หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2562
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
2 สิงหาคม 2562
 
All Blogs
 
เล่ห์โลกีย์ : ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์

เรื่อง : เล่ห์โลกีย์ (แท็กซี่ 0007)
ผู้ขียน : ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์
สำนักพิมพ์ : แพร่พิทยา
ปีที่พิมพ์ : 2511
เล่มเดียวจบ




         ผมประทับใจงานเขียน ในสไตล์และสำนวน ของคุณศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์ มาตั้งแต่รีวิวผลงานสะท้อนสังคม พรุ่งนี้ต้องมีอรุณรุ่ง มาจนถึง นิยายชีวิต ไม่มีคำตอบจากสวรรค์ ที่แม้จะฉีกแนวไปคนละแบบ คนละพลอต แต่ความสนุก รื่นรมย์ในการอ่านก็ไม่แตกต่างกันเลย เมื่อมาเจอ นวนิยาย “เล่ห์โลกีย์” เรื่องนี้ แม้ว่าชื่อเรื่องจะพาไปให้นึกถึงเรื่องราววาบหวาม ผสม แนว เจมส์บอนด์ 007 แต่เมื่อหยิบมาอ่าน ก็พบว่า มันคือเรื่องราวที่สะท้อนผ่านตัวตนอันสมจริง และเข้มข้น ของ ตัวละครเอก อาทร ประชา โดยประกอบด้วยเหตุการณ์เรื่องราวต่างๆ หลายๆตอน เหมือนกับเรื่องสั้นที่ดำเนินเรื่องผ่านตัวละครผู้นี้ มาร้อยเรียงเป็นเรื่องราว ของเล่ห์โลกีย์ออกมาสำหรับ เรื่องนี้ เคยได้รับการตีพิมพ์ใน “พิมพ์ไทยเบื้องหลังข่าว” มาก่อน และสำนักพิมพ์แพร่พิทยา ได้นำมารวมเล่มในเวลาต่อมาครับ

        บทแรก มีชื่อว่า ความผิดครั้งแรก บอกเล่าเหตุการณ์ของอาทร ที่ในความจริงแล้ว เขาเองก็ไม่ได้มีอาชีพเป็นแท็กซี่แต่อย่างใด หาก เพราะ “เจ้ารถสปอร์ตของผมน่ะ รับส่งเพื่อน ทั้งช่วยหิ้ว ให้เพื่อนและตัวเอง โดยผมเป็นคนบริการให้โดยไม่ท้อ และเบอร์รถสปอร์ตของผม ก็คือเลขนี้ เลยกลายเป็นฉายา แท็กซี่ 0007 นั่นเอง”

       อาทร มีมิตรสหายมากมาย และส่วนหนึ่งก็เป็นนักเที่ยวเริงราตรี ชักชวนให้มาเที่ยวหัวหกก้นขวิดในไนท์คลับแห่งหนึ่ง จนได้พบกับ “ดวงฤดี” หญิงสาวแสนสวย ภายใต้แสงไฟนวลระอุ ควันบุหรี่ เมรัย และพาร์ตเนอร์

       ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆของอาทร ล้วนออกไปหาความสำราญทางเพศ ยกเว้นเขาที่ติดใจ ดวงฤดี และพยายามหาโอกาสที่จะได้พูดคุยทำความรู้จัก จนกระทั่ง เผลอใจให้กับสาวสวยผู้นี้ อย่างเต็มใจ อาทรพบว่าเขาตกหลุมรักเธอเข้าแล้วอย่างถอนตัวไม่ขึ้น และดวงฤดี เองก็ชอบพอเขาอยู่ไม่น้อย แต่เหตุไฉน หญิงสาวถึงได้พยายามปฏิเสธการออกเดทกับเขา ยกเว้นการพบกัน ที่ไนท์คลับในยามราตรี เท่านั้น? ดวงฤดีพยายามปฏิเสธทุกอย่าง แม้แต่คำขอแต่งงาน แม้ว่าเขาจะไม่สนว่าหล่อนเคยผ่านการแต่งงานมาแล้วก็ตาม

