หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
 
สิงหาคม 2562
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
7 สิงหาคม 2562
 
All Blogs
 
บทสัมภาษณ์ จินตวีร์ วิวัธน์ (ตอนจบ)

เรื่อง : บทสัมภาษณ์ จินตวีร์ วิวัธน์ (ตอนจบ)
ที่มา : นิตยสารขวัญเรือน ฉบับที่ 378 ปักษ์แรก กันยายน 2530


         จากบทสัมภาษณ์ครั้งที่แล้ว ทำให้เราได้รับทราบถึงที่มาของนามปากกา จินตวีร์ วิวัธน์ และการเริ่มต้นเข้าสู่วงการนักเขียนนวนิยายในแนวลึกลับสยองขวัญ ต่อจากนี้ จะเป็นช่วงเวลาของการทำงานเขียน กลเม็ดเคล็ดลับในการเขียนเรื่องสยองขวัญที่ประทับใจผู้อ่าน และท้ายที่สุดก็คือชีวิตส่วนตัวของท่านครับ

เคยตันมั้ย กับพล็อตเรื่องแนวนี้น่ะค่ะ
คืออย่างที่ว่า พี่ชอบโบราณคดีที่ไม่ได้เรียน ก็เอาตำรามาศึกษาด้วยตัวเอง ประวัติศาสตร์ก็ชอบ แต่ไม่ค่อยแน่นเท่าไหร่นะ เวลาจะเขียนต้องมาเปิดอ่านดู ศิลปะโบราณก็ชอบมาก แล้วเรียนอักษรศาสตร์ก็เรียนวรรณคดีมาเยอะ พี่ก็จับมาผูกพล็อตได้ อย่างนารายณ์สิบปาง ตอนสิงหาวตาร คือตอนที่พระนารายณ์อวตารมาเป็นครึ่งคนครึ่งสิงห์ พี่ก็มาเขียนเรื่องสาบนรสิงห์ ว่ามีคนครึ่งสิงห์เป็นเชื้อสายนรสิงหาวตารนะ แต่ในการเขียนพี่ก็พยายามโน้มน้าวใจคนอ่าน... ถึงเรื่องมันเป็นแบบเหนือจริง เราก็จะไม่ให้เหนือจริงจนเกินไป พยายามเอาเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงๆ แล้วมีคนเห็นมาใส่ลงไป
          สาบนรสิงห์เป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ ในปัจจุบันก็มีครึ่งคนครึ่งสัตว์ มีคนถ่ายรูปตัว big foot ตัวใหญ่และเดินเหมือนคน พี่ก็เอาตรงนั้นมาเขียนเป็นบทสนทนาว่า ไอ้ตีนโต มันยังมีนะ แล้วทำไมนรสิงห์จะมีไม่ได้... โยงเข้าไปเลย เพื่อให้คนเห็นว่าเราไม่ได้เหนือจริงเสียจนเลยเถิด

แต่ละเรื่องก็ศึกษานานซิคะ
พี่ก็คนอยู่นานคือ ถ้าเป็นเรื่องที่ชอบอยู่แล้วก็ไม่ต้องค้นมาก อย่างไอ้ตีนโตกับนรสิงห์ โสมประภากับปู่โสมเฝ้าทรัพย์ เราก็ทราบแล้วก็เขียน แต่ถ้าเขียนเกี่ยวกับโบราณคดีจะยากมาก เพราะว่าพี่ไม่ได้เรียนทางนี้โดยตรง เอาตำรามาอ่านก็ไม่เหมือนฟังอาจารย์สอน เขียนไปก็กลัวจะผิด ต้องนั่งค้นตำราเล่มนั้น เค้าง่างั้นงี้ บางที 4-5 เล่ม กองเต็มโต๊ะเลย เพื่อจะเอามานิดเดียว เอาชื่อเมืองมาเมืองเดียว... ยากตรงนี้แหละ

