Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2551
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
15 พฤษภาคม 2551
 
All Blogs
 
โลกาภิวัตน์...โลกาพินาศ



by KaaMMITtaa.


คำนำ


     เรื่อง เรื่อง “โลกาภิวัตน์ โลกาพินาศ”เป็นบทความที่ได้เขียนขึ้น เมื่อ ปี พ.ศ.2520 ในขณะที่ได้มีส่วนเขียนบทความ ที่เกี่ยวกับ ข้อคิด ความเห็น ทางด้านสังคมจิตวิทยา การเมือง ในฐานะเป็นกองบรรณาธิการฝ่ายวิชาการคนหนึ่ง ในนิตยสาร 100 วัตต์ เขียนบทความลงเป็นประจำทุกสองเดือน ซึ่งขณะนั้น ผู้เขียนพร้อมกับนักวิทยุสมัครเล่นย่านฝั่งธนฯกลุ่มหนึ่ง ได้ช่วยรณรงค์ให้มีการเปลี่ยนแปลง กฎ ระเบียบ ที่ใช้ควบคุมกิจการวิทยุสมัครเล่นในสมัยนั้น โดยที่ผู้เขียนมีหน้าที่เขียนบทความ ลงในหนังสือพิมพ์ มติชน และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ แสดงความคิดเห็นคัดค้าน กฎ ระเบียบ ที่ออกมาควบคุมการซื้อ การมี และการใช้ วิทยุสื่อสารมากเกินไป โดยอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะในหน่วยงานราชการฝ่ายเดียวเท่านั้น ทำให้ประชาชนอย่างสมาชืกนักวิทยุสมัครเล่น และผู้ที่ อาสาสมัครเข้ามาช่วยเหลือสังคมร่วมกับหน่วยราชการ ไม่สามารถนำวิทยุสื่อสารมาใช้งานเพื่อประโยชน์ในสังคมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การควบคุมการใช้วิทยุสื่อสารในยุคนั้น เพราะรัฐบาลกลัวภัยจากคอมมิวนิสต์ มากเกินไป

     การใช้วิทยุสื่อสารของประเทศไทยในยุคเผด็จการ(สมัยนั้น) การออกกฎหมายเป็นเรื่องที่ล้าหลังสุดขั้ว หากจะเปรียบเทียบ ความเจริญด้านอุปกรณ์การสื่อสาร ซึ่งเริ่มที่จะมีโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้ามาใช้ในเมืองไทยแล้ว (ด้วยชนิด คลื่น 470 เม็กกะเฮิร์ต) แม้จะยังไม่แพร่หลายเนื่องจาก เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังมีราคาค่อนข้างแพง และโครงข่ายก็ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ภัยที่น่ากลัว น่าจะเป็นภัยที่เกิดจากการอนุญาตให้มี ให้ใช้โทรศัพท์เคลือนที่มากกว่า ภัยที่เกิดจากการใช้วิทยุสื่อสาร เพราะการใช้วิทยุสื่อสารสามารถดักฟังได้ง่าย การตรวจสอบ ติดตามการใช้คลื่นความถี่ก็สามารถทำได้ง่ายกว่า

ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ สามารถสื่อสารกันในระหว่างเครื่องต่อเครื่องเท่านั้น ไม่สามารถดักฟังได้ ส่วนวิทยุสื่อสาร สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในสังคมทางด้านต่างๆได้อย่างมากมายมหาศาล เช่น การก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ การถ่ายทำภาพยนตร์ การใช้ประสานงาน การบรรเทาภัยพิบัติและ กิจกรรมต่างๆมากมาย ส่วนโทษที่อาจจะเกิดขึ้น รัฐฯสามารถใช้กลไก และมีเครื่องมือที่ทันสมัยเข้าติดตาม ตรวจสอบการใช้งานได้อยู่แล้ว ดังนั้นการมี กฎ ระเบียบ ที่ควบคุมการใช้วิทยุสื่อสาร ในกิจการวิทยุสมัครเล่น จึงเป็นเรื่องที่ ตลก จนกระทั่งต่อมา กรมไปรษณีย์โทรเลขได้แก้ไข และเปิดโอกาสให้มีการนำเข้าวิทยุสื่อสารชนิดมือถือ จำหน่าย ซื้อ และใช้ได้อย่างกว้างขวาง จนบัดนี้

..........ในขณะที่โลกวัตถุรอบตัวเรา ก้าวไปถึงไหนแล้ว แทนที่จะพัฒนาด้านจรรยาบรรณ คุณธรรมของคน ควบคู่ไปกับความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเท็คโนโลยี่ เรากลับควบคุมการใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง การพัฒนาทางด้านวัตถุ เป็นเรื่องที่หยุดยั้งไม่ได้กับกระแสโลกาภิวัฒน์ รัฐจะต้องเร่งรัดให้ความสำคัญด้านการศึกษา การให้ความรู้ ปลูกฝัง ด้านคุณธรรม จริยธรรม ของมนุษย์ให้เท่าเทียมกับความเจริญด้าน วิทยาศาสตร์และเท็คโนโลยี่ควบคู่ไปกับการพัฒนาขีดความสามารถของกลไกภาครัฐ ในการป้องกัน และปราบปราม การนำเอาไปใช้งานในทางที่เป็นภัยต่อสังคม เสมือนโปลิศต้องมีหน้าที่ไล่จับขโมยให้ได้ฉันใดฉันนั้น อย่าบอกว่า นะ ว่าต้องให้ขโมยหยุดเพื่อให้โปลิศจับ นั้นคงยาก

กระแสโลกาภิวัตน์ในช่วงนั้นเริ่มเห็นผลกระทบทางสังคมจิตวิทยาได้อย่างชัดเจนขึ้น ผู้เขียนจึงได้เขียนบทความเรื่อง “โลกาภิวัตน์ โลกาพินาศ” ขึ้น ขึ้น เพื่อชี้ให้เห็นถึงเหตุ และผลกระทบด้านลบ ของกระแสโลกาภิวัฒน์ ซึ่ง เป็นความจำแล้วที่เราจะต้องเร่งรีบ ส่งเสริม ด้านจรรยาบรรณ จริยธรรม คุณธรรม และจิตสำนึกสาธารณะ ในสังคมควบคู่ไปกับ วิทยาศาสตร์และเท็คโนโลยี่ แต่ปรากฏว่า ทุกวันนี้ เราเองกลับให้ความสำคัญแต่ความรู้ ทางด้านการพัฒนา ส่งเสริมการเรียนการสอน แสวงหา ไขว่คว้าดิ้นรน แข่งขัน การมี การใช้ด้านวิทยาศาสตร์และเท็คโนโลยี่ อย่างขนานใหญ่

แต่ตรงกันข้าม เรากลับเหินห่างลดความสำคัญ ทางด้านการเรียนการสอน คุณธรรม จริยธรรม และวิชาที่ว่าด้วยหน้าที่พลเมือง และศีลธรรม อย่างน่าเสียดาย แบบนี้ สังคมมันถึงได้ วิปริต แปรปรวน วุ่นวาย สับสน จิตใจเด็ก เยาวชน ผู้คนในยุคนี้ มันถึงได้ ดุดัน โหดเหี้ยม ปานสัตว์ป่า อย่างไร อย่างนั้น อย่างที่เราเห็น เป็นข่าวทุกวัน

     ในขณะนั้น ปัญหาเรื่องโลกร้อน ยังไม่ฮิต สังคมยังไม่ให้ความสำคัญุถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างจริงจัง ข้อเขียนนี้ทางนิตยสารอาจจะไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น และอาจจะเกรงว่าจะทำให้ กระต่ายที่นอนหลับอยู่ ต้องพลอยสะดุ้งตื่นกลัวไปเปล่าๆ หรืออาจเข้าตำรา ยังไม่เห็นโลงศพ จึงยังไม่หลั่งน้ำตา ผู้เขียนจึงมิได้นำลง จนกระทั่งต้นฉบับได้สูญหายไป แต่ผู้เขียนยังได้ให้ความสนใจ เรื่องวิกฤติการณ์ของโลก และสภาวะสิ่งแวดล้อม อันเกิดจากความเจริญทางด้านวัตถุ เท็คโนโลยี่ และพฤติกรรมการบริโภค รวมทั้งการดำเนินชีวิตและการใช้ทรัพยากรของมนุษย์ที่ฟุ่มเฟือย ความเห็นแก่ตัวความละโมบของมนุษย์ ความก้าวร้าว รุนแรง ความขัดแย้งทางความคิด


     นอกจากมนุษย์จะรุกรานธรรมชาติที่เราอาศัยอยู่ แล้ว มนุษย์ยัง รุกรานมนุษย์ด้วยกันเอง จึงส่งผลให้อุณหภูมิของโลกรอบตัว และอุณหภูมิความเร่าร้อนในจิตใจของมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย

     เรื่องโลกร้อน เป็นเพียงกระแสการตื่นตัวของมนุษย์ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งพอมนุษย์เริ่มที่จะเคยชินกับสภาวะโลกร้อน เมื่อปรับตัวได้สักระยะหนึ่ง เราก็จะลืมเรื่องโลกร้อนทันที ไม่สนใจกับมัน ก็คงเหมือนกับกระแสความตื่นกลัว เรื่องน้ำท่วมโลก และเรื่อง สะเก็ดดาววิ่งชนโลกที่เคยเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ แต่ใช่ว่า ภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ จะหมดไปก็หาไม่ หากมันจะเพิ่มดีกรีของความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้นมันก็จะเงียบ และก็หยุดสงบนิ่งเหมือนกับว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มนุษย์ก็จะชาชินไปกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเหล่านี้ไปเอง อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ความตื่นกลัวนี้ บางทีกลับเป็นโอกาสให้มนุษย์หัวใส หัวการค้า ใช้เป็นช่องทางทำมาหากิน ถึงขนาดบางคนทำเป็นธุรกิจ การค้า หรืออาจถึงขั้นหลอกลวงประชาชนบนความวิบัติของมนุษย์ด้วยกันเอง และในที่สุดตนเองนั่นแหละก็คงหนีไม่พ้นชะตากรรมนี้เช่นกัน นี่แหละมนุษย์..!

     ต้นเหตุแห่งการเกิดปัญหาต่างๆเหล่านี้ ล้วนเกิดจาก การกระทำของมนุษย์แต่เพียงผู้เดียวทั้งสิ้น ดังนั้นหนทางแก้ไข ก็ต้องแก้ที่ มนุษย์

แก้..อะไร??

