รำไทย : นาฏศิลป์ไทย ใช่จะไร้ในคุณค่า โดย ธรรมจักร พรหมพ้วย
Group Blog
 
All Blogs
 
รามเกียรติ์และนาฏยศิลป์ไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖

รามเกียรติ์และนาฏยศิลป์ไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖

พ.ศ.๒๔๕๓-๒๔๖๘



พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระนามเดิมว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหา-วชิราวุธ กรมขุนเทพทวาราวดี ประสูติเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๒๓ ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จ-พระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร พระองค์ที่ ๒ (ต่อจากสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ งสวรรคตก่อนหน้านั้น) เมื่อวันที่  ๑๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๓๗ เมื่อทรงมีพระชนม์ได้ ๑๔ พระชันษา

ขณะที่เสด็จศึกษาอยู่ ณ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ทุกๆ ปีจะทรงจัดงานประจำปิดภาคเรียนโดยทรงเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ที่เสด็จศึกษาอยู่ในยุโรป และลูกหลานขุนนางแสดงละครเฉลิมฉลองกัน ต่อมาเมื่อเสด็จนิวัติพระนคร ในปี พ.ศ.๒๔๔๕ ทรงประทับ ณ พระราชวังสราญรมย์ และทรงตั้งทวีปัญญาสโมสร สำหรับข้าราชบริพาร ได้ทำกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการแสดงละคร ตั้งแต่ปี 

พ.ศ.๒๔๔๗

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ เสด็จอยู่ในสิริราชสมบัติ ๑๕ ปี



พระราชกรณียกิจด้านโขนละคร

เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนครในตอนปลาย พ.ศ.๒๔๔๕ นั้น ได้ทราบฝ่าละอองพระบาทว่า วิชาโขนละครซึ่งเป็นนาฏยศิลป์ชั้นสูงของไทยกำลังจะสูญไปเพราะขาดผู้อุปถัมภ์และส่งเสริม จึงทรงขอครูโขน ๓ คน จากเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน   กุญชร ณ อยุธยา) คือ

ขุนนัฏกานุรักษ์ (ทองดี  สุวรรณภารต) ครูพระ-นาง

ขุนระบำภาษา (ทองใบ  สุวรรณภารต) ครูยักษ์

ขุนพำนักนิจกร (เพิ่ม  สุครีวกะ) ครูลิง

มาฝึกหัดโขนมหาดเล็กที่เป็นข้าในพระองค์เพื่อสืบทอดวิชาดังกล่าวมิให้สูญ ดังมีพยานเป็นพระราชหัคตถเลขาที่พระราชทานไปยังพระยาไพศาลศิลปสาตร์ (สนั่น  เทพหัสดินทร์ ณ อยุธยา)  กรรมการจัดการโรงเรียนมหาดเล็กหลวง เมื่อ ร.ศ.๑๒๙ (พ.ศ.๒๔๕๓) มีความตอนหนึ่งว่า

“...มีอยู่อีกข้อ ๑ ซึ่งข้าควรจะบอกไว้คือ มีนักเรียนหลวงบางคนได้เคยฝึกหัดวิชาโขนอยู่แล้ว ถ้าจะทิ้งเสียข้าก็ออกเสียดาย เพราะวิชานี้มันจะสูญอยู่แล้ว ยังมีที่หวังอยู่แต่พวกนี้ เพราะฉะนั้นข้าอยากจะขอให้ได้มีโอกาสฝึกซ้อมต่อไปตามสมควร...” 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแต่งตั้งให้นาฏยศิลปินและดุริยางคศิลปิน มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนนางในชั้น ขุน หลวง พระ พระยา มากมาย จนมีประชาชนทั่วไปพากันกล่าวขานว่า พระองค์ทรงชุบเลี้ยงพวกเต้นกินรำกิน เคยมีพระบรมราชาธิบายในเรื่องนี้ไว้ว่า

