The British School of Bangkok(Topsy Turvy International school)

วันนี้เราสามคนพ่อแม่ลูกไปดูโรงเรียน Topsy Turvy International school หรือชื่อเป็นทางการว่า The British School of Bangkok มาค่ะ
โรงเรียนอยู่ที่สุขุมวิทซอย 4 นี่เองค่ะ หาไม่ยากเท่าไหร่
โรงเรียนนี้ก่อตั้งมาประมาณ 20 ปีแล้วค่ะ แต่สภาพแวดล้อมโดยรวมก็ดูดีอยู่ค่ะ ไม่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาล (อายุประมาณ 1ขวบครึ่ง -3ขวบ) จนถึงชั้น year 6 (อายุ 10-11ปี น่าจะประมาณ ป.5 บ้านเราค่ะ)

ดูชื่อก็รู้แล้วว่าต้องเป็นหลักสูตรของอังกฤษ ^^ บรรยากาศการเรียนการสอนก็จะคล้ายๆกันกับโรงเรียนนานาชาติอื่นๆค่ะ คือเน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง ให้เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน อัตราส่วนครูต่อนักเรียนค่อนข้างมาก และมีนักเรียนต่อห้องน้อย นักเรียนที่นี่มีผสมผสานหลากหลายชาติทั้งตะวันออกตะวันตกค่ะ และคุณครูก็เป็น native speaker ตอนเราไปเป็นชั่วโมงแรก ทุกห้องจะเรียนภาษาไทยสอนโดยคุณครูคนไทยค่ะ

สิ่งที่ชอบในโรงเรียนก็คือบรรยากาศร่มรื่นค่ะ มีต้นไม้ใหญ่น้อยเต็มไปหมด มีสนามเด็กเล่นแยกกันระหว่างเด็กเล็กเด็กโตด้วย มีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ สนามบอล ที่ชอบมากคือห้องยิมค่ะ ที่ผนังด้านนึงมีที่ให้เด็กปีนหน้าผาจำลองด้วย แต่ที่นี่ไม่มีสนามเด็กเล่นในร่มเหมือนบางโรงเรียนนะคะ คุณครูบอกว่าไม่ต้องห่วงเพราะเด็กๆจะไปห้องสมุดแทนถ้าฝนตก
ที่นี่จะเน้นให้เด็กออกกำลังกายดีค่ะ มีการจัดการแข่งขันกีฬาภายในบ่อยๆ และส่งไปแข่งขันภายนอกด้วยค่ะ

ถ้าใครมีลูกเล็กแล้วอยากพาไปลองเข้ากลุ่มดูก็ได้ค่ะ เค้ามีทุกวันอังคารบ่าย ประมาณสองชั่งโมง (ไม่แน่ใจนะคะ) ครั้งละสามร้อยบาทค่ะ โทรไปถามก่อนก็ได้ค่ะ 02-6568224, 02-6569961

Application fee 2,000 Bt
Registration fee 65,000 Bt
Tuition fee (per term, three term per year)
from nursery to year 6 60,250-102,800 Bt
Development fund 3,500 Bt/yr
Lunch 6,500/term
School bus 21,500/term




 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2553   
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2553 18:39:48 น.   
Counter : 3587 Pageviews.  


Anglo Singapore International School

วันนี้มีนัดไปงาน Open House ของ Anglo Singapore International School ค่ะ นัดกันเวลาประมาณ 10.30 น. แต่เห็นว่าออกจากบ้านเช้า มีเวลาเหลือเฟือ เลยไปดูโรงเรียนที่อยู่ในซอยใกล้ๆกันด้วย จะได้ไม่เสียเที่ยวค่ะ^^


