Group Blog
 
All blogs
 

หวง





คุณเคยทำตัวไม่ถูกเวลาอยู่กับ ‘เพื่อนสนิท’ บ้างมั้ย?



ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่าวันๆ จะทำอะไรกันบ้าง แต่ผมกำลังหมายถึงการไม่รู้จะทำตัวยังไงเมื่อเพื่อนคนนั้นอยู่ใกล้ๆ



ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง เพราะมันก็คือการ ‘ทำตัวไม่ถูก’ นั่นล่ะ



และก็ไม่ใช่ว่าเป็นแบบนี้กับเพื่อนทุกคนหรอกนะ เพราะเพื่อนสนิทเก่าแก่อย่างจุนซู ผมไม่เคยเจอปัญหานี้เลยสักครั้ง



ผมรักจุนซู รักทุกๆ อย่างในตัวจุนซู แต่ใจผมไม่ได้เต้นเมื่อจุนซูมาอยู่ใกล้ หน้าผมไม่ได้ร้อนกับเพียงแค่ได้สบตากัน เวลาอยู่กับจุนซูผมจะเป็นตัวของตัวเอง แต่เวลาอยู่กับเจ้าบ้านั่น ก่อนหน้านี้ก็เป็นอย่างนั้น



แต่มันไม่ใช่กับตอนนี้น่ะสิ!



เพราะผมไม่รู้จะวางตัวยังไง จะทำหน้ายังไง ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกตะขิดตะขวงใจแบบแปลกๆ แบบนี้มันเริ่มตั้งแต่ตอนไหน ตั้งแต่ที่ผมไปนอนบ้านมันมั้ย? ตั้งแต่ที่เริ่มมีเรื่องของแชอึนเข้ามามั้ย?



หรือตั้งแต่โดน ‘จูบแบบเพื่อน’ ในชิงช้าสวรรค์เมื่อไม่นานมานี้มั้ย?



แต่ที่รู้แน่ๆ คือผมมองหน้าเจ้า ‘เพื่อนสนิท’ คนนั้นไม่ติดเอาซะเลย เพราะแค่รู้สึกว่ามีมันอยู่ร่วมด้วยในห้อง ความร้อนผ่าวก็แล่นเป็นริ้วขึ้นมาบนหน้าแล้ว นั่นทำให้ผมคอยหลบคอยเลี่ยงหาเรื่องหาอะไรทำ เพื่อที่ว่าคนอื่นๆ จะได้ไม่รู้ถึงอาการแปลกประหลาดนี้ของผม



แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจะอยากให้มันไปอยู่ไกลๆ สายตาผมนะ



เพราะช่วงหนึ่งที่เจ้าเพื่อนสนิทคนนั้นติดถ่ายละครหลายวันติดต่อกัน และไม่ยอมโผล่หน้ามาที่หอ ไม่ยอมเข้าบริษัท ไม่แม้กระทั่งจะไปหาผมที่กำลังจัดรายการเหมือนทุกคราว ผมก็ได้แต่ยกโทรศัพท์ที่มันว่างเปล่าไม่มีสายโทรเข้าขึ้นมาดูอย่างหงุดหงิดใจ แต่พอจะกดโทรออกไป อะไรซักอย่างก็ทำให้ผมต้องวางมันลงที่เดิม



เพราะผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรกับมัน



ทั้งๆ ที่แต่ก่อนก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้เลยสักนิด เวลามีเรื่องทั้งดีหรือไม่ดี ผมจะคิดถึงมันก่อนเป็นคนแรก และเร็วเท่าที่ใจคิด ผมก็จะโทรหามันแม้ว่าเรื่องนั้นจะไร้สาระขนาดไหนก็ตาม แต่มาตอนนี้ผมกลับไม่รู้จะคุยอะไรกับเจ้าเพื่อนคนนี้ ทั้งที่อยากโทรหาใจแทบขาด แต่เมื่อคิดว่าแล้วจะคุยเรื่องอะไรหลังจากนั้นผมก็จำต้องล้มเลิกความคิดที่จะโทรนั่นทิ้งไปซะ



เพราะทุกครั้งที่เห็นหน้ามัน ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงมัน ความรู้สึกของการที่ใบหน้านั้นแนบชิดลงมา พาลมหายใจร้อนผ่าวกระทบลงบนผิวหน้าผม ก่อนจะพาความอุ่นจัดแนบลงมาติดริมฝีปากของผม



แค่คิดไปถึงเรื่องนั้นหน้าผมก็ร้อนเห่อขึ้นมาอีกครั้งแล้ว



แล้วจะให้ผมโทรหามัน หรือมองหน้ามันติดได้ยังไงล่ะ



ผมรู้ว่าตัวเองเป็นพวกประเภทความรู้สึกช้า เพราะตอนแรกๆ ก็ยังไม่เท่าไหร่หรอก แต่ยิ่งเวลาผ่านไปและยิ่งได้คิดถึงเรื่องนี้เรื่อยๆ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ใช่ รู้สึกว่าอะไรๆ มันดูแปลกๆ เกินไป แต่จะให้อ้าปากถามใครหรือปรึกษาใครนั้น...



เจ้าปลาป่วนเพื่อนยาก...เจ้านั่นมันไม่รู้เรื่องอะไรยิ่งกว่าผมซะอีก และถ้าทงเฮรู้เรื่องนี้คงได้รู้กันทั้งบ้านแน่ ดังนั้นผ่านๆ



พี่ฮีชอลที่ทำเหมือนรู้อะไรดีๆ...บรื๋อออส์ แค่เข้าใกล้ก็สยองแล้ว แล้วผมจะเอาความกล้าที่ไหนไปเล่าเรื่องนี้ให้พี่จิกๆ กัดๆ กลับมาล่ะ



งั้น...ถ้าเป็นหัวหน้าวงที่คอยดูแลผมมาตลอดข้างๆ คนนี้



พร้อมๆ กับที่ในหัวว้าวุ่นไปมาเมื่อผมก็ยังเรียบเรียงไม่ถูกด้วยซ้ำว่าจะถามพี่ว่าอะไร อยู่ๆ โทรศัพท์พี่ก็สั่นขึ้นมาซะก่อน ก่อนพี่จะยกมันขึ้นมากดรับสาย เสียงเรียกชื่อที่ออกมาจากปากหยักสวยทำให้ผมเปลี่ยนมาทำหน้าขมวดคิ้วมุ่นแทน



“หืม? ว่าไงซีวอน?”



ทั้งอาทิตย์ไม่เคยมีชื่อนี้โผล่เข้ามาที่หน้าจอผมเลยสักครั้ง (ไม่นับครั้งแรกๆ ที่ผมยังไม่กล้ารับ) แต่นี่ผมกลับได้ยินมันจากปากพี่ ตะกอนขุ่นๆ เหมือนกำลังถูกกวนข้างในตัวและทำให้ผมรู้สึกไม่พอใจยังไงก็ไม่รู้



“ใช่ ยังไม่เสร็จงาน แต่กินแล้ว ก่อนเข้ามาก็ไปกินข้าวกันมาแล้ว...ไม่เอาๆ ไม่ต้องซื้ออะไรมาหรอก นายก็น่าจะเพิ่งถ่ายละครเสร็จไม่ใช่รึไง กลับบ้านไปนอนเถอะ เมื่อวานนายก็นอนดึกนี่”



รู้สึกได้เลยว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทำหน้าหงุดหงิดสุดๆ ไหนมันเคยบอกว่าผมเป็นที่หนึ่งของมันไง แล้วทำไมถึงโทรหาพี่แทนที่จะโทรหาผม ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าเรามาทำงานด้วยกัน และฟังจากคำพูดพี่จองซูแล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกในรอบอาทิตย์นี้ที่พวกเค้าโทรหากันแน่ สรุปเจ้าบ้านั่นมันไม่ได้ยุ่งเลยหายไปเหมือนที่ผมเข้าใจตอนแรกใช่มั้ย



แล้วทำไมผมต้องมานั่งหงุดหงิดกับเรื่องอย่างนี้ด้วยเนี่ย



โว้ยยยย ผมไม่เข้าใจตัวเองเอาซะเลยให้ตาย!



สภาพของผมที่หงุดหงิดงุ่นง่านขยับตัวไปมาแบบอยู่ไม่สุขคงทำให้พี่จองซูสะดุดตา เพราะพี่ก็หันมามองผมทั้งๆ ที่ยังคุยโทรศัพท์กับคนปลายสายไปด้วย



“อืม...สบายดี แต่ดูท่าตอนนี้จะไม่ค่อยดีแล้วล่ะ ฮยอกแจก็อยู่ตรงนี้ด้วย นายจะคุยมั้ย?”



“ไม่ครับ!”



ผมไม่รู้คนปลายสายตอบว่าไง แต่ความหงุดหงิดใจทำให้ผมก็โพล่งตอบไปอย่างนั้นแล้ว พอรู้สึกตัวว่าตัวเองพูดอะไรและเจอพี่มองมาอย่างแปลกใจ แถมเสียงปลายสายก็เงียบไปเหมือนรอฟัง ผมก็ต้องรีบแก้ตัวตะกุกตะกักในขณะที่ทำเป็นจับนู่นจับนี่ให้เหมือนตัวเองดูยุ่งซะเต็มประดา



“คือ...เพลงกำลังจะจบและต้องเข้าช่วงทอร์คแล้ว ถ้าคุยโทรศัพท์เดี๋ยวจะนาน งั้นผมไม่คุยนะ ถ้ามีอะไรเดี๋ยวผมโทรหาซีวอนเอง”



และถ้าซีวอนอยากคุยกับผมก็ต้องโทรมาหาผมเองสิ ไม่ใช่โทรหาคนอื่นและทำเหมือนคุยกับผมเป็นตัวแถมอย่างนี้



เฮ้อ ทำไมช่วงนี้ผมต้องเป็นคนคิดมากอย่างนี้ด้วยนะ



“อ่ะ จริงด้วย เดี๋ยวต้องเริ่มทำงานแล้ว แค่นี้ก่อนนะซีวอน ค่อยคุยกันวันหลังแล้วกัน อืม ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวดูให้ นายเองก็ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ นอนเยอะๆ ถ้าไม่สบายแล้วจะยุ่งเอา อืม บาย”



ตัดสายไปแล้วพี่ก็หันมาโชว์ลักยิ้มข้างเดียวให้ผมและบอกว่าเริ่มงานกันเถอะ เห็นอย่างนั้นผมก็เลยต้องพยายามยิ้มตอบกลับบ้างและต้องพับโครงการปรึกษาเรื่องวุ่นวายใจกับหัวหน้าวงเอาไว้



เพราะฟังจากที่เค้าคุยกันแล้ว พี่ไม่น่าจะเข้าใจคำว่า ‘ทำตัวไม่ถูก’ ของผมหรอก



ทั้งหมดนั่นคือสถานการณ์ที่พอเจ้านั่นหายไป ผมก็หงุดหงิดไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะคุยกับใคร



แต่พอเจ้านั่นกลับมาอยู่ใกล้ๆ ผมก็ยิ่งไม่รู้จะทำตัวยังไง จะคุยอะไร จนสุดท้ายก็กลายเป็นหลบหน้ามันไปซะอย่างนั้น



อย่างวันนี้ก็เหมือนกัน วันหยุดสบายๆ ที่ผมนอนเล่นอืดไปอืดมาอยู่บนโซฟา จ้องจอทีวีที่ฉายหนังซักเรื่องของเจ้าปลาป่วนอย่างไม่รู้เรื่องเท่าไหร่นัก เพราะสายตาผมก็คอยแต่จะเบนไปมองโทรศัพท์บนโต๊ะสลับกันไปมา จนเจ้าปลาจุ้นหันมาถามอะไรซักอย่างนั่นล่ะ ผมเลยสะดุ้งและหันไปมองหน้าเจ้าปลาน้อยอย่างตกใจ



“นายว่าใครเป็นคนร้ายอ่ะฮยอก? มาพนันกันมั้ย ฉันว่าต้องเจ้าของคฤหาสถ์แน่เลยอ่ะ”



“อ่ะ หืม? นายว่าอะไรนะทงเฮ?”



คำถามพร้อมด้วยใบหน้าเอ๋อๆ ของผมทำให้ทงเฮหรี่ตามองอย่างไม่พอใจ ก่อนจะพูดช้าๆ ชัดๆ เหมือนเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาแล้ว



“ฉันถามนายว่านายคิดว่าใครเป็นคนร้าย แต่ถ้านายไม่ได้สนใจจะดูก็ช่างเถอะ รู้งี้ฉันไม่รอดูพร้อมนายดีกว่า ดูกับคิบอมยังดีซะกว่า ถึงเจ้าเด็กหน้าดำนั่นจะพูดน้อยและชอบเดาเรื่องได้ก่อนจนน่าหมั่นไส้ แต่อย่างน้อยเจ้านั่นก็สนใจหนังของฉันมากกว่าโทรศัพท์อ่ะ”



ตอบเสร็จก็สะบัดหน้าหนีไปอีกทาง งานเข้าแล้วล่ะทีนี้ เจ้าปลาน้อยงอนซะแล้วสิ เป็นผมเองนั่นล่ะที่เพราะกลัวตัวเองเบื่อจัดจนไม่มีอะไรทำในวันหยุด เลยรั้งทงเฮที่มาชวนดูหนังเรื่องนี้เมื่อสองสามวันก่อนให้รอมาดูพร้อมกันวันนี้แทน แต่ในขณะที่กำลังคิดหนักว่าจะง้อยังไงดี อยู่ดีๆ เสียงกุกกักหน้าประตูก็เหมือนสัญญาณช่วยชีวิตผมไว้พอดิบพอดี



“พี่กลับมาแล้ว ใครก็ได้มาช่วยขนของเข้าบ้านหน่อยเร็ว”



“อ้ะ ไปช่วยพี่จองซูกันเถอะทงเฮ จะเที่ยงแล้วฉันเลยหิวน่ะ พี่บอกจะซื้อของกินเข้ามาให้ฉันก็เลยมัวแต่รอโทรศัพท์พี่ไงเลยไม่มีสมาธิดู แต่เดี๋ยวตอนบ่ายค่อยดูใหม่อีกรอบได้มั้ย? ฉันอยากดูเรื่องนี้จริงๆ นะ ถ้าอิ่มแล้วก็คงมีสมาธิขึ้นแน่ๆ ”



“จริงนะ? นายจะดูหนังกับฉัน จะไม่เอาแต่จ้องโทรศัพท์อีกแล้วนะ?”



“อืม จริงที่สุดของที่สุดเลย ^ ^”



บอกอย่างนั้นและยิ้มกว้างให้เจ้าปลาน้อยก็ยิ้มตอบกลับมาให้ผมแล้ว ก่อนจะบอกว่างั้นค่อยดูใหม่ตั้งแต่ต้นก็ได้ เพราะผมจะได้รู้เรื่องด้วย ได้ยินอย่างนั้นผมจึงค่อยๆ ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกและเดินตามเจ้าปลาน้อยไปที่ประตูบ้านด้วยกัน



แต่ยังโล่งใจได้ไม่ทันไร ภาพที่เห็นที่หน้าประตูกลับทำให้ผมตัวชาวาบขึ้นมาอีกครั้งแทน



ดวงตาสวยๆ สีดำคมกริบ ที่แต่ก่อนผมทั้งอิจฉาและชอบมองยิ่งกว่าอะไร ในตอนนี้มันกลับไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเมดูซ่าที่สามารถแช่แข็งเลือดทั้งตัวของผมได้ เพราะแค่ได้สบตากัน เพราะแค่ได้เห็นเจ้าของดวงตาคู่นั้นยืนอยู่ที่ประตูบ้านและจ้องตรงมา แค่นั้นขาของผมก็เหมือนถูกสตัฟเอาไว้ที่เดิมเรียบร้อยแล้ว



แม้แต่ลมหายใจมันก็หมือนจะหยุดไปซะเฉยๆ ด้วย



กับเพียงแค่ได้เจอหน้าเจ้า ‘เพื่อนสนิท’ ที่ทำให้ผม ‘ทำตัวไม่ถูก’ ก็แค่นั้น



เฮ้อออออ มีใครเคยเป็นอย่างผมมั้ยเนี่ย ผมจะปรึกษาใครเรื่องนี้ได้บ้างล่ะเนี่ย T____T





“ฮยอกแจ ยืนเฉยทำไมเล่า มาช่วยกันขนหน่อยสิ หนักจะตาย นี่พี่ไปเหมาห้างเค้ามาหมดรึเปล่า? ซื้อเยอะยังกับจะตุนของหนีน้ำท่วมเลยอ่ะ”



“ก็มีแต่ของชอบนายทั้งนั้นล่ะ ลืมแล้วรึไงก่อนออกไปนายฝากพี่ซื้ออะไรมาให้บ้าง ถือแค่นี้เองอย่าบ่นนักเลยน่า ลองคิดว่าพี่ขนของพวกนี้มาได้ยังไงบ้างสิ นี่ถ้าไม่โทรเรียกซีวอนมาช่วยป่านนี้ไม่รู้จะฝ่าดงป้าๆ พวกนั้นออกมาได้ยังไง เฮ้อออ คราวหลังพี่จะไม่ไปซื้อของทั้งสภาพนี้แล้วนะ ซื้อมาแล้วยังโดนบ่นอีก ไม่ไหวเอาซะเลย”



‘สภาพแบบนี้’ คือสภาพที่เจ้าตัวปลอมตัวออกไปซื้อของ แต่ผมมองยังไงก็ยิ่งดูน่าสงสัยกว่าเดิม เพราะภาพที่เห็นคือ ผู้ชายตัวบางๆ ที่ใส่เสื้อตัวโคร่งๆ พรางรูปร่างเอาไว้ ปิดบังใบหน้าขาวๆ ด้วยแว่นกันแดดอันใหญ่ และสวมหมวกถักแนบทับลงไปปิดหน้าปิดตาเอาไว้อีกชั้น แต่กลับเอาทั้งหมดทั้งปวงนั้นไปเดินในห้างสรรพสินค้าแทนที่จะเป็นกลางแดดที่ไหนซักที่



มันจะไม่ยิ่งดูแปลกไปกันใหญ่เหรอ



แล้วดูยังไงแว่นกันแดดที่ใหญ่เกือบเท่าหน้ามันก็ช่วยปิดเจ้าลักยิ้มพิการกับปากสีแดงจัดนั่นไม่ได้หรอกนะ ถ้าไม่เพราะห้างที่เจ้าตัวไปคือห้างที่พวกแม่บ้านชอบไปต่อสู้แย่งชิงซื้อของลดราคากัน ผมก็เชื่อมั่นว่าแฟนคลับร้อยทั้งร้อยต้องจำเจ้าลักยิ้มนั้นได้แน่ๆ หรือถ้าไม่โดนจำได้อย่างนี้ ผมก็คิดว่าพี่โชคดีมากที่รอดจากการโดนพวกป้าๆ แจ้งความฐานทำตัวน่าสงสัยมาได้



แต่คนที่มากับพี่ ผมก็เชื่อว่าจะแฟนคลับร้อยทั้งร้อย หรือจะเป็นพวกป้าๆ ที่ไม่เคยรู้จักไอดอลอย่างพวกผมต้องจำเค้าได้ทั้งหมดแน่ หรือแม้จะไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา คนเค้าก็คงทายกันออกแหละว่าผู้ชายตัวสูงกล้ามบึ๊กที่แสนจะขี้เก๊กนี่เป็นดาราชัวร์ป้าบ



เพราะกับคนที่ก็เป็นดาราเหมือนกันอย่างผม แค่ได้เห็นหน้ามันยังใจกระตุกแล้วเลย ทั้งที่ก็เห็นกันบ่อยจะตายไป แล้วนับประสาอะไรกับคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันพวกนั้นล่ะ



และอาการใจเต้นแปลกๆ ที่ว่าทำให้ผมรีบหลบดวงตาสีดำๆ นั้น ก่อนจะก้มลงเก็บถุงซักถุงสองถุงเดินดุ่มๆ เข้าไปในครัว ทิ้งเสียงอ้อนขอโทษอย่างน่ารักของเจ้าปลาน้อยกับเสียงบ่นงึมงำแต่แฝงไปด้วยความเอ็นดูของพี่จองซูไว้ข้างหลัง และทิ้งเจ้าของดวงตาสีดำที่ทำให้หัวใจผมเต้นผิดจังหวะไปด้วยอีกคน



มาถึงครัวได้ผมก็ทำเป็นเก็บของนู่นนี่นั่น และช่วยเก็บของที่คนอื่นๆ ถือเดินเข้ามาให้เพื่อเลี่ยงที่จะออกไปเผชิญหน้า แต่ไม่กี่นาทีต่อมาผมก็รู้ว่าตัวเองคิดผิดที่เหมือนสร้างห้องปิดตายฝังตัวเองเอาไว้กับไอ้เจ้าฆาตกรหน้าหล่อนี่



เพราะพอทั้งพี่และเพื่อนเอาของเข้ามาเก็บและถือจานชามออกไปจัดเตรียมโต๊ะกินข้าวข้างนอก ในห้องก็ไม่ได้เหลือแค่ผมคนเดียวอย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะไออุ่นๆ เหมือนมีคนมายืนซ้อนหลัง ใช้แขนอีกข้างกั้นผมเอาไว้หน้าอ่างล้างจาน ในขณะที่เอื้อมแขนอีกข้างไปหยิบแก้วน้ำที่วางเอาไว้บนชั้นข้างๆ ความอุ่นร้อนที่ร่างนั้นแนบชิดลงมาพร้อมๆ กับที่รู้สึกได้ถึงลมหายใจที่กระทบลงบนต้นคอ มันก็หนักหนามากซะจนไม่ต้องถึงกับสบตาก็สามารถทำให้ผมยืนตัวแข็งไม่กล้ากระดุกกระดิกอะไรอีกรอบได้แล้ว



เวลาสั้นๆ แค่ไอ้เจ้าชายจะหยิบของเท่านั้นมันกลับเหมือนยาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์ อาจจะเพราะผมกลั้นหายใจพักใหญ่ๆ ด้วย ผมเลยรู้สึกเหมือนเรายืนอยู่ตรงนั้นนานมาก และไม่รู้อุปาทานไปมั้ยที่ผมรู้สึกว่าลมหายใจร้อนผ่าวค่อยๆ ขยับใกล้เข้ามาเรื่อยๆ



และยิ่งเมื่อรู้สึกได้ถึงแขนอีกข้างที่เหมือนขยับมาจะโอบรอบเอวผมเอาไว้ พร้อมๆ กับที่ลมหายใจร้อนๆ นั่นรินรดอยู่ข้างหู เสียงกระซิบทุ้มๆ แผ่วเบากลับทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัวพร้อมกับเผลอหลับตาปี๋อย่างนี้ได้



“ฉันคิดถึงนาย”



คำสั้นๆ ที่ทำให้หัวใจผมเต้นโครมครามจนเจ็บไปทั้งอก และยังไม่ทันจะได้ตั้งตัวติด เจ้าคนข้างหลังก็รัดแขนเข้ามาแน่น ดันให้ร่างผมต้องเบียดเข้ากับอกกว้างๆ ของมัน แถมซุกหน้าเข้ามากับหูผมมากขึ้นจนรู้สึกได้ว่าปากร้อนๆ นั่นแตะเข้ากับใบหูสั่นๆ ของผมแล้ว



“ไม่ได้เจอกันตั้งนานนายคิดถึงฉันบ้างมั้ย? หายโกรธบ้างรึยัง?”



เพราะยังปะติดปะต่ออะไรไม่ทันกว่าผมจะพอแปลประโยคหลังๆ ออกและหันกลับไปเผชิญหน้าไอ้เจ้าชายอย่างตกใจและแปลกใจ ใครซักคนก็เดินตึงตังเข้ามาในครัวอีกคนแล้ว



“ซีวอนทำไมมาเอาช้อนนานจังอ่ะ กับข้าวเตรียมพร้อมเต็มโต๊ะแล้วนะ อ้าว? แล้วนี่พวกนายมีอะไรกันรึเปล่า?”



เสียงถามอย่างสงสัยของทงเฮทำให้ผมรีบผลักอกกว้างๆ ตรงหน้าออกก่อนจะรีบละล่ำละลักปฏิเสธ เจ้าปลาน้อยก็เหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไรเพราะก็ผละไปหยิบน้ำในตู้เย็นก่อนจะเดินออกไปสมทบกับพี่ที่กำลังจัดโต๊ะกินข้าวอยู่ข้างนอก ดังนั้นผมเองก็เลยได้โอกาสเดินเลี่ยงออกจากตรงนั้นเพื่อลำเลียงพวกของสดเข้าตู้เย็นต่อ



แต่เจ้าคนที่เข้ามาเอาของตอนแรกก็ออกมาจากตรงนั้นด้วยกัน เพื่อเดินไปทางมุมห้องที่มีกล่องใส่ช้อนวางเอาไว้



เห็นอย่างนั้นผมเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้ ถ้าไอ้เจ้าชายมันจะเข้ามาเอาช้อนตั้งแต่แรกแล้วจะเดินไปที่มุมตรงนั้นทำไม



ชะรอยหน้าของผมที่ขมวดคิ้วมุ่นและจ้องมันเขม็งจะทำให้ไอ้ยักษ์มันรู้ตัวบ้างเหมือนกัน เพราะซีวอนก็หันมาโชว์ลักยิ้มทั้งสองข้างให้ ก่อนจะเดินออกไปทำท่าเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรด้วย



อารมณ์ผมเริ่มจะเปลี่ยนจากอะไรก็ไม่รู้เมื่อครู่มาเป็นหงุดหงิดคนที่ตีหน้าทะเล้นนั่นแล้วล่ะ



ผมไม่รู้หรอกว่ามันคิดว่าผมโกรธเรื่องอะไร แต่ตอนนี้ผมชักจะโกรธนิดๆ แกมหงุดหงิดๆ ขึ้นมาแล้วจริงๆ



เรื่องเจ้าชู้เลื้อยไปทั่วนี่ล่ะก็เก่งนัก!





เก็บของและออกจากครัวมาได้ข้างนอกก็จัดโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว พอกินเสร็จผมที่อยากเลี่ยงใครบางคนอีกครั้งก็รับอาสาไปล้างจานเอง ปล่อยให้เจ้าปลาน้อยไปช่วยพี่จองซูกับซีวอนต่อชั้นวางรองเท้าที่ซื้อมาใหม่กันสามคน และผมก็คิดว่าจัดการงานตรงหน้าเสร็จเมื่อไหร่ก็จะรีบหนีเข้าห้องตัวเองทันที แต่พอออกมาเจอทงเฮที่ทำงานเสร็จแล้วและกำลังจะเปิดหนังเรื่องนั้นขึ้นมาให้ทุกคนดูด้วยกันอีกรอบเรียกเอาไว้ ใบหน้าใสๆ ที่จ้องมาอย่างคาดหวังก็ทำให้ผมปฏิเสธไม่ออกเมื่อจำต้องเดินไปนั่งดูด้วยจนได้



แถมเพราะการมาทีหลังทำให้เลือกที่นั่งไม่ได้ ดังนั้นโซฟายาวด้านข้างเลยมีพี่จองซูกะเจ้าปลาป่วนนอนเหยียดยาวจองไปเรียบร้อยแล้ว พอผมเดินจะไปแทรกขอนั่งด้วย ทงเฮก็รีบเหยียดแขนเหยียดขากางกันเอาไว้เต็มพื้นที่ และพอหันไปทางพี่จองซู... ใบหน้าขาวๆ ที่บุ้ยไปยังโซฟาข้างหลังก็บอกได้ดีว่าผมจำต้องเดินไปนั่งกับใครอีกคนที่กำลังนั่งอยู่ก่อนแล้วอย่างไม่มีทางเลือก



ถ้าผมออกไปข้างนอกกับพี่ครั้งหน้านะ ผมจะซื้อโซฟาตัวใหม่เพิ่มมาให้ได้เลย T___T



แต่ไงๆ สถานการณ์มันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่หรอก เพราะการที่ผมขยับตัวไปนั่งชิดโซฟาอีกฝั่งจนแทบจะฝังตัวเองเข้ากับพนักพิงข้าง กับหนังที่ดูคือหนังสยองขวัญลุ้นระทึก มันก็ทำให้บรรยากาศไม่ได้กระอักกระอ่วนเกินไป แม้ถ้าเผลอหันไปข้างๆ ทีไรก็จะสบตากับใครอีกฝั่งนั้นบ่อยๆ แต่แค่ผมหยิบหมอนอิงขึ้นมากอดๆ บังๆ หน้าตัวเองเอาไว้แค่นั้นมันก็พอบังได้แล้วล่ะน่า



ยิ่งเมื่อช็อตเลิฟซีนกลางๆ เรื่องโผล่มา (ที่ผมอยากเขียนจดหมายไปบ่นผู้กำกับนักว่าหนังสยองขวัญที่ไหนมีฉากจูบดุเดือดขนาดนี้ได้) ผมก็แทบจะฝังหน้าลงกับหมอนอิงข้างเหม็นน้ำลายทงเฮนั้นเข้าไปเต็มๆ แล้ว



ผมเคยดูหนังโป๊มาก็เยอะ เคยดูหนังเอวีมาก็แยะ และนั่งดูพร้อมกับเจ้าลิงพวกนี้ก็บ่อย แต่ทำไมพอมานั่งดูฉากแค่นี้กับใครอีกคนด้วยกัน หน้าผมมันต้องร้อนจนเหมือนจะสุกอย่างนี้ด้วยนะ แต่จะหลบตาไม่มองก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวถ้าเจ้าปลาป่วนหันมาเห็นก็จะหาเรื่องล้อว่าผมอ่อนแน่ๆ ที่ดูฉากแบบนี้ไม่ได้ ทั้งๆ ที่สิ่งที่ทำให้ผมทำหน้าไม่ถูกไม่ใช่เพราะตัวละครในเรื่องหรอก แต่มันเป็นเพราะคนที่นั่งดูด้วยกันที่เคยทำเรื่องแบบนั้นกับผมมาก่อนต่างหากล่ะ ที่ไม่รู้ว่าตอนนี้เจ้าคนข้างๆ นั่นมันคิดอะไรอยู่ในใจบ้าง



ผมอยากหายตัวไปจากตรงนี้จังเลย ใครก็ได้มาช่วยฉุดผมออกไปได้มั้ย T^T



โอดครวญในใจพร้อมๆ กับที่ฉากจูบมาราธอนเดินไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนอกจากจะมากขึ้น จนผมจะจัดหนังเรื่องนี้เข้าหมวดหนังโป๊แทนหนังสยองขวัญแล้ว อยู่ดีๆ หมอนในมือของผมก็โดนกระชากออกไป ยังไม่ทันที่จะได้ร้องออกมาอย่างตกใจ เจ้าคนขโมยหมอนผมก็เอนตัวลงมาและวางหัวตัวเองไว้บนตักผมหน้าตาเฉยซะงั้น



“ขอนอนหน่อย เมื่อกี้แบกของช่วยพี่จองซูมาเหนื่อยมากเลย ^ ^”



บอกอย่างนั้นไอ้เจ้าชายมันก็กอดหมอนแน่นและยิ้มโชว์ลักยิ้มให้ผมอีกครั้งโดยที่ไม่รอฟังคำตอบจากผมเลยซักนิด แต่พอผมที่หายตะลึงได้แล้วจะขยับตัวและพยายามจะผลักหัวมันออกจากตัก มือใหญ่ๆ ก็ฉวยมือผมไปจับเอาไว้แน่นเรียบร้อยแล้ว



อุ้งมือที่อุ่นจัด และสายตาคมกริบที่กำลังมองตรงมาไม่มีแววเล่นเหลืออยู่แล้ว เมื่อซีวอนกำลังจ้องหน้าผมนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น เสียงเอฟเฟคต์ประกอบฉากเลิฟซีนดังเข้าหูมาเป็นระยะ แต่ผมกลับถอนสายตาจากคนตรงหน้าไม่ได้ เพราะดวงตาดำๆ ก็เหมือนจะจ้องสะกดผมเอาไว้ ในขณะที่มือใหญ่ๆ เริ่มคลึงมือผมเล่นเบาๆ



แต่แค่สัมผัสแผ่วเบาแค่นั้นกลับทำให้เหมือนมีประจุไฟฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วร่างได้ ผมรีบจะกระตุกมือออกแต่ไอ้เจ้าชายมันก็จับมือผมเอาไว้แน่นขึ้น และยิ่งผมพยายามจะดึงมือออกมาให้ได้ มันก็แกล้งผมเข้าไปใหญ่ด้วยการดึงมือผมไปจูบหนักๆ แทน



แต่ตอนที่มันทำอย่างนั้น สายตาของมันกลับเลื่อนจากตาลงมามองนิ่งๆ ที่ปากผม พร้อมๆ กับที่ริมฝีปากอุ่นจัดนั้นจะแนบทับลงมาบนหลังมือของผมด้วย สิ่งที่ผมรู้สึกได้จึงเป็นความร้อนที่วิ่งไล่จากหลังขึ้นมือขึ้นมาอยู่ที่ริมฝีปากแทน



ความรู้สึกในตอนที่อยู่บนชิงช้าเริ่มผุดขึ้นมา ริมฝีปากที่ถูกบดเบียดจนร้อนและชาพร้อมๆ กับที่ทุกอย่างในหัวจะถูกปั่นป่วนจนสติกระเจิดกระเจิงหนีไปไม่เป็นท่า ภาพที่เห็นตรงหน้าและความร้อนที่ไหลเวียนในร่างกายทำให้ใจผมกระตุกจนรีบผุดลุกขึ้นปล่อยให้หัวทุยๆ นั้นหล่นปุลงไปบนโซฟา และเมื่อทั้งพี่และเพื่อนหันมามองอย่างแปลกใจ ผมก็รีบแก้ตัวตะกุกตะกักพร้อมๆ กับถอยหลังหนีอย่างไม่รู้ตัว



“คือ...ฉันจะไปเข้าห้องน้ำน่ะ ทุกคนดูกันต่อเลยนะไม่ต้องหยุด”



บอกอย่างนั้นเสร็จผมก็รีบวิ่งหนีเข้าไปในห้องน้ำทันที กดล็อคและพาตัวเองมายืนพิงประตูไว้ได้ผมก็หอบหายใจหนักและรู้สึกได้ว่าหัวใจกำลังเต้นแรงจนเจ็บไปทั้งอก



แต่พอผมเงยหน้าขึ้นเห็นตัวเองในกระจกเงาตรงหน้า สภาพผิวที่เคยขาวซีดแต่ตอนนี้กลับแดงจัดลงไปจนถึงลำคอ และดวงตาที่แฝงแววหวาดหวั่นเต็มที่ก็ทำให้ผมรีบหลบตาลงไม่มองสภาพตัวเองต่อทันที



นี่ตอนที่อยู่บนชิงช้าผมทำหน้าแย่ๆ อย่างนี้ด้วยรึเปล่านะ ไอ้เจ้าชายมันเห็นหน้าอย่างนี้ของผมแล้วใช่มั้ย?



กว่าจะทำใจให้สงบได้และหาข้ออ้างมาบอกตัวเองว่าตอนนั้นมันเที่ยงคืนและผมมีหน้ากากเรนเจอร์ช่วยปิดไปได้เยอะก็ไม่น่าจะมีอะไร เวลาที่ผมใช้ในห้องน้ำก็ผ่านไปหลายนาทีแล้ว พอผมเดินออกมาเจ้าปลาป่วนก็แซวใหญ่ว่าผมไปปล่อยหนักมาแน่ แถมยังทำเป็นบีบจมูกและแกล้งพูดล้อด้วย ผมเลยเข้าไปฟัดกับเจ้าปลาน้อยบนโซฟาจนเหนื่อยด้วยกันทั้งคู่ และสุดท้ายผมเลยเนียนไปเบียดๆ ทงเฮนอนที่โซฟาตัวนั้นซะเลย



“เอ๊ะ อย่ามาเบียดสิ กลับไปที่โซฟาตัวเองสิอึนฮยอกกี้”



“ก็ตัวนั้นมันอยู่ไกล มองจอไม่ชัดนี่ แล้วฉันนั่งด้วยแค่นี้ไม่ได้รึไง? หรือเพราะนายตัวอ้วนๆ ตันๆ แล้วกินที่อย่างนั้นใช่มั้ยถึงไม่อยากให้ฉันนั่งอ่ะ”



“ไม่ได้อ้วน!”



“อ้วน!”



“ฉันไม่ได้อ้วนนะ!”



“อ้วนมาก!”



“เอ๊ะ ไอ้แห้งนี่ ถ้านายไม่ถอนคำพูดนะฉันเอาคืนจริงด้วย!”



“งั้นถ้านายไม่ยอมรับก็ไปเอาเครื่องชั่งมาชั่งตรงนี้เลย ดูซิว่าเพิ่มจากเดิมกี่โล ฉันทายว่ามากกว่า 5 โลเลยเอ้า เอามั้ยล่ะ? ถ้านายแพ้ต้องยอมยกช็อคโกแล็ตทั้งหมดในตู้เย็นของนายให้ฉันนะ”



“ไอ้...”



“พอได้แล้วน่าทั้งสองคน ถ้าจะทะเลาะกันก็ไปทะเลาะในห้องนู่น พี่ดูหนังไม่รู้เรื่องแล้ว”



แล้วเสียงบ่นที่หยุดการทะเลาะกันปกติของพวกเราก็มาจากหัวหน้าวงเช่นเคย เจ้าปลาป่วนหันไปมองพี่จองซูอย่างงอนๆ นิดหน่อยก็หันมาเล่นสงครามเงียบกับผมต่อ แต่พอสุดท้ายที่ผมจี้เอวเจ้าปลาน้อยหนักๆ เข้าเจ้านั่นก็หัวเราะเสียงดังจนพี่หันมาบ่นอีกรอบ



หลังจากนั้นพวกเราก็โดนสั่งให้นอนดูหนังเงียบๆ แต่ผมกับทงเฮก็แกล้งกันไปมาตลอดทั้งเรื่อง อย่างนี้สิอารมณ์ผมค่อยเปลี่ยนบ้าง ถึงแม้จะมีบางครั้งที่ใจกระตุกเพราะเผลอหันไปสบกับดวงตาดำๆ คมๆ ที่อ่านไม่ออกนั้นเข้า ผมก็รีบหันหน้าหนีทำเป็นจ้องจอทีวีต่อทันที



แม้จะดูไม่ค่อยรู้เรื่องก็เถอะ แม้ต้องคอยเอาคืนเจ้าเพื่อนปลาป่วนที่คอยแกล้งผมเป็นระยะก็เถอะ แต่ผมก็คิดว่าแบบนี้ดีกว่าไปนั่งอยู่ที่เดิมเป็นไหนๆ



เพราะความรู้สึกแบบนั้นผมไม่ชินเอาซะเลย



หัวใจที่เหมือนจะแกว่งและเต้นแรงตลอดเวลาผมก็ไม่ชินกับมันเอาซะเลยให้ตาย!







