ลดน้ำหนัก....ลดน้ำหนัก..ลดน้ำหนัก ^__^
Group Blog
 
 
กันยายน 2555
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
27 กันยายน 2555
 
All Blogs
 

หยินหยางกับการกิน บทความน่าสนใจ กินผิดอ้วนได้นะจ๊ะ

เรื่องนี้ไม่เคยรู้มาก่อนเลยค่ะ เป็นบทความที่มีประโยชน์ดี เลยขอแชร์ต่อ อ้างอิงจาก Thaidragon news . com : //www.thaidragonnews.com/index.php?option=com_content&view=article&id=7649:2011-05-26-07-14-47&catid=25:2010-06-23-02-22-06&Itemid=88


พออ่านจบ เวลากินก๋วยเตี๋ยวต้องลดการใส่น้ำส้มสายชูเลยค่ะ เอ...สงสัยเราจะอ้วนเพราะกินเปรี้ยวมากไป 55555+ 

ไท่จี๋” สัญลักษณ์ที่เรารู้จักกันดีในนามของ “หยิน-หยาง” คือรูปวงกลมและมีเส้นโค้งแบ่งเป็นสองส่วน ขาวกับดำ อุปมาไปว่าเป็นปลาสองตัว ปลาสีขาวเป็นตัวแทนของหยาง ส่วนปลาสีดำก็เป็นตัวแทนของหยิน ตาของปลาสีขาวเป็นจุดสีดำ แต่ตาของปลาสีดำเป็นจุดสีขาว ความหมายก็คือ ในหยางก็ต้องมีหยินอยู่ และในหยินก็ต้องมีหยางผสมอยู่ด้วยเช่นกัน เพื่อความสมดุล โดยตามคติของชาวจีนลัทธิเต๋า เชื่อกันว่า สรรพสิ่งบนโลกใบนี้จะต้องมีสิ่งคู่กันเสมอ ถือเป็นพลังที่ควบคู่กันไปเพื่อสร้างความสมดุล เช่น บวก-ลบ , ชาย-หญิง, กลางวัน-กลางคืน, ร้อน-เย็น เป็นต้น  ซึ่งหยิน คือตัวแทนของความมืดมิด ไม่เคลื่อนไหว อ่อนล้า เศร้าโศก หนาวเย็น และผู้หญิง  ส่วนหยาง ก็คือตัวแทนของความกระตือรือร้น การเคลื่อนไหวที่ไม่หยุดนิ่ง แสงสว่าง  และผู้ชาย


            เริ่มสงสัยแล้วใช่ไหมคะว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการกิน ต้องตอบว่าเกี่ยวมากค่ะ เพราะตามแนวคิดในแบบของหยิน-หยางแล้ว เชื่อว่าอาหารที่เรากินกันในแต่ละมื้อ แต่ละจานนั้น อาหารแต่ละชนิดก็มีกระบวนการย่อยที่แตกต่างกัน ฉะนั้น เราก็ต้องรู้จักเลือกกินเพื่อให้ระบบต่างๆ ในร่างกายได้ทำหน้าที่ของมันอย่างมีประสิทธิภาพ  ไทยดราก้อนนิวส์ เรามีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับวิธีเลือกกินแบบหยิน-หยางมาฝากกันค่ะ

อาหารประเภทแป้ง : ในวิธีการกินแบบหยิน-หยาง บอกว่า ไม่ควรกินแป้งกับอาหารที่มีน้ำตาลสูง หรืออาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด อย่างเช่นอาหารที่เรามักจะกินกันอยู่บ่อยๆ อย่างขนมปังกับแยม, ขนมปังทาเนยแล้วโรยด้วยน้ำตาล ส่วนอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด ก็อย่างเช่น เวลากินก๋วยเตี๋ยวแล้วต้องปรุงเครื่องด้วยน้ำส้มสายชูจนเปรี้ยวจี๊ด เป็นต้น เพราะทั้งน้ำตาลและรสเปรี้ยวของน้ำส้มสายชูที่มีฤทธิ์เป็นกรดนี้ จะเป็นตัวทำลายการผลิตและการหลั่งเอนไซม์ไทอะลิน อันเป็นตัวสำคัญในระบบการย่อยอาหารประเภทแป้งเลยทีเดียว

