space
space
space
<<
ธันวาคม 2559
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
space
space
12 ธันวาคม 2559
space
space
space

การติดตามหุ้นของ VI และ การใช้ชีวิตแต่ละวัน




  เมื่อสมัย 3ปี-6ปีก่อน ผมเคยคิดว่า วิธีการลงทุนผมคือ VI แต่ปัจจุบัน ผมรู้สึกว่า มันต่างกับสิ่งที่ บัฟเฟตต์ทำมากมาย เพราะโลกสมัยนี้มันเเปลี่ยนไปเร็ว  ผมไม่รู้นะว่า เค้าเรียกว่าลงทุนแบบอะไร แต่ผมคิดว่า มันคือสายพื้นฐาน ที่ผสมผสาน หลายๆอย่างเข้าด้วยกัน  

ในบทความต่อไปนี้ เขียนเมื่อ ปีก่อน ผมเรียกหัวข้อว่า การติดตามหุ้นแบบ VI  นั่นคือ หลังจากเราซื้อหุ้นไปแล้ว เราจะติดตามมันอย่างไร ใช้ชีวิตกันอย่างไร 

การติดตามข้อมูลหุ้น VI

หลังจากที่เราได้เข้าไปลงทุนในบริษัทแห่งหนึ่งโดยผ่านการซื้อหุ้นในตลาดหุ้นแล้ว เราก็จะมีสถานะเป็นเจ้าของร่วมในบริษัทแห่งนั้น แม้จะเป็นหุ้นส่วนตัวเล็กๆก็ตาม ซึ่งการที่เป็นหุ้นส่วนจากการถือหุ้น เราจะได้เปรียบคือ

ข้อได้เปรียบของการถือหุ้นร่วม

1. สบาย : เราไม่ต้องไปบริหารงาน หรือร่วมทำงานให้เหนื่อยเลย เพราะจะมีคนเก่งกว่าเราทำงานให้

2. ไม่มีข้อผูกมัด : เมื่อเศรษฐกิจย่ำแย่, เมื่อสถานการณ์ของบริษัทเราไม่ดี เช่น คู่แข่งเก่ง หรือ กฎหมายเปลี่ยน , เมื่อเราเบื่อกับบริษัทนี้แล้ว ฯลฯ เราสามารถขายหุ้นทิ้งทั้งหมด ได้ทันที (ในตลาดหุ้น) เราไม่ต้องไปทนลำบากกับเจ้าของตัวจริง หรือพวกผู้บริหารในยามที่ฐานะของบริษัทเริ่มแย่

ดังนั้นเราจึงควรเอาเวลาที่ว่างๆ คอยติดตามบริษัทที่เราลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี เราจะได้ทราบได้เร็ว และหนีออกมาได้ก่อน หรือในทางกลับกัน หากบริษัทเราโตวันโตคืน ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนอีก เราก็สามารถเพิ่มการลงทุนในบริษัทได้อีก โดยการติดตามบริษัทที่เราลงทุนนั้น นักลงทุนVI จะทำกันดังนี้

1 ติดตามบริษัทจริงๆ

ตอนนี้เราร่วมทำธุรกิจกับเขาแล้ว ก็ควรติดตามบริษัทในด้านต่างๆกันสักหน่อย ซึ่งผมคิดว่าทำได้หลายทางดังนี้

- เยี่ยมชม : บริษัทที่จะทะเบียนในตลาดหุ้น ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีให้เห็นสาขา หรือร้านค้าได้ในเมือง เราจึงสามารถเขาไปแวะเยี่ยมชมบริษัทเหล่านั้นได้ โดยทุกครั้งที่คุณได้เห็นกิจการของคุณ(ฟังดูเวอร์นิดๆ) คุณจะรู้สึกภูมิใจกับมัน แต่คุณไม่ต้องไปบอกพนักงานหรอกนะว่าคุณเป็นเจ้าของร่วม เพราะพนักงานคงจะไม่เข้าใจ อย่างไรก็ตาม มีบริษัทหลายแห่งในตลาดหุ้น ที่ไม่ได้เปิดให้บริการกับประชาชนทั่วไป แต่เป็นโรงงานที่ผลิตสินค้าแล้วส่งออก หรือส่งต่อให้กับโรงงานอื่น ซึ่งบริษัทเหล่านี้บางแห่งจะมีการเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้เข้าเยี่ยมชมโรงงานปีละ 1 ครั้ง ( คุณจะต้องติดตามข่าวสารเอง หรือฝากกับโบรกเกอร์ให้ช่วยบอกคุณก็ได้)