แล้วความรู้สึกนี้มันก็เดินต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ผมก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไรและหาทางแก้ไขไม่ได้ ตราบจนแม้ผมจำต้องเข้าไปเผชิญหน้ากับเจ้าตัวการที่ทำให้ผมเกิดอาการแบบนี้ตามลำพังอีกครั้ง เหตุก็เพียงเพราะแค่ว่าไอ้เจ้าชายมันกำลังป่วยนอนซมอยู่ในห้อง และคนที่พี่ฮีชอลตราหน้าว่าควรจะมาดูแลมันมากที่สุดก็คือผม



เพียงเพราะแค่ข้าวเย็นมื้อนั้นมื้อเดียว ไม่สิ จากคำพูดพี่ฮีชอลแล้วคือแค่หลายมื้อเท่านั้น(?)แท้ๆ ที่ทำให้ผมต้องมายืนกดออดหน้าห้องมันอยู่ตอนนี้ ทั้งที่ผมสัญญากับจุนซูเอาไว้ดิบดีว่าจะไปดูละครเวทีที่เจ้านั่นเล่น แต่ด้วยคำพูดของพี่ที่พยายามบอกว่ามันป่วยเพราะผม ทำให้สุดท้ายผมจำต้องพยักหน้ารับหงอยๆ และบอกว่าจะแวบไปหาซีวอนก่อนจะไปดูละครก็ได้



วันอื่นมีไม่เป็น ทำไมมันต้องมาเป็นไข้วันนี้ด้วยนะ วันที่เจ้าโลมาน้อยสุดขี้งกนั่นยอมควักตังค์ซื้อตั๋วรอบปฐมทัศน์ส่งมาให้ เลยทำให้ผมจะไม่ไปก็ไม่ได้อย่างนี้น่ะ



‘วันนั้นซีวอนตากฝนเอาข้าวไปส่งให้นายใช่มั้ย หลังจากนั้นเจ้านั่นก็ไปถ่ายละครต่อทั้งเปียกๆ แบบนั้นก็เลยเป็นหวัดวันนี้ไง นายก็ช่างใจร้ายเหลือเกินนะที่ทิ้งคนป่วยที่ทำอะไรเพื่อนายไปดูละครอย่างสบายใจได้’



นั่นล่ะคำพูดจิกๆ กัดๆ พร้อมด้วยสายตาเหยียดหยามจากพี่ฮีชอล ที่อุ้มเจ้าฮีบอมพร้อมกับที่มองผมด้วยหางตาไปด้วย จนสุดท้ายเมื่อผมรับปากว่าจะแวบไปดูอาการซีวอนก็ได้ พี่ก็ยักไหล่หน่อยๆ ก่อนจะเดินหนีเข้าบ้านไป



‘ก็สมควรจะพูดอย่างนั้นตั้งนานแล้วล่ะ ท่ามากอยู่ได้ ระวังเถอะเล่นตัวมากๆ เข้าเดี๋ยวมันทิ้งนายไปแล้วก็จะมานั่งร้องไห้เสียดายทีหลังหรอก’



และพี่ก็ชอบพูดอะไรกินนัยลึกแบบตัวเองรู้อยู่คนเดียวอีกแล้ว แต่สุดท้ายหัวหน้าวงก็เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยและเอาทั้งยาทั้งข้าวกล่องมายัดใส่มือให้ พร้อมกับพูดฝากฝังให้ผมดูแลคนป่วยอย่างนั้นอย่างนี้ และพอเห็นผมอ้าปากจะถามว่าทำไมพี่ไม่ไปเองจะลำบากมาสอนผมทำไม พี่ก็รีบพูดแทรกขึ้นมาก่อนแล้ว



“เพราะพี่มีนัดต่อจากนี้เลยไปเองไม่ได้ ดังนั้นต้องฝากนายแล้วนะฮยอกแจ ซีวอนเป็นคนแข็งแรงไม่ค่อยป่วย แต่ถ้าป่วยเมื่อไหร่อาการจะหนักมาก ฮยอกแจดูแลเพื่อนด้วยนะ”



คำพูดอ่อนโยนที่มาพร้อมสายตาเป็นห่วงเป็นใยเสมอนี้จะให้ผมทำอะไรได้ นอกจากทำหน้าหงอยและก้มหน้ารับคำแต่โดยดี



“ครับ”





และเพราะอย่างนั้นตอนนี้ผมถึงมายืนอยู่หน้าห้องไอ้เจ้าชายอย่างนี้นี่ล่ะ แต่ยังไม่ทันจะได้เคาะห้องหรือกดออดหรอก อยู่ดีๆ บานประตูตรงหน้าก็เปิดออกมาก่อนแล้ว



ใบหน้าที่แดงเรื่อเพราะพิษไข้ กับสภาพที่ร่างกายของเจ้ายักษ์เต็มไปด้วยเหงื่อ ทำให้อารมณ์หงุดหงิดมันค่อยๆ ลดลง และยิ่งคิดว่าที่เจ้านี่เป็นอย่างนี้เพราะตัวเองจริงๆ ผมก็รู้สึกผิดจนเผลอก้มมองรองเท้าตัวเองไม่กล้าสบตามัน



ซักพักใหญ่นั่นล่ะที่เจ้าของห้องจะพูดอะไรออกมา ทั้งๆ ที่ยังยืนขวางประตูอยู่อย่างนั้น



“พี่ฮีชอลโทรมาบอกว่านายจะมา แต่เห็นวันก่อนพี่จองซูบอกว่านายจะไปดูละครเวทีของจุนซูวันนี้ใช่มั้ย? ฉันไม่เป็นอะไรมากหรอก อยากไปดูละครก็ไปเถอะ”



น้ำเสียงเรียบๆ อย่างนั้นทำให้ผมเงยขึ้นมองคนพูดอย่างแปลกใจ ไม่เคยเลยซักครั้งที่ผมมาบ้านนี้แล้วซีวอนจะไม่ต้อนรับ แต่วันนี้เจ้ายักษ์กลับยังยืนขวางประตูไว้ไม่ยอมให้ผมเข้าไป



“แต่พี่จองซูฝากให้ฉันมาดูนาย แล้วยังทำข้าวต้มมาให้ด้วย ถอยไปสิ ฉันจะไปอุ่นให้นายกินจะได้กินยาไง”



“ไม่ต้องหรอก ฉันดูแลตัวเองได้ กลับไปเถอะ”



“ไม่ได้นะ! ถ้าฉันไปพี่ฮีชอลก็ต้องรู้แล้วเอามาบ่นฉันแน่ว่าไม่รักษาสัญญา ยังไงฉันก็ต้องให้นายกินข้าวกินยาให้ได้ ถอยไปสิ”



“ฉันกินเองได้น่า นายนั่นแหละจะไปดูละครไม่ใช่รึไง ถ้าไม่รีบไปเดี๋ยวก็สายหรอก”



“แต่ฉันรับปากพี่ๆ มาแล้ว แค่อุ่นให้นายกินแป๊บเดียวก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก ถอยไป...”



“งั้นถ้าฉันไม่บอกพี่ก็พอแล้วใช่มั้ย? ถ้านายห่วงแค่เรื่องนั้นฉันจะช่วยปิดพี่ให้ก็ได้ ดังนั้นอยากไปไหนก็ไปเถอะ!”



น้ำเสียงที่เน้นหนักขึ้นทำให้ผมเผลอเงยหน้าขึ้นมองคนพูดอย่างแปลกใจ ก่อนจะรีบก้มหน้าหนีเมื่อสบกับดวงตาสีดำที่สื่ออะไรๆ ออกมาหลายอย่างจนผมไม่กล้าสบด้วย



แต่การกระทำนั้นของผมคงทำให้ซีวอนเข้าใจอะไรๆ ไปอีกทาง เพราะเจ้ายักษ์ก็ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพูดออกมาเรียบๆ



“ไปเถอะฮยอกแจ ฉันสัญญาว่าจะไม่บอกอะไรพี่ฮีชอลให้นายต้องโดนดุหรอก ถ้ายังโกรธฉันอยู่ก็ไม่ต้องฝืนมาดูฉันก็ได้ ไม่ต้องฝืนมามองหน้าฉันก็ได้ ฉันไม่บังคับใจนายหรอก”



“โกรธอะไร? ฉันไม่ได้โกรธอะไรนายนี่?”



“ถ้าไม่ได้โกรธทำไมนายถึงหลบหน้าฉันล่ะ ถ้าไม่ได้โกรธทำไมถึงทำเหมือนฉันไม่มีตัวตนล่ะ! มองหน้าฉันแล้วตอบมาชัดๆ ซิว่าที่ผ่านมานายไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นน่ะ!”



น้ำเสียงที่เน้นหนักขึ้นเรื่อยๆ กอปรกับความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างของคนป่วย ทำให้ผมเผลอก้มหน้าหลบตาอย่างไม่รู้ตัว ผมไม่ชินกับซีวอนในรูปแบบนี้เลย ซีวอนที่ตวาดใส่ผมหน้าลิฟต์ตอนที่ผมจะเมมเบอร์แชอึนให้ ซีวอนที่ดุผมตอนผมตกลงมาจากต้นไม้ และซีวอนในวันนี้



ผมไม่ชินเอาซะเลยจริงๆ นะ ซีวอนปกติต้องเป็นคนขี้เล่น ขี้เก๊ก แต่ก็ใจดีกับผมมากๆ สิ



“เอาล่ะ ถ้ายอมรับแล้วนายก็กลับไปได้แล้ว ป่วยแค่นี้ไม่ทำให้ฉันตายง่ายๆ หรอกน่า แล้วฉันก็จะช่วยโกหกพี่ฮีชอลให้นายด้วย”



“...ไม่...”



“ถ้าไม่รีบออกเดี๋ยวก็ดูละครไม่ทันหรอก ฉันจะปิดประตูแล้ว กลับดีๆ ล่ะ”



“....ฉันไม่ได้....”



“ราตรีสวัสดิ์ฮยอกแจ”



“เดี๋ยวซีวอน! ฉันไม่ได้โกรธอะไรนายนะ!”



คำพูดร้อนรนของผม และการที่มือผมผวาไปดันประตูเอาไว้ทำให้ซีวอนมองอย่างสงสัย ตาดำๆ หรี่ลงจ้องผมนิ่งๆ เหมือนไม่เชื่อ ในขณะที่ผมก็รีบละล่ำละลักอธิบายต่อ



“ก็...ก็ไม่มี...ไม่มีเรื่องอะไรที่ฉันจำเป็นต้องโกรธนายนี่ ทำไมนายถึงเข้าใจอย่างนั้นล่ะ พวกเราเป็นเพื่อนกันนะ ฉันจะไปโกรธนายได้ยังไง”



คำพูดของผมพร้อมๆ กับการที่พยายามยิ้มกว้างให้ ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย เพราะเจ้ายักษ์กระตุกมุมปากยิ้มๆ นิดๆ เหมือนไม่ใส่ใจ ก่อนจะก้มลงสบตากับผมนิ่งๆ



“ฉันเคยบอกนายแล้วใช่มั้ย ถ้าไม่เอาก็ให้บอกมาตรงๆ ฉันเคยอยากจะช่วยเล่นบทเพื่อนสนิทให้นายสบายใจต่อไปเรื่อยๆ อย่างนี้อยู่หรอกนะ แต่เห็นนายวันนี้ฉันรู้แล้วว่ามันไม่ต่างอะไรกับการหลอกตัวเอง! เรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้วฮยอกแจ ถ้านายไม่คิดอะไรจริงก็คงไม่หลบหน้าฉันอย่างนั้นหรอก ไม่รังเกียจฉันขนาดนั้นหรอก! ถ้าแม้แต่นายก็ยังทำตัวเป็นเพื่อนที่ไม่คิดอะไรเลยไม่ได้ ก็อย่ามาคิดว่าฉันจะทำมันได้!”



สัญญาณในตัวกำลังร้องเตือนอะไรบางอย่าง อะไรบางอย่างที่ถ้าผมไม่รีบหยุดตอนนี้เหตุการณ์มันก็จะก้าวไปข้างหน้าในรูปแบบที่ผมหวาดกลัวอยู่ลึกๆ ในใจมาโดยตลอดแน่ แต่ถ้าผมหยุด อะไรบางอย่างนั้นก็กำลังบอกเช่นกันว่าผมกำลังจะเสีย ‘เพื่อนสนิท’ คนสำคัญไป



ผมกำลังจะเสีย ‘ซีวอน’ ไป



ผมยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้หรอก



“ทำได้สิ ฉันทำได้! พวกเราเป็นเพื่อนกันมาตั้งนานแล้ว และก็จะเป็นต่อไปเรื่อยๆ ด้วย! ฉันอาจจะแค่เหนื่อยเลยไม่ค่อยได้คุยกับนายเหมือนเดิมแค่นั้นเอง แต่หลังจากนี้ฉันจะโทรหานายทุกวันเหมือนเดิมนะ จะมาหานายบ่อยๆ อย่างนี้ด้วย ก็แค่ทำเหมือนๆ เดิมเองนี่ ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนไปเลย”



“ไม่เปลี่ยนเหรอฮยอกแจ? ทุกอย่างที่ผ่านมาไม่มีอะไรที่มันเปลี่ยนแปลงบ้างเลยรึไง!”



เสียงตวาดของซีวอนทำให้ผมสะดุ้งนิดหน่อย ก่อนจะกระหวัดคิดไปถึงความอุ่นร้อนที่ริมฝีปากในวันนั้น แต่แค่คิดไปถึงผมก็รีบสะบัดมันทิ้งออกไปจากหัวในทันที



นั่นมันแค่จูบแบบเพื่อน แบบเพื่อน แบบเพื่อน และแบบเพื่อน!



พวกเราเป็นเพื่อนกัน พวกเราเป็นเพื่อนสนิทกัน! ซีวอนเป็นเพื่อนของผมและจะอยู่กับผมตลอดไป



จะอยู่ข้างผมตลอดไป!



“ใช่แล้ว ก็เราเป็นเพื่อนกันไงล่ะ เพราะเราเป็นเพื่อนกัน ดังนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย”



น้ำเสียงกระตือรือร้นของผมกลับตรงข้ามกับท่าทางเย็นเยียบของซีวอนที่จ้องผมเหมือนไม่อยากเชื่อสายตา ก่อนที่คนตรงหน้าจะเงยหน้าขึ้นหัวเราะดังๆ จนผมตกใจและไม่เข้าใจ แต่เมื่อหน้านั้นก้มกลับลงมาจ้องผม ผมกลับเห็นรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าที่แสดงความเจ็บปวดของชเวซีวอน



“ฉันเคยคิดว่าอยู่อย่างนี้กับนายต่อไปก็ได้ เป็นเพื่อนกันอย่างที่นายต้องการก็ได้ เก็บทุกอย่างเอาไว้ตลอดไปก็ได้”



“..........”



“แต่นั่นไม่ได้หมายถึงการที่นายทำเป็นลืมตัวตนของฉัน และโยนความรู้สึกของฉันทิ้งอย่างนี้ ฉันพร้อมที่จะอยู่ข้างๆ นาย แต่ไม่ได้พร้อมที่จะหลอกตัวเอง...หลอกความรู้สึกของตัวเองได้เหมือนที่นายกำลังทำ!”



“..........”



“ดังนั้นถ้านายรับฉันตอนนี้ไม่ได้ก็จบมันซะ! จบทุกสิ่งทุกอย่างระหว่างเราซะ! ถ้านายต้องการเพื่อนที่บริสุทธิ์ใจกับนายทุกอย่างฉันให้นายไม่ได้หรอกฮยอกแจ!”



คำพูดแผดก้องของซีวอนทำให้ผมตัวชาวาบ ก่อนที่จะรีบดันประตูตรงหน้าเอาไว้เมื่อเจ้าของห้องกำลังจะปิดมันใส่หน้าผมอีกครั้ง ทำไมเรื่องมันถึงแย่ขึ้นเรื่อยๆ อย่างนี้นะ แค่พวกเราจะเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมตลอดไปทำไมมันถึงยากขนาดนี้ล่ะ



“เดี๋ยวก่อนสิซีวอน ฟังฉันพูดก่อน ฉันไม่อยากเลิกคบกับนายนะ แล้วพวกเราก็เป็นเพื่อนกันนี่ พวกเราเป็นเพื่อนกันนะซีวอน นายจะทำอย่างนี้ไม่ได้นะ”



“...............”



“ก็แค่ทำทุกอย่างเหมือนๆ เดิมแค่นั้นเอง นะซีวอน แค่นั้นเอง ก่อนหน้านี้เราก็เป็นเพื่อนกันมาแบบนี้ตลอดนี่ ทำไมตอนนี้จะเป็นต่อไปไม่ได้ล่ะ แค่ทำให้ทุกอย่างเหมือนๆ เดิมเองนะ....”



หน้าขาวๆ ของไอ้เจ้าชายมองหน้าผมนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น ผมจึงยิ่งพยายามยิ้มให้ ทั้งๆ ที่ในใจตอนนี้กำลังหวาดกลัวเต็มทีแล้ว ผมแทบไม่เคยเห็นซีวอนเป็นแบบนี้จริงๆ นะ



“...ได้โปรดซีวอน ทำให้ทุกอย่างมันเป็นเหมือนเดิม ...เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมเถอะนะ....”



หลังจากผมพูดจบ ไอ้เจ้าชายก็เหมือนจะเงยหน้าหนีไปทางอื่น และเราก็เงียบไปด้วยกันอึดใจใหญ่ๆ สุดท้ายซีวอนถึงหันกลับมามองผมและกระตุกยิ้มๆ แปลกๆ ทั้งสายตารวดร้าวมาให้



“ได้สิฮยอกแจ ‘เหมือนเดิม’ ใช่มั้ย? ได้ งั้นฉันจะทำ ‘เหมือนเดิม’ ให้นายดูอีกครั้งก็ได้ มาดูกันซิว่าคราวนี้นายจะยังอยากให้เราเป็นเพื่อนกันและจะทำเป็นไม่รู้เรื่องได้อยู่อีกมั้ย!”



ขาดคำเสียงตวาดดังก้องห้องโถงทางเดินนั้น มือผมที่ดันประตูอยู่ก็โดนมือใหญ่ๆ ของไอ้เจ้าชายคว้าข้อมือเพื่อกระชากเข้าไปในห้อง เสียงประตูที่ปิดตามหลังมาพร้อมๆ กับตัวผมที่ถูกผลักจนหลังแนบติดไปกับประตูบานนั้น แต่พอหายมึนและจะเงยหน้าขึ้นอ้าปากถาม ใบหน้ากร้าวคมที่ก้มลงมาหาอย่างรวดเร็วผมก็ตกใจจนเกินกว่าจะเบี่ยงหน้าหลบทัน



ไม่เหมือนตอนอยู่ในชิงช้า จูบคราวนี้แตกต่างจากตอนที่อยู่ในชิงช้าสวรรค์นั้นลิบลับ



เมื่อปากหยักๆ ที่ผมเคยนึกชมนั้นบดเบียดลงมาอย่างรวดเร็วและหนักหน่วงจนปากแทบชา เมื่อสติเริ่มกลับมาและสำนึกได้แล้วว่าซีวอนกำลังทำอะไร มือผมก็พยายามทั้งดึงทั้งผลักและดันร่างหนาๆ ตรงหน้าออก



แต่เพราะร่างนั้นหนาเกินไป ใหญ่เกินไป และแรงเยอะมากเกินไป แรงของผมจึงไม่จะแม้แต่ทำให้ซีวอนชะงักเลยสักนิด ตรงกันข้าม การกระทำของผมกลับเหมือนตัวช่วยเร่งให้ซีวอนเบียดหน้าลงมาคลุกเคล้ากับหน้าผมมากขึ้นเท่านั้น ถึงแม้ผมจะพยายามหันหน้าหนีและเอ่ยห้าม แต่ริมฝีปากร้อนจัดก็ตามมาดูดกลืนริมฝีปากผมได้ทุกครั้งไป



“อื้อ...ซี...อื้อ...หยุดนะ...ฉันบอกให้.....อ้ะ....”



และเสียงแปลกๆ ก็หลุดออกมา เมื่อผมรู้สึกได้ถึงมืออุ่นๆ ที่แทรกเข้าไปในขอบกางเกง



ตาผมเบิกกว้างขึ้น พร้อมๆ กับที่พยายามดึงมือใหญ่ๆ นั้นออก แต่แรงผมก็ทำอะไรซีวอนไม่ได้เช่นเคย และเมื่อมือนั้นแทรกลึกเข้าไปในชั้นในและกอบกุมเอาไว้หนักๆ แค่ซีวอนดึงรั้งเบาๆ แค่นั้น ตัวผมก็กระตุกและอ่อนแรงลงไปทั้งตัวแล้ว



มือผมจึงทำได้แค่เกาะเกี่ยวบ่ากว้างๆ นั้นเอาไว้กันทรุดตัวลงไป พร้อมๆ กับที่ขยำเสื้อของซีวอนซะจนมันยับยู่ยี่คามือ เมื่อประจุไฟฟ้าที่วิ่งพล่านไปทั่วร่างกำลังทำลายเรี่ยวแรงที่มีของผมลงทีละนิดๆ



ไม่มีเสียงร้องห้ามจากผมเล็ดลอดออกไป เพราะไอ้เจ้าชายดูดกลืนคำพูดของผมเอาไว้ในปากตัวเองจนหมดสิ้น ลมหายใจที่กำลังจะเลือนหายทำให้ผมพยายามพลิกหน้าออกหนีให้ได้ แต่แค่ไอ้เจ้าชายมันเอียงหน้าตามและบดปากตัวเองลงมาหนักๆ แค่นั้นก็หยุดผมได้แล้ว นับประสาอะไรกับเมื่อมันเอาลิ้นแทรกลึกเข้ามา แค่นั้นสติผมมันก็กระจัดกระจายจนกู่ไม่กลับไปเรียบร้อยแล้ว



ยิ่งเมื่อฝ่ามือนั้นรวบความอุ่นร้อนของผมหนักๆ และฉุดกระชากอย่างไม่ปราณี ความร้อนรุ่มที่แผดเผาไปทั่วร่างกายถูกระบายออกมาด้วยการดิ้นรนทุรนทุรายภายใต้ร่างหนักๆ ของไอ้เจ้าชาย และน้ำตาสายเล็กที่กำลังไหลอาบแก้ม เพราะผมไม่รู้จะทำอะไรที่ดีไปกว่านั้น



“อึก....อื้อ....ปละ...อื้ออออ!!!”



มือผมเกาะเกี่ยวแผ่นหลังกว้างๆ เอาไว้แน่น และจิกเล็บลงไปหนักๆ เมื่อปลายลิ้นร้อนๆ ตวัดรัดเกี่ยวลิ้นผมในปากผม หรือเมื่อมือนั้นบดขยี้ส่วนปลายราวกับจะเร่งอะไรให้ออกมาให้ได้ ผมเคยช่วยตัวเอง บ่อยด้วย ตอนที่นั่งดูหนังเอวีพวกนั้นไปและทำไป



แต่ความรู้สึกตอนนั้นมันไม่ได้สุขสมจนเกือบใกล้ตายเหมือนอย่างตอนนี้!



และผมก็เพิ่งจะรู้ว่าจูบในชิงช้าที่ว่าหนักแล้วมันเทียบไม่ได้เลยกับตอนนี้ ที่ผมรู้สึกเหมือนซีวอนกำลังจะกลืนผมลงไปได้อยู่แล้ว ปากหยักๆ ที่แสนน่ากลัวนั้นละขึ้นมาเป็นครั้งคราวเพื่อให้ผมได้หอบหายใจ ก่อนจะแนบลงมาหนักๆ ใหม่และคอยบดเบียดพร้อมกลืนกินริมฝีปากผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลิ้นของผมถูกรุกรานกระทั่งในปากตัวเองและก็ไม่รู้จะเอามันหนีลิ้นอีกคนยังไงได้ แม้กระทั่งส่วนล่างของร่างกาย ฝ่ามืออุ่นๆ ที่ห้อมล้อมและคอยฉุดรั้งเป็นจังหวะก็กำลังทำให้ผมเผลอขยับสะโพกเข้าหา ทั้งๆ ที่การทำอย่างนี้ทำให้ผมอายจนแทบบ้าอยู่แล้ว



แต่ผมก็หยุดมันไม่ได้ ผมหยุดร่างกายตัวเองไม่ได้พอๆ กับที่หยุดซีวอนตอนนี้ไม่ได้!



ซีวอนคนที่ผมไม่รู้จัก ซีวอนคนที่เชี่ยวชาญเรื่องแบบนี้ และซีวอนคนที่กำลังปล้ำจูบผมจนแทบหายใจไม่ออกคนนี้



ผมไม่รู้จัก! ไม่รู้จัก! ไม่รู้จัก!



ขณะที่ความร้อนที่แผดเผาร่างกำลังเดินทางมาสู่ทางออก ร่างกายผมก็เหยียดเกร็งและเร่งสะโพกเข้าหาฝ่ามือของซีวอนอย่างลืมอาย ในขณะที่เล็บผมจิกเข้าไปที่แผ่นหลังนั้นแน่นและกรีดเสียงร้องออกมาเมื่อความร้อนจัดพวกนั้นถูกระบายออกมาจนหมดตัว



แต่ก็อย่างเคยที่เสียงของผมถูกดักเอาไว้ด้วยริมฝีปากที่แสนน่ากลัว ที่ตอนนี้ผละมาไล้เลียหยาดน้ำตาของผมออกให้ ในขณะที่มือใหญ่ๆ ก็ไล้ไปทั่วผิวด้านล่างและเก็บเอาหยาดน้ำอุ่นๆ พวกนั้นออกให้เหมือนกัน



ตราบจนพอจะหายใจหายคอได้นั่นล่ะ ที่สติและเรี่ยวแรงเริ่มกลับมา หมัดผมก็ถูกเหวี่ยงออกไปก่อนจะทันรู้ตัวด้วยซ้ำ



ผลัวะ!!



เพราะคนที่ผมชกไม่ได้หลบ หมัดของผมเลยกระทบเข้ากับแก้มขาวๆ นั้นอย่างจัง และมันก็เรียกรอยสีแดงช้ำปื้นใหญ่ให้โผล่บนนั้นได้ทันใจดีนัก



ผมไม่เคยทำร้ายซีวอน หรือทำร้ายใครแบบตั้งใจมาก่อน แต่ถึงแม้นี่จะเป็นครั้งแรก ผมก็ไม่รู้สึกผิดที่ได้ทำมันลงไป ภาพของไอ้เจ้าชายที่หน้าสะบัดไปตามแรงชกของผมกำลังพร่าเพราะหยาดน้ำที่เอ่อล้นอยู่ในตา ผมจึงต้องรีบปาดมันทิ้งแรงๆ เพื่อจ้องสบกับคนตรงหน้าอย่างเจ็บช้ำ



ที่ซักพักเมื่อเจ้านั่นหันมาสบตากับผม กลับกระตุกมุมปากยกยิ้มเหมือนเย้ยให้ด้วยซ้ำ



“ชกฉันทำไม? นายก็ดูมีความสุขดีนี่ ปล่อยออกมาเต็มมือฉันซะขนาดนั้น หรืออยากให้ฉันทำอะไรที่มันมากกว่านั้นรึเปล่า?”



ซีวอนที่ประชดผมด้วยถ้อยคำร้ายกาจพวกนี้ ผมไม่รู้จัก!



“ทำ..ฮึก...ทำไม...อึกก...แบบนี้...ฮึก....ทำไม!”



คำพูดทั้งที่ตัวสั่นของผมกลับทำให้ซีวอนยิ้มกว้างกว่าเดิม เมื่อเจ้านี่เอาท่อนแขนใหญ่ๆ ล้อมกรอบผมเอาไว้กับบานประตู พร้อมกับก้มหน้าลงมาพูดยิ้มๆ ให้ด้วย



“ทำไมล่ะ? ก็แล้วมันต่างกับที่ผ่านมาตรงไหน? ก็แค่ช่วยเหลือกันเล็กๆ น้อยๆ ‘แบบเพื่อน’ ก็ไม่น่าจะมีอะไรเลยนี่นาจริงมั้ยฮยอกแจ?”



คำพูดทุกคำของซีวอนตอนนี้กลับไม่อบอุ่นเหมือนทุกคราว เมื่อยิ่งซีวอนพูด น้ำตาของผมมันกลับยิ่งไหลทะลักลงมาเรื่อยๆ ยิ่งซีวอนยิ้มมากเท่าไหร่ หัวใจผมก็ยิ่งบีบตัวจนเจ็บมากเท่านั้น



“หรือถึงถ้าฉันลากนายขึ้นเตียงตอนนี้มันจะแปลกไปตรงไหนล่ะ? ที่ต่างประเทศยังมีคำว่าเซ็กส์เฟรนด์เลยนี่? ถ้าพวกเราจะเป็นแบบนั้นก็ไม่เห็นแปลกเลยสักนิดใช่มั้ย?”



“ไม่...ฮึก...ไม่ใช่...นั่นไม่ใช่...ฮึก...เพื่อนแล้ว...”



“ทำไมจะไม่ใช่? นายพูดเองนี่ว่าอยากให้พวกเราเป็นเพื่อนกันต่อไป ฉันทำ ‘เหมือนเดิม’ อย่างที่ผ่านๆ มาก็ได้ งั้นฉันจะทำเหมือนอย่างนี้ เหมือนอย่างที่จูบนายบนชิงช้าบ่อยๆ ก็ได้ถูกมั้ย?”



“ไม่จริง...ฮึก....แบบนั้นไม่ใช่...ฮึก...ไม่ใช่....”



ยิ่งซีวอนพูดตัวผมก็ยิ่งสั่นหนักขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับที่ส่ายหน้าปฏิเสธแรงๆ แต่ซีวอนกลับไม่สนใจน้ำตาของผมเหมือนทุกคราว เพราะก็ยังปล่อยคำพูดร้ายกาจพวกนั้นออกมาอีก



แต่คงเพราะน้ำตาที่มันไม่หยุดไหล ผมเลยไม่เห็นสีหน้าของคนพูดว่าก็เจ็บช้ำไม่ได้ต่างไปจากผม



“ทำไมถึงไม่ใช่ล่ะ? นายเป็นคนบอกเองนะว่าทำได้ งั้นฉันก็จะทำเหมือนอย่างที่นายบอกไง นายก็แค่บอกตัวเองซะว่าเรายังเป็นเพื่อนกันเหมือนที่นายชอบทำมันก็จบแล้วนี่”



“ไม่! มันไม่ใช่...แบบเพื่อน...ฮึก...ไม่ใช่...ฮึกๆ...นายไม่ได้เป็นแบบนี้...ฮึก...ต้องไม่เป็นแบบนี้...”



“ฉันก็คือฉันฮยอกแจ อย่ายัดเยียดฉันให้คนอื่น และอย่ายัดเยียดคนอื่นในหัวนายให้เป็นตัวฉัน! ถ้านายหลอกตัวเองอีกต่อไปไม่ได้ก็ให้ทุกอย่างมันจบ ไม่งั้นก็อยู่กันแบบนี้ต่อไปนั่นล่ะ”



“ฮึก...ไม่จริง! ไม่จบ! นายไม่ใช่...ฮึก...ไม่ใช่ซีวอนที่ฉันรู้จัก...ฮึก...ซีวอนไม่ได้เป็นแบบนี้ ฮึก...ซีวอนเป็นเพื่อนฉัน...ฮึกๆๆๆ....ไม่ได้เป็นแบบนี้...ฮึกๆๆ...จะไม่พูดกับฉันอย่างนี้!”



“งั้นก็รู้อะไรไว้อย่างนึงนะฮยอกแจ เผื่อมันอาจจะช่วยให้ทุกอย่างชัดเจนและทำให้นายตัดสินใจได้ซะที....”



“............”





“ฉันเองก็ไม่ได้คิดว่านายเป็นเพื่อนมาตั้งนานแล้ว!”




คำพูดตวาดเสียงดังลั่นห้องได้มาเป็นดวงตาเบิกโพลงและปากที่อ้าค้างอย่างตกใจของผม และซีวอนก็ไม่ได้จะสนใจมันหรอก เพราะหน้าดุๆ นั้นก็ก้มลงมาพูดจนชิดกับหน้าผม ด้วยคำพูดที่เน้นน้ำเสียงหนักลงไปในทุกๆ ประโยค



“นี่คือตัวฉัน...คือทั้งหมดที่เป็นตัวฉัน! ถ้านายรับมันไม่ได้ก็ไม่ต้องมายุ่งกับฉันอีก เพราะฉันก็เล่นเป็นเพื่อนกับนายอีกต่อไปไม่ได้แล้วเหมือนกัน! ถ้านายอยากให้ฉันอยู่ข้างๆ เหมือนเดิมก็ต้องยอมรับความรู้สึกของฉัน แต่ถ้ารับมันไม่ได้ก็หายหัวไปจากชีวิตฉันอย่างที่นายชอบทำซะ! เพราะไม่งั้นฉันก็ไม่รับประกันหรอกนะว่าจะทำแบบเมื่อกี้หรือมากกว่านี้อีกทีเมื่อไหร่ เพราะถ้านายยังอยู่ใกล้ๆ ฉันก็จะไม่ห้ามตัวเองอีกต่อไปแล้ว!”



ในขณะที่ผมกำลังยืนตัวแข็งค้างอย่างตกใจและมองคนตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ร่างหนาๆ ข้างหน้าก็เบือนหน้าหนีไปถอนหายใจหนักๆ และผละออก ก่อนจะดึงตัวผมออกมาเพื่อเปิดประตูออกกว้างพร้อมผลักผมออกไปจากห้อง คำพูดหลังจากนั้นที่คนพูดก็ทำหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างกันฝากไว้ ก็ช่วยเรียกสติของผมให้กลับมาพร้อมๆ กับพาน้ำตาที่น่าจะเหือดแห้งไปแล้วไหลทะลักออกมาอีกรอบได้



“ไปซะเถอะฮยอกแจ อยากไปหาคนที่นายรักมากที่สุดก็ไปซะก่อนที่ฉันจะห้ามใจตัวเองไม่ไหว และก็เรื่องอาการป่วยของฉันก็ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันจะไปให้แชอึนดูแลก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกคนคงพอใจแล้วใช่มั้ย นายก็คงพอใจมากแล้วใช่มั้ย? อยากให้ฉันคบกับเธอใช่มั้ยล่ะ? ก็ได้นะ...ถ้าให้จินตนาการให้เธอมาแทนนายก็อาจจะพอได้ ถึงยังไงพวกนายก็เป็นเพื่อนกันและคล้ายกันหลายอย่างด้วยนี่ ถ้าฉันทำอย่างนี้...ถ้าฉันกับแชอึนคบกันตอนนี้ก็คงจะดีกว่าใช่มั้ย?”



หัวใจของผมกำลังบีบตัวจนเจ็บ...เจ็บ....จนหายใจแทบไม่ออก และความเจ็บพวกนั้นก็ถูกระบายออกมาเป็นน้ำอุ่นๆ ที่กำลังเลอะเต็มหน้าและผมก็ไม่มีแม้แต่แรงที่จะเช็ดมันออก



“เพื่อนาย...เพื่อความสบายใจของนาย...ฉันจะคบกับเธอก็ได้ เผื่อบางที ถ้าเธอทำให้ฉันลืมนายได้...ทำให้ฉันลบความรู้สึกพวกนี้ออกไปได้ก็คงจะดี ถ้าวันหนึ่งเรากลับมาเป็นเพื่อนกันจริงๆ ได้เหมือนอย่างที่นายต้องการคงจะดีกับพวกเรามากกว่าใช่มั้ย?”



ผมไม่รู้จะตอบคำถามนั้นยังไง เพราะแม้แต่เสียงตัวเองผมก็หามันไม่เจอแล้ว แต่ซีวอนเองก็ไม่ได้รอคำตอบจากผม เพราะคนตรงหน้าก็จ้องสบตากับผมนิ่ง ก่อนจะกระตุกมุมปากยิ้มแปลกๆ มาให้





“งั้นฉันจะคบกับเธอ...ฉันจะคบกับแชอึน...แค่นี้นายก็คงจะสบายใจได้แล้วใช่มั้ยอึนฮยอก!”





ปัง!





พร้อมๆ กับคำพูดที่เหมือนกรีดลงไปในหัวใจผมพวกนั้น ประตูบานใหญ่ก็ปิดใส่หน้าผมเสียงดัง และพาให้น้ำอุ่นๆ ร่วงกราวลงไปที่พื้นเพราะผมไม่สนใจจะเช็ดมันอีกต่อไปแล้ว





ทำไมผมต้องมาร้องไห้กับเรื่องแค่นี้ด้วยนะ ทำไมผมต้องร้องไห้กับแค่คำพูดของมันด้วย ทำไมผมต้องร้องไห้เพราะไอ้เจ้าบ้านั่นด้วย!



แค่คิดว่าพวกเราจะไม่ได้เป็นเพื่อนกันอีกต่อไป แค่คิดว่าจะมีเพื่อนเก่าของผมไปยืนอยู่ข้างๆ มันแทนผม ทำไมหัวใจของผมมันต้องอึดอัดขนาดนี้ อึดอัดและเจ็บขนาดที่แม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมาก็ยังทำไม่ได้





ทำไมผมต้องเป็นแบบนี้ด้วย!













โปรดติดตามตอนต่อไป














น่าจะเป็นครั้งที่ 2 ที่ได้ลงท้ายชื่อตอนอย่างนี้

แต่ตอนหน้าก็น่าจะจบภาคแรกแล้วคับทุกคน ดีใจกันใช่มั้ยล่า 555



และถ้าเราจะรวมเล่มเรื่องนี้ มีใครสนใจจะเก็บเป็นเพื่อนเรามั้ยคะ?

ถ้ามีสนใจกันบ้าง ลงตอนหน้าที่ปิดภาคแรก ก็คงจะเปิดจองพร้อมกันเลยนะ ^ ^




 

Create Date : 18 ตุลาคม 2554    
Last Update : 18 ตุลาคม 2554 9:39:12 น.
Counter : 229 Pageviews.  

Friend (or French) Kiss? 2/2

แล้วตอนนี้พวกเราทั้งสี่ก็มาถึงที่ดาบหน้า เอ๊ย ที่หน้าสวนสนุกแล้ว

มองหน้ากันอย่างให้กำลังใจกันและกันเสร็จพวกเราก็จับมือกันมั่นเพื่อจะเดินเข้าไปในงานด้วยสภาพอย่างนี้พร้อมๆ กัน

อย่างไหนน่ะเหรอ? ก็อย่างที่เดินไปทางไหนมีแต่คนชี้ชวนให้มองดูและกระซิบกระซาบพร้อมหัวเราะคิกคักกันน่ะสิ นี่ดีนะที่เป็นเวลากลางคืน สวนสนุกเลยมีแต่คู่รักผู้ใหญ่ที่เดินกันไปมา เพราะถ้าเป็นเวลากลางวันล่ะก็....

ป่านนี้คงมีเจ้าพวกเด็กน้อยตัวกะเปี๊ยกมาล้อมหน้าล้อมหลังพวกเราแล้วล่ะ!


‘ชุดนี้แหละ เหมาะกับสวนสนุกที่สุดแล้ว ตอนแรกฉันก็ว่าจะให้พวกนายแต่งเป็นราชาราชินีแล้วก็บรรดาข้ารับใช้เดินถือชายชุดคลุมตามหลังอยู่หรอก...แต่ชุดแบบนั้นมันต้องโชว์หน้าเยอะ ก็คงไม่ค่อยดีเท่าไหร่...แถมถ้าพวกนายอยากเล่นเครื่องเล่นก็คงไม่ค่อยเหมาะแน่ๆ’

นั่นคือคำพูดพี่ฮีชอลเมื่อเกือบชั่วโมงก่อนที่พูดไปเออเองไปคนเดียวเสร็จสรรพ ในขณะที่ผมและทงเฮหันไปสบตากันอย่างเข้าใจ

ชุด ‘บรรดาข้ารับ’ ใช้นี่มันคงไม่พ้นผมกับเจ้าปลาป่วนนี่แน่ ผมคงไม่ได้เหมาะกับชุดพระราชา และเจ้าปลาน้อยคงไม่เหมาะกับชุดราชินีเท่าไหร่หรอกนะ - -*

แต่พอเห็นชุดที่พี่ฮีชอลเอามากระจายให้ดูแล้ว ผมกลับอยากไปอ้อนวอนขอใส่ชุดข้ารับใช้หรือมหาดเล็กหรือชุดอะไรก็ได้

เพราะตอนนี้พวกเรากำลังเดินอยู่ในสวนสนุกด้วยชุดสีสันแสบตาสุดๆ ของขบวนการซักอย่างเรนเจอร์อยู่นี่ไงเล่า!

ไม่รู้พี่ฮีชอลไปมีชุดแบบนี้ได้ยังไง เพราะแม้แต่กระโปรงสีชมพูพี่ก็ยังค้นหามาให้แชอึนใส่จนได้ เพื่อนผมเป็นคนสวยและสูงโปร่ง ดังนั้นแชอึนใส่แล้วก็สวยน่ารักดีอยู่หรอก และไอ้เจ้าชายมันก็หุ่นเฟิร์มใส่แล้วเหมาะสุดๆ อยู่หรอก

แต่ลองนึกภาพกุ้งแห้งอย่างผมและเจ้าปลาเตี้ยๆ ตันๆ ที่เดินตามหลังสองคนนี้ในชุดรัดติ้วไปทุดส่วนสัดนี่สิ

โฮๆๆๆๆ วันนี้เป็นวันซวยของผมจริงๆ ด้วย T___T

แต่คนเจ้ากี้เจ้าการเตรียมชุดให้ก็ไม่ได้ใส่ใจกับเสียงโอดครวญของผมเล้ย เพราะก่อนออกจากบ้านผมก็เห็นพี่พูดอะไรซักอย่างกับไอ้เจ้าชายที่หน้าประตู ด้วยคำพูดที่รอบหลายปีล่ะมั้งถึงจะได้ยินพี่ฮีชอลพูดอะไรแบบนี้

‘ฉันตอบแทนนายแล้วนะ และก็ขอโทษด้วยสำหรับเรื่องวันนี้ ต่อไปฉันสัญญาว่าจะไม่ให้เจ้านั่นทำอะไรแบบนั้นอีก’

พี่ตอบแทนมันด้วยการเอาผมไปสังเวยเจ้าคู่รักคู่นี้นี่นะ! นี่สรุปตกลงมันเป็นความผิดของผมทั้งหมดเลยเรอะ!!

