ทัศนคติคือสิ่งเล็กๆ ที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

ปารีส...เสน่ห์ไม่มีวันจบ

หลงชมความงามธรรมชาติสองข้างทางสวิสฯอยู่นาน....
จากอินเทอลาเก้นช่วงแดดเช้าอ่อนๆ พวกเรามาถึงพรมแดนสวิสฯ-ฝรั่งเศสอีตอนแดดสายแล้ว
ผมรู้สึกไม่นาน ให้นั่งชมวิวแบบนี้อีกกี่นานก็ไม่เบื่อ
จากอิตาลี เข้าสวิสฯ มาจนถึงพรมแดนฝรั่งเศส ที่เมืองบาเซิล
คนยุโรปสัญจรข้ามประเทศกันเป็นเรื่องปรกติ
นึกถึงบ้านเรา ถ้าระบบคมนาคมของไทย ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม มาเลย์ สิงคโปร์
เชื่อมต่อกันได้ดีแบบที่นี่...เราคงจะมีความสุขในการออกท่องเที่ยวบ้านพี่เมืองน้องได้มากกว่าที่เป็นอยู่
อย่ากระนั้นเลย....แค่เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดในไทย เราก็ยังพัฒนาไปไม่ถึงไหน...

อิ่มมื้อเที่ยงที่เมืองดิจอง แคว้นเบอร์กันดี ทุ่งราบกว้างใหญ่ที่เป็นแหล่งปลูกต้นมาสต้าเพื่อผลิตมัสตาร์ด
ที่นี่จึงได้เห็นร้านรวงมากมายที่วางขายมัสตาร์ดในขวดลวดลายหลากสี
ก่อนที่จะนั่ง TGV 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงมุ่งสู่มหานครปารีส-มหานครโรแมนติค มหานครในฝันของใครหลายคน
สถานีรถไฟ Gare Du Lyon ในสองชั่วโมงต่อมาเป็นก้าวแรกของมหานครแห่งนี้
ปารีสสร้างบรรยากาศแรกพบด้วยสายฝนที่โปรยปราย
หากเป็นรักแรกพบ คงเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ...
ซึ่งไม่ใช่สำหรับผม....
ยังไงก็แล้วแต่ แม้สาวงามอย่างปารีสที่ใครๆต่างยกยอว่า คือสาวงามที่มีเสน่ห์และสวยที่สุดในโลก
จะไม่ได้ติดตรึงใจผมขนาดเป็นรักแรกพบ แต่ยังเชื่ออยู่ลึกๆว่า หากได้สัมผัสเธอมากขึ้นในเวลาต่อมา
ผมจะตกหลุมรักสาวงามคนนี้เข้าสักวัน...
..........................................



