Group Blog
 
 
ธันวาคม 2559
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
20 ธันวาคม 2559
 
All Blogs
 
ดรุณฆาต : บทที่ 6




“น่าสงสารวิบูลย์”

คนพูดคือผู้ดูแลคุ้มผารังษีที่เพิ่งก้าวลงจากรถกระบะพร้อมกับคู่ชีวิตที่อยู่กินด้วยกันมานานเกือบสี่สิบปี เขานึกถึงสภาพน่าเวทนาของชายหนุ่มรุ่นลูกซึ่งเห็นกันมาตั้งแต่เจ้าตัวยังกอดขวดนมนั่งด้านหน้ารถกับพ่อที่มีอาชีพขับรถรับจ้างเหมือนตนในตอนนั้น

แต่ในวันนี้เด็กน้อยคนนั้นไม่ได้กอดขวดนมแล้ว แต่กลายเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่เสียใจจนคลั่ง กอดศพเมียโดยไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ ทั้งรำพันทั้งฟูมฟายตะโกนถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นติดต่อกัน

“ลูกเพิ่งตาย แม่ยังมาตายติดกันอีก” สีหน้าวันดีสลดหดหู่ ถึงไม่มีลูกแต่ก็พอเข้าใจถึงความรู้สึกที่ต้องเสียลูกเมียอย่างกะทันหัน ก่อนเอ่ยถึงอีกคนที่พบยังบ่อน้ำด้วยความโมโห “ไอ้เงินก็ปากดีนัก พูดออกมาได้ว่าวิบูลย์ควรดีใจที่เมียตาย จะได้ไม่ต้องถูกข่ม ถูกจิกด่าให้อายชาวบ้านอีก และยังเรื่องทรายขาว...”

“พอเถอะ” ฉลองปราม “คนตายไปแล้ว จะรื้อฟื้นอีกทำไม”

วันดียอมเงียบ ไม่พูดถึงข่าวลือของผู้เพิ่งเสียชีวิตอีก แต่ยังโกรธนักเลงประจำตำบล

“น่าพูดให้วิบูลย์ได้ยิน วิบูลย์จะได้บีบคอมัน” แม่บ้านคุ้มผารังษีแค้นเคืองแทนผู้สูญเสีย “ไม่สิ ให้วิบูลย์บีบคอไม่ได้เพราะไม่งั้นจะถูกตำรวจจับ ต้องให้นิลทำถึงจะสาสม” เอ่ยถึงลออนิลแล้วก็หันมาทางสามี “พี่หลองได้ยินเรื่องไอ้เงินกับลูกชายชอบขโมยของเล่นตรงศาลหรือเปล่า มันน่าให้นิลจัดการนัก ...พูดแล้วฉันก็ไม่เข้าใจ ทำไมคนอย่างวิบูลย์ถึงต้องเจออะไรร้ายๆ แบบนี้ ทีกับคนอย่างไอ้เงิน ฉันเห็นพวกมันอยู่สุขสบายกันทุกคน”

“เบาๆ หน่อย” ผู้เป็นสามีดุ “เลิกพูดถึงคนอื่นได้แล้ว รีบไปหาท่านก่อน ป่านนี้คงรอฟังข่าวอยู่”

ฉลองเดินนำวันดีสู่เรือนไทยล้านนาหลังใหญ่ที่อยู่ด้านหลังคุ้มผารังษี สองสามีภรรยาก้าวอย่างเงียบเชียบ แต่ถึงก้าวเบาแล้ว เจ้าของบ้านที่อยู่ภายในห้องทำงานก็ยังได้ยินราวกับรอคอยคนส่งข่าวอย่างใจจดใจจ่อ

“เป็นยังไงบ้าง”

ชัชวาลวางปากกา หน้าและน้ำเสียงเคร่งเครียด ฉลองที่ยืนอยู่กับวันดีตรงหน้าโต๊ะทำงานซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือและเอกสารจึงตอบ

“เจ้าหน้าที่นำศพชื่นฤทัยไปแล้วครับ แต่กว่าจะเอาออกไปได้ก็นานพอดูเพราะวิบูลย์ไม่ยอม”

เจ้าของบ้านระบายลมหายใจยาว เห็นอกเห็นใจคนที่ยังเหลืออยู่ซึ่งไม่รู้จะอยู่ต่อไปอย่างไร

“ตำรวจถามถึงท่านด้วย คงเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่เลยคิดว่าท่านจะไป”

“พวกตำรวจนึกว่าฉันชอบดูศพหรือไง” ผู้ที่นานครั้งจะหงุดหงิดแสดงอาการออกมา โดยไม่บอกเหตุผลว่าที่ไม่ได้ไปเป็นเพราะยังใจคอไม่ดีตั้งแต่เรื่องทรายขาว “แล้วเรื่องทั้งหมดเป็นยังไง ใครเป็นคนเจอชื่นฤทัย”

“ผู้หญิงที่เปิดร้านกาแฟเยื้องๆ กับรีสอร์ทคุ้มดาวครับ” ฉลองหมายถึงคนที่ทิ้งเมืองหลวงมาอยู่ยังตำบลภูพระยาได้เกือบหนึ่งปี “เธอบอกตำรวจว่าวันนี้เป็นวันหยุดร้านเลยไปปั่นจักรยานเล่นแถวนั้นตั้งแต่ยังไม่เจ็ดโมง และเจอศพลอยคว่ำหน้าอยู่ในบ่อน้ำจึงโทรศัพท์แจ้งตำรวจ”

“พอตำรวจมาถึงว่ายังไงบ้าง”

“พวกตำรวจบ่นครับ เพราะชาวบ้านเหยียบที่เกิดเหตุเละเทะไปหมด แล้วเมื่อคืนฝนตกหนักด้วย คงยากที่จะเหลือหลักฐานร่องรอยต่างๆ”

“หลักฐานจากที่เกิดเหตุไม่มี แต่ก็น่าจะมีพยานรู้เห็นบ้าง อย่างน้อยก็วิบูลย์” ความเคร่งเครียดยังปรากฏเต็มใบหน้าเจ้าของบ้าน ฉลองสั่นศีรษะ