ถึงประโยคท้ายๆ นั่นผมจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ตอนนั้นเพราะทั้งต้องใส่ชุดแบบนี้และได้ยินอะไรอย่างนี้ แล้วยิ่งคิดถึงของขวัญปีนี้ที่ยังไม่เสร็จ ผมเลยนิ่งเงียบตลอดทางปล่อยให้ทงเฮและแชอึนพูดจ้อตอบกันไปมาในรถที่คนเจ็บเป็นคนขับ

จนสุดท้ายพวกเราก็มายืนหน้าทางเข้าสวนสนุกด้วยชุดแบบนี้ยังไงล่ะ

ตอนแรกพวกเราก็กระอักกระอ่วนทำตัวไม่ถูกกันอยู่หรอกนะ แต่พอเวลาผ่านไปไม่นานดูคู่รักข้างหน้าจะปรับตัวได้เร็วกว่าผมกับทงเฮ เพราะพอเริ่มชินกับการที่มีคนจ้องและโบกมือทักทาย สองคนก็โบกมือให้คนรอบข้างและยิ้มให้ทั้งที่ยังใส่หน้ากากเดินอยู่นั่นล่ะ โดยคนที่เริ่มทำก่อนก็ไอ้เจ้าชายนั่นเอง

ก็ท่าประจำมันนี่นะ ผมก็พอจะเข้าใจอยู่บ้างล่ะน่า

แต่เมื่อผ่านไปซักพักที่ผมพอจะชินกับสภาพอย่างนี้ ชุดนี้ก็ช่วยอะไรเยอะเหมือนกัน เพราะคนที่มองดูพวกเราก็แค่มองและขอถ่ายรูปด้วยบ้าง ไม่ได้วิ่งเข้ามาหาหรือเดินตามวนเวียนอยู่รอบตัวอย่างเคยๆ และพวกเราก็สามารถทำอะไรๆ ได้ตามปกติในสถานที่ที่ปกติคงไม่มีทางทำอย่างนี้ได้

ซึ่งดูๆ แล้วมันดียิ่งกว่าปกติด้วยซ้ำไป

เพราะพอไปต่อคิวเครื่องเล่นไหน คนที่คุมเครื่องก็ปล่อยให้ผ่านเข้าไปไม่เก็บตังค์เลยด้วยซ้ำ คงเพราะนึกว่าพวกเราเป็นคนหรือคณะตลกของสวนสนุกล่ะมั้ง ดังนั้นพอเริ่มชินกับสายตาคนที่มองมาและหัวเราะแล้ว (ปกติก็ไม่ได้ต่างจากนี้นักหรอก) ประสบการณ์วันนี้ก็ถือว่าเป็นวันที่น่าจดจำวันหนึ่งเหมือนกัน

เล่นหลายๆ เครื่องเล่นจนเริ่มเหนื่อย พวกเราก็หยุดนั่งพักที่ม้านั่งยาวหน้าบ้านตุ๊กตา ก่อนผมจะสะกิดกระซิบบอกทงเฮให้ออกไปซื้อน้ำเป็นเพื่อนเพื่อปล่อยคู่รักให้เค้าได้มีเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง

หน้าทงเฮเท่าที่เห็น (เพราะมีหน้ากากปิดช่วงบน) ก็อ้าปากค้างนิดนึง แต่สุดท้ายเจ้าปลาน้อยก็พยักหน้าและเดินออกมากับผม ในขณะที่แชอึนรีบเสนอตัวจะไปด้วย แต่ผมก็รีบปฏิเสธและบอกให้แชอึนอยู่เป็นเพื่อนและดูแลซีวอนแทน

แชอึนพยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่สีหน้าของไอ้เจ้าชายผมมองไม่เห็นเลยไม่รู้ว่ามันคิดยังไง

แม้แต่ตลอดเวลาที่อยู่ในรถและในสวนสนุกก็ตาม พวกเราเล่นด้วยกัน หัวเราะด้วยกันก็จริง แต่ถ้าว่ากันตามจริงแล้วซีวอนยังไม่ได้คุยกับผมตรงๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว แล้วผมก็ยังรู้สึกผิดปนๆ กับอารมณ์อีกหลายอย่างที่ผมขี้เกียจจะค้นหามันด้วยเลยไม่กล้าชวนมันคุยเหมือนกัน

ภาพตอนที่ซีวอนโกรธและตวาดใส่ผมเมื่อช่วงหัวค่ำผมยังจำได้ดี ซึ่งก่อนหน้านี้ไอ้เจ้าชายแทบไม่เคยโกรธผมขนาดนี้เลย มันจึงสาเหตุอย่างหนึ่งที่ตอนนี้ผมก็ยังไม่กล้าเข้าใกล้ไม่กล้าคุยกับซีวอน

แม้แต่ตอนที่พวกเราแกล้งถ่วงเวลาและเถลไถลซื้อนั่นนู่นี่จนมาถึงที่ๆ สองคนรออยู่ช้านี่ล่ะ

แชอึนบ่นนิดหน่อยแต่ซีวอนก็ไม่พูดอะไรเลยนอกจากลุกขึ้นมาเดินนำหน้า เห็นอย่างนั้นผมก็รีบดึงแขนแชอึนไว้และกระซิบบางอย่างพร้อมโชว์ถุงเค้กในมือด้วย ใบหน้าภายใต้หน้ากากของแชอึนนิ่งไปนิด ก่อนจะค่อยๆ แย้มยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มสวยๆ

“ได้สิ ฉันจะช่วยเซอไพรซ์ซีวอนด้วยคน ตอบแทนอะไรดีๆ ที่ซีวอนเคยทำให้ตลอดมา”

ใกล้เที่ยงคืนแล้ว...วันนี้ก็ใกล้จะหมดไปแล้ว และตอนนี้แผนปล่อยคู่รักให้อยู่ด้วยกันบนชิงช้าสวรรค์อย่างโรแมนติคก็ถูกวางไว้เรียบร้อยเพอร์เฟคต์แล้วด้วย

แชอึนจะตอบแทนซีวอนยังไงบ้างในชิงช้าสวรรค์ผมไม่อยากจะคิด เพราะตอนนั้นผมที่ยืนให้กำลังใจอยู่ด้านล่างก็คงไม่เห็นและรับรู้ด้วยหรอก

นั่นสินะ เพื่อตอบแทนสิ่งที่ซีวอนทำให้เสมอมา ถ้าของขวัญเสร็จไม่ทันผมก็ขอมอบเวลาที่จะได้อยู่กับสาวสวยเพื่อนผมตามลำพังให้กับมันแทนก่อนแล้วกัน

ทำให้เพื่อนมีความสุขได้ผมควรจะดีใจสินะ ควรจะมีความสุขไปกับมันใช่มั้ย?

ผมควรจะต้องรู้สึกอย่างนั้นแทนความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นอยู่ในใจตอนนี้ใช่มั้ย?



แล้วหลังจากนั้นพวกเราสี่คนก็เดินมาถึงชิงช้าสวรรค์จนได้ที่เวลาอีกไม่ถึงสิบนาทีก็จะเที่ยงคืน พี่คนที่ควบคุมเครื่องแอบยิ้มให้ผมและตะเบ๊ะให้อย่างล้อเลียน ผมที่เดินอยู่หลังสุดเลยต้องรีบยิ้มให้และตะเบ๊ะกลับ

หนึ่งในสาเหตุที่ผมกับทงเฮมาช้าก็เพื่อมาติดต่อเรื่องนี้ไว้นั่นล่ะ ซึ่งผมก็คิดว่าควรจะกลับไปขอบคุณพี่ฮีชอลบ้างเหมือนกัน ชุดนี้ช่วยทำให้ทำอะไรๆ สะดวกมากเหลือเกินในคืนนี้

ชิงช้าสวรรค์ในเวลาเที่ยงคืนแตกต่างจากตอนกลางวันลิบลับ เพราะตอนนี้นอกจากพวกเราแล้วก็มีแค่คู่รักอีกสองคู่ยืนรออยู่ข้างหน้า ดังนั้นสภาพของพวกเราที่ชุดก็แปลกประหลาดพอแล้ว ก็เลยตรงข้ามกับอีกสองคู่ที่ยืนโอบเอวคลอเคลียกันแนบชิดไม่สนใจโลกภายนอกนั้นสุดๆ

ยืนรอไม่ถึงหนึ่งนาทีพี่สตาฟก็แสนใจดีเพราะช่วยทยอยคนชุดก่อนหน้าออกมาให้ ผมเผลอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเรื่อยๆ เพราะอีกไม่นานทั้งเข็มสั้นและเข็มยาวก็เริ่มจะเข้าใกล้เลข 12 เข้าไปทุกทีแล้ว และพอคู่รักคู่ที่สองเข้าไปในกระเช้าแล้วผมก็รีบตรวจเช็คของที่จะส่งให้แชอึนในขณะที่ซีวอนที่อยู่หน้าสุดก็เข้าไปรอในกระเช้าเป็นคนแรก

แต่ในขณะที่กำลังง่วนอยู่กับถุงจากซุ้มขายของในสวนสนุก เช็คเค้กเช็คเทียนอย่างรีบร้อน อยู่ดีๆ แชอึนก็หยุดเดินตามซีวอนเข้าไปและก็โพล่งบางอย่างขึ้นมา

“ฉันอยากไปห้องน้ำจังเลย ทนไม่ไหวแล้วด้วย! ทงเฮไปเป็นเพื่อนฉันนะ ฉันไม่กล้าเดินด้วยชุดนี้คนเดียว”

ยังไม่ทันที่ผมจะได้ทันเงยหน้าขึ้นมาด้วยความแปลกใจ หรือได้ยินว่าเจ้าปลาน้อยเพื่อนผมตอบว่ายังไง ผมก็รู้สึกได้ถึงแรงดึงและแรงผลักเบาๆ ให้ก้าวออกไปข้างหน้าแล้ว เพราะการยังไม่ทันตั้งตัวทำให้ผมเผลอทิ่มหน้าเข้าไปในชิงช้าจนหน้ากระแทกเข้ากับหลังกว้างๆ แข็งๆ ของไอ้เจ้าชาย ที่มันก็หมุนตัวกลับมาคว้าตัวผมเอาไว้ได้ก่อนที่จะล้มลงไปด้วยกัน

“ฮยอกแจขึ้นไปกับซีวอนสองคนก่อนนะ เดี๋ยวพวกเราตามไป ขอไปห้องน้ำแป๊บนึงก่อน ^ ^”

ผมได้ยินเสียงแชอึนบอกอย่างนั้นและได้ยินเสียงกริ๊กเบาๆ ดังตามหลัง และพอรีบหันหน้ากลับมาด้วยความตกใจผมก็รับรู้ได้ว่าตัวเองกำลังลอยขึ้นไปแล้วโดยมีใบหน้าสวยๆ ของแชอึนยิ้มร่าและโบกมือให้ด้วย ให้ขณะที่เจ้าปลาป่วนก็โบกมือตามอย่างงงๆ และพอผมหันไปมองพี่สตาฟ พี่เค้าก็ทำมือเป็นรูปตัวโอให้

แย่แล้วๆๆๆ นี่มันสถานการณ์นอกเหนือการควบคุมแล้วนะ แย่แน่ๆ มันต้องแย่แน่ๆ

ผมรีบเอาแขนมาไขว้เป็นรูปกากบาท และอ้าปากบอกพี่เค้าอย่างไม่มีเสียงว่ามันผิดคิวแล้ว แต่ไม่รู้พี่เค้าเข้าใจผิดอีท่าไหน เพราะก็หัวเราะร่วนและทำไม้ทำมือเป็นท่าหน้ากากแอ็คชั่นตอบ แล้วก็หัวเราะวะฮ่าฮ่าเลียนแบบฮีโร่ในเรื่องชินจังมาให้

ผมไม่ได้ทำท่าเป็นไอ้มดเอ็กซ์นะ!! พี่ช่วยเข้าใจและอ่านปากผมได้ม๊ายยยยยย T_____T

ส่วนไอ้เจ้าเพื่อนปลาป่วนร่วมขบวนการน่ะอย่าไปหวังพึ่งมันเลย เพราะมันก็โดนแชอึนลากห่างออกไปเรื่อยๆ แล้ว ในขณะที่เจ้าปลาน้อยได้แต่มองแชอึนสลับกับหันมาแหงนเงยมองผมอย่างไม่เข้าใจ ผมที่เกาะอยู่กับประตูชิงช้าก็อยากจะโทรบอกมันอยู่หรอกว่าให้ช่วยไปบอกพี่เค้าให้พาผมลงไปเพื่อจะได้เปลี่ยนตัวกับคนที่อยู่ในแผนจริงๆ แทน แต่ก็ติดแต่เจ้าคนข้างหลังนี่ล่ะที่ไม่รู้มันจะว่ายังไงถ้ารู้ว่าผมวางแผนเซอร์ไพรซ์ไว้อย่างนี้ และพอคิดถึงคนข้างหลังผมก็เพิ่งจะคิดได้ว่าเรากำลังอยู่กันตามลำพังสองคนในชิงช้าที่กำลังลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ

ผมจึงรีบหันมาอย่างตกใจพร้อมๆ กับที่เห็นซีวอนที่กำลังนั่งเรียบร้อยกอดอกดูวิวภายนอกไปแล้ว

งั้นเจ้านี่ก็ต้องเห็นที่ผมเต้นแร้งเต้นกาเมื่อกี้หมดแล้วน่ะสิ โฮๆๆๆ น่าขายหน้าเป็นบ้า!


แก๊งงงง...แก๊งงงงง....แก๊งงงงง....


ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรหรือคิดจะแก้ปัญหายังไง อยู่ดีๆ เสียงระฆังจากไหนซักที่ก็ดังก้องไปทั่วสวนสนุก เสียงนั้นทำให้ผมเผลอแหงนเงยมองหาที่มาของเสียงและเจอเข้ากับหอนาฬิกาขนาดใหญ่ ซึ่งพอเห็นเข็มสั้นและเข็มยาวของเจ้าหอนาฬิกานั้นแล้ว ผมก็ต้องรีบวุ่นค้นของในถุงออกมากระจายเต็มไปหมด

เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งนาทีก็จะเที่ยงคืน มือผมรีบร้อนเอาเค้กก้อนเล็กๆ ออกมาและแกะห่อเทียนออกมาด้วยความเร็วสูงที่คงจะเร็วที่สุดในชีวิต เสียงระฆังที่ดังทุกครั้งที่เข็มวินาทีเดินพาเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมาบนหน้า ในขณะที่เทียนยี่สิบกว่าเล่มถูกปักลงไปอย่างรวดเร็วบนเค้กเนื้อนุ่ม ก่อนที่ผมจะเอาเทียนเล่มสุดท้ายออกมาและควักไม้ขีดออกมาจุดไฟ


แก๊งงงงงงง....แก๊งงงงงงง....แก๊งงงงงง...


ภาพผมที่ค่อยๆ เอาเทียนที่ติดไฟนั้นจุดเทียนเล่มอื่นไปทีละเล่มๆ ทั้งๆ ที่มือสั่นและหัวใจก็เต้นแรงจนมันแทบจะดังออกมานอกอกผมก็ไม่รู้หรอกว่าอีกคนในกระเช้ามองมาด้วยสายตาแบบไหน จนสุดท้ายที่เทียนติดไฟครบทุกเล่มแล้วผมก็ปาดเหงื่อก่อนจะยื่นมันไปตรงหน้าไอ้เจ้าชาย

และผมก็รู้ตรงนั้นแหละว่าซีวอนจ้องผมอยู่ก่อนหน้าแล้ว

เพราะหน้ากากที่อยู่บนหน้าทำให้ผมเดาอารมณ์มันไม่ออก และพอชิงช้าขึ้นมาถึงจุดสูงสุดมันก็กลับหยุดชะงักและค้างนิ่งอยู่อย่างนั้น ผมได้ยินเสียงคนอื่นๆ ส่งเสียงประสานกันอย่างตกใจ แต่ผมกลับเผลอถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจแทน

พี่สตาฟทำงานได้ดีเหลือเกิน ตำแหน่งและเวลาเป๊ะมากๆ เลยครับพี่ T^T


แก๊งงงงงงง....แก๊งงงงงงง....แก๊งงงงงง...


อีกไม่ถึงห้าวินาทีก็จะเที่ยงคืนแล้ว เหตุการณ์ตอนนี้จะยังไงก็ช่างเถอะ ถ้าจะสร้างสถานการณ์โรแมนติคให้ไอ้เจ้าชายใหม่ก็ค่อยคิดทีหลัง ตอนนี้สิ่งที่ผมทำคือยื่นเค้กที่กำลังสว่างไสวด้วยเทียนยี่สิบสี่เล่มไปตรงหน้ามันเหมือนกับกำลังทำภารกิจระดับชาติอะไรซักอย่าง

“เป่าเทียนสิ ให้ดับหมดในคราวเดียวนะ สาม...สอง....เป่าเลยซีวอน!”


แต๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง


ปุ้ง!


ปุ้ง! ปุ้ง! ปุ้ง!


พร้อมๆ กับที่ไอ้เจ้าชายก้มหน้าลงมา เสียงระฆังตีบอกเวลาเที่ยงคืนก็ดังกังวานก้องไปทั่วสวนสนุก ในขณะที่พลุสีสันหลากตาก็ถูกจุดขึ้นมาเปล่งประกายอวดแสงบนท้องฟ้าในยามราตรีด้วย

หลายอย่างอาจจะผิดแผนไปนิด แต่ตอนนี้ทั้งผมและซีวอนก็หันไปมองพลุสวยๆ นั้นด้วยกัน ถึงแม้ชิงช้าจะค้างนิ่งอยู่อย่างนั้น แต่ผมไม่ได้ยินเสียงใครที่โวยวายออกมาเลยแม้แต่คนเดียว

ไม่ใช่สิ...แม้แต่คู่เดียวต่างหาก ก็เพราะตอนนี้ในชิงช้าสวรรค์คงมีแต่คู่รักล่ะนะ ดังนั้นจะมีใครอยากโวยวายหลุดออกไปจากบรรยากาศโรแมนติคแบบนี้เล่า

คิดแล้วก็เหนื่อยใจอีกรอบ ผมผละจากท้องฟ้าที่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติเพราะพลุถูกจุดไปหมดแล้วเพื่อเริ่มต้นเก็บเทียนที่ดับหมดทุกแล้วเล่มออก

และตลอดเวลานั้นซีวอนก็ไม่พูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว

อาจจะกำลังคิดถึงแชอึนอยู่ล่ะมั้ง นั่นสินะ ถ้าไม่เพราะเป็นผมพลาดขึ้นมาอยู่ตรงนี้แบบนี้ป่านนี้เจ้านี่ก็อาจจะได้อยู่กับผู้หญิงที่ตัวเองรักแล้วก็ได้

“ขอโทษนะ”

อยู่ดีๆ ก็ได้ยินเสียงตัวเองดังขึ้นมาในบรรยากาศเงียบสนิทนี้ และผมก็ตกใจที่ตัวเองเผลอคิดดังไปหน่อยจนไอ้เจ้าชายมันก็หันมามองหน้าผมด้วยเหมือนกัน

“หืม?”

“เปล่าหรอก...ขอโทษนะที่เป็นฉัน ถ้าเป็นแชอึนคงดีกว่าสินะ นายคงจะมีความทรงจำใหม่ที่ดีกว่านี้”

พอผมพูดจบก็เกิดความเงียบระหว่างเรา ซีวอนไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียวนอกจากนั่งจ้องผมเงียบๆ อยู่อย่างนั้น

และอาจจะเพราะหน้ากากที่ยังแปะอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาเกินมนุษย์มนานั่นล่ะมั้ง ที่มันช่วยพรางสายตาของไอ้เจ้าชายเอาไว้และทำให้ผมกล้าจะพูดอะไรบางอย่างออกมา

สายตาดุๆ ที่ผมไม่ชินเอาซะเลย

“ฉัน...ขอโทษนะ”

“................”

“เมื่อตอนบ่ายน่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ...จะทำให้นายเจ็บแบบนั้น....”

“.................”

“ขอโทษนะซีวอน”

และคราวนี้ไอ้เจ้าชายมันก็เงียบไปอีก ก่อนที่สุดท้ายผมจะเห็นปากหยักได้รูปของมันแย้มยิ้มออกกว้างเหมือนเคย ก่อนที่มันจะชะโงกตัวและเอื้อมมือมาลูบหัวผมเบาๆ ในกระเช้าแคบๆ นี้

“รู้มั้ยว่าตัวเองทำอะไรผิด?”

“รู้สิ เพราะทำให้นายเจ็บยังไงล่ะ”

“ผิด เพราะนายเกือบจะทำให้ตัวเองเจ็บต่างหาก ฉันโกรธเพราะนายไม่ระวังตัวเอาซะเลยจนเกือบจะเจ็บตัวหนักต่างหากล่ะ ทีนี้เข้าใจรึยังฮยอกแจ”

เหมือนจะทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจ เพราะผมก็เผลอเลียนแบบท่าอ้าปากค้างของทงเฮและนึกขอบคุณหน้ากากเรนเจอร์ของพี่ฮีชอลในใจ ก่อนจะเผลอก้มหน้าที่มันค่อยๆ ร้อนขึ้นหลบสายตา (ที่ก็ใช่ว่าจะเห็นชัด) ของคนตรงหน้าแทน

“คราวหลังอย่าทำอย่างนี้อีกนะ ฉันไม่ได้อยู่กับนายตลอดเวลา ไม่ได้จะช่วยนายได้ตลอดเวลาอย่างนี้ ถ้าต่อไปเกิดอะไรขึ้นห้ามด่วนคิดทำอะไรคนเดียวแบบนี้เด็ดขาด และต้องรีบโทรหาฉันทันทีนะเข้าใจมั้ย”

การตอบรับที่ผมให้มันคือการพยักหน้ารับเบาๆ และยอมให้มันลูบหัวผมอีกครั้ง

อย่างที่เคยบอก กับคนอื่นผมอาจจะไม่ชอบใจ แต่ถ้าเป็นกับซีวอน ผมกลับยอมให้มันทำอะไรแบบนี้ได้ อย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่ตัวผมเองผมก็ไม่ค่อยจะเข้าใจตัวเองนักหรอก

แล้วในบรรยากาศเงียบๆ ที่ผมก็ชักจะทำอะไรไม่ถูก อยู่ดีๆ ซีวอนก็ถามขึ้นมาเบาๆ

“จริงสิ นายยังใส่สร้อยที่ฉันให้เป็นของขวัญวันเกิดนายอยู่มั้ย”

“ใส่สิ ทำไมเหรอ?”

ก็ไอ้สร้อยพร้อมจี้ไม้กางเขนฝังเพชรอันเท่าบ้าน แต่ผมเลือกรับแค่สร้อยเมื่อปีก่อนนั่นไงล่ะ และพอมาวันเกิดปีนี้มันก็เอาจี้กางเขนเหมือนเดิมแต่เล็กลงมาหน่อยมาให้ และเพราะสายตาขอร้องของมันผมเลยปฏิเสธไม่ออกด้วย แต่ก็อาจจะเพราะมันเป็นจี้เงินเรียบๆ ธรรมดาไม่ได้มีเพชรเม็ดเขื่องแปะเอาไว้เหมือนอันเก่าก็ได้มั้งผมก็เลยไม่บ่นอะไร

แม้จะแปลกใจนิดหน่อยว่าจี้เงินเรียบๆ แค่นี้ถึงกับสั่งทำที่ร้านของแชอึนเลยเหรอ ถึงกับนำเข้าอะไรซักอย่างเลยเหรอ แต่มันก็อาจจะมีดีไซน์อะไรยังไงที่คนธรรมดาอย่างผมไม่เข้าใจล่ะมั้ง

“ฉันจะมอบพรที่ขอเมื่อกี้ให้ ขอดูหน่อยสิ”

พร? พรอะไรผมก็งงๆ เหมือนกัน แต่ก็ก้มลงไปควานหาสร้อยมาให้มัน และเพราะหน้ากากที่แปะอยู่ทำให้ผมเอามันออกมาไม่ถนัด ซีวอนเลยบอกไม่เป็นไรและก็ขยับเข้ามาใกล้แทน

เพราะน้ำหนักที่ไม่สมดุลทำให้ชิงช้าโคลงนิดหน่อย ผมรีบจับตะแกรงเหล็กเอาไว้ในขณะที่ซีวอนก็จับตัวผมเอาไว้เช่นกัน แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตั้งตัวหรือตอบรับไป อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นซีวอนคุกเข่าอยู่ต่อหน้า (น่าเจ็บใจนิดหน่อยที่ระดับสายตาของเราอยู่เท่ากันแทนที่ผมจะสูงกว่ามัน - -*) และหยิบสร้อยที่ยังห้อยอยู่ที่คอผมขึ้นมา

มือใหญ่ๆ ของไอ้เจ้าชายลูบเบาๆ ที่จี้เงินเรียบๆ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจกับการกระทำอย่างนั้น จนกระทั่งมันค่อยๆ ก้มหน้าลงไป

และผมก็ชะงักตัวแข็งค้างเมื่อรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นจัดที่รินรดลงบนอกตัวเองพร้อมๆ กับที่จะมองเห็นไอ้เจ้าชายกำลังจูบเบาๆ ที่จี้กางเขนของผม

“ขอให้พระเจ้าคุ้มครองนาย”

เลือดผมจะกลายเป็นน้ำแข็งก็ตอนนี้นั่นล่ะ

ชะงักตัวแข็งไปพักใหญ่ๆ สติสตังของผมก็ค่อยกลับมาพอให้คิดปะติดปะต่อสิ่งที่มันพูดออก คำถามละล่ำละลักจึงหลุดออกมาพร้อมๆ กับที่ผมเผลอถอยหลังหนีอย่างไม่รู้ตัวด้วย แต่เมื่อแผ่นหลังชนเข้ากับตะแกรงเหล็กของชิงช้าผมก็รู้สึกว่าไม่มีที่จะให้หนีแล้ว และชิงช้าที่โคลงอีกรอบก็ทำให้ผมไม่กล้าขยับตัวไปมากกว่าเดิม

“เดี๋ยว อย่าบอกนะว่า พร...พรวันเกิดนาย...”

พูดได้แค่นั้นผมก็เผลอเม้มปากตัวเองแน่น ในขณะที่ไอ้เจ้าชายก็ไม่ได้ตอบอะไรนอกจากยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มบุ๋มที่แก้มทั้งสองข้าง

ผมทำอะไรไม่ถูกจริงๆ นะตอนนี้ ใครก็ได้ช่วยมาเอาผมลงไปจากสถานการณ์ตอนนี้ได้มั้ย T_____T

ยิ่งมันไม่พูดอะไรผมก็ยิ่งทำหน้าไม่ถูก ยิ่งมันไม่ทวงผมก็ยิ่งรู้สึกผิด และยิ่งไปถึงเจ้าเศษผ้าที่ยังทำไม่เสร็จดีบนเตียงที่บ้านผมก็ยิ่งรู้สึกผิดมากกว่าเดิม

และสุดท้ายยิ่งมองมันยิ้มให้อยากนี้ ความรู้สึกผิดก็ทำให้ผมเผลอพึมพำออกมาเบาๆ

“ฉัน...ขอ...ขอโทษนะ”

“หืม? ขอโทษเรื่องอะไรอีก? นายพูดคำนี้บ่อยเกินไปแล้วนะวันนี้”

“ก็...เรื่อง....เรื่องของขวัญวันเกิดนายน่ะ ที่ฉันให้ไม่ทันวันเกิดนาย ฉันขอโทษนะซีวอน”

“ฮะๆๆๆ นึกว่าเรื่องอะไร เรื่องนี้นี่เอง คราววันเกิดนายฉันก็ให้ไม่ทันจำไม่ได้รึไง ก็ถือว่าเจ๊ากันไปไงล่ะ”

พูดเสร็จแล้วก็ยิ้มเจ้าชายมาให้อีกครั้ง ซึ่งมันยิ่งทำให้ผมรู้สึกแย่กว่าเดิมอีก ให้มันบ่นออกมาซะเลยยังดีกว่านี้

“มันเหมือนกันที่ไหนเล่า! ก็คราวของฉันฉันรั้งนายไว้เอง แต่คราวนี้ไม่ใช่นี่ เพราะฉันทำไม่ทันเองอ่ะ...”

ขึ้นเสียงได้ไม่ทันไรปลายๆ ประโยคผมก็เผลอทำเสียงหงอยอีกแล้วเมื่อนึกขึ้นได้ว่ามันเป็นความผิดตัวเองล้วนๆ เพราะอย่าโทษทงเฮเลย อย่าโทษพี่ฮีชอลเลย ถ้าผมไม่เอาแต่ชะล่าใจว่าแค่เย็บหมอนคล้องคอมันง่ายจะตาย แค่เอาผ้ามาแปะกันแล้วก็เย็บๆ และยัดๆ แค่นั้น ผมเลยทำให้มันยากขึ้นมาหน่อยด้วยการจะปักด้ายเดินเส้นเป็นรูปม้ากำลังอยู่วิ่งอยู่ในทุ่งหญ้าก็น่าจะดี ถ้าไม่คิดอย่างนั้นป่านนี้เจ้าหมอนที่ว่ามันก็คงเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้วล่ะ

ทำไมผมต้องกลายเป็นคนทำอะไรแบบนี้และต้องมานั่งคิดมากวุ่นวายอย่างนี้ด้วยนะ ToT

“ฉันขอโทษจริงๆ นะซีวอน ฉันพยายามแล้วจริงๆ นะ แต่ไงๆ มันก็ไม่ทันวันนี้อยู่ดีอ่ะ นายจะให้ทำอะไรฉันก็ยอมทั้งนั้น ฉันไม่อยากรู้สึกผิดอย่างนี้เลย ดังนั้นให้ฉันทำอะไรให้นายก็ได้...อะไรก็ได้จริงๆ นะ”

“งั้นจูบได้มั้ย?”

“............”

และท่ามกลางเสียงเวิ่นเว้อเพราะขอโทษไปเขย่าแขนมันไปของผม อยู่ดีๆ ปากหยักๆ ก็พูดอะไรซักอย่างโพล่งออกมา และมันก็คงพอจะรู้ว่าอะไรซักอย่างนั่นทำให้ผมตกใจแค่ไหน เพราะการที่มือผมรีบปล่อยแขนมันและขยับถอยจนตัวชนตะแกรงเหล็กอีกครั้งพร้อมอ้าปากค้างเลียนแบบทงเฮอีกรอบ ไอ้เจ้าชายมันก็คงเดาออกว่าผมรู้สึกยังไงเพราะก็หันหน้าหนีไปอีกทางและเอามือลูบท้ายทอยแก้เก้อด้วย

“ไม่มีอะไรหรอก ฉันก็พูดๆ ออกไปงั้นเองแหละ ฉันทำกับเพื่อนที่นู่นจนชินน่ะ โทษทีนะ ไม่มีอะไรจริงๆ”

“...............”

“ไม่มีอะไรจริงๆ น่า อย่าเงียบอย่างนั้นสิ ฉันก็แค่เผลอพูดไปอย่างนั้นเอง นายไม่ต้องเอาไปคิดก็ได้นะ”

“...สิ”

“ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างที่....ห๊ะ...เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ?”

ไอ้เจ้าชายที่กำลังเหมือนแก้ตัวร้อนรนชะงักคำพูดทันที ก่อนจะรีบหันมามองผมอย่างไม่อยากเชื่อสายตา และผมก็ไม่กล้าแม้แต่จะสู้ตาภายใต้หน้ากากของมันหรอก เพราะก็รีบก้มหน้าหลบก่อนจะพูดงุบๆ งิบๆ ตอบมันเบาๆ

“ฉัน...ฉันบอกว่า...ก็... ก็เอาสิ ฉันเองก็ผิดที่ทำไม่ทัน แล้วก็ยังทำให้นายเจ็บด้วย ดังนั้นวันนี้ยอมๆ เจ้าเด็กโข่งขี้เหงาอย่างนายก็ได้ ถ้าจู....คือ....ถ้าแค่...แค่ทำแบบเพื่อนก็พอได้”

“นายแน่ใจนะ? ไม่เปลี่ยนใจแน่นะ?”

“เอ๊ะ ก็ต้องแน่ใจสิ ไม่งั้นฉันจะพูดออกทำไม! ถ้าจะทำก็รีบทำซะ ไม่งั้นฉันเปลี่ยนใจนะเฟ้ย!”

สะบัดหน้าขึ้นไปตอบอย่างเอาเสียงเป็นเพื่อนนิดหน่อยผมก็รู้สึกว่าคิดผิดแล้วที่สบตากับมัน เพราะแม้จะอยู่ภายใต้หน้ากาก...แต่ดวงตาสีดำคมกริบก็ส่งประกายบางอย่างที่ทำให้ใจผมเต้นแรงได้

ยิ่งเมื่อไอ้เจ้าชายมันค่อยๆ ปลดหน้ากากตัวเองออก ใบหน้าหล่อเหลาสะอาดเกลี้ยงเกลาที่ชื้นเหงื่อนิดๆ และยิ้มสบตาก็ทำให้ผมก็อยากจะพาตัวเองละลายหายไปจากตรงนี้เสียเหลือเกิน

ผมทำตัวทำหน้าไม่ถูกเอาซะเลยจริงๆ T___T

โยนหน้ากากทิ้งและเช็ดเหงื่อเช็ดหน้าตัวเองเรียบร้อยไอ้เจ้าชายมันก็เบนเป้าหมายมาที่หน้ากากผมบ้าง ทั้งๆ ที่ตลอดเวลานั้นมันจ้องหน้าผมอยู่อย่างนั้น แม้แต่ตอนที่มันอ้อมมือไปด้านหลังเพื่อปลดหน้ากากของผมออก ดวงตาสีดำของมันก็สบตากับผมเหมือนจะสะกดผมไว้นิ่งๆ เพราะผมไม่กล้ากระดุกกระดิกตัวเลยแม้แต่นิดเดียว

ปลายนิ้วแข็งๆ ขยับยุกยิกที่หัวผมด้านหลังไม่นาน หน้ากากที่ใส่มาทั้งคืนก็ค่อยๆ เลื่อนออกจากหน้าตัวเอง

ความว่างโหวที่เกิดขึ้นเมื่อผิวหน้าสัมผัสลมที่พัดมาพาอาการหนาวสะท้านให้มันแล่นริ้วขึ้นมาตามเส้นสายบนร่างกายได้อย่างน่าแปลกใจ

และก็น่าแปลก...ที่ผมกลับรู้สึกอายกับเพียงแค่เปิดเผยหน้าตัวเองต่อหน้าไอ้เจ้าชายแค่นั้น ความร้อนค่อยๆ วิ่งรุกไล่ตามขึ้นมาได้รวดเร็วทันใจนัก เพราะที่ผมรู้สึกตอนนี้คือบางอย่างจากสายตาไอ้เจ้าชายกำลังจะเผาหน้าผมให้มันไหม้เป็นจุลได้อยู่แล้ว

หลังจากจัดการโยนหน้ากากผมไปกองรวมกับของตัวเอง นิ้วแข็งๆ นั้นก็เปลี่ยนมาเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อของผมออกจากหน้าให้ ในขณะที่วงแขนมันยังเหมือนโอบรอบตัวผมไว้กลายๆ ชายแขนเสื้อของมันถูกใช้ในการซับเหงื่อที่หน้าผมออกเบาๆ อย่างนิ่มนวล ก่อนที่มือนั้นจะเปลี่ยนมาเป็นค่อยๆ ประคองใบหน้าของผมเอาไว้โดยที่ผมไม่รู้ตัว เพราะกว่าจะรู้สึกตัวถึงความใกล้ชิดที่ก็ใกล้เกินกว่าปกตินี้ ผมก็จะหนีหรือขยับอะไรไม่ได้แล้ว ยกเว้นหัวใจ...

หัวใจที่มันมันเต้นดังยิ่งกว่าตอนปักเทียนเมื่อครู่อีก

ฝ่ามือใหญ่ๆ และรุมร้อนกระชับใบหน้าของผมแน่นขึ้นเหมือนกลัวผมเปลี่ยนใจ ในขณะที่ดวงตาของไอ้เจ้าชายจ้องสะกดผมอยู่นิ่งๆ และเมื่อมันค่อยๆ เลื่อนสายตาลงมาที่ปากของผมแทน หัวใจที่มันเต้นด้วยจังหวะรัวเร็วกว่าเดิมผมก็รู้สึกตัวเองได้ดี

ยิ่งเมื่อใบหน้าที่เหมือนไม่ใช่คนนั้นค่อยๆ เอียงหน้าก้มลงมา พาผมหน้าม้าให้ระลงมาตามใบหน้าผม พาลมหายใจร้อนจัดให้ค่อยๆ กระทบลงบนแก้มของผม สัมผัสอ่อนนุ่มแผ่วเบาที่แตะและแนบชิดติดลงบนริมฝีปากก็ทำให้ผมรีบหลับตาปี๋และกลั้นหายใจพร้อมๆ กับที่หัวใจมันกระตุกตัวอย่างรุนแรงในอก

แค่แป๊บเดียว ทนไว้ฮยอกแจ ปากแตะกันแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว แบบเพื่อนๆ ท่องเอาไว้แบบเพื่อน

ในหัวผมพยายามท่องอย่างที่ว่านั้นและพยายามไม่คิดถึงสัมผัสอบอุ่นบนริมฝีปากปากของตัวเอง เราเล่นอย่างนี้กันก็ออกบ่อย กอดกันหอมแก้มกันก็ออกบ่อย ดังนั้นครั้งนี้คงเหมือนกับทุกๆ ครั้งล่ะน่า คงเหมือนตอนผมช่วยซองมินหายใจ คงเหมือนที่ผมทำเล่นๆ กับพี่ฮีชอล คงไม่มีอะไรมากกว่านั้น


ไม่มี...อะไร...มากกว่านั้น?


กลั้นหายใจไปผมก็พยายามคิดถึงเรื่องนู่นเรื่องนั่นที่ทำให้ผมสบายใจไป แต่กลั้นจนจะหน้ามืดแล้วผมก็ยังรู้สึกได้ถึงใบหน้าของไอ้เจ้าชายที่คลอเคลียอยู่กับหน้าผม และที่มันมากกว่านั้นจนทำให้ผมเผลอเบิกตาโตขึ้นมา...คือริมฝีปากของไอ้เจ้าชายที่ค่อยๆ บดลงมาบนปากของผม

อย่างนี้มันไม่ใช่แล้วนะ!

ผมเผลอกระตุกตัวออกมาและก็เพิ่งจะสำนึกได้ว่ามือใหญ่ๆ ทั้งคู่มีไว้ทำไมก็ตอนนี้ เมื่อมันกุมกระชับเข้าที่ใบหน้าของผมแน่นเพื่อกักผมเอาไว้ในกำมือมันก่อนจะบดริมฝีปากลงมาหนักหน่วงขึ้น

ผมไม่รู้...ไม่รู้ว่าแค่ริมฝีปากของคนอื่นที่ขยับเคลื่อนอยู่บนริมฝีปากตัวเองจะให้ความรู้สึกแบบนี้ ความร้อนทั้งมวลในร่างกายเหมือนมันจะวิ่งขึ้นมารวมอยู่ที่เดียวอย่างไม่น่าเชื่อ ในขณะที่ในหัวมันเริ่มจะเบลอขึ้นเรื่อยๆ จนผมเริ่มคิดอะไรไม่ออก

แต่ถึงอย่างนั้นไอ้เจ้าชายมันก็ยังไม่ยอมหยุด และผมก็มารู้ในเวลาต่อมาว่าจูบนี้มันเพิ่งแค่เริ่มต้นเท่านั้นเอง

ราวกับกำลังจะถูกใครซักคนกลืนกินเข้าไป...จูบของไอ้เจ้าชายมันให้ความรู้สึกอย่างนั้น ริมฝีปากผมเหมือนของเล่นให้มันลิ้มลองและชิมรสไม่มีหยุด ทั้งบด ทั้งเบียด ทั้งคลึง มันทำอะไรหลายอย่างมากมายกับปากผมซะจนผมบรรยายไม่ถูก ลมหายใจของเราผสานกันมั่วไปหมดเมื่อผมเผลอหอบเอาอากาศเข้าปอดหลังจากกลั้นหายใจไปพักใหญ่ เสียงที่ผมเคยได้ยินตอนดูช็อตจูบในหนังเอวีดังเข้ามาในหูเป็นระยะ และเมื่อสำนึกได้ว่าต้นกำเนิดเสียงมันมาจากตัวเองผมก็ยิ่งอายจนไม่รู้จะแทรกหน้าเอาไว้ตรงไหน

และฉากที่ผมเห็นในหนังเอวีเมื่อนางเอกอ้าปากขึ้น ผมก็เริ่มสำนึกได้อีกอย่างว่าไม่ควรใช้วิธีหายใจทางปากแบบนี้

เพราะตอนนี้ความรู้สึกเปียกชื้นของลิ้นคนอื่นในปากตัวเองผมก็รับรู้มันได้ดีน่ะสิ! T^T

แต่สติผมไม่ได้มีมากพอจะทำอะไรตอนนี้ได้ นอกจากเกาะบ่าไอ้เจ้าชายเอาไว้แน่นและขยำเสื้อมันจนยับยู่ยี่ ทุกจังหวะที่ลิ้นมันสอดแทรกและดูดดุนเข้ามาในปากผม ก็กำลังพาสติผมให้ค่อยๆ เลือนหายไปทีละน้อยๆ

แม้แต่การหายใจผมก็ยังลืมทำมันด้วยซ้ำ

ลมหายใจผมเริ่มขาดห้วงเรื่อยๆ ในขณะที่ไอ้เจ้าชายสอดมือเข้ามาแทรกในเส้นผมของผม ก่อนจะกดท้ายทอยกระชับเพื่อดันหัวของผมให้มันเอียงรับสัมผัสนั้นรุนแรงขึ้น

ยังกับไม่รู้ว่าผมกำลังจะขาดใจตายอยู่แล้ว เพราะซีวอนก็ดันหัวผมขึ้นไปก่อนจะกดริมฝีปากของตัวเองลงมาหนักๆ ซะจนทั้งปากและลิ้นผมชาไปหมดแล้ว

ฝ่ามือใหญ่ๆ เลื่อนไล้ไปทั่วแผ่นหลังของผม เคล้นคลึงจนทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ ก่อนจะเผลอกระตุกตัวเมื่อฝ่ามือนั้นกดหนักๆ เพื่อดันให้ผมขยับเข้าไปแนบชิดกับมันมากขึ้น พร้อมๆ กับที่ซีวอนก็แทรกตัวเข้ามาหาผมแน่นขึ้นด้วย ท่านั่งล่อแหลมที่มีใครแทรกอยู่ตรงกลางหว่างขาและเนื้อตัวเรากำลังสัมผัสกันแนบชิดซะจนไม่มีช่องว่างใดๆ ยิ่งทำให้รู้สึกเปิดเผยมากซะจนไม่ใช่แค่ใบหน้าหรือริมฝีปากที่ร้อน..

