Once upon a time ...
Group Blog
 
All blogs
 
บ้านนอก


เป็นบ้านนอกเข้ากรุงมาครบปี สุดท้าย คนเราปรับตัวได้ทั้งนั้นล่ะ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน สภาพไหน

นึกถึงสัปดาห์แรกที่ย้ายมานอนในเมือง นอนไม่หลับ เสียงรถและความวุ่นวาย นานๆทีมีเสียงไซเรนจากมุมโน้น มุมนี้ของตัวเมืองให้ตกใจบ้าง

คนบ้านนอกจะซื่อๆ คนในเมืองดู...แปลก ไม่เป็นมิตร นี่เป็นสัปดาห์แรกของการทำงาน ความรู้สึกที่มีต่อเพื่อนที่ทำงานใหม่หลายคนเป็นอย่างนั้น แต่ผู้บริหารระดับสูงที่เป็นผู้บังคับบัญชาให้ความเป็นกันเองมากๆๆ ก็เลยพอชดเชยกันได้

ผู้คนที่ต้องเจอกันทุกวันคือคนที่โดยสารรถไฟฟ้า จำได้แม่นในสัปดาห์แรกว่าเจอผู้หญิงสวยจัดสองนาง ขึ้นมาในช่วงที่คนแน่นๆ แล้วก็ผลัดกันพูดลอยๆ กระทบใครไม่รู้ว่าสงสัยเกิดมาไม่เคยขึ้นรถไฟฟ้า ไม่รู้จักเดินเข้าด้านใน..และอีกสารพัด หน้าตากับคำพูดที่ออกมา สำหรับเรา มันขัดกันอย่างแรง แล้วก็งง พวกเธอว่าใคร รถมันแน่นปานนั้น ว่ากระทบใครไม่รู้แต่เธอ 2 คนก็ยืนอออยู่ตรงประตู แล้วทำไมต้องกระทบ ทำไมไม่บอกกันดีดีล่ะ

หลังจากใช้บริการรถไฟฟ้ามาร่วมปี ก็ได้แต่ทำความเข้าใจว่า น้อยคนที่จะพูดกันตรงๆ เจอผู้หญิงคนหนึ่งที่เบียดตัวเข้ามา พร้อมกับส่งเสียงว่า รอมาหลายขบวนแล้ว เดินชิดในกันหน่อยค่ะ ขอกลับบ้านด้วยคน ยังจำได้อยู่เลย เราชอบแบบนั้นอ่ะ

รถไฟฟ้าเป็นพาหนะที่สะดวกมากสำหรับเรา แต่ก็..ทำความขัดเคืองใจให้บ่อยเหมือนกัน พวกแย่งคิวที่ต่อแถว นี่ทำความขุ่นใจได้ทุกครั้ง ยังมีคนที่ใส่หูฟังเพลงแต่เพลงในหูฟังตัวเองส่งเสียงดังมากๆ ทั้งการไอจามที่ไม่มีมาสก์หรือไม่มีผ้าปิดปาก แถมมีเสียงน้ำมูกประกอบ มีการป้ายมือไปกับเสาหรือผนังรถ นี่น่ากลัวมากๆ เราได้แต่พกแอลกอฮอร์เจลกับมาสก์ (กันไม่ได้เท่าไหร่แต่ก็ขอนิดเถอะ) และพกความรู้สึกของการทำใจ รับสภาพ 

ในเมืองมีของกินเยอะมากแต่ก็แพงอยู่ สัปดาห์แรกซื้อข้าวกิน ข้าวไรซ์ที่ชอบกิน ถุงนิดเดียว 20 บาท กินได้แค่มื้อเดียว นี่ยังไม่รวมกับข้าว ราคาอย่างละ 40-50 บาท ค่าครองชีพในเมืองนี่สูงจริงๆ จ่ายราคานี้ได้ไม่กี่วันก็หุงข้าวเอง และทำกับข้าวเองบ้าง เพราะนอกจากราคาแล้ว ส่วนประกอบทั้งหลายที่เขาทำมาก็ไม่รู้ไว้ใจ ได้แค่ไหน กินฝีมือจืดๆของตัวเองด้วยความสบายใจดีกว่า ที่ทำงานน่ารักมากที่จัดห้องแอร์ให้พนักงานกินข้าว คนที่ห่อข้าวมาก็เลยสะดวก หรือคนที่ไม่อยากไปทนร้อนข้างล่างก็จะซื้อมากินข้างบนแทน

แต่ขนมนมเนยก็มากมาย ชวนให้น้ำหนักขึ้นดีเหลือเกิน ยังไงก็ตาม ผ่านไปหนึ่งขวบปี น้ำหนักที่เคยลดไปก็กลับมายืนที่เดิมแล้วเพราะหลงไปกับขนมหลากหลายแถวนั้น

พ่อค้าแม่ค้าในเมืองบางคน พูดจาหวานมาก มารยาทดีงามสุดๆ จะมาจากใจรึเปล่าไม่รู้ล่ะแต่ไม่เคยเห็นแบบนี้ที่บ้านนอก พ่อค้าบางคนหน้าตาโหด ขัดกับเสียงนุ่มๆ อย่างแรง เขาค่อยๆบรรจงวางของใส่ถุง แม้จะรับเงินทอนเงินก็ยังนอบน้อมปานนั้น บางคนเรียกเราว่าคุณหนู บางคนส่งมอบอาหารเสร็จ นอกจากขอบคุณแล้วยังอวยพรให้มีสุขภาพแข็งแรง  CS น่ะ มีได้กับทุก product และไม่เลือกสถานที่ด้วย Smiley การเดินซื้อของกินทุกเช้าจึงเป็นความรื่นรมย์อยู่ไม่น้อย รวมถึงการได้สังเกตว่าคนแจกหนังสือพิมพ์บางคนมีกลยุทธยังไงที่จะแจกให้หมดไวๆ

