'ราโม จินตนาการ จากชายชอบเล่าเรื่อง

<<
เมษายน 2554
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
17 เมษายน 2554
 

คืนสงกรานต์

1

ผมพยายามกดเลขหมายโทรศัพท์เบอร์หนึ่งที่ได้มาจากหนังสือบันเทิง ประเภทเรื่องซุบซิบนินทาดารานักร้องคนดัง หนึ่งในหลายกรอบที่พิมพ์เรียงรายในหน้ากระดาษหนังสือเล่มบาง มีอักษรสีสันสะดุดตาเขียนว่า “เพื่อนคุยยามเหงา” แล้วต่อด้วยเบอร์ติดต่อและราคาต่อนาที พร้อมสรรพสำหรับคนเหงาที่บังเอิญไล่สายตามาเจอ

แน่นอนผมคือหนึ่งในนั้น

หลังจากที่ใช้นิ้วโป้ง จิ้มปุ่มบนหน้าปัดมือถือ จนครบเลขหมาย ไม่นานเสียงปลายสายก็วิ่งผ่านลำโพงขนาดเล็กเข้ารูหูผม

เสียงนั้น บอกผมว่า ให้รอ . . .

13 ครั้งผ่านไป ผมยังติดต่อเพื่อนคลายเหงาไม่ได้

ไม่เคยนึกเลยว่าตัวเองจะต้องมาใช้บริการประเภทนี้ คิดแล้วอายตัวเองอยู่เหมือนกัน นี่ผมอายุก็ปาเข้าไป 35 ปีแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าโสดสนิท เพราะคงไม่มีคนมีคู่ที่ไหน มาพยายามกดโทรศัพท์เพื่อคุยกับคนที่ไม่รู้จักแบบผม และนั่นก็แสดงว่าประเทศนี้ยังเหลือคนแบบผมอยู่ไม่น้อย สายโทรศัพท์ธุรกิจประเภทนี้จึงยังไม่ว่าง

ผมกดโทรศัพท์อีกครั้ง แล้วรอ . . .

ครั้งที่ 14 มีเสียงตอบรับ ทว่าเป็นเสียงพนักงานอัตโนมัติ บอกว่าอีกประมาณ 30 นาทีถึงจะให้บริการได้ จากนั้นเธอยังแนะนำให้ผมใช้บริการประเภทอื่นของบริษัทในเครือ เช่น ฟังเพลงฮิต ดูดวง ฟังเรื่องขำขัน หรือว่าเรื่องชวนขนหัวลุก

ให้ตายซิ ! วันนี้ทำไมมีคนเหงามากมายเหลือเกินวะ ผมบ่นในใจพร้อมกับส่งสายตาเสาะหาเลขหมายอื่นๆที่คิดว่าตัวเองน่าจะใช้บริการได้...ไม่เป็นผล ในที่สุดผมก็ล้มเลิกกิจกรรมที่ตั้งมั่นมาตลอดบ่าย แล้วทิ้งตัวลงบนที่นอนอันหม่นหมอง

แต่แล้ว...ไม่นานผมก็กลับมาฟุ้งซ่านในความเหงาอีกครั้ง คืนนี้เป็นคืนของวันที่ 13 เมษายน เมื่อบ่ายที่ผ่านมา ผมออกไปเดินดูผู้คนสาดน้ำกันไปมาที่ถนนสายหลักชื่อดัง ที่นั่นทำให้ผมรู้สึกเหงายิ่งกว่าเดิม ไม่มีใครสาดน้ำผมเลย อาจเป็นเพราะท่าทีเคร่งขรึม หรือไม่ก็ใบหน้าที่เรียบเฉยไม่ใยดีต่อโลก เป็นเกราะกำบังผมได้ดี ผมจึงตัวแห้งตลอดทั้งวัน

ก่อนที่จะถึงร้านหนังสือเจ้าประจำ ผมภาวนาให้ใครสักคนโยนความชุ่มชื่นมากับสายน้ำสักที ไม่มี...ไม่มีแม้ใครสักคนสาดผม ผมยืนนิ่ง..เหมอมองทอดสายตาไปฝั่งตรงข้าม บนเวทีการแสดงริมถนน โคโยตี้สาวกำลังโยกย้ายร่างกายอย่างสุดเหวี่ยง เสื้อผ้าที่เปียกชุ่มจากน้ำในถังของชายหนุ่ม ชายแก่ และชายวัยรุ่น สาดเข้าหาเธอ อย่างไม่ขาดสาย ส่งผลให้สรีระใต้ร่มผ้าของเธอดูโดดเด่นสะดุดตา

