|
|
| | 1 |
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | |
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
แลเชียงใหม่ฝั่งตะวันตก
เชียงใหม่ เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ไปบ่อยมาก เพราะชอบศิลปะวัฒนธรรมล้านนาและประวัติศาสตร์ แต่นอกตัวเวียงเชียงใหม่นอกจากแถวฮอดที่เป็นบ้านน้องสะใภ้และดอยอินทนนท์แล้วไม่ค่อยได้ไปที่อื่นเลยครับ ปีก่อนโน้นเที่ยวเวียงกุมกามทางใต้และดอยหลวงเชียงดาว-ดอยอ่างขางทางเหนือตัวเมืองเชียงใหม่ไปแล้ว เหลือที่ใกล้ๆ ตัวเมืองแต่ยังไม่ได้ไปเก็บก็ฝั่งตะวันตกกับตะวันออกนี่แหละ ปีก่อนเที่ยวฝั่งตะวันออกอันอุดมไปด้วยน้ำพุร้อนไปแล้ว ปีนี้ไปเที่ยวฝั่งตะวันตกแถวหางดง-ดอยสุเทพ-ม.เชียงใหม่ บ้าง แถบนี้จะมีวัดสำคัญๆ ที่อยู่ห่างตัวเมืองอย่างวัดพระธาตุดอยสุเทพ วัดสวนดอก วัดอุโมงค์ ฯลฯ รอบนี้จะเน้นเที่ยววัดที่ยังไม่เคยไปครับ
แต่ก่อนจะไกลแค่ไหนก็ชอบขับรถไปนะ แล้วก็แวะเที่ยวตลอดทาง แต่หลังๆ พอเก็บสถานที่เที่ยวรายทางไปเยอะแล้วอยากเที่ยวแค่จังหวัดเป้าหมาย เลยชอบนั่งเครื่องบินไปเช่ารถขับเอา ย่นเวลาเดินทางไปได้เยอะเลยครับ รอบนี้นั่ง Air Asia จากดอนเมืองไปสนามบินเชียงใหม่ ใช้เวลาเดินทาง 1 ชม. ค่าตั๋วไป-กลับคนละ 2,150 บาท เช่ารถ Altis 2 วัน 2,378 บาท
วันที่เดินทางไปคือ 30 กลับ 31 ส.ค. เป็นสัปดาห์ที่ไม่ติดวันหยุดอะไรเลย นั่นคือเป็นการเที่ยวเสาร์-อาทิตย์แบบธรรมดาๆ เลยครับ แต่เที่ยวได้เยอะอยู่นะ ปกติรถเช่าใช้ของ Budget แต่ครั้งนี้ใช้ของ Hertz ถูกสุด จอง Altis แต่ได้อัพเกรดเป็น Veloz รถใหญ่แต่ไม่ถึงกับขับยากครับ เชียงใหม่นอกเมืองและนอกช่วงเทศกาลรถตามถนนไม่เยอะ ที่จอดตามสถานที่ต่างๆ ก็หาง่าย หน้าจอต่อ Android Auto ได้บ้างไม่ได้บ้าง ตอนเปิด GPS เลยวางมือถือข้างประตูแล้วเหล่ดูเอา |  |
จากสนามบินเชียงใหม่ ขับลงใต้แล้วเดี๋ยวจะเที่ยวเลาะฝั่งตะวันตกของตัวเมืองขึ้นมาเรื่อยๆ ครับ จุดหมายแรกคือ วัดหางดง ที่อยู่ใต้สนามบินเชียงใหม่ 13 กม. วัดนี้สร้างในปี พ.ศ.2027 สมัยพระเจ้าติโลกราช เดิมชื่อวัดดอนแก้ว และเปลี่ยนชื่อเป็นวัดหางดงตามชื่ออำเภอ จุดเด่นคือวิหารศิลปะล้านนา ภายในมีธรรมาสน์โบราณและจิตรกรรมฝาผนัง เสียดายไม่ได้เปิดให้เข้าไปชมครับ ใกล้วัดหางดงมี ดงพระเจ้านั่งโก๋น หรือพระพุทธรูปนั่งในโพรงไม้ เป็นพระพุทธรูปไม้แกะสลักที่สร้างขึ้นสมัยพระยากาวิละ ระหว่างเดินทางไปนมัสการพระธาตุศรีจอมทอง ท่านได้พักบริเวณนี้และแกะพระพุทธรูปจากไม้สักทองให้คนกราบไหว้ ต้นสักต้นอื่นๆ ถูกสัมปทานค้าไม้โค่นไปหมดแล้ว เหลือเพียงต้นที่มีพระพุทธรูปนี้ที่ภายหลังมีต้นไทรเข้ามาล้อมเรียกว่าไทรโอบสัก และได้ขึ้นทะเบียนเป็นรุกขมรดกของแผ่นดินเมื่อปี พ.ศ.2562 ขับรถขึ้นมาริมถนน 121 มีวัดต้นเกว๋น เป็นอีกวัดดังที่สวยงามและโด่งดังขึ้นมาจากละครกลิ่นกาสะลอง คนมาเที่ยวใช้บริการเช่าชุดถ่ายรูปกันเยอะเลยครับ