“ เลี้ยงพวกเต้นกินรำกิน เช่น โขน ละคร ลิเก ก็เพราะทรงเห็นว่า คนเราทุกคน ควรจะมีสิทธิเท่าเทียมกัน เช่น คนเรามีความรู้ทางอะไร มีความสามารถแค่ไหน หากทำความดีจะได้ดีเพียงใด เหล่านี้มิใช่ว่าจะต้องเป็นขุนนางได้เฉพาะคนที่เก่ง ทางหนังสือเท่านั้น คนที่เก่งทางใดทางหนึ่งก็ควรได้ดีเป็นขุนน้ำขุนนางได้เหมือนกัน จะได้ไม่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจกว่ากันได้ และชื่อบรรดาศักดิ์ของท่านขุนนางผู้นั้นก็บ่งชัดแจ้งอยู่แล้วว่า เป็นขุนนางในหน้าที่อะไร เช่น พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ หรือ ขุนประเสริฐวิทยากรนี่ก็รู้แล้วว่าบุคคลทั้งสองท่านนี้ เป็นครูในกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ที่สามารถทางไฟฟ้าก็มีชื่อทางไฟฟ้าสว่าง เช่น พระยาวิชชุโชติชำนาญ และพระยาสุรการประทีปช่วง เป็นต้น ส่วนหน้าที่อื่นๆ ก็เหมือนกัน ใครทำความดีก็ได้เป็นขุนนางในหน้าที่นั้นๆ ทั่วกันหมด พระยาดำรงแพทยาคม พระยาแพทย์พงษา ก็เป็นหมอ พระยาประสานดุริยศัพท์ ประดับดุรยกิจ ประดิษฐดุริยางค์ สำอางดนตรี ศรีวาทิต สิทธิวาทิน พิณบรรเลงราช พาทย์บรรเลงรมย์เหล่านี้ บ่งชี้ว่าเป็นพวกดีดสีตีเป่า”

แม้สภาพเศรษฐกิจในรัชสมัยของพระองค์จะไม่สู้ดีนัก แต่ก็ทรงตัดสินพระทัยให้เลิกหวย ก.ข.ของยี่กอฮง เพราะราษฎรมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับอบายมุขจนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว จึวโปรดให้เลิกเสียตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๙ และเลิกบ่อนเบี้ย ๑๔ แห่งที่เหลือมาจากสมัยรัชกาลที่ ๕ ในวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๐ ทำให้นาฏยศิลป์ไทยและงิ้วที่รับจ้างเล่นตามโรงบ่อนยุติบทบาทลง พร้อมกับที่ละครร้องเริ่มมีบทบาทในสังคม มีเกิดขึ้นหลายโรงหลายคณะ



ทรงปรับปรุงกรมมหรสพ

กรมมหรสพที่ตั้งมาแต่รัชกาลที่ ๑ อยู่ในการกักบดูแลของกรมมหาดเล็ก เพราะมหาดเล็กต้องหัดโขน ละครรำและปี่พาทย์ ไว้เพื่อแสดงในพระราชพิธีต่างๆ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากุญชร กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ ทรงกำกับดูแลกรมโขน กรมหุ่น กรมหกคะเมนรำโคม กรมปี่พาทย์ และกรมมหรสพ มีภาระจัดการแสดงของหลวงอื่นๆ ด้วย อาทิ หนัง ระเบง มงครุ่ม กุลาตีไม้ เมื่อสิ้นพระชนม์ก็ตกทอดมาสู่พระองค์เจ้าสีหนาทดุรงฤทธิ์ ผู้เป็นพระโอรส และเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) ดูแลกำกับต่อมาตามลำดับ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ กิจการโขนและรำโคม ซบเซาลงเนื่องจากพวกโขนและรำโคมชราภาพลง และรัชกาลที่ ๕ ก็โปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินให้ปรับปรุงขึ้นเพื่อให้ออกแสดงได้ในปี พ.ศ.๒๔๓๙

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น กรมโขน กรมหุ่น กรมหกคะเมนรำโคม กรมปี่พาทย์และกรมมหรสพนั้น ได้ย้ายมาสังกัดกับกระทรวงวัง และกรมช่างสิบหมู่ สังกัดอยู่ในกระทรวงโยธาธิการ