     มนุษย์จะต้องหยุดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ มนุษย์จะต้องหยุดรุกรานธรรมชาติ นั่นคือต้องมีคำว่า “พอ” “พอดี” “พอเพียง” ต้องหยุดการบริโภคแบบตะกละตะกราม หยุดความโลภ หยุดการเสพความสุขความสะดวกสบาย อย่างบ้าคลั่งเสียที และหยุดการรณรงค์ แค่ลมปากเท่านั้น.

ซึ่งระบบโลกได้ก้าวออกมาไกลเกินไปเสียแล้ว เพราะการยื้อแย่ง แข่งขัน การทำลายธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมอย่างตะกละตะกราม ไม่มีที่สิ้นสุดระบบโลกได้ถูกกำหนด มาจาก ระบบทุนนิยมแบบมือใครยาวสาวได้สายเกินไปที่จะแก้ไข เยียวยา เสียแล้ว


     ความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด หรือหยุดอยู่กับที่ ด้วยพลังของความอยากรู้ อยากเห็น อยากสะดวกสบาย อยากสนุกสนาน อยากอร่อย อยากสวยอยากงาม อยากร่ำอยากรวย ก็พยายามไขว่คว้าหา สรรสร้างสรรพสิ่งขึ้นมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แน่นอนตามกฎของธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดที่เราจะได้มาโดยไม่ต้องสูญเสีย ดังนั้นสิ่งใดที่เราได้มันมา ก็ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนให้ธรรมชาติ เป็นธรรมดา การสรรค์สร้างสรรพสิ่งของมนุษย์ล้วนแต่ต้องใช้ทรัพยากรต่างๆภายใต้พื้นปฐพีนี้ทั้งสิ้น ดิน น้ำ ลม และ ไฟ คือธาตุพื้นฐานบนโลกใบนี้ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ถูกรุกราน จะเกิดการสูญสียสมดุลย์ และแน่นอนธรรมชาติ ก็ย่อมต้องสะสมพลังเพื่อ เอาคืน ให้กลับคืนสู่ความสมดุลให้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง เพียงแต่ รอวัน เวลา และสถานะการณ์ ที่เหมาะสมว่ามันจะมามันจะถึงเมื่อไร เท่านั้นเอง




บทที่ 1.

จาก “พุทธทำนาย” ซึ่งถอดความจากศิลาจารึก เชตวันมหาวิหาร สวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดีย กล่าวว่า " ดูก่อนอานนท์ เมื่อศาสนาตถาคตล่วงเลยไปถึงกึ่งพุทธกาล สัตว์โลกทั้งหลายที่เกิดในยุคนั้นจะพบความลำบากทุกชาติทุกศาสนา ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลก ที่หมุนไปใกล้ความแตกทำลาย แผ่นดินแผ่นน้ำจะลุกเป็นไฟ มนุษย์และสัตว์จะได้รับภัยพิบัติสารพัดทั่วทิศ "

     ในศิลาจารึก นั้นยังบันทึก อีกว่า " คนในสมัยนั้น ( คือปัจจุบัน ) จะมีวิสัยโหดดุจกำเนิดจากสัตว์ป่าอำมหิต จะรบราฆ่าฟันกันถึงเลือดนองแผ่นดินแผ่นน้ำ ส่วนเวไนยสัตว์ผู้ขวนขวายในกุศลตามวัจนะของตถาคต ก็จะระงับร้อนไม่รุนแรง บ้านเมืองใดมีความเคารพยำเกรงในพระรัตนตรัยและคุณบิดามารดา เหตุร้ายภัยพิบัติจักเบาบาง แต่ก็จะหนีกฏธรรมชาติไม่พ้น

.....เริ่มแต่พระพุทธศาสนาล่วงเลย 2,500 ปีเป็นต้นไป ไฟจะลุกลามทางทิศตะวันออก ไหม้วัดวาอารามสมณะชีพราหมณ์จะอดอยากยากเข็ญ ลูกไฟจะตกจากฟ้าเป็นเพลิงผลาญ เหล็กกล้าจะทะยานจากน้ำ มหาสมุทรจะชอกช้ำ สงครามจะทั่วทิศ ศึกจะติดเมือง ทหารจะเป็นเจ้า ข้าวจะขาดแคลน ทั่วแคว้นจะอดอยาก ผีโขมดป่าจะเข้าเมือง พระเสื้อเมืองพระทรงเมืองจะหนีเข้าไพร ผู้เป็นใหญ่มีอำนาจจะเรียกแมลงผีเสื้อเหล็กนับแสนตัว มาปล่อยไข่เป็นไฟผลาญ ยักษ์หินที่ถูกสาบมาเป็นเวลานาน จะตื่นขึ้นมาอาละวาดโลก ดินฟ้าอากาศจะแปรปรวน ตลิ่งจะพัง แผ่นอธรรมจะถล่มเป็นทะเล โลกมนุษย์จะดิ่งสู่ความหายนะ นักปราชญ์จะถูกทำร้ายให้สิ้นสูญ

     ในระยะนั้นศาสนาของตถาคตเสื่อมลงมาก เพราะพุทธบริษัทไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรม เชื่อคำของคนโกง กล่าวคำเท็จไม่เคารพหลักธรรมนิยม คนประจบสอพลอได้รับการเชื่อถือในสังคม ผู้มีศีลธรรมประพฤติชอบกลับไม่มีใครเคารพยำเกรง พระธรรมจะเริ่มเปล่งแสงรัศมีฉายส่องโลกอีกวาระหนึ่งก็ต่อเมื่อมีธรรมิราชโพธิญาณบังเกิดขึ้นอยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์ ทั้งสองพระองค์สถิตย์ ณ เบื้องตะวันออกของมัชฌิมประเทศ จะเสด็จมาเสริมสร้างศาสนาของตถาคตให้รุ่งเรืองสืบไปถึง 5.000 พระวรรษา

......ดูก่อนอานนท์ เวลานั้นพลโลกเหลือน้อย คำทำนายของตถาคตนี้ย่อมยังเวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อ นับว่าเป็นกรรมของสัตว์โลกที่ต้องสิ้นสุดไปตามกรรมชั่วของตน

พระเยซู (ปฐมกาล 7:21) พระเยซู (มัทธิว 24:37) และเปโตร (2 เปโตร 3:6-12)กล่าวว่า "บรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวก็ตายสิ้น" ต่างได้เห็นการพิพากษาที่คล้ายคลึงกับการพิพากษาในยุคของโนอาห์ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาอีกครั้ง ความชั่วร้ายของมนุษย์ในยุคของโนอาห์ก็เหมือนกับความชั่วร้ายของโลกปัจจุบันซึ่งจะถูกพิพากษาเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา


ใน อัล-กุรอ่าล ” บัญญัติไว้ ว่า " ศรัทธาในวันพิพากษา

     ศาสนาอิสลามยอมรับในวันอวสานของโลกเช่นเดียวกับศาสนายิวและศาสนาคริสต์ ในวันนี้อัลลอฮ์จะเสด็จมายังโลกเพื่อ
พิพากษาการกระทำของมนุษย์ ความศรัทธาเช่นนี้จะช่วยให้มนุษย์ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ระมัดระวังความชั่ว
ไม่ให้เกิดขึ้นและเพียรพยายามสร้างความดีให้เกิดขึ้นเรื่อย ๆ แม้นจะเหนื่อยยากปานใดต้องอดทนเพื่อโลกหน้าที่สมบูรณ์
และดีกว่าโลกนี้ โลกหน้าจึงเป็นผลมาจากการกระทำในโลกปัจจุบัน ชีวิตที่เกิดขึ้นในโลกหน้าหลังจากที่ได้รับการพิพากษา
แล้วจะเป็นชีวิตนิรันดร์ ส่วนผู้ที่กระทำความชั่ว สิ่งที่ตอบแทนคือ ไฟชำระและนรกภูมิ

     ชาวมุสลิมจึงไม่เผาศพ แต่นิยมฝังศพ เพื่อรอวันพิพากษาจากอัลลอฮ์และไม่นิยมลงโทษตนเองโดยการเผาตัวตาย เพราะว่าการเผาจะเกิดขึ้นครั้งเดียวเท่านั้นในวันพิพากษาโลกหรือวันกิยามะฮ์ มนุษย์ไม่มีสิทธิที่จะเผากันเองนอกจากพระเจ้าเท่านั้น เพราะ “ การลงโทษมนุษย์ด้วยไฟเป็นหน้าที่ของพระเจ้า มนุษย์ลงโทษมนุษย์ด้วยไฟไม่ได้ เพราะว่าการลงโทษด้วยไฟเป็นหน้าที่ของพระเจ้า ชาวมุสลิมเชื่อว่า โลกนี้เป็นเพียงสถานที่พักพิงชั่วคราว เป็นที่ทดสอบความภักดีที่มีต่ออัลเลาะห์ (ซุบฯ) เมื่อวันพิพากษามาถึงมนุษย์ทุกคนจะกลับมีชีวิตอีก เพื่อรับการพิพากษาขั้นสุดท้าย วันนั้น...ท้องฟ้าจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ดาราในฟากฟ้าจะกระจุยกระจาย หลุมฝังศพทุกหลุมจะเปิดออก คนดีจะได้ขึ้นสวรรค์ คนเลวจะตกนรก และถูกเผาในวันพิพากษา”

     “ศาสดาพยากรณ์ต่างๆ” และจาก โหราจารย์หลายท่าน อาทิ นอสตราดามุส เป็นต้น ในบันทึกที่ นอสตราดามุส ที่มีไปถึงลูกชายที่ชื่อ “ซีซาร์” ว่า “ ก่อนการสิ้นสุดของระบบสุริยะจักรวาล โลกจะท่วมเจิ่งนองไปด้วยน้ำ ระดับของมันจะสูงจนไม่มีแผ่นดินที่ไม่ได้ถูกกลบไปด้วยน้ำ น้ำจะท่วมเป็นเวลานานจนทุกอย่างพินาศหมด ยกเว้นแต่ส่วนที่ไม่ถูกน้ำท่วมก็จะกลายเป็นดินแห้งแข็ง เผ่าพันธุ์ที่หลงเหลืออยู่จะกระเซอะกระเซ้งหนีความตาย แต่ก็คงอยู่ต่อไปอย่างไร้จุดหมาย “
( หน้า 241 ส่องโลกอนาคตล่วงหน้า 2000 ปี กับนอสตราดามุส ศาตราจารย์ เจริญ วรรธนะสิน เขียน สนพ.สารมวลชน พิมพ์ครั้งที่ 3 กรกฏาคม 2533)