วัดต้นเกว๋น สร้างในปี พ.ศ.2401 สมัยพระยากาวิโลรส เพื่อเป็นที่พักขบวนแห่พระธาตุจากวัดพระธาตุจอมทอง ไปที่วัดสวนดอก และพระธาตุดอยสุเทพ เดิมบริเวณนี้เต็มไปด้วยต้นมะเกว๋นหรือตะขบป่า เป็นที่มาของชื่อวัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดอินทราวาสตามชื่อครูบาอินทร์เจ้าอาวาสคนที่ 2 ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างวิหารวัด ในภาพนี้ด้านขวาคือวิหารหลวง ด้านซ้ายคือวิหารจตุรมุขแห่งเดียวในภาคเหนือ ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุชั่วคราว มีระเบียงคดล้อมรอบวิหาร  พระประธานในวิหารเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีพระพิมพ์โลหะติดฝาผนังด้านหลัง |  ต้นมะเกว๋นในวัดยังเหลือต้นนี้ครับ | พี่ก๋าเคยบอกว่าวัดที่ชอบที่สุดในเชียงใหม่คือวัดต้นเกว๋นนี่แหละ ส่วนผมเพิ่งเคยมาวัดนี้ครั้งนี้ครั้งแรกเลย งามจริงดังว่า วัดนี้มีรูปแบบสถาปัตยกรรมล้านนาดั้งเดิมที่สมบูรณ์และสวยงาม ได้เป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามในปี พ.ศ.2532 ด้วยครับ
จากวัดต้นเกว๋นขับขึ้นเหนือ ผ่านอุทยานหลวงราชพฤกษ์ขึ้นดอยคำมาเป็นที่ตั้งของวัดพระธาตุดอยคำ อีกหนึ่งวัดดังของเชียงใหม่ที่ผมก็เพิ่งจะเคยมานี่ละครับ
วัดพระธาตุดอยคำ ตามตำนานเล่าว่าบนดอยคำเป็นที่อยู่อาศัยของยักษ์สองตนเรียกว่าปู่แสะยาแสะ ได้รับพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า มอบให้เทวดานำไปสร้างเป็นสถูปไว้บนยอดดอย จากนั้นในปี พ.ศ.1230 โอรสทั้งสองของพระนางจามเทวีแห่งหริภุญชัย ได้ร่วมกันสร้างเจดีย์ครอบสถูปเดิมไว้ วัดถูกทิ้งร้างจนปี พ.ศ.2509 ชาวบ้านมาพบกรุพระแตกที่วัดแห่งนี้และได้ช่วยกันบูรณะวัดขึ้นใหม่
ขับขึ้นมาที่ลานจอดรถหลังอุโบสถแล้วเดินเข้าวัดมาได้เลยครับ เดินเข้ามาที่พระธาตุจะมีสารพัดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้กราบไหว้ ทั้งรูปปั้นพระนางจามเทวี และโอรสทั้งสองคือท้าวอนันตยศและท้าวมหันตยศ พร้อมช้างทรง ครูบาศรีวิชัย หลวงพ่อพูดได้ และท้าวเวสสุวรรณ ส่วนใหญ่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นให้สอดคล้องกับตำนานของพระธาตุนี้ อันที่จริงไม่มีใครทราบความเป็นมาของวัดก่อนปี พ.