- ใช้บริการ: นอกการเยี่ยมชมแล้ว การทดลองใช้บริการจริงๆจะช่วยให้เราประเมินสภาพธุรกิจและแนวโน้มในอนาคตได้ เพราะเมื่อเราได้ใช้บริการเราจะรู้สึกได้ว่า ธุรกิจของเรานั้นดีหรือไม่ จะแข่งขันในธุรกิจนี้ได้หรือไม่ (บริษัทบางประเภท เราอาจใช้บริการเขาไม่ได้ เช่นพวกอุตสาหกรรมหนัก หรือแม้แต่ ร้านขายเพชร แบบ Julibe เพราะเปลืองเงิน J )

- ทดสอบคู่แข่ง : การลองใช้บริการหรือติดตามบริษัทที่เป็นคู่แข่ง จะช่วยให้เราเข้าใจสภาพอุตสาหรรมโดยรวมได้ดี และเมื่อเปรียบเทียบก็จะรู้ถึงจุดแข็ง จุดอ่อนบริษัทของเราได้ดี

ติดตามข่าวสาร ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ทั้งบริษัทของเรา และ อุตสาหกรรมที่บริษัทเราอยู่ (จะมีข่าวมากกว่า)

สิ่งที่เราทำนั้น คือการติดตามสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับบริษัทนั้นโดยทั้งหมด เสมือนว่าเราธุรกิจนั้นเป็นของเราจริงๆ แล้วหากเราทำธุรกิจนั้นอยู่เราจะรู้สึกอย่างไร จะคิดว่ามันเป็นบริษัทที่ดีหรือไม่ นี่คือการติดตามในแง่ตัวธุรกิจ

นอกจากนี้เรายังสามารถติดตามข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่เราลงทุนผ่านทาง สิ่งที่นักลงทุนในตลาดหุ้นใช้กันได้อีกหลายช่องทางดังนี้

2 งบการเงิน รายไตรมาส

งบการเงินคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการติดตามข้อมูลบริษัทที่เราลงทุนด้วย ซึ่งจะมีการประกาศงบการเงินทุกๆ 3 เดือน หรือที่เราเรียกว่า ไตรมาส คุณสามารถติดตามได้ในเว็บไซต์ของทางตลาดฯ คือwww.set.or.th แล้วเลือกพิมพ์บริษัทที่เราลงทุนอยู่

งบการเงินมีความสำคัญอย่างไร และจะต้องวิเคราะห์อะไร อย่างไรบ้าง เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังในภายหลัง

3 การประชุมผู้ถือหุ้น

ในฐานะที่เราถือหุ้นอยู่ในบริษัท เราจะได้สิทธิในการเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นทั้งหมด เพื่อฟังเรื่องราวว่าปีที่ผ่านมาบริษัทบริหารงานเป็นอย่างไร ปีต่อๆไปจะมีแผนการลงทุนหรือขยายงานอย่างไร ซึ่งบริษัทในตลาดหุ้นจะมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีประมาณเดือน เมษายน-พฤษภาคม ของทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยจะมีผู้บริหารเข้าร่วมประชุมด้วย เราในฐานะเจ้าของร่วม จะได้ช่วยเสนอแนะข้อแนะนำดีๆที่เราได้สัมผัสมา หรือสอบถามข้อสงสัยบางอย่าง หรือแสดงความคิดเห็นใดๆต่อผู้บริหารก็ได้

4 Opportunity day

หาโอกาสไปร่วมในงาน Opportunity day หากบริษัทที่เราลงทุน หรือสนใจมาร่วมในครั้งนี้ ซึ่ง Opportunity day คืองานประชุม-สัมมนา ที่ทางตลาดหลักทรัพย์จัดขึ้นปีละ 4 ครั้ง หลังจากที่บริษัทในตลาดหุ้นประกาศผลประกอบการ ในแต่ละไตรมาส เพื่อทำความรู้จักผู้บริหารและซักถามข้อสงสัยต่างๆ ซึ่งจะมีบริษัทที่เข้ามาให้นักลงทุนได้ฟังประมาณ ไตรมาสละ 50-70 บริษัทกันเลยทีเดียว และมักจะเป็นบริษัทที่มีความโปร่งใสในการบริหาร และมีพื้นฐานที่ดี