วางพล็อตไว้ทั้งเรื่องหรือเปล่าคะ เวลาเขียน
พี่จะวางพล็อตสองต่อ หนแรกจะวางสั้นๆ ก่อนว่า เรื่องเป็นอย่างนี้นะ แล้วผูกเป็นพล็อตง่ายไว้ก่อนสักหน้าหนึ่ง พอใกล้จะลงมือเขียน ก็จะมาขยายออกใส่สถานที่ลงไป เรื่องเหนือจริง เราจะไปอ้างสถานที่จริงๆไม่ได้ เดี๋ยวคนจะบอก “นั่นน่ะไม่มีนี่”
         เราก็ต้องสมมติเมืองขึ้นมา แล้วเมืองในฝันของเราจะทำให้สวยงามยังไงก็ได้ จะชะลอสวิสเซอร์แลนด์มาแทบทั้งหมดก็ได้ พอมีสถานที่แล้ว ก็จะมีตัวละครว่ามีกี่ตัว ใส่ชื่อใส่เสียงตัวละคร อันนี้ก็สำคัญเหมือนกันพยายามไม่ให้ซ้ำ ถ้าใส่ชื่อคนจริงๆ ถ้าตัวดีก็แล้วไป ถ้าเป็นตัวร้าย เค้าจะด่านะ ก็พยายามคิด บางทีก็นั่งเปิดพจนานุกรม ว่าควรจะใช้อะไรดี ต่อไปก็เป็นรายละเอียดปลีกย่อยซึ่งพี่ก็ถือว่า สำคัญ อันนั้นก็จะเป็นพล็อตยาว 3-4 หน้า เวลาที่เขียนก็จะเขียนตามพล็อตที่วางไว้ แต่ระหว่างที่เขียน อาจจะมีรายละเอียดอื่นแทรกเข้ามา

ชื่อเรื่องตั้งตอนไหน
พี่อาจจะแปลกนะ ชอบตั้งชื่อเรื่องไว้ก่อน แต่เราต้องทราบก่อน ว่าจะเขียนเรื่องแนวไหน ถ้าหากจะเอาแนวโบราณคดี รู้ว่าจะเขียนยุคไหน สถานที่ไหน ก็จะตั้งชื่อได้ปั๊บ แล้วพยายามผูกพล็อตให้เข้ากับเรื่องนั้น เช่น พอพี่จะเขียนนรสิงหาวตาร พี่ก็ตั้งชื่อได้ทันทีเลยว่า สาบนรสิงห์ แล้วก็วางพล็อตเลย

แบ่งไว้มั้ยว่าต้องมีจุดตื่นเต้นตรงไหนบ้าง
พี่พยายามให้ตื่นเต้นทุกตอน... พยายามนะคะ แต่สำเร็จแค่ไหน ไม่ทราบ บางทีพระเอก นางเอก คุยกันยังไม่จบ กำลังคุยกันเรื่องสำคัญ... ไม่ใช่คุยเละเทะ เป็นเรื่องสำคัญที่โยงใยมาถึงพล็อตใหญ่ในเรื่อง เราจะไปตัดตอนให้มีอะไรประหลาดก็ไม่ได้ ก็ต้องต้องทิ้งท้ายไว้ อาจจะเป็นคำพูดของพระเอกเสียหน่อย ให้คนอ่านสนใจว่าพระเอกพูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง หรือตอนต่อไปพระเอกจะตอบนางเอก ว่ายังไง แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ พี่จะต้องจบด้วยเหตุการณ์น่าจะติดตามต่อไป

เขียนทีละหลายเรื่องสับสนบ้างมั้ย
จะจำได้แม่นยำ โน้ตก็ต้องมี นอกจากมีพล็อตที่ว่าแล้ว รายชื่อตัวละครก็สำคัญมาก ตัวเอกไม่เป็นไร... เราจำของเราได้ แต่คนใช้หรือปู่ย่าตายาย วงศ์วานว่านเครือเนื้อหน่อ ชื่ออะไรกันบ้าง เราจะจำไม่ได้แล้ว ก็ list เอาไว้ พี่คิดว่า นักเขียนอาชีพทุกคน คงไม่เอาเรื่องของตัวเองมาปะปนกันแน่ เวลานั่งลงเขียน ใจจะอยู่ในเรื่องนั้นๆ จะไม่นึกถึงเรื่องอื่นเลย เหมือนเข้าไปอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง บางทีลูกพี่เรียกยังไม่ได้ยินเลย (หัวเราะ)
         พี่รู้สึกมีความสุขที่ได้เขียนหนังสือ เหมือนมีโลกของเราเอง โลกของเรานี่เราเป็นใหญ่ในแผ่นดินเลย จะปั้นอะไรก็ได้...