เราเริ่มจากไปโรงเรียนอนุบาลของเด็กเกาหลีที่ซอยสุขุมวิท 31 ค่ะ
ที่นี่เป็นโรงเรียนอนุบาลที่อยู่ในโบสถ์ คุณครูและเด็กนักเรียนทั้งหมดเป็นเกาหลี หรือลูกครึ่งไทยเกาหลี สื่อการเรียนการสอนค่อนข้างทันสมัยค่ะ เพราะนำมาจากเกาหลีทั้งหมด อ้อ สอนในแนวมอนเตสค่ะ สัดส่วนนักเรียนต่อคุณครูก็ไม่เยอะค่ะ ดูแลนักเรียนได้ทั่วถึงดี ข้อเสียก็จะมีที่ตัวอาคารและระบบปรับอากาศค่อนข้างเก่าค่ะ ทำให้มีกลิ่นอับๆ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเราเลย ค่าเล่าเรียนไม่แพงมากค่ะ 9000 บาท ต่อเดือน ซึ่งรวมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในนี้หมดแล้วค่ะ(แม้แต่ค่ารถโรงเรียนด้วยค่ะ)


ต่อมาเราก็เดินผ่านโรงเรียน Ivy Bound International school และอนุบาลอัสสรัตน์ ก็เลยขอเข้าไปเยี่ยมชม แต่เนื่องจากเราไม่ได้นัดไว้ก่อน ก็เลยขลุกขลักเล็กน้อย เพราะปกติต้องเป็นคุณครูใหญ่พาชม และพูดคุยกับเราค่ะ แต่ก็ได้ผู้ช่วยคุณครูใหญ่มาพาชมสถานที่แทน(ทราบภายหลังว่าเป็นเจ้าของโรงเรียนค่ะ)

โรงเรียนนี้เหมือนเป็นสองโรงเรียนที่อยู่ในตึกเดียวกันน่ะค่ะ เด็กๆจะแยกห้องเรียนกัน ขึ้นกับว่าคุณจะเลือกระบบไทยหรืออินเตอร์ โรงเรียนไทยก็จะมีคุณครูมาจากอนุบาลจุไรรัตน์ซึ่งปิดไปแล้วย้ายมาค่ะ(เจ้าของเป็นญาติกันค่ะ)
ส่วนอินเตอร์นี่ ทางเจ้าของโรงเรียนซึ่งเป็นพี่น้องครอบครัวอัสสรัตน์เป็นคนวางหลักสูตรเอง เนื่องจากได้ไปศึกษาด้านการศึกษาโดยตรงมาจาก Harvard ค่ะ

ความประทับใจแรกหลังจากที่เข้าไปในโรงเรียนคือ ความสะอาดค่ะ สะอาดและมีระเบียบมาก(จนไม่น่าเชื่อว่าเป็นโรงเรียนเด็กอนุบาลเลยค่ะ) เจ้าของเน้นมากว่าอยากให้เหมือนเป็นบ้านหลังที่สองของเด็กๆจริงๆ และจำนวนเด็กต่อห้องก็น้อยมากค่ะ อุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนต่างๆก็ดูน่ารักน่าเรียนมาก แม้แต่อาหารก็ดูน่าทานค่ะ(เอ้อ อันนี้ความเห็นส่วนตัวค่ะ^^)
เดินผ่านห้องพักครู ก็เห็นคุณครูกำลังขะมักเขม้นเตรียมการสอนกันใหญ่ เห็นว่ามีการพูดคุยกันระหว่างคุณครูเรื่องการเตรียมการสอนอยู่ตลอดด้วย และคุณครูที่นี่ก็มีวุฒิการศึกษาทางด้านที่จะสอนโดยตรงทุกคนเลยค่ะ

ตอนนี้ทางโรงเรียนกำลังก่อสร้างตึกใหม่อยู่ ถ้าเสร็จก็คงเป็นโรงเรียนที่มีพื้นที่สีเขียวกว้างขวางเพียงพอให้เด็กๆวิ่งเล่นสบายเลยค่ะ (ตอนนี้ก็กว้างค่ะ) ได้เห็นแบบแปลนของตึกที่กำลังสร้าง ดูทันสมัย ไม่เหมือนโรงเรียนอนุบาลเลยค่ะ (เห็นบอกว่าคนออกแบบเป็นสถาปนิกที่มีชื่อเสียงมากค่ะ ออกแบบแต่คอนโดและโรงแรมหรูๆ)