อาหารประเภทโปรตีน : อาหารที่ไม่ควรกินร่วมกับอาหารประเภทโปรตีนในมื้อเดียวกันก็ได้แก่ อาหารที่มีไขมันสูง, มีน้ำตาลสูง และอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดจำพวกผลไม้รสเปรี้ยวทั้งหลาย  เช่น อาหารจำพวกขนมปัง ไข่ดาว แฮม (American breakfast) แล้วตามด้วยน้ำส้มคั้น หรือกาแฟ ที่ใครหลายๆ คน ทำกันเป็นประจำ  ซึ่งกรดจากผลไม้รสเปรี้ยวอย่างน้ำส้มคั้นนี้ จะเป็นตัวทำลายการหลั่งน้ำย่อยที่ชื่อว่าเปปซิน ผู้ซึ่งมีหน้าที่ย่อยโปรตีน ทำให้หลังมื้ออาหารเรารู้สึกว่าอิ่มหรืออึดอัดอยู่บ้าง นั่นก็เพราะอาหารไม่ย่อยนั่นเอง  และสิ่งที่ลืมไม่ได้อีกอย่างในการกินอาหารประเภทโปรตีนก็คือ ไม่ควรกินอาหารโปรตีนต่างประเภทกันในมื้อเดียวเช่น การกินเนื้อวัวกับเนื้อไก่ ในอาหารมื้อเดียวกัน แต่ควรจะเปลี่ยนเป็น กินเนื้อวัวกับเนื้อหมูแทน หรือ การกินเนื้อหมูกับเนื้อไก่ ก็ควรจะเปลี่ยนมาเป็น เนื้อไก่กับเนื้อเป็ดแทน เป็นต้น

นมและของหวาน : อุปนิสัยในการกินของหลายๆ คน เมื่อกินอาหารคาว ก็ต้องตามด้วยของหวาน หรือผลไม้ปิดท้าย ซึ่งความคิดนี้ ตามวิธีของหยิน-หยางแล้ว บอกว่าไม่ควรทำอย่างยิ่งค่ะ เพราะจะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ช้าลง

รับเช้าวันใหม่กับสุขภาพที่ดีแบบ หยิน – หยาง

               -         เริ่มจากเมื่อตื่นนอนตอนเช้า แล้วดื่มน้ำอุ่นอย่างน้อย 1-2 แก้ว(ควรเป็นน้ำอุ่น หรือถ้าไม่สะดวกก็เป็นน้ำในอุณหภูมิปกติ ไม่ใช่น้ำเย็น) สำหรับแนวคิดนี้ นอกจากจะเป็นแนวคิดแบบของหยิน-หยางแล้ว ทั้งแพทย์และเภสัชกรเอง ต่างก็แนะนำค่ะว่า ตื่นมาให้ดื่มน้ำก่อนแปรงฟันอย่างน้อย 1 แก้ว เพราะจะช่วยให้บรรดาแบคทีเรียทั้งหลายที่หลับกันอยู่ในปากเมื่อคืนไหลลงไปพร้อมกับน้ำช่วยให้ระบบขับถ่ายทำได้สะดวกยิ่งขึ้นด้วย

              -         ต่อมาก็เป็นเรื่องการอาบน้ำค่ะ   หลังจากที่ร่างกายเราหลับมาทั้งคืน เมื่อตื่นตอนเช้าและจะอาบน้ำนั้น อุณหภูมิในร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน ดังนั้นเราควรจะอาบน้ำอุ่นเล็กน้อย เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสมดุลไม่ควรอาบน้ำที่เย็นจนเกินไป เพราะร่างกายจะปรับตัวไม่ทัน ซึ่งกรณีนี้มีบางรายถึงกับวิงเวียน หน้ามืด หรือช็อคไปเลยก็มีค่ะ

              -         ต่อมาเมื่อเราทำความสะอาดร่างกายเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงอาหารมื้อเช้ากัน  การกินมื้อเช้านั้น ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าสำคัญมาก เพราะจะเป็นมื้อที่มีผลระยะยาวต่อร่างกาย ซึ่งมื้อเช้าควรเป็นอาหารประเภทร้อนๆ อาทิ โจ๊ก ข้าวต้ม ต้มเลือดหมู หรืออย่างน้อยก็ควรได้ โอวัลติน น้ำเต้าหู้ เต้าฮวยน้ำขิงร้อนๆ สักแก้วก็ยังดี (แต่ไม่ควรเป็นชา หรือกาแฟ) เช่น การได้โอวัลตินร้อน กับขนมปังสักแผ่น (ถ้าจะให้ดีต่อสุขภาพยิ่งขึ้น เป็นประเภทโฮลวีตก็ดีค่ะ) เนื่องจากขนมปังถือเป็นกลุ่มอาหารหยาง เพราะเป็นประเภทแป้ง  ส่วนโอวัลตินร้อนถือเป็นกลุ่มอาหารหยิน  อย่างที่เราจะสังเกตเห็นกันบ่อยๆ ว่าคนจีนมักจะกินโจ๊กกับปลาท่องโก๋ในตอนเช้า ก็เปรียบเสมือนได้ทั้งอาหารหยิน และหยางไปพร้อมๆ กันค่ะ

