Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2556
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
12 สิงหาคม 2556
 
All Blogs
 
O หนาวลมร่ำ .. O








เพลง .. ลาวดวงดอกไม้
อัศวลีลา


-1-
O ใกล้ฤดูลมหนาวล่องข้าวแล้ว
พร้อมหวีดแว่วเสียดรวง-วันช่วงฉาย
สรวงบนฝูงนกว่อน .. ปีกร่อนราย-
หยอกล้อสายลมเช้า .. ใต้เงากาล
O แก้วดอกขาวหอมอ่อนกำจรกลิ่น
ผ่านรื่นรสรวยรินล้อมถิ่นฐาน
เกสรรูปช้อยช่อร่ำรอ-ฆาน-
สัมผัสหวานหอมพรม .. กลางลมโรย
O อ่อยเอื่อยลมลูบไล้ล้อใบข้าว
รวงเม็ดพราว, สูรย์แผ้ว, ลมแผ่วโผย
หอมรูปนามปรารถนา .. ก็ปร่าโปรย-
อยู่ในสายลมโชย .. แห่งรุ่งเช้า
O เหน็บหนาวกลางลมเหนือ, สูรย์เรื่อแสง-
โลมหล้าแหล่งโน้มเหนี่ยวความเปลี่ยวเปล่า
คำนึงก็โลมลูบด้วยรูปเงา-
ของวัยเยาว์กอปรยิ้มมาพิมพ์ใจ
O เอิบอิ่มแก้มแย้มมานัยน์ตารื่น
แววตอบตื่นราวซ่อนความอ่อนไหว-
ของร่องรอยปรารถนาแรงอาลัย-
ที่ขับไขคุณค่าเต็มตาแล้ว
O คลื่นลมหนาวล่องฟ้า .. ผ่านป่าฝน
ริ้วลมวนเวียนโชย .. แม้นโผยแผ่ว-
หาก-รวงข้าวยังค้อมยอดพร้อม-แวว-
ตาฝันงามผ่องแผ้ว .. ไม่แล้วลา
O คลื่นอาวรณ์พลันล่วงฝ่าห้วงคะนึง
เอื้องามซึ้งหวานพร้อม .. ละม่อมหน้า
อยู่ร่ำรอพฤติขวัญ .. รูปจรรยา
ร่วมบรรสารเสน่หาสู่อารมณ์
O งดงามกลางดอกดวงลดามาศ
แลโอภาสปลาบปลั่งลงถั่งถม
คุณค่าเฝ้าเปรียบเปรยรอเชยชม
ก็พลิ้วผ่านสายลมลงห่มครอง
O จึง-ฤดูลมหนาว .. รอบหนาวนี้
อุ่นยังมีบ่ายโบกสู่โลกผอง
อ้อนแอบแววเนตรพรับ .. ให้จับจอง-
ความนัยของแววชม้าย .. ทำคล้ายเมิน
O แม้-ฤดูลมหนาว .. ในคราวนี้
แววเนตรที่ลอบชม้าย .. จะคล้ายเขิน
เมื่อสายลมผ่านระลอกคล้ายหยอกเอิน
ใครหนอนั่นสั่นสะเทิ้นทั้งแววตา
O อบร่ำริ้วหนาวลม .. เมื่อพรมผ่าน
ถ้วนปวงความอ่อนหวานก็ปานว่า-
โหมแรงลงบรรสารรอบมารยา
เติมแต้มอาวรณ์ชู้ให้รู้ชม
O แก้วดอกขาวหอมอ่อนกำจรกลิ่น
พารสรินรื่นสู่ให้รู้สม
งามท่วงทีลักขณารูปปรารมภ์
นั้นยิ่งฉมชื่นกุสุม .. เร้ารุมทรวง

