แสงและเงา
Group Blog
 
 
กันยายน 2549
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
16 กันยายน 2549
 
All Blogs
 

พิมพ์รัก (1)

พิมพ์รัก
1

ฉันนั่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อม ๆ กับการเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยอ่อน จอสี่เหลี่ยมของเครื่องมือที่มีชื่อเรียกว่าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คกระพริบวิบวับอยู่ตรงหน้าฉันเหมือนเป็นมือที่มองไม่เห็นซึ่งกำลังยื่นมือมาคว้าคอฉันให้โน้มเข้าไปหามัน...ก่อนหน้านั้นหลายเดือนฉันเคยระรี้ระริกอยากได้มันจนตัวสั่น...ต่างกันกับตอนนี้ ที่ฉันแสนจะเบื่อแถมเกลียดนิด ๆ เสียด้วยซ้ำ

ฉันเบือนสายตาเบื่อ ๆ ไปยังหนังสือที่วางระเกะระกะอยู่ข้างโน้ตบุ๊ค...นิยายรักหลากสไตล์หลายสำนักพิมพ์ และมากมายคนเขียนวางอยู่บนโต๊ะ แต่ละเล่มถูกฉันอ่านจนพรุนหมดแล้วเพราะเป็นเรื่องที่ชอบจึงซื้อมาเก็บไว้ นิยายที่ฉันซื้อ...บางเล่มเคยอ่านจากห้องสมุดสมัยเรียน บางเล่มเคยยืมเพื่อนอ่านแล้วเกิดอาการชอบ เมื่อมีเงินที่หาด้วยน้ำพักน้ำแรงเพียงพอที่จะฟุ่มเฟือยได้นิด ๆ หน่อย ๆ ฉันจึงหาซื้อนิยายที่เคยอ่านแล้วมาเก็บไว้...ของ ๆ คนอื่นหรือจะสู้ของของตัวเอง...นี่คือความคิดฉัน

สายตาที่มองระเรื่อยปกนิยายของฉันสะดุดลงเมื่อเห็นนิตยสารฉบับหนึ่งปะปนอยู่ในนั้นด้วย นิตยสารฉบับนั้นนั่นแหละ เป็นที่มาของความเบื่อของฉัน...เบื่อทั้ง ๆ ที่มันเป็นงานประจำนี่แหละ ใครจะทำไม!

งานประจำที่ครอบครัวของฉันทำร่วมกันกับอีกหนึ่งครอบครัวซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพ่อฉัน ความสนิทที่ว่ามีมาเป็นทอด ๆ เริ่มจากสมัยปู่ที่เป็นเพื่อนตายร่วมสงครามน้ำหมึกกันมาก่อน และเรื่อยมาถึงรุ่นพ่อฉันที่มีความคิดบรรเจิดเปิดสำนักพิมพ์ร่วมกัน แรก ๆ ก็รับพิมพ์งานทั่วไป และเริ่มมาพิมพ์หนังสือที่มีคนว่าจ้าง กระทั่งลูกหลายคนที่โตมากับดงน้ำหมึกเกิดคันไม้คันมือเขียนหนังสือเข้า โรงพิมพ์เล็ก ๆ ของสำนักพิมพ์เล็ก ๆ จึงขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ มาจนปัจจุบัน และแตกแขนงแยกสาขาไปอีกหลายระบบจนเรียกได้ว่าครอบคลุมทุกกระบวนการ และแน่นอนว่าทุกสายงานแม้จะมีคนนอกปะปน...แต่หลักใหญ่ ๆ ยังคงเป็นหนึ่งในครอบครัวของฉันหรือของ ‘หุ้นสนิท’ เสมอ..เหมือนนิตยสารเล่มนี้ไง...ป๊อบ เฟรช

ฉันชักรู้สึกว่าความสนิทชิดเชื้อระหว่างครอบครัวที่มีมาตั้งแต่สมัยปู่...จะมาสิ้นสุดลงที่ฉันเสียก็ไม่รู้...เพราะตั้งแต่พ่อฉันมีคำสั่งที่กลั่นมาจากมติเห็นชอบของสองครอบครัวให้เปิดตัวนิตยสารขึ้นมาฉบับหนึ่งเพื่อให้ทันยุคทันสมัยแห่งการอ่านในปัจจุบันที่มีวัยรุ่นเป็นหลักใหญ่ บรรณาธิการที่วางตัวไว้มาจากหุ้นสนิท...ส่วนฉันที่ความรู้มีมากกว่าหางอึ่งพิการหน่อยหนึ่งได้รับมอบหมายให้เป็น...นักเขียนประจำนิตยสาร...เรื่องคงจะลงเอยพอดีเพราะบรรณาธิการท่านมีประสบการณ์ด้านนี้มาพอสมควรจากการ ‘ดูงาน’ ที่สำนักพิมพ์อื่นมาพอสมควร และฉันก็เป็นนักอยากเขียนที่เคยมีงานตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ตัวเองมาแล้วหลายเล่มและเป็นหนังสือเกี่ยวกับวิชาการเสียเป็นส่วนใหญ่...แต่...ใช่ มันต้องมีแต่สิ...ไม่งั้นฉันจะเสียเวลาบรรยายมาทำไม...แต่...ฉันกับบรรณาธิการไม่ได้สนิทกันเหมือนที่รุ่นปู่ รุ่นพ่อเป็น...แถมเป็นชนิดตรงกันข้ามกับสนิทเสียด้วย!