แต่เนื้อตัวที่เบียดชิดและเสียดสีกัน มันก็ค่อยๆ จุดความร้อนให้เกิดขึ้นก่อนจะวิ่งไปไหลรวมอยู่ที่ตรงกลางร่างกาย

ลมหายใจร้อนผ่าว ความร้อนที่หมุนวนในช่องท้อง และปลายลิ้นร้อนจัดที่รุกเร้าไม่ให้หยุดหายใจ สิ่งเหล่านี้กำลังทำลายสติผมลงไปทีละนิดๆ และเพราะอารมณ์อะไรซักอย่างทำให้ผมเผลอเกาะเกี่ยวแขนไปรอบคอของไอ้เจ้าชายก่อนจะโอบรัดและบดเบียดเนื้อตัวเข้าไปหามันแน่นขึ้นกว่าเดิมเพื่อระบายความรุ่มร้อนที่มันกำลังคุกรุ่นอยู่ในร่างออกไป

ราวกับราดน้ำมันลงไปบนกองไฟ ผมไม่รู้ตัวหรอกว่าได้ทำอย่างนั้นลงไป แต่สิ่งที่ผมรู้ตัวคือไอ้เจ้าชายมันกอดผมกระชับขึ้นจนตัวผมแทบฝังเข้าไปในอกกว้างๆ ของมัน ก่อนปากหยักๆ นั้นจะเน้นย้ำลงมาเหมือนพายุ ปากผมชาไปหมดแล้วแต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจ ลิ้นผมชาไปแล้วแต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะสติผมตอนนี้มันกระเจิดกระเจิงจนกู่ไม่กลับไปเรียบร้อยแล้ว

และก่อนที่ผมจะขาดอากาศตายเอาจริงๆ ชิงช้าสวรรค์ก็เหมือนจะรู้ใจ เพราะมันก็กระตุกตัวก่อนจะค่อยๆ ขยับลง ถึงตอนนั้นล่ะที่สติผมถึงเริ่มกลับมาพร้อมๆ กับที่ไอ้เจ้าชายมันก็ถอนหายใจก่อนจะค่อยๆ ผละขึ้นไปจากหน้าผมด้วย

ปลายลิ้นที่เชื่อมโยงและเกี่ยวกระหวัดรัดพันในปากค่อยๆ ถูกถอนออกและพาสายน้ำใสๆ บางๆ ออกไปจากปากผม สติผมมันกลับมาก็จริงแต่มันก็ยังไม่ปะติดปะต่อกันดี ดังนั้นสภาพตัวเองที่กำลังหน้าแดงจัดและมองไอ้เจ้าชายด้วยดวงตาปรือปรอยฉ่ำน้ำผมก็เลยยังไม่รู้ตัว

จนเมื่อมันดึงมือมันออกมาจากผิวผมใต้เสื้อผม ก่อนจะดึงชายเสื้อลงมาให้เรียบร้อย และพูดอะไรบางอย่างขึ้นมานั่นล่ะผมถึงเริ่มจับต้นชนปลายติดแล้ว

“นี่แหละ...จูบแบบเพื่อน ^ ^”

คำท้ายๆ นั่นเรียกสติผมกลับมาได้ดีจริงๆ เพราะก็รู้สึกได้ถึงหน้าตัวเองที่มันร้อนขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากความอายและความโกรธ

เพื่อนบ้าเพื่อนบออะไรกันเล่า สอดลิ้นเข้ามาจนจะถึงคอแล้วนี่นะ!

นี่มันทำเหมือนพระเอกจูบกับนางเอกในหนังเอวีที่ผมชอบดูบ่อยๆ ชัดๆ!!

แต่ก็งั้นแหละ ผมไม่กล้าบ่นอะไรไปมากกว่านี้หรอก บ่นมากเข้าเดี๋ยวก็เข้าตัวเอง ลักยิ้มบุ๋มๆ บนแก้มและดวงตาพราวระยับของมันบอกอย่างนั้น แต่ก่อนผมก็ชอบมองหน้ามันตอนยิ้มนะ ผมชอบมองตาดำๆ สวยๆ ของมัน ที่ยิ่งเป็นเวลานี้ยิ่งเหมือนยัดเอาดวงดาวไม่รู้กี่ดวงใส่ไว้ข้างใน

แต่มันกลับไม่ใช่เวลานี้ เวลาที่อะไรไม่รู้ทำให้ผมรีบหลบตามันพร้อมใบหน้าที่ค่อนๆ ร้อนฉ่าขึ้นอย่างนี้น่ะ

หน้าผมจะไหม้มั้ยเนี่ยคราวเนี้ย T_________T

และเพราะถ้าอยู่เฉยๆ ผมคงทำหน้าไม่ถูกยิ่งกว่านี้แน่ ดังนั้นเสียงตวาดอย่างตะกุกตะกักเลยดังขึ้นมาอีกครั้งเพื่อเปลี่ยนอารมณ์ ในขณะที่ผมแทบไม่กล้ามองสบตามันด้วยซ้ำ

“จะ...เจ้าบ้า ฉัน...ฉันก็เคยบอกแล้วนะว่าอย่าทำอะไรแบบนี้ นาย...นายอาจจะเข้าใจอะไรผิดๆ ระ...เรื่องแบบนี้...เรื่องแบบนี้ต้องเก็บเอาไว้ทำกับแฟนสิ”

“อืม ^ ^”

“ถะ...ถ้าเข้าใจก็ดีแล้ว อย่าไปจู...จูบ...จูบแบบนี้กับใครก็ได้ง่ายๆ อย่างนี้อีกนะเฟ้ย ต้องทำกับคนที่นายรักเท่านั้นนะรู้มั้ย”

“อืม ^ ^”

“นายเข้าใจที่ฉันพูดบ้างมั้ยเนี่ย ต่อไปอย่าไปขอจูบใครคนอื่นแบบนี้อีกนะ! ไม่งั้นโดนตบมาอย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะ!”

“อืม ^ ^”

ยิ่งด่าเจ้าบ้านี่กลับยิ่งยิ้มมากขึ้น แถมด่าเท่าไหร่ก็ไม่สะทกสะเทือนเลยสักนิด กลับเป็นตัวผมเองที่ร้อนๆ หนาวๆ ทำหน้าไม่ถูกสู้ตามันไม่ได้อยู่เนี่ย

ฮึ๊ยยยย ขัดใจไอ้เจ้าชายมันเว้ย!

มันเข้าใจจริงๆ รึเปล่าวะเนี่ย!!

และไม่รู้โชคเข้าข้างฝั่งไหนเมื่อตอนนี้ชิงช้าก็เลื่อนลงมาถึงข้างล่างเรียบร้อยแล้ว พนักงานที่เปิดประตูให้อย่างร่าเริงทำหน้าแปลกใจเล็กน้อยกับสภาพการนั่งของพวกเรา และพอมองเห็นหน้าพวกเราชัดๆ พี่เค้าก็ยิ่งอ้าปากค้างมากขึ้น ซีวอนจึงรีบหยิบหน้ากากมาใส่ให้ผมและตัวเอง ก่อนจะคว้าเค้กคว้าถุงมาถือและจูงมือผมที่ยังตั้งตัวไม่ทันออกมาจากชิงช้า

พี่คนที่ทำหน้าที่ควบคุมเครื่องตะเบ๊ะทัก ผมเลยรีบยิ้มแหยๆ ให้และตะเบ๊ะตอบกลับไปในขณะที่ก้าวหลุนๆ ตามไอ้เจ้าชายมันไป ที่ตรงทางเข้าก็มีพิงค์กับบลูเรนเจอร์ยืนรอพวกเราอยู่แล้ว

“เป็นไงบ้างซีวอน สรุปนายได้เป่าเค้กรึเปล่า ได้อธิษฐานมั้ย ทันมั้ยๆๆ”

ผมรู้สึกขอบคุณการพูดจ้อของทงเฮในตอนนี้เหลือเกิน และนึกขอบคุณหน้ากากของพี่ฮีชอลเอามากๆ ที่มันพอช่วยปิดช่วยพรางหน้าที่คงแดงจัดของผมลงไปได้บ้าง ตลอดทางนั้นทงเฮฟุ้งไม่หยุดและผมก็ยังสู้หน้าใครไม่ติด แม้แต่กับแชอึน ผมไม่กล้าแม้แต่จะเปิดปากถามเธอด้วยซ้ำว่าทำไมถึงทำอย่างนั้นทั้งๆ ที่ผมเล่าแผนให้ฟังและเธอก็รับปากดิบดีแล้ว

ผมไม่เข้าใจอะไรๆ คือใครๆ เอาซะเลย!

แต่ดูๆ ไปคนอื่นๆ กลับดูเข้าใจตัวผมมากกว่าผม เพราะซีวอนก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาให้ผมได้อายอีกนอกจากแอบเอามือมาเกาะกุมมือผมแน่นไม่ยอมปล่อยในขณะที่หันไปพูดตอบทงเฮ ส่วนแชอึนที่เดินข้างๆ ก็ไม่ได้ซักตอนที่ชิงช้าหยุดนิ่งเลยสักคำนอกจากบอกว่าขอโทษที่ตามขึ้นไปไม่ทัน (บอกด้วยใบหน้ายิ้มๆ แบบที่ไม่รู้สึกผิดสักนิดนะ) ส่วนเจ้าปลาน้อยทงเฮน่ะก็ใสซื่อซะจนไม่สะดุดใจอะไร เพราะก็อวดตัวยกใหญ่ว่าไปขอพี่พนักงานกับผมในการที่จะหยุดชิงช้าเพื่อที่ว่าซีวอนจะได้มีเวลาในการขอพรมากขึ้น

บางทีผมก็อยากจะเป็นคนที่ไม่คิดอะไรมากแบบทงเฮเหมือนกันนะ

และเมื่อมาถึงโรงพยาบาล...หน้าที่ที่ถูกวางเอาไว้เรียบร้อยทำให้ผมจำต้องอยู่เฝ้าไอ้เจ้าชายตามที่หัวหน้าวงขอร้องไว้ เพราะคุณหมออยากให้นอนรอดูอาการคืนนึงหลังจากสแกนดูแล้วว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ก็ยังไม่วางใจให้ซีวอนกลับเพราะคุณหมอกลัวว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจะไม่ทันการณ์

กลับจากเดินไปส่งทงเฮและแชอึนแล้ว ผมก็เปิดประตูเข้าไปในห้องที่ซีวอนเปลี่ยนเป็นชุดคนไข้เรียบร้อยแล้ว

และแม้ผมจะเลี่ยงด้วยการทำเป็นค้นกุกกักหาเสื้อผ้าที่พี่จองซูเตรียมมาให้และเดินหนีเข้าห้องน้ำไปทั้งๆ อย่างนั้น พอกลับออกมาผมก็ยังเจอมันนอนจ้องประตูห้องน้ำอยู่นั่นล่ะ ผมเลยเดินเลี่ยงอีกครั้งด้วยการไปค้นและกระจายของในกระเป๋าที่พี่จองซูก็รู้ใจอีกคนด้วยการเตรียมมาให้ด้วยลงบนโซฟาที่ผมกะยึดไว้เป็นเตียงคืนนี้

ก็เจ้าพวกเศษผ้าและใยสังเคราะห์ที่ผมทำค้างและกองเอาไว้บนเตียงที่บ้านนั่นแหละ

“อะไรน่ะฮยอกแจ?”

ประโยคแรกหลังจากทำอะไรๆ ‘แบบเพื่อน’ เลยล่ะมั้งเนี่ย

“ของขวัญวันเกิดนายไงล่ะ พี่จองซูคงรู้ว่าฉันอยากทำให้เสร็จน่ะเลยเตรียมเผื่อมาให้ทำต่อ ไม่รู้แอบรู้ได้ยังไงว่าฉันจะทำเจ้านี่ให้นายทั้งๆ ที่ฉันไม่เล่าให้ใครฟังแท้ๆ นี่พี่จะรู้ไปหมดทุกเรื่องเลยมั้ยเนี่ย เฮ้ออ อ้อ...นายน่ะต้องนอนได้แล้วนะ นอนไปก่อนได้เลย นายเป็นคนป่วยนะอย่าลืม”

“เอามานั่งทำตรงนี้ได้มั้ย...” นอกจากไม่ฟังที่ผมพูดแล้วยังตบเตียงข้างตัวเองแปะๆ และส่งสายตาอ้อนแปลกๆ มาให้ด้วย

มันไม่เข้าใจบ้างรึไงว่า ณ วินาทีนี้ผมอยากหลบหน้ามันเต็มแก่อยู่แล้ว!

“นะฮยอกแจ...ฉันอยากดูชัดๆ เอามานั่งทำตรงนี้เถอะนะ”

เฮ้ออออออ ทำไมผมต้องแพ้สายตาอย่างนั้นของมันด้วยนะ

บ่นตัวเองงุบๆ งิบๆ ไปผมก็ถอนหายใจหนักๆ ไปด้วย ก่อนจะหอบข้าวหอบของไปวางบนเตียงที่ผมก็เพิ่งสังเกตว่าซีวอนแบ่งพื้นที่อีกครึ่งเอาไว้ให้ตั้งแต่ผมเดินเข้ามาแล้ว

นั่งขัดสมาธิบนเตียงและยกเจ้าเศษผ้าที่ปักได้แค่หัวม้าที่แก้แล้วแก้อีกหลายรอบมาเตรียมปักอีกรอบผมก็เผลอสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงแรงโอบรอบเอวของตัวเอง และหัวอุ่นๆ ที่ซุกเข้ามาจนแทบจะเกยอยู่กับตักผม แล้วเมื่อหันไปมองและเตรียมจะต่อว่า...ใบหน้าที่ยิ้มกว้างจนแก้มบุ่มของไอ้เจ้าชายที่กำลังจ้องเศษผ้าในมือผมอย่างดีใจด้วยดวงตาเป็นประกายก็ทำให้ผมว่าอะไรมันไม่ลง

“ฉันมีความสุขจัง วันเกิดปีนี้คงเป็นปีที่ดีที่สุดในชีวิตฉันแน่ๆ ฮยอกแจ”

บอกอย่างนั้นและยิ้มสบตามาให้ ผมก็ถอนหายใจและปล่อยให้มันนอนอยู่ในท่านั้นไปและเริ่มต้นทำงานด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ อีกครั้งไป แต่ก็ยังนับว่าดูดีกว่าครั้งแรกๆ เมื่อหลายปีก่อนที่ผมเริ่มทำให้ไอ้เจ้าเด็กขี้เหงานี่ล่ะนะ

เพราะทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ให้มันอย่างนี้ทุกปีนั่นล่ะผมถึงพอเริ่มทำนั่นทำนี่เป็นไปเองโดยปริยาย และก็มานั่งคิดมากหลังจากที่รู้สึกตัวได้ทีหลังว่าทำไมต้องทำให้มันยุ่งยากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีๆ อย่างตอนนี้ไงล่ะ T^T

หลายครั้งที่เข็มแทงมือ ไอ้เจ้าชายมันก็จะรีบคว้ามือผมไปและดูดเลือดออกให้ ถึงแม้หน้าผมจะร้อนจนรีบดึงมือออกและไล่ให้มันไปนอน มันกลับดันหมอนมาติดตัวผมและนอนลงไปจนหัวเกยมาอยู่บนตักผมอีกครั้ง แล้วก็กอดเอวผมไว้และจ้องเจ้าเศษผ้าในมือผมต่อเหมือนไม่ใส่ใจกับคำพูดผมเลยสักนิด

บอกมากๆ เข้า เคี่ยวเข็ญมากๆ เข้า มันก็ยังดื้อแพ่งจ้องอยู่อย่างนั้นเหมือนเจ้าเศษผ้านั่นมันน่าสนใจเสียเต็มประดา ผมเลยได้แต่ถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้จนสุดท้ายต้องทำใจไปเอง

ก็ไอ้เจ้านี่มันเป็นเด็กโข่งขี้เหงานี่ ยอมมันนิดๆ หน่อยๆ ก็คงไม่เป็นไรหรอก

มันทำอะไรๆ เพื่อผมมาก ดังนั้นยอมๆ มันบ้างก็คงไม่น่าเป็นไรหรอกน่า

ไม่เป็นไรๆๆๆ


ในขณะที่พยายามท่องบอกตัวเองอย่างนั้นผมก็พยายามทำของขวัญให้เสร็จให้ได้เพื่อคนป่วยจะได้นอนซักที ด้วยการที่ปล่อยให้แขนมันโอบเอวผมอยู่อย่างนั้น ปล่อยตักของตัวเองให้มันนอนหนุนอยู่อย่างนั้น และคอยย้ำบอกกับตัวเองว่า ‘แค่เพื่อนกัน’ ไม่น่าเป็นไร ทำแค่นี้ไม่เป็นอะไร

แต่ทั้งหมดทั้งปวงนั่นคือข้ออ้างที่ผมมีให้ตัวเองหรือเปล่านะ

ข้ออ้างในการที่อยากมีมันอยู่ข้างๆ อยากเป็นที่หนึ่งของมันเหมือนเดิม

ทั้งหมดนั่นมันคือข้ออ้างเพื่อที่เอาไว้ลบล้างความเห็นแก่ตัวของตัวเองอยู่รึเปล่านะ


อย่างที่เคยบอก...แม้แต่ตัวผม...ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเอาซะเลยให้ตาย!





END ^ ^





ตอนลัลล้าตามสัญญา งั้นตอนหน้าก็กลับมาจัดเต็มเหมือนเดิมได้แล้วใช่มั้ย ^ ^




 

Create Date : 22 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 22 พฤษภาคม 2554 17:35:07 น.
Counter : 198 Pageviews.  

Friend (or French) Kiss? 1/2

วันนี้มันเป็นวันซวยของผมรึเปล่านะ?

เพราะหลังจากที่เจ็บจี๊ดจนแทบน้ำตาซึมจากการที่เข็มตำมือแล้ว เจ้าคนที่เป็นต้นเหตุให้ผมต้องรีบดูดเลือดที่มันซึมออกมาก็โถมตัวเข้ามากอดผมแน่น และก็ร้องไห้คร่ำครวญอะไรซักอย่างอยู่ข้างหูผม ในขณะที่ผมยังผลักมันออกจากตัวไม่ได้เพราะอะไรๆ กระจายเต็มมือและเต็มเตียงไปหมด

ใช่แล้ว...อะไรหลายๆ อย่างที่มันอีรุงตุงนังยุ่งเหยิงกันอยู่ทั้งคนทั้งของจนทำให้วันนี้เป็นวันสุดซวยของผม

อะไรๆ ที่เกี่ยวกับไอ้เจ้าชายขี้เก๊กนั่นล่ะ

ทำไมพระเจ้าต้องทำให้ผมมาเจอมัน และทำให้พวกเราเป็น ‘เพื่อนสนิท’ กันด้วยนะ

เพราะถ้าไม่ใช่อย่างนั้นผมคงไม่ต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งทำอะไรๆ แบบนี้ให้มันอีกปีแน่

ต้องไม่เป็นอย่างนั้นแน่ๆ!!



::: Friend (or French) Kiss? :::



“นายต้องช่วยฉันนะฮยอกแจ นายต้องช่วยฉันน้า โฮๆๆๆ นายต้องช่วยฉันเข้าใจมั้ย เข้าใจมั้ยๆๆๆ”

“เฮ้....เบาๆ เด้ทงเฮ...เบาเบ๊า.... ถ้าจะไม่เข้าใจก็เพราะนายเล่นเขย่าฉันอยู่อย่างนี้นะเฟ้ยยย เบาๆ สิฟระ ก็บอกให้เบาๆ ยังไงเล่า!”

เอาล่ะ หลังจากที่ผ้าเผ้อด้ายเดิ้ยพัวพันกันยุ่งเหยิงบนเตียงจากฝีมือเจ้าปลาสลาตันนี่ และผมก็เผลอตวาดออกมาดังก้อง เจ้าเพื่อนด๊องแด๊งถึงยอมหยุดเขย่าผมซักที แต่พอเจ้านี่ค่อยๆ ผละหน้าออกมาก็สามารถหยุดไอ้บรรดาสารพัดคำบ่นจากปากผมได้ชะงัดนัก

นอกจากจุนซูแล้ว อีกคนที่ผมแพ้น้ำตาก็คือเจ้าปลาป่วนทงเฮนี่แหละ (ถึงจะรู้ว่าเจ้านี่ร้องไห้บ่อยไม่ได้น้อยไปกว่าผมน่ะนะ - *- )

สงสัยอะไรในตัวผมคงแพ้ทางเจ้าพวกเด็กที่ชอบสร้างปัญหาพวกนี้ซะล่ะมั้ง

“เอ้า เช็ดน้ำตาซะ ค่อยๆ พูดมา เกิดอะไรขึ้นอีกแล้วล่ะ?”

ควานหากระดาษทิชชู่ (เอาไว้ซับเลือดจากเข็มตำ) บนเตียงยุ่งๆ นี่จนเจอผมก็ยื่นส่งให้มัน แล้วมาใช้ทิชชู่ห้องชาวบ้านเค้าไม่พอยังสั่งน้ำมูกเอาๆ และทิ้งลงกองเต็มเตียงของผมด้วย

โทษทีนะซีวอน ก่อนเอาหมอนไปใช้ก็ซักเองละกันนะ - -*

“ฮึก....ก็...ก็ไอ้เด็กหน้าดำอ่ะ มัน...ฮึก...มันว่าฉัน....ฮึก...มันด่าฉันอ่ะ...ไอ้เด็กนั่นมันด่าฉันอ่าฮยอกแจจจ...ฮือ...”

ทะเลาะเรื่องอะไรง้องแง้งกันอีกแล้วล่ะสิ แต่คราวนี้ดูแปลกกว่าทุกที เพราะปกติถ้ามีเรื่อง...ต้นเหตุเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเปอเซ็นต์มาจากเจ้าปลาป่วนนี่ชัวร์! แต่ดูท่านี่อาจจะเป็นศูนย์จุดศูนย์หนึ่งเปอร์เซ็นที่เหลือล่ะมั้ง ผมคิดในขณะที่ดึงทิชชู่ยื่นส่งให้คนที่ทำท่าจะบ่อน้ำตาแตกขึ้นมาอีกรอบ

“น้องมันด่านายว่าอะไรล่ะคราวนี้? วุ่นวาย? จอมดื้อ? ตัวป่วน? ถ้าคิบอมมันว่าอย่างนั้นก็อย่าไปใส่ใจเลยน่า ก็มันก็จริงนี่ ทุกคนเค้าก็คิดอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ คิดมาก”

“ไม่ใช่ซะหน่อย! ฉันไม่ได้เป็นแบบนั้นและเจ้าเด็กหน้าดำนั่นก็ไม่ได้ว่าอย่างนั้นซะหน่อยนึง!!”

“โอเคๆ ไม่ต้องทำหน้างอนก็ได้ ไม่พูดแล้ว แล้วตกลงน้องบอกว่าอะไร?”

จากหน้างอนๆ ก็กลายเป็นหน้าโกรธๆ ในขณะเล่าไปก็คว้าหมอน(ของผม)มาฟาดๆ ไม่ยั้งลงบนเตียง(ของผม)ไปด้วย แต่แต่ละประโยคที่ออกมาจากปากทงเฮกลับทำให้ผมทำหน้างงมากขึ้นเรื่อยๆ

“ฮึก...มัน...ก็มันบอกว่าฉันอ้วนอ่ะ! มันบอกอย่างนี้ไม่เรียกว่าบึ๊กแต่แรกว่าอ้วน! อ้วนๆๆๆๆ! พูดคำนี้ซ้ำๆ ด้วย! แล้วด่าไม่พอยังไม่ยอมให้ฉันขี่หลังอีกด้วย! เจ้าเด็กนั่นมันจะร้ายกาจเกินไปแล้วนะ นายต้องช่วยฉันเอาคืนมันนะฮยอกแจ ฮืออออ T___T”

นี่น่ะนะสาเหตุที่ทำให้เจ้าปลาป่วนนี่น้ำตาตกได้?

ทีคนอื่นบอกคนอื่นเตือนไม่เห็นพูดอะไร มีแต่หัวเราะร่าปฏิเสธว่าไม่อ้วนๆ ยังกินได้อีกๆ แล้วก็กินเอาๆ อยู่นั่นแหละ แต่พอคิบอมพูดแค่คำเดียวกลับบ่อน้ำตาแตกนี่นะ?

โคตรจะไร้สาระสุดๆ เลยว่ะแมร่ง!

แต่ผมก็ไม่ได้กล้าพูดออกมาอย่างที่ใจคิดหรอก เพราะแค่นี้มันก็ทำหน้างอนและเช็ดน้ำตาป้อยๆ แล้ว ถ้าผมพูดออกไปไม่โดนเจ้านี่กลิ้งทับจนตัวแบนรึไง กล้ามผมมีก็จริง แต่มันก็โผล่มานิดๆ หน่อยแค่แถวๆ ต้นแขนเท่านั้นนี่ ไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างเป็นลอนเป็นแพ็คเหมือนไอ้เจ้าชายมันนี่ T^T

บางครั้งบางทีผมก็อิจฉาทงเฮจะตายไป ทั้งๆ ที่ผมกินเยอะกว่าแต่ทำไมไม่อ้วนขึ้นอย่างนี้บ้าง ถ้าผมหุ่นอย่างนี้นะเข้าฟิตเนสอีกนิดกล้ามก็ออกมาอย่างสวยแล้ว

พระเจ้าไม่ยุติธรรมเอาซะเล้ยยยย!!!!

“เฮ้อ ฉันก็อยากอ้วนอย่างนายเหมือนกันบ้างน้า...ทำยังไงดีนะ...”

“ห๊ะ? เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ?! อะไรใครอ้วนนะ!!”

“อ้ะ เปล่าๆ ไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้พูดๆ ...น่า...อย่าทำหน้างั้นดิ แล้วตกลงจะให้ฉันช่วยอะไรล่ะ? จะให้ไปช่วยรุมคิบอมอย่างนั้นเหรอ? ไปสั่งสอนให้เจ้าเด็กนั่นสำนึกเรื่องรุ่นพี่รุ่นน้องใช่มั้ย? ได้เลยๆ เดี๋ยวอึนฮยอกจัดให้!”

การตอบรับของเจ้าปลากับคำพูดรัวเร็วเปลี่ยนเรื่องของผมกลับเป็นการส่ายหน้า

“อ้าว? หรืองั้นจะให้ช่วยนายไดเอท? ช่วยคุมเข้มเรื่องอาหารและไม่ให้นายย่องแอบมากินช็อคโกแล็ตตอนดึกๆ ใช่มั้ย? ได้ๆ เรื่องนี้ยิ่งง่าย สบายๆ เดี๋ยวช่วย”

การตอบรับคราวนี้คือหน้าขาวๆ นั่นยิ่งส่ายไปมาเร็วกว่าเดิม

“อ้าว? งั้นแล้วจะให้ทำอะไรล่ะ? หรือจะให้ไปเลือกเสื้อผ้าใหม่ที่ใส่แล้วดูไม่อ้วนเหมือนที่ซองมินชอบทำงั้นเหรอ? ได้สิ งั้นพรุ่งนี้ฉันจะไปซื้อของเป็นเพื่อนนายนะ”

หัวทุยๆ ส่ายไปมาเร็วๆ ยิ่งกว่าเมื่อครู่อีก

“เว้ยยยยยย! งั้นแล้วอะไรล่ะฟระ! นายอยากให้ฉันช่วยอะไรก็บอกมาสิ”

“ไปฟิตเนส”

“ห๊ะ???”

“ก็ช่วยไปฟิตเนสเป็นเพื่อนฉันไง ไปคนเดียวมันเขินอ่ะ เสร็จแล้วก็ไปซ้อมเต้นกันต่อ คอยดูนะคราวนี้ฉันจะเอากล้ามบึ๊กๆ ไปจ่อหน้าดำๆ นั่นให้ได้เลย ให้ดูเลยอ่ะว่ามันคือกล้ามเนื้อไม่ใช่ไขมัน! จะได้ไม่ต้องมาว่าฉันอ้วนอีก แล้วก็จะยอมให้ฉันขี่หลังเหมือนเดิมด้วย คอยดูๆๆ จะเอาให้หน้าหงายเลย!”

พึมพำหมายมั่นปั้นมืออยู่คนเดียวโดยที่เจ้าปลาป่วนก็ไม่ได้ดูสีหน้าผมเลยสักนิด เพราะเจ้าตัวก็ฉุดมือผมให้ลุกตามไปด้วยกันมันเดี๋ยวนั้นเลย แต่พอเจอผมที่ขืนแรงไว้เท่านั้นเจ้าเด็กนั่นก็หันหน้ามามองอย่างไม่เข้าใจ

“ทำไมอ่ะ? หรือนายอยากเปลี่ยนเสื้อก่อน? ได้เลย ฉันรอได้”

คำถามควรจะเป็นถามผมก่อนมั้ยว่าจะไปหรือไม่ไป - -*

แต่เพราะเรื่องที่กำลังทำติดค้างมันเป็นความลับ (ลับตรงที่ไม่กล้าบอกใครว่าทำอะไรอย่างนี้) ผมก็เลยอ้ำๆ อึ้งๆ ตอบมันไม่ถูก เพราะถ้าทงเฮรู้ ทั้งบ้านก็ต้องรู้ แล้วทั้งวงก็ต้องรู้

ทุกคนต้องเอามาล้อผมแน่ๆ ผมต้องโดนแน่ๆ! ดังนั้นยังไงก็ต้องไม่ให้ใครรู้!

“เปล่า...ฉันแค่...แค่..มีธุระ...นิดหน่อย...”

“ธุระอะไรอ่ะ?”

ถามพลางก็กวาดตามองซอกซอนดูทุกอย่างบนเตียงผมด้วย ผมเลยรีบปัดๆ ให้กองผ้ามันหลบไปทางและตอบไปพลาง

“ก็...ธุระ...นิดหน่อย...”

“ถ้าแค่นิดหน่อยก็ช่างมันสิ เดี๋ยวค่อยกลับมาทำก็ได้ หรือมันสำคัญมาก? นายกำลังทำอะไรอ่ะ? แล้วผ้าพวกนี้กับด้ายพวกนี้เอามาทำอะไร??”

“เปล่าๆ ไม่มีอะไรหรอก ธุระไม่ได้สำคัญอะไร งั้นฉันไปกับนายก็ได้ ไปกันเถอะ ไปเร็วๆ จะได้กลับมาเร็วๆ ไง”

เพื่อไม่ให้เจ้าปลาจอมโม้รู้อะไรไปมากกว่านี้ผมก็เลยรีบลุกขึ้นจากเตียงและลากๆ เจ้านั่นออกมาจากห้องด้วย ช่างมันก่อนเถอะ ถือว่าพักก่อนแล้วกัน แค่เดินเส้นแล้วก็กลับมายัดๆ ก็น่าจะเสร็จแล้วนี่นะ เพราะถ้าช้ากว่านี้เจ้าปลาสอดรู้สอดเห็นที่เหมือนอยากจะเข้าไปดูให้แน่ใจให้ได้ต้องรู้เรื่องแน่ แต่พอออกมาข้างนอกผมก็เจอเจ้าต้นเหตุของเรื่องนี้นั่งท่องบทของการถ่ายทำคืนนี้อยู่ตรงโซฟา ผมเลยรีบทักเพื่อให้ทงเฮเลิกใส่ใจกับของในห้องผมซะที

“พวกเรากำลังจะไปฟิตเนสกัน ไปด้วยกันมั้ยคิบอม?”

และก็ได้ผลซะด้วย เมื่อเจ้าปลาน้อยหันขวับมาทันที ก่อนจะรีบลากผมลิ่วๆ ตรงไปยังประตูบ้านโดยไม่วายพูดงุบๆ งิบๆ ให้มันกระทบไปถึงอีกคนด้วย

“ไม่เอา! ฉันจะไปกับฮยอกแจแค่สองคน! คนอื่นไม่ได้ชวน! ไปกันเถอะฮยอกแจ ไม่ต้องสนใจคนที่ชอบว่าคนอื่น คราวนี้ล่ะฉันจะทำให้ดูเลยว่าอย่างนี้ไม่เรียกว่าอ้วนซักหน่อย! ถ้าแค่จะลดน้ำหนักอีทงเฮก็ทำได้ง่ายๆ สบายมาก ไม่ได้อ่อนเหมือนที่คนอื่นเค้าว่าหรอก!!”

ดูท่าจะงอนเอาจริงๆ แฮะ อย่างนี้คงต้องตามใจจนกว่าหายงอนล่ะมั้ง คิบอมเองที่ผมหันไปมองแล้วเลิกคิ้วเหมือนถามก็ยกมือทำปากเหมือนขอโทษมาด้วย

ซึ่งผมก็รู้ในตอนหลังว่าเจ้าตัวโดนสตาฟวานมา เพราะพี่ๆ เค้าลองขอร้องลองไหว้วานทุกคนแล้วแต่ไม่มีใครสามารถหยุดเจ้าปลาป่วนได้เลย ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปต้องอ้วนเข้าขั้นวิกฤติแน่ และคนสุดท้ายที่ก็มีผลมากที่สุดกับเจ้าปลาน้อยนั่นก็คือเจ้าเด็กที่กำลังนั่งท่องบทอยู่นั่นล่ะ

ดูไปดูมาผมก็สงสารคิบอมมันเหมือนกันนะ เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แถมยังต้องเอากระดูกปลาตันๆ มาแขวนคออีก

แต่ก็นั่นแหละ มัวแต่สงสารคนอื่นผมก็จะแย่เอาเหมือนกัน แล้วอย่างนี้ของขวัญวันเกิดของไอ้เจ้าชายขี้เก๊กนั่นจะเสร็จเมื่อไหร่ล่ะเนี่ย T____T

...

...

...

กว่าเราจะออกจากฟิตเนสก็ล่อไปบ่ายแก่ๆ แต่จริงๆ ก็ใช่ว่าจะได้เล่นอะไรมากมาย เพราะเจ้าปลาน้อยมัวแต่ไปยืนโม้ยืนถามครูฝึกอยู่นานสองนาน ถามแต่ว่าจะลดตรงนั้นยังไง จะเพิ่มกล้ามตรงนี้ยังไง ต้องคุมอาหารกินอาหารแบบไหน ซึ่งกว่าจะได้เริ่มเล่นจริงๆ ซะทีก็เป็นชั่วโมง สรุปก็เป็นผมน่ะแหละที่ได้เล่นเยอะกว่ามัน

ซึ่งเล่นให้ตายยังไงกล้ามแขนผมมันก็ได้แค่นี้ ส่วนกล้ามหน้าท้องอย่าได้ไปพูดถึง ไม่รวมหกเป็นหนึ่งเหมือนเดิมก็ดีเท่าไหร่แล้ว T^T

เสร็จจากฟิตเนสเราก็ไปซ้อมเต้น แล้วพอเต้นไปเต้นมาเจ้าปลาน้อยก็บ่นเหนื่อย แล้วก็ให้ผมสอนท่าเต้นใหม่ๆ ให้ดูเรื่อยๆ ตัวเองก็นั่งกินน้ำกินขนมไปแล้วก็ติไปบ่นไป

สรุปก็ผมอีกเช่นเคยที่เต้นเยอะกว่าเจ้าคนจะลดน้ำหนักนั่น

และสุดท้ายพอลุกขึ้นมาซ้อมท่าพวกนั้นกับผมได้ซักพักก็ห้าโมงแล้ว แค่นั้นเจ้าตัววุ่นมันก็บ่นหิว แล้วก็บอกว่าวันนี้ลดได้เยอะพอแล้ว ไปกินข้าวกันก่อนพรุ่งนี้ค่อยมาเริ่มใหม่

แล้วเพราะผมเองก็หิวด้วย เลยไม่ขัดอาหารมากมายที่ทงเฮสั่งมาซักอย่าง มีแต่บอกว่าขอเพิ่มเป็นสอง แต่กับการกินเจ้าปลาจ้อนี่ก็กลับไม่ได้ทำน้อยกว่าผมเหมือนสองอย่างแรก เพราะเจ้าตัวก็ซัดเอาๆ พอๆ กับผมหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ

ไม่พอ ตอนท้ายยังตบด้วยพาเฟ่ต์แก้วโตๆ อีกด้วย ถึงแม้ผมจะพยายามห้ามแล้วเจ้าปลาน้อยก็ตอบกลับมาว่า

“ก็วันนี้ออกกำลังกายไปเยอะนี่นา ดังนั้นก็ต้องเพิ่มพลังงานไปเยอะๆ สิ ร่างกายจะได้เอามันไปสร้างเป็นกล้ามเนื้อได้ไงล่ะ พี่ครูฝึกเค้าบอกมา”

ไอศกรีมถ้วยใหญ่ๆ ราดด้วยคาราเมลและวิปครีมมหาศาล(ที่เจ้าตัวใช้รอยยิ้มน่ารักขอพี่คนขายเป็นพิเศษ) ทั้งหมดทั้งมวลนั่นมันจะกลายเป็นกล้ามเนื้อหรือไขมันกันแน่ล่ะเนี่ย - -*

กว่าจะกินมาราธอนเสร็จและออกจากร้านได้ก็หกโมงกว่าแล้ว และแวะซื้อขนมไปตุนที่มินิมาร์ทหน้าบ้านพวกเราก็กลับมาถึงบ้านตอนทุ่มนิดๆ ซึ่งตอนนั้นยังไม่ทันได้ขึ้นไปที่ห้อง ผมก็โดนคำสั่งด่วนให้ตรงไปที่สวนของหอก่อน และพอไปถึงผมก็โดนแม่มด เอ๊ย นางฟ้า(ซาตาน) ประจำวงโถมเข้ากอดตั้งแต่ก้าวเข้าไปไม่เต็มก้าวดีแล้ว

“โฮๆๆๆๆ ฮยอกกี้ นายต้องช่วยฉันนะ เรื่องนี้แค่นายคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ นายต้องช่วยฉันนะ T____T”

นี่มันเรื่องอะไรอีกล่ะนี่ - -*

เอาล่ะ...หลังจากฟังการเล่าเรื่องแบบไม่ปะติดปะต่อกัน (และการคอยแปลข้างๆ จากนางฟ้าตัวจริง) ผมก็พอจะสรุปเรื่องได้แล้วว่า วันนี้เจ้าแม่นึกครึ้มอกครึ้มใจพาเจ้าหนูน้อยสองตัวออกมาเดินเล่นรับแสงแดดไอดินกลิ่นไม้ ซึ่งเจ้าเหมียวสองตัวที่นานๆ ที (หรือไม่เคยก็ไม่รู้) จะได้เปิดหูเปิดตาก็นึกครึ้มอกครึ้มใจกว่าแม่มันอีก เจ้าตัวเล็กน่ะไม่เท่าไหร่หรอกเพราะมันนิสัยดี ก็แค่มองนั่นมองนี่และขยับยุกยิกในอ้อมกอดของแม่มันเท่านั้น แต่กับเจ้าตัวใหญ่น่ะมันตื่นเต้นจัดซะจนกระโดดจากอ้อมแขนแม่ไปวิ่งไล่จับกระรอกบิน (ที่เจ้าของก็นึกครึ้มอกครึ้มใจจะพาออกมาเดินเล่นเหมือนกัน)

แต่...นะ...เล่นกะตัวอะไรไม่เล่น...ดั๊นไปเล่นกะกระรอกบิน ซึ่งก็บินกลับไปสู่อ้อมอกแม่มันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นตอนนี้ฮีบอมก็กำลังเกาะอย่างโดดเดี่ยวอยู่บนกิ่งเล็กๆ ซักกิ่งของต้นแพร์ไปเรียบร้อยแล้วไงล่ะ

และแม้จะมีคนปีนขึ้นไปใกล้ๆ (ซึ่งก็ใกล้ได้เท่าที่น้ำหนักคนๆ นั้นจะพาตัวเองไต่ไปตามกิ่งไม้ที่แค่แตะก็ส่งเสียงดังแกร็กแล้ว - -*) จะมีคนยื่นไม้ไปให้ เจ้าฮีบอมจอมยุ่งแล้วก็เอาแต่ตัวสั่นหลับตาปี๋ไม่สนใจท่าเดียว ปลุกปล้ำกันอยู่ซักพักจนบัดนี้มันก็ยังอยู่บนกิ่งไม้กิ่งเดิมแม้แต่ตอนที่ผมเดินเข้ามา

ดังนั้นแม่ของเจ้าเด็กน้อยสองตัวนั่นถึงกระโดดโถมกอดผมจนกระดูกแทบหักและส่งสายตาเป็นประกายอย่างคาดหวังจัดมาให้อย่างที่เห็นนี่ไง

เอาล่ะ...เปลี่ยนใหม่...นี่มันวันโคตรซวยอะไรกันล่ะนี่! - -**

..