“ผมได้ยินจากญาติชื่นฤทัยว่าตั้งแต่เผาทรายขาว ทั้งคู่ก็แยกกันอยู่ ชื่นฤทัยไปอยู่บ้านญาติ เสียใจร้องห่มร้องไห้ทั้งวันจนญาติไม่ได้นอน และเมื่อคืนญาติบอกว่าชื่นฤทัยเงียบไป เลยคิดว่าพอทำใจได้แล้ว เขาจึงค่อยได้นอนพัก แต่ไม่คิดว่าพอหลับสนิท ชื่นฤทัยจะออกไปจากบ้าน”

“แต่เมื่อคืนฝนตกหนักมาก ชื่นฤทัยไม่น่าออกไปได้”

“เป็นเพราะฝนตกหนักครับท่าน เลยไม่มีใครเห็นสักคนว่าชื่นฤทัยออกไปตอนไหนและได้ยังไง แต่ว่า...” ฉลองอึกอัก สบตากับวันดี ฝ่ายชัชวาลเห็นท่าทีเช่นนั้นก็รู้มีอะไรบางอย่างไม่สู้ดีนักจึงให้เล่าต่อ

“ฝ่ายญาติไม่ติดใจเรื่องการตายครับ เพราะตั้งแต่ทรายขาวตาย ชื่นฤทัยก็บอกว่าอยากไปอยู่กับลูก และเคยจะผูกคอตายครั้งหนึ่งแต่ญาติช่วยไว้ทัน”

เจ้าของบ้านเอนพิงเก้าอี้ รับรู้เรื่องราวสลดด้วยความหดหู่ นึกถึงหญิงสาวที่เคยมาเล่นที่คุ้มผารังษีตั้งแต่เล็กในฐานะลูกไล่บุตรสาวตน

“น่าสงสารวิบูลย์ ลูกเพิ่งตายแท้ๆ เมียยังฆ่าตัวตายอีก ยังไงถ้าเจอวิบูลย์ ฉลองกับวันดีก็คุยกับเขาบ้างล่ะ และบอกด้วยว่าฉันเป็นห่วง” ชัชวาลบอกด้วยความเห็นใจ ขณะวันดีโพล่งขึ้นมา

“ให้พี่หลองคุยคนเดียวได้มั้ยท่าน ฉันไม่อยากคุยกับวิบูลย์ ฉันกลัว”

แทรกขึ้นมาโดยซื่อแล้ว วันดีก็ถูกสามีตำหนิ

“ไหนเพิ่งทำท่าสงสารวิบูลย์”

“สงสารก็สงสาร แต่ฉันก็กลัวนี่พี่หลอง”

“กลัวอะไร” ชัชวาลเอ่ย เจ้าของร่างอ้วนก้มหน้า บอกเสียงเบา

“ตอนแรกฉันไม่อยากเชื่อหรอกจ้ะที่เขาบอกเรื่องทรายขาวตายเป็นเพราะวิบูลย์ขับรถชนศาลลออนิล แต่พอชื่นฤทัยตายอีกคน ฉันก็ว่ามันแปลกๆ แล้วเมื่อกี๊ที่บ่อน้ำก็ไม่มีใครอยากยุ่งกับวิบูลย์ เขากลัวอาถรรพ์กันจ้ะ”

“เรื่องเพ้อเจ้อ อย่าไปเชื่อเลยครับท่าน”

“ฉันไม่ได้เพ้อเจ้อนะพี่หลอง เห็นอยู่ว่ามีคนตายแล้ว อีกอย่าง...” วันดีหันมาทางเจ้าของบ้านที่หน้านิ่วคิ้วขมวด ลังเลครู่หนึ่งก่อนบอกด้วยเจตนาดี “ชาวบ้านบอกควรตั้งศาลลออนิลไว้เหมือนเดิม”

ชัชวาลจึงเข้าใจเจตนา รู้ว่าในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวควรล้มเลิกความต้องการที่จะรื้อศาลเพื่อปรับภูมิทัศน์รอบบ่อน้ำ

“ถ้าชาวบ้านไม่สบายใจ ฉันก็ไม่รื้อหรอกและจะสร้างใหม่ด้วย” ชัชวาลหันไปทางฉลอง “ฉลองช่วยติดต่อคนทำศาลลออนิลครั้งก่อนให้ด้วย บอกฉันต้องการศาลที่สวยและใหญ่กว่าคราวก่อน และติดต่อหาช่างเพราะคราวนี้ฉันจะทำรั้วกั้น จะได้ไม่มีใครขับรถชนศาลอีก”

ฉลองรับคำ วันดียิ้มดีใจด้วยความโล่งอก ก่อนทั้งคู่จะสะดุ้งโหยงเมื่อมีเสียงประชดประชันจากทางด้านหลัง

“แหม ถ้าแม่ยังอยู่คงดีใจแย่ที่ได้ยินพ่อพูดแบบนี้”

ดาริกาเดินเข้ามา ปรายตาคมมองวันดีที่ก้มหน้างุด ฉลองเลยรีบขอตัว ฉุดมือเมียออกไปด้านนอก ด้วยไม่อยากอยู่ท่ามกลางสงครามระหว่างพ่อลูก จากนั้นดาริกาก็หยุดยังหน้าโต๊ะทำงาน เอ่ยด้วยน้ำเสียงเสียดสี

“ถามจริงเถอะค่ะ อีผีนั่นมันสำคัญกับพ่อนักเหรอ พ่อถึงต้องสร้างศาลใหม่ให้มัน”

“ไม่ได้สำคัญกับพ่อแต่สำคัญกับชาวบ้าน” ชัชวาลตอบอย่างใจเย็น ในยามที่มีแต่เรื่องร้าย เขาไม่ต้องการความเครียดเพิ่มอีก

“ไม่ได้สำคัญกับพ่อแต่สำคัญกับชาวบ้าน” บุตรสาวเจ้าของบ้านดัดเสียงเคร่ง เหยียดริมฝีปาก “ทำเป็นเอาความกลัวของชาวบ้านบังหน้า พ่อคิดว่าคนอื่นตาบอดหรือไง ใครๆ เขารู้ทั้งนั้นแหละค่ะว่าอีผีนั่นมันสำคัญกับพ่อแค่ไหน”

