หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
กันยายน 2562
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
15 กันยายน 2562
 
All Blogs
 
ศัตรูคู่สร้าง : กมลนารีย์

เรื่อง : ศัตรูคู่สร้าง
ผู้ขียน : กมลนารีย์
สำนักพิมพ์ : โชคชัยเทเวศร์
ปีที่พิมพ์ : พ.ศ. 2509
สองเล่มจบ


         ศัตรูคู่สร้าง ผลงานนวนิยายรักโรแมนติค ของกมลนารีย์ ผู้เขียน ดั่งเดือนดับ ที่ผมเคยรีวิวไปก่อนหน้านี้แล้ว ผลงานของท่าน น่าจะมีไม่กี่เรื่องในช่วงต้นยุค 2500 เท่าที่เคยเห็นอย่าง หลานสาวคุณย่า มนัสชื่น วิถีชีวิต เป็นต้น

       เรื่องราวเปิดฉากขึ้น ระหว่างการขับรถจากพระนครไปยังระยอง โดย แจ๊ด หรือชลิดา ภพภูเบศร์ ธิดาของคุณประเสริฐ ภพภูเบศร์ เจ้าของธุรกิจแปรรูปแป้งมันสำปะหลัง โดยมีคุณนารีน้องสาวของคุณประเสริฐ ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของชลิดา และลูกสาวอีกสามคนของเธอติดรถมาพร้อมกันด้วย

        ชลิดา มาอาศัยอยู่กับคุณนารีที่กรุงเทพฯ หลังจากเรียนจบจากฝรั่งเศส วันนี้เป็นโอกาสดี ที่คุณนารีจะแวะมาหาพี่ชาย ด้วยเรื่องของชายหนุ่มที่มาติดพันชลิดา ที่ชื่อภูวนัย พิทักษ์บดินทร์ นักเรียนฝรั่งเศสด้วยกัน แต่ชลิดาเอง ยังไม่ปลงใจกับชายหนุ่ม หล่อนให้เพียงแค่ความเป็นเพื่อน กับเขา ขณะที่ภูวนัย ก็พยายามติดต่อผ่าน คุณชลิดา จนทำให้เธอต้องมาปรึกษากับผู้เป็นพี่ชายที่นี่ด้วยตัวเอง

       การมาถึงที่นี่ ทำให้ชลิดา รู้จักกับนิพนธ์เจ้าของไร่ปรีดาวงศ์ และทรงศิลป์ เจ้าของไร่ชรินทร ที่อยู่ติดกัน หล่อนเพิ่งรู้ว่าบิดาของเธอ ไม่ชอบหน้า ทรงศิลป์นัก เพราะเขาต้องการซื้อมันสำปะหลังในราคาถูก แต่ทรงศิลป์ ต้องการขายในราคาที่สูงกว่า หล่อนนึกภาพในใจว่า ทรงศิลป์ คงจะเป็น...

       “ชาวไร่แก่ๆ ผิวคล้ำ หน้าตากร้านเกรียมเพราะกรำแดด รูปร่างอ้วนเตี้ยเป็นมะขามข้อเดียวและพูดจาเหน่อๆ แต่งเนื้อแต่งตัวเป็นคนบ้านนอก... ซึ่งไม่สมควรเลยที่พ่อของเธอจะต้องไปง้อตาคนบ้านนอกอย่างนั้น!”

       หากแต่แล้ว ทรงศิลป์ ที่เธอรู้จักกลับเป็น...

        “ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่อายุประมาณสามสิบเศษๆซึ่งขับรถจิ๊บสีแดง เขาสวมหมวกปีกกว้างสีน้ำตาล แต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายเนื้อดี สีน้ำเงินเข้มทั้งชุด สมาร์ทและมีสง่าราศี ผิดกว่าชาวไร่ธรรมดาทั่วไป พอลงจากรถ เขาก็ถอดหมวกวางไว้ในรถตรงที่นั่ง เผยให้เห็นผมหยักศกสีดำสนิทตกลงมาปรกหน้าผากนิดๆ ทำให้ใบหน้าเข้มคล้ำเพราะเปลวแดดดูคมเข้มน่าดูยิ่งนัก เขาดูไม่น่าเชื่อเลยว่า นี่แหละ เจ้าของไร่ชรินทร ซึ่งมีไร่มันสำปะหลังนับเป็นพันๆไร่...”