-2-
O นบนิ้วเพ่งไตร่ตรอง .. ครรลองพุทธ
ไว้ฉวยฉุด-เฝ้าคอย, ละห้อยหวง-
ด้วยรูปนาม เพ็ญสะคราญที่ปานดวง-
ใจ .. ต้องบ่วง - รัดรึง .. เช้าถึงเย็น
O นิ้วองค์พระเรียวงอน .. ดูอ่อนช้อย
เช่นร่องรอย"รูปเผย" .. ที่เคยเห็น
ช่างอ่อนช้อยพริ้มเพรา .. ลำเพาเพ็ญ
เมื่อหลีกเร้นก็ละห้อยแต่คอยรอ
O หวังปล่อยวางโลกเช่น .. ที่เป็นอยู่
ผ่านด้วยนัยองค์รู้ .. ท่านผู้ขอ
รูปเอยกลับเผยอยู่ไม่รู้พอ
มาอยู่ล้อต่อความ .. อย่างย่ามใจ
O แทนเรียวนิ้วองค์พระ .. กลับคละเคล้า-
ด้วยเรียวร่างรูปเยาว์ .. ของเจ้าได้
โค้ง .. คอด .. ผุดผ่องเนื้อ .. จะเหลือ-ใคร-
หักอาลัยฝ่าคราญ .. ได้ผ่านพ้น ?
O เพ่งดวงจิตบำบวง .. หวังปวงธรรม-
หยุดรอบกรรมชี้สั่งอีกครั้งหน
เพ่งรูปพระ .. แล้วภาพก็วาบ-วน
เป็นภาพใครงามล้น .. เกินป่นแล้ว
O พร้อม-แว่วเสียงออดอ้อน, เนตรค้อนคม
ฝ่าเสียงลมหายใจ .. ทอด-ไหว-แผ่ว
ใกล้เพียงเห็นเนตรผกาย .. เจ้าฉายแวว-
งามผ่องแผ้วราวประสงค์ .. แข่งองค์พระ
O ครึกครื้นรูปผ่องผาย .. รำร่ายอยู่
พร้อมนัยชู้ตอบตั้ง .. ตามจังหวะ
ความอ่อนหวานบรรดา .. เริ่มภาวะ
ผูกพันธะล่ามจิต .. สุดปลิดปลง
O ตั้งขึ้นแล้วจำพราก .. แสนยากนัก
เรือนรูปพักตร์เนียนปราง .. เรียวร่างหงส์
พร้อมรอบกรรมจากอดีต .. ที่ขีดวง
ร่วมหนุนส่งชาติภพบรรจบเจอ
O นบจิตเพ่งไตร่ตรอง .. ครรลองพุทธ
คอยฉวยฉุดอกใจทุกไพล่เผลอ
เมื่อต้องหวาน .. เกรงเพริศกับเลิศเลอ-
แล้วพร่ำเพ้อถึงเจ้าทั้งเช้าเย็น
O ร้างสิ้นแล้วนัยธรรมไว้รำงับ
เมื่อเนตรพรับเผลอฟ้อง .. ให้มองเห็น
ก็รับรู้รุมเร้า .. อกเจ้า-เป็น
สุดหลีกเร้นเต้นระรัว .. อีกหัวใจ
O นิ้วองค์พระเรียวงอน .. ดูอ่อนช้อย
เมื่อรูปรอยอาวรณ์สุดถอนไหว
ช่างอบอุ่นอ่อนหวานทุกด้านไป
และจักไหวหวามอยู่ เพียงผู้เดียว !