“เมื่อไหร่แกจะเลิกคิดว่าลออนิลเป็นเมียน้อยของพ่อ” ชัชวาลยังคงข่มอารมณ์

“ก็เมื่อไหร่พ่อถึงจะยอมรับล่ะคะ หรือยังกลัวเสียหน้า กลัวเสียชื่อชาติตระกูลอยู่”

“แล้วใครจะเหมือนแก” ผู้พูดยืนขึ้น มองตาลูกสาวตรงๆ “วันๆ ทำแต่เรื่องเลวทราม ไม่เคยรักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูล”

“นั่นมันหน้าที่แกรนด์นี่คะ” ดาริกาหัวเราะ ไม่สะทกสะท้านต่อคำตำหนิ “เรื่องศาล แกรนด์อุตส่าห์ดีใจที่พ่อจะรื้อทิ้ง แต่ถึงเวลาพ่อกลับทำไม่ลง แล้วแน่ใจนะคะว่าจะทำให้อีผีลออนิลใหม่”

“ทำไม” ชัชวาลขมวดคิ้ว รับรู้ได้ถึงความไม่ชอบมาพากลในน้ำเสียง

“เพราะแกรนด์จะไปเผาน่ะสิคะ และต่อให้พ่อสร้างใหม่อีก แกรนด์ก็เผาอีก เผาให้บ้านมันร้อนเป็นไฟเหมือนกับที่อีผีลออนิลเคยทำให้ครอบครัวเราร้อนเป็นไฟ”

นัยน์ตาดาริกาวาวโรจน์ ชัชวาลเห็นไฟแห่งความอาฆาตในตัวลูกสาวที่ไม่เคยดับลงเสียที

“บอกไว้ก่อนนะคะว่าอย่าคิดว่าแกรนด์ไม่กล้า เพราะแกรนด์ไม่เคยกลัวมัน ไม่ว่ามันจะเป็นคนหรือผี”

“พ่อก็ไม่เคยคิดว่าแกไม่กล้า”

ดาริกาเลิกคิ้ว สงสัยในท่าทีเยือกเย็น ก่อนต้องเป็นฝ่ายเย็นวาบกับถ้อยคำบริภาษ

“เพราะแกเป็นผีห่าซาตานมาเกิดยังไงล่ะ เรื่องชั่วช้ากว่านี้แกยังทำมาแล้วตั้งหลายเรื่อง ฉะนั้นแค่เผาศาลลออนิลก็เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยสำหรับแกเท่านั้น”

ชัชวาลเผยความชิงชังต่อบุตรสาวผ่านสายตาเย็นชา



“เพราะแกเป็นผีห่าซาตานมาเกิดยังไงล่ะ”

ดาริกากัดริมฝีปาก ถึงแม้เคยถูกพ่อต่อว่ามานักต่อนัก แต่เธอไม่เคยเจ็บใจเหมือนอย่างคราวนี้ มันเป็นคำพูดรุนแรงที่ทุบกระแทกลงบนหัวใจ ซึ่งนอกจากทำให้รู้ว่าไม่ใช่แค่ไม่รัก พ่อยังเกลียด

นิ้วจิกลงบนที่นอน เจ้าของห้องที่นั่งอยู่บนเตียงนึกถึงสิ่งที่โดนเปรียบเทียบ ถ้าไม่ใช่เพราะตัวชา ดาริกาคงตะโกนถามพ่อไปแล้วว่ารู้มั้ยว่าเธอกลายเป็นผีห่าซาตานได้อย่างไร

เป็นเพราะพ่อ เพราะแม่ และอีนังลออนิล!

ตอบด้วยความคับแค้นในใจพร้อมกับลูบแผลเป็นเล็กๆ ตรงหางคิ้วซ้าย จากนั้นหญิงสาวก็จิกนิ้วลง มันไม่มีเลือดไหล และไม่เจ็บเหมือนวันนั้นแล้ว

วันนั้นในวัยเด็กที่แม่ตบตีเธอเพื่อประชดพ่อทุกครั้งยามทะเลาะกันเรื่องลออนิล ผู้หญิงที่พ่อปากแข็งไม่เคยยอมรับว่าเป็นเมียน้อย แต่กลับคอยเอาอกเอาใจเสียยิ่งกว่าลูกเมีย จนแม่กับเธอต้องอับอายต่อคำซุบซิบนินทา โดยเฉพาะเมื่อเป็นคำพูดจากปากผ่องพรรณ

“ได้ข่าวคุณชัชวาลเลิกติดใจสะสมไพลินมาติดใจหินสีดำแล้วหรือคะ”

เพราะยังเด็กจึงไม่เข้าใจคำพูดสองแง่สองง่ามที่แฝงความนัย ครั้นพอถามแม่ ดาริกาก็ถูกหยิกจนเนื้อเขียว กระทั่งโตขึ้นจึงค่อยรู้หินสีดำของผ่องพรรณหมายถึงลออนิล

ดาริกานึกถึงผู้หญิงที่สร้างความร้าวรานในบ้านด้วยความเจ็บแค้น ทั้งยังเจ็บใจที่ครั้งหนึ่งเคยรับของขวัญวันเกิดจากลออนิล เพราะไม่รู้หญิงสาวใบหน้าคมสวย ผิวพรรณขาวผ่องเหมือนผู้ดีที่มากับสามี ซึ่งพ่อแนะนำให้เรียกอาพิชิตกับอานิลคือผู้ทำให้ครอบครัวตนลุกเป็นไฟ

ไฟที่เผาผลาญครอบครัวเธอจนวอดวาย เผาความสัมพันธ์ระหว่างผัวเมีย พ่อลูก และแม่ลูก จนกลายเป็นจุณ!