เมื่อไม่สนิท และไม่คิดอยากจะสนม ฉันจึงเลี่ยงการปีนเกลียว และเพราะฉันเป็นคนไม่ค่อยพูดแต่อีกฝ่ายตรงกันข้าม จึงทำให้สามารถทำงานด้วยกันมาได้ เพราะงานส่วนงาน ‘เรื่องส่วนตัว’ ก็เรื่องส่วนตัว หน้าที่ฉันมีเพียงหาเรื่องเขียนเพื่อจะไปลงนิตยสารให้ทันปิดเล่ม และเรื่องที่เขียนต้องตรงตามคอนเซปต์ที่วางไว้ หน้าที่อีกฝ่ายก็คือตรวจทาน ผิดถูกก็ว่ากันไป ฉันไม่เคยมีปากเสียงเพราะอยู่ในตำแหน่งด้อยกว่าตามประสบการณ์...เหตุนี้กระมังที่ทำให้ฉันมานั่งทอดอาลัยอยู่หน้าโน้ตบุ๊คอยู่ตอนนี้

‘ตอนนี้กระแสนิยายวัยรุ่นมาแรงมาก...ผมอยากให้คุณเขียนนิยายเป็นตอน ๆ ลงนิตยสาร’ คำพูดที่ผ่านมาตั้งแต่บ่ายกลับเข้ามาสู่สมองฉันอีกคำรบ

‘ค่ะ’ นี่แหละคือคำตอบรับของฉัน...ไม่เคยปฏิเสธคำสั่งเลยสักครั้งแม้เสียงตะโกนเถียงฉอด ๆ จะดังก้องอยู่ในใจก็เถอะ

‘ผมต้องการนิยายที่พล็อตน่าสนใจ...ภาษาที่ใช้ควรจะวัยรุ่นหน่อย ๆ ชื่อเรื่องก็ออกแนวเปรี้ยว ๆ เฮี้ยว ๆ อะไรทำนองนั้น คุณลองไปหามาอ่านหน่อยละกันจะได้เดาทางถูก’

‘ค่ะ’ ฉันรับคำอีกคำรบ

‘ตัวละครเป็นชาวต่างชาติด้วยก็ดีนะ ช่วงนี้ญี่ปุ่น เกาหลีกำลังแรง’

‘ค่ะ’ คราวนี้นอกจากรับคำแล้วฉันยังแถมพยักหน้ารับหงึกหงักเป็นความหมายว่า...เข้าใจแล้ว...อีกด้วยนะ

‘อ้อ...และผมเตือนอย่างหนึ่งนะ...คิดว่าคุณคงเคยอ่านนิยายมานักต่อนักแล้ว...ผมยอมรับว่านิยายเมื่อก่อนเป็นอะไรที่สละสลวย ภาษาสวยเรื่องดี การดำเนินเรื่องค่อยเป็นค่อยไป...ซึ่งตรงข้ามกับนิยายวัยรุ่นปัจจุบันนี้...คิดว่าคุณคงพอทราบ...เพราะฉะนั้นผมอยากให้นิยายที่คุณกำลังเริ่มเขียนเอาตามนั้น...เปิดตอนแรกมาพร้อมพระเอกนางเอกเลยนะ ตอนแรกต้องทะเลาะกันก่อนหรือจะให้ทะเลาะกันไปทั้งเรื่องนั่นแหละแต่สุดท้ายต้องจบลงที่รักกัน...เรื่องนี้เอาพล็อตนี้ก่อนก็แล้วกัน ถ้าฟีดแบคโอเคค่อยว่าพล็อตใหม่...คุณต้องการเวลาเท่าไหร่?’ ลงท้ายพร้อมคำถามที่ทำให้ฉันต้องตอบมากกว่า...ค่ะ...

‘ขอคิดก่อนค่ะ’ เขาพยักหน้ารับคำตอบฉันก่อนจะเอ่ยว่า

‘ได้...งั้นคุณคิดไปเลยผมจะรอ...พรุ่งนี้นะ...คำตอบพร้อมกับตัวอย่างสักตอน...เอาล่ะผมหมดธุระจะคุยแล้ว คุณไปทำงานต่อเถอะ’ คำพูดเอง สรุปเอง...ทำให้ฉันอยากจะยกแฟ้มที่อยู่ในมือฟาดตรงแสกหน้าเขาแรง ๆ สักที!

แต่...

‘ค่ะ’ นั่นคือคำตอบก่อนลุกออกจากเก้าอี้และเดินออกจากห้องมา...เฮ้อ...ฉันเบื่อตัวเองชะมัดเลย...

บทบรรยายข้างต้นทำให้ฉันถอนหายใจอีกเฮือก...พร้อมกับเบือนสายตาไปยังโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กกลางห้อง บนโต๊ะระเกะระกะไปด้วยหนังสือเช่นกันกับโต๊ะที่ฉันวางโน้ตบุ๊ค ต่างกันเพียงสีสันของปกที่โต๊ะใกล้ตัวเรียบเรื่อยสีอ่อน ตัวอักษรค่อนข้างเป็นแบบแผน แต่บนโต๊ะเล็ก ปกสีสันสะดุดตา รูปการ์ตูนชายหญิงเกลื่อนปกพร้อมด้วยตัวอักษรที่ภาษาวัยรุ่นเรียกกันว่า ‘คิขุ’ ละลานตา ฉันเรียกมันว่า...นิยายไฮเทค...
เปล่าหรอก...นิยายเหล่านั้นไม่ได้ใช้กระดาษเรืองแสงในที่มืด ไม่ได้ใช้ตัวอักษรล่องหน หรือไม่ได้เก็บตัวเองให้เข้าที่เมื่อถูกอ่านเรียบร้อย...ที่ฉันเรียกว่านิยายไฮเทค...เพราะมันมากับอินเตอร์เน็ต