-3-
O ลมวรรษาพลิ้วผ่านแต่วานก่อน
เมื่ออาวรณ์แฝงฝากเริ่มกรากเชี่ยว
แต่สบทั้งวงหน้ารูปตาเรียว
แรงกอดเกี่ยวรูปนาม ก็ล่ามคา
O สร้อยสุมาลย์บานช่อ .. เพื่อรอหอม
อวลกลิ่นล้อมภู่ภมรเวียนว่อนหา
รูปเอยแต่ลอบเล็ม .. อยู่เต็มตา
แม้หลับลืมก็ยังคา .. อยู่ทั้งคน
O เมื่อโคมฟ้าลอยดวงขึ้นช่วงแสง
ค่อยทอดแรงเรื่อรองขับหมองหม่น
ก็เมื่อภู่ .. ภุมรินเริ่มบินวน-
สีสันกลีบกุสุมบน .. ที่เบ่งบาน
O ปีกวิหคแผ่กาง .. ลอยร่าง-ร่อน
สูงต่ำตอนเสาะหาภักษาหาร
ท่ามกลางเสียงนกแว่ว .. ลมแผ่วพาน
กุสุมาลย์ก็ลอยช่อให้รอชม
O แต่พบกัน .. อาวรณ์ก็ร่อนคว้าง
อยู่ท่ามกลางรูปลออ .. มาลย์ช่อ-ฉม
เสริมกำลังปรารถนา .. แรงปรารมภ์-
เข้าสั่งสมสืบทราบ .. รอบบาปบุญ
O ฤๅพบกัน .. จากกรรมชี้นำทิศ
เหนี่ยวสองจิตยื้อยุด .. ช่วยอุดหนุน
เพรงสัญญาก่อนเห็นจักเป็นทุน
เข้าเจือจุนจิตเจ้า .. ฟังเว้าวอน
O ผกายน้ำเนตรรับ .. วับวับไหว
สื่อความให้พร่ำพลอด .. ความออดอ้อน
ค่อยค่อยถ่ายคะนึงหา .. ความอาวรณ์
ค่อยสุมซ้อนความรัก .. ให้ตักตวง
O ราวหวานหอมทั้งหล้า .. น้อมมาให้-
คอยชิดใกล้ล้อมอยู่ไม่รู้ล่วง
เจตนาผ่านเนตร .. ไร้เลศลวง
ใจทั้งดวงหวานฉ่ำ .. อยู่ค่ำเช้า
O เมื่ออกใครเต้นระส่ำ .. คล้ายคร่ำครวญ
จากแปรปรวนส่วนเสี้ยว .. ความเปลี่ยวเปล่า
ก็เมื่องามอ่อนไหว .. จากวัยเยาว์-
ค่อยค่อยเร้างามรุกไปทุกตอน
O บุปผาเชิดเรณูเหมือนรู้เชิง-
ให้ภู่เหลิงห้อมเห่ .. หยาดเกสร
เช่นอกคนครวญคร่ำ .. ถ้อยคำวอน
ด้วยหลงเหลิงออดอ้อน .. สะท้อนสะท้าน
O นุ่มนวลเนียนเนื้อ .. ก็เหลืออ้าง
จะเริดร้างห่างไป .. สุดใจหาญ
คงเกินใจมุ่งมั่น .. อาจบันดาล
เกินต่อต้านปรารถนา .. เกินฝ่าพ้น
O กลีบพะยอมนิ่มเนื้อ .. นั้นเหลือนุ่ม
ลมผ่าวรุมไหวระรัว .. ก็กลัวหล่น
ค่อยโน้มแนบด่ำดอม .. กรุ่นหอมปรน-
เปรอใจวนว่ายหอม .. ไม่ยอมร้าง
O ล่องลอยเอย .. มาลย์สรวงเมื่อร่วงหล่น
กลีบลิ่วสู่ภูวดล .. พลิกบน-ล่าง
ฝ่าลำลมพลิ้วผืนอยู่ครืนคราง
ก่อนกลีบบางวางซบลงกลบดิน
O ครวญคร่ำวิชชุแล่น .. บนแผ่นฟ้า
จะทาบทาหม่นหมองให้ล่องสิ้น
เช่นคร่ำครวญอันละห้อยระโหยยิน
จะรวยรินถิ่นทรวง .. เกินล่วงลา
O หอมหวานครั้นผ่านเนตร .. เป็นเลศลับ
ค่อยค่อยพรับระยับดวง .. บอกห่วงหา
ค่อยค่อยเผยความหมาย .. ผ่านสายตา
ชม้อยชม้ายหมายว่า .. ดูท่าที
O ภู่ภมรว่อนเวียน .. พากเพียรนัก
ใจเอยก็สุดหักไปห่างศรี
กุสุมา .. พรั่งพร้อม .. หวานหอมมี
และใจที่หวงหอม .. ก็ยอมตัว
O ภู่ภมรว่อนอยู่ .. ไม่รู้ร้าง
ยิ้มท่ามกลางห่วงละห้อย ก็คอยยั่ว
รูปนามเอย .. กระซิบนั้น-เพื่อสั่นรัว-
ของอีกหัวใจผู้ .. รับรู้นัย !