......ตลอดจนคำเตือนจากสวรรค์ และคำเตือนจากนรก เรื่องวันทำลายล้างมนุษย์ชาติ วันพิพากษาของพระเจ้า วันที่ไฟบรรลัยกัลย์จะล้างโลก ที่มนุษย์เราได้สร้างความ เลวร้าย สกปรกโสมม เลอะเทอะ วุ่นวาย เพื่อชำระล้างให้หมดไปอีกครั้งหนึ่ง ในอีกไม่ช้านี้

     แน่นอน สิ่งที่จะเกิดขึ้น มิใช่หมายความว่า เมื่อถึงเวลานั้น มันถึงจะเกิดขึ้นทันทีทันใด ปัจจุบันทันด่วน มันก็คงเหมือนการเกิด ภัยธรรมชาติ การเกิดของสงคราม การเกิดวิกฤติการณ์ในสังคม การเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด การเกิดของพายุทอนาโด หรือการเกิดคลื่นซึนามิ มันไม่สามารถที่จะกำหนด วัน เดือน และศักราชได้อย่างชัดเจน เหมือนอย่างที่ นักวิชาการ หรือนักพยากรณ์หลายท่านพยายามทำกันอยู่ ทั้งนี้ มันต้องเป็นไปตามหลัก "กฎแห่งปฏิจจสมุปบาท" ตามเหตุ ตามปัจจัย ที่จะมาประชุมครบองค์รวม ได้แก่ การที่มนุษย์ทำลายธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ตัดไม้ทำลายป่า สร้างบ้าน แปลงเมือง สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย ที่ต้องเผาผลาญเชื้อเพลิง ฟอสซิลจากใต้พื้นโลก สร้างโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพื่อผลิตของใช้ ของฟุ่มเฟือยเกินกว่าปัจจัยสี่ ทำกันอย่างฟุ่มเฟือย อย่างโลภโมโทสัน สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย ขึ้นมามากมายเกินกว่าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทำให้อุณหภูมิของโลกเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นเหตุให้เกิดไฟป่าเผาผลาญ ทั้งด้วยตามธรรมชาติ และ โหมเร่งด้วยน้ำมือมนุษย์อีกแรงหนึ่งซ้ำเข้าไปและเมื่อสภาพความเป็นป่าหมดไป คนก็เขาไปบุกรุกสร้างบ้านแปลงเมืองรุกที่ป่าเข้าไปอีก

จนเมื่ออุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นมากถึงระดับหนึ่ง ทำให้น้ำแข็งที่อยู่ขั้วโลกเริ่มละลาย จากที่เคยมีส่วนช่วย สร้างสมดุลย์ของสภาวะอากาศโลก ชดเชยกับอุณภูมิร้อนแถบเส้นศูนย์สูตร ช่วยทำให้โลกมีความเย็นพอดีไม่ร้อนจนเกินไป และเมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลายมากขึ้น ผืนแผ่นดินใต้ภูเขาน้ำแข็งที่ไม่เคยต้องความร้อนจากดวงอาทิตย์ ก็เริ่มถูกแสงแดดแผดเผา เก็บความร้อนซึมลึกลงสู่ชั้นดินความร้อนเริ่มแผ่กระจายทำละลายน้ำแข็งที่ยังหลงเหลืออยู่ ให้ละลายเร็วขึ้นในอัตราเร่งทวีคูณ อุณหภูมิของโลกก็จะเริ่มร้อนแรงอย่างทวีคูณ ตรีคูณ ไปเรื่อยๆ ปริมาณน้ำจากภูเขาน้ำแข็งที่เคยก่อตัวเป็นภูเขาน้ำแข็งจำนวนมากมายมหาศาล ละลายไหลกระจายตัวถั่งโถม โหมซัดลงสู่มหาสมุทร แม่น้ำ คลอง บึง แผ่นดินทวีปสู่ เมือง น้ำจำนวนมากมายมหาศาลได้เข้าทำลายเมือง สิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างมันขึ้นมาด้วยความ โลภโมโทสัน หื่นหิวกระหายอยาก ทั้งอุณหภูมิที่แสนจะร้อนแรง แสงแดดสาดส่องผ่านช่องชั้นบรรยากาศที่ถูกทำลายด้วยคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ที่เกิดจากการปล่อยออกมาจากแหล่งกำเนิดพลังงานแห่งความสุข ความสะดวก ความสบายที่มนุษย์สร้างมันขึ้นมาเพื่อปรนเปรอให้ตนเอง ความร้อนจากดวงอาทิตย์สาดแสงส่งคลื่นความร้อน 20,000 องศาเซ็นเซียส ลงมาแผดเผา ทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิต ให้มอดไหม้เป็นจุลจนหมดสิ้น แล้วแต่ว่า เหตุปัจจัยดังที่ได้กล่าว จะเข้ามา ปรุงแต่งจนครบองค์รวม แห่งความวิบัติแห่งมนุษย์ชาติ แต่ก่อนที่มันจะเกิด มันจะต้องมีการส่งสัญญาณแห่งความวิบัติให้รู้สึกได้ ที่ละน้อยๆ ก่อนที่ความวิบัติมันจะเกิดขึ้นจริง ซึ่ง ณ ขณะนี้ การส่งสัญญาณเตือนภัยมันก็ได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว

     คนส่วนใหญ่ มักไม่ค่อยเชื่อ เพราะคิดว่าคำเตือนเหล่านั้น เป็นนิทานหลอกเด็ก ไร้สาระ และไม่คิดว่า มันจะเกิดขึ้นจริง เพราะ ยังไม่มีข้อพิสูจน์ ในทางวิทยาศาตร์ เห็นเป็นรูปธรรมมีแต่เพียงขัอสันณิษฐาน ทางทฤษฎีเท่านั้น

ความไม่เชื่อของคนที่ “คิดว่าตนเองโง่” ก็พอทำเนา เพราะความที่ตนไม่รู้ ก็เลยไม่เชื่อ แต่สามารถ สั่งสอน ชี้แนะได้ แต่ความไม่เชื่อของคนที่คิดว่า “ตนเองรู้”, “ตนเองฉลาด” นี่ซิ น่ากลัว เพราะ นอกจากตัวเองจะยังไม่เชื่อ ไม่ศรัทธาในคำสอนคำเตือนแล้ว ยังพยายาม คิดคำอธิบาย คิดข้อพิสูจน์ ตามภูมิปัญญาของตัวเองที่คิดว่า ตนเองรู้แล้ว มาอธิบายให้คนอื่นๆ เชื่อตามความโง่ของตนเอง ด้วย

....ในครั้งพุทธกาล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงหยิบใบไม้มาหนึ่งกำมือ แล้วตรัสถาม พระอานนท์ ว่า “ พระอานนท์ ใบไม้ในกำมือเรา กับใบไม้ในป่า อย่างไหน มีมากกว่ากัน" พระอานนท์ ตอบสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่า “ ใบไม้ในป่ามีมากกว่า ส่วนใบไม้ในกำมือ ของพระองค์มีน้อยกว่า “ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงตรัสว่า “ นั่น แลพระอานนท์ เปรียบดัง ความรู้ที่เรามีอยู่ เปรียบเทียบกับใบไม้ในกำมือของคถาคต ส่วนความรู้ที่เรายังไม่รู้ เปรียบ ดั่งใบไม้ที่อยู่ในป่า ซึ่งยังมีมากมายมหาศาลนัก"

     ข้อนี้ เป็นข้อเตือนใจ สิ่งใดที่เรา ไม่รู้ เราไม่เชื่อ ไม่ใช่ว่า มันจะไม่มี ไม่เกิด หรือไม่จริง หากเรา ยังไม่รู้ ก็อย่าด่วนสรุปว่า มันไม่มี มันไม่จริง และอย่าพยายามใช้ภูมิปัญญาภายใต้สภาวะ วิทยาศาสตร์จิตนิยม มาอธิบาย ให้คนเชื่อตามตน ด้วยมิจฉาทิฐิ ดั่ง กรณี ความวิบัติจากภัย“ซึนามิ” ที่ ภาคใต้ หรือกรณี เกิดภัยพิบัติ น้ำป่าทะลักพาดินโคลน ถล่มท่วม พังไปทั้งเมือง ที่ นักวิชาการหลายท่านไม่เคยเชื่อว่า มันจะไม่เกิดขึ้นในเมืองไทย หรือคำพยากรณ์ และการเตือนภัยจากนักธรณีฯบางคนที่เคยพูดถึงเรื่อง น้ำจะท่วมประเทศไทย หายไป สองในสามส่วน ก็ไม่มีคนอยากเชื่อ ยังมีนักวิชาการบางคนลุกขึ้นมาโต้ตอบ ว่าเป็นไปไม่ได้ แน่นอน

     จึงทำให้ คนตกอยู่ในความประมาท แต่มิได้หมายความว่า จะตกใจตื่นตูม โดยไร้สติ ก็หาไม่
เพื่อ เตือนสติ มนุษย์เรา ไม่ตกอยู่ในความประมาท บุกรุกตัดไม้ทำลายป่า สร้างบ้านแปลงเมือง รุกรานธรรมชาติ ทำลายสิ่งแวดล้อม อย่างบ้าระห่ำ หลงระเริง มัวเมา อยู่ในกองกิเลส ตัณหา ความสนุกสนานและอบายมุข ทั้งหลายแหล่

     คลื่นซินามิที่ภาคใต้ของประเทศไทย ใครจะคิดว่า เมืองไทยก็มี หรือว่ามันจะเกิดขึ้นมาได้ แม้แต่ได้มีการเตือนภัยไว้ก่อนแล้ว ก็ยังไม่มีใครเชื่อมิหนำซ้ำยัง ก่นด่ากล่าวโทษสาปแช่งผู้ที่เตือนภัยจนเสียหายเสียผู้เสียคน ก็นั่นงัย ที่ทำให้มีคนตายจำนวนมากมาย

ทุกวันนี้ ข่าวเรื่อง ภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติ และภัยต่างๆที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ด้วยกันเอง มีให้เห็นกันอยู่ทุกวัน

เมื่อเรารู้ได้ดังนี้ แล้ว ...เราจะมีส่วนช่วยกันชะลอ การเกิดความวิบัติให้ช้าลง ช้าลง และหมดไปในที่สุด หรือจะช่วยกันเร่งความวิบัติให้เกิดเร็วขึ้นๆ เรื่อยด้วยความหลงระเริง โลภโมโทสัน แก่งแย่งแข่งขัน กัน ต่อไป หรือ?