ปารีสยังพรมสายฝนไม่ขาดสาย..
จากสถานีเมโทรที่ปอมปิดูเซ็นเตอร์ เดินข้ามสะพานผ่านคุกกงซิแอร์ฌรีมายังเกาะอิลเดอลาซิเต้ แหล่งกำเนิดเมืองของชาวปารีเชียง
ที่หน้าจัตุรัสมหาวิหารนอเตรอดามยามพลบค่ำ สถาปัตยกรรมที่เคยวาดแบบและร่ำเรียนมาเมื่อครั้งเป็นนิสิตสถาปัตย์
เปิดไฟประดับฉาดฉายแสงให้มหาวิหารดูขลัง เบื้องหลังเป็นผืนฟ้าปารีสสีฟ้าเข้ม และเข้ม...
ผมอยู่ที่สะดือปารีส ที่ว่ากันว่า เมื่อเหยียบและหมุนตัวไปหนึ่งรอบแล้วจะได้กลับมาปารีสอีกครั้ง
มุขเดิมคล้ายๆกับน้ำพุเทรวี่ที่โรม ที่นักท่องเที่ยวทั้งหัวดำหัวแดงพยายามปฏิบัติเช่นเดียวกันหมด
เสน่ห์ปารีสคงโดนใจ และสะดือปารีสน่าจะเป็นกุศโลบายในการดลใจให้ใครต่อใครกลับมาที่นี่อีกครั้ง...
ผมไม่ได้โยนเหรียญที่น้ำพุเทรวี่ ไม่ได้หมุนตัวที่สะดือปารีส
คิดเพียงว่าครั้งหนึ่งในชีวิต นั่นก็เป็นบุญโขแล้ว
โลกกว้างใหญ่มากเกินกว่าที่จะย่ำอยู่ในสถานที่เดียว นอกากสถานที่นั้นจะเป็นสถานที่ที่เรารักจับจริตหัวใจ
นอเตรอดามเป็นวิหารคู่บ้านคู่เมืองปารีสมาแต่ยุคกลาง
เป็นผลงานชิ้นอกของสถาปัตยกรรมกอธิก ยอดโดมจึงเป็นทรงกรวยแหลมจนต้องแหงนคอตั้งบ่า
ประดับประดาด้วยกระจกสีบานใหญ่รูปวงกลมคล้ายดอกไม้บานที่เรียกว่า Rose Window
หอคอยคู่สี่เหลี่ยมด้านหน้าวิหารงดงามติดตา...
ใช่หรือไม่ที่เรียกกันว่า "ศรัทธา" - "ศรัทธา" เท่านั้นที่ผลักดันให้มนุษย์สร้างสิ่งที่วิจิตรตระการตาได้แบบนี้ ค
วามสวยงามและยิ่งใหญ่อลังการของที่นี่ ทั้งยังเป็นศูนย์รวมใจของคนปารีสมาตั้งแต่ยุคก่อร่างสร้างเมือง
ไม่แปลกเลยที่นโปเลียน โบนาปาร์ต จะเลือกสถานที่แห่งนี้เป็นที่จัดงานราชาภิเษกตนเองเมื่อปี 1804
...................................................



ขากลับจากนอเตรอดาม-ฝนยังพรำ
ปารีสเริ่มอวดแสงสียามค่ำคืน เสน่ห์ปารีสเริ่มแผลงฤทธิ์กระตุกต่อมหัวใจให้ใหลหลง
คุกกงซิแอร์ฌรีที่ผ่านเมื่อเย็นและดูธรรมดา กลับสวยถนัดตาเมื่ออยู่ภายใต้แสงสียามค่ำคืน
ตอนที่พระนางมารี อังตัวเนตต์ภูกคุมขังอยู่ที่นี่ หากเป็นวันที่ฝนพรำพร่างพรมเหมือนฟ้าโศกแบบนี้
มองออกนอกหน้าต่าง...แม่น้ำแซนแสนงดงามทอดผ่านเบื้องหน้า...
เห็นเมืองแสนสวยงามที่พระนางเคยเสพสุขเมื่อครั้งเป็นราชินี
หัวใจของคนแบบไหนที่จะทนสภาพการถูกจองจำรอวันประหารแบบนั้นได้
ประวัติศาสตร์ย่อมมีทั้งดีและเศร้าคละเคล้าให้ได้ระลึกถึงและจดจำ
ปารีสมีเกร็ดประวัติศาสตร์มากมาย และเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนจากทุกมุมโลกต้องมนต์สะกด...
หากคนๆนั้น หัวใจไม่ด้านชาเสียจนเกินไป....

ปารีสยังโปรยเสน่ห์ไม่ยั้งและไม่ให้ตั้งตัว...
จากท่าเรือมาโตบุช การได้ล่องเรือชมทัศนียภาพสองฟากฝั่งแม่น้ำแซน
ทำเอาใครหลายคนบนเรือที่หลงเสน่ห์ปารีสอยู่แล้ว มีอันต้องเทใจให้หมดหน้าตัก
โบราณสถานและอาคารเก่าแก่ที่สร้างด้วยศิลปะยุคเรอเนสซองส์พร้อมใจประดับแสงสีสวยงามกลมกลืนทั้งเมือง
หากเปรียบปารีสเป็นเหมือนโรงละครโรงใหญ่
ที่นี่คงจะเป็นโรงละครที่มีฉากละครมากที่สุดในโลก
หรือหากเปรียบปารีสเป็นพิพิธภัณฑ์หลังใหญ่
ที่นี่ก็คงจะเป็นพิพิธภัณฑ์ใหญ่ที่มีพิพิธภัณฑ์เล็กๆแฝงตัวอยู่เต้มไปหมด
ความยิ่งใหญ่ คลาสสิค โรแมนติค ที่เป็นตำนานของปารีส
น่าจะเกิดจากความมีศิลปะที่ฝังอยู่ในดวงใจของคนฝรั่งเศสอย่างต่อเนื่องยาวนาน
ที่นี่มีศิลปะแทรกซึมอยู่ทุกที่ ตั้งแต่ศิลปะยุคเก่า ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการจนถึงศิลปะร่วมสมัย
ปารีสเป็นศูนย์กลางและเป็นที่รวมตัวของศิลปินที่ต่างมุ่งหน้ามาสร้างงาน มาแสดงผลงาน
หลายคนมาอยู่ และใช้ชีวิตบั้นปลายที่นี่...อยู่กับศิลปะจนวาระสุดท้ายของชีวิต ...............................