       “แต่ดวงรักคุณไม่ได้ ดวงไม่กล้าแต่งงานกับคุณ ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น”
        มันคือคำตอบที่ เขาไม่เข้าใจเอาเสียเลย

         ตราบจนกระทั่ง ในคืนวันหนึ่ง เมื่อ อาทร พาดวงฤดีไปส่ง และหญิงสาวก็ชักชวนให้เขาเข้าไปที่บ้านของเธอ และทั้งสองก็มีความสัมพันธ์กันด้วยความรัก ความพิศวาส ตราบจนรุ่งเช้าและ อาทรก็ตื่นมาพบความจริงว่า แท้จริงแล้ว...

        ผมก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างและเชยคางหล่อนให้หันหน้ามาหา หวังจะจูบเช็ดน้ำตาให้ แต่แล้ว ก็ต้องปล่อยมือหลุดจากปลายคางของหล่อน ถอยหลังกลับมาก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ใบหน้างามเฉิดของดวงฤดี มีปานดำอันน่าเกลียดอยู่เกือบครึ่งหน้า เหมือนกับใบหน้าของปีศาจ น้ำตาเม็ดใสๆ หยาดลงมาเกาะตรงร่องแก้มสีดำ ไม่ใช่ที่แก้มเท่านั้น ปานดำมันลามลงมาถึงลำคอ

       “ไม่มีใครเคยเห็นดวงเวลากลางวัน ดวงหน้าสวยในเวลากลางคืน เพราะคัฟเวอร์มาร์ค แป้งวิทยาศาสตร์ช่วยปกปิดรอยปานไว้ ดวงจะล้างแป้งพอกนั่นออกเวลาจะเข้านอน แต่เมื่อคืนนี้ ดวงไม่ยอมล้างมันออกเพราะมันจะทำให้ความรักของคุณเหือดหายไป... คุณรีบกลับไปได้แล้วค่ะ ดวงจะไม่ร้องไห้ถึงแม้ว่าคุณจะไม่พูดถึงเรื่องแต่งานอีก...”

      นั่นคือเหตุผลของความผิดครั้งแรก ที่อาทร ได้เล่าให้ผู้อ่านฟังเกี่ยวกับเรื่องราวของเขา และตามมาด้วยเรื่องอื่นๆอีกมากมายที่สะท้อน ภาพตัณหา กามารมณ์ของคนในสังคม

     ไอ้แมงดาทะเล : เป็นเรื่องของอาทร กับอัจฉรา หรือจินนี่ ซึ่งเป็นสาวลูกครึ่งไทย ที่อาทรเคยคบหา ด้วยความคุ้นเคยเป็นอย่างดี จนจินนี่ ตัดสินใจ เลือกแต่งงานกับแฟรงค์ ฝรั่งตาน้ำข้าว อายุห่างเกือบสองรอบ เมื่อมีโอกาสเจอกันหลายปีต่อมา จึงรู้ว่า จินนี่ กำลังทะเลาะกับ แฟรงค์ ที่ทำธุรกิจล้มเหลว เป็นหนี้เป็นสิน ซ้ำยังชอบไปเที่ยวตามไนต์คลับ ทุกคืน เงินทองบางทีไม่พอใช้ก็มาหยิบยืมจินนี่ จนทำให้หล่อนช้ำใจที่เลือกผัวผิด และเรียกแฟรงค์ลับหลังว่า ไอ้แมงดาทะเล