งานของฉันที่ต้องทันเหตุการณ์ ทันยุคสมัยจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อหาข้อมูลมายืนยันความ ‘อินเทรนด์’ ของนิตยสารเสมอ และความที่เป็นคนชอบอ่านนิยายฉันจึงไม่พลาดเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับนิยาย เว็บไซต์มากมายถูกใช้เป็นสถานที่ ‘ระบายฝัน แบ่งปันจินตนาการ’ ของคนชอบเขียนเพื่อให้คนชอบอ่านได้แวะเวียนมาเยี่ยมชมและติติง แม้ว่านักอยากเขียนบางคนจะรับไม่ได้กับคำวิจารณ์เชิงลบจนกลายเป็นการชวนทะเลาะผ่านทางเว็บก็ตาม...การเป็นนักท่องเว็บนิยายทำให้ฉันเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของวัตถุประสงค์ในการเขียน

จากเขียนเล่น ๆ จนได้เป็นเล่ม ๆ และได้เงินเป็นก้อน ๆ ...เงิน...คือตัวแปรให้จุดมุ่งหมายของการเขียนเพื่อแบ่งปันกันอ่าน...เปลี่ยนไป

เขียนเพราะใจรัก...เขียนเพราะใฝ่ฝัน...เขียนเพราะอยากเขียน...ล้วนเป็นข้ออ้างของนักเขียนรุ่นใหม่ไฟแรงหลายต่อหลายคนที่ถูกบันทึกไว้ให้ต้องตอบเมื่อมีคนถาม...ปิดบังความรู้สึกจริง ๆ ที่ว่า...เขียนเพราะอยากได้เงิน...และอยากดัง!

ฉันจึงไม่แปลกใจเลยที่ตามแผงหนังสือจะมีนิยายปกสีสันสะดุดตาและชื่อสะดุดใจประเภท...หนุ่ม(สาว)เซี้ยว...หนุ่ม(สาว)ฮอต...หนุ่ม(สาว)เฮี้ยว...หนุ่ม(สาว)แสบ...หนุ่ม(สาว)ซ่าส์...หนุ่ม(สาว)เซอร์ และอีกหลายหนุ่มหลายสาว เห็นแล้วฉันก็ได้แต่นึกแปลกประหลาดในใจ...เมื่อไหร่จะมี หนุ่ม(สาว)ธรรมดา ซะทีหนอ...

นอกจากชื่อเรื่องจะ ‘คล้าย’ กันอย่างน่าพิศวงแล้ว เนื้อหา เนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่องข้างในเล่มยัง ‘คล้าย’ กันอย่างไม่น่าเชื่อ!

แอบรักคนข้างบ้าน...แอบรักเพื่อนสนิท...ต้องกลบเกลื่อนด้วยการไม่ชอบหน้า บ้างก็เป็นแก๊งค์อันธพาลชายหรือแก๊งค์อันธพาลหญิง ชวนทะเลาะทั้งเรื่องก่อนจบลงด้วยความรัก สักพักก็มาเป็นชีวิตวุ่นวายของเด็กหอ บางเรื่องบทบรรยายฉากแทบจะหาไม่เจอ พระเอกนางเอก ตัวร้ายคุยกันทั้งเรื่อง บางครั้งอ่าน ๆ ไปยังเข้าใจว่าบางประโยคเป็นของพระเอกทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเป็นของผู้ร้าย! เวลาและสถานที่ในเรื่องก็เป็นสิ่งที่ท้าทายคนอ่านมาก เพราะต้องคอยทบทวนว่าฉากนี้เป็นเวลากลางวัน กลางคืน หรือเวลาไหน เพราะบางครั้งคุยกันสามประโยคมีทั้งกลางวัน เช้า ก่อนนอนและจบลงที่กลางวันอีกที

ยิ่งบางเรื่องที่มีการสมมุติตัวละครให้ใช้ชื่ออินเทรนด์เป็นคนญี่ปุ่นบ้าง เกาหลีบ้าง ก็จะมีแต่บทสนทนาเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะคนเขียนเองอาจยังไม่เคยไปสถานที่จริงจึงไม่สามารถบรรยายได้ ‘ถึง’ บางครั้งอ่านไปก็รู้ทันทีว่าคนเขียน ‘เดามั่ว’ ยิ่งเมื่อฉันลองสืบดูว่านักเขียนคนนี้เป็นใครก็ได้แต่ปลง...นักเขียนบางคนยังอยู่มัธยมต้นเสียด้วยซ้ำ...ฉันจึงไม่สงสัยเลยที่บางคนจะรับฟังคำวิจารณ์เชิงลบไม่ได้

นิยายบางเรื่องในอินเตอร์เน็ตที่ฉันเจอ ตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึงท้ายเรื่องสถานที่อาจจะเปลี่ยนบ้าง แต่ฉากยังคงเป็น...ห้องนอน เตียง...แล้วคุณคิดว่านิยายที่มีแต่ฉากแบบนี้จะเป็นนิยายเรทไหน? คนเขียนที่ฉันเคยสืบทราบว่าบางคนอยู่ ม.ต้น บางทีก็เขียนเรื่องแบบนี้ได้อย่าง ‘ถึงพริกถึงขิง’ ราวกับว่าไปโลดแล่นอยู่ในเรื่องเสียเอง บางเรื่องที่ไม่มีฉาก ‘อย่างว่า’ ก็จะมีฉากจูบ สัมผัสเนื้อตัวกันตลอดเรื่อง ฉันจะไม่ประหลาดใจมากนักถ้าตัวละครในเรื่องจะไม่อยู่ในวัยศึกษาซึ่งไม่เกิน ม.ปลาย ... หรือเรื่องแบบนี้กลายเป็นเรื่อง ‘ธรรมดา’ ที่ปากบอกกันว่า...รู้ว่าไม่ดี...แต่ก็ยังทำอยู่ทุกวี่วัน