ผมปีนขึ้นมาอยู่บนดาดฟ้าเรือที่ไม่มีใครขึ้นมานั่งให้เปียกละอองฝน
แม่น้ำแซนมีสะพานมากมาย ว่ากันว่าทั้งปารีสมีกว่า 30 สะพาน แต่ละสะพานมีความงดงามแตกต่างกันไป...
เรือลำใหญ่ลอยล่องพามาชมความงามเกาะเอลเดอลาซิเต้ ทำให้ได้เห็นมาหวิหารนอเตรอดามเต็มตาอีกครั้ง
แล้วจึงม้วนตัวกลับ วกกลับมาอีกมุมหนึ่งของเมืองที่มีหอไอเฟลอวดโฉมอยู่
ผมยืนมองโครงเหล็กใหญ่ยักษ์มหึมาที่ดูแข็งแรงแต่อ่อนช้อย
ใครจะไปคิดว่า สิ่งก่อสร้างมหึมาที่เคยถูกคนปารีสรังเกียจและต่อต้านไม่ให้สร้างนั้น
ปัจจุบันจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของคนจากทั่วทุกมุมโลก



อิ่มอกอิ่มใจอิ่มไอละอองฝนปารีสกว่าชั่วโมง
ได้มาอิ่มอร่อยกับหอยเอสคาโก้และสเต๊กเนื้อนุ่มสไตล์ยุโรปที่ Saint Germain Restaurant
ตบท้ายด้วยไวน์แดงกลิ่นหอมหวานที่ไม่ยักกะเคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน..บรรยากาศมันคงพาไป - ใครๆว่างั้น
แล้วคืนแรกที่ปารีสก็ผ่านไปไวเหมือนตอนนั่งรถไฟด่วน TGV
ความสุขที่ได้รับจากเมืองโรแมนติคนี้ อาจนับหน่วยได้เป็นนาทีต่อนาที
เป็นความสวยงามโรแมนติคที่ไม่อยากแม้จะหลับตาให้ผ่านไปสักนาที
เป็นความรู้สึกที่รับรู้ได้ว่า....
แม้ค่ำคืนนี้ใต้ผ้าห่มอุ่นที่ Mercure Porte De Versailles Expo Hotel
............................
ในภาพฝัน....ปารีสก็จะยังคงวนเวียนอยู่ในนั้นทั้งคืน....




 

Create Date : 28 ตุลาคม 2551   
Last Update : 28 ตุลาคม 2551 10:40:28 น.   
Counter : 118 Pageviews.  