ใช้เวลาตอนไหนเขียน
เมื่อก่อนได้ทั้งเวลากลางวัน-กลางคืน… สองเวลา แต่ตอนทำราชการ เขียนกลางคืนอย่างเดียว ตอนหลังสามีเสียแล้ว กลางคืนลูกนอนคนเดียวเดียวไม่ได้ ถ้าพี่เขียนหนังสือก็จะมากวน ไม่ยอมหลับยอมนอน ก็ต้องไปนอนกับลูก คิดว่าพอลูกหลับก็จะมาเขียนนะ อ้าว พอลูกหลับก็หลับตามลูก! ตอนนี้กลางคืนก็เลยไม่เขียน เขียนกลางวันอย่างเดียว

        คุณวินัย ภักดีชายแดน สามีของเธอทำงานอยู่ต่างจังหวัด และประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตลง ทิ้งให้เธออยู่ตามลำพังกับ ดนย์และโดม บุตรชายทั้งสอง อายุ 10 และ 7 ปี ตามลำดับ

       เธอลาออกจากงานราชการ มาเขียนหนังสืออยู่กับบ้าน ตั้งแต่เมื่อปี 2525 ด้วยเหตุผลว่า งานเยอะและลูกก็ยังเล็ก ขาดผู้ดูแลใกล้ชิด เพราะขณะนั้น สามีไปทำงานในต่างจังหวัด

           “พอดีสามีมีรายได้พอเลี้ยงครอบครัวแล้ว เราก็ออกมาดูแลลูกดีกว่า แล้วยังได้นั่งทำงานที่เรารัก เลยตัดสินใจลาออก เพื่อนรู้เข้าก็ด่าใหญ่เลย เพราะตอนออกได้ ซี 6 แล้ว พี่ก็นึกว่า อยู่กับลูกเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว แต่แล้ว ก็อย่างว่า... พี่ต้องกลายเป็นหัวหน้าครอบครัวเลี้ยงลูกตามลำพัง แต่ก็ดีอย่าง ถ้าพี่ยังไม่ออกจากงาน ทุกที พ่อเค้าจะมาวันเว้นวัน ตอนนี้เค้าก็จะไม่เห็นทั้งพ่อทั้งแม่เลย ก็เลยคิดว่า คิดถูกแล้ว

ต้องเป็นพ่อเป็นแม่ไปพร้อมกัน ลำบากมั้ย
ลำบากค่ะ พี่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน ลำบากมาก สามีพี่เป็นคนดีค่อนข้างมาก รักลูกรักครอบครัว ทราบว่าพี่เป็นยังไงพี่ต้องบอกความชั่วร้ายอีกครั้งว่า พี่เป็นคนทำอะไรไม่เป็น กับข้าว ไม่แตะทำเลย พี่ไม่ชอบอะไรก็จะไม่ทำ...เค้าก็ทำ
พูดได้ว่า พี่มีเค้าเทคแคร์ทุกอย่าง 17 ปี ที่แต่งงานกันมา ก็เลยเคยตัว ไม่ได้ได้ช่วยตัวเอง พอจากไปกะทันหัน พี่ตั้งตัวไม่ทัน ก็ลำบาก
ตอนนี้ก็ยังปรับไม่ทันอยู่นะ ปกติเค้าจะพาลูกไปเที่ยวทุกเสาร์-อาทิตย์ เลย ตอนนี้พี่ก็พาไปไม่ได้ ขับรถไม่เป็น ก็เลยได้เที่ยวเฉพาะในกรุงเทพฯ บางทีลูกก็บ่น ว่าพ่ออยู่ดีนะ พูดอย่างนี้ แม่ก็ร้องไห้ โอดกาเหว่า ลูกคนโตรู้เรื่องก็เลิกพูด พี่รู้สึกแย่ที่ทำหน้าที่ไม่เต็มที่ ทำหน้าที่คุณพ่อไม่ได้