          เมื่อได้ประคารมกับหนุ่มชาวไร่นัยน์ตาคมกริบ พร้อมกับวาจาห้าวห้วนผู้นี้ ทำให้ชลิดา รู้สึกไม่ถูกชะตามากขึ้น แม้จะผิดคาดกับที่คิดเอาไว้แต่แรกก็ตาม หากสถานการณ์ต่างๆ ก็ดูเหมือนว่าเขาจะเข้ามาพัวพันกับชีวิตของเธอ อย่างเลี่ยงไม่ได้ ตรงกันข้ามกับนิพนธ์ เจ้าของไร่ปรีดาวงศ์ ที่ดูจะมีไมตรีจิตมากกว่า นิพนธ์หน้าตาดีและสุภาพ ทำให้ชลิดาให้ความเชื่อถือ ไว้วางใจ ซ้ำเขายังช่วยติดต่อหามันสำปะหลังราคาถูกมาช่วยเหลือเธออีกด้วย

          ความจริงแล้ว การตั้งราคามันสำปะหลังของ ทรงศิลป์ นั้นเป็นเพราะเขาไม่ต้องการให้มีนายทุนมากดราคาเกษตรกรผู้ปลูกมัน จนทำให้ราคาตกมากกว่า ความจริงเขารู้สึกถูกชะตา ความกล้าคิด กล้าทำของชลิดา รวมถึงความสวยสะดุดของหล่อนอยู่ไม่น้อย ทรงศิลป์ กลับมาที่ไร่ และได้รับจดหมายขอเงิน จากกรุงเทพฯ ซึ่งแม่บ้านชรา ก็พยายามเตือนเขา ไม่ให้ส่งเงินช่วยเหลือ ให้กับ “คนๆนั้น” แม้ว่าทรงศิลป์ จะพยายามอ้างว่า ทำทุกอย่างไปเพื่อมนุษยธรรมก็ตาม

          ชลิดาเองก็หมั่นใส้เขาอยู่ไม่น้อย หล่อนแกล้งทำเป็นออกไปยิงนกที่ข้างไร่ของเขาแล้วเผลอยิงไก่ ที่ทรงศิลป์เลี้ยงเอาไว้ รวมถึงการแกล้งชวนสหายวัยคะนอง ไปขโมย ผลไม้ในสวน แต่ก็ถูกจับได้ทุกครั้ง การพลาดท่าเสียเหลี่ยม ยิ่งทำให้หล่อนอับอายมากขึ้น แม้ว่าทรงศิลป์จะไม่เคยเอาเรื่องหล่อนเลยสักทีก็ตาม

        เมื่อกลับมากรุงเทพฯ หล่อนก็พบกับภูวนัย ที่มาตามจีบอย่างไม่ลดละ ชลิดาไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่า คุณแดง อัจฉรา ลูกสาวนารี จะแอบชอบภูวนัยเช่นกัน แต่หล่อนเก็บความรู้สึกเอาไว้อย่างลึกเร้น

        แม่บ้านที่ทำงานมานานหลายปีของคุณนารี เกิดลาออกกะทันหัน พอดีเธอมีโอกาสเจอบุปผา สาวสวยที่น่าสงสารและต้องเลี้ยงลูกชายตัวเล็กอยู่เพียงลำพัง จึงรับเข้ามาดูแล และทราบว่า บุปผา ถูกสามีซึ่งเป็นชาวไร่อยู่ที่ระยอง แต่เมื่อมีลูกด้วยกันเขาก็ทอดทิ้งเธอกับลูกอย่างอำมหิต จนทำให้บุปผาต้องตกระกำลำบาก แม้ว่า ชลิดาจะพยายามถามว่าเป็นใคร บุปผาก็ไม่ยอมบอก

          นิพนธ์ชวนหล่อนไปยิงนกที่ไร่ของตัวเอง ด้วยความไว้วางใจทำให้ ชลิดาตอบตกลง และหล่อนเองก็รู้สึกอารมณ์ไม่ดี ที่เห็น ทรงศิลป์ สนิทสนมกับพรทิพย์ และพรเพ็ญสองพี่น้องสาวสวยที่อยู่ไร่ติดกัน ด้วย แม้จะไม่ทราบสาเหตุอารมณ์หงุดหงิดของตัวเองก็ตาม นิพนธ์พยายามขอความรักและลวนลามหล่อน ชลิดาตกใจ หนีเตลิดจนพลัดเข้ามาในไร่ ของ ทรงศิลป์ จนขาแพลง และนิพนธ์ก็ถือโอกาสวิ่งตามมา โชคดี ที่ ทรงศิลป์มาช่วยไว้ได้ทัน และไล่นิพนธ์ออกจากไร่ของเขา