ศ.2509 นะครับ องค์พระธาตุดอยคำ ล้อมด้วยอาศรมปู่แสะย่าแสะและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ที่ดูแลพระธาตุ จุดขายสายมูครับ เผลอๆ ตรงนี้เรียกแขกได้มากกว่าองค์พระธาตุเสียอีก หลวงพ่อทันใจ พระพุทธรูปเก่าแก่กว่า 500 ปี สร้างในสมัยพญากือนา ภาคเหนือมีพระเจ้าทันใจหลายองค์ พระที่ได้ชื่อนี้ไม่ใช่ให้พรรวดเร็วทันใจนะครับ แต่หมายถึงพระที่สร้างเสร็จในวันเดียว ถือว่าเป็นการสร้างพระที่ได้อานิสงส์มาก วิธีขอพรก็ไม่ได้ยุ่งยากเลย ขอแบบไม่ต้องถวายของ และเมื่อสมหวังแล้วให้กลับมาแก้บนด้วยพวงมาลัยดอกมะลิ นับเป็นเทคนิคการตลาดที่ชวนให้ผู้บริโภคกลับมาเที่ยวซ้ำ นำเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าวัดครับ ถัดมาเป็นลานชมวิว ดอยคำถือว่าทำเลดีเลยครับ เห็นทั้งเมืองเชียงใหม่ สนามบินเชียงใหม่ และอุทยานหลวงราชพฤกษ์ เป้าหมายถัดไปของเรา ช่วงเช้าเที่ยวไป 4 วัด ถ้าขับรถมาเองป่านนี้ยังไม่ถึงเชียงใหม่เลยครับ แวะกินข้าวเที่ยงที่ร้านบ้านพายจริณ ร้านอยู่สุดซอยคำมอกหลวง 1 ร้านสวยล้อมด้วยสวน มีที่จอดรถสะดวกสบาย ห้องแอร์เย็นฉ่ำ จุดขายคือพาย แต่ก็มีเมนูกับข้าวด้วยนะครับ เป็นอาหารฝรั่ง อาหารไทย และอาหารพื้นเมือง อย่างละนิดละหน่อย สั่งข้าวผัดน้ำพริกหนุ่มไส้อั่ว กับข้าวผัดแหนมไข่ดาว รสชาติใช้ได้ เสียดายมากับแม่สองคน สั่งพายข้าวโพดชิ้นเดียวก็จุกแล้วครับ ขับรถลงมา อุทยานหลวงราชพฤกษ์ มีลานจอดกว้างขวาง ค่าเข้าผู้ใหญ่คนไทย 100 เด็กและผู้สูงอายุ 70 ครับ ที่นี่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก ในปี พ.ศ.2549 เฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสที่ในหลวง ร.9 ครองราชย์ครบ 60 ปี บนพื้นที่ 468 ไร่ และโอนให้สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) เข้ามาดูแลบริหารจัดการตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรและวัฒนธรรม สมัยผมเข้างานใหม่ๆ พี่ที่หน่วยงานมาดูงานกันบ่อยนะครับ แต่ช่วงหลังคงเลิกฮิตแล้ว ชื่ออุทยานมาจากชื่อต้นราชพฤกษ์ (ต้นคูน) ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติไทย  สวนมีพื้นที่กว้างมาก การเดินทางในสวนสามารถรอรถกอล์ฟวนมาก็ได้ เจ้าหน้าที่จะคอยอธิบายจุดน่าสนใจต่างๆ สามารถแวะลงได้ทุกจุด แต่เขาไม่จอดรอนะ ต้องรอรถคันถัดไปครับ |  หรือถ้าสะดวกที่สุดคือเช่าจักรยานครับ คันละ 60 บาท เช่าได้ทั้งวัน จักรยานค่อนข้างเก่า พยายามหาคันที่พังน้อยๆ หน่อยครับ | ในอุทยานมีทั้งอาคารนิทรรศการ เรือนไม้ดอก โลกแมลง สวนเกษตร สวนนานาชาติ เรือนไทย ฯลฯ ขอสแปมภาพรัวๆ ตามเส้นทางที่ปั่นจักรยานรอบอุทยานครับ (ลงไม่ครบทุกจุดนะ มันเยอะมากจริง)  Amazing Mars Garden |  ธ คือปราชญ์ของแผ่นดิน |  เรือนกล้วยไม้ |  สวนโมร็อกโก |  สวนเกาหลี |  โลกของแมลง |  สวนลาว (วัดเวียงทอง) |  สวนอินเดีย |  สวนเบลเยียม |  สวนภูฏาน | สิ่งก่อสร้างที๋โดดเด่นที่สุดในอุทยานคือหอคำหลวง เป็นอาคารไม้ 2 ชั้น สถาปัตยกรรมล้านนา โดยมีแรงบันดาลใจจากหอคำหลวงที่ประทับของเจ้าเมืองเชียงใหม่ ภายในเป็นนิทรรศการพระราชประวัติในหลวง ร.9 แต่ตอนผมไปกำลังปิดซ่อมบำรุงอยู่  ลานศรีตรัง |  เรือนพืชทะเลทราย |  เรือนไทย 4 ภาค |  ถนนที่ทอดไปถึงหอคำหลวงเป็นแนวเดียวกับวัดพระธาตุดอยคำ | พระพุทธรูปเฉลิมพระเกียรติ สมถะวิปัสสนากรรมฐาน สร้างจากใบโพธิ์ทองแดง 179,500 ใบ ที่ผู้เข้าชมงานมหกรรมพืชสวนโลก 2549 เขียนข้อความถวายพระพร องค์สีทองเนื่องในวโรกาสพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา (ใบโพธิ์ 67,975 ใบ) องค์สีขาวเนื่องในวโรกาสครองราชย์ครบ 60 ปี (ใบโพธิ์ 111,525 ใบ) ถ้าเที่ยวจริงๆ อยู่ได้ทั้งวันเลยครับ แต่มันไม่มีอะไรกินอะนะ ตรงทางออกมีร้านขายของที่ระลึก ยาหม่องมะแตกใช้ดีมาก รู้งี้น่าจะซื้อมาเยอะๆ
ที่พักก็อยู่แถวอุทยานเลยครับ ราชพฤกษ์ ลานนา บูทีค ห้องใหญ่สองห้องต่อกัน มีอ่างอาบน้ำ พื้นที่สวน สระว่ายน้ำ ปกติคืนละ 2,000 ใช้เที่ยวไทยคนละครึ่งเมืองหลักลด 40% เหลือ 1,200 เกินคุ้มเลยครับ แถวนี้มีร้านดังอย่างข้าวเม่า-ข้าวฟ่าง ร้านวิวสวยในตำนาน ที่เนรมิตป่าอันอุดมสมบูรณ์สร้างบรรยากาศให้กลางเมือง ผมเคยไปกินที่สาขาแม่สอดมา หนนี้มาสาขาเชียงใหม่บ้างครับ สั่งสามอย่าง ผักเซียงดาผัดไข่ อร่อยหอมมันสมศักดิ์ศรีเมนูชาวเหนือ ไข่เจียวปูกรอบฟูแต่ผิดหวังกับปูเหี่ยวๆ ที่โรยมาประกอบไข่เฉยๆ แกราคา 290 บาทนะเว้ย! ส่วนอีเมนูสุดท้ายนี่เลวสุด เห็ดหอมย่างซีอิ๊วญี่ปุึ่น มาอย่างเลท ห่างจากสองจานก่อนครึ่ง ชม. จนคิดว่าลืมไปแล้ว แถมจืดสนิทเหมือนเคี้ยวยางลบแบบน้ำจิ้มไม่สามารถเยียวยาได้ เอาจริงมันเป็นเมนูทำง่ายนะ แม่ผมยังทำอร่อยกว่านี้เลย คืนนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นนะครับ ที่เที่ยวหลักอีกแห่งในทริปต้องนี่เลย... เชียงใหม่ ไนท์ ซาฟารี!! ไม่ได้มานานมากกกกก มาหนก่อนกล้องยังกาก ไม่สามารถถ่ายตัวอะไรได้ทั้งสิ้น หนนี้ใช้แค่กล้องมือถือก็จริง แต่กล้องมือถือเดี๋ยวนี้ถ่ายกลางคืนเก่งครับ
เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เป็นของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) เปิดในปี พ.ศ.2549 เป็นไนท์ซาฟารีใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีพื้นที่ 821 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณเชิงดอยสุเทพที่อนุรักษ์ไว้ มีนักท่องเที่ยวปีละ 2.5 ล้านคน แม้จะเป็นหน่วยงานของรัฐบาล แต่ก็มีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ตั้งแต่ปีที่ 7 นะครับ ดีกว่ารัฐวิสาหกิจหลายๆ แห่งอีก ค่าเข้า 50 แต่ถ้านั่งรถชมสัตว์ด้วย 300 เด็กจ่ายครึ่งราคา ถือว่าไม่แพงนะครับ มีกิจกรรมให้ทำเยอะเลย นอกจากกรงสัตว์ปกติที่เดินชมได้ในตอนกลางวันแล้ว ยังสามารถนั่งรถชมสัตว์ทั้งกลางวัน-กลางคืน ถ่ายรูปคู่กับสัตว์เล็ก ให้อาหารสัตว์ ชมการแสดงเสือ และชมน้ำพุดนตรีได้ การแสดงเสือและสิงโต มีโชว์ให้อาหาร กระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง มุดท่อนซุง เสือจะอยู่ในห้องกระจกแบ่งเป็นห้องๆ ไป พอจบการแสดงนึงก็จะย้ายไปอีกห้องนึง ต้องเบียดแย่งกันดูเอา อยากมาดูดาราเสือหน้าแป้นแล้นอย่างเจ้าอีวา แต่ออกมาแป๊บเดียวเองครับ (รูปล่างขวา) ไม่ทันได้เห็นหน้าเลยไม่รู้ว่าตัวไหน โซนนั่งรถดูสัตว์ มีสองรูทคือ Night Safari (สัตว์กินพืช) และ Predator Prowl Zone (สัตว์กินเนื้อ) รอรอบรถรางแล้วต่อคิวขึ้น เมื่อถึงตำแหน่งที่มีสัตว์เขาจะส่องไฟแล้วบรรยาย รถจะจอดให้ขบวนหน้าถ่ายรูปสัตว์ ส่วนขบวนหลังก็ซูมเอาตามมีตามเกิดครับ โซนสัตว์กินเนื้อคือพวกมันก็อยู่ในกรงเลยหละ เหมือนแค่นั่งรถมาดูกรงสัตว์เฉยๆ  | นักล่ายามรัตติกาล ชมเสือดำน้ำครับ การแสดงรอบนึงน้องจากัวร์ต้องดำขึ้นดำลงหลายรอบ | น้ำพุดนตรี เป็นการแสดงแสงสีเสียง พร้อมน้ำพุเต้นระบำ มีการฉายมิวสิควิดีโอบนม่านน้ำพุขนาดใหญ่ เป็นไฮไลท์ก่อนปิดสวนสัตว์เลยครับ กลับที่พักพร้อมกับเพลงท่อน "ค่ำคืนนี้มีเราอยู่กันพร้อมหน้า ~♪" คาอยู่ในหู เช้าวันถัดมากินอาหารเช้าในที่พัก มีเซ็ตอาหารเช้าให้เลือก อย่างดีเลยครับ เช็คเอาท์จากโรงแรมแล้วไปที่เที่ยวแรกของวันนี้ วัดครับ!! หลอกเอาอุทยานราชพฤกษ์และไนท์ซาฟารีมาทำให้ตายใจ สุดท้ายชีริวมันก็พาไปวัดอีกแล้ว!! ...วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) ในช่วงรัชสมัยพระเจ้าติโลกราชครองเมืองเชียงใหม่นั้น พระยอดเชียงรายยังเป็นอุปราชครองเมืองเชียงรายอยู่ ได้มีพระธุดงค์มาปักกลดบริเวณนี้และเห็นรัศมีสว่างจึงเชื่อว่ามีพระธาตุอยู่ข้างใต้ พระยอดเชียงรายจึงขุดและค้นพบพระเขี้ยวแก้วบรรจุในผอบ จึงสร้างพระเจดีย์ขึ้นบรรจุพระเขี้ยวแก้ว และสถาปนาเป็นวัดร่ำเปิงขึ้นในปี พ.ศ.2035 ตั้งชื่อวัดตโปทารามตามชื่ออะตะปาเทวีมเหสีของพระยอดเชียงราย ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง วัดทรุดโทรมลงเป็นอย่างมาก จึงได้ทำการย้ายพระประธานไปวัดพระสิงห์ และต่อมาในปี พ.ศ.2516 พระครูพิพัฒน์คณาภิบาล (ทอง สิริมงคโล) ได้พัฒนาวัดเป็นศูนย์วิปัสสนากรรมฐาน และสืบทอดความเป็นสถานปฏิบัติธรรมเรื่อยมาถึงปัจจุบัน วัดนี้เป็นแหล่งรวบรวมพระไตรปิฎกฉบับภาษาต่างๆ มากที่สุดในโลกด้วยนะครับ สร้างเป็นหอพระไตรปิฎกภาษาล้านนาไทยและนานาชาติ แต่ตอนที่ผมไปกำลังก่อสร้างอยู่ เข้าไม่ได้อะ
เจดีย์บรรจุพระเขี้ยวแก้วที่บูรณะให้อยู่ในรูปแบบเดิมตั้งแต่สมัยพระยอดเชียงราย ด้านหน้ามีศิลาจารึกที่ขุดพบในวัดทำให้ทราบวันเดือนปีที่สร้างวัดขึ้น
วัดที่ผมชอบมากที่สุดในเชียงใหม่คือวัดเจดีย์หลวง วัดเจ็ดยอด วัดอุโมงค์ และวัดเชียงมั่นครับ ทริปนี้ไปวัดอุโมงค์และวัดเจ็ดยอดด้วยนะครับ แต่เคยอัพลงบล็อกเชียงใหม่ เมื่อนานมาแล้ว ขอข้ามไปแล้วกัน ไม่ให้บล็อกยาวยิ่งกว่านี้