Create Date : 12 สิงหาคม 2556
Last Update : 15 เมษายน 2562 18:32:43 น. 11 comments
Counter : 1994 Pageviews.

 
สุขสันต์วันแม่ครับ


โดย: **mp5** วันที่: 12 สิงหาคม 2556 เวลา:18:50:37 น.  

 

ดายุ..
"O แก้วดอกขาวหอมอ่อนกำจรกลิ่น
พารสรินรื่นสู่ให้รู้สม
งามท่วงทีลักขณารูปปรารมภ์
นั้นยิ่งฉมชื่นกุสุม .. เร้ารุมทรวง"

ปกติ ดอกแก้วมิใช่ดอกไม้ที่โปรดมากของมินตรานะ
แต่มีกลิ่นแก้วในความทรงจำที่มีใครเด็ดให้
หอมหวลนักจนติดในความทรงจำ...
(คนเด็ดให้ลืมไปแล้วด้วยซ้ำ)...

คงเหมือนที่สดายุ.."ชื่นกุสุม .. เร้ารุมทรวง" นะ



โดย: บุษบามืนตรา IP: 87.174.103.101 วันที่: 13 สิงหาคม 2556 เวลา:3:54:09 น.  

 


mp5
ขอบคุณครับ




มินตรา
อ้อ .. มีเท้าความหลัง - เริ่มอาวุโสแล้วสินี่ 55
ดอกแก้ว
ดอกปีบ
ดอกโมก
ดอกไม้สีขาว ที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ได้กลิ่นแล้วทำให้ชื่นใจ .. ไม่รู้ฝรั่งเคยเอาไปทำน้ำหอมบ้างไหม

แล้วคนเด็ดให้ .. ตอนนี้อยู่ไหน ?
ไหนมาเล่าให้ชาวบ้านอ่านหน่อยซิ ..


โดย: สดายุ IP: 118.172.105.146 วันที่: 13 สิงหาคม 2556 เวลา:9:09:31 น.  

 

ดายุ...
"O ผกายน้ำเนตรรับ .. วับวับไหว
สื่อความให้พร่ำพลอด .. ความออดอ้อน
ค่อยค่อยถ่ายคะนึงหา .. ความอาวรณ์
ค่อยสุมซ้อนความรัก .. ให้ตักตวง"

"ผกายน้ำเนตรรับ .. วับวับไหว"
ยังไม่แห้งเลยนะ..จะ" เริ่มอาวุโสแล้วสินี่ 55" ได้ยังไงล่ะ
"คนเด็ดให้ "น่ะรึ ตอนนี้ก็เป็นภู่ภมร อย่างนี้ไงคะ
"O ภู่ภมรว่อนเวียน .. พากเพียรนัก
ใจเอยก็สุดหักไปห่างศรี
กุสุมา .. พรั่งพร้อม .. หวานหอมมี
และใจที่หวงหอม .. ก็ยอมตัว"

เห็น" ก็ยอมตัว" อยู่ทุกแห่งหนทั้งในและนอกราชอาณาจักร ไงคะ555



โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.192.187 วันที่: 13 สิงหาคม 2556 เวลา:12:21:52 น.  

 
มินตรา ..

อ้อ .. จะให้แปลว่า ไปเจอพ่อพวงมาลัย ลอยไปลอยมาดอกรึนี่ - 55

มินตรา ยังไม่อาวุโส แค่ 30 กลางๆ เพราะตายังคงมีประกายวาววามเวลาเจอหนุ่มมาดเท่อยู่เลย
ส่วน คนเด็ดให้ อาจลืมสิ่งที่เคยทำซึ้งทำหวานหมดแล้ว .. แต่ยังไม่ห่างหายไปไหน ยังครองรักกันสดชื่นทุกค่ำคืนก่อนนิทรา

- อันนี้เป็นการตีความ ล้วนๆ .. นะท่านผู้ชม 55

หญิงวัยงามสำหรับเอเชียเราก็คือวัย 35+/- นะมินตรา เป็นวัยที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ตัดสินใจในชีวิตตนเองได้โดยอิสระแล้ว พ่อแม่ไม่ค่อยมายุ่งแล้ว .. อย่างนางเอกเกาหลี เรื่อง I hear your voice นั่นแหละ

ส่วนฝรั่งงามสุดก็ช่วง 28-30 เพราะเขามีวุฒิภาวะมากกว่าเอเชีย ..