หวนคิดถึงวันที่รู้ข่าวการตายของลออนิลด้วยความโล่งใจ เวลานั้นดาริกาเคยนึกว่าทุกอย่างจะดีขึ้น แต่ก็เปล่า สถานการณ์ทุกอย่างเลวร้ายลง พ่อโศกเศร้าอย่างหนักกับการสูญเสียอย่างน่าอเนจอนาถในกองเพลิง ขณะแม่มองความโศกเศร้านั้นด้วยความเจ็บช้ำ และลงความเจ็บแค้นที่เธอเช่นเคย

จนพอพ่อรู้เกิดอะไรขึ้นกับเธอ พ่อก็ส่งเธอไปต่างประเทศ จากนั้นไม่นานแม่ก็ฆ่าตัวตาย ทุกอย่างควรจบลงตรงนั้น แต่ก็ไม่จบอีก เพราะไฟจากลออนิลยังไม่ดับมอด มันยังลุกโชติช่วงอยู่ในใจพ่อ พ่อจึงจะสร้างศาลลออนิลใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม

แต่อย่างที่ประกาศ ไม่ว่าใหญ่แค่ไหนเธอก็จะเผามันให้สิ้นซาก และต่อให้ผีลออนิลมาขัดขวาง เธอก็ไม่กลัว เธอจะเผาอีผีร้ายผู้เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างซาตานอย่างเธอขึ้นมา!

นึกถึงถ้อยคำบริภาษของพ่อแล้วก็เกิดเจ็บแปลบขึ้นอีกรอบ ดาริกาจึงหยุดคิด หยิบโทรศัพท์โทรหาคนรัก แต่เขากลับไม่รับสาย

เจ้าของห้องวางโทรศัพท์ ไม่คิดกดโทรหาอีก เพราะดูออกว่าเหตุใดพักหลังอัชฌาถึงไม่ค่อยรับโทรศัพท์ตน ซึ่งเหตุผลคงไม่พ้นเรื่องแรแข ผู้หญิงคนที่เธอจงใจกระชากแย่งอัชฌามาเป็นของตัวเองเพราะต้องการฉีกหน้าผ่องพรรณ

แต่ทว่าเวลานี้เมื่อตกหลุมรักอัชฌาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ดาริกาก็ชักไม่แน่ใจว่าลงท้ายเธออาจต้องเป็นฝ่ายเสียหน้ารวมถึงเสียใจอย่างหนักหรือเปล่าถ้าหากอัชฌาขอเลิกกับเธอเพื่อกลับไปคืนดีกับแรแข

ดาริกากัดริมฝีปากอีกครั้งเมื่อรับรู้ว่าตนเองกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับผู้หญิง

ผู้หญิงที่เป็นทั้งคนและผี



แดนรวียืนพิงกับขอบประตูห้องครัวภายในบ้าน เขามองแผ่นหลังบอบบางอยู่ราวห้านาที แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าผู้ที่กำลังล้างจานชามกองโตอยู่จะรู้ตัวว่ามีคนแอบมอง กระทั่งเขาต้องเป็นฝ่ายส่งเสียง

“ยังล้างไม่เสร็จอีกเหรอหวาน”

แรแขที่อยู่ในชุดเสื้อยืดคาดด้วยผ้ากันเปื้อนหันมา ยกหลังมือที่มีฟองปัดผมม้าบริเวณหน้าผาก

“ยังค่ะ ยังอีกเยอะด้วย”

ใบหน้าหวานบุ้ยไปทางจานชามที่เตรียมจะนำมาล้างด้านข้าง แดนรวีก้าวมาหยุดใกล้ๆ

“ทำไมไม่ให้เด็กในร้านล้าง”

“จานชามแพงๆ คุณน้ากลัวเด็กไม่ระวังทำแตกค่ะ” หญิงสาวเอ่ยถึงแม่เลี้ยง นัยน์ตาดุเข้มจึงมองภาชนะ เห็นเป็นกระเบื้องเนื้อดีเลยหยิบขึ้นมาดูลวดลายใบหนึ่งแล้วค่อยวาง

“หรือจะมีแขกพิเศษมา คุณน้าถึงให้เอาออกมาล้างเตรียมไว้ใช้”

“ถ้าล้างทั้งหมด แปลว่าต้องมีแขกเป็นสิบคนเลยนะคะ แต่ทำไมหวานถึงไม่ได้ยินคุณน้าพูดเรื่องเตรียมอาหารเลย” แรแขมองกองจานชามแล้วถอนใจ “ หรือบางทีอาจไม่มีแขกก็ได้ แต่แค่ไม่อยากให้หวานว่าง ...เอ๊ะ พี่ขิงจะทำอะไรคะ”

เอ่ยเมื่อแดนรวีหยิบผ้ากันเปื้อนที่แขวนไว้อีกตัวตรงผนังมาสวม แล้วแรแขก็ต้องตกใจที่จู่ๆ มือใหญ่โตก็ลูบตรงหน้าผากอย่างเบามือ

“ฟองติดน่ะ พี่เลยเช็ดออกให้ ทำไม ตกใจอะไร นึกว่าพี่จะทำอะไรงั้นหรือ” ทำตาวิบวับไม่พอแดนรวียังส่งเสียงเจ้าเล่ห์ใส่คนหน้าแดง แรแขเลยดีดฟองในมือในแก้เขิน มองผู้ที่ไม่ได้เข้ากันกับชุดผ้ากันเปื้อน

“แล้วพี่ขิงจะทำอะไรล่ะคะ”

“ช่วยหวานล้างจานไง หวานจะได้มีเวลาว่างพาพี่ไปเที่ยวผาแสงงาม”

“อยากดูพระอาทิตย์ตกหรือคะ” นัยน์ตาสวยเหลือบมองนาฬิกาบนผนังที่บอกเวลาใกล้ห้าโมงเย็น “พี่ขิงเอารถไปใช้ก็ได้ค่ะ ขืนรอหวานพี่คงไม่ได้ดู อ้อ หรือไว้วันไหนพี่ชวนพี่ธรรศไปด้วยกันสิคะ”

ผู้พูดเอ่ยถึงพี่ชายที่ต้องไปงานสวดอภิธรรมศพชื่นฤทัยในคืนสุดท้าย แดนรวีส่ายหัว

“พี่ไม่ใช่คนอกหักนะจ๊ะถึงจะได้ไปนั่งดูพระอาทิตย์คนเดียว และคงไม่มีผู้ชายคนไหนอยากดูพระอาทิตย์ตกกับผู้ชายด้วยกันสองต่อสองหรอก”

แรแขหัวเราะ นึกภาพคนหน้าดุกับพี่ชายหน้าสวยของตนดูพระอาทิตย์ตกด้วยกัน ซึ่งถ้าใครไม่รู้คงนึกว่าทั้งคู่เป็นคู่ขา