     คำว่า ความเจริญ .....เป็นถ้อยคำที่มีความหมายในทางที่ดี เรามักจะนึกถึงแต่ด้านที่ดี ซึ่งเสมือนจะเป็นความหมายเชิงบวก แต่สภาพความจริงแล้ว ส่วนใหญ่เรามิได้คิดให้ไกลออกไปถึงผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริงที่มันจะเกิดขึ้น จากผลแห่งความเจริญ ว่า มันจะส่งผลกระทบในด้านลบอะไร.... สิ่งที่จะเกิดขึ้น มันมีผลเกี่ยวเนื่อง จากความเจริญ.หรือเปล่า. เราลืมไปสิ่งเหล่านั้น แท้จริงแล้วสิ่งที่เราเรียกมันว่าเป็นความเจริญ มันเป็นเพียงความเจริญแต่เฉพาะเพียงด้านวัตถุเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มันไม่ได้มีความหมาย รวมไปถึงความเจริญทางด้านจิตใจเลย แต่โดยนัยยะแล้ว เราจะหมายรวมไปว่า จิตใจก็เจริญด้วยที่เราเรียกว่า ชนชาติที่เจริญ(ทางวัตถุ)ว่า "อารยะชน" แต่แท้ที่จริงแล้ว ผิดถนัด หากเราศึกษาประวัติศาสตร์ดูให้ดี เราจะพบว่าหนทางแห่งความเจริญรุ่งเรืองของชนชาติมนุษย์ที่เรียกว่าผู้เจริญ ล้วนแล้วต้องทำสงคราม แย่งชิง ยึดครอง ปล้น ฆ่า ข่มขืน ทำลายล้าง ชนเผ่าอื่นๆที่อ่อนแอกว่าทั้งสิ้น ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว มันกลับเป็นปฏิภาคส่วนกลับเสียด้วยซ้ำไป

     เราส่วนใหญ่มักใช้วิธีการคิด แบบเชิงเดี่ยวอยู่เสมอ จึงทำให้เกิดปัญหา เกิดความขัดแย้งในสังคม ทั้งๆที่เราก็ต่างคิดว่า ตนเองถูก ฝ่ายตรงข้ามผิดอยู่เสมอ การพัฒนาความเจริญก็เช่นกัน เราก็จะคิดแบบเหมารวมว่ารวมถึงความเจริญด้านจิตใจด้วย เลยไม่ได้คำนึงถึง ความเสื่อมทางจิตใจของชุมชนนั้น สังคมนั้น จะเริ่มเกิดมีขึ้นเป็นเงาตามตัว ควบคู่กันอยู่เสมอ ดั่งหนึ่ง มีสีขาวก็ต้องมีสีดำ มีความสว่างก็ต้องมีความมืด มีด้านบวกก็ต้องมีด้านลบ มีสิ่งที่ชอบก็ ต้องมีสิ่งที่ไม่ชอบ และมี สิ่งที่ดีก็ต้องมีสิ่งที่เลว คู่กันอยู่เสมอ นั่นเป็นสัจจธรรมของโลก

      ถามว่า..เราเคยให้ความสนใจอย่างจริงจังไหมว่า ผลกระทบด้านลบที่จะเกิดขึ้นจากสิ่งที่เราเรียกว่าความเจริญ มันจะส่งผลร้าย อันจะนำมาซึ่งภัยพิบัติต่อชีวิต ทรัพย์สิน ความอยู่รอดของมนุษยชาติ และเราจะป้องกัน แก้ไขกันอย่างไร กับสิ่งที่เราเรียกว่ากันว่าเป็น การสร้างความเจริญ หรือเราคิดว่า เวลาที่มันจะเกิดขึ้น ยังเหลืออีกยาวไกล ในชั่วชีวิตของเรา เราคงไม่ต้องประสบกับมันแน่นอน เข้าหลักที่ว่า "ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา"

เมื่อโลกเจริญขึ้น ทำไมอาชญากรรมจึงเพิ่มมากขึ้น
ใครเป็นผู้กระทำ? ใครเป็นผู้ถูกกระทำ? ...อะไร คือสาเหตุ?


     ทุกวันนี้ โลกของเรา เต็มไปด้วย ความสะดวก ความสบาย และการรักความสนุกสนาน รื่นเริง บันเทิงใจก็ตามมา สิ่งรอบตัวเราเต็มไปด้วยสิ่งมอมเมายั่วยุ การก่ออาชญากรรมเพิ่มทวีจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ความวุ่นวายในสังคมตามมา การใช้ความรุนแรง ความโหดเหี้ยมเหมือนเงาตามความเจริญอย่างกระชั้นชิด น่าตกใจที่ผู้ก่อเหตุนับวันจะมีอายุน้องลงไปทุกวันไม่เว้นแม้แต่เพศหญิง สถานที่เกิดเหตุจากเดิม ห่างโรงเรียน ห่างวัด ห่างครอบครัว เดี๋ยวนี้ เกิดได้ทุกที่ แม้กระทั่ง ในครอบครัวเดียวกัน ในโรงเรียน และในวัด สาเหตุมาจากอะไร

สมัยก่อน ประชากรมีการศึกษาเล่าเรียนกันน้อย มีโรงเรียนน้อย มีครูน้อย มีงบประมาณทางการศึกษาน้อย เราก็บอกว่า บ้านเมืองเราด้อยพัฒนา บ้านป่า เมืองเถื่อน คนเราโง่ จน ณ ขณะนี้ประชากรมีโอกาสศึกษาเล่าเรียนมากขึ้น มีคนเรียนจบการศึกษา ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก มากขึ้น ง่ายขึ้น แต่การกลับเป็นว่า จำนวนอาชญญากร และการก่อความรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก และที่สำคัญ คนที่ก่อเหตุ แห่งความเลวร้าย หรือสร้างปัญหาให้สังคม กลับมีระดับการศึกษาสูงขึ้นจนน่าตกใจ ความเลวร้าย การก่อเหตุความรุนแรงได้เข้าไปถึง ในบ้าน ในครอบครัว ในวัด และในโรงเรียน

     หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่า ปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่เรื่องความรู้ ไม่ใช่เรื่องระดับของการศึกษา แต่ปัญหาที่แท้จริง กลับกลายเป็น ปัญหาการขาด คุณธรรม จริยธรรม และขาดศีลธรรม ต่างหาก

สิ่งต่างๆเหล่านี้ จะตอบปัญหาได้ไหมว่าเป็นเพราะการด้อยการศึกษาทำให้ สังคม ไม่เจริญรุ่งเรือง? สังคมไม่น่าอยู่? สังคมไม่สงบสุข? ทำให้คนเป็นคนเป็นคนไม่ดี ? แท้จริงแล้ว การศึกษาเป็นเพียงเครื่องมือทางปัญญาอย่างหนึ่ง ที่ทำให้คนรู้ ฉลาด แต่เป็นเพียงความรู้ ความฉลาด ทางด้านวัตถุธรรม หรือในทางวัตถุเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่เราได้แยกเรื่องการศึกษา การศึกษาเรียนรู้ทางจริยธรรม คุณธรรม และศีลธรรม ในหลักสูตรการเรียนการสอนออกจากกัน

     การศึกษาทุกวันนี้ได้แยกเอาวิชาว่าด้วยเรื่อง จริยธรรม คุณธรรม และเรื่องศีลธรรมออกมา กลายเป็นว่า ทั้งหลักสูตรกำหนดออกมาอย่างเสียไม่ได้อย่างนั้น เพราะว่าไม่ได้เป็นวิชาที่จะใช้ในการสมัครงาน ไม่ได้ใช้ในการทำงาน เมื่อจบออกไปแล้วไม่ได้ทำให้มีงานทำ และไม่สามารถไปใช้แข่งขันกับใครได้ และที่สำคัญ ทั้งหน่วยราชการเอง หรือบริษัทเอกชน ก็ไม่ได้ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการคัดคนเข้าทำงานเอาเสียเลย

เพราะเป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้มนุษย์ได้มีโอกาสเรียนรู้ เรื่องวัตถุนิยม อย่างเดียว มิได้ศึกษาเรียนรู้ ด้านคุณธรรม จรรยาบรรณ ศีลธรรม ซึ่งที่จริงแล้วมนุษย์เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ศึกษาคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรม เป็นอย่างยิ่ง ดุจการคู่ขนานของรางรถไฟ ที่จะต้องให้คู่ขนาน ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง หรือเพียงแต่จะเน้น ให้เรียนจบ รับประกาศนียบัตร ปริญญาบัตร ปริญญาตรี โท เอก แต่ไร้ซึ่ง คุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรม หรือไม่ อย่างไร ? หรือ จะรอจนกว่า สังคมนี้เต็มไปด้วย อาชญากรที่เรียนเก่ง ฉลาด แต่หาคนดีไม่ได้เลย หรืออย่างไร เพราะการศึกษาเปรียบเสมือนเป็นอาวุธทางปัญญา ประจำกายให้คนได้ติดตัวไปจนตาย

     หากการมีอาวุธถูกใช้ไปในทางที่ผิด แน่นอน ย่อมเป็นอันตราย ต่อสังคมและบ้านเมือง แต่ตรงข้าม หากว่าคนที่ติดอาวุธมี จริยธรรม มีคุณธรรม และมีศีลธรรม สังคม บ้านเมืองคงจะต้อง สงบสุข น่าอยู่อย่างแน่นอน ไม่น่าสงสัย



บทที่ 2

สายธารแห่งจิตตนิยมทางวิทยาศาสตร์


     เราคงจะปฎิเสธกระแสคลื่น แห่งความเจริญทางวัตถุ ความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเท็คโนโลยี ไม่ได้.. "ที่มนุษย์เราสร้างมันขึ้น ด้วยความชาญฉลาดมนุษย์และ เพื่อความอยู่รอด การดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ ที่ไม่หยุดนิ่ง. ความเจริญด้านวัตถุ ได้หลั่งไหลเชี่ยวกราก ถาโถม ซัดสาด ออกมาจากมันสมองของมนุษย์ .. เพราะมันเป็นสัญชาติญาณของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามในโลกใบนี้" ที่นอกเหนือจากความต้องการ การอยู่รอด ปลอดภัย.แล้ว มนุษย์ยังมีความต้องการความสุข ความสะดวก ความสบาย ยิ่งๆขึ้นไปอีก "ชาร์ล โรเบิร์ต ดาร์วิน" (Charles Robert Darwin) นักวิทยาศาสตร์เอกของโลก ในศตวรรษ ที่ 19

ที่ตีพิมพ์ในหนังสือ กำเนิดพืชและสัตว์ต่าง ๆ (The Original of Species) เมื่อ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2402 ซึ่งอธิบายการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตว่ามีวิวัฒนาการจากรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่ง โดยมีผลมาจากสภาพแวดล้อมเป็นสำคัญ สิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องปรับสภาพตามสภาพแวดล้อม เพื่อการดำรงอยู่ต่อไป โดยเรียกทฤษฎีนี้ว่า การคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Natural Selection) ได้ ตั้งทฤษฏีไว้ ว่า “ชีวิตดำรงอยู่ด้วยการต่อสู้” “ผู้ที่แข็งแรงกว่า ย่อมมีชีวิตอยู่รอดได้”

     มนุษย์ มีความเชื่อ ในสิ่งที่มองเห็น สัมผัสจับต้องได้ เท่านั้น และก็เชื่อเช่นนั้น ว่าถูกต้องอย่างสมบูรณ์ ซึ่งก็มีหลายครั้งมิใช่หรือว่า สิ่งที่มนุษย์ ค้นพบ และพิสูจน์ มีความผิดพลาด หรือหรือถูกลบล้าง ด้วย การค้นพบที่ใหม่กว่า ยิ่งขึ้นไป อีก ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะ เราเชื่อได้หรือ ว่า สิ่งที่เราเชื่อทุกวันนี้ ว่าเป็นสิ่งถูกต้องสมบูรณ์ ?

คำสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์ ได้ตรัสสอนไว้แล้ว ใน“กาลามสูตร” และ ที่พระพุทธเจ้า ได้ทรงหยิบใบไม้มาหนึ่งกำมือ แล้วตรัสถามพระอานนท์ว่า “ พระอานนท์ ใบไม้ในกำมือเรา กับใบไม้ในป่า อย่างไหน มีมากกว่ากัน" พระอานนท์ ตอบสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่า “ใบไม้ในป่ามีมากกว่า ส่วนใบไม้ในกำมือ ของพระองค์มีน้อยกว่า..พระเจ้าข้า" สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงตรัสว่า “นั่นแลพระอานนท์ ความรู้ที่เรามีอยู่ เปรียบเทียบได้กับใบไม้ในกำมือของคถาคต ส่วนความรู้ที่เรายังไม่รู้ เปรียบได้ ดั่งใบไม้ที่อยู่ในป่า ซึ่งยังมีมากมายมหาศาลยิ่งนัก" มิใช่หรือ?

แม้แต่ นักวิทยาศาสตร์เอกของโลก อย่าง "ไอสไตน์” ซึ่งเป็นผู้ ทำลายกฎความเชื่อ ทางฟิสิกซ์ ด้วยการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่ท้าทาย กฎและความเชื่อเดิม ทางฟิซิกส์ ยังยอมรับในกฎแห่งความเปลี่ยนแปลง และสรรพสิ่งที่มนุษย์ยังจะต้องเรียบรู้อีกมากมาย และที่สำคัญ ยังบ่งชี้ถึง คำสอนของพระพุทธเจ้าว่า เป็นวิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำไป

แล้ว นักวิทยาศาสตร์ ที่รู้เพียง กระผีกหนึ่ง จะกล้ายืนยันหรือว่า สิ่งที่ตนเอง รู้ นั้น รู้แจ้งเห็นจริง กว่าพระพุทธเจ้าเชียวหรือ?




     โลกาภิวัฒน์ (GLOBOLIZATION)

     จากคำนิยาม ความหมายของโลกาภิวัตน์ หรือ ภาษาอังกฤษ ว่า “GLOBOLIZATION”


โลกาภิวัตน์ เป็นคำที่แปลมาจากภาษาอังกฤษ Globalization ซึ่งมีผู้รู้ให้ความหมายไว้เฉพาะว่า โลกไร้พรมแดน

     คำว่าโลกไร้พรมแดน เข้ามาสู่สังคมไทยในยุคที่เรียกว่าไอที (IT = Information Technology) โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ เมื่อมีการเกิดเครือข่ายโทรคมนาคมที่โยงใยทั่วโลกด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Internet (International Network )

ภาพความแตกต่างของความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติในหลากหลายสถานที่





     ความเจริญ ทางด้าน วิทยาศาสตร์ และเท็คโนโลยีทุกวันนี้ เรายังสามารถใช้ Internet เป็นช่องทางแห่งการเรียนรู้ การเสาะแสวงหาศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูล ข่าวสาร เปิดโลกทัศน์ให้กว้างไกล ทั้งยังสามารถเสาะแสวงหาเพื่อน โดยไร้ซึ่งขอบเขต พรมแดน แห่งเชื้อชาติ ศาสนา ชนชั้น เพศ วัย ระดับของการศึกษาและภูมิปัญญา โดยไม่เคยรู้จักพบเห็นหน้าเห็นตา ไม่รู้จักกำพืด หัวนอนปลายเท้ากันมาก่อน ดั่งประหนึ่งเพื่อนสนิทชิดเชื้อมาแรมปี การประดิษฐ์คิดค้นเครื่องจักรและเครื่องยนต์เพื่อใช้ในการเดินทาง การคมนาคมขนส่งทั้งโดยทางถนน ทางน้ำ ใต้น้ำ บนอากาศ จนถึง ห้วงอวกาศ ในการเดินทางติดต่อ อำนวยความสะดวก สบายแก่มนุษย์ เหล่านี้นับเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ อำนวยความสะดวก รวดเร็ว มันได้เป็นเครื่องมือในการสรรค์ สร้างสรรพสิ่งต่างๆ และเกิดกิจกรรมไร้พรมแดนมากมาย มันได้สร้าง ความสะดวกสบาย สร้างความสนุกสนานบันเทิง เริงรมย์ต่างๆ แต่มนุษย์ได้สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเอง ตามความต้องการอันไม่มีขีดจำกัด เกินกว่าความจำเป็นในการดำรงอยู่อย่างปกติสุขมนุษย์ และไม่มีความพอดีของมนุษย์เอง Read more...


     เนื่องจาก ความเจริญทางวัตถุ ทางเท็คโนโลยี มนุษย์ได้สร้างมันขึ้นมาเองด้วยฝีมือของมนุษย์เอง ศาสดาทั้งหลาย ได้แต่สอนให้มนุษย์ยึดมั่น มีคุณธรรม จริยธรรม มีศีลมีธรรม การทำความดี การละเว้นความชั่ว การทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว จงมีความรักความเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนบ้าน อย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกัน การดำรงชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่โลภโมโทสัน เพราะอย่างนั้น มนุษย์ต้องรับผิดชอบในสิ่งมนุษย์สร้างมันขึ้นมาเอง


     ความเจริญก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเท็คโนโลยีที่เป็นฝีมือของมนุษย์ มันทำให้มนุษย์เกิดความอหังการ์ เริ่มที่จะท้าทายความเชื่อ ความศรัทธา พระรัตนตรัย ในคำสอนพระเจ้า ปฏิเสธความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และสถาบันที่ควรเคารพบูชา ความเชื่อในเรื่องนรก เรื่องสวรรค์ เทวดา ฟ้าดิน เรื่องของบาปบุญ คุณ โทษ อย่างสิ้นเชิง


     ความขัดแย้งในวิธีการคิดของ ศาสนจักร์และวิธีการคิดแบบของนักวิทยาศาสตร์ได้ปรากฏมาตลอดช่วงของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ แล้วแต่ฝ่ายใดจะมีอำนาจทางสังคมการเมืองมากกว่ากันในแต่ละยุคสมัยเนื่องจากแรงกดดันกดดันของศาสจักร์ ที่มีอำนาจ มอิทธิพลมากกว่า ในสมัยกลางหรือยุคมืด ถึงกับว่าทางศาสนจักร คือ ทางศาสนาคริสต์นั้นได้ตั้งศาลไต่สวนศรัทธาที่เรียกว่า Inquisition ขึ้นมา เพื่อเอาคนที่แสดงความสงสัยในคัมภีร์ศาสนา หรือพูดจาแสดงความไม่เชื่อในคำสอนของศาสนา ไปขึ้นศาลพิจารณาโทษ ใน ศตรรษ ที่ 16 กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) เกิด ณ เมืองปิซา ประเทศอิตาลี ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2107 (ค.ศ. 1564) – เสียชีวิต ณ เมืออาร์เซทิ (Arcetri) ฟลอเรนซ์ ในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2185 (ค.ศ. 1642) กาลิเลโอได้ไปพูดเรื่องโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ขึ้นมา ก็ถูกจับขึ้นศาลไต่สวนศรัทธา หรือ Inquisition นี้ จวนจะถูกบังคับลงโทษให้ดื่มยาพิษ เสร็จแล้วกาลิเลโอสารภาพผิด ก็เลยพ้นโทษไป ก็เลยไม่ตาย แต่อีก ความคิดที่จะพิชิตธรรมชาติ หรือความเข้าใจว่า ความสำเร็จของมนุษย์อยู่ที่การพิชิตธรรมชาติหรือเอาชนะธรรมชาติความคิดนี้เกิดจากการที่ชาวตะวันตกมีความเข้าใจว่า มนุษย์เรานี้ เป็นผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสร้างมา ในฉายาของพระองค์ คือในรูปแบบของพระองค์ เสมือนแม้นพระองค์ ให้มาครองโลก ครองธรรมชาติ พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสร้างธรรมชาติ สร้างสรรพสิ่ง สร้างสรรพสัตว์ทั้งหลาย คือเดรัจฉานต่าง ๆ ขึ้นมานี้ เพื่อให้มารับใช้สนองความปรารถนาของมนุษย์ เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงเป็นใหญ่ เป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นเจ้า เป็นผู้ครอบครอง

     .มนุษย์เรียนรู้ความลึกลับของธรรมชาติ ก็เพื่อจะได้มาจัดการกับธรรมชาติ มาปั้นแต่งธรรมชาติให้เป็นไปตามปรารถนาของตนเองตามใจชอบ เรียกว่าให้ธรรมชาติรับใช้มนุษย์

     ตำราฝรั่งถึงกับบอกว่า แนวความคิดอันนี้แหละที่อยู่เบื้องหลังความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของตะวันตก เขาบอกว่า แต่ก่อนนี้ในยุคโบราณนั้น ตะวันออก เช่น จีน และอินเดีย มีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มากกว่าประเทศตะวันตก แต่ด้วยอาศัยแนวความคิดที่จะพิชิตธรรมชาติอันนี้ จังได้ทำให้ตะวันตกเจริญล้ำหน้าตะวันออกในทางวิทยาศาสตร์มาได้จนปัจจุบัน