ร้อยทวารบาล บ้านเทวาลัย อยู่ด้านหลัง ม.เชียงใหม่ เป็นบ้านไม้ 5 ชั้น ของคุณเข้ม มฤคพิทักษ์ สร้างในปี พ.ศ.2541 และวาดทวารบาลที่จำลองจากภาพเขียนโบราณไว้ตามประตู 100 บาน หน้าบ้านมีพระพิฆเนศปางยืนทำจากไม้ตะเคียนทองสูง 6 เมตร เปิดให้คนเข้ามาเยี่ยมชมบูชาวัตถุมงคลได้ เสียดายตอนไปเขากำลังทำพิธีกันเลยขึ้นไปข้างบนไม่ได้
ยังคงอยู่แถวๆ มช. ครับ พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา เป็นของสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและล้านนาสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวบรวมเรือนโบราณแบบล้านนาจากที่ต่างๆ 10 หลัง ยุ้งข้าว 4 หลัง ซึ่งทายาทเจ้าของเรือนได้มอบให้ มช. มาอนุรักษ์ไว้ ค่าเข้า 100 บาท ศิษย์เก่า มช. นักเรียน นักศึกษาและผู้สูงอายุ เข้าฟรีครับ ตอนเข้าไปฝนกำลังตกพรำๆ ยิ่งทำให้เรือนโบราณดูสวยงามชุ่มฉ่ำขึ้นไปอีก ทุกเรือนมีประวัติความเป็นมา ส่วนใหญ่อายุเกิน 100 ปี สามารถถอดรองเท้าขึ้นไปชมด้านบนได้ทุกหลังเลยนะครับ ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตและสถาปัตยกรรมเป็นอย่างดีเลย มีนักศึกษา มช. เข้ามาจับกลุ่มสเก็ตภาพทำงานส่งอาจารย์ด้วยครับ
เดินขึ้นลงเรือนไทยอย่างสนุกสนาน ถ่ายรูปมาเพียบ แต่ขอพาชมด้านในแค่หนึ่งหลังนะครับ เรือนที่ใหญ่ที่สุดในพิพิธภัณฑ์นี้คือเรือนทรงปั้นหยา ของนายแพทย์ยงค์ ชุติมา ที่หลวงอนุสารสุนทรกิจสร้างให้บุตรชายที่กลับจากเรียนหมอที่ต่างประเทศในปี พ.ศ.2467 ตั้งไว้บริเวณตลาดอนุสารสุนทร ถนนช้างคลาน ชั้นล่างเป็นคลีนิคและร้านค้า ชั้นบนใช้อยู่อาศัย ต่อมาทายาทได้มอบให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ.2547 ชั้นบนมีรูปถ่ายนายแพทย์ยงค์ เจ้าของเรือน ชั้นล่างจัดเป็นนิทรรศการภูมิปัญญาสล่าสร้างเรือน แสดงวิถีชีวิตชาวล้านนา และภูมิปัญญาในการสร้างเรือนโบราณ ชอบต้นนี้สวยมาก อยู่ตรงทางเข้าเลยครับ
ขับออกจากเขต มช. มาทางถนนนิมมาน หาที่จอดแถวซอย 13 แล้วเดินมาพิพิธภัณฑ์แมลงครับ เห็นในกูเกิ้ลแต่หาไม่เจอ หน้าตาพิพิธภัณฑ์มันคือบ้านตึกแถวทั่วๆ ไปจนไม่ทันได้สังเกต แต่ที่นี่คือแหล่งรวมของสะสมที่เลอค่ามากครับ
พิพิธภัณฑ์แมลงโลกและสิ่งมหัศจรรย์ธรรมชาติ มีทั้งแมลง ฟอสซิล เปลือกหอย หินสวย และวัตถุโบราณ จัดแสดงในบ้านสองชั้น เปิด 10.00 - 15.00 น. ถ้าจะเข้าชมให้กดกริ่งหน้าบ้าน เจ้าของบ้านจะมาเปิดให้เข้าไปครับ ค่าเข้าชม 200 บาท เด็กอายุ 3-11 ปี 100 บาท ชั้นล่างเป็นรังแมลงและตัวอย่างยุง แต่ของเด็ดจริงๆ อยู่ที่ชั้นสองครับ ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์นี้คือ ดร.ลำภา รัตนฤทธิ์กุล นักวิชาการด้านแมลงและศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยุง ได้เก็บสะสมตัวอย่างแมลงไว้เป็นจำนวนมากตั้งแต่ พ.