ถ้าหากใครอยากพาลูกไปเข้าเรียนที่นี่ ก็ติดต่อขอเยี่ยมชมเลยค่ะ ทางโรงเรียนต้อนรับดีมาก และจะได้พูดคุยกับคุณครูใหญ่ด้วย นัยว่าที่นี่คนให้ข้อมูลทุกอย่างจะเป็นคุณครูใหญ่เท่านั้นค่ะ เราสอบถามเกี่ยวกับค่าเล่าเรียน ก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ค่ะ (แต่กลับมาเสริชหาในกูเกิ้ล ก็แพงทีเดียวค่ะ) และจะต้องมีการพูดคุยกับผู้ปกครองเพื่อดูว่าแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาลูกตรงกันกับทางโรงเรียนด้วยหรือเปล่าค่ะ คล้ายกับว่าเราเลือกโรงเรียน โรงเรียนก็เลือกเราด้วยค่ะ

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

จากนั้นเราก็เดินต่อไปยังโรงเรียน Anglo Singapore International School ค่ะ(ไม่รู้เดินไปได้ยังไง ถึงโรงเรียนเหงื่อตกเลยค่ะ)
เราไปถึงช้าไปเล็กน้อย งานก็ได้เริ่มไปบ้างแล้ว ผู้ปกครองมากันเต็มห้องเลยค่ะ มีทั้งคนไทย ญี่ปุ่น และเกาหลี(คงมีชาติอื่นๆอีกด้วยค่ะ แต่ไม่เห็นมีชาวตะวันตก)

ก็มีคุณครูผู้รับผิดชอบการสอนวิชาต่างๆมาพูดถึงรายวิชาที่ตัวเองรับผิดชอบ และคุณครูใหญ่ก็พูดถึงโรงเรียนโดยรวมๆ นับว่าเป็นโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนเข้มข้นตามแบบสิงคโปร์จริงๆค่ะ ถ้าผู้ปกครองคนใดสนใจอยากให้ลูกมีพื้นฐานคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาที่แข็งแกร่งแล้วล่ะก็ โรงเรียนนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะด้านภาษาจะได้เรียนรู้ถึงสามภาษาตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลเลยทีเดียวค่ะ คือได้ทั้งไทย อังกฤษ และภาษาที่สามเลือกได้ทั้งจีน ญี่ปุ่น หรือเกาหลี มีการพูดถึงการส่งนักเรียนไปประกวดแข่งขัน และได้รางวัลต่างๆมากมายกลับมา ประมาณว่าเป็นการวัดผลสัมฤทธิทางการศึกษาได้ทางหนึ่ง

อยากจะบอกว่าถ้าหากสนใจโรงเรียนใด ขอติดต่อเยี่ยมชมเป็นการส่วนตัวดีกว่าค่ะ เพราะงานแบบนี้ อาจมีข้อดีคือได้เจอคุณครูหลายๆท่านในครั้งเดียว แต่ข้อเสียคือมันดูวุ่นวายไปหมดเลยค่ะ โดยเฉพาะมีบางท่านนำเด็กเล็กๆมาด้วย โดยธรรมชาติของเด็กก็ไม่เหมาะกับการมาอยู่ห้องเล็กๆ และไม่มีอะไรให้เค้าทำ เค้าก็ส่งเสียงงอแงกันใหญ่ ฟังคุณครูแต่ละท่านไม่รู้เรื่องเลยค่ะ(โดยเฉพาะภาษาอังกฤษเราก็ไม่แข็งแรงมาก และวันนี้ก็ได้ฟังสำเนียงอังกฤษต่างๆมากกว่าห้าแบบ^^)

จากนั้นก็เป็นการพาเดินชมรอบๆโรงเรียน ถือว่าเป็นโรงเรียนที่ขนาดกลางๆค่ะ มีนักเรียนประมาณชั้นละหนึ่งถึงสองห้อง ห้องละสิบถึงยี่สิบคนเท่านั้น รวมทั้งโรงเรียนประมาณสามร้อยคนได้ค่ะ มีสนามฟุตบอล,สนามบาสกลางแจ้ง และสนามเด็กเล่นของเด็กอนุบาล อ้อ มีสระว่ายน้ำเล็กๆด้วยค่ะ(น่าจะเป็นของเด็กอนุบาลค่ะ)

