า charge rate ไม่
ได้หมายความว่าใช้แบตไปหมดไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้วค่อยชาร์ตไฟกลับคืนเป็น
100% แต่ charge rate
หมายถึงอัตราของกระแสไฟฟ้าที่ใช้ชาร์ตแบตเตอรี่ในช่วงเวลา เช่น


ถ้าเรามีแบตเตอรี่ขนาด 10 Ah(ampere-hour)
แต่เราชาร์ตไฟด้วยแท่นชาร์ตที่ปล่อยไฟชั่วโมงละ 2 แอมแปร์(ampare)
ก็จะต้องใช้เวลาชาร์ตไฟเข้าไปในแบตเตอรี่ที่ว่างเปล่าจนไฟเต็มด้วยเวลา 5
ชั่วโมง อัตราการชาร์ตระดับนี้เราเรียกว่าอัตรา C/5 หรือ 0.2C

ส่วนอัตรา 1C ก็คือ ถ้าชาร์ตแบตเตอรี่ขนาด 10Ah ก็ต้องใช้แท่นชาร์ตที่ปล่อยไฟชั่วโมงละ 10 แอมแปร์ก็จะชาร์ดไฟได้เสร็จใน 1 ชั่วโมง

เช่นเดียวกับอัตรา 2C ก็คือ ชาร์ตแบตเตอรี่ขนาด 10Ah ด้วยแท่นชาร์ตที่ปล่อยไฟชั่วโมงละ 20 แอมแปร์ก็จะชาร์ตไฟได้เสร็จใน 30 นาที


และคำว่า discharge rate ก็จะคล้ายๆกับ charge rate ครับแต่เป็นในทางกลับกันคือเป็นอัตราการใช้ไฟ


ดังนั้นจะเห็นได้ว่าตารางข้างต้นแสดงถึงว่าถ้า
เราชาร์ตไฟด้วยกระแสไฟสูงในเวลาสั้นหรือใช้ไฟจากแบตในปริมาณมากในระยะเวลา
อันสั้น จะทำให้แบตเตอรี่แบบ lithium เสื่อมเร็วขึ้น (จำนวน cycle ลดลง)


ส่วนกรณีที่ยกมาอ้างว่า การชาร์ตไฟบ่อยๆหรือการ
ใช้ไฟจากแบตเตอรี่เพียงเล็กน้อยแล้วรีบชาร์ตกลับให้เต็ม 100%
เป็นการช่วยเพิ่มจำนวน cycle นั้นไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย

เพราะการเพิ่มลดของจำนวน cycle
ไม่เกี่ยวกับรูปแบบการใช้งานว่าใช้มากใช้น้อยแล้วค่อยชาร์ตไฟ แต่จำนวน
cycle เกี่ยวข้องโดยตรงกับเครื่องชาร์ตว่าชาร์ตเร็วหรือช้า
ถ้ายิ่งชาร์ตเร็วแบตฯก็จะเสี่ยมเร็ว
ถ้าเครื่องชาร์ตค่อยๆชาร์ตแบตก็จะเสื่อมช้า


2. นับจำนวน Cycle อย่างไร


จำนวน Cycle
คือตัวเลขที่บ่งบอกอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ว่าแบตฯจะเริ่มเสื่อมเมื่อผ่าน
การชาร์ตไปนานแค่ไหน ถ้าแปลตรงๆตัวคำว่า cycle ก็คือรอบ
คำว่ารอบไม่ได้เท่ากับคำว่าครั้ง ดังนั้นการชาร์ต 1 ครั้งจึงไม่เท่ากับ 1
cycle ซะทีเดียว


จำนวน 1 Cycle จะวัดจากปริมาณการชาร์ตไฟที่รวมๆแล้ว
เท่ากับปริมาณการชาร์ตไฟจากแบตเตอรี่ที่ไม่มีไฟ(0%)
จนแบตเตอรี่มีไฟเต็ม(100%) 1 ครั้ง


เช่น ถ้าเราชาร์ตครั้งแรกจากแบตเตอรี่ 50%=>100% การชาร์ตครั้งนี้ก็จะนับเท่ากับ 0.5 cycle

หรือถ้าชาร์ตครั้งต่อมาอีก 80%=>100% เมื่อรวมกับครั้งแรกก็จะได้เท่ากับ 0.5+0.2 = 0.7 cycle


ตารางแสดงจำนวน Cycle Life (จำนวน Cycle ก่อนแบตจะเสื่อม) จาก //www.batteryuniversity.com/partone-3.htm