หลังจากเปิดอ่านคร่าว ๆ มาสี่ห้าเล่ม...คราวนี้แค่เพียงอ่านคำโปรยบนหน้าปกนิยายวัยรุ่นหลากสี...ฉันก็เดาได้ทันทีว่า...เรื่องจะเริ่มแบบใด ดำเนินเรื่องอย่างไร และจบอย่างไร...และฉันก็เดาถูกตั้งเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เสียด้วย

ฉันสะบัดหัวไล่อคติออกไป หยิบกาแฟที่เริ่มเย็นมาซดอึกใหญ่ก่อนหันหน้าเข้าหาจอสี่เหลี่ยมที่ยังเต้นยิก ๆ เหมือนเชิญชวน...เอาล่ะ...ไหน ๆ ก็ตกปาก ‘ค่ะ’ รับคำเขามาแล้ว จะมามัวพิรี้พิไรอยู่ทำไม...เมื่อ ‘เขา’ ให้เวลาคิดและเขียนแค่คืนเดียว...ก็จะมาเอาอะไรมากมายกับความละเอียดอ่อน

เมื่อต้องการแนวตลาด...ก็จะจัดให้...แต่จะจัดให้แบบไหน...เดี๋ยวก็รู้ ฉันคิดก่อนจรดนิ้วลงบนคีย์บอร์ด

โก๊ะ กิ๊ก กั๊ก รักข้างรั้ว
1
ปาตาลี...พี่คนโต

ในความรู้สึกของปาตาลี ตั้งแต่เกิดมามีชีวิตเป็นตัวเป็นตนไม่เคยมีวันไหนเลยในชีวิต ที่จะโชคร้ายเหมือนวันนี้อีกแล้ว เริ่มจากสะดุ้งตื่นตอนตีสองเพราะฝันร้าย หลังจากนั้น กว่าจะข่มตาหลับได้อีกครั้งก็เกือบตีสี่ และนั่นก็เป็นเหตุให้นาฬิกาปลุกที่ปาตาลีตั้งไว้ตีห้าครึ่งไม่สัมฤทธิ์ผลในการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้กว่าที่ปาตาลีจะรู้สึกตัวก็เกือบเจ็ดโมงเช้า นอกจากตาลีตาเหลือกทำธุระส่วนตัวแล้ว หล่อนยังเจ็บตัวเพราะชนโน่นชนนี่วุ่นวายไปหมด เมื่อมาขึ้นรถเมล์ไปทำงาน ปาตาลีก็แทบอยากจะมุดพื้นรถเมล์ให้รูแล้วรู้รอดเมื่อมีเด็กนักเรียนระดับประถมยื่นมือมาสะกิดพร้อมกับตะโกนเสียงใสว่า “พี่ครับ…ซิปไม่ได้รูดครับ”

ปาตาลีถึงที่ทำงานเกือบสามโมงเช้า เป็นเหตุให้โดนหัวหน้างานผู้เคร่งครัดเรื่องการตรงต่อเวลา เรียกเข้าห้องเย็นอบรมเสียเกือบชั่วโมง และวันนั้นทั้งวันของหญิงสาวก็เต็มไปด้วยปัญหานานาประดังประเดเข้ามาให้แก้ไขจนแทบไม่มีเวลาพักสมอง นอกจากนั้นเมื่อถึงเวลาเลิกงาน หล่อนก็ตีตั๋วยืนตั้งแต่ป้ายแรกยันป้ายสุดท้าย พอก้าวแรกหลังจากที่เปิดประตูเหยียบพื้นห้อง โทรศัพท์มือถือก็ดังกระชั้นจนหล่อนสะดุ้ง ปาตาลีดูเบอร์ก่อนจะกดรับ

“ว่าไง ปถ” หญิงสาวทักทายปลายสายด้วยเสียงเนือย ๆ

“ พี่ปาพ่อเข้าโรงพยาบาล” คำตอบจากปลายสาย แม้จะบอกด้วยเสียงเรียบเรื่อยธรรมดา แต่ก็ทำให้ปาตาลีถึงกับตาเหลือก

“เฮ้ย...พ่อเป็นอะไร?!” หญิงสาวตกใจจนลืมเหนื่อย โทรศัพท์มือถือที่กำไว้หลวม ๆ ในตอนแรกถูกบีบกระชับอย่างไม่รู้ตัว

“เหมือนเดิมแหละพี่ ความจริงพ่อเข้ามานอนรับประทานน้ำเกลือแทนข้าวได้เกือบอาทิตย์แล้วล่ะ ตอนนี้อาการค่อยยังชั่วแล้ว หมอบอกว่ามะรืนก็ออกไปพักต่อที่บ้านได้แล้ว” คำตอบที่ได้รับทำให้ปาตาลีขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย

“อ้าว...แล้วทำไมเพิ่งโทรมาบอกล่ะยะ...ไม่บอกเอาซะชาติหน้าเลยล่ะยัยน้องปถที่รัก!” หญิงสาวประชด ทำเสียงจึ๊ก ๆ จั๊ก ๆ ด้วยความขัดใจเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะแผ่ว ๆ ของน้องสาวดังแว่วมาจากปลายสาย

