Something to talk about
<<
กุมภาพันธ์ 2550
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728 
4 กุมภาพันธ์ 2550

Pan's Labyrynth เมื่อโลกแห่งความเป็นจริงนั้นโหดร้าย เราจะเลือกมีชีวิตอยู่ในจินตนาการหรือไม่?

เพราะว่าเทศกาลแจกรางวัลออสการ์เริ่มใกล้เข้ามาทุกที
อาทิตย์นี้เลยลั้นลา มีโอกาสไปดูหนังที่คาดกันว่าน่าจะมีโอกาสเข้าชิงรางวัลถึงสองเรื่อง

ช่วงเทศกาลแจกรางวัลก็มีข้อดีอยู่อย่าง
เพราะหนังวงแคบที่ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้ดูในโรงมัลติเพล็กซ์ตามบ้านนอกบ้านนาอย่างเมืองนี้ .... หรือไม่ค่อยมีรอบหนังมากมายให้เลือกดู ...
ช่วงนี้ บรรดาโรงใหญ่ก็ใจดี๊ใจดี เอามาลงให้ได้ดูกัน

อาทิตย์นี้เลยได้ดูทั้ง Pan's Labyrynth หนังที่มีพื้นหลังเป็นสงครามกลางเมืองในประเทศสเปน ยุคที่นายพลฟรังโกจอมเผด็จการกำลังควบรวมอำนาจ

และ Letters from Iwo Jima หนังสงครามโลกครั้งที่สองของปู่คลิ้นท์ที่เราตั้งหน้าตั้งตาคอย


Pan's Labyrynth เป็นหนังกึ่งแฟนตาซีที่ดูจะหม่นหมองกว่าหนังแฟนตาซีอื่นๆที่เราเคยดูมา จนนักวิจารณ์เรียกมันว่าเป็น Dark Fairy Tale

อันที่จริงก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มากนัก แต่ได้ยินคำร่ำลือมาเรื่อยๆ บวกกับเป็นภาพนิ่งโปรดักชั่นจากหนังก็อลังการเหลือเกิน ก็เลยออกจะสนใจอยากดู

หนังสัญชาติสเปนเรื่องนี้ดำเนินเรื่องผ่านตัวเอก โอฟิเลีย เด็กสาววัยแรกแย้ม ผู้ซึ่งต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงมากมายในชีวิต หลังจากที่แม่ของเธอตัดสินใจแต่งงานกับนายทหาร ด้วยเหตุผลที่ว่า ชีวิตแม่ม่ายมันดูจะยากลำเค็ญและเดียวดายเกินไปสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเธอ

โอฟิเลียเดินทางมายังบ้านไร่กลางป่าพร้อมกับแม่ผู้ซึ่งกำลังตั้งครรภ์แก่ พร้อมกับหนังสือนิทานกองโต ที่แม่ของเธอแอบเหน็บเล็กๆว่า ดูเธอจะโตเกินกว่าเรื่องเพ้อฝันเหล่านี้

และที่บ้านไร่แห่งนี้ สิ่งที่รอโอฟิเลียอยู่ก็คือ นายทหารพ่อเลี้ยงใจเหี้ยม เขาวงกตโบราณ และ ความจริงอันโหดร้ายที่ทำให้โอฟิเลียต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรียกว่า "ความเป็นผู้ใหญ่"

หนังเหมือนจะถามเราว่า เพื่อที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อันเป็นครรลองของชีวิตที่สังคมสร้างเงื่อนไขให้เรา... จำเป็นหรือ ที่เราต้องทิ้งจินตนาการเพ้อฝันแบบเด็กๆไป

เราทุกคนเติบโตมาพร้อมกับนิทานที่มีเจ้าหญิงเจ้าชาย มีเรื่องราวการผจญภัยอันน่าทึ่ง ... ที่สักครั้งในชีวิตก็คงเคยฝันไปว่าตัวเองเป็นตัวเอกในนิทานเหล่านั้น

โอฟิเลียก็เช่นกัน อาจจะเพราะต้องการหนีจากความจริงที่ไม่น่าพิสมัย ทั้งแม่ที่สุขภาพไม่แข็งแรงจนต้องอยู่ในฤทธิ์ยานอนหลับตลอดเวลาและไม่สามารถปลอบโยนลูกสาวที่หวั่นไหวจากความโหดร้ายของสงครามตรงหน้า

หรือ พ่อเลี้ยงนายทหารใจเหี้ยม ที่ทั้งเฮี้ยบ ทั้งทำให้เราสงสัยว่า เขาคนนี้มีหัวใจหรือไม่ และตรรกะของคนๆนี้คงเป็นอะไรที่เราไม่มีวันจะเข้าใจ

หรือสภาพแวดล้อมแบบป่าๆ ที่ทั้งน่ากลัว แต่ก็น่าเย้ายวนใจ ราวกับเป็นแหล่งฟูมฟักจินตนาการชั้นเลิศ ที่ทำให้โอฟิเลียเลือกที่จะหลบหนีจากโลกแห่งความจริง เข้าสู่จินตนาการอันแสนบรรเจิดที่เธอสร้างขึ้น

ในโลกแห่งจินตนาการ โอฟิเลียเป็นเจ้าหญิงที่พลัดพรากจากดินแดนแห่งเวทมนตร์ ที่ต้องพิชิตโจทก์สามข้อเพื่อจะได้กลับไปสู่อาณาจักรของเธอ