“เลยจะมาชวนหวานไปดูพระอาทิตย์ตกสองต่อสอง”

แดนรวีพยักหน้ารัว ยื่นหน้าใกล้น้องสาวเพื่อน เอ่ยชวนเหมือนเด็กๆ

“ไปนะ”

“ไปดีมั้ยน้า” แรแขแสร้งทำท่าคิดหนัก

“ดีสิ ดูพระอาทิตย์ตกกับหนุ่มหล่อ โอกาสทองแบบนี้หาได้ที่ไหน”

“อื้อหือ มีใครได้กลิ่นคนหลงตัวเองแถวนี้บ้างมั้ย” หญิงสาวทำจมูกฟุดฟิด แดนรวีเลยแกล้งทำท่าดมตัวเองแล้วบอก

“ไม่เห็นมี มีแต่กลิ่นผู้หญิงสวยใจดีที่จะยอมตกลงไปผาแสงงามกับผู้ชายรูปหล่อ” ชายหนุ่มมัดมือชกพร้อมกับรวบรัด “ตกลงไปกับพี่นะคร้าบ pleaseee”

คนตาดุทำตาแป๋ว ส่งเสียงออดอ้อนจั๊กจี้หู ฝ่ายแรแขซ่อนรอยยิ้มตอบเสียงขรึม

“ถ้าล้างเสร็จก็ไปค่ะ”

“เสร็จอยู่แล้ว พี่ขิงร้อยแรงม้าจะช่วยหวานเอง”

เอ่ยจบแดนรวีก็ช่วยล้างจานอย่างแข็งขัน ทว่าทั้งคู่ช่วยกันล้างได้ไม่ถึงสิบนาที กุญชรีก็ย่องเข้ามา กระซิบกระซาบเรื่องที่แอบได้ยินพี่สาวคุยโทรศัพท์

“น้าได้ยินพี่ผ่องคุยโทรศัพท์กับอัชฌา เห็นว่าอัชฌาจะมากินข้าวเย็นที่บ้าน”

แรแขสบตาแดนรวีที่มองมาแวบหนึ่ง เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงต้องล้างจานกองสูงพะเนิน เพราะแม่เลี้ยงต้องการดึงตัวเธอให้อยู่บ้านเพื่อจะได้พบกับอดีตคู่หมั้นนั่นเอง

“พี่ผ่องทำอะไรพิลึก” กุญชรีหมั่นไส้พี่สาวกับท่าหัวเราะยิ้มแย้มระหว่างคุยโทรศัพท์กับอดีตคู่หมั้นแรแข “รู้อยู่นายอัชฌาเคยทำไม่ดีกับหวานยังจะต้อนรับอีก และไหนเรื่องนายนั่นเป็นแฟนกับคุณแกรนด์ รายนั้นร้ายจะตาย ไม่กลัวเขารู้แล้วมาแหกอกหรือไง” ผู้พูดทำท่าขนลุก มองหญิงสาวที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดด้วยความเห็นอกเห็นใจ “หวานระวังตัวหน่อยล่ะ น้าดูออกงานนี้พี่ผ่องอยากเล่นเกมฉีกหน้าคุณแกรนด์ ถึงได้ต้อนรับนายอัชฌา หวังให้หวานกับอัชฌาคืนดีกัน”

“ไม่เป็นอย่างนั้นหรอกค่ะ น้ากุญไม่ต้องห่วง”

บอกไม่ต้องห่วง แต่สีหน้าแรแขกลับเป็นกังวล เธอยังนึกไม่ออกว่าจะเอาตัวรอดจากมื้อเย็นอย่างไร ขณะแดนรวีรับฟังปัญหาที่น้าสาวของเพื่อนเปิดเผยราวกับเห็นเขาเป็นคนในครอบครัวด้วยความหนักใจแทน เขามองแรแขก่อนมองกุญชรีที่จ้องเขาเหมือนกับเห็นอะไรติดอยู่ที่หน้า

“ขิงพาหวานหลบไปสิ”

“แล้วงานพวกนี้ล่ะครับ” แดนรวีมองกองภาชนะ รู้ว่ากุญชรีกำลังเปิดทางช่วยแรแข

“เดี๋ยวน้าเรียกเด็กคนอื่นมาล้าง รีบไปได้แล้ว” กุญชรีโบกมือ “ไม่ต้องรีบกลับล่ะ ถ้าพี่ผ่องถาม น้าจะบอกเองว่าใช้หวานไปซื้อของ”

แรแขจึงกอดกุญชรีเต็มแรงแล้วเป็นฝ่ายเดินนำแดนรวีออกไปทางประตู เธอดึงมือชายหนุ่มให้มาหลบตรงหลังเสาโรงรถด้วยกันเมื่อผ่องพรรณออกมาจากร้าน

“ยังกับเล่นเกมตำรวจจับผู้ร้ายเลยแฮะ” แดนรวีกระซิบกับผู้ที่แผ่นหลังเบียดชิดกับอกตน แรแขจึงจุปากให้เงียบ กระทั่งแม่เลี้ยงเดินผ่านไปตรงบ้าน เธอก็ถาม

“แล้วพี่ขิงคิดว่าใครเป็นตำรวจใครเป็นผู้ร้ายคะ”

“จะให้พี่บอกได้ไง ยังไงคุณน้าก็เป็นแม่ธรรศ” แดนรวีบอกหน้าตาย รุนหลังคนข้างหน้าให้รีบขึ้นรถหลังจากผ่องพรรณก้าวไวออกจากบ้านพร้อมกับตะโกนหาแรแข



จากร้านครัวผ่องพรรณ แรแขก็ขับรถโฟร์วีลตรงไปยังจุดชมวิวผาแสงงามตามที่แดนรวีชวน แต่ทว่าเมื่อถึงถนนตรงตีนเขา ท้องฟ้าที่สดใสหยกๆ กลับเปลี่ยนเป็นสีขุ่นมัว และไม่กี่นาทีต่อมา หยดน้ำเม็ดโตก็ค่อยๆ หล่นเปาะแปะก่อนร่วงพรูไม่ขาดสายจนแทบมองไม่เห็นเส้นทางเบื้องหน้า