..

“เมี๊ยวๆๆ เฮ้ ฮีบอม นี่ฉันเองนะ เพื่อนเล่นนายไงจำได้มั้ย มาทางนี้สิ...มาทางนี้ๆๆ”

สุดท้าย หลังจากโดนทั้งพี่ฮีชอลและทุกคนมองมาด้วยสายตาคาดหวังปิ๊งๆ ผมก็ต้องพาตัวเองขึ้นมาอยู่บนกิ่งไม้กิ่งเดียวกับเจ้าแมวจอมยุ่งนี่เรียบร้อยจนได้ ด้วยเหตุผลที่ก็คือผมตัวผอมและน้ำหนักน้อยที่สุดในนี้แล้ว

ได้ยินอย่างนี้ไม่รู้ควรจะภูมิใจหรือเสียใจดี T^T

และเจ้ากิ่งไม้กิ่งนี้ก็รักษาคุณภาพสมฉายาที่คนก่อนๆ ที่เคยขึ้นเล่าให้ฟังจริงๆ เพราะแค่ผมเหนี่ยวมันไว้ตอนพาตัวเองปีนขึ้นไป เสียงดังแกร็กเบาๆ ก็น่าสยองขวัญได้ยิ่งกว่าเสียงบ่นของพี่ฮีชอลซะอีก

อีกครั้งได้มั้ย...วันนี้มันวันซวยบรมซวยอะไรของผมนะ T____T

แถมเจ้าฮีบอมนี่แต่ก่อนเราก็เล่นกันดี (มันก็แกล้งผมได้ผมดี) แต่พอมาอยู่บนเจ้ากิ่งไม้กิ่งนี้กลับแอ๊บแบ๊วทำตัวหงอเซนซิทีฟไม่กล้าเข้ามาหาผมไปซะงั้น

ลงไปได้เมื่อไหร่นะผมจะแอบตีก้นมัน (ลับหลังแม่มัน) แรงๆ (เท่าที่แม่มันจะไม่ได้ยิน) หนึ่งทีเลยเอ้า!

แต่ตอนนี้ถ้ามันไม่ยอมเข้ามาหาผม ผมก็คงต้องเป็นฝ่ายที่เข้าไปหามันแทนแล้วล่ะ!

เอาล่ะ ฮึ๊บบบบบ ตอนนี้ผมต้องค่อยๆ กระดึ๊บไปข้างหน้าพร้อมๆ กับที่มองข้างหลังไปพลางๆ ด้วยว่าเจ้ากิ่งนี้มันจะรับน้ำหนักผมได้ถึงไหน โดยก็มีกองเชียร์จากข้างล่างที่แต่ละคนทำหน้าเหมือนจะเป็นจะตายโลกจะแตกอยู่รอมร่อส่งเป็นกำลังใจมาให้

อีกนิดเดียวๆ อีกนิดๆ เจ้าฮีบอมมันคงเริ่มสติกลับมาจำหน้าจำกลิ่นผมได้แล้ว เพราะก็ไม่ได้ขยับถอยหนีไปเหมือนครั้งแรกอีก ผมเลยเอาขาทั้งคู่เกี่ยวกระหวัดกิ่งไม้ไว้และใช้แขนทั้งคู่พาตัวเองค่อยๆ กระดึ๊บไปหาเจ้าจอมยุ่งข้างหน้าเรื่อยๆ จนเมื่อใกล้จะถึงมือข้างหนึ่งของผมก็ยื่นไปรอให้เจ้าฮีบอมมันเดินมาหา

“เมี๊ยวๆๆ มาสิ ฮีบอม มานี่นะ ฉันจะพานายลงไปข้างล่างเอง แม่นายร้องไห้ใหญ่แล้วเห็นมั้ย นายก็ไม่ชอบใช่มั้ยล่ะ เดี๋ยวถ้าเค้าเสียใจมากๆ แล้วพาลโกรธขึ้นมานายจะซวยยิ่งกว่าตกลงไปอีกนะ มานี่สิ เร็วเข้า เมี๊ยวๆๆๆ มานี่เร็ว”

ฮึ้บบบบ อีกนิดๆ อีกนิดเดียวเท่านั้น ไม่ถึงห้าเซ็นต์ก็จะถึงแล้ว และเจ้าเหมียวจอมยุ่งก็เริ่มจะไว้ใจผมมากขึ้นแล้ว เพราะแค่อีกเซ็นต์เดียวที่จะถึง และผมก็กอดรัดเจ้ากิ่งไม้นี่เกร็งไปทั้งตัวจนจะไม่ไหวอยู่แล้ว อยู่ๆ ฮีบอมก็ยอมยื่นขาหน้ามาให้ข้างนึง

อย่างนี้สิค่อยน่ารักหน่อย งั้นลงไปได้ฉันสัญญาว่าจะตีก้นนาย (ยังลับหลังแม่นายอยู่) เบาๆ แทนแล้วกันนะ ^ ^

และผมก็โล่งใจมากตอนอุ้งเท้านุ่มๆ เล็กๆ ของฮีบอมวางลงบนมือของผมจนผมเผลอยิ้มอย่างสบายใจออกมา แต่ยังไม่ทันที่จะถอยหลังกลับ...การที่ตัวเองโถมน้ำหนักไปข้างหน้าเพื่อดึงและรวบเจ้าตัวป่วนเข้ามาหาตัวเอง ผมก็ยังไม่รู้หรอกว่ามันกลับเหมือนการวางฟางเส้นสุดท้ายลงไปบนเจ้ากิ่งไม้เจ้ากรรมนี่แทน

เสียงไชโยของคนข้างล่างตอนผมจับเจ้าฮีบอมได้...กลับไม่แทรกเข้ามาในหูผมได้เท่ากับเสียงแกร็กเล็กๆ แถวๆ โคนของกิ่งไม้

และเมื่อผมหันหลังกลับไปมองอย่างทั้งแปลกใจและตกใจ...เสียงเชียร์ก็เงียบสงัดก่อนจะกลายเป็นเสียงกรีดร้องของกองเชียร์ด้านล่างที่ดังลั่นแก้วหูผสานไปกับเสียงฉีกขาดของเนื้อไม้แทน



แคว่กกกกกกกกกก.....



และนั่นแหละ องศาของตัวเองที่ค่อยๆ ทำมุมดิ่งลงไปตามกิ่งไม้ผมก็เริ่มประมวลผลทันแล้วว่าตัวเองกำลังจะตกลงไป!


พระเจ้า...วันนี้วันซวยๆๆๆๆ โครตซวยอะไรของผมเนี่ย!!! T___________T


และในชั่วจังหวะที่ผมกำลังจะพาตัวเองดิ่งลงสู่พื้นด้วยทางลัดที่สุดแสนจะรวดเร็วที่สุด สติเตือนให้ผมคว้าเจ้าตัวยุ่งมากอดเอาไว้ให้แน่นที่สุดเท่าที่แน่นได้ ก่อนจะขดตัวเป็นกุ้งและหลับตาปี๋ ทั้งกิ่งไม้และใบไม้เล็กๆ สะบัดตีหน้าผมในขณะที่รู้สึกได้ถึงแรงเสียดทานของอากาศที่ผมกำลังแหวกมันลงไป และพอใกล้จะถึงพื้นผมก็ยิ่งกอดเจ้าฮีบอมเอาไว้แน่นกว่าเดิมและขดตัวจนจะเป็นก้อนกลมๆ ได้อยู่แล้ว


ตุ๊บบบบบบบบบ!!!!


โครมมมมมมมมมมม!!!!


เสียงกิ่งไม้ที่หล่นกระแทกอะไรซักอย่างก่อนจะหล่นถึงพื้นดังเข้าหู โชคดีไป ที่มันไม่ทับลงมาบนตัวผม ไม่งั้นคงเหมือนโชคสองชั้นจากการที่จะแค่กระแทกกับพื้นเหมือนอย่างตอนนี้แน่

และนอกจากเสียงกิ่งไม้ผมก็ได้ยินเสียงร้องของกองเชียร์ดังลั่นขึ้นอีกครั้ง จะร้องทำไมนักหนาก็ไม่รู้ น่าจะโทรเรียกรถพยาบาลมาให้ผมได้แล้วต่างหาก จะได้รีบทำแผลให้ผมและพาผมไปส่งโรงพยา...

แต่...เดี๋ยว...ทำแผล...

พูดแล้วนึกขึ้นได้ ทำไมผมไม่รู้สึกเจ็บเลยล่ะ อาจจะแค่รู้สึกจุกนิดหน่อยแต่ไม่เห็นเจ็บเลย นี่ผมกำลังชาอยู่เลยไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดรึเปล่านะ

เพราะความสงสัยในอาการของตัวเองที่ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดียังไงแค่ไหน ตาผมก็ค่อยๆ หรี่และเปิดขึ้นมาก่อนจะมองเห็นเจ้าตัวป่วนในอ้อมกอดแน่นๆ ของตัวเองเป็นอันดับแรก เท่าที่เห็นมันก็ดูปลอดภัยดี ผมเลยรู้สึกโล่งใจหน่อยๆ แต่เมื่อผมคลายแขนตัวเองออกเพื่อปล่อยมันกลับไปหาแม่มัน กลับมีแค่มันที่หลุดออกมาได้แต่มือของผมกลับโดนแขนของใครซักคนทาบทับเอาไว้อยู่

หืม...แขนของใครซักคนงั้นเหรอ?

สมองของผมค่อยๆ ประมวลผมอย่างงงๆ มึนๆ จากการตกลงมา พร้อมๆ กับการที่ฮีบอมจะไต่ขึ้นมาบนตัวผม ในตอนแรกผมนึกว่ามันจะมาจุ๊บแก้มขอบคุณอย่างน่ารักทำนองนั้น แต่ไม่เลย มันกลับเดินเลยผ่านผมไปที่ใครด้านหลังของผมแทนซะอย่างนั้น

แต่...เดี๋ยวนะ...ด้านหลังของผมอย่างนั้นเหรอ? มีใครอยู่ที่ด้านหลังของผมอย่างนั้นรึไง!?

และตอนนี้ผมก็เริ่มจะจับต้นชนปลายติดอีกครั้งแล้ว ดังนั้นผมเลยรีบแกะแขนใหญ่ๆ กล้ามบึ๊กๆ ที่ยังรัดตัวผมเอาไว้แน่นออก ก่อนจะพลิกกลับไปด้านหลังอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะเห็นฮีบอมกำลังเลียใบหน้าของใครซักคนอยู่

ใบหน้าขาวๆ หล่อจัดเกินมนุษย์มนาที่กำลังมีของเหลวสีแดงๆ ไหลซึมออกมาจากขมับ

ใบหน้าของของเจ้าของวันเกิดวันนี้...ซึ่งก็คือไอ้เจ้าชายขี้เก๊กนั่นเอง!

ผมควรจะทำยังไงดีละเนี่ย!! ToT

...

...

เอาล่ะ กลับมาสู่สถานการณ์ปัจจุบัน ที่ผมกำลังนั่งเจี๋ยมเจี้ยมทำตัวสงบเสงี่ยมเรียบร้อยอยู่ที่โซฟา และสงบปากสงบคำดูคุณหมอกำลังทำแผลให้ไอ้เจ้าชายอยู่เงียบๆ

ส่วนฮีบอมน่ะ หลังจากโดนแม่มัน ‘ชำระโทษ’ มาซะยกใหญ่ ตอนนี้มันก็กำลังนั่งสงบเสงี่ยมเรียบร้อยอยู่ด้วยกันบนตักผมนี่แหละ (คงเพราะสยองแม่มันอยู่ล่ะมั้งเลยยังไม่กล้าเข้าใกล้)

แต่ผมเองก็ไม่ต่างจากฮีบอมเท่าไหร่หรอก กรณีฮีบอมถึงมันเป็นแมว แต่มันก็คงพอเข้าใจว่าตัวเองทำอะไรผิด เพราะคราวนี้มันไม่ดื้อแต่ก็ยอมฟังแม่มันดุและตีดีๆ แต่กับคนอย่างผมผมกลับไม่เข้าใจ

ซีวอนดุผมทำไม

เมื่อไม่กี่นาทีก่อนนั่นเจ้านี่มันตวาดผมซะยกใหญ่ ตวาดซะดังกลบเสียงกองเชียร์ที่จะวิ่งเข้ามาดูจนชะงักไม่กล้าเข้ามากันเลยด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่ผมจะรีบเข้าไปดูอาการมัน จะรีบพามันไปหาหมอ แต่มันก็ดุผมเสียงดังจนผมไม่กล้าเข้าใกล้ด้วยอีกคน

ถ้ามันจับผมตีก้นได้เหมือนที่พี่ฮีชอลทำกับฮีบอมป่านนี้มันก็คงทำไปแล้วแน่ๆ


‘ใครใช้ให้นายขึ้นไปฮึ! วิธีมีมากมายเป็นสิบใครใช้ให้นายทำโง่ๆ อย่างนั้นห๊ะอีฮยอกแจ!!’

‘ซี...ซีวอน...คือฉันเองที่....’

‘ผมกำลังพูดกับฮยอกแจอยู่ครับ...ไม่ใช่พี่!’

น้อยครั้ง (หรือแทบไม่เคยเลย) ที่ผมจะเห็นพี่ฮีชอลยอมซีวอน จริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะผมอยู่ในสถานการณ์นี้ ป่านนี้ผมคงกำลังกำมืออย่างสะใจอยู่วงนอกแน่ๆ ที่เห็นซีวอนตวาดพี่ฮีชอลได้โดยที่พี่ก็ไม่กล้าหือ ก็ภาพอย่างนี้มันหาดูได้ง่ายที่ไหนล่ะ

แต่เพราะมันไม่ใช่แบบนั้น ผมเลยต้องกอดฮีบอมเอาไว้เป็นเพื่อนแน่นพร้อมๆ กับที่ก้มหน้าคอตกงกๆ ฟังมันด่าอยู่นี่แหละ

‘ถึงแม้จะโดนใครขอร้องก็ตาม แต่ทำไมนายไม่คิดวิธีที่มันฉลาดกว่านั้นล่ะ? กิ่งไม้เล็กเท่านั้นเด็กอนุบาลดูก็ยังรู้ว่ามันปีนไม่ได้! บันไดกางก็มีทำไมไม่ไปเอามา! โต๊ะข้างในก็มีเยอะแยะทำไมไม่ไปเอามา!! หรือไม่ก็รถเครนตัดต้นไม้ก็ได้ทำไมนายไม่ไปเรียกมาห๊ะ!!’

ก็บ้านฉันไม่ได้ใหญ่ต้นไม้ไม่ได้เยอะพอจะมีรถอะไรพวกนั้นไว้ติดบ้านติดห้างนี่ แล้วจะไปนึกถึงได้ยังไงล่ะ

แต่ก็นั่นแหละ ผมก็ไม่กล้าจะเถียงอะไรมันตอนนี้นอกจากเม้มปากแน่นและยิ่งก้มหน้าต่ำกว่าเดิม ถ้าเป็นแต่ก่อนผมก็คงเถียงมันฉอดๆ เหมือนเดิมอยู่หรอก แต่พอเงยขึ้นไปเห็นเลือดสีแดงๆ ที่ค่อยๆ ไหลลงมาอาบใบหน้าแปลกประหลาดกว่าชาวบ้านนั่นผมก็เถียงอะไรไม่ออก

เหมือนอย่างมันว่า...จะเป็นแบบไหนก็ตาม...จะเพราะใครขอร้องก็ตาม...แต่คนตัดสินใจที่จะทำอย่างนั้นก็คือผม

และคนที่ทำให้เลือดมันไหลตอนนี้ก็เป็นผมด้วย!

ผมเลยได้แต่ก้มหน้านิ่งและฟังมันดุอยู่เงียบๆ นี่ไงล่ะ

จนเมื่อมันถอนหายใจอย่างหนักๆ และหันหน้าหนีไปอีกทางเหมือนเหนื่อยใจกับผมซะเหลือเกินแล้ว ตลกน้อยพี่จองซูก็รีบเข้ามาไกล่เกลี่ยและแกล้งพูดขำๆ ว่าถ้าผมใส่กางเกงในสีแดงทับลงไปคงเหมือนซูเปอร์แมนปฎิบัติซูเปอร์ภารกิจด้วยการช่วยชีวิตลูกแมวน้อยได้เลย

คนอื่นๆ ก็พากันหัวเราะผสมโรงอ่ะนะ แต่ก็เป็นหัวเราะอย่างแห้งๆ ตามน้ำเปลี่ยนเรื่องประมาณนั้นกัน

ส่วนซีวอนน่ะก็มีแชอึนเอาผ้าเช็ดหน้าไปช่วยซับเลือดไว้ให้ และหลังจากนั้นพวกเราก็กลับขึ้นมาทำแผลบนบ้าน เพราะซีวอนไม่อยากไปโรงพยาบาล กลัวจะกลายเป็นข่าวใหญ่วุ่นวายไปซะเปล่าๆ

ไม่มีใครเห็นด้วยหรอก แต่ก็ไม่มีใครในตอนนี้ที่กล้าขัดใจซีวอนแม้แต่คำหรือคนเดียว - * -


เสร็จจากการทำแผล (ด้วยฝีมือคุณหมอซักคนที่ซีวอนโทรกริ๊งเดียวก็โผล่มาอย่างรวดเร็วภายในเวลาครึ่งชั่วโมง) คุณหมอก็ย้ำว่าควรจะต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อสแกนดูว่ามีเลือดคั่งมั้ย แต่ซีวอนก็รับไปส่งๆ ว่าว่างๆ จะไป และแม้แต่คุณหมอเองก็พอจะจับอารมณ์ไอ้เจ้าชายมันได้ เพราะก็ไม่ได้คาดคั้นอะไรนอกจากถอนหายใจและพูดทิ้งท้ายก่อนจะจากไปว่า

“งั้นไม่เกินพรุ่งนี้เราต้องไปตรวจนะซีวอน ไม่อย่างนั้นอาจำเป็นต้องรายงานเรื่องนี้ให้คุณพ่อของเราทราบ”

และไอ้เจ้าชายมันก็พยักหน้ารับคำเรียบๆ ก่อนเสียงประตูจะปิดตามหลังคุณหมอและพี่จองซูที่ลงไปส่ง


แล้วความเงียบก็เกิดขึ้นภายในบ้าน


หนึ่งล่ะคือผมที่แม้จะคันปากแค่ไหนแต่ก็ยังไม่กล้าพูดอะไร สองก็คือเจ้าจอมยุ่งที่หันหน้ามองคนนั้นคนนี้ไปพลางแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร สามก็คือพี่ฮีชอลที่เงียบผิดปกติ ส่วนสี่ก็คือแชอึนที่ได้แต่มองหน้าซีวอนนิ่งๆ

และสุดท้ายคนที่คลายสถานการณ์นี้คือพี่จองซูที่เพิ่งจะเดินกลับขึ้นมาและพูดด้วยเสียงเรียบนิ่งแบบที่ปกติไม่ค่อยได้ยิน

“เก็บของและลงไปข้างล่างซีวอน พี่จะพาไปโรงพยาบาล”

“แต่....”

“ไม่มีแต่! พี่ตามใจนายเรื่องนี้ไม่ได้เพราะแม้แต่คุณหมอก็ยังย้ำกับพี่ว่าให้นายไปตรวจให้ได้ ถ้ามันเกิดอะไรขึ้นจริงๆ จะทำยังไง! ถ้านายมีเลือดคั่งและเป็นอะไรไปจริงๆ คิดดูสิว่าพวกเราจะรู้สึกยังไง!”

“แต่ว่า....”

“นายยังเป็นเมมเบอร์ของเรา และพี่ก็ยังเป็นหัวหน้าวงอยู่ซีวอน ดังนั้นพี่ยังมีสิทธิเต็มที่ในการดูแลความปลอดภัยของพวกนายทุกคนรวมไปถึงการพานายไปโรงพยาบาลอย่างนี้ด้วย ยกเว้นแต่ว่านายไม่ได้คิดว่ามันเป็นอย่างนั้นอีกแล้ว?”

และคนที่ห้าที่เงียบไปอีกคนก็คือเจ้าคนเจ็บที่มันก้มหน้าลงเหมือนไม่รู้จะพูดอะไรต่อนั่นล่ะ

พี่จองซูโหมดนี้แม้แต่พี่หมีบ้าระห่ำก็ยังพ่ายแพ้มาแล้ว ดังนั้นนับประสาอะไรกับคนอื่นที่ไม่กล้าค้านแม้แต่คำหรือคนเดียวเช่นกัน

ทว่าเหตุการณ์วันนี้มันกลับไม่ได้เหมือนเคยๆ เพราะอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในวงเราก็กล้าที่จะโพล่งบางอย่างออกมาหลังจากมองดูหน้าคนนั้นทีคนนี้ทีแล้ว

“คือ...ซีวอนคงไม่ได้ไม่อยากไปโรงพยาบาลหรอกค่ะ แต่ว่า...เค้าคงคิดว่าถ้าไปโรงพยาบาลก็อาจจะทำให้ไปที่อื่นไม่ทัน ใช่มั้ยคะซีวอน?”

คำพูดนี้มาจากแชอึน เพื่อนสนิทสมัยมัธยมที่ผมเคยแอบหลงรักและโดนหักอกมาแล้วตั้งแต่ยังไม่เริ่มจีบ และตอนนี้ก็กลายเป็น ‘เพื่อนสาวคนสนิท’ ของซีวอนแทนด้วยการแนะนำจากผมเอง

และคำพูดของเธอก็ทำให้ทุกคนต่างหันไปมองเธอเป็นตาเดียวและถามออกมาพร้อมๆ กันอย่างสงสัยว่า

“ที่ไหน???”

แล้วเธอก็หันไปยิ้มให้ซีวอนที่เหมือนจะอ้าปากห้าม แต่เธอก็ไม่สนใจเพราะดวงตาพราวระยับของแชอึนก็หันมามองสบกับทุกคนโดยเธอยิ้มและสบตากับผมเป็นคนสุดท้าย

“สวนสนุกค่ะ ซีวอนอยากไปสวนสนุกก่อนวันนี้จะหมดไป นี่อุตส่าห์ขอออกมาจากงานเลี้ยงวันเกิดที่บ้านก็เพื่อจะไปสวนสนุกนี่ล่ะค่ะ เพราะบอกว่าจำได้ว่าเคยไปกับครอบครัวตอนเด็กๆ แล้วก็ไม่ได้ไปนานแล้ว ซีวอนอยากจะไปเป่าเค้กที่สวนสนุกตอนเที่ยงคืนนี้น่ะค่ะ เห็นบอกว่าถ้าเป่าเทียนดับได้ทั้งหมดทุกเล่มตอนที่ชิงช้าอยู่บนจุดที่สูงที่สุดพรที่ขอก็จะสมปรารถนา...คุณบอกว่าคุณแม่คุณบอกอย่างนั้นตอนเด็กๆ ใช่มั้ยคะ?”

ท้ายประโยคเธอหันไปถามซีวอนที่รีบเอามือไปปิดปากเธอแทบไม่ทัน แต่แค่นั้นทุกคนก็ร้องอ๋อก่อนจะหันไปแอบหัวเราะคิกคักกันคนละทางสองทาง แม้แต่พี่จองซูก็ยังก้มลงไปกุมท้องหัวเราะขำกับพื้นด้วย ใบหน้าขาวจัดของไอ้เจ้าชายค่อยๆ แดงเรื่อขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะหันหน้าหนีทุกคนไปเลย

ผมเองก็หัวเราะ กอดเจ้าฮีบอมและหัวเราะจนปวดท้อง แต่ความรู้สึกอีกส่วนหนึ่งมันก็วูบไหวในอก

ผมเป็นเพื่อนกับซีวอนมานาน แต่ซีวอนกลับไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง แต่กับแชอึนที่เพิ่งเจอกันได้ไม่นานซีวอนกลับเล่าให้เธอฟัง

ถ้าตอบอย่างซื่อสัตย์กับหัวใจของตัวเอง ผมยอมรับว่ามันก็มีความน้อยใจแทรกอยู่ลึกๆ เหมือนกัน

นี่คือความแตกต่างและหว่าง ‘เพื่อนสนิท’ กับ ‘แฟน’ รึเปล่านะ

ผมยังจะมั่นใจได้ว่าตัวเองยังเป็นที่หนึ่งของซีวอนอยู่อีกรึเปล่านะ?

ยิ่งคิดมาถึงตรงนี้ความคิดผมก็ยิ่งสับสนจนต้องสะบัดหัวเบาๆ เพื่อจะสลัดความคิดแปลกๆ ที่แทรกขึ้นมาให้มันหลุดออกจากหัวไปซะ พร้อมๆ กับจังหวะนั้นที่แชอึนจะพูดขึ้นมาพอดีเมื่อทุกคนพอหายใจหายคอจากการหัวเราะอย่างหนักได้แล้ว

“แต่ว่า...ถ้าพวกเราไปกันแค่สองคนก็อาจจะถูกแอบถ่ายภาพและเอาไปลงข่าวผิดๆ ได้น่ะค่ะ เราก็เลยคิดว่าจะมาชวนให้ทุกคนไปด้วยกัน...”

หรือก็คือให้ไปเป็นไม้กันหมา...เอ๊ย ไม้กันนักข่าวล่ะสินะ อืมๆ ผมเข้าใจ เพราะถ้าผมพาใครออกเดทในช่วงแรกๆ ก็คงจะทำอย่างนั้นล่ะ

“ฮยอกแจสิ ฮยอกแจกำลังว่าง พาฮยอกแจไปด้วยสิ”

แต่ประโยคนี้ผมไม่เข้าใจแล้ว!

หน้าผมคงกำลังเหวอจัดเมื่ออ้าปากค้างหันไปมองพี่ฮีชอลที่อยู่ดีๆ ก็โพล่งขึ้นมาซะอย่างนั้น แต่พี่ก็กลับไม่รู้สึกอะไรเลยเมื่อเดินเข้ามาและถามไปพร้อมกับทำท่าจะอุ้มเจ้าฮีบอมที่ทำตัวเรียบร้อยกว่าปกติจากมือผมไปด้วย

“ทำไมเหรอ? นายไม่ว่างเหรอฮยอกแจ? ถ้านายไม่ติดอะไรก็ไปเป็นเพื่อนให้พวกเค้าสิ” นั่นคือประโยคที่ทุกคนได้ยิน ส่วนประโยคที่พี่แอบกระซิบข้างหูตอนก้มลงมาอุ้มฮีบอมและผมได้ยินอยู่คนเดียวน่ะคือประโยคนี้

“อย่าลืมสิว่าซีวอนเจ็บเพราะนาย นายก็ควรจะตอบแทนด้วยการไปช่วยๆ พวกเค้าหน่อย หรือว่ามีปัญหาอะไร? นายทนเห็นภาพบาดตาไม่ได้รึไง?”

บาดตงบาดตาอะไรผมไม่เข้าใจ และยังไม่ทันได้ถามอะไรพี่ฮีชอลก็ลุกขึ้นไปแล้ว ก่อนจะหันมายิ้มให้ด้วยรอยยิ้มที่หวาดบาดตาและอาบยาพิษ ในขณะที่พูดให้ทุกคนได้ยินและลูบหลังฮีบอมที่ตัวสั่น (เพราะคงพอรู้ว่าน้ำเสียงอย่างนั้นคืออะไร) ไปด้วย

“นายมีธุระอะไรสำคัญมากรึเปล่าล่ะฮยอกแจ? ถ้าไม่มีก็น่าจะไปเป็นเพื่อนสองคนนี้หน่อยนะ”

สำคัญสิ! สำคัญมากด้วย!!

แต่ผมก็ไม่กล้าพูดอย่างนั้นออกไปเลยได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ อ้าปากพะงาบๆ สลับกับหุบอยู่อย่างนั้น เพราะไอ้เจ้าของขวัญนั่นทั้งยังไม่เสร็จและผมก็ไม่อยากให้ใครรู้ทั้งนั้นด้วยว่าทำอะไรอย่างนี้

ผมก็เลยได้แต่หันรีหันขวางพูดอะไรไม่ถูกในขณะที่พี่ฮีชอลหันไปถามซีวอนที่ก็เงียบมาตั้งแต่ต้น

“ว่าไงซีวอน ให้ฮยอกแจไปด้วยได้มั้ย?”

คนถูกถามปรายตามามองผมนิดหน่อย ก่อนจะตอบอย่างเสียไม่ได้

“ก็ได้”

พูดจบก็หันหนีเหมือนกำลังโกรธหรืองอนอะไรซักอย่างประมาณนั้น

แมร่งเฟ้ย!! คนที่สมควรงอนน่าจะเป็นผมต่างหากไม่ใช่เรอะ!

แต่ก็ไม่มีใครในนี้คิดจะรอคำตอบจากผมซักคน ในขณะที่ทุกคนสรุปรวบรัดว่าผมต้องกลายเป็นไม้กันหมาให้สองคนนั่นแน่ๆ ไม่เว้นแม้แต่หัวหน้าวงที่ผมส่งสายตาขอร้องปิ๊งๆ ไปให้ แต่หน้าขาวๆ ของพี่ก็ยิ้มจนตาปิดและโชว์ลักยิ้มข้างเดียวให้อย่างร่าเริง

“พี่พึ่งนึกขึ้นได้ว่ามีธุระคงไปกับพวกนายไม่ได้ แต่พี่จะไปช่วยจัดเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นให้ฮยอกแจนะ เพราะถ้าเกิดซีวอนต้องนอนโรงพยาบาลจริงๆ จะให้แชอึนไปเฝ้าก็คงไม่เหมาะ ที่บ้านแชอึนอาจจะตำหนิพวกเราได้ เดี๋ยวพี่ทำข้าวกล่องเผื่อให้เลยดีกว่าเผื่อตอนดึกถ้านายหิว”

บอกจบแล้วก็วิ่งเข้าไปในห้องของผมอย่างร่าเริง ทั้งที่เมื่อครู่ใครกันแน่ที่บอกว่าจะเป็นคนพาซีวอนไปโรงพยาบาลเอง แล้วธุระอะไรจะมามีได้กะทันหันตอนสามดึกๆ อย่างเน้

พี่ทึกนะพี่ทึก ขายน้องตลอดเลย!! T____T

ส่วนคนต่อมาที่ตามพี่จองซูออกไปติดๆ คือเพื่อนสนิทของเค้า ที่อุ้มฮีบอมออกไปด้วยการพูดทิ้งท้ายโดยไม่เหลือความหวังอะไรไว้ให้ผม

“วันนี้ทุกคนกลับบ้านกันหมด ดังนั้นถ้าฉันไปก็จะไม่มีใครดูแลฮีบอมกับเบงซิน แต่ไงฉันจะช่วยพวกนายแปลงโฉมให้ละกัน จะได้ไปเดินเที่ยวกันแบบไม่ต้องระแวงเท่าไหร่ ขอเวลาเตรียมของแป๊บนึง”

ปลอมตัว! ปลอมตัวในแบบที่พี่ฮีชอลจัดให้นี่นะ!!

ผมไม่อยากจะคิดเลยว่าสภาพของตัวเองจะออกมาย่ำแย่ได้ขนาดไหน อย่างดีหน่อยผมอาจจะเป็นตัวตลกจมูกแดงที่ไม่มีใครเห็นหน้า และอย่างแย่หน่อยผมอาจจะต้องใส่กระโปรงแปรงร่างเป็นพาวเวอร์พัพเกิร์ลก็ได้ใครจะรู้

และคิดว่าตัวเองต้องอยู่ในสภาพทุเรศแบบนั้น และคอยดูลู่ทางให้สองคนนี้สวีทกันมันก็แย่ซะจนผมต้องรีบคิดด่วนจี๋เพื่อหาทางรอดจากสถานการณ์กระอักกระอ่วนนี้

แล้วคนที่ผมหันไปเจอคือเจ้าปลาหน้าเอ๋อที่เดินไปหยิบถุงขนมมานั่งกินไปดูทีวีไปชนิดที่ไม่ได้สนใจใครเลยสักนิด นอกจากการ์ตูนเรื่องฮิตที่เจ้าตัวติดจนต้องเฝ้าหน้าจอรอดูทุกคืน เห็นอย่างนั้นและคิดอะไรบางอย่างได้ผมก็รีบโพล่งออกมามันตรงนั้นเลย

“เตรียมเผื่อทงเฮด้วยนะครับพี่ฮีชอล ทงเฮก็จะไปด้วย”

“ห๊ะ?/หา!”

เสียงอุทานสองเสียงดังขึ้นประสานกัน และหนึ่งในนั้นก็หันมามองผมอย่างตกใจ ก่อนจะโอดครวญเหมือนๆ ที่ผมโอดครวญในใจเมื่อกี้ไปด้วย

“ไปไหน? ไปสวนสนุกเวลานี้กับพวกนายน่ะนะ? ม่ายยยยย ฉันไม่ไปหรอก การ์ตูนเพิ่งมาเอง ยังไม่จบเลย ยังไงฉันก็ไม่ไป!”

“เดี๋ยวฉันจะซื้อแผ่นเรื่องนี้มาให้นายเลยน่า นะๆ ทงเฮ ไปเป็นเพื่อนฉันนะ”

ถ้ามีแค่ผมคนเดียว อยู่เป็นก้างขวางคอให้คู่รักข้าวใหม่ปลามัน...

ไม่อยากจะคิดเลยว่าสถานการณ์ตอนนั้นมันจะกระอักกระอ่วนแค่ไหน ไปเป็นส่วนเกินคู่รักหวานแหวมันไม่ได้สนุกเท่าไหร่หรอกนะ T____T

“ไม่เอาอ่า ฉันไม่อยากแต่งตัวติงต๊องแบบที่พี่ฮีชอลจัดให้ ดังนั้นฉันไม่ไปนะ ไม่ไปๆๆๆ”

บทจะดื้อขึ้นมาเจ้าปลาน้อยมันก็ดื้อน่าถีบจริง เพราะก็เอามือทั้งคู่ปิดหูและพูดอยู่ซ้ำๆ ว่าไม่ไปๆ อยู่อย่างนั้น ผมเลยต้องรีบเขยิบไปใกล้และแกะมือข้างนึงของมันออก พร้อมๆ ที่กระซิบบางอย่างที่ข้างหูขาวๆ นั่น

“วันนี้ฉันยังไปยิม ไปซ้อมเต้น แล้วก็ไปกินข้าวเป็นเพื่อนนายไม่ใช่เหรอ นายก็ต้องตอบแทนด้วยการไปเป็นเพื่อนฉันบ้างสิ”

ใบหน้าน่ารักขาวๆ หันมาหาผมแบบที่ยังระแวงอยู่นิดๆ คิดไม่ตกอยู่หน่อยๆ ผมเลยต้องค่อยๆ เขยิบเข้าไปรีบกระซิบกระซาบเร็วๆ ต่อเพื่อตะล่อมให้เจ้าปลาตัวป้อมไปด้วยให้ได้

“นายจะปล่อยให้ฉันไปคนเดียวจริงเหรอทงเฮ จะปล่อยให้ฉันไปยืนเหงาๆ กร่อยๆ อยู่คนเดียวกับเจ้าคู่รักนั่นจริงๆ เหรอ นายใจร้ายกับเพื่อนนายมากเลยนะรู้ตัวมั้ย”

วินาทีนี้ต่อให้ต้องเล่นละครทำคอตกงกๆ อย่างน่าสงสารผมก็จะทำ!

“ตะ...แต่ว่า...ชุด....”

“ถ้านายต้องใส่ก็แสดงว่าพวกเราก็ต้องใส่ด้วยกันทุกคนไง ใส่กระโปรงใส่วิกต่อหน้าแฟนๆ เราก็ใส่มาแล้ว ดังนั้นไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่านั้นอีกแล้วนายก็น่าจะรู้นี่”

“แต่...”

“แล้วก็นะ ถ้านายไม่ยอมไปเป็นเพื่อนฉันคราวนี้ ฉันก็จะไม่ไปยิมและไปไหนๆ เป็นเพื่อนนายอีกแน่!”

ไม้ตายถูกปล่อยแล้ว และมันก็ทำท่าจะได้ผลซะด้วยเพราะเจ้าปลาป่วนอ้าปากค้างและชะงักไปเลย ดังนั้นเมื่อพี่ฮีชอลตะโกนถามว่าตกลงจะเอาสี่ชุดใช่มั้ย เจ้าปลาน้อยมันเลยทำได้แต่กัดปากแดงๆ แน่นและก้มหน้าคอตกอย่างหงอยๆ แทนตอนที่ผมตะโกนตอบรับพี่ไป

เอาน่า...อย่างน้อยฮยอกแจก็ไม่ได้ไปตายคนเดียวที่ดาบหน้าแล้วล่ะ!




 

Create Date : 22 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 22 พฤษภาคม 2554 17:34:14 น.
Counter : 150 Pageviews.  

