กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า "ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
 
มกราคม 2566
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
space
space
25 มกราคม 2566
space
space
space

ต่อไป ตย. วิธีเจริญสมาธิแบบต่างๆ


ต่อไป  แบบปฏิบัติมาตรฐานที่บันทึกไว้ในตำราศาสนา  


- วิธีเจริญสมาธิ (ของเดิมเขาเรียกเจริญสมาธิ    ส่วนชาวพุทธบ้านเราพูด นั่งสมาธิ จนเข้าใจผิดไปว่านั่งเป็นสมาธิ  คือ นั่งอย่างนั้นแล้วจะเป็นสมาธิ   พอลงนั่งคู้บัลลังก์แล้วจิตมันวุ่นวายฟุ้งซ่าน  ก็ถามว่า ไม่เห็นเป็นสมาธิเลย  ไหนว่า นั่งสมาธิล่ะ  แล้วจะทำไงล่ะทีนี้  9 ก็ว่ากันไปแนะนำกันไปตามอัธยาศัย) 
 


 

- การเจริญสมาธิแบบธรรมดาพาไปเอง

- การเจริญสมาธิตามหลักอิทธิบาท

- การเจริญสมาธิอย่างสามัญ หรือฝึกสมาธิโดยใช้สติเป็นตัวนำ

- การเจริญสมาธิอย่างเป็นแบบแผน

 

เรื่อง จงกรม  เดินจงกรม  ก็ทำนองเดียวกัน    ผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจเหตุผลและความมุ่งหมายว่า เขาทำเพื่ออะไร   เขาปฏิบัติเพื่อฝึก อบรม เจริญนามธรรม เช่น สติ  สัมปชัญญะ สมาธิ เป็นต้น  และในนั้นเข้าใจอีกว่า    เป็นการปรับอินทรีย์ด้วย   เขาจึงแบ่งจงกรมเป็น ๖ ระยะๆ ๑-๓ เน้นวิริยินทรีย์  ๔-๖  เน้นสมาธินทรีย์   เพราะเมื่อวิริยินทรีย์ล้ำเกินอินทรีย์อื่นจิตมักตกไปข้างฟุ้งซ่าน  ก็ให้เพิ่มสมาธินทรีย์ โดยจงกรมระยะ ๔, ๕, ๖, ฯลฯ    ถ้าสมาธินทรีย์ล้ำเกินอินทรีย์อื่น  จิตมักตกไปข้างเกียจคร้าน  ไม่คล่องตัว  ก็ปรับด้วยจงกรมระยะ ๑, ๒, ๓,  เขามีเหตุผลของเขา  เพราะฉะนั้น  ผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจการปรับอินทรีย์ขณะปฏิบัติด้วย


-  สภาวะที่ประสบจากการปฏิบัติเมื่อจิตมีสมาธิถึงระดับหนึ่ง  จะชี้ให้ดูข้อสังเกตที่สมาธิ (สมาธินทรีย์) ล้ำเกินวิริยะ (วิริยินทรีย์) จากตัวอย่างนี้  450


ผมก็นั่งตามลมหายใจพุทโธไป

วันแรกๆ ก็ไม่เป็นอะไร  พอวันที่สามนั่งไปซักพักประมาณสิบนาทีเริ่มมีอาการเหวี่ยงแบบเหวี่ยงหมุนจน เวียนหัวจึงนั่งต่อไม่ได้ลืมตาขึ้นมานั่งดูพระรูปอื่น

เป็นอย่างนี้อยู่เกือบตลอด  กลับมาที่กุฏิก่อนจะจำวัดก็นั่งก็เป็นอีก

จนมาถามพระพี่เลี้ยงท่านบอกเหมือนจิตกำลังจะได้เข้าสู่ความสงบให้ผ่านจุดนี้ไปให้ได้ แต่มันก็ได้แบบแปปๆแล้วก็หมุนอีกหมุนอีก

จนลาสิกขามาก็เริ่มมาหาอ่านเอง  จนได้อ่านบันทึกกรรมฐานของเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ให้พิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม

คราวนี้ก็ทำตามหนังสือ  หายใจตอนแรกก็ยาว    ก็ตามไปซักพัก เริ่มพิจารณาตามสติปัฐฐาน    คราวนี้หมุนเร็วเลยหมุนแรงมากจนรู้สึกจะอาเจียนเลย