ผมมองภาพตรงหน้าด้วยอารมณ์ว่างเปล่า แล้วหันหลังเดินเข้าร้านหนังสือ

และบ่ายที่ผ่านมานี้เอง ผมก็ได้หนังสือบันเทิงที่ว่ามาหนึ่งเล่ม และหนังสือนี้เองที่สร้างความฟุ้งซ่านครั้งล่าสุดให้ผม

ก่อนหน้าที่จะเกิดความคิดเช่นนี้ ผมลองหยิบโทรศัพท์มือถือตัวเองขึ้นมากดไล่เบอร์ที่บันทึกไว้ทีละเบอร์ 197 เบอร์ในเครื่องซึ่งตัดออกแล้ว 3 เบอร์ คือเบอร์ที่บ้าน พี่สาว และน้องสาว ไม่มีเบอร์ไหนที่ผมสามารถโทรหาได้ในวันหยุดพักผ่อนแบบนี้ ผมเดาว่าทุกคนต้องอยู่กับคนที่รู้ใจ หรือกับคนพิเศษ หรือไม่ก็ครอบครัวที่อบอุ่น

โบราณว่าไว้ “เราจะรู้สึกเหงาและท้อแท้ ในยามที่ล้มหมอนนอนเสื่อ” เห็นจะจริง ผมไม่สบาย จู่ๆผมก็ปวดหลังอย่างรุนแรง จนแทบจะเดินไม่ได้ หมอบอกว่าผมต้องดูแลตัวเอง หรือให้คนรอบข้างเอาใจใส่ และที่สำคัญห้ามดื่มเหล้าเพราะยาที่หมอจ่ายมานั้น ไม่สามารถใช้ร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์ได้

ไม่มีข้อไหนที่ผมหนักใจเท่าข้อสุดท้าย เพราะเหล้าบำบัดความเหงาให้ผมตลอดมา

คืนนี้ผมปวดหลังมาก มันพาลให้นึกถึงคนข้างกายที่ร้างลา หากเธอยังอยู่ ผมคงไม่ฟุ้งซ่านเช่นคืนนี้ ความปวดทำให้ผมกล้ากดโทรศัพท์บอกเธอเรื่องสุขภาพตัวเอง เธออยู่ที่เชียงใหม่ ไปพักผ่อนกับสามีใหม่ ในขณะที่พูดสายกับผม เธอบอกว่ากำลังจะไปร้องคาราโอเกะ เธอถามผมว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผมตอบว่าสบายดี โทรมาสวัสดีปีใหม่แบบไทยๆ เธอขอบคุณ คาดว่าคงยิ้มเล็กน้อย แล้วผมก็วางสาย

ความปวดมันอยู่ที่หลังผม ไม่น่าให้คนอื่นได้รับรู้เลย ผมตัดพ้อตัวเอง

น้ำตาผมรื้นออกมาในความปวด ใช่! ผมปวดหลัง ผมปวดหลังจนร้องไห้ เท่านั้นเอง

ลมร้อนยามใกล้ดึกพัดเอาความคิดฟุ้งซ่าน ล่องลอยเหนือร่างไร้ที่หมายของผม นานจนกระทั่งเกิดอาการเซ็งเริ่มตั้งคำถามในใจตัวเองว่า...ผมเชื่อหมอเกินไปหรือเปล่า? คืนนี้ผมน่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในสถานบันเทิงคนกลางคืน กับเหล้ายี่ห้อที่ชอบ และกับคนแปลกหน้าที่น่าจะคุยกับผมบ้างสักคำ

10 นาทีกับเวลาที่ตรึกตรองผ่านไป ผมพยายามฝืนความปวดยันกายลุกขึ้นแต่งตัว เตรียมออกไปสู่โลกราตรี ดนตรีและผู้คนมากมาย หนึ่งในนั้น น่าจะมีคนเหงาแบบผมรวมอยู่ด้วย

ไม่นาน ผมก็นั่งอยู่หลังพวงมาลัย ที่ทะยานไปบนถนนสายเปลี่ยว ระยะทางจากบ้านพักผมกับสถานบันเทิงห่างกันประมาณ 5 กิโลเมตร ผมเหลือบมองดูเข็มวัดน้ำมัน ฉิบหาย! ผมลืมเติมน้ำมันเสียสนิท จากนั้นผมเบนสายตาไปทางด้านล่าง หน้าปัดนาฬิกาบอกเวลาสามทุ่มสี่สิบนาที ผมยิ้มกับความโชคดีของตัวเอง ปั้มอยู่ไม่ไกลนักเร่ง เครื่องอีกหน่อยทันแน่นอน