กรมต่างๆ มีเลกหรือคนในกำกับของกรมทำหน้าที่ต่างๆ ในแต่ละกรมนั้นเป็นการเฉพาะ เมื่อเวลาปกติพวกเลกก็แยกย้ายกันไปทำมาหากิน ต่อเมื่อมีราชการจึงเข้าร่วมกันฝึกซ้อมและแสดง

กรมโขน มีหน้าที่จัดการแสดงโขนและหนัง มีการหัด การซ้อม การแสดง การพากย์ ส่วนเครื่อง-แต่งกาย และการสวัสดิการ

กรมหุ่น มีหน้าที่ฝึกหัดและจัดการแสดงหุ่น การหัด การซ้อม การเชิด การแสดง การทำหุ่น และการสวัสดิการ

กรมหกคะเมนรำโคม หรือกรมญวนหก มีหน้าที่จัดการแสดงหกคะเมน ไต่ลวดฯ หรือกายกรรมและรำโคม

กรมมหรสพ มีหน้าที่จัดการแสดงของหลวง ในพระราชพิธีสำคัญ ๕ ชนิด คือ ระเบง มงครุ่ม กุลาตีไม้ แทงวิสัย กระอั้วแทงควาย

กรมช่างสิบหมู่ มีหน้าที่ด้านช่างปั้น เขียน แกะสลัก หล่อ รัก มุก หุงกระจก ทอง ถม หุ่น และมีหน้าที่ทำหัวโขนด้วย

ครั้นเมื่อถึงเดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๕๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โอนกรมโขนและกรมปี่พาทย์ ซึ่งเดิมอยู่ในกำกับของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ให้เข้าไปรวมไว้ในความดูแลของกรมมหรสพ ซึ่งมีหลวงสิทธินายเวร (น้อย ศิลปี) เป็นผู้ควบคุม อีกทั้งโปรดเกล้าฯ ให้ทำบัญชีเครื่องปี่พาทย์ เครื่องโขนละคร ตลอดจนตัวหนังใหญ่ และพระราชทานเงินเป็นค่าตอบแทนตามที่เจ้าพระยาเทเวศร์นั้นตีราคา ต่อมาได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้แก่ข้าราชการที่โอนมาตามสมควรตั้งชั้นขุนถึงชั้นพระยาดังนี้

ผู้ที่มีความสามารถด้านดนตรีไทยได้รับพระราชทานราชทินนามว่า

ประสานดุริยศัพท์ ประดับดุริยกิจ ประดิษฐ์ดุริยางค์ สำอางดนตรี

ศรีวาทิต สิทธิวาทิน พิณบรรเลงราช พาทย์บรรเลงรมย์



ส่วนผู้มีความสามารถด้านนาฏยศิลป์ได้รับพระราชทานราชทินนามว่า

ระบำภาษา นัฏกานุรักษ์ พำนักนิจกร สุนทรเทพระบำ

รำถวายกร ฟ้อนถูกแบบ แยบเยี่ยงคง ยงเยี่ยงครู

ชูกรเฉิด เชิดประจง ทรงนัจวิธี ศรีนัจวิสัย

วิไลวงวาด วิลาศพิศวง วงฉายเฉิด เลิศระบำพรรค

ลักษณ์ระบำบรรพ์



ในด้านจำอวดที่ได้รับพระราชทานทินนาม มีดังนี้

ราชนนทิการ สำราญมิตรมุข สนุกชวนเริง บันเทิงชวนหัว



เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนหลวงสิทธินายเวรขึ้นเป็นพระยาวิศุกรรมศิลป์ประสิทธิ์ ต่อมาในวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๕๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โอนกรมช่างมหาดเล็กมาขึ้นกับกรมมหรสพ และให้ประยาประสิทธิ์ศุภการ (เจ้าพระยารามราฆพในเวลาต่อมา) เป็นผู้บัญชาการกรมมหรสพ และในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาอนิรุทธิ์เทวา (ม.ล.ฟื้น  พึ่งบุญ) เป็นผู้บัญชาการต่อมาจนสิ้นรัชกาล