ดาลัท...เสียงหัวเราะกับเสียงเพลงของเมือง



ร่วมสองชั่วโมงที่เรือบินลำเล็กพาเหาะเหินฟ้า...
จากเมืองหลวงเก่าสู่เมืองตากอากาศน่ารักกลางหุบเขา
ห้วงเวลานั้นไม่มีวินาทีไหนที่ผมหลับตาลง
...........................
เสียงเครื่องยนต์คำรามก้อง สลับกับการสั่นโครงของเครื่อง
กลิ่นไอน้ำมันในห้องโดยสารที่เล็กจนน่าอึดอัด
ความเบาหวิวของเรือบินที่โยกเยกตามแรงลม
ยิ่งเมื่อตกหลุมอากาศดังโครม..เสียงกรี๊ดดังลั่นจากทั้งไทย จีน ฝรั่ง ดังระงม
............................
ที่พอจะทำให้รู้สึกดีขึ้นมาได้บ้าง
เห็นจะเป็นแอร์โฮสเตสสาว หมวย สวย งาม ที่ยิ้มแป้นอยู่บนเครื่องเหมือนเป็นเรื่องปรกติ
กับภาพทิวทัศน์เบื้องล่างที่เป็นทิวเขาสุดลูกหูลูกตา...
นาทีนั้นผมคิดถึงเชียงใหม่...คิดถึงหลวงพระบาง..
ดาลัท หน้าตาจะเป็นอย่างไร
ขณะเดียวกันในห้วงคำนึงนั้น ก็อดคิดไม่ได้ว่า
ถ้าเกิดเครื่องร่วงลงไปในหุบเขาลึก...กี่วันที่ใครเขาจะตามหาเราเจอ???
นั่งคิดอยู่เพลินๆเครื่องก็ร่อนลงอย่างช้าๆและจอดนิ่ง นักบินดับเครื่อง ประตูเปิด บันไดพาดสู่ลานบิน
ความรู้สึกเหมือนตอนรถไฟเหาะตีลังกาหยุดนิ่งกับที่
หลังจากตีลังกากลางอากาศเรียกเสียงกรี๊ดระงมหลายรอบ
เสียงถอนหายใจสั้นยาวสลับกันจากผู้โดยสาร 60 ชีวิต...
ไม่นาน...ความเงียบ ความสงบ ความงาม
สามสิ่งเกิดขึ้นพร้อมกันเหมือนเป็นรางวัลตอบแทนความเสียวไส้
ซินจ่าว-ดาลัท
นึกว่าจะไม่ได้เจอกันเสียแล้ว

ดาลัทเป็นเมืองน่ารักกลางหุบเขา อากาศเย็นสบายตลอดปี
ฝรั่งเศสสร้างเป็นสถานที่ตากอากาศเมื่อครั้งยังยึดครองเวียดนาม...กลิ่นอายตะวันตกมีอยู่มาก
เย็นย่ำที่ดาลัท เริ่มต้นที่โบสถ์หลังใหญ่ใกล้โนโวเทลที่พัก
หลังฟังเพลงสวดอ้อนวอนพระเจ้าอยู่สักพัก
กับเพื่อนร่วมทางอีกสามคนเริ่มออกทอดน่องท่องเมือง
สัมผัสอากาศหนาวเย็น...เห็นความสงบ ความเรียบง่ายแฝงอยู่ในความเป็นไปของเมือง
เหมือนฮานอย คล้ายโฮจิมินจ์ที่ถนนเต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์ เด็กหนุ่ม เด็กสาว พ่อค้าแม่ขาย
ต่างกันที่เมื่อตะวันลับฟ้า ผู้คนเริ่มออกมาเดินบนท้องถนนหนาตา...
ออกมารวมกลุ่ม พบปะ สังสรรค์ ล้อมวงเล่นบอล เดาะลูกยาง ตีแบตฯ
หลายกลุ่มร้องเพลงสนุกสนาน
ผมฟังไม่ออก...แต่รับรู้ถึงความสุขในเสียงเพลง

ที่นี่ที่ไหน...ทำไมมองเห็นแต่ความสุข

ตอนแวะนั่งจิบน้ำถั่วเขียวร้อนอยู่ริมทาง ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นถึงขั้วหัวใจ
วัยรุ่นกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าขี่จักรยานผ่านไป
ทิ้งเสียงหัวเราะ เสียงเพลงกังวาลใสไว้ให้ประทับใจเสมอ...
"ยี่" ลูกสาวคุณป้าน้ำถั่วเขียวหอมอร่อยบอกว่า เป็นกิจกรรมหลักของวัยรุ่นที่นี่
เธอบอกว่าคนที่นี่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข อาจเพราะอากาสดีตลอดปี และที่นี่เป็นเมืองแห่งดอกไม้..
อากาศดีหรือสีสันของดอกไม้ที่ทำให้เกิดเสียงหัวเราะและเสียงเพลง???