“ใจเย็น ๆ สิพี่ปา กำลังจะเข้าประเด็น...คือ...พ่อไม่ให้โทรบอกพี่ปาเพราะเห็นว่าแค่พี่เป้ากับปถก็พอแล้ว แต่ทีนี้เกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้จู่ ๆ พ่อก็บอกให้ปถโทรตามพี่ปา เห็นบอกว่ามีเรื่องจะสั่งเสียก่อนตาย” ท้ายประโยคคนพูดเสียงเริ่มเครือ

“เอาเข้าไปแม่ศิลปินใหญ่...เมื่อกี้ยังหัวเราะอยู่แหมบ ๆ เปลี่ยนเป็นเล่นบทโศกซะแล้ว...อย่าเพิ่งโอดครวญย่ะ เอาให้รู้เรื่องก่อน ตกลงว่าพ่ออยากให้พี่กลับใช่มั้ย?” ปาตาลีซักต่อ

“ใช่พี่...เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี”

“ตกลง...งั้นพรุ่งนี้เจอกัน” หญิงสาวสรุปก่อนวางสาย แม้จะใจคอไม่ดีกับเรื่องที่น้องสาวบอก แต่ความเป็นพี่สาวคนโตที่ต้องคอยดูแลน้องสาวอีกสองคนก็ทำให้หล่อนต้องสะกดกลั้นความอ่อนแอให้จมลึกลงมากที่สุด

ปาตาลีโทรศัพท์แจ้งหัวหน้าเรื่องลางาน แม้จะได้รับคำบ่นบ้างแต่ข้ออ้างเรื่องพ่อป่วยก็ทำให้กระแสเบาบางลงได้ หลังจากจัดการเรื่องลางานเรียบร้อย หญิงสาวก็ลากกระเป๋าใบเขื่องออกมาเก็บข้าวของจำเป็นต้องใช้ซึ่งกะเอาไว้ว่าน่าจะสักสองสามวัน จัดของลงกระเป๋าเรียบร้อยนั่นแหละ หล่อนถึงได้มีเวลาว่างมองกระเป๋าเดินทางแล้วหล่อนก็ได้ฉุกคิด

กี่ปีแล้วนะที่หล่อนไม่ได้กลับบ้าน...กี่ปีแล้วนะที่หล่อนทิ้ง ‘อะไร’ ไว้ข้างหลัง...ความหลังครั้งเก่าผุดพรายขึ้นมาในมโนสำนึก ความรู้สึกบางอย่างพวยพุ่งขึ้นมาในอารมณ์และนั่นทำให้หญิงสาวลุกขึ้นเปิดตู้เสื้อผ้าล้วงมือเข้าไปชั้นในสุด หยิบกล่องไม้ฝุ่นเขลอะออกมาเปิด...ในกล่องมีเพียงรูปถ่ายของชายหญิงคู่หนึ่ง ซึ่งแม้จะเป็นรูปคู่แต่ถูกแยกออกจากกันด้วยรอยฉีกจนกลายเป็นสองส่วน ปาตาลีหยิบส่วนภาพของผู้ชายขึ้นมาดูด้วยความรู้สึกเจ็บปวด...แดนสรวง...ผู้ชายคนแรกที่หล่อนหลงรักหัวปักหัวปำจนแม้กระทั่งปัจจุบัน หล่อนก็ไม่สามารถรักใครได้มากขนาดนั้น...ผู้ชายคนแรกที่ทำให้หล่อนซาบซึ้งถึงคำว่า ‘อกหัก’ ได้อย่างชนิดลืมไม่ลง แม้ใคร ๆ จะบอกว่ารักของหล่อนในครั้งนั้นจะเป็นเพียงรักแรกที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป...แต่ปาตาลีเท่านั้นที่รู้ว่า...มันไม่จริง...เพราะทุกครั้งที่หวนคิดถึงความเจ็บปวดและเหตุการณ์เหล่านั้นก็เหมือนจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง

รถโดยสารปรับอากาศเข้าจอดเทียบท่าที่สถานีเมื่อเวลาบ่ายคล้อย ร่างสมส่วนซึ่งยืนกระวนกระวายมาตั้งแต่ห้าโมงเช้าถึงได้ยิ้มออกเมื่อเห็นหญิงสาวอีกคนก้าวลงจากรถทัวร์

“พี่ปา...ทางนี้!” เสียงตะโกนอย่างร่าเริงนั้นเรียกความสนใจจากคนในสถานีได้เป็นอย่างดี ปถมาภรณ์ยิ้มกว้างรับพี่สาวด้วยความยินดี ประกายตาชื่นชมอย่างปิดไม่มิดนั้นทำให้ผู้เป็นพี่สาวอดยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้

ปถหนอปถ ไม่ว่ากี่ปี ๆ เธอก็ยังเห็นพี่เป็นฮีโร่อยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ...