การที่ทรงนำหน่วยราชการด้านนาฏยศิลป์ที่กระจัดกระจายอยู่มารวมกันเป็นกรมมหรสพอย่างใหม่และทรงกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้วงการนาฏยศิลป์ไทย โขน ละคร มีความรุ่งเรืองมาขึ้นในรัชกาลนี้ เพราะบรรดาข้าราชการเหล่านี้ต้องฝึกซ้อมอยู่เสมอ และต้องเตรียมความพร้อมที่จะรับสนองเบื้องพระยุคลบาทตลอดเวลา เช่น ต้องตามเสด็จไปในกระบวนหลวงเมื่อประพาสหัวเมือง และพร้อมที่จะจัดการแสดงได้ในทันที ทำให้ศิลปินตื่นตัว และสามารถแสดงได้อย่างมีคุณภาพ



ทรงตั้งโรงเรียนพรานหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์

โรงเรียนพรานหลวง เป็นโรงเรียนทรงโปรดฯ ให้ตั้งขึ้นเพื่อให้การศึกษาแก่กุลบุตรของข้าราชการในพระองค์ ให้ได้เล่าเรียนในวิชาสามัญและศิลปะสาขาดนตรีและสาขานาฏยศิลป์ควบคู่กันไป ซึ่งเป็นพระบรมราโชบายที่จะทำให้เยาวชนของชาติได้รับการศึกษาศิลปวิทยาการอย่างครบถ้วน

โรงเรียนพรานหลวงจึงเกิดขึ้นเพื่อสนองพระราชดำนิดังกล่าว โดยมีข้าราชการพาบบุตรหลานเข้ามาฝากเข้าในกรมมหรสพ เพื่อฝึกหัดโขนและดนตรี และจะได้มีโอกาสเข้ารับราชการในกรมมหรสพ เพราะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพิจารณาเห็นว่าผู้ที่มีความรู้ด้านโขนละครดนตรีควรที่จะได้เรียนรู้ในวิชาสามัญควบคู่กันไปด้วย

ในเวลาเดียวกันกับที่ทรงโปรดให้ตั้งกองเสือป่าขึ้นเป็นทหารรักษาพระองค์ เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๔ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ในข้าราชการในกรมมหรสพได้เป็นกองเสือป่าพิเศษ เรียกว่า ทหารกระบี่ ซึ่งหมายความว่าเป็น พลลิง หรือทหารลิงของพระราม โดยทรงสมมติพระองค์เป็นพระรามอยู่แล้ว ดังพระบรมนามาภิไธย ราม ปร.

เมื่อมีข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนนำบุตรหลานเข้ามาฝึกหัดโขนและดนตรี ก็จะได้เป็นทหารกระบี่ด้วยกันทุกคน ครั้นเมื่อพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนขึ้นในกรมมหรสพ เพื่อให้นักเรียนในพระองค์ได้ศึกษาวิชาสามัญควบคู่กับวิชาศิลปะดังกล่าวมาแล้วนั้น จึงโปรดใก้ยกขึ้นเป็นกองหนึ่งชื่อว่า “กองโรงเรียนทหารกระบี่หลวง” และในวันที่ ๒๕ มกราคมพ.ศ.๒๔๕๗ โปรดให้ยุบกองทหารกระบี่หลวงแล้วให้โอนมาอยู่กรมเสือป่าพรานหลวง และทรงเปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น “โรงเรียนพรานหลวงในพระบรม-ราชูปถัมภ์”

โรงเรียนพรานหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์นี้ นับเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตศิลปิน และผู้รู้ผู้ชื่นชอบในทางศิลปะซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของชาติในเวลาต่อมา ดังเช่นนักเรียนของโรงเรียนพรานหลวงที่มีชื่อเสียงต่อมา เช่น ครูมนตรี  ตราโมท ผู้ทรงคุณูปการด้านดนตรีไทย และโรงเรียนพรานหลวงแห่งนี้น่าจะเป็นต้นแบบแห่งการก่อตั้งโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ กรมศิลปากร ในปี พ.ศ.๒๔๗๗ ซึ่งครูมนตรี ตราโมทก็ได้รับราชการและทำหน้าที่สืบทอดศิลปะด้านนี้ต่อมา