3. ชาร์ตอย่างไรถึงจะดี






หลายคนคงเคยได้ยินว่าต้องชาร์ตแบตเตอรี่ครั้งแรกเท่านั้นเท่านี้ชั่วโมงแล้วจึงจะเริ่มใช้งานได้
หรือว่าต้องหมั่นชาร์ตบ่อยๆ หรือไม่ก็ใช้ให้ไฟหมดก่อนแล้วค่อยชาร์ต ซึ่งข้อความทั้งหมดนี้ก็มีข้อจริงและเท็จปนๆกัน
อันที่จริงแล้วสำหรับแบตเตอรี่แบบ
Lithium (ย้ำว่าแบบ lithium
เท่านั้น) จะชาร์ตอย่างไรก็ได้ไม่มีผลต่ออายุการใช้งานครับ


ข้อมูลตรงนี้เป็นที่ยืนยันจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (ทั้งที่อ้างอิงไว้ข้างล่าง
และที่อื่นๆ) มีใจความตรงกันว่า การชาร์ตมากชาร์ตน้อย ชาร์ตนาน ชาร์ตถี่ ชาร์ตบ่อย
มีผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่น้อยมาก ส่วนข้อความข้างต้นที่ยกมานั้นเป็นคำแนะนำสำหรับแบตเตอรี่ชนิดอื่นๆที่ไม่ใช่
lithium ครับ การที่แบตเตอรี่แบบ lithium จะเสื่อมจากการใช้งานนั้นมีอยู่ด้วยกัน
4 เงื่อนไข คือ


- เมื่อใช้งานจนถึงจำนวน Cycle ที่แบตเตอรี่จะเริ่มเสื่อมเองตามปกติ


- เมื่อถึงเวลาที่แบตเตอรี่จะเสื่อมมันก็จะเรี่มเสื่อมเอง
โดยเวลาที่ว่าเป็นเวลาที่นับตั้งแต่การผลิต ไม่ใช่เวลาในการใช้งาน


- การชาร์ตไฟของตัวชาร์ต
(ดังที่กล่าวไปแล้วในข้อ
1)


- อุณหภูมิของแบตเตอรี่ ถ้าแบตเตอรี่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงก็จะส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าปกติได้


4. ได้ยินว่าชาร์ตไฟ 40% แบตจะอยู่ได้นานกว่าจรึงรึเปล่า

สำหรับแบตเตอรี่แบบ lithium ถ้าชาร์ตไฟที่ 40%
แล้วเก็บเอาไว้โดยไม่ใช้งานเป็นระยะเวลา 1 ปีขึ้นไป
ตัวแบตจะเสื่อมน้อยกว่าการชาร์ตไฟที่
100% แล้วเก็บไว้นาน 1
ปีขึ้นไป แต่สำหรับแบตเตอรี่ที่ไม่ได้เก็บไว้นานเกิน 1 ปี หรือแบตเตอรี่ที่ใช้งานตามปกติ(ไม่ได้เก็บเข้ากรุ) อัตราการเสื่อมของแบตเตอรี่ไม่ว่าจะมีไฟที่
40% หรือ 100% นั้นแทบจะไม่ต่างกัน สรุปว่าข้อความข้างต้นเป็นจริงเฉพาะแบตเตอรี่
lithium ที่เก็บไว้นานๆโดยไม่ใช้งานครับ



5. แล้วเวลาใช้งาน Notebook เมื่อเสียบปลั๊กแล้วควรจะถอดแบตหรือไม่


คำตอบนี้ตอบได้ทั้งควร และไม่ควรครับ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานจะเลือกแบบไหน







1. เสียบปลั๊กแล้วแต่ไม่ถอดแบตเตอรี่

ข้อดี


o หากระบบไฟฟ้ามีปัญหา
ก็จะไม่ส่งผลต่อการทำงาน และงานที่ทำในเครื่อง
Notebookเปรียบเหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้
USP อยู่




o ขั้วแบตเตอรี่จะไม่เกิดปัญหา
ฝุ่นผงหรือความชื้นไปเกาะ




o มีความสะดวก
สบายในการใช้งาน ไม่ต้องถอดๆใส่ๆ


ข้อเสีย


o แบตเตอรี่จะได้รับความร้อนจากตัวเครื่อง
ส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าปกติเล็กน้อย


2. เสียบปลั๊กแล้วถอดแบตเตอรี่


ข้อด


o แบตเตอรี่จะปลอดภัยต่อความร้อนที่มาจากตัวเครื่อง notebook


ข้อเสีย


o ขั้วแบตเตอรี่อาจเกิดฝุ่นผงหรือมีความขึ้นไปเกาะทำให้เกิดคราบออกไซด์
อาจส่งผลให้เกิดอาการเสียบแบตเตอรี่แล้วไฟไม่เข้าเครื่องได้




o หากระบบไฟมีปัญหา
เครื่อง
notebook จะดับ ทำให้งานในเครื่องเสียหาย และอาจทำให้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ในเครื่องเสียหายได้