โชคดีที่ค่ำคืนนี้คุณป้าขายน้ำถั่วเขียวหมดไว
เลยได้ "ยี่" กับน้องสาวเป็นไกด์จำเป็นพาเดินเที่ยวเมืองดาลัท
และด้วยสภาพของเมืองกลางหุบเขา เราจึงได้เดินขึ้นลงชมความงาม
ทั้งตามหาเสียงเพลงและเสียงหัวเราะ
เดินขึ้น-ลง ชมบ้านเรือน วิถีชีวิต ผู้คน..วนเวียนไปอยู่อย่างนั้น
แต่แปลกที่ไม่ยักกะรู้เหนื่อย....
หรือเพราะไกด์สาวงามที่หัวใจงามกว่าใบหน้าก็ไม่อาจทราบได้...

อิ่มข้าวจี่ อิ่มส้มหวานตามสองข้างทาง
"ยี่"และน้องสาวพาเราเดินเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวกลางคืนของที่นี่
คาเฟ่ยาวเหยียดริมเนินเขามีให้เลือกนั่งมากมาย
หากไม่มีเสียงเพลงกระหึ่มร้าน ไม่มีวัยรุ่นคับร้าน...
เป็นเพียงเสียงดนตรีบรรเลงเบาๆให้วัยรุ่นกลุ่มเล็กๆได้นั่งจิบชากาแฟ พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดกัน
ตอนนั่งคุยกันในร้านๆหนึ่ง "ยี่"แปลกใจมากที่ผมบอกว่า
ที่เมืองไทยไม่เป็นแบบนี้..แตกต่างกันกับที่นี่มาก
เธอไม่เคยไปที่ไหนไกลจากที่นี่
ที่สำคัญคือ ไม่เคยคิดจะไปไหนด้วย
เธอบอกว่า ใครๆต่างบอกว่า เมืองไทยสวยงามมาก โดยเฉพาะกรุงเทพฯ
แต่ไม่ว่าที่ไหนจะเป็นอย่างไร เธอก็ยังอยากให้ดาลัทเป็นอย่างนี้ตลอดไป

ผมเองก็คิดอย่างนั้น เมืองที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงเพลง..

แยกจากกันกลางดึกคืนนั้น เราต่างรู้ว่าอาจจะไม่ได้เจอกันอีกตลอดไป
แต่ตอนที่พวกเราโบกมือลาและกล่าววอำลา Good Bye..Good Luck...ต่อกัน
มันกลับเป็นการบอกลาที่มีความรู้สึกอย่างเต็มเปี่ยม...

เหมือนว่าเราต่างรู้จักกันมานานแสนนาน....




 

Create Date : 25 ตุลาคม 2551   
Last Update : 25 ตุลาคม 2551 21:44:57 น.   
Counter : 73 Pageviews.  

ซินจ่าวเวียดนาม...ถนน 36 สายในความทรงจำ



เสียงรถราแผดเสียงลั่นดูวุ่นวายเมื่อตอนที่ก้าวเท้าออกพ้นท่าอากาศยานนานาชาติฮานอย
คิดอยู่ในใจ-อะไรมันจะวุ่นวายขนาดนี้
ทั้งที่ทีแรกศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเวียดนามมาก็มาก
เอาเข้าจริงพอได้เห็นเวียดนามเต็มสองตา
ก็รู้สึกว่า มันต่างจากที่จินตนาการเอาไว้มากโข
ซินจ่าวๆๆๆๆ...ผมนั่งมองความเป็นไปของเมืองหลวงเก่าแก่
เมืองหลวงของประเทศที่ผ่านความทุกข์ยากของสงครามมาโดยตลอด
ทั้งจากจีน จากฝรั่งเศส และโดยเฉพาะอเมริกา
อีตอนที่เปิดประเทศ...ชาวเวียดนามทำใจต้อนรับชาติที่เคยมาทำร้ายย่ำยีชาติตนเองได้อย่างไรกันหนอ