Confusion 2/2









หลายๆ ครั้งคนเราก็มักจะเผลอทำอะไรตามสัญชาตญาณ

ผมก็เหมือนกัน ไม่ใช่แค่เรื่องเต้นอย่างเดียวที่ผมทำตามสัญชาตญาณ บางครั้งบางคราแม้แต่การจะกดปุ่มโทรศัพท์เล่นผมก็เกือบเผลอทำตามสัญชาตญาณด้วย

แต่พอนิ้วกำลังจะจิ้มที่ปุ่มโทรด่วนนั้น สติมันก็กลับมาซะก่อนที่ผมจะทันกดแช่ได้นาน จากที่นั่งเหม่อๆ พลิกมือถือในมือเล่นไปมาตอนแรกผมก็ต้องรีบยกมันขึ้นมาดูว่าเผลอโทรออกไปแล้วจริงๆ รึเปล่า

แต่เมื่อหน้าจอแสดงผลเป็นแค่ตัวเลขโดดๆ ตัวเดียวที่โชว์เด่นหรา ผมก็ต้องถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะรีบยัดมือถือใส่ในกระเป๋ากางเกงเพราะเดี๋ยวเผลอทำอีก

ถึงแม้หลังจากนั้นเหตุการณ์อย่างนี้มันจะเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนจากนี้ก็ตามเถอะ

โดยเฉพาะทุกครั้งที่ผมต้องขยำกระดาษที่ตามรังควานผมทุกที่ทิ้งลงถังขยะ สิ่งแรกที่ผมทำหลังจากนั้นคือหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะยัดมันกลับลงไปตามเดิมพร้อมถอนหายใจหนักๆ ด้วย

ผมกำลังจะปล่อยให้เพื่อนเป็นอิสระนี่ ดังนั้นแค่นี้ผมก็ต้องจัดการเองได้สิ

แล้วก็อีกอย่าง วันนี้ทุกคนจะเลี้ยงฉลองวันเกิดให้ผมด้วย ดังนั้นผมต้องทำตัวสนุกทุกคนจะได้สบายใจ

และผมก็คิดว่าตัวเองทำได้ดีซะด้วย ในการที่หัวเราะร่วนทั้งวันอย่างมีความสุข ในห้องโถงของบ้านพวกเรานั่งกินหมูย่างที่สั่งมา กินเหล้า และร้องเพลงกันบ้าง พองานเลี้ยงเริ่มเดินไปได้ที่หน่อย ทั้งห้องก็ปิดไฟมืดก่อนกระต่ายน้อยจะยกเค้กที่ทำเองกับมือออกมาให้ผมเป่าเทียน ถึงแม้ตลอดวันผมจะโดนกลั่นแกล้งแค่ไหน จะโดนล้อยังไง แต่หลังจากนั้นทุกคนก็จะอวยพรวันเกิดให้ผมดีๆ (บ้าง จิกๆ กัดๆ บ้าง)

ไม่เว้นแม้แต่ไอ้เจ้าชายที่เพิ่งกำลังจะพูดกับผมเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน ด้วยการวางโทรศัพท์ในมือที่โทรมาตลอดงานลงเพื่ออวยพรผมตามธรรมเนียมกับคนอื่นเค้าบ้าง

“มีความสุขมากๆ นะ”

ประโยคสั้นๆ ที่แตกต่างจากทุกปี แต่สิ่งที่ผมทำได้คือยิ้มรับนิดๆ และตอบกลับไปอย่างมีมารยาท

“ขอบใจ”

ตอบแล้วก็ต้องมองตามแผ่นหลังกว้างๆ นั้นที่ขอตัวหลบไปคุยโทรศัพท์ต่อที่ระเบียงเพราะเสียงในบ้านตอนนี้ดังยิ่งกว่าโรงเรียนอนุบาลเนื่องจากทุกคนมัวแต่ไปรุมแย่งเค้กกันจนคงลืมสนใจผมที่มองตามแผ่นหลังนั้นด้วยสายตายังไงผมก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน

แต่ก็มีใครบางคนที่ไม่ได้ใส่ใจกับเค้กฟักทองอยู่บ้าง เพราะใครคนนั้นก็มองหน้าผมและพูดขึ้นมาสั้นๆ ก่อนจะผละเดินไปชงเหล้าดื่มต่อ

“ของจะมีค่าก็ต่อเมื่อเราได้สูญเสียมันไปแล้วเสมออึนฮยอก”

คำพูดที่ผมไม่เข้าใจและหันควับไปตามเจ้าของเสียงที่เดินหลบไปแล้วอย่างไม่ใส่ใจ ผมเลยหันไปมองหน้าหัวหน้าวงที่ก็จ้องผมอยู่ก่อนแล้วเช่นกันเพื่อขอให้พี่ช่วยอธิบาย แต่สุดท้ายพี่ก็ถอนหายใจและยิ้มสบตาผมนิดๆ พร้อมกับยกมือมาขยี้หัวผมเบาๆ แทน

“ไม่ต้องสนใจหรอก ฮีชอลก็พูดไปอย่างนั้นแหละ นายเป็นนายอย่างนี้ดีแล้วล่ะ เป็นฮยอกแจอย่างนี้ดีแล้ว”

คำพูดของพี่ยิ่งทำให้ผมไม่เข้าใจหนักกว่าเดิม แต่พี่ก็ไม่พูดอะไรนอกจากยิ้มเหมือนปลอบใจให้อยู่อย่างนั้น ทว่าผมก็ไม่ได้จะมีเวลาคิดทบทวนได้นานหรอก เพราะหลังจากนั้นมือเล็กๆ ของทงเฮก็พาเนื้อครีมสีเหลืองกลิ่นฟักทองมาแปะลงบนหน้าของผมแล้ว


แล้วหลังจากนั้นสงครามปาเค้กก็เริ่มต้นขึ้น


วิ่งไล่กันรอบบ้านและเล่นกันจนเหนื่อยทุกคนถึงเลิกรุมผมและกลับมากินดื่มกันต่ออีก ถึงแม้จะกำลังนั่งอยู่ในกลุ่มของเพื่อนๆ หากแต่แผ่นหลังกว้างๆ ที่ยังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ที่ระเบียงบ้านมันกลับสะกิดใจทุกครั้งที่หันไปมอง ดังนั้นมันเลยเป็นข้ออ้างที่ผมเกิดลูกฮึดตามแรงยุจากคนรอบข้างในการที่จะกระดกแก้วแล้วแก้วเล่าด้วยความคึกคะนอง

จะให้เต้นตลกๆ หรือให้ใส่สายสะพายอะไรตอนนี้ผมก็ทำมันทั้งหมดนั่นล่ะ ถ้าเหล้าจะสามารถช่วยลบทั้งความเหงาและความเจ็บปวดที่มันจุกอยู่ที่ใจนี้ออกไปได้บ้างผมก็จะดื่มมัน หลายๆ ครั้งที่หัวหน้าวงพยายามเตือนพยายามห้าม แต่ก็เป็นผมเองที่ไม่ยอมฟังและดื้อรั้นดื่มต่อไป ทั้งๆ ที่ก็เริ่มรู้ว่ามันเกินลิมิตของตัวเองแล้ว

จนสุดท้ายผมก็ได้ยินเสียงพี่บ่นอะไรซักอย่างและถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะลุกออกไป แล้วก็เหมือนๆ หางตาจะเห็นแวบๆ เหมือนกันว่าพี่เดินไปทางระเบียงแต่ผมก็ไม่ได้สนใจ จนเมื่อมือใหญ่ๆ คุ้นตายื่นมาคว้าแก้วเหล้าออกจากมือผมอย่างรวดเร็วนั่นล่ะผมถึงหันไปมองอย่างไม่พอใจ

“เลิกดื่มได้แล้วน่า นายดื่มเยอะเกินไปแล้วนะคืนนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ปวดหัวหรอก”

“เอ๊ะ! เอาแก้วฉันคืนมานะ! แล้วนายรู้ได้ไงว่าฉันดื่มเยอะ ก็นายเอาแต่โทรศัพท์ตลอดไม่ใช่รึไง ก็บอกให้เอาคืนมาไงเล่า เอาคืนมา!”

นอกจากภาพแก้วเหล้าในมือเจ้าชายจะเพิ่มจำนวนเป็นสองแก้วแล้ว ทำไมผมยิ่งรู้สึกว่าคว้ายังไงก็คว้าไม่ถึง เพราะยิ่งผมขยับมือตามแก้วมันก็ยิ่งถอยห่างออกไป

ฮึ๊ยยยย ขัดใจจริงๆ เลยเชียว!

“ฉันรู้ก็แล้วกัน แต่วันนี้นายต้องพอได้แล้ว ทุกคนก็เหมือนกัน เลิกยุให้ฮยอกดื่มได้แล้วนะ ก็รู้ว่าคอไม่แข็งแล้วจะไปคะยั้นคะยอให้มันดื่มทำไม?”

“เออ! ฉันคอไม่แข็งแล้วมันไปหนักหัวอะไรนายเล่า! ใช่สิ ใครมันจะหล่อจะดีจะเก่งไปทุกอย่างเหมือนนายล่ะ! ไม่ต้องทำอะไรสาวๆ ก็หลงรักแล้วนี่ ตัวเองเป็นเจ้าชายก็อยู่ส่วนเจ้าชายไปสิ อย่ามายุ่งกับคนกระจอกอย่างพวกเราเลย! ดังนั้นเอาแก้วฉันคืนมาเดี๋ยวนี้เลยนะ เอาคืนมา!!”

“ไม่เอาแล้วนะอึนฮยอก นายเมาจนเริ่มพาลแล้วนะ พอได้แล้ว เลิกกินแล้วก็เข้าไปนอนได้แล้ว ฉันจะพานายไปนอนเองนะ มา...กลับห้องกันนะฮยอกแจ”

“ไม่เอา! ไม่กลับ! ฉันจะดื่ม! นายไม่สนใจฉันแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วจะมายุ่งอีกทำไมเล่า เอาแก้วคืนมานะ! เอาคืนมาเดี๋ย...”


ซ่า!!!!!!!!!


ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยคและศึกแย่งชิงแก้วเหล้า (ทั้งๆ ที่เอาแก้วใหม่ก็ได้) จะจบหรอก อยู่ๆ ผมที่กำลังเล่นชักเย่อกับซีวอนก็มีอันต้องชะงักไปเมื่อน้ำเย็นจัดถูกสาดมากระทบหน้าพวกเราเข้าอย่างจัง!

และคนทำก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือแม่มดร้ายประจำวงที่คงกำลังเมาได้ที่แล้วนั่นเอง

“โฮ้ยยยยยยยย แมร่งงงงงงง น่ารำคาญทั้งคู่นั่นล่ะ ออกไปเคลียร์กันข้างนอกเลยไป! เลิกมาเล่นพ่อแง่แม่งอนปัญญาอ่อนได้แล้ว รำคาญตา! ไปซะ ออกไปคุยกันข้างนอกเลย แล้วก็อย่าลืมซื้อเหล้ามาด้วยล่ะ เหล้ามันจะหมดเพราะนายน่ะแหละอึนฮยอก ถ้าไม่ได้เหล้ามาก็ไม่ต้องเข้าบ้านจำไว้!”


พูดพลางก็คว้าคอเสื้อพวกเราทั้งสองคนพลางลากๆ หิ้วๆ ตรงไปที่ประตูบ้าน บ่นไปด่าไปผมและซีวอนก็ถูกผลักออกมานอกบ้านท่ามกลางสายตาตกใจของทุกคน ก่อนที่สุดท้ายจะเป็นคำขู่และเสียงประตูที่ปิดใส่หน้าโดยแรง


ปัง!!!!


และยังไม่ทันที่พวกเราจะได้ทันตั้งตัว อยู่ๆ ประตูบ้านก็ถูกเปิดออกอีกครั้งด้วยพี่คนเดิม เพื่อที่จะโยนรองเท้าสองคู่ที่เลือกส่งๆ มาให้



ปัง!!!!



ตอนนี้ผมเริ่มสร่างเมาขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ ทั้งน้ำเย็นและเสียงพี่ฮีชอลช่วยให้สติผมกลับมาได้เยอะพอดูเหมือนกัน แล้วก็ดีนะที่ผมไม่ได้เกิดตอนหน้าหนาว ไม่งั้นออกมานอกบ้านทั้งเสื้อผ้าเปียกโชกอย่างนี้ผมคงได้แข็งตายอยู่หน้าบ้านนี่แหละ

แล้วในขณะที่ผมกำลังยืนพิงประตูเพราะหัวมันยังเหมือนจะมึนๆ อยู่บ้าง ผมก็ได้ยินคนข้างตัวผมกำลังเคาะประตูรัวๆ เพื่อขอกุญแจรถมันจากแม่มัน เอ๊ย แม่มด แต่เสียงแหวสูงๆ ที่ดังกลับมาก็ทำให้หน้าเจ้าชายๆ ของชเวซีวอนเหวอไปได้เหมือนกัน

“เดินไปกันนั่นล่ะ แค่หัวมุมถนนเองไม่ใช่รึไง! หัดเดินหัดคุยกันซะบ้างเรื่องมันจะได้จบๆ ซะที!”

นั่นล่ะประโยคที่ทำพวกเราเงียบกริบและเผลอหันหน้าหนีไปคนละทาง

แล้วหลังจากยืนเงียบกันไปซักพักเจ้ายักษ์ก็พูดขึ้นมาก่อนทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้จะมองหน้าผมเลยด้วยซ้ำ

“ฉันจะออกไปซื้อเหล้าเอง นายเมามากแล้ว รออยู่ที่นี่ล่ะ ฉันกลับมาแล้วค่อยเข้าบ้านด้วยกัน”

บอกแค่นั้นก็เดินดุ่มๆ ตรงไปที่ลิฟต์ไม่สนใจว่าผมจะตอบยังไง อารมณ์งอนปนอารมณ์หลายๆ อย่างทำให้ผมต้องวิ่งเร็วๆ ตามหลังมัน แม้จะวิ่งไปก็ต้องเกาะผนังทางเดินไปเพราะความมึนก็ตาม

จนเมื่อผมตามมันเข้าไปในลิฟต์จนได้ ซีวอนถึงหันมามองผมอย่างงงๆ แต่ยังไม่ทันที่เจ้านั่นจะอ้าปากไล่ผมก็เป็นฝ่ายชิงพูดก่อนซะเอง

“ไม่ต้องมาทำอวดรวยแถวนี้เลยนะ ฉันเป็นเจ้าของวันเกิดและเป็นคนกินเยอะกว่าใครดังนั้นฉันจะจ่ายเอง เก็บนิสัยสุภาพบุรุษเว่อร์ของนายเอาไว้ใช้กับพวกผู้หญิงเถอะ กับฉันไม่ต้อง!”

พอรู้ตัวเหมือนกันว่าตัวเองพูดจาไม่ดีเอาซะเลย แต่อะไรหลายๆ อย่างก็ทำให้ผมหันหน้าหนีไปทางอื่นและทำท่าไม่สนใจคนที่มาด้วยกันอีกต่อไป แม้เมื่อจะออกจากลิฟต์และเดินออกจากคอนโดเพื่อตรงไปร้านมินิมาร์ทที่หัวมุม ผมก็ยังก้าวดุ่มๆ เหมือนเดินคนเดียว แม้เดินไปจะรู้สึกเหมือนพื้นมันขยับได้จนคนข้างๆ ต้องขยับขึ้นมายึดต้นแขนผมเอาไว้ก็ตาม

“เดินเซไปเซมาแบบนี้ถ้าแฟนๆ มาเห็นคงไม่ดีเท่าไหร่หรอก อยากพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งว่าอึนฮยอกแห่งซูเปอร์จูเนียร์นอนเมาเละอยู่ข้างถนนรึไง?”

ประโยคไม่กี่ประโยคที่ผมก็เถียงไม่ออกและสุดท้ายก็ต้องเดินตามแรงลากของมันอยู่ดีแม้ว่าจะพยายามแกะนิ้วแข็งๆ นั้นออกเท่าไหร่ก็ตาม จนเมื่อพวกเราเดินเข้าไปในร้านแล้วนั่นล่ะผมถึงสามารถสะบัดมือซีวอนออกจากตัวได้ แต่เมื่อสามารถเดินเข้าไปข้างในและหอบเหล้าสามกล่องออกมาวางบนเคาน์เตอร์ด้วยตัวเองได้ พอพนักงานร้านบอกราคาเท่านั้นล่ะ ไม่นานเกินนั้นหลังจากที่ตบทั้งกระเป๋าเสื้อกระเป๋ากางเกงและทุกกระเป๋าที่มีอยู่ในตัวแล้ว สุดท้ายผมก็ต้องหันไปหาซีวอนที่ยืนจ้องเงียบๆ เอาจนได้

ดวงตาคมๆ มองสบกับผมแวบหนึ่ง ก่อนจะล้วงกระเป๋าตังค์ออกมาจ่ายตังค์ให้ ยิ่งสถานการณ์เป็นแบบนี้ผมก็ยิ่งรู้สึกเสียหน้ายิ่งกว่าเดิม แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเพราะผมอยู่ในบ้านของตัวเองเลยไม่ได้พกกระเป๋าตังค์ติดตัว แถมพี่ฮีชอลยังลากออกมาทิ้งนอกบ้านเอาดื้อๆ ไม่ให้เตรียมตัวอะไร แต่ถึงยังไงผมก็ไม่อยากพึ่งไอ้เจ้าชายมันนี่ ยิ่งตอนที่มันมีคนสำคัญของมันแล้ว ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองต้องไม่ทำตัวให้เป็นภาระมันไปมากกว่านี้อีกแล้ว

ความคิดแบบนี้ทำให้หงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ และก็เหมือนๆ ผมจะเอามันไปพาลลงที่คนข้างๆ อย่างไม่รู้ตัว เพราะเมื่อมือใหญ่ๆ แทรกเข้ามาเพราะจะประคองผมเดินเหมือนตอนขามา ผมก็เผลอปัดมือนั้นทิ้งอย่างแรงและพูดเสียงดังคล้ายๆ จะตวาดด้วย


“อย่ามาแตะฉัน!”


แล้วคราวนี้ผมก็รู้สึกว่าซีวอนเองก็อึ้งเงียบเป็นบ้างเหมือนกัน


สุดท้ายในบรรยากาศเงียบกริบอันน่าอึดอัดระหว่างเราซีวอนก็ถอนหายใจออกมาก่อน ก่อนจะถือถุงเหล้าเดินนำดุ่มๆ ไปข้างหน้าเหมือนตอนขามาแรกๆ เสียงทุ้มๆ ที่พูดทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจะถอนหายใจหนักๆ ทำให้ความหงุดหงิดปนเจ็บจี๊ดๆ มันยิ่งก่อตัวมากขึ้นที่คิดว่าคนตรงหน้าคงรำคาญผมเข้าให้จริงๆ แล้ว

“งั้นก็ตามมาเองให้ได้แล้วกัน”

บอกสั้นๆ แค่นั้นก็เดินจากไปอย่างไม่เหลียวหลัง ผมเองก็ต้องกัดฟันเดินเกาะๆ รั้วบ้านคนอื่นเพื่อตามมันไปให้ แต่ยิ่งเดินไปเรื่อยๆ ยิ่งเหมือนระยะห่างระหว่างเรามันกลับยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ

แผ่นหลังของซีวอนกว้างมากขนาดนี้เลยรึไงนะ แต่ก่อนผมก็ไม่รู้สึกอะไรนักหรอก ตอนหลังๆ ถึงเริ่มรู้และดูเหมือนมันจะเริ่มคุ้นตาขึ้นมากกว่าเดิม


เพราะเพื่อนคนสำคัญของผมกำลังหันหลังให้ผมและกำลังก้าวออกไปจากชีวิตผม


นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ แต่ทำไมพอมันกำลังจะเป็นจริงแล้วในใจผมมันต้องจุกๆ เจ็บๆ ขนาดนี้ก็ไม่รู้ แล้วทำไมผมต้องมาคิดอะไรจุกจิกพวกนี้ด้วยนะ ฮะๆๆ ท่าทางผมจะเมาจริงๆ อย่างที่คนอื่นๆ ว่าแล้วล่ะ


ผมคงจะเมาไปแล้วจริงๆ


ยิ่งเหมือนสำนึกได้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในอารมณ์ไหนขามันก็เลยอ่อนแรงลงตามหัวใจ จนสุดท้ายผมก็รู้สึกว่าตัวเองคงไล่ตามแผ่นหลังกว้างๆ นั่นไม่ไหวแล้ว อะไรหลายๆ อย่างจึงทำให้ขาผมก้าวช้าลงเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดก้าวไปเอง และสุดท้ายหัวมันก็มึนซะจนผมต้องทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นและเอาหลังพิงเสาไฟตามทางเดินในสวนสาธารณะเอาไว้

รอหายมึนซักพักค่อยลุกเดินกลับบ้านเองก็ได้ อีกแค่ไม่กี่ร้อยเมตรนี่เอง และเดี๋ยวซีวอนก็คงเอาส่วยไปส่งให้พี่ฮีชอลล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นถ้าผมไปเคาะประตูพี่ก็คงยอมเปิดให้ล่ะ แล้วตอนนั้นก็ค่อยปั้นหน้ายิ้มใหม่อีกครั้งหลังจากได้พักสักแป๊บแล้วก็คงดีเหมือนกัน


เหนื่อยจังเลยแฮะ


ในตอนนี้ผมรู้สึกตัวเองเหนื่อยเหลือเกิน...เหนื่อยกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว เหนื่อยซะจนผมอยากหลบไปอยู่คนเดียว ไม่ต้องเจอหน้าใคร ไม่ต้องรับรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว


‘นายมันคนอ่อนแอ ทำอะไรก็เหยาะแหยะ! นายมันเป็นตัวถ่วงของวงรู้ตัวมั้ยอึนฮยอก!’


ฮะๆๆ จะว่าไปพวกเธอเหล่านั้นก็รู้จักตัวผมดีเหมือนกันนะ ผมมันก็แค่คนอ่อนแอคนหนึ่งเท่านั้น คนอ่อนแอที่พอเจออะไรก็อยากมุดกลับไปอยู่ในกระดองเหมือนเดิมแล้ว

ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากรับฟัง ไม่อยากสนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว

แต่ในขณะที่ผมกำลังนั่งหัวเราะและสมเพชตัวเองอยู่คนเดียว อยู่ดีๆ เสียงเรียกชื่อก็ดังมาให้ได้ยินก่อน ก่อนจะเป็นเสียงวิ่งของซีวอนที่กำลังตรงมาทางนี้

“ฮยอกแจ! เป็นอะไรไปน่ะ นายยืนไหวมั้ย?”

ท่าทางเหมือนซีวอนจะเข้ามาช่วยประคองผมลุกขึ้น แต่อะไรซักอย่างก็ทำให้มือใหญ่ๆ นั้นหยุดชะงักที่จะทำอย่างนั้น ท่าทางแบบนั้นทำให้ผมเงยขึ้นจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่เหมือนทำอะไรไม่ถูกนั้นด้วยหัวใจที่เจ็บจี๊ดๆ

สภาพผมตอนนี้คงดูทุเรศมากเกินไปจนไอ้เจ้าชายมันไม่อยากแตะล่ะมั้ง

“นาย....ลุกเองไหวมั้ย ถ้าไงให้ฉันตามคนมาช่วยมั้ย?”

คำถามเหมือนๆ ปัดผมให้พ้นตัวอย่างนั้นทำผมจุกนิดๆ ได้เหมือนกัน ผมเงยหน้าสบกับดวงตาสีดำสนิทนั้นนิดหนึ่งก่อนจะเบือนหนีไปทางอื่นพร้อมๆ กับที่กลั้นใจตอบออกไป

“ไม่ต้องหรอก นายกลับบ้านไปก่อนเถอะ ฉันแค่อยากนั่งเล่นคนเดียวบ้างน่ะ ไม่นานเดี๋ยวฉันเดินกลับบ้านเองแหละ”

“............”

“ไปสิ! ป่านนี้พี่ฮีชอลคงรอแย่แล้ว เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ฉันดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องให้นายมายุ่งด้วยหรอก ไปสิ! ก็บอกให้ไปไงล่ะ!”

“............”

จนแม้จะพูดเหมือนไล่ขนาดนี้ซีวอนก็ยังยืนนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น ซักพักที่จากหางตาบอกว่าเจ้านั่นทำท่าจะขยับเข้ามา อยู่ๆ เสียงเพลงที่ดังขึ้นในบรรยากาศเงียบกริบนี้ก็ทำให้พวกเราต่างสะดุ้งนิดหน่อย ก่อนซีวอนจะล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงออกมากดรับ

“ครับแชอึน”

แค่คำตอบรับที่ก็ทำให้ผมเผลอเม้มปากแน่นอย่างไม่รู้ตัว อารมณ์อะไรไม่รู้ตีกันไปมาในหัวก็วุ่นวายซะจนแม้แต่ผมเองก็แยกอารมณ์ตัวเองไม่ออก

“...ครับ....อยู่กับฮยอกแจ....หืม? ได้แล้วใช่มั้ย? ได้ๆ งั้นไม่เกินครึ่งชั่วโมงเดี๋ยวผมไปหา ขอบคุณมากนะครับแชอึน สวัสดีครับ”

แล้วหลังจากนั้นก็เป็นเสียงกดตัดสายก่อนจะกลับมาเป็นความเงียบอีกครั้ง จนสุดท้ายซีวอนที่ยืนจ้องผมที่หันหน้าหนีไปอีกทางอยู่อย่างนั้นก็พูดอย่างอ่อนใจพร้อมถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ของวัน

“พอดีฉันมีธุระต้องรีบไปทำน่ะ แต่เดี๋ยวยังไงฉันจะเอาเหล้าไปให้พี่ฮีชอลแล้วก็จะขอให้พี่จองซูมารับนายแล้วกันนะ นายอยู่คนเดียวซักพักก่อนได้ใช่มั้ย?”

ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงไม่ตอบรับคำพูดนั้น เพราะไม่สนใจ? หรือเพราะไม่ต้องการให้ซีวอนไป? แต่ก้อนจุกๆ ที่วิ่งมาตื้ออยู่ที่คอก็ทำให้ยิ่งต้องเม้มปากแน่นเพื่อไม่ให้ทั้งเสียงและหยดน้ำอุ่นๆ มันหลุดออกไปจากร่างกายตัวเอง

“งั้นฉันไปก่อนนะ”

นั่นคือคำพูดที่ผมได้ยินเป็นประโยคสุดท้าย ก่อนจะเป็นเสียงฝีเท้าของซีวอนที่กำลังเดินเร็วๆ จนกลายเป็นวิ่งจากไป

ผมรู้ตัวดีว่าผมน่ารำคาญ

และจะทำตัวน่ารำคาญเป็นพิเศษเมื่ออยู่กับผู้ชายที่ชื่อชเวซีวอน


‘เลิกแกล้งทำตัวเป็นคนดีได้แล้วอึนฮยอก เลิกหลอกลวงคนอื่นได้แล้ว ซักวันทุกคนก็จะรู้และจะไม่มีใครอยากอยู่กับนาย!’


นี่คือหนึ่งในหลายๆ ประโยคที่ทำให้ผมเจ็บมากที่สุด มันเจ็บมากซะจนผมเผลอยืนจ้องกระดาษแผ่นนั้นเงียบๆ อยู่นานเท่าไหร่ผมไม่รู้ตัวเลย และก็มารู้ตอนที่กระดาษในมือมันชื้นไปด้วยน้ำอุ่นๆ ที่หยดลงไปและซึมเป็นด่างๆ ดวงๆ ทั่วทั้งกระดาษ

วันนั้นที่พวกเธอว่าคงมาถึงแล้วสินะ

เพราะถ้าเป็นก่อนหน้านี้ แม้ผมจะพูดไม่ดีหรือทำตัวน่ารำคาญมากกว่านี้ซีวอนก็ไม่เคยเดินไปจากผม เจ้ายักษ์นั่นจะจ้องหน้าผมเงียบๆ อยู่อย่างนั้น จนสุดท้ายผมก็จะรู้สึกผิดและเอ่ยปากขอโทษซะเอง

แต่บางทีความอดทนของซีวอนคงมาถึงขีดจำกัดแล้ว หรือไม่เค้าก็มีคนใหม่ที่จะให้ความสนใจที่ไม่ใช่ผมอีกต่อไปแล้ว

ผมไม่ใช่คนที่สำคัญที่สุดสำหรับเค้าแล้ว

ไม่ใช่...อีกต่อไปแล้ว

ฮะๆๆ ผมทำสำเร็จแล้วสินะเนี่ย ให้อิสระกับเพื่อน ให้เพื่อนได้มีความสุข

ผมทำสำเร็จแล้วจริงๆ ใช่มั้ย

แต่แทนที่ทำไมยิ่งคิดได้อย่างนี้น้ำอุ่นๆ ที่กลั้นเอาไว้ตอนแรกมันกลับยิ่งไหลลงมาเรื่อยๆ จนผมต้องซบหน้าลงกับท่อนแขนที่วางอยู่บนเข่าเพราะไม่อยากให้ใครที่อาจจะเดินผ่านไปผ่านมาสังเกตเห็น อารมณ์หลายๆ อย่างที่มันทับถมกันมาในหลายๆ วันนี้กำลังถูกระบายออกมาเรื่อยๆ ด้วยหยาดน้ำที่ไม่มีทีท่าจะหยุดไหล

ก็คงเหมือนที่ผมเคยคิดไว้ อารมณ์อย่างนี้คงเรียกว่า ‘เหงา’ ล่ะมั้ง เพื่อนคนสำคัญของผมกำลังจากผมไปทีละคนๆ


นี่มันคงเป็นอารมณ์เหงาที่เริ่มรู้สึกว่าเหลือตัวเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลกนั่นล่ะมั้ง


แต่มันก็ดีแล้ว เพราะพวกเค้าคือเพื่อนคนสำคัญของผม ถ้าพวกเค้ามีความสุขผมก็ควรจะมีความสุขตามนี่


เป็นแบบนี้น่ะแหละดีแล้ว


ถึงจะคิดและพยายามให้กำลังใจตัวเองได้อย่างนั้นแต่น้ำตาพวกนั้นมันก็ยังไม่หยุดไหลอยู่ดี ผมก้มหน้าก้มตาเช็ดมันออกจากหน้าไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ชายเสื้อก็เริ่มจะเปียกไปหมดแล้ว คงเพราะความเหงาและฤทธิ์แอลกอร์ฮอร์ที่ทำให้อารมณ์ผมอ่อนไหวได้ขนาดนี้ จนแม้เมื่อได้ยินเสียงวิ่งตรงมาทางนี้และเห็นรองเท้าของใครซักคนยืนอยู่ข้างหน้าผมกลับยิ่งต้องเช็ดน้ำอุ่นๆ พวกนั้นมากกว่าเดิม เพราะตอนนี้ตามันพร่าจนแม้แต่ภาพตรงหน้าก็เลือนๆ ไปหมด

คงเป็นพี่จองซูเหมือนเคย นี่ผมทำให้พี่ต้องเป็นห่วงเพิ่มขึ้นอีกแล้วใช่มั้ยเนี่ย แย่ชะมัดเลย แย่ๆ

เพราะไม่อยากให้ใครต้องมาเป็นห่วงผมไปมากกว่านี้ ผมก็ต้องรีบเช็ดๆ น้ำตาออกจากหน้าแรงกว่าเดิมจนเจ็บไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นยิ่งเช็ดมันกลับยิ่งทะลักออกมาและก็ยิ่งทำให้สภาพของตัวเองมันดูแย่กว่าเดิม ทำอย่างนั้นมากๆ เข้าแต่ใบหน้าก็ยังคงเปียกชื้นผมเลยไม่มีแรงแม้แต่จะเช็ดน้ำตาตัวเองอีกต่อไป เพราะสุดท้ายผมก็กอดเข่าตัวเองแน่นและซบหน้าลงไปเพื่อหลบตาพี่ ก่อนจะพยายามเค้นเสียงอู้ๆ อี้ๆ ออกมาพูดให้ได้

“...ซี...อึก...ซีวอนมันบอกพี่มาช่วยผมอีกแล้วใช่มั้ยครับ ฮะๆๆ ...ทั้งๆ ที่ผมบอกว่ากลับเองก็ได้แท้ๆ นะเนี่ย...เจ้า..ฮึก...เจ้านั่นนี่ชอบห่วงไม่เข้าเรื่องจริงๆ ..ซื้ดดด...ฮึก...แต่...แต่ผมเมามากไปหน่อย ฮึก...พี่...ฮึก...พี่จองซูจะกลับไปก่อนก็ได้นะ...ผม...ผมอยากนั่งเล่นอยู่อย่างนี้ซักพัก...”

เสียงแหบปนเสียงสะอื้นเบาๆ ที่หลุดออกไปเป็นระยะมันก็ยังพอฟังถูๆ ไถๆ ให้ดูดีได้อยู่หรอก แต่ผมก็ยังไม่ได้ยินเสียงพี่เดินจากไป เพราะกลับกลายเป็นเสียงเหมือนพี่ทรุดตัวลงนั่งข้างหน้าผม ก่อนจะเอามืออุ่นๆ มาลูบหัวผมอย่างอ่อนโยน

พอเจอกับความใจดีแบบนี้น้ำตาที่ก็ยังไหลอยู่มันก็ยิ่งไหลออกมามากกว่าเดิม เวลาเดินผ่านไปเงียบๆ ในขณะที่พี่ก็กำลังลูบหัวปลอบผมอยู่อย่างนั้น ความเงียบของพี่กระตุ้นให้ผมเผลอระบายความรู้สึกที่มันอัดอั้นออกมา ทั้งๆ ที่ไม่อยากให้พี่ต้องเป็นห่วงแต่เวลานี้ผมก็ต้องการใครซักคนที่จะรับฟัง

ใครซักคนที่ผมจะสามารถเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฟังได้ และสามารถช่วยเอาความเจ็บปวดพวกนี้ออกไปจากใจผมได้

“...พี่ครับ...ผม...ฮึก...ผมเริ่มพอจะเข้าใจ...เข้าใจ...ที่พีฮีชอลพูด...ฮึก...แล้วล่ะ...ฮึก... แต่...แต่จะทำไงได้ล่ะ...ผม...ผมไม่อยากผูกมันเอาไว้กับตัวเอง...คนเดียวนี่...ฮึก...ถึงผมจะเหงาบ้าง..คิดถึงมันบ้าง...ฮึก....แต่...แต่ผม...แต่ผมก็ไม่อยากเป็นคนแย่ๆ ...แย่ๆ เหมือนที่คนพวกนั้นว่าผมจริงๆ นี่...ฮึก...มันเป็นเพื่อน...เพื่อน...ที่สำคัญที่สุดสำหรับผม...ฮึก....ผมก็อยากให้มัน...ให้มันมีความสุขกับเค้าบ้าง...ไม่...ฮึก..ไม่ใช่ต้องมา...มาคอยดูแลผมอย่างนี้นี่...ฮึก...เพราะมันเป็นเพื่อนคนสำคัญของผม...ฮืออ...เป็นเพื่อนคนสำคัญของผม......อึก....พี่เข้าใจผมมั้ยครับ....พี่จองซูเข้า...ฮึก...ผมมั้ย...”

เสียงพูดขาดเป็นห้วงๆ จากเสียงสะอื้นที่แทรกขึ้นมาก็คงไม่แปลกหรอกที่พี่อาจจะไม่เข้าใจ แต่ถึงอย่างนั้นพี่ก็คว้าตัวผมเข้าไปกอดและกระซิบบอกเบาๆ ที่ข้างหูด้วย


“ฉันเข้าใจ”


คำสั้นๆ ที่ผมโล่งใจในตอนแรก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นไม่เข้าใจซะเองในเวลาต่อมาเมื่อเริ่มปะติดปะต่ออะไรได้ชัดๆ


ไม่ใช่เสียงหัวหน้าวงนี่


“ฉันเข้าใจดีแล้วฮยอกแจ ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะเดี๋ยวตาบวม ฉันเข้าใจนายทุกอย่างนั่นล่ะ ดังนั้นเลิกคิดมากได้แล้วนะ”


กลิ่นที่คุ้นเคย อ้อมกอดที่คุ้นเคย และแถมท้ายด้วยแผ่นหลังกว้างๆ ที่ก็ยิ่งคุ้นเคยในช่วงหลังๆ มานี่


พอเริ่มรับรู้ว่าคนที่กอดปลอบตัวเองคือใครผมก็ตัวแข็งทื่อไปเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะพยายามผลักอกกว้างๆ ตรงหน้าออกและเอ่ยถามตะกุกตะกักทั้งๆ ที่ในหัวก็ตื้อไปหมด

“ทำ...ฮึก...ทำไม...ทำไมนายมาอยู่ที่นี่ล่ะ ก็...ก็นายก็ต้องไปหาแชอึนแล้วนี่...ทำไม...”

“ไม่รู้สิ ฉันรู้สึกแค่ไม่อยากทิ้งนายเอาไว้ตรงนี้ ดังนั้นขอแค่ครั้งนี้ให้ฉันได้พานายกลับบ้านก่อนนะ แล้วหลังจากนั้นฉันจะไม่มายุ่งอะไรให้นายรำคาญอีก”

“ไม่...ฮึก...ไม่ใช่อย่าง...ฮึก...แต่...แต่ว่า...นายบอกว่ามีธุระ...ฮึก....ธุระสำคัญ”

ยิ่งพูดเสียงสะอื้นที่หยุดไม่อยู่มันก็ยิ่งหลุดออกมาเป็นระยะๆ แต่สภาพของตัวเองในตอนนี้ผมก็แทบจะไม่รู้ตัวหรอก เพราะก็เผลอจ้องหน้าหล่อๆ นั้นค้างจนแม้แต่คราบน้ำตาที่มันยังเกรอะกรังอยู่บนหน้าผมก็ยังลืมที่จะเช็ดมันออก

“เพราะฉันจะไปเอาของขวัญวันเกิดนาย ฉันสั่งทำไว้ที่ร้านของแชอึนแล้วมันก็เพิ่งเสร็จ และอยากจะเอาให้นายตอนเที่ยงคืนวันนี้เลยจะรีบไปเอานี่ล่ะ ยังสงสัยอะไรอีกมั้ย?”

“ฉัน...ฉันไม่ได้...อึก...ไม่ได้....”

“หน้านายบอกว่าอยากจะรู้”

บอกแค่นั้นและก้มลงมาจ้องหน้าผมด้วยลักยิ้มที่โผล่ขึ้นมาที่แก้มทั้งสองข้างพร้อมดวงตาสีดำคมกริบที่ผมก็ไม่กล้าสู้ตาด้วยจนต้องหันหนีไปอีกทาง

“เพราะกว่าของจะนำเข้ามาถึงที่นี่มันก็ช้ามากแล้ว แชอึนก็ช่วยเร่งให้คนที่ร้านทำให้จนถึงเมื่อกี้นี้ และฉันเองก็อยากให้ของขวัญวันเกิดนายเป็นคนสุดท้ายถึงจะรีบไปเอาไงล่ะ”

แค่คำอธิบายไม่กี่ประโยค...แต่น่าแปลก...ที่คำพูดจากปากของซีวอนมันกลับค่อยๆ ชำระล้างทุกอย่างที่ติดค้างอยู่ในใจได้อย่างง่ายดาย ความเหงาความหดหู่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนมันหายไปไหนก็ไม่รู้ เมื่อในอกผมมันเริ่มถูกถมจนเต็มตื้นไปด้วยความรู้สึกดีเต็มไปหมด

และตอนนี้ผมก็เริ่มจะรับรู้แล้วว่าตัวเองกำลังอยู่ในอารมณ์ไหน เพราะนอกจากจะไม่กล้าสบกับดวงตาสีดำสวยๆ น่าอิจฉานั่นแล้ว ปากตัวเองที่ต้องพยายามเม้มเอาไว้แน่นไม่ให้มันเผลอหลุดยิ้มออกมาผมก็รู้ตัวเองดี

“แค่...แค่ของขวัญจะให้วันไหนก็ได้นี่ ฉันรอวันพรุ่งนี้ก็ได้”

“ไม่ได้! ถึงแม้นายจะได้รับของขวัญจากคนมากมาย แต่ฉันอยากเป็นคนสุดท้ายที่จะให้ของขวัญนายในวันสำคัญอย่างนี้ เหมือนๆ กัน ถึงแม้นายจะมี ‘เพื่อน’ คนสำคัญในชีวิตของนายหลายคน แต่ฉันแค่อยากเป็นคนสุดท้ายสำหรับนาย คราวนี้นายเข้าใจที่ฉันพูดมั้ย?”

เหมือนๆ คำพูดนั้นมันจะสื่อมากกว่าที่ได้ยิน เพราะพอตวัดหน้าขึ้นมองอย่างแปลกใจแล้วไปเจ๊อะกับซีวอนกำลังเอาสายตาจริงจังจ้องหน้าผมนิ่งๆ ผมก็ต้องเผลอหลบตาคู่นั้นอีกซักรอบ ก่อนจะเปลี่ยนไปเรื่องอื่นด้วยหัวใจที่เริ่มเต้นแรงพร้อมใบหน้าที่มันค่อยๆ ร้อนขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

เพราะแม้แต่ตัวผมเองผมยังไม่รู้เลยว่าจะเรียกเจ้าความรู้สึกกระอักกระอ่วนแบบแปลกๆ นี่ว่าอะไรดี

“งั้น...งั้นแล้วนายกลับมาทำไมล่ะ ถ้าบอกว่าของขวัญสำคัญก็ไปเอามาสิ ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่านายจะให้อะไร คงไม่ใช่แค่คำอวยพรว่า ‘มีความสุขมากๆ นะ’ หรอกใช่มั้ย? ถ้านายให้แค่นั้นพอถึงวันเกิดนายฉันจะไม่นั่งหลังขดหลังแข็งนั่งทำของขวัญให้เหมือนปีที่แล้วแน่!”

แล้วคำพูดรนๆ เพื่อพยายามเปลี่ยนไปเรื่องอื่นของผมก็ทำให้ซีวอนเงียบไปซักพักก่อนจะถอนหายใจพร้อมหัวเราะอย่างอ่อนใจอีกแล้ว แต่ผมก็ยังไม่กล้ามองหน้านั้นจนมือใหญ่ๆ คู่นั้นต้องประคองหน้าผมให้หันไปสบตาพร้อมๆ กับค่อยๆ ไล้หยาดน้ำตาที่เกาะขอบตาและเปรอะที่แก้มออกให้อย่างเบามือ และเหมือนเจ้ายักษ์จะบ่นอะไรบางอย่างเบาๆ กับตัวเองประมาณ ‘มันคงเร็วไปสินะ’ หรืออะไรๆ คล้ายๆ อย่างนี้แหละ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่พูดไปถึงเรื่องนั้นเพราะก็ยอมเปลี่ยนเรื่องตามใจผมในขณะที่ยิ้มไปพูดไปก็เช็ดน้ำตาให้ผมไปด้วย

“พูดอย่างนี้แล้วทำไมปีที่แล้วถึงไม่รับสร้อยที่ฉันให้ตอนแรกล่ะ ฉันว่าราคามันก็ไม่แย่อะไรเท่าไหร่หรอกนะ เฮ้อ...คุณหนูอีนี่ช่างเอาใจลำบากซะจริง อะไรๆ ก็ไม่ถูกใจไปซะหมด”

แย่เย่อที่ไหน ไม่ถูกใจที่ไหนกันเล่า! สร้อยน่ะไม่เท่าไหร่แต่จี้ห้อยคอที่ตอนแรกผมนึกว่าของปลอมๆ เท่ห์ๆ ธรรมดา ทว่าก็ก็สวยดีและน่าจะใส่ได้ไม่อายใคร แต่พอถามไปถามมาแล้วพบว่าว่ามันคือของแท้ที่เจ้านั่นมันแก้ตัวใหญ่โตว่า

‘ก็มันเป็นอัญมณีประจำราศีนาย คนที่ร้านเค้าบอกว่ามันจะช่วยปกป้องดูแลนายได้ ดังนั้นถ้าให้ของปลอมแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร? หรือว่ามันไม่สวยพอ? ฉันก็ว่าเลือกอันที่ดูดีที่สุดในร้านมาแล้วนะ’

แค่นั้นล่ะที่ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นคำตอบแบบคุณชายผู้ไม่รู้จักเรื่องธรรมดาสามัญชนทั่วไปนั่นทำผมสามารถเบิกตาหยีๆ นี่ขึ้นมาได้อีกเป็นเท่าตัว ก่อนจะรีบร้อนโยนสร้อยเส้นนั้นห่างตัวแถมเผลอถอยหลังหนีไปสองก้าวอย่างกลัวๆ ด้วย

ผมว่าผมไม่ผิดปกติอะไรหรอกนะที่ทำท่าอย่างนั้น ก็ถ้าเจ้าจี้ที่ว่านั่นมันจะเป็นหินเป็นพลอยอะไรทั่วๆ ไปผมคงไม่ตกใจขนาดนี้แน่

แต่ใครเล่าจะรู้ ไม่สิ ผมนี่แหละที่เพิ่งจะรู้ว่าอัญมณีประจำราศีตัวเองคือเพชร!

