Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2557
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
27 สิงหาคม 2557
 
All Blogs
 
O สู่กลางใจเธอ .. O










เพลง .. สู่กลางใจเธอ



O เหมือน-นัยน์ตาตื่นดำมีคำถาม-
ต่อโลก-ยามคลุมพอกด้วยหมอกขาว
น้ำค้างต้องแสงจับ..เห็นวับวาว
ลมเหน็บหนาวก็โลมทั่วทุกตัวตน
O ฟ้าเปิดให้แสงสางเริ่มวางรอย
เมื่อน้ำค้างหยาดย้อยแล้วผล็อยหล่น
กลางแววตาสงสัยที่ไหววน
คล้ายสับสนวัยเยาว์-คล้ายเข้าใจ
O แผ่วพลิ้วสายลมร่ำเสียงคร่ำครวญ-
ฝ่าม่านหมอกอบอวลทั้งมวลให้-
ค่อยค่อยเจือจางขุ่น-ด้วยอุ่นไอ-
ของแสงวันลูบไล้จนไร้รอย
O ปลายหนาว-จวนสิ้นหนาว, หมอกขาวขุ่น-
ต้องแสงอุ่นอบสู่จึงรู้ถอย
แสงแรกพร่างพราวกระพริบ, ตาปริบปรอย-
คงเหลือบคอยรับรู้ฤดูกาล
O มือรูปเรียวเกาะแน่น, อีกแขนหนึ่ง-
ค่อยจับจูงเหนี่ยวดึง, ความซึ้งหวาน-
ก็เผยออกแอบ-ออกลีบช่อมาลย์
เมื่อลมผ่านพลิ้วหอมเข้าล้อมทรวง
O ก้าวผ่านพื้นลาดเท, ลมเพพัด
ไม้ระบัดรูปเต้นอยู่เป็นช่วง
แววอ่อนโยนเหลือบชม้อยก็คอยทวง-
รอบความห่วงใยล้น-อีกคนนั้น
O มือเรียววางบนแขนเกาะแน่นอยู่
เหลือบตาดูครั้งไหน, ที่ไหวสั่น-
คือหัวใจเร้นแฝง-ลอบแบ่งปัน-
ความผูกพันทุกช่วงของดวงใจ
O ละก้าวย่างเหยียดช่วง-พาล่วงสู่-
ความรับรู้เร้นซ่อนแสนอ่อนไหว
หลังหมอกหม่นลับล่วง, ความห่วงใย-
คล้ายขับไขออกแล้วทั่วแววตา
O ผ่านยาม-การเกาะเกี่ยวยิ่งเหนียวแน่น
มั่นคงปานเปรียบแทนด้วยแผ่นผา
สิ้นมัวหมอกหม่นครึ้ม, เมฆทึมทา-
ทาบแผ่นฟ้าพยับฝนก็หม่นรอ
O ย่ำเหยียบแต่ละเที่ยวเปล่าเปลี่ยวทั่ว
ลมโยนตัวทิ่มแทง-ไม้แกว่งช่อ
หากมือเรียวเกาะแขนยังแน่นพอ-
ข่มทดท้อ-ขับทะนงขึ้นตรงนั้น !
O ไม่นานนัก-เม็ดฝนก็หล่นร่วง-
ดาวสองดวงข้างกายก็พรายสั่น
ความเด็ดเดี่ยวในดวงกลับช่วงพลัน-
ที่ฝั่งฝันเชื่อมถึงเป็นหนึ่งเดียว
O ฝนต้องพื้น, ลมโรยเสียงโหยหอบ
คน-เมินเมียงสบตอบทั้งลอบเหลียว
ท่อนแขนที่ยุดยื้อด้วยมือเรียว-
กลับล่มความเปล่าเปลี่ยว-สิ้นเดี๋ยวนั้น
O จากหมอกสู่ฝนแล้วจนแดด
ดาวยังแวดล้อมอยู่ไม่รู้หวั่น
แล้วกลีบกรองหอมไหนกลางไพรวัลย์
จะเช่นขวัญที่หอมอยู่พร้อมแล้ว ?
O จากหมอกสู่ฝนแล้วจนแดด
ร้อนเคยแผดเคยเผากลับเบาแผ่ว
ความเชื่อมั่นคลับคล้ายจะฉายแวว
ความแน่แน่วมั่นหมาย-ก็ฉายทอ
O จากเหน็บหนาว, เปียกชื้นใต้ผืนฟ้า
จนแดดจ้าแอบอิงโลมกิ่งช่อ
พร้อมเรณูโกสุมฉ่ำชุ่มรอ-
การแอบออเสพหวาน..จึง-ผ่านรู้ !
O ด้วยมือเอื้อมจับจูงผ่านสูงต่ำ
พาเท้าย่ำเหยียบทางเพื่อย่างสู่-
จุดปลาย, ก้อยกอดเกี่ยวเมื่อเหลียวดู-
ยังเกี่ยวอยู่คู่ข้างไม่ห่างเลย..
O เคยมองแล้วขัดเขิน-ต้องเมินหลบ
แล้วเวียนสบเวียนชม้อยจนค่อยเผย-
ความอ่อนหวานในจริตให้ชิดเชย
หอมก็เย้ยหยามยั่วทั้งหัวใจ
O เหมือนว่า..ตาตื่นดำมีคำตอบ
แฝงการลอบเหลือบสะท้อน-ความอ่อนไหว
ย่านเถาวัลย์เบื้องหน้า, แววตาใคร-
ดั่งต้องลม, เลศนัย..แล้วไกวตัว
O จะเหลือหรือ-หมอกขุ่น, ทั้งฝุ่นฝน
เมื่อตาคนชายชม้อยแต่คอยยั่ว
มือเกาะแขนแน่น, พลัน-ที่สั่นรัว-
กลับเป็นหัวใจคน..เต้น-อลเวง !