เหมือนประโยคที่ว่า
"Focus on the journey, not the destination."
ตอนที่รถคลานเหมือนเต่ามุ่งสู่ฮาลองเบย์ที่อยู่เหนือฮานอยออกไป
สมาชิกหลายคนบ่นกันเกรียว...
ผมกลับเพลิดเพลินที่ได้เห็นวิถีชีวิตชาวเวียดนามอย่างค่อยเป็นค่อยไป
รถที่ต้วมเตี้ยมทำให้เรามีโอกาสเก็บรายละเอียดสองข้างทางได้มาก
เวลานานเท่าไหร่ไม่รู้ที่หมดไปกับการเดินทางไปสู่ที่ไหนสักแห่ง
การใส่ใจกับรายละเอียดทางที่ผ่าน
เหมือนการคลี่คลายเงื่อนปมของหนังทีละนิดทีละน้อยเพื่อนำไปสู่ไคลแม็กซ์ของเรื่อง...
เหมือนการแกะห่อของขวัญที่เราควรค่อยๆแกะโบว์ แงะริบบิ้น ดึงกระดาษห่อออกอย่างละเมียด...
เพื่อที่จะเปิดกล่องมาเจอของขวัญสุดเซอร์ไพรซ์....
ผมมักคิดแบบนี้เวลาที่ได้ไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ
ความทรงจำดีดีมักอยู่ระหว่างทางของการเดินทางเสมอ
คราวนี้ก็เช่นกัน...
ความรู้สึกตอนที่ได้เห็น "ฮาลองเบย์" มรดกโลกอันแสนภาคภูมิใจของชาวเวียดนาม
ไม่สู้ความรู้สึกระหว่างการเดินทางที่ได้เห็นวิถีชีวิตชาวเวียดนามตอนข้ามแม่น้ำแดงที่สะพานล็องเบียน
ตอนที่ได้นั่งกินเฝอออยู่ในเพิงข้างถนน...ตอนที่ได้เดินดูตลาดค่ำแถวที่พักริมอ่าว...
ตอนที่ยืนดูชาวบ้านพายเรือขายผลไม้ในอ่าว....
จึงเมื่อตอนที่สมาชิกใจจดใจจ่อกับการรอชมหุ่นกระบอกน้ำแถวโฮฮว๋านเกี๋ยม
ผมจึงเลือกที่จะมาเตร็ดเตร่อยู่แถวถนน 36 สาย...
ดูคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ของเวียดนาม ที่ซึ่งในแววตาไม่หลงเหลือความอาฆาตแค้นต่อสงครามอีกต่อไป
กลับเป็นชาวอเมริกันตาน้ำข้าว ที่เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่สุด
ที่ดูจะมีความรู้สึกผิดในใจมากกว่า จึงต้องดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลมาที่นี่
เหมือนเมื่อครั้งอเมริกันชนรุ่นก่อนเคยดั้นด้นมา
หากแต่จุดมุ่งหมายต่างกันเท่านั้นเอง....

หลับในโรงหุ่นกระบอกน้ำ....ผมฝันว่านั่งกินเฝอสุดอร่อยอยู่ในแมคโดนัลด์

มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมพลังศรัทธาของชาวเวียดนามต่อลุงโฮฯที่สุสานโฮจิมินจ์
แม้จะไม่ได้ไปเห็นลุงโฮฯในโลงแก้ว เพราะเป็นวันหยุดพอดี
แต่แค่ได้เห็นจัตุรัสบาดิงห์ เห็นพิพิธภัณฑ์โฮจิมินจ์ ก็พอจะรับรู้อารมณ์ของคนเวียดนามได้เป็นอย่างดี
เทียนอันเหมินยิ่งใหญ่ยังไง..ที่นี่ก็ไม่ต่างกัน...