“ท่าทางจะไม่มีดวงได้ดูพระอาทิตย์ตกกับคนสวยใจดี” แดนรวีพึมพำ หรี่ตาเพ่งไปข้างหน้าพร้อมกับชี้ “จอดหลบข้างหน้าดีกว่าหวาน”

ข้างหน้าของผู้พูดคือใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างทาง พอจอดพาหนะโดยที่ยังไม่ดับเครื่อง แรแขก็บอก

“ดีแล้วล่ะค่ะ จะดูพระอาทิตย์กับผู้หญิงสวยแถมยังใจดีทั้งทีก็ต้องมาตอนพระอาทิตย์ขึ้นสิถึงจะถูก มาดูตอนพระอาทิตย์ตกบรรยากาศมันดูหม่นๆ เศร้าๆ ออก”

“พูดจามีเหตุผล” แดนรวีพยักหน้าเห็นด้วย “งั้นคราวหน้าเรามาดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน”

“ถ้าว่างนะคะ”

“พูดจาไม่ให้ความหวังกันเลย” คนหน้าดุแสร้งทำเสียงน้อยใจ “ว่าแต่จะเอายังไง อยากรอฝนซาตรงนี้หรือขับรถฝ่าฝนกลับบ้าน”

“อยู่กับพี่ขิงค่ะ” แรแขตอบโดยไม่ลังเล เหลียวมาทางคนด้านข้าง “อย่ามาแกล้งถาม พี่ขิงก็รู้อยู่ว่าถ้ากลับ หวานต้องเจอกับอะไร”

“แล้วทำไมถึงไม่อยากเจอเขา”

“แล้วทำไมพี่ขิงถึงต้องอยากรู้ด้วย” หญิงสาวทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรในดวงตาเข้มเป็นประกาย ฝ่ายแดนรวีพอถูกจับความรู้สึกได้เลยเสมองออกนอกหน้าต่างทำไม่รู้ไม่ชี้บ้าง

“ก็เห็นเป็นน้องนุ่งเลยถามด้วยความเป็นห่วง”

พอได้คำตอบ แรแขก็บอก

“เพราะไม่อยากเจอค่ะ”

“ตอบสั้นแค่เนี้ย?” ชายหนุ่มหันขวับมาทางคนที่อยู่ด้านหลังพวงมาลัย

“เป็นน้องนุ่งเลยตอบเพื่อนพี่ชายได้เท่านี้ค่ะ” ผู้พูดจงใจทำเสียงเหินห่าง พยายามกลั้นยิ้มเมื่อแดนรวีชะโงกหน้ามาใกล้ เอ่ยด้วยแววตาเจ้าเล่ห์

“แล้วถ้าเห็นเป็นมากกว่าน้องนุ่ง พี่จะได้คำตอบยังไง”

แรแขผลักคนตัวสูงใหญ่ออกห่าง เพราะกลัวจะใจเต้นมากกว่านี้จนพูดผิดพูดถูกเรื่องสำคัญ เธอทอดสายตาไปเบื้องหน้า มองสายฝนที่ชะล้างคราบสกปรกตรงกระจกรถจนสะอาด

“เหตุผลที่หนึ่ง หวานดูออกเหมือนน้ากุญเลยไม่อยากตกเป็นเหยื่อในเกมของคุณน้า สอง ถ้าไม่จำเป็นหวานไม่อยากมีปัญหากับคุณแกรนด์ เพราะไม่ใช่แค่ร้าย แต่ครอบครัวของเธอมีอิทธิพลในอำเภออยู่มาก หวานรวมถึงพี่ธรรศอาจอยู่ลำบากถ้ามีเรื่องกับเธอ สาม คุณอัชฌาคือคนที่เคยทำร้ายทำให้หวานเสียใจ หวานจึงไม่เห็นเหตุผลที่ต้องพบหน้ากันอีก”

“ตอนนี้หวานยังเสียใจเรื่องเขาอยู่หรือเปล่า” แดนรวีถามเรื่องสำคัญ

“ไม่มานานแล้วค่ะ” ดวงตาหวานสบดวงตาเข้มราวยืนยัน

“และไม่รู้สึกอะไรกับเขาแล้วด้วย?”

“รู้สึกจะถามน้องนุ่งหลายคำถามแล้วนะคะ” แรแขชี้หน้าเพื่อนพี่ชาย แต่กลับถูกรวบมือลง

“บอกแล้วไงว่าไม่ได้เห็นเป็นแค่น้องนุ่ง และนี่หวานหนาวใช่มั้ย มือเย็นเจี๊ยบเชียว” ชายหนุ่มเบาแอร์ มองซ้ายขวา “ในรถไม่มีเสื้อคลุมด้วย เอาไงดีเรา หรือจะให้พี่กอด”

“ไม่ขำนะพี่ขิง” เอ่ยเสียงเขียวอย่างไว้ตัวพร้อมกับดึงมือคืน แดนรวีหัวเราะเบากับท่าทางเหมือนแมวขู่ จากนั้นแรแขก็พูดต่อ “หวานไม่รู้สึกอะไรกับอัชฌาแล้วค่ะ ถึงเขาตื๊อหนักขนาดไหน หวานก็ไม่มีทางกลับไปคืนดีด้วย ขนาดให้เป็นเพื่อนยังต้องคิดก่อนเลย”

“ขนาดนั้นเลย”

“ขนาดนั้นค่ะ คิดง่ายๆ นะพี่ขิง คนที่รักและปรารถนาดีกับเรา เค้าย่อมไม่ทำร้ายเรา หรือเอาเรื่องเดือดร้อนมาให้เราปวดหัว แต่อัชฌาทำทั้งสองอย่าง”

“เป็นเพราะเค้าคงยังรักหวานอยู่ แล้วเรื่องที่เกิดคราวนั้น หวานไม่คิดหรือว่าอาจเป็นแผนการคุณแกรนด์ก็ได้ที่ตั้งใจแย่งอัชฌาเพื่อแกล้งคุณน้า” แดนรวีคาดเดา