ตอนเดินชมก็ไม่เป็นระเบียบนักค่ะ คล้ายกับใครอยากดูอะไรก็ดูไปมากกว่า เนื่องจากเดินกันเป็นกลุ่มใหญ่มาก(น่าจะประมาณห้าสิบกว่าคนได้)เดินใกล้คุณครูคนไหนก็ถามคนนั้น แต่คำตอบที่ได้อาจจะไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมดของโรงเรียนน่ะค่ะ เรากับแฟนก็เลยใช้วิธีสังเกตเอาเอง โดยให้ความสำคัญกับชั้นอนุบาลมากกว่าชั้นอื่น

ห้องเรียนของอนุบาลก็ไม่ใหญ่มากค่ะ ติดแอร์ ที่นี่ไม่มีการนอนกลางวันค่ะ และเวลาทานอาหารจะไปทานที่โรงอาหารค่ะ(ซึ่งเราไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ค่อนข้างทึบและเพดานเตี้ย รู้สึกอึดอัดมากค่ะ นักเรียนทั้งโรงเรียนสลับเวลากันทานอาหารค่ะ)

ถ่ายรูปตารางสอนของเด็กชั้นเตรียมอนุบาลมาด้วย ดูค่อนข้างแน่นมาก แต่คุณครูบอกว่าเป็นการเรียนผ่านการเล่นมากกว่าค่ะ เพราะฉะนั้นเด็กจะไม่เครียดอย่างที่คิดค่ะ(โห แต่เราแอบเครียดแทนเด็กที่เรียนเหมือนกันนะ ตั้งแต่เช้ายันบ่ายสองเลยอ่ะ ไม่มีนอนกลางวันด้วย นี่ขนาดเตรียมอนุบาลนะเนี่ย --') แต่ถ้าใครชอบแนววิชาการละก็ ที่นี่ใช่เลยค่ะ ไปเรียนต่อโรงเรียนไหนๆก็ได้เลยค่ะ แต่แฟนเราบอกว่าอยากให้เด็กได้มีชั่วโมงพละ เล่นกีฬามากกว่านี้หน่อยค่ะ

ถ้ามีชั่วโมงเรียนภาษาหรือมอนเตส เด็กจะย้ายห้องเรียนไปเรียนอีกที่นึงค่ะ อย่างตอนเรียนภาษาก็จะแยกกันไปเรียนตามที่เลือกเรียนไว้
ค่าเล่าเรียนของที่นี่ก็ถือว่าไม่แพงมากเมื่อเทียบกับนานาชาติหลักสูตรอังกฤษหรืออเมริกา ประมาณ 200,000 บาทต่อปี




 

Create Date : 12 ตุลาคม 2553   
Last Update : 13 ตุลาคม 2553 16:24:18 น.   
Counter : 7674 Pageviews.  


KiddyKare International Kindergarten

วันนี้พาคุณลูกกับคุณสามีไปเยี่ยมโรงเรียนอนุบาลมาค่ะ
เนื่องจากตอนนี้ลูกเราสองขวบแล้ว เรากับแฟนก็เลยคิดกันว่าจะตระเวนดูโรงเรียนให้ลูกไปเรื่อยๆแบบไม่ต้องรีบ เป็นการเปิดหูเปิดตาพ่อแม่ในแนวทางการให้การศึกษาในปัจจุบันด้วย

วันนี้เราพากันไปโรงเรียนอนุบาลนานาชาติ KiddyKare ที่เลือกโรงเรียนนี้เพราะใกล้บ้าน และเป็นทางผ่านที่เราจะพาลูกไปเล่นที่ Fun Arium ด้วยค่ะ