ช่วงบ่ายอันแสนยาวนานที่ทะเลสาปคืนดาบหรือโฮฮว๋านเกี๋ยมที่ได้มาเตร่ก่อนหน้านี้
ติดใจผ่านวาดแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ในแกลลอรี่ย่านถนน 36 สาย
ภาพสะพานโค้งสีแดงฉาน ตัดด้วยสีสันใบไม้ส้มเหลือง
มีสาวเวียดนามในชุดอว๋าวหย๋ายเป็นจุดเด่นในภาพ....ฉากหลังเป็นทะเลสาปคืนดาบ
เห็นแล้วรู้สึกได้ว่า คงไม่มีอะไรที่จะทำให้คิดถึงฮานอยได้ดีกว่าภาพๆนี้อีกแล้ว
คุยกับพนักงานที่เป็นนักศึกษาจบใหม่...เธอพูดอังกฤษคล่องแคล่ว
เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศบ้านเกิดของเธอด้วยรอยยิ้มและความหวัง
ในยุคที่การท่องเที่ยวเป็นศาสนาใหม่สำหรับผู้คนบนโลกใบนี้
เธอมีความสุขที่ได้เจอผู้คนมากมาย ต่างชาติต่างภาษาที่ย่านโอลด์ควอเตอร์แห่งนี้
คนเวียดนามดูจะมีทัศนคติที่ดีต่อโลก อาจเพราะเป็นประเทศเปิดใหม่
และทุกคนเชื่อในผู้นำที่วางนโยบายหลักของชาติคือ "โดยเมื๋อยตื่อชี่" แปลว่า เปลี่ยนความคิดใหม่
แต่ไม่ใช่ไม่ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์
เธอบอกว่า ประวัติศาสตร์สอนให้เธอรักชาติ ภูมิใจในบรรพบุรุษที่ต่อสู้เพื่อชาติ
ไม่ได้สอนให้เธอไปเกลียดชังใคร.....
เล่าไปยิ้มไป ตามองที่ภาพวาดแผ่นนั้นจนสะท้อนดวงตาเป็นประกายสดใส
เป็นวันที่สวยงามสำหรับผมที่นี่..

ฮานอย....โอลด์ควอเตอร์ ถนน 36 สาย ริมทะเลสาปคืนดาบ ที่แกลลอรี่แห่งนี้
คงจะเป็นตอนที่ผมเปิดกล่องของขวัญออกดูและรู้ว่าข้างในคืออะไร
หลังจากใส่ใจในการแกะกระดาษห่อด้วยความสุขมาก่อนหน้า....

เอาเข้าจริง...ผมไม่รู้หรอกว่า จุดหมายปลายทางของที่นี่ ที่แท้จริงคือที่ไหน คืออะไร....
ไม่เป้นไร..ให้แต่รู้ว่า การเดินทางมาฮานอยคราวนี้มีความทรงจำที่มีคุณค่าดีๆ

ก็คงเพียงพอแล้ว....




 

Create Date : 25 ตุลาคม 2551   
Last Update : 25 ตุลาคม 2551 21:42:23 น.   
Counter : 99 Pageviews.  

ความสุขรอบไข่ต้ม





ตอนแรกที่ตั้งใจจะมาน้ำพุร้อนสันกำแพง
แน่นอนว่า ต้องการมาดูความมหัศจรรย์ของธรรมชาติใต้พิภพ...
ที่สามารถเบ่งน้ำร้อนๆให้พวยพุ่งจากใต้ผืนพสุธามาเป็นเวลาช้านานอย่างไม่รู้จักเหนื่อยอ่อน
เท่าที่ดูมาหลายที่...โป่งเดือดห้วยนำดัง แจ้ซ้อน ดอยสะเก็ด ปาย แม่อาย ระนอง....
ที่นี่น่าจะพุ่งสูงที่สุด.....
ความสนใจจึงอยู่ที่ตรงนี้

แดดร่มลมตกวันกลางฤดูฝน....
มรสุมหลายลูกกำลังกระหน่ำหลายพื้นที่ในประเทศไทย
แต่ฟ้าเป็นใจเว้นที่ว่างๆตรงนี้ให้มีแสงแดดสวยๆตัดกับละอองน้ำพุร้อนเห็นเป็นโค้งรุ้ง...