........ความเชื่อว่า ความสุขของมนุษย์อยู่ที่การมีวัตถุปรนเปรอพรั่งพร้อม
อันนี้ก็เป็นความคิดที่สำคัญเหมือนกัน แนวคิดนี้พ่วงมากับการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่เดิมนั้น อุตสาหกรรมในประเทศตะวันตกเกิดขึ้นมา จากแรงจูงใจและความคิดในการที่จะแก้ปัญหาความขาดแคลน อันนี้เป็นประวัติศาสตร์ของสังคมตะวันตกเอง คือ การที่จะแก้ปัญหาความขาดแคลน หรือ scarcity เพราะว่าในโลกตะวันตกนั้น ชีวิตถูกบีบคั้นด้วยธรรมชาติมาก เช่น ในฤดูหนาว พืชพันธุ์ธัญญาหารก็ไม่มี เกิดไม่ได้ มนุษย์ต้องอยู่ด้วยความยากลำบากเหลือเกิน นอกจากอากาศหนาวเหน็บแก่ตัวเองแล้ว ยังหาอาหารได้ยากอีกด้วย ทำให้มนุษย์ต้องเพียรพยายามอย่างเต็มที่ที่จะแก้ปัญหาความขาดแคลนนั้น และก็ได้ทำให้เกิดอุตสาหกรรมขึ้นมา

     ทีนี้ตรงข้ามกับความขาดแคลนคืออะไร มนุษย์ก็คิดว่า เมื่อแก้ปัญหาความขาดแคลนสำเร็จแล้ว ถ้าเกิดความพรั่งพร้อมมนุษย์ก็จะอยู่เป็นสุขอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น ความคิดที่อยู่เบื้องหลังความเจริญทางอุตสาหกรรมของฝรั่ง จึงได้แก่ ความคิดที่ว่า จะแก้ปัญหาความขาดแคลน และให้มีวัตถุพรั่งพร้อมเพราะมองไปว่า ความสุขของมนุษย์นั้น จะเกิดขึ้นได้ด้วยการมีวัตถุปรนเปรอพรั่งพร้อมอย่างที่กล่าวเบื้องต้น

     ต่อมา แนวความคิดนี้ก็พัฒนามาเป็นวัตถุนิยม แล้วก็แปรมาเป็นบริโภคนิยมได้ด้วย แต่ที่สำคัญก็คือความคิดความเข้าใจแบบอุตสาหกรรมนื้ ได้เข้ามาประสานกันกับแนวคิดอย่างที่หนึ่ง
Read more...

     ในเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธาในศาสนา ความเชื่อในเรื่องพระเจ้า มันต้องอยู่ภายใต้ หลักของเหตุผล ตามหลัก “กาลามสูตร”ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ใช้ความเชื่อ แบบงมงาย และ พอมาถึงยุคที่วิทยาศาสตร์เจริญ แม้วิธีคิดการอธิบายและการพิสูจน์ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เพื่อการหาคำตอบในความขี้สงสัยของมนุษย์ เราก็ยังใช้วิธีคิดแบบเดิม คือใช้ความเชื่อแบบงมงาย พวกนี้แหละก็ คือ พวก ลัทธิวิทยาศาตร์จิตตนิยม ซึ่งมันก็คือ ความคิดยึดมั่นถือมั่นใน ความเชื่อในสิ่งนั้นๆ จนกว่าจะมีการค้นพบ ลบล้าง หลักและทฤษฏีนั้น แบบงมงาย อันไม่ต่างจากวิธีคิด ลิทธิจิตตนิยมนามธรรม เช่น กฏฟิสิกซ์ ของเซอร์ไอแซกนิวส์ตัน ได้ถูกล้บล้างด้วย ทฤษฏีสัมพันธภาพนั่นเอง.





     ดร.กัญจีรา กาญจนเกศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประธานชมรมวิถีธรรม-วิถีไท ผู้มีชื่อเสียงจากการใช้พลังจิตและคลื่นพิเศษสร้างกระแสทำนายพิบัติภัย! กล่าวเตือนว่า ภายใน 3-6 เดือนข้างหน้าประเทศไทยจะได้พบภัยพิบัติธรรมชาติอย่างรุนแรง จะเกิดน้ำท่วม แผ่นดินแยก แผ่นดินทรุดในหลายพื้นที่ทั่วโทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ จะมีตึกสูงถล่มด้วย ส่วนภาคใต้จะเกิดคลื่นพายุหนัก จึงอยากเตือนให้หน่วยงานราชการเตรียมรับกับภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้น

     'จากการนั่งสมาธิสวดมนต์ภาวนาปฏิบัติธรรม ได้พบภาพนิมิตล่าสุดว่า ภายใน 3-6 เดือนข้างหน้า ประเทศไทยจะเกิดแผ่นดินแยกและทรุดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ
เห็นภาพแฟลตดินแดงถล่มทรุดลงมากองกับพื้นดินเลย ทุกวันนี้ตอนนั่งสมาธิรู้สึกถึงความสั่นสะเทือนระดับลึก จนเชื่อว่ากรุงเทพฯ จะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงแน่นอน และมีอาฟเตอร์ช็อกด้วย คนที่อยู่ในตึกสูงเกิน 30 ชั้นให้ ระวังตัวไว้เลย'
ดร.กัญจีรา กล่าว

     ดร.กัญจีรา อธิบายเพิ่มเติมว่า นอกจากนั่งสมาธิเพื่อเห็นภาพด้วยญาณวิถีแล้ว ยังศึกษาแผนที่โลกและความรู้ด้านภูมิศาสตร์-วิทยาศาสตร์เพิ่มเติมด้วย อยากเตือนว่าน้ำอาจท่วมปทุมธานีและนครนายกด้วย ภาคใต้จังหวัดที่ต้องระวังพายุหนักคือ ตรัง พัทลุง และนครศรีธรรมราช ผู้อยู่ภาคเหนือตอนล่างคือ อุทัยธานี พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ก็ต้องเตรียมพร้อมรับภัยธรรมชาติ

'อาจารย์ออกมาพูดวันนี้ ก็กลัวว่าคนจะหาว่าเชื่องมงาย แต่ถ้าไม่พูดคนก็จะไม่ได้ระวังตัว โดยเฉพาะหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบเรื่องบรรเทาสาธารณภัย อาจารย์เคยเป็นที่ปรึกษากระทรวงคมนาคมมาก่อน จึงรู้ว่าการป้องกันสามารถทำได้ และเตือนไปที่ผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ให้รู้ข้อมูลนี้แล้ว อยากให้มีการเตรียมกระสอบทราย ระบายร่องน้ำและเรือช่วยเหลือไว้ เพราะที่ผ่านมาก็เคยเตือนว่าจะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2547 และในวันที่ 26 ธันวาคม ก็เกิดคลื่นสึนามิจริงๆ'

ประธานชมรมวิถีธรรมฯ กล่าว


H O M E



Create Date : 15 พฤษภาคม 2551
Last Update : 11 สิงหาคม 2553 19:22:37 น. 2 comments
Counter : 1320 Pageviews.

 
จังหวัดเพชรบุรีเปิดอบรมและสอบใบอนุญาตวิทยุสมัครเล่น
วันที่ 11-13 เมษายน 2553
ผู้ดูแลการสอบ
คุณชญานิษฐ์ พิชิตศัตรู
สถานที่สอบ
บริษัท โรงแรมลองบีชชะอำ จำกัด
225/75 ถนนร่วมจิตร ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี 76120
เวลาสอบ
9.00น.-15.00น.
รายละเอียดสถานที่สอบ
โรงแรมลองบีช ชะอำ ตั้งอยู่บริเวณชายหาดชะอำ

จังหวัดเพชรบุรี อยู่ระหว่างเส้นทางสายเพชรบุรี-หัวหินระยะทางจากกรุงเทพ ฯ

ประมาณ 160 กิโลเมตร

ใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมงสำหรับการเดินทางโดยรถยนต์

หรือทางเครื่องบิน 25 นาที ณ สนามบินหัวหิน

วันพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติของหาดชะอำ

โรงแรมลองบีช ชะอำ ขอต้อนรับท่านด้วยมิตรภาพอันอบอุ่น

พร้อมความหรูหรา สะดวกสบายด้วยห้องพัก193 ห้อง

ทุกห้องมีระเบียงส่วนตัว สามารถชมทิวทัศน์ทะเล และภูเขางดงาม

บริการสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน บริเวณล็อบบี้และส่วนต่างๆของโรงแรม

ท่านจะได้สัมผัสเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมไทย

ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก

การตกแต่งที่ลงตัวอย่างกลมกลืนตามแบบ" พระนครคีรี " (เขาวัง) จังหวัดเพชรบุรี

พระราชวังที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในอดีต

ลักษณะของห้องพัก :

โรงแรมลองบีช ชะอำ จัดเป็นโรงแรมระดับเดอะลุกซ์

ของชายหาดชะอำ โรงแรมเป็นอาคารสูง 11 ชั้น

มีห้องพักทั้งหมด 193 ห้อง รวมทั้งห้องชุดใหญ่

ห้องชุดแบบครอบครัว และห้องชุดแบบฮันนีมูน

ทุกห้องมีระเบียงส่วนตัวสามารถชมทิวทัศน์ทะเลและภูเขา

และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ครบครัน

โรงแรมลองบีช ชะอำ เป็นเลิศด้านบริการจัดเลี้ยง

และการจัดประชุมสัมมนา ห้องประชุมที่รองรับได้มาก

ถึง 1,000 คน ห้องสัมมนาย่อย 12 ห้อง

และอุปกรณ์การประชุมสัมมนาทันสมัย

ตามที่ท่านต้องการ อิ่มอร่อยกับอาหารรสเลิศหลากหลายรูปแบบ

ที่ห้องอาหารทรายแก้ว เปิดบริการ 24 ชั่วโมง

หรือพบกับบรรยากาศสบายๆ ที่ ห้องอาหารริมหาด

และลานชมทะเล พักผ่อนหย่อนใจที่สระว่ายน้ำ

ห้องออกกำลังกายและห้องสนุ้กเกอร์ ห้องเสริมสวย

ห้องคาราโอเกะ ล็อบบี้เล้านจ์

ศูนย์นวดเพื่อสุขภาพกรีนฉัตร
สอบถามเพิ่มเติมติดต่อ
คุณชญานิษฐ์ พิชิตศัตรู โทร.085-112-7885
หรือ บริษัท โรงแรมลองบีชชะอำ จำกัด
225/75 ถนนเลียบชายหาด ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี 76120
โทร.032-472-444 แฟ็กซ์ 032-472-287
E-mail : contact@longbeach-chaam.com
//www.longbeach-chaam.com/
รายละเอียดนิติบุคคลผู้ให้เช่าสถานที่สอบ
:: ทะเบียนเลขที่ : 0765536000024
(เลขทะเบียนเดิมคือ บอจ.พบ.144)
ประเภท : บริษัทจำกัด
วันที่จดทะเบียน : 28/01/2536
สถานะ : คงอยู่
1 ชื่อบริษัท โรงแรมลองบีชชะอำ จำกัด
2 กรรมการบริษัทมี 6 คน ตามรายชื่อดังต่อไปนี้
1. นาย สินชัย พิบูลวาณิช
2. นาง สุภาพ พิบูลวาณิช
3. นางสาว ปัทมา พิบูลวาณิช
4. นาย ภาณุชัย พิบูลวาณิช
5. นางสาว พรทิพย์ พิบูลวาณิช
6. นางสาว วไลภรณ์ พิบูลวาณิช/
3 กรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้คือ
นางสุภาพ พิบูลวาณิช
หรือ นางสาวปัทมา พิบูลวาณิช
หรือ นางสาววไลภรณ์ พิบูลวาณิช
หรือ นายภาณุชัย พิบูลวาณิช คนใดคนหนึ่ง
ลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัท/
4 ทุนจดทะเบียน 120,000,000.00 บาท
5 ที่ตั้ง 225/75 ถนนร่วมจิตร ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
6 นิติบุคคลนี้ได้ส่งงบการเงินปี 2542 2543 2544 2545 2546 2547 2549 2550 2551
7 วัตถุประสงค์ (55101) โรงแรม อาหารและเครื่องดื่ม


โดย: ศิริรัก กิ่งกระจ่าง IP: 110.164.246.131 วันที่: 3 เมษายน 2553 เวลา:12:17:06 น.  