เพชรเม็ดโตๆ ที่ฝังเอาบนจี้ไม้กางเขนอันเท่าบ้านนั่นน่ะ!

แล้วผมจะทำยังไงได้นอกจากส่ายหัวดิกและปฏิเสธไม่ยอมรับท่าเดียวจนซีวอนมันงอนไปเป็นอาทิตย์ ซึ่งสุดท้ายผมก็ต้องยอมทำตัวน่ารักๆ ไปง้อมันและบอกว่างั้นขอแค่สร้อยก็พอแต่ไม่เอาจี้สยองๆ นั่นมันถึงค่อยอ่อนลงมาให้ผมหน่อยนึง แต่ถึงอย่างนั้นก็บ่นจนผมหูชาและหยิบยกมาบ่นทุกครั้งอย่างนี้นั่นล่ะ

แล้วแม้แต่ตอนนี้เจ้านั่นมันก็ยังทำให้ผมหนักใจได้เหมือนเดิม ไม่ใช่ของขวัญที่ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไรนี่หรอก แต่เป็นเพราะคำพูดนุ่มๆ ที่มันพูดไป...โชว์ลักยิ้มบุ๋มๆ ที่แก้มไป..พร้อมๆ กับที่กำลังเช็ดน้ำตาบนแก้มผมไปนี่แหละ...

“ที่ฉันกลับมาเพราะถึงแม้ของขวัญวันเกิดนายจะสำคัญ แต่ถึงยังไงเจ้าของวันเกิดก็ต้องสำคัญกว่าอยู่แล้ว แล้วอีกอย่าง...หน้าที่ของฉันคือเช็ดน้ำตาให้เจ้าไก่ขี้แยไงล่ะ นายรู้มั้ย หัวหน้าวงมอบหมายหน้าที่นี้มาให้โดยตรงเลยนะ ดังนั้นฉันถึงต้องรีบกลับมาเช็ดน้ำตาให้นายแล้วค่อยไปเอาของขวัญทีหลังก็ยังไม่สายไง”

“ใคร? ใครขี้แย? ไม่มีซะหน่อย...ฉันก็แค่แสบตาเลยเผลอขยี้มากไปหน่อยแค่นั้นเอง ไม่ได้ร้องไห้ซักหน่อยนึง”

“คร้าบบบ ไม่ได้ร้องก็ไม่ได้ร้องนะ แต่รีบกลับบ้านกันเถอะ เราออกมานานมากแล้วเดี๋ยวพี่ๆ เค้าเป็นห่วง งั้นฉันแบกนายกลับดีกว่าจะได้เร็วๆ ขึ้นมาสิ”

“ไม่เอา! ฉันเดินของฉันเองได้ ฉันไม่ได้เมาขนาดนั้นนะ นี่ไง...ฉันยังลุกไห......อ้ะ!”

การรีบผุดลุกขึ้นมากะทันหันก็เหมือนมันจะทำให้ผมหน้ามืดจนต้องรีบเกาะเจ้ายักษ์เอาไว้ก่อนจะล้มลงไป เสียงหัวเราะเบาๆ ของไอ้เจ้าชายก็ทำให้ผมฉุนหน่อยๆ แฮะ ยิ่งเมื่อมันทำท่ายองๆ หันหลังมาให้ผมผมก็ยิ่งฉุนจนไม่อยากจะปีนขึ้นไปบนหลังกว้างๆ นั่นเอาซะเลย

“ไม่เอา ฉันเป็นผู้ชายนะ จะให้ไปขี่หลังนายได้ไง เสียภาพพจน์หมด”

“นายขี่หลังพี่ยองอุนได้แต่ขี่หลังฉันไม่ได้รึไง? ทำแค่นี้มันไม่ได้เสียหน้ามากหรอกน่า รีบขึ้นมาเร็วๆ เข้า”

“เอ๋? นายรู้ได้ไงว่าฉันขี่หลังพี่? เพราะพี่บอกว่ามาอย่างลับๆ ไม่อยากให้ใครรู้ไม่ใช่เหรอ?”

“...........”

“ซีวอน?”

“ฉันจะรู้ได้ไงช่างมันเถอะน่า รีบขึ้นมาได้แล้วเร็ว ฉันย่อจนปวดเข่าไปหมดแล้ว แล้วก็ตัวเล็กผอมกะหร่องอย่างนายน่ะเห็นข้างหลังก็ไม่มีใครคิดว่าเป็นผู้ชายหรอก ไม่เห็นต้องคิดมากเลย”

“เอ๊ะ! ฉันไม่ได้ผอมกะหร่องแล้วนะ! ช่วงนี้ฉันฟิตจนกล้ามขึ้นแล้วนะ! นายเห็นมั้ย กล้ามน่ะกล้าม! มันเริ่มจะใหญ่กว่าเจ้าปลาตันๆ นั่นแล้วนะเว้ย”

“ฮะๆ ก็ได้ๆ ใหญ่ก็ใหญ่ แต่ถึงจะใหญ่แค่ไหนกล้ามมันไม่ได้ช่วยให้เถียงชนะพี่ฮีชอลหรอกนายก็รู้นี่ ถ้ากลับช้ากว่านี้โดนอาละวาดหนักแค่ไหนฉันไม่รู้ด้วยแล้วนะ”

คำพูดนั้นทำให้ผมสะดุ้งนิดหน่อยเมื่อจิ้นภาพพี่ฮีชอลในคราบแม่มดร้ายกำลังแสยะยิ้มอย่างน่ากลัวรออยู่ในบ้าน ผมเลยต้องชั่งใจระหว่างแผ่นหลังกว้างๆ ของไอ้เจ้าชายกับภาพแม่มดที่ลอยอยู่ในหัว


ถ้าผมยอมขี่หลังซีวอน ทุกอย่างมันก็จะวนกลับไปที่จุดเดิม แล้วอย่างนั้นที่ผมทำไปทั้งหมดมันจะได้ประโยชน์อะไร?


ยิ่งคิดอย่างนั้นเนื้อความในจดหมายพวกนั้นมันก็ผุดขึ้นมาในหัว ถ้อยคำที่ทำให้ผมเจ็บเพราะบางครั้งมันก็จริงจนผมเถียงอะไรไม่ออก


‘นายมันคนอ่อนแอ~ อีฮยอกแจคนอ่อนแอที่ชอบสร้างภาพ~ คนเห็นแก่ตัวที่ชอบสร้างภาพเป็นคนดี!’


แต่ยิ่งคิดไปคิดมาผมก็เริ่มปลงตกกับตัวเอง นั่นสิ ไหนๆ ผมก็เป็นอย่างที่เค้าว่าจริงๆ นี่ ผมมันก็แค่คนอ่อนแอคนหนึ่ง คนอ่อนแอที่นิสัยไม่ดี แล้วก็ไหนๆ ทุกคนก็รู้กันหมดแล้วนี่ แล้วผมจะมามัวนั่งคิดมากไปอย่างนี้ทำไมล่ะ

ถ้าผมก็แค่ทำตามความต้องการของตัวเองบ้าง ลอง ‘กล้า’ ทำตามใจตัวเองซักครั้งบ้างมันก็คงไม่ได้ทำให้ตัวผมแย่ไปกว่าเดิมซักเท่าไหร่หรอกมั้ง

จนสุดท้ายเมื่อยืนคิดเงียบๆ อยู่อย่างนั้นซักพัก ผมก็ตัดสินใจที่จะปีนขึ้นไปบนแผ่นหลังที่รออยู่ตรงหน้า

แผ่นหลังที่ทั้งกว้างและอบอุ่น มันอุ่นมากซะจนผมเผลอรัดแขนเข้ากับลำคอแกร่งและซบหน้าลงกับไหล่กว้างๆ อย่างคิดถึง พอสมดุลได้ที่แล้วซีวอนก็กระชับแขนเข้าใต้ขาผม ก่อนจะคว้าถุงเหล้าขึ้นมาถือและเริ่มออกเดินกลับบ้านพร้อมถามบางอย่างที่เจ้าตัวคงติดใจ

“ก่อนหน้านี้ที่นายพูดถึง ‘พวกนั้น’ ที่ว่านายแย่น่ะ? พวกไหน? มีใครว่าอะไรนายรึเปล่า? เล่าให้ฉันฟังได้มั้ย?”

เหมือนเคยที่คำถามพวกนี้จะมีมาเสมอเวลาที่ผมมีเรื่องไม่สบายใจ แต่ครั้งนี้สิ่งที่แตกต่างคือผมไม่ได้เล่าผ่านโทรศัพท์ แต่กลับเปลี่ยนเป็นพูดจ้อตลอดทางให้ซีวอนฟังเลยต่างหาก

ผมเป็นคนเห็นแก่ตัว ใช่ ผมเป็นคนเห็นแก่ตัวเอามากๆ เห็นแก่ตัวและนิสัยไม่ดีเหมือนที่พวกนั้นว่านั่นล่ะ

เพราะนอกเหนือไปจากที่ผมไม่สามารถให้อิสระกับเพื่อนได้แล้ว ผมก็ยังทำตัวเป็นภาระให้กับเค้าเหมือนเดิมอยู่อย่างนี้

และที่สำคัญ แม้ผมจะหลอกตัวเองมากแค่ไหน แม้จะพยายามไม่คิดถึงและไม่แตะต้องมันมากแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้นบางสิ่งบางอย่างข้างในใจผมก็เหมือนๆ จะรับรู้มันได้ดี

ผมตอบรับความรู้สึกเค้าไม่ได้ ผมให้อนาคตกับเค้าไม่ได้ แม้แต่แค่จะยอมรับความรู้สึกของเค้า....ผมก็ยังทำไม่ได้

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังอยากให้เค้าอยู่ข้างๆ อยากเป็นที่หนึ่งสำหรับเค้าเหมือนเดิมอย่างนี้


ผมเป็นคนเห็นแก่ตัวผมรู้ตัวดี


แล้วตามทางเดินมืดๆ นั้นก็มีเสียงผมที่เล่าเรื่องที่กำลังเจอช่วงนี้ไปตลอดทางโดยมีเสียงซีวอนแทรกมาเป็นระยะ บรรยากาศเก่าๆ ระหว่างเราเริ่มกลับมาอีกครั้ง ในขณะที่ผมก็เล่าไปเหมือนเคยแต่กลับเผลอกอดซีวอนเอาไว้แน่นกว่าเคย

ผมไม่รู้หรอกว่าผมทำไปเพราะอะไร แต่อีกสองคนที่ตามมาดูพวกเราตั้งแต่แรกก็คงจะรู้จักผมดีกว่าตัวผมเองซะอีก


สองคนที่แอบตามมาดูลับๆ กับบทสนทนาลับๆ ที่ตอนนั้นผมก็ไม่ได้จะรับรู้หรอกว่ามีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นด้วย


“เฮอะ! ให้มันได้อย่างนี้สิ! คุยกันดีๆ แค่นี้ซะก็หมดเรื่อง มาทำตัวปัญญาอ่อนอยู่ได้ยังไงตั้งนานสองนาน”

“ชี่ส์....เบาๆ สิฮีชอล ถ้าเกิดน้องได้ยินแล้วเดี๋ยวเป็นเรื่องนะ”

“ได้ยินแล้วจะทำไมล่ะ? ถ้าได้ยินก็ยิ่งดีเลย พวกนี้มันน่าจะขอบคุณฉันนะที่วางแผนให้พวกมันลงเอยกันได้เนี่ย”

“ก็ถ้าน้องรู้น้องอาจจะโกรธก็ได้นะ ก็...ที่เราทำอย่างนั้นฉันยังกลัวฮยอกแจคิดมากเลย หลายวันมานี้น้องเงียบตลอดนายก็เห็นนี่”

“ก็แล้วไง? ถ้าไม่ทำอย่างนี้เจ้าไก่มันจะรู้ตัวมั้ยล่ะว่าตลอดเวลาเจ้าหล่อมันคอยปกป้องดูแลดีเว่อร์แค่ไหน แล้วก็ไม่กระตุ้นซะบ้างจะมีความกล้าลุกขึ้นมาทำอะไรอย่างนี้บ้างมั้ยล่ะ? มัวแต่ใช้วิธีใจดีนางฟ้าๆ ของนายมันช่วยอะไรคู่นี้ไม่ได้หรอกน่า พวกนี้ต้องเจอแบบซาดิสต์ๆ อย่างนี้สิถึงจะได้ผล! แล้วนายก็อย่าคิดมากนักเลย บื้อๆ อย่างเจ้าไก่น่ะจ้างให้ก็จับไม่ได้หรอก! แล้วฉันก็ใช้แผนสับขาหลอกถึงกับให้แฟนคลับเอาไปให้ขนาดนั้นจะรู้ได้ไงล่ะ ฮะๆๆๆ จะว่าไปฉันนี่ก็ฉลาดเหมือนกันนะ ฮ่าๆๆๆ”

และเสียงสุดท้ายในถนนมืดๆ นี้ก็คือเสียงหัวเราะแบบราชินี (ในเรื่องสโนไวท์) ที่กำลังหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพของคนสองคนอย่างสนุกสนาน ในขณะที่อีกคนได้แต่ยืนมองภาพนั้นอย่างเหนื่อยใจ


จะว่าได้ผลมันก็ได้ผล แต่ถ้าเกิดวันใดวันหนึ่งฮยอกแจรู้ความจริงขึ้นมาจะเป็นยังไงล่ะเนี่ย ไม่อยากจะคิดเล้ย


เผลอปล่อยให้ฮีชอลเข้ามายุ่งมันจะดีขึ้นหรือแย่ลงกันแน่เนี่ยอีทึกเอ๊ย!






END ^ ^




เป็นครั้งแรกที่เปิดตัวเจ๊ในฟิคเรื่องนี้ แต่เปิดตัวมาแบบนี้ ก็...นะ... - -*
ต้องขออภัยๆ กองทัพแฟนคลับเจ๊ด้วยที่ทำอย่างนี้ มือมันพาไปเราไม่รู้ไม่เห็นอะไรด้วยเลย T^T
ขอขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้และเจอกันตอนหน้าคับทุกท่าน ตอนนี้คงต้องขอวิ่งหลบรองเท้าแฟนๆ เจ๊ก่อน
และตอนหน้า (ที่ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่) เอาเฮฮาๆ หน่อยมั้ย? ดูมันดราม่าติดๆ กันมาหลายตอนแล้ว




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2553    
Last Update : 31 สิงหาคม 2553 21:17:55 น.
Counter : 160 Pageviews.  

Confusion 1/2

For : Onye_Jeeyul
Note : จริงๆ จะวางเรื่องสั้นเรื่องที่ 8 ในวันที่ 8 เดือน 8 ที่เป็นวันเกิดของเพื่อนคนนี้ (แลดูเหมือนตั้งใจยังไงไม่รู้ - -*) แต่เอาจริงๆ มันก็ไม่ทันจนได้ เลยต้องมาวางวันนี้แทน และอีกอย่างคือเรื่องนี้มันครบ 2 ปีแล้วในวันที่ว่านั่นล่ะ งงๆ เหมือนกันว่า 2 ปีจริงเหรอ แต่นับๆ แล้วมันก็ 2 ปีจริงๆ แฮะ ดังนั้นไหนๆ ตลอด 2 ปีนี้มันก็ดูเป็นซีรีย์ซักเรื่องนึงไปแล้ว เลยขอตั้งชื่อซีรีย์อย่างเป็นทางการแล้วกันค่ะ เพื่อที่ว่าจะได้จัดหมายเลขตอนให้มันชัดเจนไปเลย เพราะจะได้ดูง่ายขึ้นด้วยแล้วกันเนอะ ^ ^











ผมเป็นคนเห็นแก่ตัว


ผมพอจะรู้มานานแล้วว่าลึกๆ แล้วผมเป็นคนเห็นแก่ตัว แม้ต่อหน้าคนอื่นๆ ผมจะพยายามเก็บและกดมันเอาไว้มากแค่ไหน แต่กับใครไม่กี่คน ใครซักคนคนที่ผมไว้ใจ ความเห็นแก่ตัวนี้ของผมมันก็มักจะแสดงออกไปอย่างเต็มที่

โดยเฉพาะกับเจ้าเพื่อนที่หน้าตาหล่อเหลาผิดมนุษย์มนาทั่วไปนั่น

เจ้าคนหน้าตาผิดปกติที่ว่านั่นเป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม เป็นเพื่อนที่จะว่าสนิทที่สุดก็ไม่ใช่ แต่จะไม่สนิทเลยก็ไม่เชิง เพราะทุกครั้งที่มีปัญหา ผมจะนึกถึงเจ้านั่นก่อนเป็นคนแรก เช่นเดียวกัน ทุกครั้งที่มีเรื่องดีใจ ผมก็จะเห็นหน้ามันลอยมาก่อนเหมือนกัน ทั้งที่แต่ก่อนคนๆ นี้จะเป็นจุนซู แต่อาจจะเพราะเจ้าเด็กเอ๋อนั่นมักจะยุ่ง หรืออาจจะเพราะเวลาไม่ค่อยจะตรงกัน หรืออาจจะเพราะสาเหตุอะไรไม่รู้

แต่ตอนนี้เบอร์แรกที่ผมคิดจะกดโทรออกคือหมายเลขของเจ้าเพื่อนหน้าตาผิดปกติที่ว่านี้

แทบไม่เคยเลยสำหรับโทรศัพท์เครื่องนั้นที่ผมโทรไปแล้วเจ้าของมันจะไม่กดรับ ถึงจะมีเรื่องยุ่งมากมายแค่ไหนแต่เจ้านั่นมันก็จะหาโอกาสโทรกลับมาหาผมเกือบทุกครั้ง

และผมก็รู้ดี ยิ่งถ้าปัญหาของผมมันหนักมากเท่าไหร่ ไม่ถึงวันหรอกที่ประตูบ้านจะถูกเคาะ และสภาพของคนที่ผจญภัยจากสนามบินมาถึงหน้าบ้านได้จะเอ่ยปากถามทันทีที่เห็นหน้าผม


“นายเป็นยังไงบ้าง? โอเคมั้ย?”


นอกจากจะเห็นแก่ตัวแล้ว ผมก็ยังรู้ตัวอีกว่าตัวเองขี้แย

แต่ก็ไม่ใช่กับทุกคนหรอก อย่างน้อยที่สุดสำหรับเพื่อนสนิทที่สุดในวัยเด็กอย่างจุนซู กลับเป็นคนที่ผมจะไม่แสดงท่าทางอย่างนี้ออกมาให้เจ้าเด็กนั่นเห็นเป็นอันขาด

ไม่มีผู้ชายที่ไหนอยากอ่อนแอต่อหน้าคนที่เรารักหรอก

แต่ก็ใช่ว่าผมจะร้องไห้กับเพื่อนคนอื่นๆ ทุกคน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหน้าหล่อๆ นั้นมันไปสะกิดต่อมน้ำตาของผมเข้าที่ตรงไหน ทั้งๆ ที่คิดว่าตัวเองไม่คิดมากแล้ว ทั้งๆ ที่คิดว่าตัวเองควบคุมอารมณ์ได้ดีแล้ว ทั้งๆ ที่คิดว่าอดทนได้ดีพอแล้ว

แต่ทุกครั้งที่เห็นหน้าเจ้านั่นโผล่มา น้ำตามันไหลออกมาได้ยังไงผมก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน

และจนแม้มันจะทิ้งกระเป๋าหรือสัมภาระอะไรทุกอย่างลงบนพื้นเพื่อคว้าตัวผมไปกอดแรงๆ ผมก็ยังไม่รู้ตัวอยู่ดีว่ายอมอยู่เฉยๆ เพื่อให้มันกอดนิ่งๆ ...ยอมซุกหน้าเข้าไปที่อกกว้างๆ ที่มันก็อุ่นซะจนไม่รู้จะเปรียบกับอะไร

และยอมยืนอยู่อย่างนั้นนิ่งนานปล่อยให้มันพูดกล่อมอยู่ข้างหูและลูบหัวปลอบผมอยู่อย่างนั้น

สภาพของตัวเองที่ไม่แตกต่างอะไรกับเจ้าช็อคโกที่โดนผมลูบหัวเล่น ผมก็ไม่รู้ตัวสักนิดในการที่ไม่ขัดขืน

แต่บางที...ผม ‘ไม่รู้ตัว’ หรือ ‘ไม่ยอมรับรู้’ แม้แต่ตัวผมเองก็ไม่อยากจะหาความจริงในใจตัวเองซักเท่าไหร่นักหรอก


อ้อมแขนนั้นมันอุ่นมากเกินไปล่ะมั้ง...มันอุ่นจนผมไม่อยากสลัดมันทิ้ง


หรือแม้แต่ตอนนี้ที่ผมพยายามกลั้นใจสลัดมันออกไปได้อย่างนี้ ผมก็รู้ดีว่าผมยังเสียดายความอบอุ่นนั้น


ความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นทุกครั้งที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและเกือบกดแช่ปุ่มโทรด่วนที่คุ้นเคยตามสัญชาตญาณ แต่พอสมองเริ่มทำงานในวินาทีต่อมา นิ้วของผมก็ชะงักค้างบนปุ่มนั้น และสุดท้ายผมก็ค่อยๆ ยัดมือถือเครื่องนั้นกลับลงไปในกระเป๋ากางเกงตามเดิม

คิดด้วยตัวเอง แก้ปัญหาด้วยตัวเอง ทำอะไรๆ ด้วยตัวเอง ซึ่งจริงๆ ผมควรจะทำอย่างนี้ได้ตั้งนานแล้ว ผมควรจะเลิกพึ่งเจ้านั่นมากเกินไปอย่างทุกทีได้แล้ว

เจ้านั่นที่มีพร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งรูปร่าง หน้าตา ฐานะ หรือแม้กระทั่งนิสัยใจคอ

แต่คนเพอร์เฟคต์อย่างนั้นกลับยังครองตัวเป็นโสดจนหลายคนสงสัย เพราะอะไรล่ะ? ถ้าไม่ใช่เพราะผมขโมยเวลาส่วนตัวของเจ้านั่นมาเกือบทั้งหมด

รับโทรศัพท์ไร้สาระของผม ทำนั่นทำนี่ให้ผม

ยิ่งลองมานั่งคิดดูดีๆ ในแต่ละสิ่งละอย่างที่เจ้านั่นทำเพื่อผมแล้ว ผมก็ยิ่งรับรู้ได้ดีว่าผมทำตัวเป็นภาระของเค้ามากแค่ไหน แทนที่เจ้าเพื่อนคนนี้จะได้มีเวลาที่ดีๆ กับคนอื่นเค้าบ้าง ได้ไปออกเดทกับสาวซักคนบ้าง แต่ก็กลับต้องมาผูกติดอยู่กับผม

ดังนั้นผมทำถูกต้องแล้วล่ะ พึ่งตัวเอง และเลิกถ่วงเจ้านั่นซักทีอย่างนี้ดีแล้วล่ะ

คิดได้อย่างนั้นผมก็มีกำลังใจขึ้นกับการที่จะไม่แตะต้องเจ้ามือถือที่นอนนิ่งอยู่ในกระเป๋ากางเกงอีก เพราะถ้าผมดูแลตัวเองไม่ได้ซักทีเจ้านั่นก็ไม่ได้เป็นอิสระจากผมซักทีเช่นกัน และถ้าเจ้านั่นไม่มัวแต่ผูกติดอยู่แต่กับผมแล้ว...ความรู้สึกของตัวเองไม่นานเค้าก็คงจะหาเจอ

เค้าคงจะหาเจอและแยกแยะความสับสนระหว่าง ‘เพื่อน’ กับ ‘แฟน’ ได้ออกซักที

เพื่อไอ้เจ้าชายนั่น เพื่อเพื่อนคนสำคัญคนนั้น ผมทำได้


ผมต้องทำให้ได้!


แค่คำด่าจากคนไม่รู้จักแค่นี้เหมือนที่เจ้านั่นเคยพูดไว้ มันคงไม่ทำให้ผมเสียใจจนตายหรอก

คิดได้อย่างนั้นผมก็ขยำกระดาษในมือเพื่อเตรียมโยนทิ้งลงถังขยะ

กระดาษที่ตอนแรกกองรวมอยู่กับจดหมายจากแฟนคลับ แต่เนื้อหาสั้นๆ กลับแตกต่างจากจดหมายฉบับแล้วฉบับเล่าที่ผมเปิดอ่านก่อนหน้านี้ลิบลับ


‘นายน่ะมันคนตีสองหน้า เลิกมานั่งเต๊ะท่าเป็นคนดีได้แล้วอึนฮยอก! พวกเรารู้ธาตุแท้ของนายหมดแล้วล่ะ!’


แค่เนื้อหาสั้นๆ ...แค่ประโยคสั้นๆ ไม่กี่ประโยคที่ก็ทำเอาผมสะอึกและเงียบกริบได้ แล้วผมก็เงียบไปนานและนั่งจ้องกระดาษแผ่นนั้นอยู่อย่างนั้นจนหัวหน้าวงต้องสะกิดเรียก ความเคยชินในการที่ไม่อยากทำให้ใครเป็นห่วงทำให้ผมต้องเงยหน้าไปยิ้มให้พี่ชายก่อนที่จะทันรู้ตัวซะอีก

แต่ความเก่งกาจของพี่ชายคนนี้คือการจับความรู้สึกของคนรอบข้างได้ไวจนน่าตกใจ พี่ทำท่าจะเดินเข้ามาหาผมแต่ก็ถูกพี่ฮีชอลลากไปช่วยต่อบทกันก่อน ท่าทางที่พี่ละล้าละลังมองมาที่ผมในขณะที่ถูกลากออกไปจากห้องโถง ทำให้ผมต้องพยายามยิ้มให้มากกว่าเดิมเพื่อไม่ให้พี่เป็นห่วง ก่อนที่ใบหน้าจะเริ่มหงอยลงเรื่อยๆ เมื่อร่างโปร่งๆ นั้นลับตาไปแล้ว

ผมไม่ใช่คนดีมากมายเหมือนที่คนอื่นๆ ชอบชมหรอก ผมก็แค่ตีสองหน้าเก่งเหมือนที่คนเขียนจดหมายว่าเอาไว้นั่นแหละ

ผมแค่อยากเป็นเด็กดีต่อหน้าคนอื่นๆ แค่อยากให้ทุกคนรัก แค่ไม่อยากให้ใครเกลียดผมแค่นั้นเอง

หลายๆ ครั้งที่ผมอิจฉาความเป็นตัวของตัวเองของคิบอม อิจฉาความเด็ดเดี่ยวจนเกือบเหมือนเอาแต่ใจของพี่ฮีชอล อิจฉาความร่าเริงเป็นธรรมชาติของทงเฮ

ผมก็แค่ไม่ได้มั่นใจพอที่จะทำอย่างนั้น เพราะผมกลัว กลัวว่าถ้าทำอะไรตามใจลงไปจะทำให้ทุกคนไม่อยากเข้าใกล้เหมือนตอนแรกๆ ที่ฟอร์มวง

ความรู้สึกที่เหมือนทุกคนหลีกหนีตัวเองแบบนั้นน่ะ ผมไม่อยากจะรู้สึกอย่างนั้นอีกแล้ว!

ทว่าถึงผมพยายามจะควบคุมตัวเองมากมายแค่ไหน แต่เจ้านั่นกลับเป็นคนๆ เดียวที่เป็นข้อยกเว้นสำหรับทุกสิ่ง

ไม่รู้หน้าหล่อๆ นั้นไปสะกิดต่อมอะไรอีกซักต่อมของผม ที่พออยู่กับเจ้านั่นทีไรผมก็จะเผลอพล่ามออกไปอย่างไม่รู้ตัว พูดอะไรไม่รู้วุ่นวายตีกันไปหมด จนแม้แต่ผมเองยังแทบปะติดปะต่อคำพูดตัวเองไม่ได้

แต่หน้าหล่อๆ ของไอ้เจ้าชายกลับยิ้มอย่างอ่อนโยนมาให้เสมอ ยิ้ม...และนิ่งฟังคำพูดของผมอย่างตั้งใจเต็มที่ แม้คำพูดนั้นจะเห็นแก่ตัวแค่ไหน จะร้ายกาจแค่ไหน จะพูดจาไม่ดีแค่ไหน แต่เจ้านั่นก็ไม่บ่นอะไรผมซักคำ จนสุดท้ายที่รอจนผมพูดจบพร้อมหอบหายใจนิดๆ ด้วยความเหนื่อย มือใหญ่ๆ น่าอิจฉาก็จะถูกยกมาลูบหัวผม ก่อนปากหยักๆ สวยๆ ที่ยิ่งน่าอิจฉาก็จะพูดปลอบพร้อมแนะนำต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ ไปด้วย

คำพูดที่ปกติชอบกวนประสาท แต่ในเวลาอย่างนี้มันกลับอบอุ่นซะจนผมยอมอยู่นิ่งๆ ให้มันลูบหัวอยู่อย่างนั้นไม่ขัดขืนต่อต้านอะไร

ตัวผมเองก็คงจะผิดปกติไปบ้างเหมือนกันนั่นล่ะ

แต่ในตอนนี้ก็ไม่ได้มีมือใหญ่ๆ มาคอยปลอบผมแล้ว ไม่ได้มีเสียงทุ้มๆ มาคอยถามไถ่เย้าแหย่เหมือนเดิมแล้ว เพราะผมตั้งใจไว้แล้วว่าจะปล่อยให้เจ้ายักษ์ของผมเป็นอิสระ ผมเลยสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ให้กำลังใจตัวเองก่อนจะหอบกองจดหมายที่ผมเอากลับมาอ่านที่บ้านเข้าไปเก็บในห้องนอน พร้อมๆ กับที่จะทิ้งเจ้ากระดาษแผ่นที่ว่าลงในถังขยะข้างๆ โต๊ะอ่านหนังสือ

ให้มันลงไปกองรวมอยู่กับพวกเดียวกับมันที่ก็นอนรออยู่หลายแผ่นแล้วก่อนหน้านี้

ผมไม่ควรจะแคร์กับคนแค่ไม่กี่คนที่ไม่รู้จักมากไปกว่าเพื่อนที่คบกันมาตั้งนาน เจ้านั่นมันเคยบอกผมอย่างนั้น ดังนั้นถ้าพวกเค้าเก่งพอที่จะเขียนมาได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมก็ต้องเก่งพอที่จะทิ้งมันได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างนี้ล่ะ

ลองมาดูกันสิว่าการเขียนกับการทิ้งอะไรมันจะง่ายกว่ากัน!

แรกๆ ผมให้กำลังใจตัวเองอย่างนั้น และผมก็ทำได้ดีซะด้วยกับการที่แม้แต่ตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม ซึ่งมันก็ดีแล้ว ทุกคนกำลังกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง ตอนนี้บรรยากาศในวงเลยมันสนุกสนานและอวลไปด้วยความรู้สึก ‘คิดถึง’ ลอยเต็มไปหมด

แกล้งกัน หยอกล้อกัน นี่ล่ะธรรมชาติของพวกเราที่ทำให้ทุกห้องที่เราไปมันวุ่นวายซะยิ่งกว่าลิงแตกฝูง จนทั้งผู้จัดการและสตาฟทั้งบ่นทั้งยิ้มอย่างเหนื่อยใจกันไปเป็นแถบๆ

ดังนั้นสีหน้าของผมที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะลอบขยำกระดาษในมือและแอบหย่อนลงในถังขยะข้างๆ คงไม่มีใครสังเกตเห็นหรอก


‘นายมันไม่มีอะไรดีเลยอึนฮยอก หน้าตาก็แย่เสียงก็ห่วย! พวกตีสองหน้าเห่ยๆ อย่างนายน่ะลาออกจากวงการไปซะเถอะ!’


จริงๆ ถ้าผมเก่งอย่างที่คิดไว้ตอนแรกผมไม่ควรจะสะดุดที่เห็นเนื้อความในจดหมายที่มีแฟนๆ วิ่งเอาเข้ามาให้ถึงตัวตอนที่มาถึงหน้าบริษัทหรอก แต่เพราะสิ่งที่ผมคิดพลาดไปอย่างคือไม่ใช่แค่ทิ้งไปได้เลย แต่มันเพราะผมต้องได้อ่านมันทุกครั้งนั่นต่างหาก

หนึ่งครั้ง....สองครั้ง....สามครั้ง.....สิบครั้ง....หลายสิบครั้ง.....

และเกือบร้อยครั้ง....

ข้อความพวกนี้ผ่านเข้ามาในสายตาผมจนตอนนี้น่าจะนับไปได้เป็นร้อยกว่าฉบับแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าผมไปทำอะไรให้พวกเธอ พวกเธอถึงได้จงเกลียดจงชังผมมากขนาดนั้นและโจมตีรุนแรงหนักในช่วงนี้ แล้วในขณะที่ผมสงสัยอย่างนี้ก็มีบางฉบับเหมือนกันที่พูดประมาณว่า...

‘แค่เห็นหน้านายทางทีวีก็กินข้าวไม่ลงแล้ว ดังนั้นแค่มีนายอยู่โลกก็หดหู่ได้แล้วอีฮยอกแจ!’

แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะ?

กลับไปตายแล้วเกิดใหม่อย่างนั้นมั้ยพวกเธอถึงจะเลิกเกลียดผม เอาแต่ด่าผมปาวๆ ฝ่ายเดียวโดยไม่เปิดโอกาสให้ผมได้อธิบายบ้างว่าไปทำอะไรเอาไว้แล้วจะให้ผมทำอะไรได้ล่ะ?

‘นายมันก็ดีแต่ใช้ความใจดีของคนอื่นมาปกป้องตัวเอง! คนขี้ขลาดอย่างนายน่ะน่าจะหายๆ ไปซะเถอะ อยู่ไปก็มีแต่เดือดร้อนคนอื่นเค้า!’

ก็แล้วมันจะทำไมล่ะ? ก็ผมก็เป็นอย่างนี้ของผมนี่ พวกเค้าไม่เคยคิดบ้างเหรอว่าผมเองก็ไม่ได้อยากจะเป็นอย่างนี้หรอก

ทำไมผมถึงไม่อยากเป็นคนเก่งและมั่นใจในตัวเองเหมือนคนอื่นๆ เค้าบ้างล่ะ แต่เพราะผมคืออีฮยอกแจไง เพราะเป็นผม...เป็นแค่ผม....

เป็นแค่อีฮยอกแจไงล่ะ!

ยิ่งคิดเล็บของผมยิ่งจิกเข้าไปในเนื้อ เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานของเพื่อนๆ ในห้องมันกลับไม่เข้าหูผมเลยสักนิด ดวงตาผมควรที่จะมองเห็นภาพตรงหน้า...แต่ทำไมไม่รู้มันกลับพร่าไปด้วยน้ำอุ่นๆ บางอย่างที่มันเริ่มรื้นขึ้นมาจนบดบังเบื้องหน้าไปเกือบหมด

ดังนั้นผมเลยต้องรีบก้มหน้าต่ำลงและกระพริบตาถี่ๆ เพื่อบังคับให้น้ำอุ่นๆ พวกนั้นมันไหลย้อนกลับทางเดิมซะก่อนที่ใครจะทันสังเกตเห็น

โดยเฉพาะเมื่อเสียงนุ่มๆ ของพี่เยซองที่คงเริ่มรับรู้ถึงการมีตัวตนของผมแล้ว ก็พูดโพล่งล้อเลียนขึ้นมาโต้งๆ ผมเลยต้องจิกนิ้วแน่นกว่าเดิมเพื่อสะกดกลั้นมันให้ได้ก่อนพี่จะจับได้

“เฮ้ย! อะไรวะอึนฮยอก? โดนแฟนพุ่งมาส่งจดหมายรักให้ถึงตัวถึงกับตื้นตันจนพูดอะไรไม่ออกเลยเรอะ! เฮอะ...อย่าหลงตัวเองนักเลยน่า เป็นแค่น้องแค่นุ่งอย่าคิดจะมาเทียบชั้นกับรุ่นพี่นักเลย แค่นี้น่ะฉันโดนมาจนจะเบื่อแล้ว เด็กๆ ว่ะ...โอ้ย! ปล่อยนะเว้ยทงเฮ ฉันว่าเจ้าไก่มันนะเว้ยไม่ได้ว่านายซักหน่อย ...อย่าขึ้นมานะ...เสื้อมันจะยับนะเว้ยได้เด็กบ้า...”

บางครั้งบางคราคำพูดกร่างหาเรื่องอย่างขำๆ ของพี่เยซองก็ช่วยผมได้เหมือนกัน เพราะนอกจากมันจะทำให้เผลอหลุดขำทั้งๆ ที่บางคำมันเสียดแทงให้เผลอเจ็บเล็กๆ แล้ว สภาพของคนพูดที่โดนเจ้าเพื่อนปลาป่วนกระโดดขี่หลังและรัดคอแน่นจนพี่เยซองเอนไปเอียงมาก็ทำให้ผมเผลอหัวเราะขำเอาจริงๆ จังๆ ได้

ดังนั้นน้ำตาที่ซึมออกมาเพราะเสียงหัวเราะที่มันผสมกับน้ำอุ่นๆ ก่อนหน้านี้ไปด้วยคงยังไม่มีใครจับได้หรอก

“ก็พี่ไปว่าเพื่อนผมทำไมล่ะ นานๆ ทีจะมีคนส่งจดหมายหามันบ้างพี่ก็น่าจะจัดงานฉลองให้มันต่างหาก แต่จริงแล้วพี่ว่ามันเพราะว่าอิจฉามันใช่มั้ยล่า เพราะไม่เคยมีคนส่งจดหมายให้พี่แบบนี้บ้างพี่เลยอิจฉาน้องใช่มั้ยพี่เยซอง ฮุๆๆๆ พี่เยซองเองก็เป็นคนขี้อิจฉาเหมือนกันนะเนี่ย ฮ่าๆๆๆๆ”

สภาพที่ลูกปลากระโตงกระเตงอยู่บนหลังเถ้าแก่เย่ก็เรียกเสียงหัวเราะและเสียงลุ้นจากผู้ชมได้ดีว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ แม้ว่าคนเป็นพี่จะพยายามสะบัดร่างของน้องที่รัดคอตัวเองออกแรงเท่าไหร่ แต่เจ้าน้องคนนั้นก็กลับเอาขาเกาะเกี่ยวรัดเอวพี่ไว้แน่นและทรงตัวได้ดีพอจะไม่ตกลงไปพร้อมๆ กับส่งเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงให้ด้วย

สองคนตรงหน้าอายุ 26 และ 24 แล้ว แต่ดูยังไงมันก็ไม่ต่างอะไรกับการละเล่นของเด็ก 10 ขวบเลยนะผมว่า- -*

และในขณะที่ทั้งห้องกำลังส่งเสียงลุ้นเป็นระยะราวกับดูมวยก็ไม่ปาน สุดท้ายพี่เยซองที่เริ่มหัวเสียแล้วเลยต้องเอาสองมือยันเข่าไว้และหอบหายใจเหนื่อยๆ ในขณะที่ยังมีเจ้าเพื่อนป่วนของผมเกาะอยู่บนหลังและยื่นใบหน้าใสๆ ไปยิ้มล้อๆ ให้ และเมื่อพี่สูดลมหายใจเฮือกใหญ่พร้อมทำท่าจะสะบัดอีกครั้ง อยู่ๆ การต่อสู้รอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ก็จบลงเมื่อพี่เยซองเผลอตวัดหน้ามาทางผมที่ยืนขวางประตูอยู่

แล้วใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อก็เปลี่ยนจากอึ้งนิดๆ เป็นเริ่มยิ้มน้อยๆ อย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะยิ่งยิ้มกว้างมากกว่าเดิมจนสุดท้ายก็กลายเป็นเสียงหัวเราะอย่างสะใจแทน

พี่ผมเป็นอะไรไปแล้วหรือเปล่าเนี่ย?