โดย: สดายุ... วันที่: 13 สิงหาคม 2556 เวลา:13:15:14 น.  

 
ความไพเราะไม่เคยหายไปจากที่นี่เลย
พี่สดายุสบายดีนะคะ สาวน้อย ที่โน่นและที่อยู่ใกล้ คงสบายดี นานนักไม่ได้มาคิดถึงกลอนเพราะๆๆมากมาย


โดย: ม่านแพร IP: 1.10.231.67 วันที่: 13 สิงหาคม 2556 เวลา:16:56:16 น.  

 


สดายุ

"O แต่พบกัน .. อาวรณ์ก็ร่อนคว้าง
อยู่ท่ามกลางรูปลออ .. มาลย์ช่อ-ฉม
เสริมกำลังปรารถนา .. แรงปรารมภ์-
เข้าสั่งสมสืบทราบ .. รอบบาปบุญ"

"รอบบาปบุญ" มากกว่าค่ะ มิใช่"พ่อพวงมาลัย"หรอก

ดอกไม้หอมหอมนั้น...
มิใช่เพียง" ภู่ภมรว่อนอยู่ .. ไม่รู้ร้าง" เท่านั้น
ยังทำให้เกิดการค้าระหว่าง ยุโรปและเอเซียด้วย บนเส้นทางสายไหม(Silk Road)ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี114 BC เมื่อพ่อค้าเปอร์เซียครองเส้นทางนี้...
มาจน มาร์โคโปโล ตามพ่อมาจีนบนเรือเปอร์เซีย จนเกิดการล่าอาณานิคม เพียงเพื่อจะได้ลิ้มรส ความหอมหวานของดอกไม้และเครื่องเทศ จากหมู่เกาะเครื่องเทศ(อินโดนิเซีย)






โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.192.187 วันที่: 13 สิงหาคม 2556 เวลา:17:57:09 น.  

 
ม่านแพร

พี่และ ตัวเล็กตัวน้อยสบายดีค่ะ
น้องสาวคนนี้ล่ะ .. จบดอกเตอร์รึยัง ตอนนี้อยู่ที่ไหนและมีหนุ่มในดวงใจรึยัง 55





มินตรา
อ้อ .. เป็นเพราะ
เคยตักบาตรร่วมขันด้วยกันมา .. นี่เอง ถึงเอาสาวมินตราอยู่หมัด 55

นึกว่าไปอยู่เยอรมันจะเสียดุลยภาพแห่งเอเชียไปให้ยุโรปซะแล้ว .. ยังอุตส่าห์ตามไปถึงโน่น

ที่จริง เปอร์เซีย เคยยิ่งใหญ่มาก่อน .. แต่เริ่มตกต่ำลงหลังรับเอาอิสลามเข้าครอบหัวนี่แหละ วิทยาการต่างๆจึงไม่ทันยิว (แม่แบบของฝรั่งอีกที .. ที่เกลียดยิวกันทั้งยุโรป คงเป็นเพราะปมด้อยที่เอาทุกอย่างของเขามาแม้จนพระคริสต์ และไอนสไตน์ 55 .. ขณะที่แขกอิสลามหนักกว่า เอาทั้ง "ไม่กินหมู .. ทั้งขลิบ" เข้าไปด้วยจึงต้องเกลียด ! และทำว่าข้าไม่เคยตามใคร ..)

อ-พราหมณ์ .. หรือ .. อับราฮัม ที่มินตราเคยว่าไว้นั่นแหละ ที่ควรจะทำให้เปอร์เซียยิ่งใหญ่ .. ทุกวันนี้ จะเอาทฤษฎีเปลี่ยนมวลสารเป็นพลังงานของตายิวไปทำระเบิดสักลูกยังถูกฝรั่งขู่เช้าขู่เย็น .. น่าเศร้าใจ

แล้วสาวปัตตานี นี่พูดปักษ์ใต้ได้บ่ ?