ศ.2502 มีการแลกเปลี่ยนกับนักสะสมรายอื่น และได้รับบริจาคจากพิพิธภัณฑ์ที่ต่างประเทศ จนกระทั่งเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี พ.ศ.2543 การจัดแสดงจะจัดเรียงอย่างถูกต้องตามหลักอนุกรมวิธานครับ นอกจากแมลง สิ่งที่ทำให้ตื่นตาตื่นใจที่สุดคือฟอสซิลไม่ใช่น้อยๆ ชิ้นเด็ดอย่างรูปบนซ้ายคือไคเชาซอรัสจากประเทศจีน อายุ 250 ล้านปี ยุคไทรแอสสิค นอกจากนี้ก็มีพวกไข่ไดโนเสาร์ เขี้ยวไดโนเสาร์ กรามช้าง เต่าและจระเข้โบราณ หรือกระทั่งสิ่งมีชีวิตยุคแรกๆ ตั้งแต่ยุคแคมเบรียน เมื่อ 500 ล้านปีที่แล้ว อย่างไทรโลไบต์ สกุลเอลราเธีย พวกสัตว์น้ำและเปลือกหอยก็น่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน ที่นี่มีหอยที่หาดูยากแบบสมบูรณ์ๆ หลายชนิดเลย เช่นหอยแสงอาทิตย์หรือหอยหวีที่ซี่ไม่แตกหัก หรือหอยงวงช้างกระดาษตัวใหญ่ๆ มีชื่อวิทยาศาสตร์ระบุสปีชี่ยส์ไว้ทุกประเภทด้วยครับ เจ้าของบล็อกสนใจเปลือกหอยกับฟอสซิลมากกว่าแมลงซะอีก ได้มาเจอหอยหายากๆ ที่นี่นับเป็นกำไรเลยครับ นอกจากนี้ยังมีวัตถุโบราณอย่างเครื่องสังคโลก เหรียญโรมัน ดาบโบราณ ฯลฯ นับว่าจุใจสำหรับนักสะสมครับ
แถวมหาลัยมักมีร้านอร่อยราคาถูกมาแข่งกันดึงดูดลูกค้านักศึกษานะครับ เที่ยงนี้เลยหาร้านแถวนี้แหละ ลองกินตามเด็ก มช. บ้าง สุ่มได้ร้านเฮงฮะราดหน้าฮ่องกง ขายราดหน้า ผัดซีอิ๊ว ก๋วยเตี๋ยวคั่ว สุกี้ ข้าวผัด ผัดกระเทียม ผัดกะเพรา ผัดขี้เมา หาที่จอดข้างถนนในซอยแถวนั้นแล้วเดินมาครับ เป็นร้านคูหา แต่ข้างในลึกกว่าที่คิด นั่งได้หลายโต๊ะ ผัดไฟลุกทุกจานเป็นเอกลักษณ์ หอมกระทะจัดๆ ร้านนี้เป็นร้านดังแถวนี้ รอกับข้าวนานนิดนะครับคิวเยอะอยู่ ส่วนใหญ่เป็นดีลิเวอรี่
สถานที่เที่ยวสุดท้ายก่อนบินกลับกรุงเทพอยู่ในเวียงเชียงใหม่เลยครับ แต่ไม่เคยไป พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็น 1 ใน 6 พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ของประเทศ ประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์ พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดเชียงใหม่ พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดสงขลา พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดขอนแก่น และพิพิธตลาดน้อย
พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงประวัติศาสตร์ล้านนา และเงินตราไทยตั้งแต่สมัยโบราณ เหรียญ 800 บาท เนื่องในโอกาสพระบรมอายุครบ 5 รอบ ปี พ.ศ.2555 สมัยก่อนปิด เสาร์-อาทิตย์ เลยไม่มีโอกาสได้มา เดี๋ยวนี้เปิดทุกวันยกเว้นวันจันทร์ ไม่มีค่าเข้าชมครับ แต่ก็เสียตังค์กับร้านของที่ระลึกเช่นเคย ชอบร้านของพิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จะมีเหรียญสวยๆ ขายเยอะดีครับ