ประทับใจในตัวสามีมากๆ เคยนำไปเป็นตัวละครมั้ย
ไม่เคย เค้ามีลักษณะตรงข้ามกับพระเอก พระเอกต้องทอลล์ ดาร์ก แอดน์ แฮนด์ซั่ม! เค้าตรงข้ามเลย และก็เป็นคนโผงผาง เพราะปากกับใจตรงกัน พูดอะไรก็ห้วนๆ ไม่ไพเราะ แต่เค้าเข้าใจพี่ ทนพี่ได้ ไม่มีใครทนความบ๊องของพี่ได้เท่าเค้า พี่เลยประทับใจเค้า

ตอนที่เค้ายังอยู่ อ่านเรื่องที่พี่เขียนไหม
ไม่ทุกเรื่อง เค้าไปชอบเรื่องพวกนี้เลย แล้วเค้าไม่กลัวผี คนถ้าไม่กลัวผีก็จะอ่านไม่สนุก กล้าๆกลัวๆ ด้วยถึงสนุก เรื่องลึกลับตื่นเต้นเค้าไม่ชอบ เค้าชอบสารคดี-วิชาการ เศรษฐกิจ เค้าทำงานโรงงานก็ต้องเป็นยังงั้น เราคุยกันรู้เรื่องก็ตรงชอบอ่านหนังสือเหมือนกันนี่ละ เค้อ่านวิชาการก็มาเล่าให้เราฟัง พี่อ่านนิยายก็มาเล่าให้เค้าฟัง (หัวเราะ)

นึกกลัวเรื่องที่ตัวเองเขียนบ้างมั้ย
แหม อย่าถามเลย... บางที อ๊าย... อาย กลัวเรื่องเขียนเอง เขียนกลางคืน ลมพัดดังปัง พี่ก็เผ่นแน่บ วิ่งเข้าห้องนอน เลิกเขียนเลย มาต่อกลางวัน ปกติจะเขียนให้จบตอน ถ้าหากกลัวเมื่อไรขึ้นมา ก็ต้องต่ออีกที

เคยเจอผีบ้างมั้ย
แหม! อย่าเจอเลย (หัวเราะ) พี่เองเป็นโรคหัวใจอยู่ ถ้าเจอเดี๋ยวไม่คุยหรือเขียนเรื่องแน่ๆ (หัวเราะ) ไม่เคยค่ะ บางที ผีเค้าอาจจะสงสาร เห็นกลัวจนตัวสั่นงันงกก็ได้ ก็เลยไม่ค่อยมาให้เห็น

กลัวผีมากแล้ว มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือบ้างหรือเปล่า
นับถือแต่พระค่ะ พระก็ธรรมดา ไม่ใช่พระดังอะไร ไม่มีปัญญาไปหามา แต่พี่ก็เชื่อว่า อำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์คงจะมี เพราะว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่ทราบ ไม่ใช่ว่าจะไม่มี แต่เพราะเราก็ไม่ได้เรียนรู้