ผมก็พิจารณาว่าเป็นทุกขเวทนา   ก็ดีขึ้นแปปก็หมุนอีกเรื่อยๆ   จนตอนนี้ยังแก้ไม่ได้เลยครับ ไม่รู้ว่าจะทำยังไง  ล่าสุดเมื่อคืนหมุนจนจะอ้วกจนถอนสมาธิออกมา  ยังมีอาการเวียนหัวจะอ้วกมาอีกซักสิบห้านาทีค่อยดีขึ้น

คำถามครับ

1. ผมควรแก้ปัญหานี้ยังไงดี   ฝืนนั่งไปเรื่อยๆจนหายหรือต้องกำหนดอะไรยังไง

2. จุดมุ่งหมายจริงๆ   คือวิปัสสนากรรมฐานคืออะไรครับ     

ไม่ได้โอ้อวดว่าตัวเองเก่งนะครับ  พอดีผมเรียนแพทย์เลยเข้าใจพวกสรีระร่างกายมนุษย์ อยู่แล้ว  เมื่อมาเรียนรู้ทางธรรมพิจารณาตามขันธ์ 5 ก็เข้าใจว่ามันไม่ได้มีตัวตนจริงๆของเรา     เหมือนเท่าที่อ่านการฝึกวิปัสสนา  ทำให้เราเข้าใจว่า  ทุกอย่างมีเกิด-ดับของมัน เป็นธรรมดา ไม่ให้เรายึดติด   แต่ถ้าผมอ่านแล้วเข้าใจแล้วจะทำไปเพื่ออะไร  หรือว่าให้จิตเราแข็งแกร่ง   จะได้มีสติรู้เท่าทันทุกการกระทำ   หลังสึกออกมาทุกวันนี้     เวลาจะโกรธใครก็เหมือนมีสติมาห้ามทัน   แต่ก็ยังมีหลุดบ้าง    ซึ่งก่อนหน้านี้จะตอบโต้แทบจะทันทีเพราะเป็นคนใจร้อน.


-  ที่ไฮไลท์บอกว่า สมาธิ ล้ำเกินวิริยะ ผู้ปฏิบัติต้องจงกรมระยะต่ำๆปรับ เป็นที่น่าสังเกตว่า  ผู้ปฏิบัติแบบภาวนาพุท-โธๆ ส่วนมากมักไม่ค่อยจงกรม  ถึงมีจงกรมบ้าง  ก็ไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลและความมุ่งหมายของจงกรม และคิดเห็นเรื่องนี้ออกแนวเป็นของขลังของศักดิ์สิทธิ์ไป 9

 - ข้อให้สังเกตสำหรับผู้ปฏิบัติเอง เมื่อประสบสภาวธรรมใดๆก็ตาม เช่น ลมหายใจหาย  คลื่นไส้อาเจียน  นั่นนี่โน่น  มันไม่ทำให้ผู้ปฏิบัติตายเป็นอันขาด  (แต่อย่าหลงมัน พอหลงก็ติด  ก็เลิก) ถ้าสภาวะนั่นนี่โน่นทำให้ตายได้นะ   เราตายก่อนหน้านั้นแล้ว  ก่อนหน้าที่เราจะประสบกับมัน  เพราะอะไร ?   เพราะสภาวะนั่นมันเป็นของมันอยู่อย่างนั้นทุกเวลา (สามัญลักษณ์)  แต่เราไม่เคยรู้ไม่เคยประสบ   เพราะเราไม่เคยมนสิการ   (จะอ้วกจะอะไรก็กำหนดไปตามที่มันเป็น)   เมื่อมามนนิการแล้วประสบกับมัน   หน้าที่ผู้ปฏิบัติ ก็คือ ต้องกำหนดรู้จักตามที่มันเป็นของมัน  นี่แหละหนทางที่จะไม่หลง  ไม่ยึด ไม่ติดมัน   ตรงข้ามผู้ปฏิบัติจะรู้จักมันเข้าใจมัน   

- เมื่อใดรู้เข้าใจมันแล้ว   เมื่อนั้นก็ธรรมะ  ก็ธรรมชาติ  ก็ธรรมดาของมัน  110 แต่เมื่อยังไม่รู้ไม่เข้าใจ  พอทำไปปฏิบัติไปนั่นนี่เข้าหน่อย   ขนลุกหน่อย  ฯลฯ  เอาละมาล่ะฌาน (ผู้หนักในฌาน)  มาล่ะศักดิ์สิทธิ์  (ผู้หนักในศักดิ์สิทธิ์อภินิหาริย์)  ติดวนอยู่นั่น  
 



Create Date : 25 มกราคม 2566
Last Update : 26 มกราคม 2566 6:42:34 น. 0 comments
Counter : 42 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space