โดยส่วนตัวผมจะแนะนำให้เสียบแบตฯทิ้งเอาไว้ครับ
เพราะข้อดีมีเยอะกว่าข้อเสีย และที่สำคัญคือ
ถึงแม้การเสียบแบตฯไว้อาจจะทำให้แบตฯเสื่อมจากความร้อนได้
แต่ในความเป็นจริงแล้ว Notebook
ทุกวันนี้ออกแบบมาให้ตรงส่วนที่เป็นแบตเตอรี่เป็นฉนวนความร้อนครับ
ดังนั้นความร้อนก็จะส่งไปถึงแบตเตอรี่ได้ไม่มากนัก
เรียกง่ายๆว่าถ้าเครื่องมันร้อนมาก คนใช้ Notebook
จะร้อนมือก่อนที่แบตจะร้อนเสียอีกด้วยซ้ำครับ




สรุปสุดท้ายด้วยคำแนะนำสั้นๆ สำหรับแบตเตอรี่ lithium ดังนี้ครับ


1. พยายามหลีกเลี่ยงการใช้แบตเตอรี่จนหมดแล้วค่อยชาร์ตครับ
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด discharge rate ในอัตราที่สูง
(ใช้ไฟเยอะในเวลาอันสั้น) ซึ่งจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว เช่น
กรณีที่ต้องการใช้งานเครื่องหนักๆ(กินแบตฯเยอะๆ)
ก็ควรใช้แค่ช่วงเวลาไม่นาน และไม่ควรใช้จนแบตหมดครับ
ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆให้หาโอกาสชาร์ตไฟเป็นระยะๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิด
discharge rate ในอัตราที่สูงได้


และที่สำคัญที่สุดคือการชาร์ตบ่อยๆ จะช่วยป้องกันการลืมชาร์ตไฟ ซึ่งถ้าหากปล่อยให้แบต lithium ไฟหมดเป็นเวลานานแบตจะเสีย ไม่สามารถชาร์ตไฟได้อีก


2. ระลึกไว้เสมอว่าแบตฯแบบ  lithium ความร้อนมีผลต่อการเสื่อมมากกว่ารูปแบบการชาร์ตไฟครับ ดังนั้นพยายามดูแลอย่าให้แบตฯร้อน จะได้ผลดีกว่ามัวกังวลเรื่องชาร์ตบ่อย ชาร์ตมาก ชาร์ตน้อย


3. เก็บแบตเตอรี่ไว้ในที่เย็นๆ ถ้าจำเป็นจะต้องเก็บ Notebook ไว้ในรถที่จอดตากแดด ก็ควรถอดแบตเตอรี่แยกติดตัวออกมาด้วยครับ จะช่วยให้แบตฯเสื่อมช้าลง


4. ถ้าจำเป็นจะต้องเก็บแบตไว้เป็นเวลานาน โดยไม่ได้ใช้งาน ให้ชาร์ตไฟไว้ที่ประมาณ 40% ของความจุ แล้วเก็บไว้ในที่เย็นๆ จะช่วยยืดอายุการใช้งานได้


5. ไม่ควรซื้อแบตเตอร์แบบ  lithium มาเก็บไว้เผื่อใช้งานครับ
เพราะแบตแบบ  lithium
มีอายุการเสื่อมสภาพนับจากวันผลิต(ไม่ใช่วันที่ใช้นะครับ)
ดังนั้นถ้าเก็บไว้นานโดยไม่ใช่มันก็จะเสื่อมไปเองได้ครับ
และเช่นเดียวกันกับการเลือกซื้อแบตแบบ  lithium
ไม่ควรซื้อแบตฯแบบเก่าเก็บครับ
เพราะซื้อมาแล้วใช้ได้ไม่นานแบตฯมันจะเสื่อมตามอายุของมันเองครับ


อ้างอิง :


//www.batteryuniversity.com/parttwo-34.htm
//en.wikipedia.org/wiki/Lithium-ion_battery
//en.wikipedia.org/wiki/Lithium_ion_polymer_battery
//en.wikipedia.org/wiki/Trickle_charging
//www.daviddarling.info/encyclopedia/C/AE_charge_rate.html


ที่มา :
//technology.impaqmsn.com/article.asp?id=7945







Free TextEditor




 

Create Date : 14 มกราคม 2554   
Last Update : 14 มกราคม 2554 19:31:47 น.   
Counter : 189 Pageviews.  


1  2  

sos_num
 
Location :
สงขลา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัดดีครับอยู่ในช่วงลองสร้าง ครับ
[Add sos_num's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com