โดย: สดายุ... วันที่: 13 สิงหาคม 2556 เวลา:21:19:30 น.  

 
ไม่ได้เขียนเท่าไหร่..เขียนยาวได้เท่านี้เอง-

พลิ้วลมหนาวผ่าวแผ่ว..พลัน-แว่วยิน
แรงถวิล..ปรารถนา..แววตาไหว
ที่ดิ้นรนรำร่ายอยู่ภายใน
แทรกอาวรณ์อาลัยเข้าโอบล้อม
.
พลิ้วลมหนาวผ่าวแผ่ว..ยัง-แว่วยิน
ถ้วนงดงามทั้งสิ้น..รอถนอม
กอปรคุณค่า..รอมอบให้ด่ำดอม
ทั้งใจ-กายเตรียมพร้อมและน้อมรับ
.
พลิ้วลมหนาวผ่าวแผ่ว..ยิ่ง-แว่วยิน
เสียงหลั่งรินอาวรณ์เข้าซ้อนทับ-
กรุ่นกลิ่นแก้วหอมหวานเข้าจู่จับ
แววระยับช่วงแรง..ด้วยแรงรัก
.
.
แผ่วแผ่ว-สายลมไล้ล้อใบหญ้า
พลิ้ว..เริงร่า..แวว-นัยน์ตาเข้ากุมกัก
ระยิบระยับแวว..คำนึงเพียงหนึ่งพักตร์
ถ้วนอาวรณ์จำหลัก..สุดหักใจ
.
หวิวหวีดประณีตคำมาร่ำร้อย
รำพันถ้อย..ย้ำอาวรณ์แสนอ่อนไหว
แฝงคุณค่างามล้ำ..พร้อมน้ำใจ
โหมระลอกภายใน..ให้คร่ำครวญ
.
อึงอล..วนว่ายอยู่ภายใน
ถ้วนอาวรณ์อ่อนไหวอาลัยหวน
รอบถวิลพันผูกดั่งถูกตรวน
ทุกเสี้ยวส่วน..เผย-เร้น..เพียงเพ็ญเดียว
.
ทุกรูปรอยคุณค่าที่ปรากฏ
ถ้วนบริบทพจน์พากย์-เพียงส่วนเสี้ยว-
ของงดงามบริสุทธิ์รูปจันทร์เรียว
กี่ชาติภพเพียงหนึ่งเดียวที่จำนง
.
ตราตรึงแล้ว..คุณค่าเจ้ารำบาย
เช้า เข้าสาย-บ่าย-เย็น..รับ-มอบ-ส่ง
หนึ่งหัวใจ..จำนรรจ์..พร้อมดำรง-
กี่เวิ้งวง..ปฏิพัทธ์ยิ่งชัดเจน
.
ผ่องผกายผ่านคืนค่ำ..จำนรรจ์หวาน
ริ้วเลือดซ่านเนียนปราง..รับรู้-เห็น
ฤาอาจซ่อนกลบเลศสองเนตรเพ็ญ
ที่แอบซ่อนแฝงเร้น..เช่นผ่านมา
.
เอ่อล้นแล้ว..แววหวานพ้องความนัย
สะท้อนสะท้าน..อกใจ..สุดฝืน-ฝ่า
ปรารถนารุกเร้าวอนเว้า-พา
สเน่หาห่มห้อมให้ยอมตน
.
ถวิลถึงคะนึงเย้า..รุกเร้า..ยั่ว
กระซิบเสียง..สั่นรัว..ทั่วแห่งหน
ราว-สายฝนกระหน่ำสายก่อสายชล
ไหว-ระส่ำอึงอล..ล้นหัวใจ
.
กี่ฝน-หนาวผ่านแล้ว..ใช่แล้วล่วง
อาวรณ์-บ่วงกุมกักสุดผลักไส
ขอรอบกุศลดลถึงจิตหนึ่งใคร
เร้าหัวใจให้คะนึงอย่าได้เว้น
.
ประจักษ์ชัดความนัยใจดวงนี้
เกิด-ดับสักกี่ที..ขอพบ,เห็น
ดวงแก้วงามพิสุทธิ์..สงบเย็น
เคียงข้างเป็นคู่ขวัญนิรันดร์เทอญ


-จบ-


โดย: มาย IP: 171.96.51.165 วันที่: 13 สิงหาคม 2556 เวลา:22:42:05 น.  