พอไปถึงก็พบว่าเป็นโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ เหมือนบ้านชั้นเดียว
คุณครูใหญ่ออกมาต้อนรับและให้ข้อมูลด้วยตัวเองด้วยความกระตือรือร้นมากๆ
โรงเรียนตั้งมาประมาณสิบหกปีแล้ว และมีเฉพาะชั้นอนุบาล และก็เป็น international จริงๆ คือมีเด็กๆจากหลากหลายชาติมาเรียนรวมกัน มีชั้น Nursery toddler K1 K2 K3 อย่างละห้องเองค่ะ
รวมทั้งโรงเรียนไม่น่าจะเกินหกสิบคน
ที่นี่ใช้หลักสูตรของอังกฤษ และแนวทางการเรียนการสอนเป็นแบบ project approach

คุณครูพาเราเดินดูรอบๆบริเวณโรงเรียน และแต่ละห้องเรียน
ระหว่างนี้เจ้าตัวน้อยของเรานั่งเล่นของเล่นอย่างสบายใจ ไม่มีอาการติดแม่เหมือนอย่างเคยเลยแฮะ
เราไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดูด้วยเนื่องจากเกรงว่าทางโรงเรียนจะไม่อนุญาต (ความจริงไม่ได้ขอค่ะ) แต่จะเล่าให้เห็นภาพคร่าวๆนะคะ

โรงเรียนไม่ใหญ่มาก แต่ก็มีทุกอย่างค่อนข้างครบค่ะ
มีสนามเด็กเล่นทั้งส่วนที่เป็นสนามหญ้าเล็กๆ สนามทราย(เล็กกว่า) และเครื่องเล่นบนพื้นกันกระแทก เห็นเด็กๆออกมาเล่นกัน ดูมีความสุขม๊ากมาก อยากไปเป็นเด็กอีกจัง

ฝั่งตรงข้ามสนามก็เป็นส่วนรับประทานอาหารของเด็กๆ และโรงเรียนมีห้องครัวเองด้วยค่ะ

พอเดินเข้าไปอีกจะเป็นสระว่ายน้ำตื้นๆ สำหรับเด็กเล็กโดยเฉพาะ
ที่นี่(เล่น)ว่ายน้ำอาทิตย์ละสองครั้ง เป็นส่วนหนึ่งในตารางสอนเลย
แต่ถ้าเด็กคนไหนไม่สบายไม่อยากเล่นก็ได้ คุณครูอาจจะพาไปเล่นที่อื่น หรือไปห้องสมุดก็ได้ค่ะ

ด้านหลังโรงเรียนถัดจากสระว่ายน้ำเข้าไป
ก็จะเป็นแปลงปลูกผักเล็กๆ มีชื่อเขียนติดไว้ด้วยว่าของใคร
พอเดินอ้อมไปอีกหน่อย ก็จะมีลานเล็กๆ (ทุกอย่างเล็กหมดค่ะ)
สำหรับเด็กๆออกกำลังกายและเล่นเกม
และข้างๆกัน จะมีกรงกระต่าย และอ่างเลี้ยงปลาด้วย
โรงเรียนอยากให้เด็กรักธรรมชาติ และได้ลงมือปฏิบัติจากของจริงค่ะ

พอมาดูห้องเรียนแต่ละห้อง ก็น่ารักมากๆค่ะ มีผลงานเจ้าตัวเล็กติดเต็มไปหมด มีของเล่น อุปกรณ์การเรียน(การเล่น) และชั้นหนังสือในห้อง
และมีห้องน้ำสำหรับเด็กอยู่ข้างๆ
มีห้องดนตรี ห้องสมุด ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องภาษาไทยด้วยค่ะ

วันนี้เราได้ดูการเรียนการสอนของชั้น nursery กับ toddler ด้วย
สองชั้นนี้มีนักเรียนแค่ 6 และ 8 คน ตามลำดับ
มีคุณครู 1 คน กับผู้ช่วยคุณครู 2 คน
คุณครูโรงเรียนนี้ดูรักเด็ก และดูมีจิตวิทยาที่ดีเชียวค่ะ
(ตอนว่ายน้ำคุณครูก็ไปว่ายกับเด็กด้วยค่ะ)
แต่ถ้าเป็นชั้นโต ก็จะมีเด็ก 12-15 คน ต่อ คุณครู 1 คน ผู้ช่วย 1 คน
ครูที่นี่มีทั้งหมดห้าคน ก็นานาชาติเหมือนกันค่ะ
มีคุณครูชาวอังกฤษ, ไทย-อเมริกัน, สเปน-ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์-อินเดีย
อีกคนนึงเราจำไม่ได้ และคุณครูใหญ่เป็นไทย-อินเดียค่ะ