 
ตารางอบรมและสอบนักวิทยุสมัครเล่น ประจำปี2553
10 มกราคม 2553
จังหวัดราชบุรี
Tel.032-232-272,089-741-4778
30 มกราคม 2553
จังหวัดพังงา
Tel.081-891-6361,081-397-8878
13 กุมภาพันธ์ 2553
จังหวัดจันทบุรี
Tel.081-723-5175,039-313-528
27 กุมภาพันธ์ 2553
จังหวัดประจวบคิรีขันธ์
Tel.032-688-625
20 มีนาคม 2553
จังหวัดกาฬสินธ์
Tel.081-975-4027, 085-012-5963
3 เมษายน 2553
จังหวัดกรุงเทพฯ
Tel.02-455-9700-3
11 เมษายน 2553
จังหวัดเพชรบุรี
Tel.085-112-7885, 032-472-444
24 เมษายน 2553
จังหวัดระนอง
Tel.081-788-7272,081-090-3000
15 พฤษภาคม 2553
จังหวัดลพบุรี
Tel.089-452-7878,084-137-9594
5 มิถุนายน 2553
จังหวัดยะลา
Tel.089-463-2444,089-876-5209
26 มิถุนายน 2553
จังหวัดนครสวรรค์
Tel.056-220-099
17 กรกฎาคม 2553
จังหวัดชลบุรี
Tel.038-249-162-3,081-781-4360
7 สิงหาคม 2553
จังหวัดนราธิวาส
Tel.085-797-4001,081-678-2427
28 สิงหาคม 2553
จังหวัดฉะเชิงเทรา
Tel.081-935-7469
18 กันยายน 2553
จังหวัดยโสธร
Tel.045-709-103
9 ตุลาคม 2553
จังหวัดลำปาง
Tel.054-219-367,081-603-4739
30 ตุลาคม 2553
จังหวัดสมุทรปราการ
Tel.081-830-1556,089-822-2384
13 พฤศจิกายน 2553
จังหวัดเพชรบูรณ์
Tel.081-727-3138,086-680-1968
27 พฤศจิกายน 2553
จังหวัดเชียงราย
Tel.081-468-3928,084-610-2732
18 ธันวาคม 2553
จังหวัดสระบุรี
Tel.036-312-785


โดย: ศิริรัก กิ่งกระจ่าง IP: 110.164.246.131 วันที่: 3 เมษายน 2553 เวลา:12:18:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

jenifaae
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




Editor
บทความ ความคิดเห็นที่นำลง"สนามหลวงแก็งค์" ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
เพียงเราเห็นว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์ในทางข้อมูล ข่าวสาร
หากท่านมีข้อคิดเห็นประการใด โปรดแจ้งให้เราทราบ จักขอบคุณยิ่ง
"สนามหลวงแก็งค์"
kunkorn : Facebook



"Sanamluang's Gang"
"สนามหลวงแก๊งค์"

kunkorn : Facebook

     เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนให้เกิดการศึกษา การเรียนรู้ เผยแพร่ ส่งเสริม สนับสนุน รวบรวมข้อมูล ข่าวสาร อนุรักษ์ รักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย วิถีชีวิต และปรัชญา คุณค่าจิตวิญญาณที่งดงาม สืบสานต่อยอดกันมานานนับพันๆปี และกำลังถูกทำลายด้วยอิทธิพลจากแนวคิดเชิงวัตถุนิยมแบบตะวันตก

● เพื่อการศึกษาหาความรู้ ส่งเสริม สนับสนุน ให้เกิดการศึกษา เรียนรู้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบ และนำมาเผยแพร่แก่มวลมนุษยชาติ อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง มิใช่เพียงวิทยาศาสตร์เชิงวัตถุเพียงอย่างเดียว เพราะถือว่าพระพุทธเจ้า ทรงค้นพบความจริงของธรรมชาติ ทั้งหมดทั้งสิ้น ที่มนุษย์ธรรมดาสามัญอย่างเราๆ ท่านๆ ยังเป็นเพียงผู้รู้ แค่หางอึ่งที่ยังอยู่ในกะลาครอบ แต่บังอาจด่วนสรุป ขัดแย้งกับ สิ่งที่องค์ศาสดาทรงค้นพบมากว่าสองพันปี จนทำให้บังเกิดความสับสน ลดความน่าเชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ

● สนามหลวงแก๊งค์ ต้องขออนุญาตและขอขอบคุณท่านเจ้าของข่าวสาร ข้อมูล ที่เราได้นำลงในสนามหลวงแก๊งค์ ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยจิตคารวะ ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็เพื่อให้สนามหลวงแก๊งค์ เป็นแหล่งในการเผยแพร่ ข้อมูล ข่าวสารที่เป็นประโยชน์และเพื่อเป็นวิทยาทานแก่สาธารณชน แต่หากท่านเจ้าของข้อมูล ข่าวสารที่ สนามหลวงแก๊งค์ นำลงไม่มีความประสงค์ให้นำลง ขอได้โปรดแจ้งความประสงค์ เรายินดีที่จะถอดออกต่อไป

ด้วยจิตคารวะ
www.sanamluang.bloggang.com
kunkorn : Facebook


ดาวหาง
     เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นในห้วงมหาจักรวาลอันยิ่งใหญ่ ลี้ลับไร้ขอบเขต ทุกครั้งที่ดาวหางปรากฏ มันจะส่งสัญญาณแห่งความพินาศ มหันตภัย ธรรมชาติ ความตาย ความเจ็บป่วย สงคราม ความขัดแย้ง การกดขี่ การเอารัดเอาเปรียบ การคดโกง การเบียดเบียนของมนุษย์บนพื้นพิภพใบนี้

     มันคือสัญญาณเตือนภัยที่มนุษย์ไม่อาจจะควบคุมได้ ทั้งภัยทางธรรมชาติและภัยที่เกิดขึ้นจากมนุษย์สร้างกันขึ้นมาเองในทุกรอบพันปี

     ไม่ว่ามนุษย์จะคิดว่าตัวเองเก่งกาจสามารถ ฉลาดสักเพียงไหน ก็ไม่อาจหลีกพ้นมหันตภัยเหล่านี้ไปได้
     ดังนั้น จงเชื่อและปฎิบัติตามอย่างไม่ลังเลต่อคำสอนของศาสดาของเราอย่างจริงจังเถิด

     แม้จอมจักรพรรดิ จอมราชันย์ หรือจอมทรราชที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ก็ต้องตายร่างกายเน่าเปื่อยเป็นผุยผง และในที่สุดวิญญาณของเขาก็ต้องชดใช้กรรม ด้วยการถูกไฟนรกเผาผลาญโดยไม่มีข้อยกเว้นทั้งทั้งสิ้น

     จงอย่าอหังการ์ว่าตัวเองเก่ง ฉลาด และยิ่งใหญ่กว่าคำสอนของพระศาสดา ไม่มีมนุษย์ตนใดที่จะพ้นจากกฎแห่งธรรมชาติได้ มนุษย์ที่เก่งกว่าเรา เขาได้ตายร่างกายทับถมปฐพีแห่งนี้นับไม่ถ้วนแล้ว


     ● ขออนุญาตนำภาพวาด "วีระชนบนพานรัฐธรรมนูญ" ของ คุณสถาพร ไชยเศรษฐ ศิลปินอิสระ อดีตแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย ซึ่งวาดเนื่องในโอกาส 2 ปี 14 ตุลา มาเป็นส่วนหนึ่งของหัว "สนามหลวงบล็อก"                


บริการดูดวง



"สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์" มีความภาคภูมิใจในความสำเร็จตามอุดมการณ์ของเรา ที่ได้ตั้งเอาไว้ว่า "เราจะใช้วิชาความรู้ในด้านการพยากรณ์เพื่อให้เป็นประโยชน์สำหรับการให้การปรึกษาของผู้คนที่กำลังประสบปัญหา ความเดือดเนื้อร้อนใจ หรือการเผชิญกับปัญหานั้นๆได้อย่างไรดี

มนุษย์เกิดแต่กรรม มนุษย์มีกรรมเป็นเหตุ เมื่อเราประสบเคราะห์กรรม ปัญหาอยู่ที่ว่าหากเราทราบเสียก่อน ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าการไม่ทราบ อย่างน้อยก็ทำให้เราระมัดระวังตัว อย่างน้อยก็ทำให้เราหลีกเลี่ยงเพื่อทำให้เราเผชิญกับกรรมน้อยลงไป อย่างน้อยก้ทำให้เรารู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมันมีที่มา มันมีที่ไปของมัน

มีนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์วัตถุจิตนิยม มักโจมตีอยู่เสมอว่า การดูดวง เป็นเรื่องของความงมงาย หมอดูคู่กับหมอเดา หมายถึงว่า เขาไม่เชื่อในเรื่องของวิชาโหราศาสตร์เพราะคิดไปว่ามันเป็นเรื่องเดียรัจฉานวิชาบ้าง เป็นการคาดเดาเอาเองบ้าง คิดว่ามันเป็นวิชาที่ใช้สถิติสุ่มเอาบ้าง ไม่เชื่อว่าวิชาโหราศาสตร์จะสามารถไขปริศนาแห่งรหัสลับของดวงดาว จักรวาล และธรรมชาติรอบตัว