แม้เราจะได้รู้แล้วว่าการกินแบบหยิน-หยาง นั้นดีต่อสุขภาพอย่างไร แต่หลายคนคงยังสงสัยอยู่ว่า แล้วเราจะแยกประเภทอาหารได้อย่างไรว่า อะไรคือหยิน และอะไรคือหยาง   เรามีตัวอย่างการแยกประเภทของอาหารทั้งสองแบบมาฝากกันด้วยค่ะ

อาหารประเภทหยิน : คืออาหารที่เมื่อกินเข้าไปแล้วให้ความรู้สึกเย็น และมีรสชาติขม เปรี้ยว และเค็ม เช่น ผลไม้และผักต่างๆ อย่างแตงโม กล้วย ส้ม อ้อย องุ่น มะละกอ สัปปะรด มะพร้าว สาลี่  ถั่วเขียว ถั่วฝักยาว ถั่วเหลือง แตงกวา มะเขือเทศ บวบ ขึ้นฉ่าย และข้าวโพด เป็นต้น    ส่วนเนื้อสัตว์ก็ได้แก่ ปู เป็ด ห่าน หอยนางรม เป็นต้น รวมไปถึงกรรมวิธีในการปรุง ก็ควรเป็นการต้ม นึ่ง และการตุ๋น

อาหารประเภทหยาง : คืออาหารที่กินแล้วให้ความรู้สึกร้อน มีรสชาติเผ็ด หวาน  ได้แก่ เครื่องเทศต่างๆ ขิง พริกไทย กระเทียม ผักชี หัวหอม งาดำ และเนื้อสัตว์จำพวกเนื้อวัว หรือเนื้อไก่ รวมไปถึงอาหารที่มีกรรมวิธีจากการปรุงด้วยการทอด ย่าง และรมควัน เป็นต้น  โดยเฉพาะอาหารประเภทเนื้อสัตว์หากกินในปริมาณที่มากเกินไปในแต่ละมื้ออาหาร รวมไปถึงการดื่มน้ำอัดลมระหว่างรับประทานอาหารด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้เลือดมีความเป็นกรดมากขึ้น ควรเลือกกินเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อปลาจะดีกว่า เพราะการกินเนื้อวัวในแต่ละครั้ง หากมีปริมาณมากเกินไปนั้น ร่างกายจะใช้เวลาในการย่อยประมาณ 4 วัน หรือเนื้อหมูจะใช้เวลาในการย่อยนานถึง 3 วัน

โรคหยิน : จะมีอาการไม่สดใส ไม่มีแรง ไม่กระหายน้ำ หน้าซีด แขน-ขาเย็น เสียงเบา หายใจเบา ชีพจรเต้นช้า ปัสสาวะมากและใส อุจจาระน้อยและเหลว ท้องอืด ลิ้นบวมและซีด

โรคหยาง : จะมีอาการหน้าแดง ตาแดง เสียงดัง ตัวร้อน หายใจแรง หยุดหงิด-กระวนกระวาย เจ็บคอ คอแห้ง ท้องผูก ชีพจรเต้นเร็ว ลิ้นมีสีเข้มและแห้ง ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม

              รู้อย่างนี้แล้วจะเลือกกินอะไรก็ให้ระวัง ให้มีสติในการกิน แต่คงไม่ต้องถึงกับจำกัด หรือตั้งกฎเกณฑ์อะไรมากนัก เพราะถึงอย่างไร อาหารทุกอย่างก็มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งนั้น เพียงแต่กินให้ถูกเวลา ถูกวิธี และให้พอเหมาะกับความต้องการของร่างกายก็เพียงพอแล้ว เพราะหากเราไปจำกัดอะไรมากเกินไป สิ่งที่จะลงไปในกระเพาะของเราคงไม่ใช่แค่อาหาร แต่จะเป็นโรคเครียดลง กระเพาะแทนก็เป็นได้ .... “YOU ARE WHAT YOU EAT” ....



อ่านจบแล้ว ตื่นมาพรุ่งนี้อย่าลืมทานอาหารเช้ากันด้วยนะคะ ^___^




 

Create Date : 27 กันยายน 2555
1 comments
Last Update : 27 กันยายน 2555 19:04:14 น.
Counter : 3287 Pageviews.

 

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆค่ะ

 

โดย: AsWeChange 27 กันยายน 2555 19:42:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


sasiploy
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




++เป็นคนที่พึ่งพาได้++

เกื้อกูลโดยมิก้าวก่าย

และไม่หวังอยากได้อะไรคืน

Friends' blogs
[Add sasiploy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.