ออกจากพิพิธภัณฑ์ว่าจะเดินไปวัดเจดีย์หลวง แต่ฝนถล่มหนักมาก เข้าไปหลบฝนที่วัดพันเตาพักนึงจนฝนซา แล้วกลับมาที่รถครับ ตอนนี้เพิ่ง 14.30 น. แต่เครื่องบินออก 18.30 แน่ะ! ขอไปเดินเซ็นทรัลแอร์พอร์ตฆ่าเวลา ก่อนไปคืนรถและขึ้นแอร์เอเชียกลับครับ
พอเดินทางด้วยเครื่องบินแล้ว หยุดแค่เสาร์-อาทิตย์ก็ไปได้ทุกที่เลย ตราบเท่าที่ยังมีตังค์ แต่เมืองอย่างเชียงใหม่อยากอยู่ให้ยาวๆ กว่านี้ เที่ยวเพลินจริงๆ ครับ หลังจากสองปีที่ผ่านมาไปเจอฝนปีใหม่ถล่มตอนเที่ยวใต้ คิดว่าปลายปีนี้คงจะขึ้นเหนืออีกสักรอบ จะเดินทางไปไหนติดตามข่าวน้ำท่วมกันด้วยนะครับ 
| Create Date : 12 พฤศจิกายน 2568 |
| Last Update : 15 พฤศจิกายน 2568 22:17:56 น. |
|
29 comments
|
| Counter : 617 Pageviews. |
 |
|
|
| ผู้โหวตบล็อกนี้... |
| คุณhaiku, คุณปัญญา Dh, คุณสองแผ่นดิน, คุณโอพีย์คุณนายกุ๊งกิ๊ง, คุณกะว่าก๋า, คุณmultiple, คุณหอมกร, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณThe Kop Civil, คุณtoor36, คุณnewyorknurse, คุณ**mp5**, คุณอุ้มสี, คุณเจ้าหญิงไอดิน |
โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา:23:31:13 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 13 พฤศจิกายน 2568 เวลา:21:42:37 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา:5:31:15 น. |
|
|
|
โดย: multiple วันที่: 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา:8:34:19 น. |
|
|
|
โดย: หอมกร วันที่: 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา:10:39:31 น. |
|
|
|
โดย: multiple วันที่: 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา:13:20:43 น. |
|
|
|
โดย: multiple วันที่: 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา:13:28:18 น. |
|
|
|
โดย: สองแผ่นดิน วันที่: 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา:23:08:07 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา:23:10:40 น. |
|
|
|
โดย: กะว่าก๋า วันที่: 15 พฤศจิกายน 2568 เวลา:5:04:30 น. |
|
|
|
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 15 พฤศจิกายน 2568 เวลา:22:39:40 น. |
|
|
|
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 23 พฤศจิกายน 2568 เวลา:0:40:38 น. |
|
|
|
โดย: อุ้มสี วันที่: 26 พฤศจิกายน 2568 เวลา:13:08:54 น. |
|
|
|
โดย: babyL' วันที่: 28 พฤศจิกายน 2568 เวลา:21:22:26 น. |
|
|
|
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 30 พฤศจิกายน 2568 เวลา:8:17:46 น. |
|
|
|
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 3 ธันวาคม 2568 เวลา:1:14:09 น. |
|
|
|
|
|
|
| BlogGang Popular Award#21 |

|
|
|
|
|
|
|