 
พี่กาย
ม่านสบายดีค่ะ จบเรียบร้อยแล้วค่ะ ตอนนี้อยู่ที่เดิม แต่เป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยด้วยค่ะ ก็เหนื่อยหน่อย แต่สนุกดีค่ะ


โดย: ม่านแพร IP: 125.27.183.115 วันที่: 14 สิงหาคม 2556 เวลา:10:11:24 น.  

 
มาย

เพิ่งเห็นกลอนยาวๆเป็นครั้งแรก
เหมือนถอดความในใจออกมาเป็นบทกลอน
ขอแปลงบทสุดท้ายสักหน่อย ..

แม้นเกิดดับกี่วงวัฏฏะรอบ
ขอ..นบ-นอบ, เฝ้าคอยละห้อยเห็น
ยอผลบุญนัยธรรมเพียรบำเพ็ญ
ดลโฉมเพ็ญรักมั่นนิรันดร์เทอญ






ม่าน
อ้อ .. เป็นดุษฎีบัณฑิต แล้วสินะ
พี่ขอแสดงความยินดีด้วย - เก่งจริง
แล้วสอนวิชาอะไรในมหาวิทยาลัยล่ะ
ยังอยู่แถวราชบุรีรึเปล่าคะ


โดย: สดายุ... วันที่: 14 สิงหาคม 2556 เวลา:13:20:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O แม่ .. O






O เบิกบุญบวงผ่านไท้ - - - เทวา
ดลครอบจิตมารดา - - - ดับร้อน
รื่นรมย์กอปรทุกภา- - - - วะคิด นึกแม่
สัมผัสโลก-โลกสะท้อน - - - สบ-รู้ทันเสมอ