เรื่องสัตว์ประหลาดหรือ UFO ล่ะคะ เชื่อหรือเปล่า
คิดว่ามันเป็นไปได้ สัตว์ประหลาดอย่าง เสนซี ในล็อคเนส พี่เชื่อว่าน่าจะมี แล้วโซนาร์ก็จับได้ว่า มีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่อยู่ข้างล่าง เพียงแต่ไม่ได้ตัวขึ้นมา แล้วก็มีรูปถ่าย เนสซีชูคอขึ้นมาจากน้ำด้วย แต่ตอนหลัง ก็มีคนมาแย้งว่า มันอาจเป็นท่อนไม้ใหญ่ๆ เรื่อง UFO นี่… พี่ยังลังเลอยู่ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ที่ไม่เชื่อเพราะว่า ไม่ทราบว่ามันมาจากที่ไหน เพราะระบบสุริยจักรวาลเราก็ทราบว่าดาวอื่นไม่มีสิ่งมีชีวิตอะไรอยู่ ถ้าเค้ามาจากระบบสุริยะอื่นที่ไกลมาก โลกเราก็ไม่ใช่ว่าจะสำคัญอะไรหนักหนา เป็นจุดนิดเดียวในกาแล็กซี่ทางช้างเผือก เค้าจะมาทำไม แต่ถ้าคิดอย่างนี้ เราก็ตอบปัญหาทางโบราณไม่ได้ ก็มีสิ่งลึกลับหลายอย่างที่เรายังตอบไม่ได้เลย อย่างเช่นรูปจิตรกรรมฝาผนัง ในถ้ำออสเตรเลีย เป็นรูปคนสวมหมวกอวกาศ ชาวป่าเกือบหมื่นปี จะไปวาดคนสวมหมวกอวกาศได้ยังไง ถ้าเค้าไม่เห็น?

รู้สึกอย่างไรกับคำวิจารณ์บ้าง
พี่รู้ก็รู้สึกแบบปุถุชนทั้งหลาย ถ้าเผื่อเค้าวิจารณ์อย่างเสียหายมาก เราก็เสียใจ แต่พี่รู้สึกว่านักวิจารณ์จริงๆ เค้าจะไม่อ่านงานของพี่มั้ง แต่พี่จะแคร์คนอ่านของพี่มากเลย บางคนเคยเขียนมาลงในหนังสือเลยนะว่า คนเขียนนี่สำนวนทั้งพล็อตอ่อน ยังกับนักเขียนหัดใหม่ เราก็เฮิร์ทซิ เขียนมาตั้ง 10 กว่าปี เรามีค่าแค่นักเขียนหัดใหม่ ในสายตานักอ่านคนนี้เชียวหรือ ก็ไม่สบายใจตั้งนาน จนจะไม่เขียนหนังสือลงเล่มนั้นอีกแล้ว แต่แล้ว ก็มาคิดได้ว่า เรื่องที่เค้าวิจารณ์นั้น คณะละคร ทีวี. ตั้งสองคณะมาติดต่อขอทำเป็นละครในเวลาไล่เลี่ยกัน แสดงว่าเค้าต้องเห็นว่า เรื่องมันเข้าท่าบ้างละน้า ก็ค่อยสบายใจขึ้น แล้วพี่ก็คอยปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาว่าเค้าว่าอะไรกันบ้าง

ที่ชมมาเยอะมั้ย
ก็มีเยอะที่เค้าเขียนมาให้กำลังใจ พี่ประทับใจคนอ่านมากเลย อันนี้ถูกหรือผิดก็ไม่ทราบ ที่ว่าผู้ชายจะอ่านหนังสือที่ผู้หญิงเขียนน้อย แต่เค้าก็อ่านเรื่องของพี่ มีจดหมายอยู่ฉบับนึง ที่พี่ประทับใจมาก เค้าเขียนถึง บ.ก.บางกอก ว่า “เรื่องนวนิยายนี่มันออกจากชีวิตจริง ก็ควรจะให้สมจริงสมจัง ยกเว้นเรื่องของ จินตวีร์ ซึ่งเค้าเขียนให้อ่านสนุกเพลินๆ” ฟังดูก็เหมือนถ้อยคำธรรมดา แต่พี่มีความรู้สึกว่า เค้ายอมรับเรา เราเขียนเรื่องเหนือจริง เค้าก็ยอมรับ ไม่ได้รังเกียจ แล้วก็มีอีกหน ผู้ชายเหมือนกัน เขียนไปที่ทานตะวัน บอกว่า “จินตวีร์ เป็นนักเขียนในดวงใจของผม” พี่รู้สึกว่า ไม่เคยได้ยินคำพูดไหนเพราะเท่าประโยคนี้มาก่อนเลย เค้าพูดออกมาโดยที่เราไม่ได้ประโยชน์อะไร เค้าเขียนถึง บ.ก. แท้ๆ ไม่ใช่ถึงเรา... ก็ประทับใจมาก