“ว่าไงยัยตาแป๋ว...รอนานมั้ย?” ปาตาลีทักน้องสาวพร้อมกับเอื้อมมือไปโยกศีรษะอย่างเอ็นดู

“ไม่นานหรอกค่ะ...แต่ปถตื่นเต้นมากไปหน่อยก็เลยมารอตั้งแต่ห้าโมงเช้าแน่ะ” ปถมาภรณ์ตอบอย่างร่าเริง ทำให้ผู้เป็นพี่สาวอดไม่ได้ที่จะพึมพำเบา ๆ ว่า ‘บ้าเห่อ’

“แหม ๆ พี่ปาก็ให้ปถเห่อหน่อยสิ...อยาลืมนะว่าพี่ปาไม่ได้กลับบ้านมาตั้งหลายปี” ปถมภรณ์บอกอย่างตัดพ้อ

“พูดอย่างกะว่าพี่ไม่กลับแล้วเราไม่ได้เจอกันอย่างนั้นแหละ” หญิงสาวแย้งเพราะตลอดเวลาหลายปีที่หล่อนไม่กลับบ้าน น้องสาวทั้งสองมักจะไปเยี่ยมเยียนส่งข่าวคราวอยู่เสมอ

“แหม...ก็มันไม่เหมือนกันนี่” ปถมาภรณ์กระเง้ากระงอด ปาตาลีได้แต่ส่ายหน้าอย่าระอากับความคิดของน้องสาวคนเล็ก หญิงสาวชวนน้องสาวออกจากสถานีท่ามกลางความพลุกพล่านจอเจของผู้คน ปาตาลีอดรู้สึกไม่ได้ว่าหล่อนกำลังถูกจ้องมอง...จะว่าไปแล้วตั้งแต่ที่หล่อนลงจากรถและเสียงกรี๊ดกร๊าดของน้องสาวร้องเรียก สายตาหลายคู่ก็หันมามองอยู่แล้ว...แต่ทำไมไม่รู้ปาตาลีถึงได้รู้สึกว่าสายตาคู่นี้ดูแปลกกว่าคู่อื่น ๆ

ความสงสัยทำให้หญิงสาวหันกลับพร้อมกับสอดส่ายสายตาหาที่มาของมนุษย์ปริศนา ซึ่งแน่นอนว่าหล่อนไม่เจอ...ก็แหม...ใครกันจะใจกล้าหน้าด้านประสานสายตากับคนที่ตัวเองแอบมองอยู่ได้ล่ะ...ปาตาลีคิดเข้าข้างตัวเองอย่างขำ ๆ ก่อนจะเดินตามน้องสาวที่ลิ่วไปสตาร์ทรถรออยู่ก่อนแล้ว

ทันทีที่รถจอดสนิท ปาตาลีก็แทบจะกระโดดทะลุประตูรถตรงดิ่งเข้าบ้านเมื่อเห็นคนมารอรับ คุณบรรจบฉีกยิ้มกว้างอย่างยินดีเมื่อร่างของลูกสาวคนโตถาโถมเข้ากอดรัด หลังจากทักทายกันให้หายคิดถึง ทั้งครอบครัวจึงได้พากันเดินเข้าบ้านเพื่อสร้างความโกลาหล เมื่อลูกสาวทั้งสามคนต่างพากันเข้าครัวแสดงฝีมือการทำอาหารที่ต่างคนต่างก็คิดว่าตัวเองทำอร่อยมาประกวดกัน โดยมีผู้ช่วยคือคุณบรรจบซึ่งได้รับหน้าที่หั่นผัก ล้างผัก ท่ามกลางการบ่นว่าของลูกสาว
หลังจากมื้อเย็นผ่านพ้นไปด้วยความสนุกสนานเพราะนาน ๆ จะมีโอกาสรวมตัวกันครบเสียที คุณบรรจบก็เรียกประชุม สามพี่น้องได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่กเพราะแม้แต่ปถมาภรณ์ซึ่งใกล้ชิดที่สุดก็ยังไม่รู้ว่าผู้เป็นพ่อมีธุระสำคัญอะไร

“ที่พ่อเรียกทุกคนมารวมกันก็เนื่องมาจากการป่วยครั้งหลังสุดของพ่อนี่แหละ” คุณบรรจบเอ่ยขึ้นหลังจากลูกสาวทั้งสามทรุดตัวลงนั่งเอี้ยมเฟี้ยมลงบนพื้น

“อย่าบอกนะว่าจะสั่งเสียก่อนตาย!” เปรมิกาโวยวายเสียงดัง ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อโดนพี่สาวหยิกหมับเข้าให้

“จะว่าไปแล้วมันก็จริง” คุณบรรจบเอ่ยยิ้ม ๆ “เรื่องความตายมันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาไม่เลือกคนหรอก เรื่องของวันพรุ่งนี้ไม่มีใครรู้ เรื่องที่พ่อจะบอกเป็นเพียงคำขอร้องก่อนตายของพ่อ แล้วก็เป็นคำสั่งเสียของแม่ด้วย” คุณบรรจบพูดจบ ลูกสาวทั้งสามต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่กอีกรอบ

“แม่สั่งไว้ก่อนตายเหรอพ่อ?” เปรมิกาถามขึ้นหลังจากเงียบกันไปครู่ใหญ่

“เปล่า...แม่เค้าเพิ่งมาบอพ่อตอนที่พ่อนอนอยู่โรงพยาบาลครั้งหลังสุดนี่แหละ” คำตอบนั้นทำให้สามสามถึงกับตาเหลือก

“อะไรนะพ่อ! อย่าบอกนะว่าแม่เข้าฝันพ่อ!” ปถมาภรณ์ถามเสียงหลงพลางกระถดเข้าใกล้พี่สาวก่อนเหลียวมองรอบตัวอย่างหวาด ๆ ...ถึงจะเป็นแม่ผู้ให้กำเนิด...แต่ถ้ามาแบบพิสูจน์ไม่กระจ่างแบบนี้หล่อนก็ไม่อยากเจอ...