ทรงตั้งกรมศิลปากร

กรมศิลปากรที่ทรงตั้งใหม่นี้ โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้น ณ วันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๔๕๔ โดยโอนช่างจากกรมโยธา สังกัดกระทรวงโยธาธิการ และกรมพิพิธภัณฑ์ ในสังกัดกระทรวงธรรมการ มารวมขึ้นเป็นกรมศิลปากร ซึ่งต่อไปภายหน้าจะได้เป็นพื้นฐานในการรวมเอาการบริหารงานด้านศิลปวัฒนธรรมที่จะมีผลต่อมาในยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง



สิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวเนื่องด้วยนาฏยศิลป์

ในรัชกาลนี้ทรงโปรดให้มีการสร้างพระราชวังทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดหลายแห่ง และด้วยความที่ทรงโปรดในศิลปะโขนละคร จึงทรงให้ในพระราชวังแต่ละแห่งนั้นมีโรงละครประจำพระราชวังอยู่ด้วยเสมอ ได้แก่

๑. โรงละครในพระบรมมหาราชวัง สร้างแบบไม่ถาวร ตั้งอยู่หลังพระที่นั่งบรมพิมานติดกับบริเวณสวนศิวาลัย สร้างขึ้นเมื่อคราวงานหมู ซึ่งเป็นงานเฉลิมพระชนมายุสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทงเจริญพระชนมายุ ๖๐ พรรษา

๒. โรงละครในพระราชวังดุสิต สร้างต่อท้ายพระที่นั่งอัมพรสถานด้านตะวันตก เป็นอาคารไม้มีโรงละครอยู่ชั้นบน

๓. โรงละครในพระราชอุทยานสราญรมย์ เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว ยกพื้นจากดินเล็กน้อย

๔. โรงละครสวนมิสกวัน ตรงข้ามวังปารุสกวัน เป็นโรงละครที่ทันสมัยเป็นอาคารไม้ทั้งหลัง ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลี่ ๕ และมีการปรับปรุงอีกครั้งในรัชกาลนี้ ด้านหน้าทางเขาโรงละคร มีบันไดใหญ่แยกขึ้นสองข้างบอกซ์คูหา ชั้นบนส่วนกลางเป็นที่ประทับทอดพระเนตร มีทางเดินเข้าบอกซ์คูหาด้านหลังทั้งสองซีกอย่างโรงละครในต่างประเทศ กลางเวทีส่วนล่าง ถ้าเล่นละครจะตั้งเก้าอี้สำหรับคนดู ถ้าเล่นโขนจัดเป็นเวทีแสดง ผู้ดูโขนนั่งดูอยู่วงนอกทั้ง ๓ ด้าน บนฝ้ามีรอกสำหรับสายรอกวิ่งบนเพดาน เมื่อตัวโขนเหาะสามารถชักรอกให้ลอยมากลางเวทีได้

๕. โรงละครที่พระราชวังสนามจันทน์ ใช้ท้องพระโรงพระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์เป็นโรงละคร

๖. โรงละครที่พระราชวังบางปะอิน ตั้งอยู่มุมสนามหน้าพระที่นั่งเวหาสจำรูญ (พระที่นั่งเก๋งจีน เทียนเหม็งเตีย)

๗. โรงละครที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ตั้งอยู่ริมทะเลต่อเนื่องกับพระตำหนักที่ประทับด้านทิศใต้