Create Date : 27 สิงหาคม 2557
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 10:31:56 น. 8 comments
Counter : 1295 Pageviews.

 
สดายุ..

"O ย่ำเหยียบแต่ละเที่ยวเปล่าเปลี่ยวทั่ว
ลมโยนตัวทิ่มแทง-ไม้แกว่งช่อ
หากมือเรียวเกาะแขนยังแน่นพอ-
ข่มทดท้อ-ขับทะนงขึ้นตรงนั้น !"

กลอนบทนี้ ยังกะอ่าน หนังสือ กำลังภายใน...แน่ะ

"หากมือเรียวเกาะแขนยังแน่นพอ-
ข่มทดท้อ-ขับทะนงขึ้นตรงนั้น !"
ถ่าย พลังลมปราณ ผ่าน"มือเรียว" 555


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 27 สิงหาคม 2557 เวลา:14:03:54 น.  

 
มินตรา ..

คนสองคน หากมีใจตรงกัน .. โลกตรงหน้าก็เป็นเพียงเส้นทางให้คนทั้งสองจูงกันเหยียบย่ำ !

การแสดงออกโดยปกติมักเกิดในหญิง ที่ทำอะไร พูดอะไร ก็น่ารักน่าเอ็นดูไปซะทั้งนั้น .. และชายมักคล้อยตาม

อันนี้พูดตามธรรมเนียมฝรั่ง ที่ไม่สร้างอารมณ์เก็บกดในหญิงอย่างทางเอเชีย ..

ที่จริงผู้ชายเป็นเพศที่ดูง่ายนะมินตราในเรื่องความรัก .. แต่หากดูยากในคนไหน นั่นมักจะเป็นปัญหา

มือเรียวที่ทั้งเล็กทั้งนิ่ม นี้มีอิทธิพลฉกาจฉกรรจ์ ..
ลองได้เอื้อมไปเกาะแขนชายคนไหน .. ชายคนนั้นย่อมมีความภาคภูมิใจในตนได้เต็มที่ ..

มือมินตรา เอื้อมไปเกาะแขนหนุ่มเยอรมันบ้างหรือยัง ?
หรือต้อง "ถามแม่ก่อน" ?

555


โดย: สดายุ... วันที่: 27 สิงหาคม 2557 เวลา:19:56:28 น.  

 
สดายุ..

" คนสองคน หากมีใจตรงกัน .. โลกตรงหน้าก็เป็นเพียงเส้นทางให้คนทั้งสองจูงกันเหยียบย่ำ ! "

Neil Alden Armstrong (1930 - 2012)นักอวกาศอเมริกัน ลูกชายสตรีชาวเยอรมัน Viola Engel
จะพูดว่า...
"That’s one small step for a man, one giant leap for mankind"
นี่เป็นเพียงหนึ่งก้าวเล็กเล็ก ของ ชายคนหนึ่ง แต่เป็นหนึ่งก้าวกระโดดอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

หนังสือบู๊ลิ้ม จะใช้คำว่า "ผนึกพลัง"

ไม่ต้องถามแม่ค่ะ เพราะ ติดตรา "จองแล้ว"....
เหมือน ดายุ ไง...




โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 27 สิงหาคม 2557 เวลา:21:24:39 น.  

 
มินตรา ..

ต้องขอแสดงความยินดี 55


โดย: สดายุ... วันที่: 28 สิงหาคม 2557 เวลา:5:23:03 น.  