       อาทร ไปเที่ยวบาร์แห่งหนึ่ง และจำแฟรงค์ได้ เขายิ่งนึกรังเกียจฝรั่งผู้นี้ เมื่อเห็นแฟรงค์ ขึ้นไปเต้นฟลอร์โชว์กับนางระบำเปลื้องผ้าอย่างเมามัน ท่ามกลางเสียงฮือฮาอย่างถูกใจ แต่หลังจากนั้นไม่นาน อาทรก็ได้ข่าวจากจินนี่ ว่า แฟรงค์ตายเสียแล้ว ผู้จัดการไนต์คลับมาบอกเอง ว่า แฟรงค์เป็นโรคหัวใจวาย และตายระหว่างเต้นระบำโป๊กับนางโชว์

        อาทร พาจินนี่ไปยังไนต์คลับ พบทั้งตำรวจและผู้จัดการ รวมถึงแอนนี่ นางโชว์ยั่วสวาท ที่เดินเข้ามาหาหล่อน พร้อมกับยื่นเงินออกมาให้หล่อนแทนคำตอบ
     “ฉันเสียใจด้วยค่ะ แต่แฟรงค์เขาสมัครใจ มันเป็นหน้าที่ของเขา”

          “หน้าที่ อะไรกัน?” จินนี่ทวนคำเสียงแหลม ผู้จัดการนั่นเอง ที่ออกมาอธิบายเรื่องราวทั้งหมด


         “เขาให้คุณนายมารับเงินทั้งหมดที่ฝากเอาไว้ด้วย เงินที่แฟรงค์ได้จากการเป็นค่าจ้าง หน้าม้า ออกไปเต้นระบำฟลอร์โชว์กับคุณแอนนี่ เขาบอกว่าจะรวมเอาไว้ไปไถ่บ้านกับที่ดิน ผมเสียใจ...”

     ตอน สวรรค์ไม่ปรารถนาคนจัญไร เรื่องนี้ก็สะท้อน ด้านมืดของอาทร ตัวละครเอก ที่มีทั้งสีขาวและสีดำผสมผสานอยู่ในตัวเอง อาทรสนิทกับครอบครัวของวิทยาและคุณน้อย ซึ่งคุณน้อยภรรยานั้นไม่ใช่คนสวยงาม แต่มีฐานะทรัพย์สินมาก จนวิทยามาแต่งงานด้วย กระนั้นต่อมา คุณน้อยก็จับได้ว่า วิทยาแอบไปมีสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่นระหว่างเธอไม่อยู่ วันหนึ่งเธอจึงนัดให้ อาทร ช่วยขับรถพาเธอกลับมาที่บ้านระหว่างที่หลอกวิทยาว่าไปต่างจังหวัด และเธอก็ได้เห็นภาพบาดตา

       “อาทรคะ นี่หรือคะ ที่ผู้ชายเขาตอบแทนแก่ความรักความซื่อสัตย์ของเมีย” เธอเพ้อออกมา “อย่างนี้คุณคิดว่าดิฉันควรจะตอบแทนวิทยาอย่างไรบ้างถึงจะสาสม”

       “คุณช่วยให้ดิฉันแก้แค้นทดแทนเขาหน่อยได้ไหมคะ” เธอสืบเท้าเข้ามายืนชิดผมจนกระทั่งสัมผัสกับลมหายใจอุ่นๆของเธอตรงทรวงอก “ซีคะ ทำอะไรกับดินฉันก็ได้ ทำอย่างป่าเถื่อนที่สุด รุนแรงที่สุด เพื่อให้ดิฉันได้สาแก่ใจที่... “
       
เสียงคุณน้อยขาดห้วนลง แล้วก้มหน้าลงร้องไห้กระซิกกับฝ่ามือ
ผมโอบไหล่พาเธอเดินลงจากห้อง มาส่งที่หน้าประตูบ้าน