นอกเหนือจากโรงละครในวังต่างๆ แล้ว ยังทรงพระราชทานบ้านสำหรับขุนนางในกรมมหรสพเป็นพิเศษ ซึ่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบยุโรปที่ใหญ่โตหรูหรา เช่น บ้านบรรทมสินธุ์ พระราชทานพระยาอนิรุทธเทวา (ปัจจุบันคือ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล) บ้านนรสิงห์ พระราชทานเจ้าพระรามราฆพ บ้านมนังคศิลา พระราชทานมหาเสวกเอก พระยาอุดมราชภักดี ซึ่งเจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล.ฟื้น  พึ่งบุญ ณ อยุธยา – ผู้พี่) นั้น เป็นผู้แสดงบทพระรามของโขนสมัครเล่นในพระองค์ และพระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล.เฟื้อ  พึ่งบุญ ณ อยุธยา – ผู้น้อง) เป็นพระลักษมณ์ นอกจากนี้ ณ บ้านนรสิงห์ของเจ้าพระรามฆพ ยังมีโรงละครซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียว อยู่ทางทิศเหนือของตัวบ้าน ชื่อว่าตึก “นงคราญสโมสร” ปัจจุบันให้เป็นที่ประชุมใหญ่และรับรองแขกสำคัญของทางรัฐบาล สำหรับโรงละครที่บ้านบรรทมสินธุ์มีลักษณะใกล้เคียงกันและย่อมกว่า

และนอกจากโรงละครที่เป็นของหลวงแล้ว ยังมีพระราชวงศ์ชั้นเจ้าฟ้าที่ทรงสนพระทัยในการโขนละคร อีก ๒ วัง คือ “วังสวนกุหลาบ” ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา (ทูนกระหม่อมเอียด/ทูนกระหม่อมอัษฎางค์ ในรัชกาลที่ ๕ และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ) และ “วังเพ็ชรบูรณ์” ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย (ทูนกระหม่อมติ๋ว ในรัชกาลที่ ๕ และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินาถ) ทั้งสองโรงนี้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่แสดงละครเป็นการส่วนพระองค์ และวังทั้งสองนี้มีอาณาเขตกว้างใหญ่ มีบึงใหญ่และดงไม้ใหญ่เป็นฉากธรรมชาติ 

นอกจากนี้ ยังมีโรงละครที่เป็นของเอกชนอีกหลายรายในเขตพระนคร เช่น

๑. โรงละครปราโมทัย ของพระโสภณอักษรกิจ บริเวณสามยอดฝั่งใต้

๒. โรงละครบุษปะนาฏศาลา ของพระอนุวัติราชนิยม (ยี่กอฮง) ตรอกจ้าสัวเนียม (เล่งบ้วยเอี้ยะ) ถนนเจริญกรุง ที่เดิมเป็นโรงบ่อนเล่นหวย ก.ข. เมื่อปรับปรุงแล้วพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ-เกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเปิด และเล่นโขนหลวงเบิกโรง 

๓. โรงละครนาครเกษม

๔. โรงละครพัฒนารมย์

๕. โรงละครพัฒนากร

ฯลฯ

โรงละครเหล่านี้มักเปิดให้คณะละครร้องและละครกับการแสดงอื่นๆ มาเช่าเป็นคราวๆ ไป และต่อมาเมื่อกิจการภาพยนตร์เจริญรุ่งเรืองขึ้น โรงละครต่างๆ ก็ทยอยเปลี่ยนกิจการมาเป็นโรงภาพยนตร์ หรือมีโรงที่สำหรับเป็นโรงภาพยนตร์โดยเฉพาะ เช่น โรงภาพยนตร์สิงคโปร์ (เฉลิมบุรี) บริเวณสามแยกเจริญกรุงตัดกับถนนเยาวราช โรงภาพยนตร์ปีนัง บางลำภู โรงภาพยตร์ฮ่องกง บางรัก เป็นต้น



(มีต่อ)




Free TextEditor


Create Date : 24 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2552 11:25:31 น. 1 comments
Counter : 3489 Pageviews.

 
พอดี..อยาดรู้ว่า รามเกียรติ์ในรัชกาลที่ ๖ ตอนจองถนน นั้นเป็นการแสดงโขนประเภทใดคะ


โดย: หญิงไทย IP: 113.53.190.99 วันที่: 31 มกราคม 2553 เวลา:8:19:29 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

จินตะหราวาตี
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




สำนักละครอนุรักษ์นัจยากร
Friends' blogs
[Add จินตะหราวาตี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.