โอฟิเลียได้พบกับฟอน (Faun) สัตว์ประหลาดที่มีเขาเหมือนแพะ มีหน้าคล้ายคน และมีขาหลังเหมือนม้า ถ้าใครจำได้ ในเรื่อง Chronicle of Narnia ก็มีเจ้าตัวฟอนนี่เหมือนกัน เพียงแต่ ฟอนในนาร์เนียนั้นน่ารักกว่าฟอนในเรื่องนี้หลายขุมนัก

ฟอนที่โอฟิเลียเจออ้างว่าตนเป็นผู้คุมประตูมิติที่กษัตริย์สร้างไว้เพื่อเชื่อมโลกกับดินแดนเวทย์มนตร์ เพื่อรอการกลับมาของเจ้าหญิง เพียงแต่เธอต้องพิชิตภารกิจสามข้อ อันจะเป็นการพิสูจน์ว่า จิตบริสุทธิ์ยังคงอยู่ และสามารถกลับไปยังดินแดนเวทย์มนตร์ได้

ในจุดนี้หนังเลือกที่จะให้เราตัดสินใจเองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียง จินตนาการ หรือ มันอาจจะเป็นจริง

แถมยังถามเลยไปอีกว่า มันจะเป็นการดีกว่าไหม หากว่าเราจะเลือกติดอยู่ในจินตนาการอันแสนสนุก ในเมื่อโลกความจริงมันมีแต่ความโหดร้าย

และเป็นอีกครั้งที่หนังที่มีเรื่องว่าด้วยสงครามตอกย้ำความจริงที่ว่า สงครามไม่เคยให้อะไรกับใคร และ สงครามนั้นโหดร้ายเสมอ ฉากรุนแรงต่างๆถูกตัดสลับกับฉากในจินตนาการของโอฟิเลีย (ที่ก็ไม่ได้สวยงามนัก)

และเราก็ถามตัวเองกลายๆว่า มันจำเป็นหรือที่จะต้องใส่ฉากโหดๆ เข้ามาขนาดนี้? เพื่อนสาวคนสนิทบอกว่า แต่สงครามจริงๆนั้นโหดร้ายกว่านี้หลายเท่านักนะ

ฉากทารุณเลือดสาดทั้งหลายในเรื่องอาจจะเป็นการตอกย้ำให้เรารู้สึกว่า สงครามมันเลวร้ายอย่างนี้จริงๆ และพาลให้รู้สึกว่า แม้จินตนาการของโอฟิเลียจะมืดหม่นกว่านิทานขนาดไหน ก็ยังอาจจะดีกว่าภาพความจริงเหล่านั้นก็ได้

ดูจบแล้วก็ได้แต่ถามตัวเองว่า เรายังมีสิ่งที่เรียกว่า จินตนาการเหลืออยู่ไหม? หลังจากที่เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่แล้ว

และบางที หากเราใช้จินตนาการไปในทางที่ถูก คือไม่ได้ใช้เพื่อหลอกตัวเอง ความขมของชีวิตจริงอาจจะบรรเทาลงไปบ้างก็ได้












 

Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2550
3 comments
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2550 1:02:43 น.
Counter : 1208 Pageviews.

 



งานแจกรางวัลออสการ์เนี้ยเป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้ค่ะ ได้เห็นดาราได้เห็นผู้กำกับนักแสดง และอื่นๆ พลาดไม่ได้จริง ๆ

 

โดย: icebridy 4 กุมภาพันธ์ 2550 12:44:11 น.  

 

ยังไม่ได้ชมเรื่องนี้เลยครับ แต่เห็นตัวอย่างหนังตอนไปดู Copying Beethoven ที่สกาล่า น่าดูมาก

 

โดย: BlueWhiteRed 21 เมษายน 2550 14:25:49 น.  

 

แนะนำเว็บดูหนังซีรีย์เกาหลีฟรี

 

โดย: koreaserie (loveyoupantip ) 6 สิงหาคม 2554 12:38:55 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


other places
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




วิลเลียมส์ เชคสเปียร์ กวีเอกของโลกเคยบอกไว้ว่า
Love Looks not with the eyes but the mind.

ใครสักคนเคยโพสต์ไว้ว่า
We come to love not by finding a perfect person but by learning to see an imperfect person perfectly.

หว่องกาไวว่าไว้ในบทหนังว่า
ความรักเป็นเรื่องของกาลเวลา จึงไร้ประโยชน์หากเราเจอคนที่ใช่ เร็วหรือช้าเกินไป

คนธรรมดาอย่างเรา ไม่เคยคิดประโยคเจ๋งๆเหล่านี้ได้
ได้แต่เก็บเกี่ยวมา แล้วเรียนรู้ สังเกตุ จดจำ และ พิสูจน์ว่า สิ่งที่เขาเหล่านั้นว่าไว้ มันจริงแท้แค่ไหน
เราเชื่อว่า หนัง และ ละคร ล้วนสะท้อนชีวิตจริงๆ ไม่มากก็น้อย และสิ่งที่เกิดขึ้นในละคร ก็ไม่วายที่จะเกิดกับใครคนนึงที่มีตัวตนจริงๆบนโลกใบนี้

และสุดท้าย ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับข้างบน
ท่านพี่ที่เราแสนจะรักและนับถือ ผู้เป็นคนพูดประโยคแสนจะจริง และอมตะนิรันด์กาลสำหรับเราเสมอ บอกไว้ว่า

ความรักมีอยู่ในทุกๆที่ .....

Love is all around

วันนี้คุณรักใครหรือยัง?
[Add other places's blog to your web]