“หวานก็คิดค่ะ แต่...” แรแขยักไหล่ “คุณแกรนด์ยั่วแล้วยังไงคะ ถ้าคนของเราไม่เล่นด้วยซะอย่าง เรื่องคงไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นโทษผู้หญิงฝ่ายเดียวไม่ได้ ผู้ชายก็มีส่วนผิด และถ้าหวานให้อภัย จะมีอะไรรับประกันได้มั้ยคะว่าเหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นอีก หวานเลยยอมหักดิบเลิกเด็ดขาดกับอัชฌา ไม่มีทางที่หวานจะใช้ชีวิตกับผู้ชายเจ้าชู้ เพราะชีวิตหวานยุ่งเหยิงเพราะผู้ชายแบบนี้มามากพอแล้ว”

แดนรวีลูบศีรษะแรแขเมื่อได้ยินน้ำเสียงสั่นเครือ เขารู้หญิงสาวไม่ได้เอ่ยถึงอัชฌาเพียงคนเดียว แต่ยังเอ่ยถึงพลตรีมาริษที่แม้แต่ในวาระสุดท้ายก็เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์พร้อมกับทหารหญิงคนสนิทคนหนึ่ง

“หวานอยากได้ผู้ชายที่ดีมาเป็นพ่อของลูก ลูกจะได้ไม่ต้องเจออะไรแบบหวาน”

“พ่อหวานเป็นผู้ชายที่ดี” ชายหนุ่มปลอบเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายมองพ่อตัวเองในแง่ร้ายเกินไปนัก

“เป็นพ่อที่ดี แต่เป็นผู้ชายที่ไม่ดีค่ะ”

“แต่พี่เป็นผู้ชายที่ดีนะ และมั่นใจว่าจะเป็นพ่อที่ดีด้วย” เมื่อบรรยากาศชักตึงเครียด แดนรวีจึงผ่อนคลายด้วยการเอ่ยติดตลก และได้ผลเสียด้วยเมื่อแรแขจ้องเขาเขม็ง

“มันใช่เวลาขำมั้ยพี่ขิง!”

“ไม่ใช่ แต่พี่อยากเห็นหวานยิ้มมากกว่าทำหน้าเศร้านี่นา” พูดแล้ว นิ้วชี้สองข้างก็แตะที่มุมปากบนใบหน้าสวย “ยิ้มหน่อยน่าคนสวยใจดี”

“ไม่” แรแขแกล้งทำหน้าบึ้ง กลอกตาขึ้นด้านบนแล้วเบะปาก

“น่านะ น้องหวาน 4G” ผู้อยู่ตรงเบาะข้างคนขับพูด ครั้นเห็นเครื่องหมายคำถามปรากฏบนดวงหน้าสวยหวานก็เฉลย “เลิกกับคู่หมั้นก็ไม่ฟูมฟาย สะบัดบ็อบก้าวต่อไปเพื่อหาผู้ชายคนใหม่ที่ดีกว่า แถมยังประกาศตัวขอเป็นฝ่ายเลือกไม่ใช่รอให้ใครมาเลือก ความคิดความอ่านเฉียบขาดทันสมัยขนาดนี้สมกับเป็นหญิงแกร่งพันธุ์อึดยุค 4G ออก”

แดนรวีชูกำปั้นตัวเองไม่พอ ยังยกแขนแรแขชูตามด้วย ฝ่ายหญิงสาวไม่อาจทนเก๊กขรึมได้อีกต่อไป หลุดหัวเราะคิกออกมากับคำพูดช่างเปรียบเปรย เธอมองสายฝนที่เริ่มซาเม็ดลงจนเกือบหยุดแล้วถาม

“แล้วพี่ขิงเป็นยังไงบ้างคะ”

“แฟนคนสุดท้ายพี่เลิกไปเกือบสองปีแล้ว”

“หวานไม่ได้ถามถึงเรื่องนั้น”

พอได้ยิน ชายหนุ่มจึงเพิ่งรู้ตัวว่าปล่อยไก่ไปทั้งเล้า เขาถามแรแขว่าหมายถึงเรื่องไหน

“หมายถึงเรื่องงานค่ะ พี่โอเคหรือยัง”

คำถามจากน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยเสมือนเม็ดฝนที่หยดลงบนหัวใจแห้งผาก แดนรวียิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับคนที่อยู่ด้านข้างซึ่งเขาเชื่อว่าไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น แรแขก็จะเป็นผู้หญิงที่อยู่เคียงข้างเขา

ชายหนุ่มเป็นฝ่ายมองออกไปนอกหน้าต่างบ้าง เห็นต้นไม้ใบไม้ที่มีหยดน้ำเกาะพราวทั้งต้นก็ตอบ

“สบายใจขึ้น แต่ยังไม่ปกติดี ตอนนี้พี่เหมือนคนหลงทาง ยังไม่รู้แน่ว่าตรงที่ตัวเองยืนอยู่คือตรงไหน และจะก้าวไปทางไหน”

“แต่หวานคิดว่าพี่ขิงรู้นะคะ”

แดนรวีเลิกคิ้ว เหลียวมองคนที่กำลังลูบฝ้าซึ่งเกาะตรงกระจกด้านข้าง

“เพียงแต่ตอนนี้ความคิดกับสายตาพี่ขิงกำลังมีฝ้าเกาะเลยมองเห็นไม่ชัด” แรแขหันมาสบตาเพื่อนพี่ชาย “เชื่อหวานนะคะ พี่ขิงคือพี่ขิง ไม่ได้เป็นคนแบบที่คนอื่นยัดเยียดให้พี่ขิงเป็น และถึงพี่ขิงจะเคยพลาด แต่พี่ขิงก็จะยังเป็นนักข่าวที่ดีเสมอ”

“และเป็นผู้ชายที่ดีด้วย”

“มันไม่ใช่เวลาตลกมั้ยคะ”

“ถ้าไม่ตลกแล้วหวานยิ้มทำไม”

ชายหนุ่มเอ่ยล้อแล้วส่งยิ้มคืนกลับให้กับรอยยิ้มแสนหวาน จนอีกฝ่ายหลบตาด้วยความเขินอาย เขาก็มองออกไปบนท้องฟ้าสีคล้ำ ที่แม้จะมีเมฆครึ้มบดบังความงามของแผ่นฟ้าจนเขาอดดูดวงตะวัน แต่แวบหนึ่ง ตอนที่เมฆก้อนใหญ่เคลื่อนผ่านไป เขาก็เห็นว่าพระจันทร์ขึ้นประดับบนแผ่นฟ้าแล้ว





คลิกเพื่อเลือกบทที่ต้องการอ่าน
บทที่ 1 / บทที่ 2 / บทที่ 3 / บทที่ 4 / บทที่ 5 / บทที่ 6 / บทที่ 7 / บทที่ 8 / บทที่ 9 / บทที่ 10 / บทที่ 11


Create Date : 20 ธันวาคม 2559
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2560 20:54:34 น. 4 comments
Counter : 485 Pageviews.