“พ่อไม่ได้ฝัน” คุณบรรจบบอกเสียงหนัก “แม่มาหาพ่อจริง ๆ มายืนอยู่ข้างเตียงเลยนะ” คำบอกเล่านั้นทำให้ปาตาลีอดไม่ได้ที่จะเอียงไปกระซิบกับเปรมิกา แต่ก็ดังพอจะได้ยินกันทุกคน

“เป้า...ให้เฮียหมูเช็คสมองพ่อครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?” เปรมิกาทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า

“เกือบปีแล้วนะ...โหย...นานเหมือนกันนะเนี่ย” หล่อนว่าพลางแสร้งทำสีหน้าตกอกตกใจ

“นี่..,ไอ้พวกคุณลูกทั้งหลาย! พ่อไม่ได้เพ้อไม่ได้บ้านะโว๊ย...และพ่อมั่นใจว่าสมองพ่อยังปกติดี...ชิชะ...แช่งพ่อเรอะนั่น!” คุณบรรจบโวยวายเล่นเอาทั้งสามสาวต้องรีบเอาใจเป็นการใหญ่

“ไหนพ่อบอกว่าผีไม่มีจริงไง...แล้วแม่มาหาพ่อได้ไง?” ปถมาภรณ์ชงประเด็นหลังจากที่ลุกมานั่งกลางวงสนทนา (เพื่อหาที่พึ่ง...เพราะหล่อนกับเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้อย่างผีเนี่ย...เข้ากันได้ที่ไหน)

“คืองี้” คุณบรรจบกระแอมก่อนพูดต่อ “แม่เค้ามาบอกพ่อว่า เค้าอยากให้ลูก ๆ ทั้งสามคนเป็นฝั่งเป็นฝา มีเหย้ามีเรือนกันซะก่อนที่พ่อจะตาย” คุรบรรจบพูดจบก็กอดอกอมยิ้มมองลูกสาวทั้งสามที่ถอนหายใจโล่งอกกันเป็นแถว

“โธ่...นึกว่าเรื่องอะไร” ปาตาลีบ่น

“นั่นน่ะสิ...นึกว่าคอขาดบาดตาย” เปรมิกาเสริมบ้าง

“กะอีแค่แต่งงานเองเนอะ” ปถมาภรณ์พูดพลางหัวเราะ...
แต่แล้วทั้งสามคนก็หุบยิ้มฉับเมื่อคำว่า ‘แต่งงาน’ เข้ากระทบโสตประสาทและกระดอนกระเด็นกลับไปกลับมาหลายครั้ง...ไม่น่าแปลกเลยที่ทั้งสามคนจะอุทานขึ้นพร้อมกัน

“หา...แต่งงาน!”

“ใช่...แต่งงาน” คุณบรรจบเอ่ยยิ้ม ๆ “แม่บอกพ่อว่าแม่นอนตายตาไม่หลับและไปอย่างมีห่วง เพราะไม่เห็นลูกเป็นฝั่งเป็นฝา”

“ตอนแม่ตายเป้าแต่งตัวให้ครั้งสุดท้ายนะพ่อ...เป้ามั่นใจ...ตาแม่หลับ” เปรมิกายืนยันอย่างมั่นใจ คุณบรรจบมองค้อนลูกสาวคนกลางก่อนตอบว่า

“พ่อหมายถึงการเปรียบเปรยโว๊ย...ไม่ใช่หลับตาแบบนั้น!” คุณบรรจบบอกงอน ๆ ลูกสาวคนกลางหัวเราะคิกคักอย่างพอใจ

“พ่อขา...พ่ออยากให้ลูกแต่งงานเหรอคะ?” ปถมาภรณ์เอ่ยถาม คนเป็นพ่อพยักหน้ารับแรง ๆ

“พ่อขา...พ่อคิดว่า...ผู้ชายดี ๆ เนี่ยมันหาง่ายนักเหรอ?” เปรมิกาถามต่อ คนเป็นพ่อพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม

“พ่อขา...ปาเป็นทอมค่ะ!” ปาตาลีบอกดัง ๆ คุณบรรจบพยักหน้ารับยิ้ม ๆ

“เฮ้ย!” ปถมาภรณ์และเปรมิกาอุทานขึ้นพร้อมกัน “พ้อ...รับได้จริงเหรอ? ที่พี่ปาเป็นทอมน่ะ?!” เปรมิกาถามต่อ

“เปล่า...พ่อรับไม่ได้...แต่พ่อรู้ว่าปาไม่ได้เป็นทอมอย่างที่บอกหรอก...ลูกพ่อนี่นา ช่วยแม่เลี้ยงมาตั้งแต่เกิดทำไมจะไม่รู้นิสัยใจคอล่ะ” คุณบรรจบเอ่ยยิ้ม ๆ

“โอ๊ย...พ่อ...แต่งงานนะไม่ใช่เล่นขายของที่พอเบื่อก็เลิกได้ตลอดเวลาน่ะ...แล้วผู้ชายดี ๆ ที่ถือน้ำยามาเป็นหม้อน่ะหายากยิ่งกว่างมครกในมหาสมุทร หรือเข็นเข็มขึ้นภูเขาซะอีก!” เปรมิกาว่าอย่างหมั่นไส้คนเป็นพ่อ

“เอาน่า...พวกลูก ๆ ไม่ต้องห่วงเรื่องผู้ชายที่จะถือหม้อน้ำยาหรอก...พ่อมอง ๆ ไว้มั่งแล้วล่ะ” คุณบรรจบบอกพลางโบกไม้โบกมือวุ่นวาย