      “คุณน้อย เราอย่าใช้การกระทำผิดแก้ การกระทำผิดของเขาดีกว่ามันจะยิ่งเข้าเนื้อหนักขึ้นไป”
      อาทร พยายามเตือนสติ ให้สองผัวเมียได้ปรับความเข้าใจกันและหลังจากนั้น คุณน้อยก็กลับเข้าบ้านไป โดยที่เขาไม่ได้เจอเธออีกเลย รู้แต่เพียงว่า หลังจากนั้นไม่นาน วิทยาก็ปรับปรุงบ้านใหม่ เทพื้นเป็นคอนกรีตอย่างดี เมื่อเจอวิทยา เขาก็บอกแต่ว่าเธอกลับไปอยู่บ้านที่อุตรดิตถ์

        ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อ เขารู้ว่า คุณน้อยไม่เคยมีบ้านญาติอยู่ที่นั่นเลย วิทยายิ่งเจริญก้าวหน้าในกิจการก่อสร้าง จนกระทั่งมีโอกาสได้จัดงานทำบุญที่วัดแห่งหนึ่ง อาทร ไปร่วมงานด้วย และเกิดอุบัติเหตุ เมื่อไม้คร่าวที่ช่างพาดเอาไว้เลื่อนมากระทบหน้าอก แล้วผลักให้เขาหล่นตูมลงไปในแม่น้ำ อาทร ตัดสินใจกระโดดลงไปช่วย และคว้าคอเสื้อของวิทยาไว้ได้อย่างหวุดหวิด ระหว่างที่จะประคองเขาขึ้นฝั่งนั่นเอง เมือความสงสัยบางอย่างบังเกิดขึ้น จนเขาต้องกระซิบถามวิทยาที่ริมหู

         “วิทยาคุณต้องตอบผมมาก่อนว่า คุณน้อยอยู่ที่ไหน ถ้าไม่บอกความจริง ผมจะปล่อยให้คุณจมน้ำตาย”
        “อยู่... อยู่ที่บ้านนั่นแหละ” เขาตอบพร้อมกับสำลักน้ำเข้าไปด้วย
        “ทำไม ไม่เคยเห็น?”


         ผมคุกคามต่อ และทำท่าจะคลายมือให้หลุด
         “อยู่... ใต้พื้นคอนกรีต ผมไม่ได้ตั้งใจ หนักมือไปนิดเดียวแท้ๆ ไม่น่าเลย”
         “วิทยา... คร่าวที่หล่นพุ่งมากระแทกอกคุณนั่นแน่ะ แสดงว่าสวรรค์ไม่ปรารถนาคนจัญไรอย่างคุณ... นรกใต้บาดาลต่างหากที่ต้องการคุณ”


       ยังไม่ทันที่วิทยาจะดิ้นรนไขว่าคว้า ผมก็ปล่อยมือ พร้อมกับออกแรงว่ายออกห่าง ร่างของวิทยาจมหายลงไปใต้น้ำต่อหน้าต่อตาผม... จมลงไปใต้บาดาล

       ผมเกาะเรือชาวบ้านที่มาช่วยไว้ บอกเขาแต่เพียงว่า จับไว้ได้ แต่แกจะกอดผมให้จมไปด้วยอีกคน เลยต้องปล่อยไป...

       อีกเรื่องที่อ่านแล้วสะเทือนใจ ไม่แพ้กันคือเรื่อง คนใจยักษ์ บอกเล่าเหตุการณ์ผ่านหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง เรื่องหญิงเคราะห์ร้ายรายหนึ่งชื่อ นางแฉล้ม ทองรัก โดดลงจากรถแท็กซี่ระหว่างรถติดไฟแดง และวิ่งตัดหน้าเพื่อไปโรงพยาบาลตำรวจ จนถูกรถที่แล่นมาอีกฝั่งหนึ่งชนเสียชีวิต ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์คนขับรถแท็กซี่ ซึ่งบอกว่า เธอจ้างเขามาจากซอยแถวพระโขนงให้มาส่ง รพ.ตำรวจ ระหว่างทางก็ร้องไห้ เร่งให้เขาขับรถเร็วขึ้นอีก ปากก็พร่ำบอกแต่ว่า ป่านนี้จะเป็นไงก็ไม่รู้? จนเมื่อรถติดไฟแดง ก็เลย ตัดสินใจวิ่งตัดหน้ารถไปยังโรงพยาบาล