 
พี่หมูน้อย : ขุงขิง --> กรี๊ดเบาๆ น่ารักอ่าา // เรื่องนี้พกความโหดมาด้วย ไม่หยุดที่สองหรอก หุ หุ


โดย: ชมบุหลัน (ratta ) วันที่: 20 ธันวาคม 2559 เวลา:18:41:59 น.  

 
ใช่มั้ย (ขุง)ขิงเลยไม่เคยเป็นผู้ชายไง อิมเมจพี่ผมหยิกทรงหมิว-ลลิตายังคงลอยมาเสมอ

เมื่อกี้ ไม่ใช่เมื่อกี๊นะจ๊ะ สาวภาษาไทย เด็กแมททัก


โดย: พี่หมูน้อย IP: 171.5.159.130 วันที่: 21 ธันวาคม 2559 เวลา:10:39:02 น.  

 
มาอาทิตย์ละรอบรู้สึกว่ารอนานจัง เผอิญช่วงนี้ ว่าาาางงงง อิอิ

พอไม่ว่างนี่เวลาปลิวหายไปเป็นวัน ๆ ๆ เลย พอว่าง (จริง ๆ ก็ไม่ว่างหรอกนะ แต่ก็รี ๆ รอ ๆ อยู่)

เพื่อนญี่ปุ่น(แปดสิบเรียกเพื่อนได้ไหม)มา หลาน(ยี่สิบหก-กลายเป็นเพื่อนเหมือนกัน) เพิ่งกลับไปวันเสาร์ ช่วงเขาอยู่ 3 วันเหนื่อยมาก มีประชุมก็จำวันผิด ไรทำนองนั้น เลยยิ่งรู้สึกว่าใหญ่เลย

จอร์จ ไมเคิล ศิลปินคนโปรดสมัยพี่ยังสาวตายเมื่อวาน (เลิกเป็นแฟนเขาตั้งแต่ยี่สิบปีที่แล้ว) ใจหายนิด ๆ รู้สึกว่าพวกนี้ตายกันเร็วจัง ไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต ไม่มีอุดมการณ์ ประสบความสำเร็จเร็ว เหมือนพลุที่ถูกยิงขึ้นฟ้า เงินมี ชื่อเสียงมี แต่ไม่มีความสุขกับของที่ตัวเองทำ วันนึงคงไม่รู้จะตื่นมาทำไม ก็หลับไปโดยไม่ตื่นมาอีกแล้ว

จริง ๆ ทำได้ขนาดนี้ ถ้าจะทำตัวให้มีประโยชน์กับโลกได้มากกว่านี้จะดีกว่านี้นะ เสียดายที่ได้เกิดมามีความสามารถ



โดย: พี่หมูน้อย IP: 202.28.246.26 วันที่: 26 ธันวาคม 2559 เวลา:15:07:19 น.  

 
สวัสดีนะจ้ะ แวะมาเยี่ยมนะจ้าาา sinota ซิโนต้า Ulthera สลายไขมัน SculpSure เซลลูไลท์ ฝ้า กระ Derma Light เลเซอร์กำจัดขน กำจัดขนถาวร รูขุมขนกว้าง ทองคำ ไฮยาลูโรนิค Hyaluronic คีเลชั่น Chelation Hifu Pore Hair Removal Laser freckle dark spot cellulite SculpSure Ultherapy กำจัดไขมัน adenaa ลบรอยสักคิ้วด้วยเลเซอร์ ลบรอยสักคิ้ว Eyebrow Tattoo Removal เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ สักคิ้ว 3 มิติ
ให้ใจหายใจ สุขภาพ วิธีลดความอ้วน การดูแลสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย สุขภาพผู้หญิง สุขภาพผู้ชาย สุขภาพจิต โรคและการป้องกัน สมุนไพรไทย ขิง น้ำมันมะพร้าว ผู้หญิง ศัลยกรรม ความสวยความงาม แม่ตั้งครรภ์ สุขภาพแม่ตั้งครรภ์ พัฒนาการตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ โรคขณะตั้งครรภ์ การคลอด หลังคลอด การออกกำลังกาย ทารกแรกเกิด สุขภาพทารกแรกเกิด ผิวทารกแรกเกิด การพัฒนาการของเด็กแรกเกิด การดูแลทารกแรกเกิด โรคและวัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารสำหรับทารก เด็กโต สุขภาพเด็ก ผิวเด็ก การพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็ก โรคและวัคซีนเด็ก อาหารสำหรับเด็ก การเล่นและการเรียนรู้ ครอบครัว ชีวิตครอบครัว ปัญหาภายในครอบครัว ความเชื่อ คนโบราณ


โดย: สมาชิกหมายเลข 4057910 วันที่: 23 สิงหาคม 2560 เวลา:18:16:47 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
ratta
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




บล็อกนี้ไม่รับทิปนะคะ

สวัสดีค่ะ :)
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จะไม่ค่อยเข้า Bloggang เท่าไหร่ หากต้องการติดต่อ พูดคุยกันได้ที่ Facebook 'ชมบุหลัน' นะ

ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดของ Blog นี้ไปเผยแพร่หรือใช้ทุกกรณี จนกว่าจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก ratta (รัตตะ) ก่อนนะจ๊ะ

ผลงานนิยาย รางรักพรางใจ อุ่นรักฉบับอนุบาล อุบัติร้ายอุบัติรัก แปลงใจสีคราม ใยกัลยา มีแค่รัก รักของมิถุนา มนตร์กาลบันดาลรัก ดรุณฆาต

Friends' blogs
[Add ratta's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.