ลูกชายเราตอนแรกก็ไปเข้าห้อง toddler เพราะเห็นว่าสำหรับเด็ก 2-3 ขวบ
ไปทำแป้งโดว์กัน ดูน่าสนุกมาก แต่ลูกชายเราไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมเท่าไหร่
คุณครูเลยบอกว่าเค้าน่าจะเหมาะกับชั้น nursey มากกว่า (อายุ 18 เดือน-2 ปี)
ก็ดูเค้าสนุกกว่าจริงๆ ไปเล่นร้องเพลง ฟังคุณครูเล่านิทาน
แล้วก็ไปเล่นที่สนาม ไม่อยากกลับบ้านเลย

สุดท้ายสำหรับโรงเรียนนานาชาติที่ทำใจยากสำหรับพ่อแม่ที่ทุนทรัพย์น้อยอย่างเราก็คือเรื่องค่าเล่าเรียน
ที่นี่ก็ไม่น่าจะต่างจากที่อื่นมากนัก คือ
Registration fee 40,000 Baht (now 10,000 Baht)
Tuition fee (per term) : Inclusive of Music, Dance and Swimming)
Nursery 59,900 Baht
Toddler 61,000 Baht
K1 69,200 Baht
K2 75,500 Baht
K3 77,800 Baht
Uniform fee รวมๆแล้วไม่เกิน 3,000 Baht
Lunch (per term) 4,900 Baht
School Bus (optional) depends on distance 13,600-27,600 Baht

ที่นี่มีพาไปทัศนศึกษาด้วยค่ะ เทอมละหนึ่งครั้ง แต่เราลืมถามคุณครูว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือเปล่า
และมีการแสดงเวลาจบการศึกษา อันนี้น่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนะคะ (เดาเอาเอง)

โดยรวม สำหรับเราแล้ว เราชอบนะคะโรงเรียนนี้ ให้คะแนนประมาณ 8-9 เต็ม 10 ละกัน บรรยากาศดูอบอุ่นและเป็นมิตร และส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ดีค่ะ กิจกรรมต่างๆ และการเรียนการสอนก็ดูน่าสนใจไปหมด และเด็กๆน่าจะได้ใช้ภาษาอังกฤษจริงๆ เพราะเด็กไทยไม่เยอะ มีหลายหลายเชื้อชาติดีค่ะ

ข้อเสียสำหรับเราคือ แฮ่ แฮ่ แพงจังค่ะ ปีนึงตกประมาณ 250,000-300,000 บาทได้ค่ะ (แต่คิดว่าโรงเรียนนานาชาติอื่นๆ ก็น่าจะใกล้เคียงกัน หรือแพงกว่าค่ะ) และสนามเล็กไปหน่อยค่ะ วิ่งเล่นไม่มันเลย (แต่ดูตอนที่เด็กออกมาวิ่งเล่นกันหมด ก็ไม่แน่นมากค่ะ อันนี้คงเป็นความรู้สึกของเราคนเดียว)
อีกข้อคือ ห้องเรียนติดแอร์ค่ะ จริงๆเราก็รู้ว่าเด็กๆขี้ร้อน
แต่ลูกเราเป็นหวัดง่ายมากค่ะ ก็เลยอยากให้เรียนแบบไม่มีแอร์มากกว่า
(แต่ไม่รู้จะร้อนขนาดไหนเนอะ)

อาทิตย์หน้านัดกับโรงเรียนสิงคโปร์ไว้ค่ะ
และจะมาเล่าให้ฟังนะคะ




 

Create Date : 01 ตุลาคม 2553   
Last Update : 1 ตุลาคม 2553 16:56:03 น.   
Counter : 1803 Pageviews.  



เลนนี่เด็กหน้าจอ
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add เลนนี่เด็กหน้าจอ's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com