        ก่อนจะเฉลยว่า เจ้าของแท็กซี่คันนั้น ก็คือ “อาทร”นั่นเอง

        อาทรรู้จักกับครอบครัวของรุจา และพันตรีชาติ มานานหลายปี สองสามีภรรยา เพิ่งมีลูกสาวอายุไม่กี่ขวบชื่อยายตุ้ม ทำให้ทั้งสองผัวเมีย ต้องออกไปทำงานหาเงินเพิ่มเมื่อมีภาระเรื่องลูกเข้ามา รุจา ตัดสินใจจ้าง พี่เลี้ยงมาดูแลระหว่างที่เธอและชาติ ไม่อยู่บ้านในตอนกลางวัน แต่ทั้งสองก็อดมาปรึกษาอาทร ไม่ได้

        “ประหลาดจริง... ยายคนเลี้ยงยายตุ้มก็แสนดี เรากลับบ้านตอนเย็นทีไร ยายตุ้มอาบน้ำอาบท่าสะอาดสะอ้าน บางทีกลับช้าหน่อย ก็เอาเข้านอนเสร็จ บ้านช่องก็เรียบร้อย เสื้อผ้าซักรีดก็สะอาด แต่ทำไม ยายตุ้มถึงดูคล้ำไป เหมือนเด็กเป็นโรคขาดอาหาร”
       “ถามแล้ว คนเลี้ยง เขาบอกว่า เวลากลางวันยายตุ้มชอบนอนที่ระเบียงให้ลมโกรก ผิวเลยอาจคล้ำไปบ้าง”

        “ฉันดูนัยน์ตายายตุ้มแกลอยๆพิกล เวลาแกเห็นเราก็ดีอกดีใจ แต่ประเดี๋ยวเดียวท่านั้นก็เหม่อๆไปอีก ไม่ค่อยพูดค่อยจา...จะว่าคนเลี้ยงดุหรือแอบตีจนกลัว ก็ไม่ถูกเพราะเห็นพูดจาอ่อนหวานดี”
แต่สิ่งที่สะดุดหู อาทร คือคำพูดสุดท้ายของรุจา
       “เราสอนให้แกพูด แกก็พูด แต่ไม่รู้ยายตุ้มแกนึกสนุกยังไง เดินเตาะแตะมามาพูดกับพ่อแกว่า นายขอตัง”

       แต่คนเลี้ยงก็บอกว่า กลางวันมีขอทานมาขอเงิน ยายตุ้มอาจจะจำมาก็เป็นได้ แต่สำหรับเรื่องแบบนี้ แท็กซี่ 0007 อย่างอาทร ต้องพิสูจน์

      แล้วเขาก็พบความจริงที่น่าปวดร้าว จนต้องพารุจาและสามี ไปที่ตลาดแห่งนั้นในยามกลางวัน เมื่อเห็นเด็กขอทานหน้าตามอมแมมคนหนึ่ง กำลังนั่งขอตังอยู่ที่ริมทางเท้า
         ยายตุ้ม ลูกของรุจานั่นเอง!!