      ชลิดาไม่อยากให้นายประเสริฐบิดาต้องกังวล ทรงศิลป์จึงตัดสินใจอุ้มหล่อน มาส่งที่บ้าน ในเวลานั้นเองที่ทำให้หล่อนและเขาได้ใกล้ชิดกัน และทราบถึงความรู้สึกดีๆที่มีต่อกัน แต่แล้ว นิพนธ์ซึ่งมีความแค้นที่ทรงศิลป์เข้ามาขัดจังหวะ ก็ลอบเข้ามาทำร้าย ชายหนุ่มจนบาดเจ็บสาหัสและเผาไร่ของเขา พรทิพย์และพรเพ็ญ มาช่วยเหลือ ปฐมพยาบาลทรงศิลป์ ทำให้ชลิดา น้อยใจ และเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในจังหวะที่ บุปผา มาสารภาพ ว่า ผู้ชายที่ทำหล่อนท้องและขับไล่ไสส่งออกมาจากไร่ของเขา ก็คือ ทรงศิลป์นั่นเอง!!

       วันต่อมา บุปผาก็หนีออกไปจากบ้านของคุณนารี อย่างเป็นปริศนา...

        ด้วยความผิดหวัง ทำให้ ชลิดา ตัดสินใจรับหมั้นกับ ภูวนัย และก่อนจะถึงวันหมั้นหมายนั่นเอง ที่หล่อนรับรู้ความจริงว่าอัจฉรา แอบรักภูวนัยอยู่ก่อนแล้ว และด้วยความสงสารลูกพี่ลูกน้อง ทำให้ชลิดาตัดสินใจ หนีกลับไประยอง โดยทิ้งจดหมายขอโทษต่อเหตุการณ์ทั้งหมดเอาไว้ให้คุณนารีและอัจฉรา

       ภูวนัยเสียใจเป็นอย่างมาก และเป็นอัจฉรานั่นเองที่คอยปลอบประโลมใจเขา จนกระทั่งหนุ่มนักเรียนนอก เกิดความรัก ความสงสารอัจฉรา และทั้งสองก็กลายเป็นคู่รักกันไปในที่สุด

       ชลิดา เดินทางกลับมายังบ้านที่ระยอง และเธอก็พบว่า คุณประเสริฐ ได้เดินทางไปธุระที่ชลบุรี ตราบจนถึงตอนค่ำ บิดาเธอก็ยังไม่กลับมา แต่แล้วในเวลานั้นเอง นิพนธ์ก็มาที่บ้าน และแจ้งข่าวร้ายว่า คุณประเสริฐเกิดอุบัติเหตุรถชน บัดนี้เขาอยู่ในอาการสาหัส นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลชลบุรี ทำให้หญิงสาวตกใจมาก หล่อนรีบออกไปพร้อมกับเขา ก่อนจะรู้ว่าทุกอย่างเป็นแผน ของนิพนธ์ ที่จะลักพาตัวเธอมาเป็นภรรยาของเขา

        ที่ไร่ของนิพนธ์นั่นเอง ชลิดาได้พบกับ บุปผาอีกครั้งอย่างน่าสงสัย หล่อนพยายามขอร้องบุปผาให้ช่วยเหลือ แต่ก็ช้าเกินไป เมื่อ นิพนธ์ ฉุดให้หล่อนขึ้นรถไปที่กลางไร่ของเขาเพื่อขืนใจให้ตกเป็นของเขา แต่แล้ว ก่อนที่ชลิดาจะเสียทีนิพนธ์ ทรงศิลป์ ก็มาช่วยหล่อนไว้ได้ทัน

         เป็นเพราะ บุปผา นั่นเอง ที่ยอมกลับใจในนาทีสุดท้าย หล่อนพาทรงศิลป์มาช่วยชลิดา และสารภาพว่า เคยเป็นภรรยาของทรงศิลป์มาก่อนก็จริง แต่ในช่วงที่ ทรงศิลป์ไปเรียนต่อด้านการเกษตรที่ต่างประเทศ ด้วยความเหงาและหลงเสน่ห์ของนิพนธ์ทำให้หล่อนยอมตกเป็นเมียของเขา และเมื่อตั้งท้องขึ้นมา นิพนธ์ก็เป็นฝ่ายขับไล่ไสส่ง จนกระทั่ง บุปผาต้องหนีไปอยู่กรุงเทพฯ โดยที่ ทรงศิลป์ ได้ช่วยเหลืออุปการะการเงินให้หล่อนตามสมควร ด้วยมนุษยธรรมของเขา แม้ว่าเด็กคนนั้นจะไม่ใช่ลูกของเขาแม้แต่น้อย และนั่นเองคือสาเหตุที่ทำให้ เจ้าของไร่ ชรินทรและไร่ปรีดาวงศ์ ไม่ถูกกันตั้งแต่บัดนั้น และเป็นที่นิพนธ์ ที่สร้างเรื่องราวกุข่าวขึ้นมาสร้างความเข้าใจผิดจน ทำให้คุณประเสริฐเอง รู้สึกไม่ดีกับ ทรงศิลป์ไปด้วย