“อย่าบอกนะพ่อว่าจะจับคลุมถุงชน! มันหมดสมัยแล้วนะขอบอก” ปาตาลีว่างอน ๆ

“เปล่าหรอกน่า...ไม่ใช่การคลุมถุงชนแน่นอน” ผู้เป็นพ่อรับคำมั่นเหมาะ “พ่อแค่นำเสนอคนถือหม้อน้ำยามาก็เท่านั้น...ที่เหลือก็แค่พวกลูก ๆ ไปชิมดูว่าน้ำยาในหม้อที่เขาถือมาควรค่ากับขนมจีนในมือตัวเองหรือเปล่า...ก็เท่านั้น” คุณบรรจบว่าพลางอมยิ้มมีนัย “รับรอง...หลาย ๆ หม้อที่พ่อเลือกมาพวกแกต้องถูกใจเข้าสักหม้อสิน่า!” คุณบรรจบว่าพลางกำมือทุบลงกลางฝ่ามืออีกข้างอย่างมั่นอกมั่นใจ
ปาตาลี เปรมิกา และปถมาภรณ์ ต่างก็หันหน้ามองกันพร้อมกับยิ้มฝืด ๆ โดยเฉพาะปาตาลีมีอาการขนลุกอย่างเห็นได้ชัดเพราะสายตาสุดท้ายที่คนเป็นพ่อส่งมาพุ่งเป้ามาที่หล่อน...อย่าบอกนะว่าหล่อนคือคนแรกของเป้าหมายของพ่อ...หญิงสาวคิดอย่างสยดสยอง...

ฉันเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พร้อมกับยกมือขึ้นนวดไหล่อย่างปวดเมื่อย เหลือบตามองดูนาฬิกาติดฝาผนังก็ได้แต่ปลง...นาฬิกาบอกเวลาตีสามพอดีไม่ขาดไม่เกิน...มีหวังพรุ่งนี้ฉันตื่นสายแน่ ๆ แต่ก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง? เพราะฉันมี ‘งาน’ ที่ใครคนนั้นให้เวลาคิดและเขียนแค่คืนเดียว...มันได้มากถึงขนาดนี้ก็คงพอกล้อมแกล้มไปได้บ้างล่ะน่า

ฉันกดเซฟข้อมูลลงเครื่อง พร้อมกับเก็บเข้าแฮนดี้ไดรฟ์ด้วย เผื่อพลาดพลั้งโน้ตบุคคู่ใจเกิดเป็นอะไรขึ้นมาฉันจะได้ไม่โดนใครคนนั้นว่ากระทบกระเทียบได้ ประสบการณ์จากการถูก ‘ด่า’ เพราะงานชิ้นที่แล้วถูกไวรัสกินเกลี้ยงและฉันไม่ได้สำรองข้อมูลไว้ ทำให้ฉันรอบคอบมากขึ้น เมื่อปิดเครื่องเรียบร้อยฉันก็หันหน้าไปยิ้มให้ที่นอนหยิบนาฬิกาปลุกตรงหัวเตียงขึ้นมาตั้ง...ความจริงก็ตั้งมันไปอย่างนั้นแหละ...เพราะเมื่อมันดังฉันก็จะควานปิดและนอนต่ออยู่เสมอ...แต่ก็ตั้งไว้เพื่อเป็นข้ออ้างไงว่า มันไม่ปลุกอะไรเทือกนั้น

เมื่อล้มตัวลงนอนความคิดหนึ่งก็วาบเข้ามา...ถ้าเกิดอีตานั่นไม่พอใจงานฉันจะเป็นยังไงนะในเมื่อมันดันตรงข้ามกับความต้องการของเขาแทบทุกอย่าง...ความกังวลของฉันถูกสลัดทิ้งด้วยความคิดอีกอันหนึ่ง

...ก็ช่างสิ...อุตส่าห์เขียนได้ขนาดนี้ถ้าไม่เอาก็จะบอกเลยว่า...ไปหาคนใหม่...ผิดนักก็จะลาออกซะเลย ไหน ๆ ก็อยู่มาแบบลูกน้องหางแถวอยู่แล้วนี่...รับรองว่าจะพูดแบบนี้แหละ...ถ้ากล้าพอนะ...ฉันคิดยิ้ม ๆ ก่อนจะหลับตาลง
น่า...ให้ฉันหลับก่อนเถอะ...แล้วพรุ่งนี้...ไม่สิ...นี่มันวันใหม่แล้ว...ไว้เย็นนี้มีอะไรเกิดขึ้นฉันจะมาเล่าให้ฟังก็แล้วกันนะ...ราตรีสวัสดิ์...




 

Create Date : 16 กันยายน 2549
7 comments
Last Update : 16 กันยายน 2549 15:25:59 น.
Counter : 863 Pageviews.

 

I love it.
Thank you for good story.

 

โดย: Far away IP: 72.10.113.231 17 กันยายน 2549 8:23:51 น.  

 

มาเยี่ยม

 

โดย: แก้วชิงดวง 30 กันยายน 2549 10:47:55 น.  

 

จิ้งจกยกล้อ

 

โดย: สาว IP: 203.172.199.250 2 ตุลาคม 2549 15:02:45 น.  

 

 

โดย: แอม IP: 203.172.199.250 2 ตุลาคม 2549 15:04:39 น.  

 

 

โดย: สาวแอม IP: 203.172.199.250 2 ตุลาคม 2549 15:06:51 น.  

 

 

โดย: แปดปลาจากแอม IP: 203.172.199.254 2 ตุลาคม 2549 15:11:28 น.  

 

"รออยู่นะตัวเิอง"

 

โดย: Far away (forgive&forget ) 5 ตุลาคม 2549 23:21:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


รงรอง
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add รงรอง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.