น้ำพุร้อนสองจุดซ้ายขวากับบ่อต้มไข่ตรงกลาง
ผมอยู่ม้านั่งตรงนั้น...
มองดูผู้คนกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าเดินเอาไข่ไก่ใส่ชะลอมมาแขวน...
แล้วเฝ้ารอด้วยแววตาเปล่งประกาย
แปลกตรงที่มันคือไข่ไก่ธรรมดา ที่กลายเป็นไข่ต้มสุก ไข่ต้มยางมะตูม ไข่ลวก....
แต่มันมัดมั่นใจคนให้รอคอยด้วยความเป็นหนึ่งเดียว รวมใจเพ่งสมาธิไปที่เดียว
ก่อนจะได้เฮกับไข่ต้มที่แสนธรรมดา
หากคุณค่าของความสุขที่ได้ล้อมวงบรรจงแกะไข่ในชะลอมนั้น
ผมว่ามันช่างเป็นสุขล้นพ้นจริงๆ



เพราะอะไร.....




 

Create Date : 25 ตุลาคม 2551   
Last Update : 25 ตุลาคม 2551 21:14:35 น.   
Counter : 162 Pageviews.  

มุมหนึ่งในความทรงจำ

แม้ว่าจะตื่นตาตื่นใจกับความยิ่งใหญ่อลังการของวัดโทไดจิ
วัดเก่าประจำเมืองนาระที่มี "พระใหญ่" ในวิหารใหญ่โตและ ประตูไม้เก่าแก่ "นันไทมง" เป็นพระเอก
และแม้ว่าจะติดตรึงใจแลกำซาบซึ้งในความสงบของสวนเซ็นแห่ง "วัดคินคาคุจิ"
ที่มีพลับพลาทองกลางน้ำของท่านโชกุนในเรื่องอิกคิวซังเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่น
ที่ว่ากันว่า ถ้าไม่ได้มาชมย่อมเหมือนมาไม่ถึงเกียวโต...
และอาจรวมถึงการมาไม่ถึงแดนอาทิตย์อุทัยพ่วงไปด้วย
...........................................
แต่"มุมหนึ่งในความทรงจำ" มุมนี้
กลับสร้างความประทับใจ-จำไปนาน ได้มากกว่าสองที่แรก
เพราะอะไร.....ใจเราลำเอียงเกินไปหรือเปล่า?



วัดคิโยมิสึเดระหรือวัดน้ำใส
ผมเหยุดตรงมุมนี้เมื่อตอนที่แดดบ่ายอบอุ่นอ่อนแรงไปกับลมหนาว
ระเบียงของศาลาวัดหลังใหญ่....
รับน้ำหนักด้วยท่อนซุงมหึมาหลายร้อยต้น
ด้านหลังเป็นเจดีย์สามชั้นหลังใหญ่...ถัดไปเป็นเมืองเกียวโตที่แสนสงบ
ไกลออกไปเป็นทิวเขา...ก้อนเมฆ...เส้นขอบฟ้า...
ด้านล่างที่เมื่อมองทะลุร่มไม้ร่มครึ้ม
ผู้คนมากมายกำลังต่อแถวเยาวเหยียดเพื่อรอดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามสาย
............................................
ผมรู้สึกถึงบรรยากาศที่มีความเป็นกันเองของที่นี่
มากกว่าความใหญ่โตเคร่งขรึมของวิหารวัดโทไดจิ
มากกว่าความอลังการสูงค่าเกินเอื้อมของปราสาททองวัดคินคาคุจิ
ที่นี่คงเป็นเหมือนมุมหนึ่งในความทรงจำอีกหลายๆมุมที่เคยหยุดเพ่งมอง...
ภูกระดึง...แหลมพรหมเทพ...ออบหลวง...ปางอุ๋ง...อ่างแก้ว....
พระธาตุดอยสุเทพ...พระธาตุลำปางหลวง...
ไม่ว่าจะกลับไปกี่ครั้ง ไม่ว่าจะนึกถึงครั้งไหนๆ....
มุมหนึ่งในความทรงจำนั้นก็ยังคงเดิม..ยังแจ่มชัดในความทรงจำเสมอ...




 

Create Date : 25 ตุลาคม 2551   
Last Update : 25 ตุลาคม 2551 21:08:20 น.   
Counter : 165 Pageviews.  

1  2  

คีตกวี
Location :
สุรินทร์ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add คีตกวี's blog to your web]