เคยเปลี่ยนพล็อตตามใจคนอ่านมั้ย
ถ้าเป็นในเรื่องเดียวกันไม่ทำ จะว่าไปตามพล็อตของพี่ แต่ว่าถ้าเป็นเรื่องต่อไปว่า ตัวพระเอกบทน้อยก็จะเพิ่มบทให้ อะไรทำนองนี้


เขียนแนวอื่นด้วย
พี่เคยเขียนเรื่องแนวอื่น ใช้ชื่อ “สะการะวาตี” เป็นแนวรักหวาน ก็อาศัยที่มีหลานวัยรุ่นอยู่ แต่เขียนสองเรื่อง รู้สึกฝืด... มันขัดกับวัยเรา วัยเราอย่างนี้ จะไปเขียนงอนอะไร... เอียนตัวเอง ก็เลิกเลย
(หมายเหตุ สองเรื่องในนามปากกา สะการะวาตี ก็คือ รักระทึกและ เจ้าชายในฝัน ซึ่งปัจจุบัน รักระทึก ได้นำมาจัดพิมพ์เป็นครั้งทีีสอง โดยสำนักพิมพ์ กรู๊ฟ และเปลี่ยนชื่อผู้เขียนจากสะการะวาตี มาเป็นจินตวีร์ วิวัธน์)

        เธอเปิดเผยว่า นามปากกาอื่นๆ ที่ใช้ในงานเขียน นอกจากชื่อ “สะการะวาตี” แล้ว ก็ยังมี “ก่ำฟ้า เฟือนจันทร์” “ศรีจิตรา” “จินตาภา” และ ฯลฯ

เท่าที่เขียนมาชอบเรื่องไหนมากที่สุด
พี่เขียนมาประมาณ 40 เรื่อง ยังไม่รู้ว่าชอบเรื่องไหนดี พี่อาจจะตั้งจุดไว้มากหน่อย อยากให้เรื่องมันดีอย่างที่หวัง แต่เรื่องที่ออกมา ก็ยังไม่สมใจ ยังไม่สมบูรณ์ ก็พยายามเขียนอยู่ ไม่ทราบว่าจะสำเร็จหรือเปล่าในชีวิตนี้


เคยย้อนมาอ่านงานเก่าๆ บ้างมั้ย
ไม่ค่อยมีเวลา ขนาดพิมพ์ออกมาเป็นเล่มแล้ว ยังไม่ค่อยมีเวลาอ่านเลย มาจับอ่านก็ตอนพิมพ์ออกมาขายแล้ว 2-3 เดือน เห็นเข้าก็ร้อง อ้าว พิมพ์ผิดเยอะแยะ ก็ต้องโทรฯไปโวยกับสำนักพิมพ์ เค้าคงนึกนะว่า ยายคนนี้บ๊อง ไม่ยักท้วงแต่แรก ปล่อยมาตั้ง 2-3 เดือนแล้วค่อยโวย

รู้จัก จินตนา ปิ่นเฉลียว แล้ว
รู้จัก จินตนา ภักดีชายแดน แล้ว
คราวนี้ คุณคงอ่านเรื่องของ จินตวีร์ วิวัธน์ ได้สนุกขึ้นล่ะนะ


หมายเหตุ ขอขอบคุณเพื่อนนักอ่านทุกท่าน ที่ได้ร่วมแสดงความคิดเห็น และติดตาม บทสัมภาษณ์ ที่ผมนำมาถ่ายทอดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นการระลึกถึงนักเขียนในดวงใจของหลายๆคนไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

สำหรับในสัปดาห์หน้า จะเป็นการรีวิว ผลงาน “สุสานเสน่หา” นวนิยายเรื่องสุดท้ายที่ท่านได้เขียนค้างไว้ เพียง 7 บท และผมมีโอกาสได้อ่านอีกครั้งด้วยความประทับใจ จนอยากจะนำมา บอกเล่าให้เพื่อนนักอ่านด้วยกัน ถึงแม้ว่า เรื่องราวจะค้างคาอยู่เพียงแค่นั้น แต่ความสนุกสนานในการเปิดเรื่อง การสร้างความสงสัย และเสน่ห์ในนวนิยายของความเป็นจินตวีร์ วิวัธน์ ยังมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ตราบจนถึงบรรทัดสุดท้ายของบทที่ 7 เลยทีเดียวครับ