O ภาพนั้นค่อยผ่านวูบ .. เป็นรูป .. เรื่อง
ในตาเบื้องหน้านั้น-ภาพวันเก่า-
ผุดเผยความสดใสแห่งวัยเยาว์
และรูปเงาหนึ่งร่าง .. ที่กลางใจ
O สองมือนั้น .. สำหรับหยิบจับทำ
แดดเคี่ยวกรำเผาเนื้อ .. จนเหงื่อไหล
หากเพื่อลูก .. ร้อนแดด-เถิด .. แผดไป-
ฤๅ หยุดยั้งขวางได้ .. หัวใจนั้น !
O ทั้งคำพูดสอนสั่ง .. เคยดังแว่ว
ยังเหมือนแจ้วเจื้อยอยู่ .. ให้รู้หวั่น-
ผ่านมือไม้รูปเรียวอย่างเดียวกัน-
ไว้ข่มขวัญ .. ฝากคำ .. ความ-ย้ำเตือน
O จากนอนเบาะ .. จำเริญ .. จนเดินวิ่ง
จิตนั้นยิ่งห่วงใย .. ยากใครเหมือน
รักจนปานเหาะหาว .. เก็บดาวเดือน-
มาโปรยเกลื่อนกลาดพื้นให้ชื่นชม
O ทำงานเพื่อหาเงิน .. งกเงิ่นอยู่
ผ่านรับรู้แรงทุกข์ .. แรงสุขสม
เม็ดเหงื่อโทรมรูปกาย .. เมื่อสายลม-
ที่พัดห่มห้อมกาย .. เริ่มคลายตัว
O ทั้งผ้าถุง .. ผ้าแถบ .. ห่มแนบร่าง
ยังคงค้างนัยน์ตา .. เหมือนว่าชั่ว-
มือจับจูงผ่านวัน .. ยังสั่นรัว-
อยู่กับหัวใจลูกที่ผูกพัน
O วันแล้วและวันเล่าที่เฝ้าคอย-
ให้ลูกน้อยเติบใหญ่ .. พร้อมใฝ่ฝัน-
เห็นความดีจักอุโฆษ .. จนโจษจัน-
บทบาทนั้นทั่วไปที่ใจคน
O วันแล้วและวันเล่า .. ใฝ่เฝ้าถนอม
สองแขน, อ้อมอกอุ่น .. ป้อง-ฝุ่น-ฝน
ฤดูกาลผ่านคล้อย .. เฝ้าคอยปรน-
เปรอ ลูกน้อยสุขล้นอยู่บนวัน
O เม็ดเหงื่อหยาดย้อยไหล .. จากไรผม-
พร่างลงพรมเพื่อผ่อน .. แดดร้อนนั่น
หากก้าวยกย่างเหยียบ .. คงเงียบงัน-
ตามโอบอุ้มดวงขวัญ .. มุ่งมั่นนัก
O วันแล้วและวันเล่า .. คอยเฝ้ารอ
ด้วยหัวใจจดจ่อ .. ตาทอถัก-
แววห่วงใยอาทร .. ไม่ผ่อนพัก-
รอลูกรักกลับคอนมาย้อนเยือน
O สัญญาย้อน .. ทุกภาพล้วนภาพแม่
ที่คอยแห่ห้อมใจ .. พาไหลเลื่อน
เรื่องครั้งนั้น .. คราวนี้ .. คอยรี่เตือน-
เป็นภาพเปื้อนป่ายทั่ว .. แนบหัวใจ
O ลูกเติบใหญ่เข้มแข็ง .. แม่แรงลด
ค่อยสิ้นบทบาทผู้ .. อุ้มชูให้-
ลูกยกก้าวเหยียบย่างสู่ทางไป
เมื่อปลายวัยผ่านยุค .. เข้าคุกคาม
O ภาพนั้นทอด .. แผ่เงาทับเงาโศก
ด้วยงดงามบ่ายโบก .. อวดโลกสาม
แววตานั้น .. ลึกล้ำเกิน .. คำ-ความ-
อาจนิยามได้ถึง .. แม้กึ่งนัย
O ภาพสองแขนอุ้มชู .. เอ็นดูลูก
เช่นเชือกผูกรัดพัน .. เกินบั่นไหว
ล่ามร้อยจิตวิญญาณ .. ตราบกาลไกล-
เคลื่อนผ่านใกล้มาถึง .. ยังซึ้งนัก
O ภาพมือลูบหัวหู .. เอ็นดูสอน
ก็ผ่านย้อนมาเยือน .. คอยเคลื่อนกัก-
กุม อารมณ์อาวรณ์ไม่ผ่อนพัก-
เพื่อบ่งบอกความรักของแม่นั้น
O ทั้งรอยยิ้มแย้มว่า .. แววตาขึ้ง-
ที่นึกถึงย้อนไป .. ยังไหวสั่น
เสียงแจ้วเรียกลูกผ่านเมื่อนานวัน
ยังคงก้องครบครันในสัญญา
O ละภาพเคลื่อน .. วันวานก็ผ่านเผย
ความคุ้นเคยแต่น้อยก็คอยท่า
รอบเขตคามบริบทไกลจดตา
เคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า .. ให้ตามอง
O ภาพ .. รอยยิ้ม .. แยกแย้มที่แก้มแม่
ดั่งร่มแผ่เงาป่นความหม่นหมอง
เสียง .. พร่ำสอนผ่านหูให้รู้ตรอง
เพื่อปกป้องความคิด .. ปรุงจิตใจ
O ภาพวันนี้ .. คือแม่ที่แก่เฒ่า
อยู่กับเหย้าเรือนนอน .. นั่งนอนให้-
ลูกหลานย้อนมาเยือน .. อย่าเลือนไป-
ปล่อยแม่ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
O ภาพ .. แม่อุ้มเห่กล่อม .. กลางอ้อมแขน
แววตาแสนอ่อนโยน .. ก็โชนฉาย
ซ้อนทับภาพ .. ภาพใหม่เมื่อวัยปลาย
นั่งตากสายลมอยู่ .. เพียงผู้เดียว !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.