“ฮ่าๆๆๆ ในตอนนี้นายไม่ใช่คนที่ฮ็อตที่สุดแล้วเว้ยอึนฮยอก มีคนมาทวงตำแหน่งนี้คืนแล้วล่ะฉันว่า ฮ่าๆๆๆ”

ทั้งหัวเราะและพูดอะไรแปลกๆ ก็ไม่รู้ แต่ก็ไม่ใช่แค่พี่เยซองคนเดียวที่แปลกไป ทั้งเจ้าปลาน้อยที่เกาะอยู่บนหลังพี่ ทั้งคนอื่นๆ ในวงที่ยืนเชียร์อยู่ในห้องก็มองมาทางผมพร้อมๆ กับเหมือนจะอ้าปากค้างกันด้วย

พร้อมๆ กับที่รู้สึกได้ถึงไออุ่นๆ เหมือนมีคนมายืนซ้อนหลัง หลายๆ อย่างรวมทั้งสัญชาตญาณก็ทำให้ผมหันกลับไปมองข้างหลังพร้อมคิ้วที่ขมวดมุ่นอย่างไม่รู้ตัว


และผมก็เข้าใจแล้วล่ะว่าทำพี่เยซองต้องพูดอย่างนั้น


เพราะตรงหน้าผมคือร่างที่มีออร่าเป็นประกายวิ้งๆ กำลังยิ้มเจ้าชายให้กับทุกคนในห้องที่ก็คงยังอ้าปากค้างกัน แต่ที่ทำให้หลายๆ ปากยังไม่หุบลงน่ะไม่ใช่ความหล่อของมันหรอก เห็นกันจนชินตาแล้ว แต่สิ่งที่ยังทำให้ทั้งห้องเงียบกริบแบบผิดปกติ (ของพวกเรา) คือคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ซีวอนต่างหาก

คนข้างๆ ที่ตรงข้ามกับพวกเราลิบลับ เมื่อร่างโปร่งๆ แบบบางขาวจัดในชุดเดรสสีฟ้าใสกำลังส่งยิ้มมาให้ทุกคน ผมสีน้ำตาลอ่อนๆ หยิกยาวล้อมกรอบใบหน้าหวานๆ ที่แฝงเอาไว้ซึ่งความมั่นใจของเธอก็กำลังทำให้ทุกคนตกตะลึง จนแม้แต่ทงเฮที่โดนพี่เยซองเอียงตัวทิ้งให้เจ้าตัวตกลงบนพื้นยังไม่หายจากอาการตกใจนี้เลยด้วยซ้ำไป


“โอ๊ย!”


จนเมื่อร่างเล็กๆ นั้นแตะลงบนพื้นอย่างไม่เบานักและส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บนั่นล่ะ ทุกคนถึงเพิ่งรู้สึกตัว แต่ในตอนนี้ก็ไม่มีใครสนใจกับผลแพ้ชนะระหว่างพี่น้องคู่นี้แล้ว เมื่อเสียงถามไถ่ก็ดังประสานไปมาชนิดจับใจความไม่ได้ในขณะที่ต่างก็มุ่งความสนใจไปยังสาวสวยที่ยืนอยู่ในอ้อมแขนของซีวอนแทน

“วู้ววววววววว เจ้าชายพาสาวมาล่ะเว้ยเฮ้ย ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นพาใครมาเลยนี่หว่า นี่ตกลงคนนี้เอาจริงเหรอวะ? ชเวซีวอนเตรียมสละโสดแล้วต้องเป็นข่าวใหญ่แน่งานนี้”

“นายไปซุ่มเงียบตั้งแต่ตอนไหนน่ะ ไม่เห็นเล่าให้ฟังบ้างเลย นี่ไปรู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่อ่ะ”

“สวัสดีครับ ผมเยซองนะ ผมจะขอเตือนคุณไว้ก่อนเลยนะว่าเจ้าซีวอนน่ะมันไม่ได้ดีอย่างที่เห็นหรอก มันเจ้าชู้จะตาย เลิกกับมันแล้วเป็นแฟนกับผมดีกว่านะ ฮ่าๆๆๆ”

และอีกสารพัดคำเอ่ยแซวเหมือนฝูงลิงเห็นกล้วยลูกใหม่นั่นแหละ คนในอ้อมแขนซีวอนก็หัวเราะเบาๆ อย่างสนุกกับคำพูดคำถามทะเล้นพวกนั้น จนเมื่อเธอพูดออกมาทุกคนถึงหันมามองผมเป็นตาเดียวแทน

“ฉันชื่อแชอึนค่ะ ไม่ได้เป็นอะไรกับซีวอนอย่างที่ทุกคนคิดหรอก ฉันเป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมของฮยอกแจค่ะ”

แค่นั้นล่ะที่ลูกกะตานับสิบคู่จะหันมามองผมเป็นตาเดียวด้วยแววตาหลายอย่าง ทั้งแปลกใจ ทั้งสงสัย ทั้งไม่เข้าใจ แต่ที่แน่ๆ หนึ่งในนั้นคือสายตาที่แสร้งทำให้ขุ่นมัวของพี่ชายที่ชอบแกล้งผมเป็นประจำ

“ไม่ยุติธรรมนี่หว่าเจ้าไก่ เล่นแนะนำเพื่อนสวยๆ ให้ซีวอนคนเดียวอย่างนี้ลำเอียงนี่นา ใช่มั้ยทงเฮ?”

“ครับพี่! นายไม่ยุติธรรมอ่ะอึนฮยอก ไม่ยุติธรรม!”

แม้คำพูดหาเรื่องพวกนั้นผมจะได้ยินมันบ่อยๆ และไม่ยากที่จะชวนทะเลาะเล่นๆ กลับไปเหมือนทุกครั้ง หากแต่ครั้งนี้มันกลับแปลกกว่าครั้งอื่นที่ผมยังตื้อจนคิดอะไรไม่ออก

พอจะรู้เหมือนกันจากที่เธอโทรมาเล่าความคืบหน้าให้ฟัง แต่ก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าผมจะได้เห็นภาพของทั้งสองคนตำตาเร็วขนาดนี้

นี่แต่ก่อนผมคงเป็นตัวภาระของซีวอนอยู่ตลอดเวลาเลยสินะ

แต่ว่านี่ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมามัวคิดสับสนไปมาอย่างนี้เช่นกัน เพราะทุกคนกำลังมองมาที่ผมที่ยังอ้ำๆ อึ้งๆ อย่างรอคอยคำตอบ โดยเฉพาะสายตาคมกริบสีดำสนิทของไอ้เจ้าชายที่มันไม่ได้บอกถึงความแปลกใจอยากรู้เหมือนทุกคน เพราะบางสิ่งบางอย่างที่สื่อออกมาตรงๆ ก็ส่งผลให้ใจผมกระตุกไปวูบหนึ่งก่อนที่ผมจะเผลอหลบตาไปอีกทาง และพยายามเค้นเสียงล้อๆ ให้มันออกมาให้ได้

“ก็พี่หล่อพี่สูงเท่าซีวอนมันรึเปล่าล่ะ ผมก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เพื่อนผมสิ ถ้าคบกับพี่หรือพวกตระกูลอีชาตินี้แชอึนคงไม่ได้ใส่รองเท้ามีส้นกันพอดี”

แค่นั้นแหละที่พี่เยซองจะจี๊ดขึ้นมา ก่อนจะหันไปสบตากับทงเฮแวบหนึ่งและผละมารวมหัวกันประทุษร้ายผมด้วยรอยยิ้มที่กระจายอยู่เต็มหน้า

“มันว่าพวกเราว่ะ งั้นรุมกันเลยทงเฮ!”

“ได้เลย! ซองมินมาช่วยกันเร็วๆ สิ มาถล่มเจ้าบ้าฮยอกแจกันเถอะ!”

“อย่านะ...ผมพูดอะไรผิดที่ไหนเล่า นอกจากจะเตี้ยกันแล้วยังอ้วนกันอีกด้วย อย่าทับลงมานะทงเฮ...ฉันอาจจะกระดูกหักได้เลยนะเว้ยเจ้าปลาตันๆ”

แต่คำเอ่ยห้ามของผมในขณะที่โดนคนสองคนกระโดดโถมทับลงมาพวกนี้ก็คงไม่ฟังกันหรอก เพราะยิ่งผมพูดไปหัวเราะไปเจ้าวายร้ายพวกนี้ก็ยิ่งขย่มๆ กลุ้มรุมลงมาบนตัวผมยังกะกำลังเล่นรักบี้กันอยู่ยังไงยังงั้นเลย

“ปากดีนักใช่มั้ย นี่แน่ะๆ ว่าแต่คนอื่นตัวเองก็เตี้ยเหมือนกันล่ะน่าอึนฮยอกกี้! แล้วอย่างฉันเรียกตันที่ไหน ต้องพูดว่าล่ำแมนแอนด์แฮนด์ซั่มตะหากเล่า นี่ๆ เอาเลยๆ ซองมินนี่ ทับลงไปเลย ชอบมาแบ่งแยกคนอื่นอย่างนี้ต้องให้รู้สำนึกซะบ้าง ฮะๆๆๆ ทับเลยๆ”

แล้วในตอนนี้ทั้งวงก็เปลี่ยนความสนใจมาที่พวกผมแทน ในขณะที่ส่วนใหญ่ส่งเสียงเชียร์โต้ไปมา ส่วนน้อยอย่างพี่ชายหน้าสวยก็ผละเข้ามาพยายามแยกพวกเราออกจากกัน และเสียงหัวเราะวุ่นวายของพวกเราก็ดังประสานกันไปมาอีกครั้งในขณะที่คนเดินผ่านไปมาก็หันมามองและก็หัวเราะเบาๆ ด้วยความเคยชิน

แม้แต่แชอึนเองยังหัวเราะไปกับคนอื่นเค้าด้วยก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปพูดอะไรบางอย่างกับไอ้เจ้าชาย รอยยิ้มเจนตาถูกส่งลงไปให้สาวสวยในอ้อมแขนแล้วค่อยผละมามองผมด้วยใบหน้าที่รอยยิ้มนั้นกำลังค่อยๆ เลือนหายไป จนสถดท้ายก็กลายเป็นใบหน้าสงบราบเรียบที่จ้องตรงมาทางนี้แทน

แต่ก่อนถ้ามีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้น ไม่ต้องรอถึงมือพี่จองซูหรอก เพราะเจ้าลิงพวกนี้จะถูกยกออกจากตัวผมก่อนที่แขนใหญ่ๆ จะช้อนตัวผมยกขึ้นและวางท่าเป็นพระเอกมาดแมนเตรียมพร้อมปกป้องเต็มที่ ถึงแม้ผมจะไม่ค่อยชอบใจนักที่โดนมันหิ้วเอาไว้ด้วยมือเดียวได้ แต่หลังจากนั้นผมก็ไม่มีเวลาคิดอะไรแล้วเพราะต้องรวมพลังกับไอ้เจ้าชายต่อสู้กับเจ้าพวกวายร้ายต่อ จนสุดท้ายที่พวกเราที่เหนื่อยไปตามๆ กันก็จะแผ่หลาลงไปกับพื้นพรมและนอนหอบหายใจกันอย่างหมดแรงนั่นล่ะ

ในวันนั้นใบหน้าหล่อๆ เปื้อนเหงื่อนั้นจะหันมาทางผมและอวดลักยิ้มบุ๋มที่แก้มทั้งสองข้างให้ ก่อนมือใหญ่ๆ จะถูกยกมาเช็ดเหงื่อและปัดปอยผมที่มันตกระแก้มออกให้อย่างเบามือ น้ำเสียงนุ่มๆ ที่พูดกับผมในตอนนั้นก็ทำให้ผมคิดว่าไม่แปลกหรอกที่เจ้ายักษ์จะฮ็อตมากในหมู่ผู้หญิง

‘เหนื่อยมั้ย?’

แค่คำถามสั้นๆ ที่มาพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยน ที่แม้กระทั่งผู้ชายแท้ๆ อย่างผมยังหัวใจกระตุกและทำหน้าไม่ถูก แล้วนับประสาอะไรกับสาวๆ ล่ะ ที่ถ้าได้มาเห็นภาพนี้และได้ยินเสียงอย่างนี้ หัวใจก็คงละลายไปเป็นแถบๆ แล้ว แต่เพราะบ้านเราไม่ได้มีสาวๆ แต่กลับมีแต่ลิงแตกฝูงแทน ที่ทำให้เจ้าปลาน้อยที่ก็เหนื่อยพอกัน แต่พอได้ยินเสียงถามอย่างนั้นมันก็มีแรงฮึดจากความอิจฉามากซะจนพลิกกลับมาเล่นมวยปล้ำกับซีวอนเอาอีกรอบ

ผมเลยได้แต่นอนมองภาพนั้นและหัวเราะไปด้วย ก่อนจะนึกสนุกกลับเข้าไปวงต่อสู้นั้นอีกคน


อดีตที่มีความสุขมักจะผุดขึ้นมาเสมอในตอนที่เรากำลังมีความทุกข์ หนังสือซักเล่มเคยบอกผมไว้ว่าอย่างนั้น


งั้นตอนนี้ผมกำลังมีความทุกข์งั้นเหรอ?

ทุกข์ที่เห็นซีวอนให้ความสำคัญกับคนอื่นมากกว่าผมงั้นเหรอ?

ไม่สิ ตอนนี้ผมควรจะมีความสุขต่างหาก เพราะผมอยากให้มันเป็นอย่างนี้เองนี่ ตั้งแต่แนะนำแชอึนให้ซีวอน ผมอยากให้ผลมันออกมาเป็นอย่างนี้นี่นา ดังนั้นตอนนี้ผมน่าจะมีความสุขมากๆ ต่างหาก

มีความสุขมากๆ กับการที่เพื่อนคนสำคัญของผมจะได้มีความสุขกับเค้าซักที

แต่แทนที่จะรู้สึกอย่างนั้นแล้วเจ้าอาการเจ็บจี๊ดๆ ที่หัวใจนี่มันคืออะไรล่ะ? ทำไมผมต้องรู้สึกอย่างนี้ทุกครั้งที่หางตาตวัดไปเห็นทั้งสองคนยืนคู่กัน ทำไมยิ่งเห็นถึงยิ่งเจ็บมากขึ้นล่ะ?

พอคิดอย่างนั้นผมก็ต้องหาเหตุผลให้ตัวเองเพื่อกลบความรู้สึกนี้ลงไปซะ คงเพราะอาจจะเป็นความเหงาล่ะมั้ง ความเหงาที่เพื่อนที่เคยสนิทที่สุดกำลังจะห่างผมออกไปแล้ว

ก็แค่เหงาเท่านั้นล่ะมั้งเนอะ...

ก็แค่เหงาเท่านั้น

...


...


วันนั้นทั้งวันผ่านไปด้วยความอึดอัด

หัวเราะ หยอกล้อ แกล้งกันไปมา

ทั้งที่บรรยากาศในวงมันก็เป็นเหมือนเดิมอย่างนั้น เหมือนอย่างก่อนที่ซีวอนและแชอึนจะเข้ามา แต่ทำไมความรู้สึกของผมมันกลับไม่เหมือนเดิม

ผมอึดอัด...อึดอัดจนอยากจะหายออกไปจากห้องนี้ ออกไปจากห้องที่ไม่ต้องเห็นภาพพวกนี้

อึดอัดที่ต้องหัวเราะทั้งๆ ที่หัวใจมันไม่ได้หัวเราะไปด้วย เพราะยิ่งไม่อยากให้ใครรู้ความรู้สึกผมตอนนี้ ผมเลยต้องยิ่งหัวเราะมากกว่าเดิม มากซะจนหลายๆ คนยังทักอย่างแปลกใจว่าผมคงจะมีความสุขจากจดหมายฉบับนั้นเอาจริงๆ

ที่ผ่านมาจะมีอยู่คนหนึ่งเสมอที่มักจะจับได้ว่าสิ่งที่ผมทำตอนนี้มันคือการโกหก แต่วันนี้คนๆ นั้นก็คงจะไม่รับรู้เหมือนทุกวันหรอก เพราะสายตาคู่นั้นมันไม่ได้จับจ้องมาที่ผมเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

ไม่...อีกต่อไปแล้ว

“นายจะกลับเลยเหรอซีวอน ออกไปกินข้าวด้วยกันก่อนสิ เฮ้อ...เหนื่อยชะมัดเลยวันนี้ หิวก็หิวด้วยเนี่ย แชอึนก็ด้วยนะ ไปหาอะไรอร่อยๆ กินด้วยกัน”

เสียงนุ่มๆ ของพี่จองซูเอ่ยชักชวนทุกคนเหมือนเคยหลังการซ้อม ในขณะที่ต่างก็กำลังเก็บของกัน แต่สองคนที่ถูกเรียกก็สบตากันแวบหนึ่งก่อนที่ซีวอนจะหันมาปฏิเสธ

“ไม่ล่ะครับ นี่มันเย็นมากแล้ว ผมว่าจะไปส่งแชอึนที่บ้านก่อน เอาไว้คราวหน้าก็แล้วกันนะครับ”

“ฮิ้วววววว ไปส่ง ‘บ้าน’ เนี่ย มัน ‘บ้าน’ ใครวะซีวอน อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ทันนายน่า ฮ่าๆๆๆ นายเองก็อย่าไปรั้งน้องมันไว้เลยจองซู น้องมันก็คงอยากมีเวลากุ๊กกิ๊กกับแฟนตามลำ...”

“ผมจะพาแชอึนไปส่งที่บ้านของแชอึนตอนนี้ครับ!”

ยังไม่ทันที่เสียงล้อๆ แซวๆ จากพี่เยซองจะครบประโยคหรอก อยู่ดีๆ เสียงพูดลงน้ำหนักเข้มๆ (แบบสุภาพ) ก็ดังมาจากปากหยักๆ ของซีวอนแล้ว และผสมไปกับดวงตาสีดำคมกริบที่จ้องมองมาตรงๆ แค่นั้นก็ทำให้ปากของพี่อ้าค้างได้เหมือนกัน ก่อนจะค่อยๆ หุบกลับลงไปไม่ล้อต่ออีก เพราะท่าทางแบบนั้นบอกว่าไอ้เจ้าชายมันเอาจริงแน่!

‘ไอ้เจ้าชาย’ คือ ‘ไอ้เจ้าชาย’ ทุกคนต่างรู้ดี ด้วยหลายๆ อย่างที่มีของมันไม่แปลกหรอกที่ไม่จำเป็นต้องจีบแต่ผู้หญิงก็เป็นฝ่ายเข้าหาก่อนแล้ว ทุกครั้งที่เจอมันกับเพื่อนสาวและเอ่ยแซวล้อหนักๆ ประมาณนี้ ไอ้เจ้าชายมันก็จะทำแค่ยิ้มนิดๆ ให้

ไม่ตอบรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ

ดังนั้นนี่จึงเป็นคนแรกที่ซีวอนออกโรงปกป้องเต็มที่ขนาดนี้ ท่าทางเอาจริงเอาจังจนทุกคนก็รู้สึกได้ว่าผู้หญิงคนนี้แตกต่างจากผู้หญิงคนอื่นของซีวอน

ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ทั้งห้องก็เงียบกริบไปพักใหญ่ๆ เมื่อต่างก็ยังไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา

จนสุดท้ายคนที่คลายสถานการณ์ตอนนี้คือหญิงสาวสวยเพื่อนเก่าของผม ที่มองหน้าเอาจริงของซีวอนสลับกับหน้ายิ้มแหยๆ แบบทำอะไรไม่ถูกของพี่เยซองแล้วแชอึนก็ค่อยๆ แทรกขึ้นมาด้วยรอยยิ้มนิดๆ

“เอ่อ...คือ...วันนี้คุณแม่ฉันตั้งใจว่าจะทำอาหารอร่อยๆ เลี้ยงขอบคุณซีวอนน่ะค่ะที่มาอุดหนุนที่ร้านบ่อยๆ เราเลยต้องรีบกลับกัน ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ก่อความยุ่งยากให้ คราวหน้าฉันคงไม่ยึดตัวซีวอนเอาไว้อย่างวันนี้อีกแล้ว แต่วันนี้ได้ดูการซ้อมของพวกคุณแล้วฉันประทับใจและทึ่งมากเลยค่ะ ทุกคนตั้งใจมากๆ สมกับเป็นมืออาชีพมากเลย ขอบคุณที่ให้ชมการซ้อมดีๆ อย่างนี้นะคะ”

เพราะนี่คือกลุ่มผู้ชายล้วน ดังนั้นได้เห็นหน้าหวานๆ พร้อมคำพูดชมยิ้มๆ แค่นี้ก็ดีใจกันตัวจะลอยแล้ว ทุกคนจึงได้แต่ยิ้มรับเขินๆ และบอกไม่เป็นไร จะมาดูอีกเมื่อไหร่ก็ได้ บรรยากาศอึดอัดเมื่อครู่จึงหายไปแทบจะทันที

สุดท้ายในขณะที่ซีวอนเก็บของเสร็จและสองคนนั้นกำลังจะออกไปด้วยกัน อยู่ๆ แชอึนก็ผละจากซีวอนเพื่อเดินมาทางผมที่ก้มหน้างุดทำท่าเช็ดหน้าเช็ดตาไม่สนใจใครอยู่เหมือนเดิม รอยยิ้มสว่างไสวที่เธอส่งมาให้ไม่แตกต่างจากเมื่อหลายปีก่อนเลยสักนิด

รอยยิ้มที่ผมเคยตกหลุมรัก

“ไปกินข้าวบ้านฉันมั้ย? คุณแม่ฉันถามถึงนายด้วยนะ บอกว่าเห็นนายทางทีวีแล้วก็คิดถึงเจ้าเด็กกุ้งแห้งที่เคยเดินมาส่งฉันที่บ้านตอนเด็กๆ น่ะ ไม่คิดว่าตอนนี้จะเท่ห์ขนาดนี้แล้ว อ้ะ แต่ถึงยังไงฉันก็ยังไม่คิดว่านายเท่หรอกนะเจ้ากุ้งแห้งแม่ลูกอ่อนอีฮยอกแจ! แต่เพราะแม่ฉันอยากเจอนายน่ะ วันนี้คุณแม่ยังบอกให้ชวนนายมาด้วยจะทำของโปรดของนายเอาไว้เยอะๆ เลย นะๆ ไปกินข้าวบ้านฉันกันนะ ^ ^”

แรงเขย่าจากมือนุ่มๆ ที่แขนทำให้ผมชักจะทำอะไรไม่ถูก และเหมือนทุกๆ ครั้งที่เจอลูกอ้อนแบบนี้ผมก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง ทั้งที่ตอนนี้ถ้าทำได้ผมแทบอยากจะออกไปจากห้องซ้อมซะตอนนี้ และก็หาที่เงียบๆ อยู่ซักที่เพื่อระบายความอึดอัดที่มันสะสมตลอดบ่ายออกมาให้หมด

แต่ผมก็ไม่กล้าจะปฏิเสธออกไปแม้จะไม่อยากไปแค่ไหนก็ตาม ทำไมพระเจ้าไม่ประทานความกล้าให้ผมได้ซักครึ่งของพี่ฮีชอลบ้างนะ

และในขณะที่ผมก็ยังทำอะไรไม่ถูกท่ามกลางสายตาของทุกคนที่มองมา อยู่ๆ ไอ้เจ้าชายก็ยื่นมือมาคว้ามือนุ่มๆ ออกจากแขนผม สายตาสีดำสนิทที่เคยมองแต่ผมตอนนี้กำลังก้มลงไปสบกับดวงตาโตๆ ของแชอึนพร้อมกับยิ้มนิดๆ ให้

“ฮยอกแจมีอัดรายการวิทยุต่อจากนี้น่ะ ถ้าไปกินข้าวกับเราเดี๋ยวไปทำงานไม่ทันจะแย่ เอาไว้คราวหน้าดีกว่านะ”

“งั้นเหรอ แย่จัง งั้นคราวหน้านายต้องไปให้ได้นะ ฉันจะชวนเพื่อนเก่าๆ ของพวกเรามาด้วย ทุกคนบ่นคิดถึงนายทั้งนั้นเลยรู้มั้ย?”

แล้วผมก็ต้องยิ้มตอบรับคำพูดนั้นและยกมือโบกลาเธอที่ก็ยังโบกมาก่อนจะเดินลับหายไปจากห้องตามแรงจูงของซีวอน จนเมื่อสองคนนั้นออกไปได้ซักพักเท่านั้นล่ะพี่เยซองที่เงียบกริบมาตลอดถึงจะเริ่มหายใจหายคอได้บ้างและบ่นอุบเลยว่าเมื่อกี้ซีวอนทำหน้าน่ากลัวแค่ไหน แล้วหลังจากนั้นทุกคนก็เอาสองคนนี้มาเป็นประเด็นว่าคนนี้ซีวอนน่าจะจริงจัง และมีการพนันกันด้วยว่าจะคบกันได้กี่เดือน ในขณะที่ผมก็ได้แต่ยืนจ้องประตูห้องที่ทั้งสองคนออกไปค้างอยู่อย่างนั้น

หึ...อัดรายการวิทยุงั้นเหรอ

รายการนั้นมันมีที่ไหนกันล่ะวันนี้!

นี่ตกลงคนที่เคยไปนั่งรอผมประจำจำตารางงานผมไม่ได้ หรือเพราะเค้าไม่อยากให้ผมไปด้วยกันแน่ แต่ถึงแม้จะเป็นแบบไหนก็ทำให้หัวใจมันเจ็บจี๊ดๆ ได้พอๆ กันนั่นล่ะ

ช่วงนี้ผมอ่อนแอเกินไปรึเปล่านะ แย่ๆ

สุดท้ายหลังจากนั้นทุกคนก็ออกไปกินข้าวด้วยกัน ในขณะที่ผมบอกขอตัวและขอซ้อมต่ออีกหน่อย หัวหน้าวงมองหน้าผมนิดหนึ่งแต่สุดท้ายก็ไม่พูดอะไร นอกจากบอกว่าอย่ากลับดึกมากแล้วกัน แล้วก็ให้กินข้าวด้วยก่อนจะนอน พอทุกคนออกไปได้ผมก็กลับเข้าไปในห้องซ้อมเต้นอีกครั้ง


ที่ของผม


ที่ๆ ผมจะสามารถระบายทุกสิ่งทุกอย่างที่มันอึดอัดออกมาได้


ที่ๆ ผมไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องพยายามหัวเราะเพื่อใครอีกต่อไป


แต่จะให้มานั่งหดหู่ร้องไห้มันก็ไม่ใช่ตัวผมเช่นกัน เพลงเปิดอัลบั้มใหม่ถูกเปิดไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในขณะที่ผมเต้นและเต้นด้วยพลังที่ใส่ลงไปเต็มที่


หยาดเหงื่อมากมายที่มันไหลออกมาจากร่างก็ไม่ต่างอะไรกับหยาดน้ำตาที่ระบายความเจ็บทุกอย่างออกมา


มองตัวเองที่เต้นไปด้วยเนื้อตัวที่เปียกชุ่มด้วยเหงื่อในภาพที่สะท้อนจากกระจกบานใหญ่ก็ทำให้ผมยิ้มสมใจนิดๆ ได้เหมือนกัน แค่นี้ก็คงไม่มีอะไรติดค้างในใจอีกแล้ว

นี่ล่ะวิธีการระบายออกของผม ปลดปล่อยทุกอย่างออกมาด้วยการเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ

จนสุดท้ายที่เหมือนอารมณ์ใกล้จะคงที่แล้ว และคิดว่าเต้นต่อไปอีกซักพักก็คงพอ อยู่ๆ ใบหน้าของใครบางคนข้างประตูที่สะท้อนอยู่ในกระจกก็ทำให้การทรงตัวในท่าที่จุดศูนย์ถ่วงอยู่นอกตัวอยู่แล้ว กอปรกับอาการตกใจของผมที่ไม่คิดว่าจะเห็นใบหน้านั้นก็ทำให้ตัวผมที่มันเอนๆ ไปข้างหลังก็เสียหลักและล้มลงกระแทกพื้นอย่างไม่ทันรู้ตัว


โครม!!!


“โอ้ย!”


พร้อมๆ กับที่หัวสัมผัสพื้นผมก็รู้สึกได้ถึงอาการเจ็บแปล๊บที่ข้อเท้า ในขณะที่เหมือนๆ จะได้ยินเสียงทุ้มๆ ที่ไม่น่าจะได้ยินเสียงนี้เรียกชื่อผมอีกแล้วดังแทรกขึ้นมาในห้องซ้อมตอนนี้


“ฮยอกแจ!”


ถัดจากเสียงนั้นและการพยายามกลั้นใจลืมตาขึ้นมาได้ผมก็เห็นใบหน้าหล่อๆ ของไอ้เจ้าชายอยู่ตรงหน้า มือใหญ่ทั้งคู่วางเสื้อแจ็คเก๊ตที่คงลืมเอาไว้ไว้ข้างตัวเพื่อใช้มันมาจับข้อเท้าผมพลิกดู

รอยแดงเรื่อที่มันค่อยๆ ชัดเจนขึ้นทำให้เหงื่อของคนตรงหน้าผุดออกมามากกว่าเหงื่อผมซะอีก

“อย่าเพิ่งขยับนะ อยู่นิ่งๆ ก่อน ท่าทางคงเคล็ดนิดหน่อย ฉันจะจับข้อเท้าให้ก่อน นายทนไหวมั้ย?”

ถามพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมามองผมที่มองนิ่งๆ อยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อดวงตาของเราประสานกันซีวอนก็ชะงักไปอึดใจก่อนจะหลบสายตาลงมองข้อเท้าผมแทน

แปลกมั้ยถ้าจะบอกว่าตอนนี้ผมไม่ค่อยจะเชื่อสายตาตัวเองเท่าไหร่ แม้แต่หูตัวเองด้วย

ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าภาพที่เห็นตรงหน้าและสิ่งที่ได้ยินจะเป็นเรื่องจริง

ซีวอนยังใจดีกับผม ยังดูแลผม ยังพูดกับผมเหมือนเดิมทั้งๆ ที่ผมทำเรื่องร้ายกาจเอาไว้ขนาดนั้น

หรือบางทีไอ้เจ้าชายอาจจะรู้ใจตัวเองแล้วก็ได้ ตอนนี้อาจจะอยากขอบคุณที่ผมแนะนำเพื่อนสวยๆ นิสัยดีๆ ให้ก็ได้

ต้องเป็นอย่างนั้นล่ะมั้ง...ต้องเป็นอย่างนั้น

แล้วหลังจากที่ผมตอบรับไปว่าจัดการได้เลย ผมก็ต้องกัดฟันแน่นและหันหนีไปทางอื่นเมื่อมือใหญ่ๆ นั้นเตรียมจะจับข้อเท้าให้ ความเจ็บแปล๊บผุดขึ้นมานิดหนึ่งแต่มันก็มากพอที่จะทำผมน้ำตาซึมได้ ยังไม่ทันที่จะรีบเช็ดน้ำตาที่หางตาทิ้งและจะเอ่ยขอบคุณ มือคู่นั้นก็วางเท้าของผมเอาไว้บนพื้นก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงสวบสาบของการขยับตัวและลุกขึ้นจากพื้น

“คือ...พอดี...แชอึนรอฉันอยู่ข้างล่างน่ะ เดี๋ยวยังไงฉันไปบอกพี่จองซูให้พานายไปหาหมอนะ นายนั่งรอที่นี่ก่อนคนเดียวได้ใช่มั้ย?”

คำถามนั้นทำให้คำพูดมากมายที่เตรียมจะปรับความเข้าใจกับคนตรงหน้ามันจุกอยู่ที่คอ และก็ต้องเปลี่ยนเป็นตอบรับคำพูดนั้นด้วยการพยักหน้าเบาๆ ทั้งที่ยังก้มจ้องพื้นอยู่อย่างนั้น คนที่ถามก็มีท่าทีลังเลนิดหน่อย แต่สุดท้ายซีวอนก็เลือกที่จะทิ้งผมเอาไว้และเดินออกจากห้องไป...ทิ้งให้ผมรับรู้ความจริงบางอย่างที่มันชัดเจนขึ้นมาในใจ


ผมไม่ได้เป็นที่หนึ่งสำหรับซีวอนอีกต่อไปแล้ว


ไม่นานนักจากนั้นหัวหน้าวงก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา พี่ชายคนสวยถามไถ่อาการผมด้วยท่าทางที่ดูแย่ยิ่งกว่าคนป่วยอย่างผมเสียอีก ผมก็ได้แต่ยิ้มนิดๆ และบอกว่าไม่เจ็บมาก ไม่ต้องห่วง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นค่อยๆ อ้าปากค้างเมื่อเจอว่าใครเดินตามหลังพี่ชายเข้ามาด้วย

ยังไม่ทันที่ผมจะได้หาเสียงตัวเองเจอพอจะถามหรอก มือใหญ่ๆ แขนใหญ่ๆ ก็ยกตัวผมขึ้นไปขี่บนแผ่นหลังกว้างๆ ใหญ่ๆ ไม่ต่างกับหมียักษ์นั่นแล้ว ก้าวย่างที่มั่นคงทั้งๆ ที่มีผมเกาะอยู่บนหลังทำให้ผมต้องกอดรัดคอแกร่งๆ นั้นแน่นพร้อมซบใบหน้าที่เปียกชื้นลงกับแผ่นหลังที่คอยปกป้องพวกเราอยู่เสมอ

“อะไรเนี่ยๆ ไม่เจอกันตั้งนานเจ้าไก่น้อยก็ยังขี้แยอยู่เรอะ ไม่รู้จักโตซักทีแล้วอย่างนี้ฉันจะไว้ใจให้พวกนายอยู่กันได้ยังไงฮึ”

“ผมเปล่านะ...ฮึก...ผม...ผมแค่เจ็บที่ข้อเท้าต่างหากเล่า ใครเค้าจะร้องไห้ที่ได้เจอพี่กัน ไม่เจอกันตั้งนานนิสัยหลงตัวเองไม่ได้เปลี่ยนไปเล้ย! ...ฮึก...”

“ฮ่าๆ ได้ๆ ไม่ได้ร้องเพราะคิดถึงพี่ชายคนนี้ก็ได้ ฉันหลงตัวเองไปคนเดียวก็ได้ เห็นแก่ที่นายเป็นคนเจ็บหรอกนะงั้นวันนี้ฉันจะยอมให้ก่อนซักวันก็ได้ เอ้า! จับดีๆ สิ อยากตกลงไปเป็นไก่คลุกฝุ่นรึไง”

คำพูดนั้นทำให้ผมแกล้งรัดคอหนาๆ นั้นแน่นขึ้นจนเจ้าของแผ่นหลังนี้ร้องโอดโอยและทำท่าจะปล่อยผมลงไปบนพื้นจริงๆ พี่จองซูเลยต้องรีบเข้ามาช่วยผมพร้อมๆ กับขู่คาดโทษเจ้าพี่หมียักษ์ไปด้วยว่าถ้าปล่อยผมตกลงไปเป็นเรื่องแน่ แต่เจ้าพี่คนนี้ก็ไม่ได้คิดจะทำตามหรอก เพราะก็เดินไปหัวเราะไปและแกล้งผมไปตลอดทาง

แต่ก่อนผมก็เคยทำอย่างนี้ เวลาที่ขี้เกียจเดินหรือไม่ก็ซ้อมจนเหนื่อย ผมจะกลายเป็นคนเอาแต่ใจเมื่ออยู่ต่อหน้าใครซักคนหนึ่ง และผมก็รู้สำหรับว่าคนๆ นั้นเค้าไม่เคยจะปฏิเสธผม แขนใหญ่ๆ นั้นจะอ้อมมารัดใต้เข่าผมที่เกาะอยู่บนแผ่นหลังกว้างๆ กันตก คนชอบกวนประสาทคนนั้นจะบ่นและแกล้งผมนิดหน่อย แต่สุดท้ายก็จะจบลงด้วยคำพูดที่ว่า

‘กินอะไรดี?’

ผมในตอนนั้นก็แกล้งลูบหัวมันเล่นเอาคืนบ้างที่มันชอบลูบหัวผม (เพราะปกติลูบไม่ถึง) และก็จะตะโกนออกมาด้วยความหิวเต็มที่

‘หมูย่างๆๆ ไปกินหมูย่างกันเถอะ หมูย่างๆๆๆ’

และเสียงตอบรับคำพูดของผมคือเสียงพูดแกมบ่นพร้อมหัวเราะในลำคอเบาๆ ของไอ้เจ้าชาย

อดีตอันมีความสุขที่คงไม่หวนคืนกลับมาอีกแล้ว



...


...


ออกจากบริษัทได้พี่ก็พาผมไปโรงพยาบาลเพื่อเช็คกระดูก คุณหมอบอกว่าแค่เคล็ดนิดหน่อยแต่ไม่เป็นไรมาก พักซักสามสี่วันก็จะเริ่มกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม หลังจากนั้นผมก็ไปกินข้าวกับพี่ทั้งสองคนจนกว่าจะกลับถึงบ้านก็ดึกมากแล้ว สารถีที่ทั้งขับและจ่ายตังค์เลี้ยงข้าวก็กำลังจะกลับเหมือนกัน หลังจากที่ฝากบอกผมให้เงียบไว้เรื่องที่เจอพี่เพราะไม่งั้นน้องๆ คนอื่นๆ คงบ่นจนหูชาแน่ว่ามีผมได้เจอแค่คนเดียว

โบกมือลารถคันสวยนั้นผมก็เกาะไหล่หัวหน้าวงเดินเขยกๆ ไปขึ้นลิฟต์กลับบ้านที่ทุกคนรอฟังข่าวอยู่แล้ว พอเห็นผมมาพร้อมไม้เท้าทุกคนก็เข้ามารุมถามอาการ (และแกล้งด้วยถ้าทำได้) จนดึกมากๆ นั่นแหละถึงแยกย้ายกันเข้าห้องตัวเอง แต่ก่อนที่ผมจะกลับห้องบ้างเรียวอุคก็ยื่นซองจดหมายปึกนึงพร้อมโถสตรอเบอร์รี่เชื่อมที่เหลืออยู่แค่ครึ่งโถส่งให้

“ส่วนของพี่น่ะ ผมแยกไว้ให้ตั้งแต่ตอนค่ำ แต่สตรอเบอร์รี่ที่หายไปไม่ใช่ฝีมือผมนะ ตอนที่พี่ทงเฮเอามาให้และทำท่าเหมือนจะเคี้ยวอะไรไปด้วยมันก็เหลือแค่นี้แล้ว งั้นผมเอาส่วนที่เหลือไปให้คนอื่นก่อนนะ”

ผมยิ้มรับเสียงบอกใสๆ ของน้องและเอ่ยขอบคุณก่อนจะรับกระดาษปึกนั้นพร้อมโถสตรอเบอรร์รี่มาด้วยหัวใจที่หนักอึ้งปนกลัวนิดๆ

ไม่มีวันไหนเลยที่จดหมายพวกนั้นจะไม่ถูกส่งมาช่วงนี้

เปิดประตูห้องตัวเองเข้าไปผมก็วางทุกอย่างลงบนโต๊ะ ก่อนจะหยิบจดหมายมาเปิดดูทีละฉบับด้วยหัวใจที่เต้นตึกตัก กระดาษโดยส่วนมากที่อ่านจะถูกเก็บลงไปในกล่องที่ผมเตรียมไว้แล้ว ถ้ามันเต็มเมื่อไหร่ค่อยเอาไปเก็บที่บ้าน เปิดดูเรื่อยๆ จนมาถึงซองสุดท้ายผมก็ค่อนข้างโล่งใจมากพอควร

วันนี้คงไม่มีล่ะมั้ง นั่งเขียนนั่งพิมพ์ทุกวันๆ ก็คงเหนื่อยเป็นกันบ้างเหมือนกันล่ะน่า คนเราก็ต้องมีธุระปะปังกันบ้าง คงไม่มีใครว่างขนาดมาส่งจดหมายให้ผมถึงหน้าบ้านได้ทุกวันหรอก

ดังนั้นวันนี้ก็กำลังจะจบลงด้วยดีอยู่แล้ว ด้วยกำลังใจมากมายจากแฟนๆ ที่ส่งมาให้ แต่สุดท้ายแล้วหน้ายิ้มๆ คงผมมันคงค่อยๆ เลือนหายเมื่ออ่านเจอประโยคแค่ไม่กี่ประโยคบนกระดาษสีขาวสะอาด

เท่าที่จำได้คือผมจ้องกระดาษแผ่นนั้นอยู่นิ่งๆ ไปพักใหญ่ๆ ก่อนลมหายใจเหยียดยาวจะค่อยๆ ถูกผ่อนออกมา พร้อมๆ กับที่จะลดมือที่ถือกระดาษลงด้วยดวงตาที่เริ่มพร่าเพราะหยาดน้ำอุ่นๆ ที่มันเริ่มรื้นขึ้นมา

สุดท้ายที่อยู่ของกระดาษแผ่นนี้มันก็ไม่ได้ไปอยู่ในกล่องเหมือนแผ่นก่อนหน้านี้หรอก เพราะมันก็ตามไปอยู่รวมกับเพื่อนๆ มันในถังขยะข้างโต๊ะเหมือนเดิม ในสภาพเดิม เพราะมือผมอ่อนแรงจนเกินกว่าจะขยำมัน


'อีฮยอกแจคนขี้เหร่~ คนขี้เหร่ห่วยแตกที่ชอบสร้างภาพเป็นคนดี ~ เลิกได้แล้วนะ ~ เลิกได้แล้วนะ ~ ไม่งั้นพวกเราจะประจานนายเอง!'


ผมไปทำอะไรให้พวกเธอเกลียดได้ขนาดนี้กันนะ?






โปรดติดตามตอนต่อไป






ครั้งแรกที่ได้ลงท้ายอย่างนี้ในเรื่องสั้นชุดนี้
ดูๆ ไปก็แปลกตาดีเหมือนกันเนอะ แต่ถ้าลงทีเดียวมันก็ยาวจริงๆ จังๆ อ่านทีปวดตาแน่เลยขอตัดครึ่งแล้วกันนะคะ^ ^




 

Create Date : 13 สิงหาคม 2553    
Last Update : 15 สิงหาคม 2553 23:52:44 น.
Counter : 130 Pageviews.  

1  2  3  

ryoshin
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ryoshin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.