รายละเอียดว่าในไตรมาสนี้บริษัทไหนจะเข้าร่วมบ้าง ในวันเวลาใด และอาจจะหาดูเทปบันทึกการประชุมของไตรมาสที่ผ่านมาได้//www.set.or.th/set/oppdaybyperiod.do?language=th&country=TH (หรือเข้าหน้าแรกwww.set.or.th แล้วหาคำว่า opportunity day ดูนะครับ)



5 เว็บบอร์ด

เดี๋ยวนี้ข้อมูลมากมายถูกเก็บไว้บน อินเตอร์เน็ต ทั้งเป็นข้อมูลย้อนหลัง โดยการโพสของผู้ที่สนใจในบริษัท(หุ้น)ตัวนี้เช่นกัน หรือข่าวสารต่างๆ เช่น ในเว็บบอร์ดของ Thaivi จะมีห้อง “ร้อยคนร้อยหุ้น ” (หากเข้าตามนี้ไม่ได้ ให้เข้าทาง www.thaivi.org แล้วค้นหา เว็บบอร์ดเอา ซึ่งคุณอาจจะต้องสมัครเป็นสมาชิกด้วย)

6 รายงานประจำปี

หากสนใจหุ้นตัวใดแล้ว จะต้องอ่านข้อมูลอย่างน้อยคือ แบบ56-1 ล่าสุด หรือ รายงานประจำปี ซึ่งแบบ 56-1 จะเล่าเรื่องราวของบริษัทได้ครบถ้วน ทำให้เราเข้าใจบริษัทได้ดี ซึ่งจริงๆแล้ว ผมจะแนะนำว่า คุณต้องอ่านแบบ 56-1 ของบริษัทที่คุณสนใจลงทุนก่อนที่จะ เริ่มทำการซื้อหุ้น เพราะหากเราไม่ได้เข้าใจบริษัทนั้นจริงๆ การซื้อด้วยความใจร้อน หรือเพียงแค่ฟังคนอื่นเล่าอาจไม่เพียงพอ

แบบ 56-1 สามารถกด download ได้ในเว็บของตลาดwww.set.or.th แล้วเลือกหุ้น และหน้าตามภาพด้านล่าง

นอกจากจะอ่านแบบ 56-1 หรือรายงานประจำปี ของบริษัทที่เราสนใจแล้ว การได้อ่านแบบ 56-1 ของบริษัทอื่นๆที่อยู่ในอุตสหกรรมเดียวกัน จะทำให้เราเห็นภาพรวมของทั้งอุตสาหกรรมได้ดีเลย (แนะนำให้ อ่านให้หมด หากมีเวลา)
7 อื่นๆ

ข้อมูลอื่นๆ อาจจะเป็นข่าวสาร PR หรือ เรื่องราวของเจ้าของบริษัท ที่คุณสามารถ search หาข่าวเก่าๆ ที่เกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นๆ ง่ายที่สุดคือ พิมพ์ชื่อบริษัท หรือชื่อ – นามสกุล กรรมการผู้จัดการ ลงใน www.google.comครับ



การใช้ชีวิตของชาว VI

1 หมั่นติดตามข่าวสารบริษัทที่เราลงทุน ทั้งใช้บริการเองบ่อยๆ

หาหนังสือแนว VI มาอ่าน ตอนนี้มีการแปลหลายเล่มมาก เช่น

- หนังสือต่างๆ ที่เขียนโดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เช่น ตีแตก ชนะอย่างเต่า ฯลฯ มีขายตามร้านหนังสือทั่วไปครับ เช่นSE-ED
- หนังสือแปลจากต่างประเทศเช่น
- The new Buffetology ผู้แปล คือ คุณพรชัย
- One up on wallstreet ผู้แปล คือ ดร. นิเวศน์
- Common stocks uncommon profit ผู้แปล คือ ดร. นิเวศน์

2 จะต้องอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจอย่างน้อยวันละ 1 เล่ม ถ้าให้ดีควรจะอย่างน้อย 2 และหนังสือพิมพ์ธุรกิจราย 3 วัน 7 วัน เช่น ประชาชาติธุรกิจหรือฐานเศรษฐกิจ หรือ Biz Week อย่างน้อย 1เล่ม เป็นขั้นต่ำ ถ้าให้ดีควรอ่านทุกเล่มเลยครับ

3 จะต้องอ่านหนังสือธุรกิจรายเดือน เช่น ผู้จัดการรายเดือนBrandage Thaicoon Marketeer การเงินการธนาคาร อย่างน้อยเดือนละ 1-2 เล่ม