 
.
.
.
Mankind .. คงหมายถึงมนุษยชาติ เป็นภาพรวมที่ค่อนข้างใหญ่

มินตราโชคดีที่มีโอกาสอยู่ในสังคมอารยะที่หลุดพ้นไปจากการโฆษณาชวนเชื่อแบบไร้สาระ ไร้เหตุผล อย่างที่ผมเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ..

มีแต่จิตวิญญาณที่ไม่ถูกปิดกั้น ครอบงำ มาแต่เด็กเท่านั้นจึงจะสามารถ “ตื่นรู้” ขึ้นมาได้เองจากการขบคิดเชิงตรรกะผ่านประสบการณ์วันแล้ววันเล่า

ในขณะที่มนุษยชาติจำนวนมากไม่มีโอกาสดีเหมือนมินตรา ..
การมีคู่ครองในดินแดนอารยันขาวที่อารยะแล้ว มีคติของความซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่พูดปดมดเท็จต่อกันในสังคมแวดล้อมประจำวัน .. จิตใจคนก็จะไม่เหวี่ยงมากแบบอารมณ์สองขั้ว

ความมั่นคงในจิตใจคนสองคน เป็นที่มาของความมั่นคงในชีวิตคู่
ความมั่นคงในชีวิตคู่ย่อมทำให้ชีวิตครอบครัวมั่นคง
ความมั่นคงในชีวิตครอบครัวย่อมทำให้สังคมสุข สงบ
สังคมสุขสงบ ย่อมทำให้ชาตินั้นๆมีความมั่นคงและอารยะ


โดย: สดายุ... วันที่: 28 สิงหาคม 2557 เวลา:11:20:06 น.  

 
สดายุ...

ทำไมต้องแสดงความยินดีด้วยล่ะ ..
ในเมื่อตราที่ติดนั้นน่ะ ....ติดเอง..
ไว้ให้"ชายเดียว" คนเดียว..
ชายไทย ที่ยังไม่รู้ ชะตานี้ ของตนเอง... 555

มิทราบว่าหากรู้แล้วจะผวาแค่ไหน..!


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 28 สิงหาคม 2557 เวลา:11:24:30 น.  

 
ดายุ...

"ความมั่นคงในจิตใจคนสองคน เป็นที่มาของความมั่นคงในชีวิตคู่
ความมั่นคงในชีวิตคู่ย่อมทำให้ชีวิตครอบครัวมั่นคง
ความมั่นคงในชีวิตครอบครัวย่อมทำให้สังคมสุข สงบ
สังคมสุขสงบ ย่อมทำให้ชาตินั้นๆมีความมั่นคงและอารยะ"

ที่ดายุกล่าวมา คือ สิ่งที่ นักปรัชญาชาวกรีก Democritus ( c. 460 – c. 370 BC)
ลูกศิษย์ของ Leucippus( 5th century BCE)
ต้นความคิดทฤษฎี อะตอม( an atomic theory of the universe)
ซึ่งไอชไตน์นำมาต่อยอดเป็น theory of relativity
ได้กล่าวไว้ ..
ในทฤษฎีอะตอมว่าสิ่งต่างต่างที่เกิดขึ้น... เกิดขึ้นจาก" เหตุ".และ เป็น "ผลที่ตามมา"
(cause & effect ) เป็นเรื่องของ Causality

ในทางศาสนาพุทธ (นี่ดายุ ถนัดกว่ามินตรานะ) คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้...
ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องของ Causality ตรงกัน
(โปรดสังเกตุว่า Democritusได้เดินทางไปอินเดียในสมัยนั้น)

ผู้รู้ นักวิชาการในสาขาต่างต่าง ผู้ยึด ความเป็นจริง(reality)ตามวิถีทางวิทยาศาสตร์
จึง หันมาสนใจปรัชญาทางศาสนาพุทธ มากขึ้น...


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 28 สิงหาคม 2557 เวลา:15:04:20 น.  

 
มินตรา ..

ไทยพุทธ 80% ยังไม่เคยได้ยินหลักธรรมปฏิจจสมุปบาทเลยในชีวิต .. ที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ในคือนวิสาขะ !

สังคมไทยจึงจมอยู่กับมโนภาพของตนเองอย่างมืดบอดของแต่ละคนไปวันๆ ..

ศาสนากิจทั้งปวงก็อยู่ในแนวประเพณีสืบทอดที่ไร้สาระ และเป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น

critical thinking เป็นแนวคิดตามหลักกาลามสูตร แต่หากตั้งมั่นในจิตใจประชาชน จะมีผลให้อำนาจของผู้ปกครองสั่นคลอนได้

เพราะพอคนมีเหตุผลแล้ว .. ความเชื่อ ศรัทธาแบบหน้ามืดจะสิ้นสุดลง ..

และนั่นจะ อันตราย

55


โดย: สดายุ... วันที่: 29 สิงหาคม 2557 เวลา:6:32:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.