         นิพนธ์ เกิดไปพบโดยบังเอิญว่าบุปผา มาอาศัยอยู่กับครอบครัวคุณนารี ด้วยความระแวง จึงออกอุบาย ให้ความหวังกับบุปผาว่าตนเองสำนึกผิด อยากจะให้บุปผากลับมาอยู่ด้วยกัน แต่ขอร้องให้บุปผา เล่าเรื่องราวให้ ชลิดา ฟัง โดยเปลี่ยนเรื่องเป็นว่า เธอตั้งครรภ์กับทรงศิลป์ และถูกทรงศิลป์ทำร้ายจนต้องหนีซมซานออกมาหางานทำที่กรุงเทพฯ เสียเอง เพื่อให้ชลิดาผิดใจกับทรงศิลป์ ส่วนนิพนธ์ก็หลอกพา บุปผากลับมาอยู่ที่ไร่ของเขา เพื่อไม่ให้ชลิดา ตามหาตัวเพื่อสืบความจริงได้พบ

       แต่เมื่อความแตก บุปผาก็ไม่จำเป็นสำหรับเขาอีกต่อไป นิพนธ์ชักปืนออกมายิง บุปผา จนทรุดฮวบลงไปแล้วหันมาทางทรงศิลป์ แต่ชลิดา พุ่งเข้าปัดปืนจนเบนไป และเป็นโอกาสให้ ทรงศิลป์ จัดการกับนิพนธ์จนหมดสติ

      บุปผา ปลอดภัย และเล่าความจริงทุกอย่างให้ทุกคนฟัง และขออภัยในเรื่องที่เกิดขึ้น ส่วนนิพนธ์เอง ภายหลังก็สำนึกผิด และขออภัยต่อบุปผา ที่เคยทอดทิ้งเธอและลูกไป ส่วน ศัตรูคู่สร้างกันมาอย่าง ทรงศิลป์ และ ชลิดา ก็เข้าใจกันในที่สุด

         การอ่านนวนิยายรักรุ่นเก่า มีทั้งข้อเด่น และข้อด้อยหลายประการ แน่นอนว่าข้อเด่นที่ผมพบก็คือ สำนวนภาษาของนักเขียนรุ่นครูหลายๆท่าน ที่จะมีความละเมียดละไม และมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน รวมถึงเนื้อหาที่สะท้อนภาพสังคม วิถีชีวิตของผู้คนในยุคนั้น ซึ่งมีนักเขียนหลายท่านโดดเด่นเป็นอย่างมาก อย่างเช่นคุณสายัณห์ ลวพงศ์ ที่ผมเคยรีวิวงานของท่านไปแล้วหลายเรื่อง

         แต่สำหรับในส่วนของพลอตเรื่องนั้น อาจจะคล้ายๆกัน ไม่ได้แหวกขนบ มีความแปลกใหม่ หรือมีความแตกต่างกันมากนัก ซึ่งต่างกับพลอตเรื่องของนักเขียนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะยิ่ง ถ้าหากเป็นแนวนิยายรักพาฝัน พลอตเรื่อง จะวนเวียนกับความรัก ความเข้าใจผิด และเหตุบังเอิญ หรือการสร้างคาแรคเตอร์ตัวละครที่ค่อนข้างขาวขาว-ดำ อย่างชัดเจน ซึ่งถ้ามองข้ามในจุดเหล่านี้ไปได้ ก็จะทำให้ อ่านนวนิยาย เรื่องนี้ได้อย่างรื่นรมย์ มากยิ่งขึ้นครับ
+++++++++++++++++
ปล. ฝากติดตามรีวิว ของผมได้ ในอีกช่องทางหนึ่ง คือ แฟนเพจ หมอกมุงเมือง ด้วยนะครับ 



Create Date : 15 กันยายน 2562
Last Update : 15 กันยายน 2562 15:47:22 น. 0 comments
Counter : 230 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15


 
สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 74 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.