แสดงว่าเขาลืมไปว่า อัลเบิร์ต ไอสไตน์ และสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่า ทุกสรรพสิ่งในโลกรอบตัวเรา ตั้งแต่เล็กเท่าอะตอม (จุลจักรวาล)จนถึงมหาจักรวาล ล้วนมีความผูกพัน ล้วนมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งแยกกันไม่ออก เพียงแต่ว่า กับอะไร เมื่อไร อย่างไร เท่านั้น

กรรมเป็นผลจากการกระทำของเราในอดีตชาติ จะดีหรือจะร้ายก็เพราะเราทำ เป็นสิ่งที่เราจะต้องได้รับผลแห่งการกระทำเหล่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โหรฯเป็นเพียงผู้แปลรหัสของดวงดาวและธรรมชาติรอบตัว เพื่อเผยแผนที่ชีวิตของเรา และสามารถมองเห็นช่องทางที่จะเลี่ยงหลบสิ่งเลวร้าย ให้ลดน้อยถอยลงหรือพบพานแต่สิ่งที่ดีดี

การสะเดาะเคราะห์ หรือพิธีการตัดกรรมที่กำลังกล่าวขานถึงก็คือการขออโหสิกรรม ลดการอาฆาตจองเวรกับเจ้ากรรมนายเวรที่กำลังจ้องจองเวรด้วยความอาฆาตพยาบาทที่ถูกเรากระทำในอดีตชาติ ไม่ใช่เป็นการตัดทอนผลกรรมที่เราทำให้หมดไปหรือให้ลดลง เพราะกรรมที่เรากระทำไม่สามารถตัดทอนลงไปได้



สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์พยากรณ์เที่ยงตรง แม่นยำเชื่อถือได้ วิเคราะห์พยากรณ์อย่างเป็นระบบ ไม่เลื่อนลอย ยึดมั่นในอุดมการณ์ของครูที่ท่านได้กำชับให้นำเอาวิชาการพยากรณ์มาช่วยเหลือแนะนำ บรรเทาทุกข์ของผู้คนมากกว่าการพยากรณ์เพื่อการค้า

ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าประเทศใด? ชาติใด ภาษาใด? สมัยไหน? ชนชั้นวรรณะใด? ไม่ว่าจะเป็นเจ้าสัว นักธุรกิจ นักการค้า แม่บ้าน นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ หรือไม่เว้นแต่นายพล นายพัน รัฐมนตรี หรือระดับผู้นำประเทศ ล้วนแต่เคยดูดวงด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ว่า เราจะเชื่ออย่างงมงายหรือจะเชื่อโดยใช้เหตุผลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ โดยนำเอาคำพยากรณ์มาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการดำเนินชีวิต หรือทำธุรกิจ การค้า หรือเพื่อการทำสงครามฯ

"สนามหลวงแก็งค์" ไม่สนับสนุนให้เชื่อเรื่อง "ดวง" อย่างงมงาย แต่เราสนับสนุนให้ใช้คำ "พยากรณ์"อย่างมีวิจารณญาณประกอบการตัดสินใจอย่างมีสติ ใช้ "ปัญญา"อย่างมี "เหตุผล"

หลังจาก "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์" ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม จนต้องมีการเข้าจองคิวดูดวงเป็นจำนวนมาก ณ ขณะนี้ ไม่ใช่แต่เฉพาะคนไทยในประเทศที่เข้ามาใช้บริการจาก "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์"เท่านั้น

แต่ยังมีคนไทยที่อยู่หลายประเทศทั่วโลกเข้ามาดูดวง ตรวจสอบชื่อ นามสกุลมากมาย ทั้งนี้คงเป็นเพราะผู้ที่เข้ามา"ดูดวง" กับ "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์" ได้รับความพอใจในคำพยากรณ์ที่ถูกต้อง แม่นยำ แนะนำแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมตามหลักโหราศาสตร์ จึงได้มีการบอกเล่า แนะนำชักชวนกันปากต่อปากเป็นจำนวนมาก

ปัจจุบันนี้ มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมwww.sanamluang.bloggang.com มีจำนวนถึง 118 ประเทศ โดยเข้ามาเปิดดูหน้า "สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์"คิดเป็นร้อยละ 80 ของ pageviews ต่างๆใน www.sanamluang.bloggang.comจัดทำบล็อกครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2550 มีผู้เข้าชมจำนวนทั้งสิ้น 579,020 ครั้ง จากจำนวน 262,960 visitors (ข้อมูล ณ เวลา 12.00 น.ของวันพุธที่ 6 ตุลาคม 2553)

ส่วนใหญ่ลูกค้าที่โทรเข้ามาเกือบ 98% เมื่อโทรฯ เข้ามาดูดวงแล้ว จะสามารถนัดวัน เวลาดูดวงได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด อาจจะมีอยู่บ้างเพียงไม่กี่รายที่โทรฯเข้ามาเพื่อสอบถามรายละเอียดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

อาจจะเนื่องมาจากไม่คุ้นเคยการทำธุรกิจแบบออนไลน์ โดยมีการโอนเงินก่อน ไม่ไว้ใจ หรือไม่กล้า ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก ประมาณ 2%

สำหรับที่เมลฯมาถามและเงียบไป ไม่สามารถทราบจำนวนได้ อาจเนื่องจากเป็นรายที่โทรเข้ามานัดอีกทางหนึ่งก็เป็นได้

สนามหลวงพยากรณ์ออนไลน์ ยังมีอาจารย์ผู้สอนวิชาโหราศาสตร์ ผ่านประสบการณ์ในการดูดวงหลายปีคิดเป็นจำนวนหลายพันดวง

แน่นอน แม่นยำกระชับ ชัดเจน หากไม่ทราบเวลาตกฟากท่านก็ยังสามารถดูได้ รายที่กำลังประสบเคราะห์หามยามร้าย ท่านก็จะช่วยแนะนำและแก้ไขเรื่องเลวร้ายให้กลายเป็นดีด้วยศาสตร์แห่งความลี้ลับของโหราศาสตร์ โดยไม่ต้องเสียเงินสะเดาะเคราะห์ สามารถดูได้ถึงขนาดปัญหาเรื่องคู่ครอง เรื่องเคราะห์ เรื่องหน้าที่การงาน โดยใช้ "วิชาโหราศาสตร์ดวงไทย"อันเป็นสุดยอดของวิชาโหราศาตร์โบราณของไทย

นอกจากนั้น เรายังมี ซินแส ที่เชี่ยวชาญเรื่องการดูฮวงจุ้ย ทำเลปลูกบ้าน อาคารสำนักงาน ดูฤกษ์ยาม แต่งงาน คลอดบุตร ขึ้นบ้านใหม่ เปิดกิจการต่างๆโดยใช้วิชาโหราศาสตร์จีนโบราณผสานตำราดวงไทย ซึ่งซินแสท่านมีประสบการณ์การดูดวงมาไม่น้อยกว่า 45 ปี ผ่านการดูให้กับนักธุรกิจชื่อดังของเมืองไทย และนักธุรกิจชั้นนำจากฮ่องกงหลายราย

ติดต่อ 081-4834367 หรือ workingmailhome@hotmail.com
--------------------------------------------
● ปรึกษาปัญหากฏหมาย
ละเมิด,สัญญา,อายัดทรัพย์ ยึดทรัพย์
--------------------------------------------
● ปัญหาติดต่อราชการ
บริการปรีกษาเรื่อง ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน ค่าธรรมเนียมต่างๆ และการติดต่อราชการต่างๆ ของสำนักงานเขต
--------------------------------------------
● พิมพ์รายงาน,ค้นหาข้อมูล,

● งานพิมพ์ Lay-Out,Art Work
--------------------------------------------
สำนักพิมพ์ดาวหาง
www.sanamluang.bloggang.com




รับวาดรูปเหมือน และสอนวาดรูป
โดยอาจารย์ ผู้ชำนาญ

ราคาย่อมเยา

















หลังเกิดเหตการณ์ 14 ตุลา 2516 นิสิต นักศึกษา ปัญญาชน ต่างหลั่งไหลดั่งสายน้ำ ล้นขอบ ออกจากเมือง เข้าสู่ ชนบท เหตุเกิดเมื่อ กลางปี พ.ศ.2516 จนถึง พ.ศ.2519 นักศึกษากลุ่มหนึ่ง ได้ พบกันโดยบังเอิญ และ ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับชาวบ้าน ณ หมู่บ้าน แม่ตะมาน ตำบลกื๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้ ชื่อโครงการว่า "โครงการหมู่บ้านสหกรณ์แม่ตะมาน"
เชิญ พบ และติดตาม กับเรื่องราว และบทสรุป อันควรเป็นจุดเริ่มต้น ต่อไปใน

     เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตย ที่ถูกหว่านทั่วท้องทุ่งแห่งประชาไทย มาบัดเดี๋ยวนี้ เมื่อต้องฝน ต้องลม แห่งกาลเวลาพัดผ่าน จาก 2516 , 2519 2535,จน 2540 ถึง 2550บางเมล็ดพันธุ์ก็ยังขาวพิสุทธิ์สดใส บ้างเมล็ดพันธุ์เปลี่ยนสี บ้างก็ดอกสีเหลือง บ้างก็ดอกสีแดง บ้างก็ดอกสีม่วงก้มี สีเขียว สีน้ำเงิน หรือบ้างก็อาจเฉาโรยรา หรือบ้าง ผสมผสานกลายพันธุ์ ก็มีไม่น้อย
มาบัดเดี๋ยวนี้ มันไม่ใช่ จิต วิญญาณ แห่ง 14 ตุลา เดิมเสียแล้ว ไม่ใช่พันธุ์เดียวกัน อย่าได้ เอ่ยอ้างเลย ว่า วิญญาณ 14 ตุลา ยังคง...มันประชาธิปไตย ที่ไม่ บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนอย่างเดิมเสียแล้ว.....
..แต่มันเป็น.ประชาธิปไตย...เพื่อใคร..??


“ทุกวันนี้ เราจะรับรู้ ได้เห็น ได้ยินแต่เรื่องเลวร้าย ในสังคม
เราจึงขอบันทึกสิ่งที่ดีๆ ต่างๆ เหล่านี้ ด้วยจิตคารวะ และขอเป็นกำลังใจให้เกิดสิ่งที่ดีงามเหล่านี้ต่อไป”>>>



อ่านงานเขียนเกี่ยวกับภาพยนตร์หลากหลายประเทศทั่วโลก ที่นี่ >>>





*จำนวนผู้ชมทั้งสิ้น* สถาปนาบล็อค 21 ก.ค.2550
Friends' blogs
[Add jenifaae's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.