           ยายคนเลี้ยงเด็กนั่นเอง ที่เอาเด็กไปให้กลุ่มคนใจยักษ์ เช่าเพื่อเอาไปขอทานตามตลาด พอบ่ายก็เอามาส่ง แล้วก็จัดแจงอาบน้ำแต่งตัวปรนเปรอให้กินจนอิ่มหนำสำราญ รอรับหน้าพ่อแม่ที่กลับจากทำงาน
รุจาแค้นสุดขีด จนอยากไล่ยายพี่เลี้ยงตัวแสบนั่นออกจากบ้านในวันนั้น แต่อาทรขอเอาไว้ เขามีวิธีการจัดการที่เจ็บแสบยิ่งกว่า

         อาทรสืบจนรู้ว่าพื้นเพกำพืดของยายพี่เลี้ยงตัวแสบอยู่ที่สิงห์บุรีพร้อมประวัติสามีเก่าและลูกที่อยู่กับเมียใหม่ของสามี ไม่ยากเลย เมื่อวันรุ่งขึ้น เขาจะแวะกลับมาที่บ้านรุจา แกล้งทำเป็นหยิบหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษขึ้นมาอ่าน ขณะที่พี่เลี้ยงเด็ก คอยนั่งแอบสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ

        เขาแกล้งเปรยกับรุจา ถึงข่าวแม่เลี้ยงทารุณลูกเลี้ยงในหน้าหนังสือพิมพ์ โดยใช้เตารีดนาบร่างจนสุกไปทั้งตัว

          “ตาพ่อเพิ่งเอาส่งโรงพยาบาลตำรวจ แผลตามตัวเน่าแล้ว ตอนนี้เป็นตายยังไงก็ไม่รู้ ข่าวฝรั่งก็ซ่างั้นนะ ตำรวจกำลังไปจับตัวนังแม่เลี้ยง รู้สึกว่าชื่อ อำพัน ส่วนผัว น่าจะชื่อโชติ หรือชดนี่แหละ อยู่สิงห์บุรี”
        คนเลี้ยงเด็กรีบแทรกขึ้นมาทันทีอย่างลืมตัว

       “ดูเหมือนจะชื่อแช่มช้อย ทองรัก นะ เอ...นามสกุลเดียวกับแม่แฉล้มเลยนะนี่เป็นอะไรกันหรือเปล่า?”
         เท่านั้นเอง ที่หล่อนสติแตก รีบให้เขาพามาส่งที่โรงพยาบาลตำรวจ ทั้งที่ไม่มี คนไข้ชื่อดังกล่าวอยู่แม้แต่น้อย จนกระทั่งเกิดเหตุสลดตามข่าว

        ผม นายอาทร ประชา ผู้มีฉายาว่าแท็กซี่ 0007 อาจจะต้องมีบาปติดตัวอยู่บ้าง ในฐานที่เป็นต้นเหตุประการแรกที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้ประสบอุบัติเหตุ ถึงแก่ความตาย… แต่พระเจ้าบนสวรรค์ หรือบางทีอาจจะเป็นพระพรหมเองก็ได้ อาจจะต้องขอบใจผม ที่ช่วยจัดการกับคนใยยักษ์ ให้ โดยที่พระเจ้าบนสวรรค์ไม่ต้องลงมือเอง...

           จากหลังปกของ หนังสือเล่มนี้ บอกเราว่า...

            ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์ เป็นนักประพันธ์นวนิยายประเภทเรื่องสมจริง ที่งานประพันธ์ของเขาได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางผู้หนึ่งในปัจจุบัน สำหรับเล่ห์โลกีย์ เล่มนี้ เป็นเรื่องที่เขาได้พื้นฐานมาจากเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นจริง ในสังคมมนุษย์ ผู้เป็นปุถุชนอันมีดวงจิตหนาด้วยกิเลส บางกรณี ก็ดูไม่น่าเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปได้จริงๆ

         เล่ห์โลกีย์ จึงเป็นอีกหนึ่งผลงาน ของนักเขียนรุ่นครูที่สะท้อนภาพจำลองชีวิตอีกมุมหนึ่งมาให้เพื่อนนักอ่าน ได้ลิ้มลองรสชาติแห่งชีวิตกันครับ

 


Create Date : 02 สิงหาคม 2562
Last Update : 2 สิงหาคม 2562 15:19:21 น. 0 comments
Counter : 239 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15


 
สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 74 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.