4 จะต้องหา Pocket book ต่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐศาสตร์หรือธุรกิจ ( ซึ่งหลายๆ เล่มมีฉบับแปล ) มาอ่านให้ได้อย่างน้อยปีละ 4-5 เล่ม เพื่อให้ทราบการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในโลก และสามารถวิเคราะห์ภาพใหญ่ๆ ได้ ยกตัวอย่างหนังสือดีๆ ที่มีแปลเป็นไทยแล้ว เช่น Blue ocean strategy หรือ ใครว่าโลกกลม ( The world is flat )

6 ฝึกเป็นคนสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใดของวัน เช่น การขับรถ การเดินห้าง การดู TV ฟังวิทยุ ไปต่างประเทศ หรือการพูดคุยกับคนต่างๆ อาชีพ ซึ่งสามารถเป็นแหล่งข้อมูลเบื้องต้นในการเลือกและวิเคราะห์หุ้นได้เป็นอย่างดี

7 ฝึกการคิดต่างจากคนอื่นๆ เพราะถ้ามีเรื่องแบบเดียวกันและเราคิดเหมือนคนทั่วๆ ไป โอกาสประสบความสำเร็จจะมียากกว่าคนที่ฝึกการคิดแตกต่าง เปรียบเหมือนกับการหาที่จอดรถในห้าง หากเราขับตามๆ กันไปเราก็ต้องได้ที่จอดรถหลังคันหน้าเราอยู่ดี ดังนั้นเราควรจะเลือกขับไปในจุดที่เราเป็นคันแรกจะมีโอกาสได้ที่จอดรถมากกว่า

9 จะต้องเป็นคนรู้กว้าง อ่านและฟังมากๆ ไม่เฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องหุ้นเท่านั้น แต่ควรจะรู้ความเป็นไปในโลกให้มากที่สุด เพราะบางครั้งความรู้ต่างๆ ที่เรามีนั้นจะถูกเชื่อมโยงเป็นข้อมูลในการคิดวิเคราะห์ต่างๆ ของเราได้ เพราะผมเองยังได้กำไรจากหุ้นตัวหนึ่งจากการอ่านหนังสือบันเทิงอย่าง Maya Channel เลยครับ ดังนั้นผมจะอ่านนิตยสารอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับหุ้นด้วยจำนวนหนึ่งเพื่อหาความรู้ทั่วไปและการผ่อนคลาย เช่น แพรว ยานยนต์ สารคดี ฯลฯ VI ที่ดีควรเข้าร้านหนังสืออย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้งครับ

ฯลฯ มีอีกหลายข้อแต่ยังนึกไม่ออกครับ

ฟังดูแล้วอาจจะดูเหมือนทำได้ยาก แต่เมื่อลองทำจริงๆ แล้วมันจะเป็นนิสัยและจะอยู่ในชีวิตเราเองแบบไม่ตั้งใจ แล้วเราจะสามารถมีชีวิตได้ปกติเหมือนคนทั่วไปครับ สามารถเดินห้าง ดูหนัง ซื้อของ สังสรรค์ ท่องเที่ยว ได้ตามปกติครับ และก็ไม่ได้เป็นการทำงานหนักมากด้วย เพราะเราจะเป็น VI ที่คอยสังเกตสิ่งต่างๆ และหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ

จะเห็นว่าการเป็นนักลงทุนแบบที่เค้าเรียกกันว่า VI นั้น ไม่ได้มาด้วยความฟลุ๊กแน่นอนครับ





Create Date : 12 ธันวาคม 2559
Last Update : 12 ธันวาคม 2559 14:06:48 น. 4 comments
Counter : 651 Pageviews.

 


โดย: แทงทุกแท่งเทียน วันที่: 12 ธันวาคม 2559 เวลา:17:04:22 น.  

 
ตามอ่านครับ


โดย: TH IP: 115.87.174.50 วันที่: 12 ธันวาคม 2559 เวลา:17:27:34 น.  

 
ขอบคุณทุกบทความที่แบ่งปันค่ะ


โดย: Babyplacid IP: 192.99.15.166 วันที่: 13 ธันวาคม 2559 เวลา:11:10:37 น.  

 
เยี่ยมยอดครับ


โดย: ขอบคุณครับ IP: 119.46.68.241 วันที่: 13 ธันวาคม 2559 เวลา:14:08:32 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
space

Singa
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]






space
space
[Add Singa's blog to your web]
space
space
space
space
space