คนในเมืองเขาช่างแต่งเนื้อแต่งตัวพร้อมกับกลิ่นกายที่หลากหลาย อยู่ไปหลายเดือนจึงจะพบว่าผู้หญิงสมัยนี้เขาไม่ใส่กระโปรงสั้นคลุมหัวเข่ากันแล้ว บ้านนอกอย่างเรานี่เชยมากๆๆ แต่ผู้หญิงหัวเข่าด้านอย่างเรา แถมไม่ทาครีมบำรุงเป็นประจำอีก ไม่ได้เดือดร้อนกับความเชยที่ว่านักหรอก

เรื่องดีดีของการมาอยู่ในเมืองคือ การเดิน การเดินทางแบบนี้ทำให้เราต้องเดิน เดินไปขึ้นรถไฟฟ้า เดินไปที่ไหนๆ (เมื่อก่อน ไปไหนก็ขับรถ ทำให้เดินน้อย) การได้เดินมากขึ้น การได้เคลื่อนไหวนี่เหมาะกับเรามากๆๆๆ Smiley

การเดิน ตั้งแต่เช้ามืด เดินไปทำงาน เดินเล่นหลังมื้อกลางวัน และเดินกลับบ้านตอนเย็น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ดีของการได้มาอยู่เมือง มีความสุขกับการได้เดิน Smiley เรื่องดีระหว่างทางเดินอีกอย่างคือ ช่วงปลายปี อากาศชื้นๆ ระหว่างทางจะเจอหอยทากกับกิ้งกือบนทางเท้า มักจะหยิบมันไปไว้ข้างที่มีดิน จัดการไปหลายสิบตัวแล้ว

จะไม่ดีก็ตอนที่เดินข้ามถนน แล้วต้องระวังมอเตอร์ไซค์ที่มากันได้ทุกทิศทาง รวมทั้งมอเตอร์ไซค์บนทางเท้า หรือรถยนต์ที่เจอทางม้าลายแต่ไม่จอดให้ หรือรถที่ฝ่าไฟแดงที่มีให้เห็นเป็นประจำ นี่ก็ต้องระวังตัวอยู่ทุกวัน และบางครั้งสำลักควันรถ หายใจไม่ทัน อันนี้..แย่จัง

ก่อนครบรอบปี มีเรื่องดีจากการเดินไปทำงาน คือ คุณยายที่เตรียมข้าวปลาอาหารมานั่งรอใส่บาตรพระ เคยไปใส่ร่วมกับคุณยาย ผู้หญิงบ้านนอกอย่างเราจะชินกับการใส่บาตรพระที่มาเดินบิณฑบาตที่หน้าบ้านมากกว่าการเดินไปใส่บาตรพระที่ยืนประจำที่ และเมื่อสังเกตเห็นว่าคุณยายนั่งอยู่ที่นั่นประจำทุกวันในช่วงเวลาไหน สังเกตความสำรวมของพระแล้วมีศรัทธา ก็เลยได้ร่วมใส่บาตรกับคุณยายบ้างหรือส่วนใหญ่จะฝากของคุณยายใส่บาตรทุกวันไป นี่เป็นเรื่องดีดีที่เกิดขึ้นทุกเช้าระหว่างเรากับคุณยาย

เรื่องดีอีกเรื่องคือ เดินทางไปฟังธรรมสะดวกขึ้น หรือจะไปช่วยงานบุญที่เคยไปประจำก็ขับรถไปใกล้กว่าเดิม 

อ้อ.. ได้ออกกำลังกายด้วย อยู่บ้านนอกเล่นแบต อยู่ในเมืองเล่นปิงปอง แล้วก็ขี่จักรยานในร่ม เวทเทรนนิ่งบ้าง ที่ทำงานมีห้องยิม เป็นสวัสดิการที่ถูกใจจัง


ความรู้สึกกับคนรอบข้างดีขึ้นทุกวัน นายทำทานได้บ่อยๆ เกิดภัยพิบัติที่ไหนก็จะมีการบริจาค แล้วก็ทำอยู่เรื่อยๆ รวมถึงเทศกาลต่างๆ ทำโดยไม่ออกสื่อก็มี ทั้งนายและเพื่อนร่วมงานหลายคนเป็นแบบนี้ นี่ก็เป็นความชุ่มชื่นใจที่ได้อยู่ใกล้คนกลุ่มนี้

ถ้าจะเคยมองว่าเมืองเป็นความแห้งแล้ง เป็นกระแสของความอึดอัด ความแออัด ความร้อนรุ่ม การแก่งแย่ง ความเฉยเมย ตัวใครตัวมัน ...เมืองส่วนที่เราอยู่ก็ยังไม่แล้งเกินไปนัก มีความเย็นสายเล็กๆให้ได้สัมผัสเพื่อคลายร้อนลงไปบ้าง 


ผู้หญิงบ้านนอก ยังไม่ได้ถูกเมืองกลืนเธอไปหรอกนะ Smiley





Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 6 มีนาคม 2560 20:21:23 น. 0 comments
Counter : 120 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

BlogGang Popular Award#13


 
saifan
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add saifan's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.