Create Date : 07 สิงหาคม 2562
Last Update : 7 สิงหาคม 2562 8:12:46 น. 5 comments
Counter : 253 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณhaiku, คุณดาวริมทะเล


 
ขอบคุณที่แวะไปบอกนะคะ

ดีมากๆเลยค่ะ ได้อ่านแบบนี้ เคยอ่านมาบ้างแต่ไม่ทั้งหมดค่ะ
และได้รู้จักนามปากกาเพิ่มขึ้นอีก ในแนวอื่น

สุสานเสน่หา ชื่อเรื่องเหมือนเคยเห็นว่ามีนิยายชื่อเรื่องนี้หรือป่าวไม่แน่ใจนะคะ

รออ่านเลยค่ะ เหมือนเดิมนะคะ ลงแล้วช่วยไปเคาะประตูบ้านเรียกหน่อยนะคะ


โดย: ดาวริมทะเล วันที่: 8 สิงหาคม 2562 เวลา:1:14:08 น.  

 
แต่ว่าเคยได้ยินข่าว หรือป่าวไม่แน่ใจนะคะ
ว่าหมอโอ๊ค ไปค้นหานิยายของคุณ จินตวีร์ วิวัธน์
แล้วว่าเจอเรื่องที่แต่งไม่จบ จะเอามาแต่งต่อหรือป่าวนะ
ไม่ค่อยแน่ใจนะคะ ถ้าเอามาแต่งต่อก็น่าจะดีเลยนะคะ
เพราะคุณหมอโอ๊ค ก็ชอบคุณจินตวีร์ วิวัธน์ เหมือนกัน
และคุณหมอก็แต่งนิยายแนวนี้ได้สนุกเหมือนกันนะคะ


โดย: ดาวริมทะเล วันที่: 8 สิงหาคม 2562 เวลา:1:19:28 น.  

 
สวัสดีครับคุณดาวริมทะเล ขอบคุณมากครับ เรื่องรีวิวสุสานเสน่หา น่าจะประมาณวันอังคารหน้าครับ ตอนอ่านเสียดายมากที่เขียนไม่จบ มีปมต่างๆผูกไว้น่าสนใจมากมายเลยครับ
เรื่องเขียนนิยายต่อ เคยได้ยินมาเหมือนกันครับ แต่ไม่รู้ว่าสุดท้ายคุณหมอจะเขียนหรือเปล่า ทั้งสามเรื่อง ผูกปมค้างไว้ ชนิดที่ต่อได้ยากน่าดูเลยครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 8 สิงหาคม 2562 เวลา:13:37:48 น.  

 
ตามมาอ่านต่อจนจบค่ะ

ชีวิตของคุณจินตนาก็หนักหนาเอาการ
จากคนเคยมีคู่ชีวิตดูแล
อยู่ดีๆ ภาระทั้งหมดก็ถูกทิ้งไว้ให้

บางที ชีวประวัติของหลายคนยิ่งกว่านิยาย

ขอบคุณที่นำมาให้อ่านค่ะ


โดย: เพรางาย วันที่: 31 สิงหาคม 2562 เวลา:18:38:15 น.  

 
คุณเพรางาย : ตอนผมอ่านบทสัมภาษณ์ รู้สึกว่าท่านเองก็เผชิญปัญหาชีวิตไม่น้อยเลยครับ แต่ก็สามารถแยกเรื่องส่วนตัว กับ เรื่องงาน มาเขียนนวนิยายที่ฉีกไปจากชีวิตจริงได้น่าทึ่งมากๆ ซึ่งถ้าไม่ได้อ่านสัมภาษณ์ก็คงไม่รู้เลยครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 1 กันยายน 2562 เวลา:13:37:35 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 74 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.