ผมหักพวงมาลัยเข้าสู่ปั้มทันทีที่เห็นป้ายบอกทาง

“ปิดแล้วครับพี่” พนักงานเด็กวัยรุ่นชายบอกผม

“ยังไม่สี่ทุ่มเลยปิดได้ไงวะ” ผมชักเริ่มฉุน

“นายบอกว่าให้ปิดครับ” พนักงานบอกซ้ำ

“นายไหน? ” ผมถาม

“ก็เจ้าของปั้มไงพี่” พนักงานหนุ่มตอบแบบกวนๆ

ผมรู้สึกได้ถึงความไม่ยุติธรรมในชีวิต ยังเหลือเวลาอีกตั้งสิบนาทีที่ผมมีสิทธิ์เติมน้ำมันได้ แต่ก็อย่างว่าล่ะ เกิดเป็นคนประเทศเสรีเช่นนี้ แถมมีเจ้าของปั้มที่อารมณ์สุนทรีย์ด้วยล่ะก็... ผมคงต้องทำใจ วันนี้คงเป็นวันซวยของผมเอง

หากคิดในแง่ดี ชีวิตหลังจากนี้อาจจะตื่นเต้นได้ลุ้นว่าน้ำมันจะหมดลงเมื่อไหร่ ลุ้นว่ารถคันนี้มันจะวิ่งไปได้ไกลถึงปั๊มที่ได้รับอนุญาติให้เปิดหลังสี่ทุ่มหรือไม่ คิดถึงตรงนี้ผมก็สตาร์ทรถออกจากสถานที่แห่งความเซ็งทันที รถวิ่งมาได้ประมาณหนึ่งกิโลเมตรก็ถึงคราวที่มันจะหยุดแล่น เหลืออีกตั้งสองกิโลเมตรกว่าจะถึงสถานที่ที่ผมตั้งใจไปให้ถึง น่าแปลกที่ผมไม่หงุดหงิด อาจเพราะเตรียมใจที่จะเล่นเกมนี้มาก่อนแล้วกระมัง ผมจึงเปิดประตูรถออกมายืนบนถนน สูดลมหายใจลึกแล้วเริ่มคิดว่าจะทำยังไงต่อไปดี

ถนนสายนี้จัดอยู่ในประเภททางเลี่ยงเมือง ในสายตาคนอื่นคงเป็นถนนสายที่อันตรายน่าดู แต่สำหรับผมแล้วมันเหมือนเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน น่าแปลกตรงที่ ตั้งแต่ผมเรียนจบแล้วกลับมาทำงานอยู่บ้านเกิด จนกระทั่งแต่งงาน ผมผ่านถนนสายนี้มาตลอด แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะลงมาเหยียบพื้นผิวของมัน วันนี้...วันที่ผมหย่าขาดจากเธอไปแล้ว ผมก็ได้กลับมาสัมผัสพื้นผิวอดีตอีกครา

หลายสิบปีก่อน ผมหัดขี่จักรยานที่ถนนเส้นนี้ ไอ้ปานเพื่อนผมหัวเราะแทบตาย เมื่อมันมองเห็นผมหน้าคะมำลงนอนจูบพื้นผิวถนน ฟันผมหักไปสองซี่ที่นี่ ไม่เป็นไรมันเป็นฟันน้ำนม ตอนนั้นผมรู้สึกว่าชะตาชีวิตปลิดความเป็นเด็กผมไปแล้ว เพราะคิดว่าฟันแท้เป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ผมจึงรู้สึกว่าอุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าเพื่อน คิดในใจว่าจะมีฟันแท้มาทดแทนในเร็ววัน ทว่าผิดคาดฟันด้านหน้าผมหลอไปสองปี กว่ามันจะขึ้นมาใหม่ ผลก็คือผมเป็นคนมีปมด้อยเรื่องฟัน แม้บัดนี้ ธรรมชาติร่างกายได้ทำหน้าที่ให้ฟันแท้ทดแทนโดยสมบูรณ์แล้ว ผมก็ยังมีบุคลิกเคร่งขรึมไม่ชอบยิ้มติดตัวมาตลอด

แล้วอีกหลายปีให้หลังผมก็มาหัดขับรถยนต์ที่นี่ โดยมีเธอเป็นครูผู้ฝึกสอน 3 เดือนต่อจากวันหัดขับรถ ผมก็บอกรักเธอที่ถนนสายนี้ จากนั้นถัดไปอีก 7เดือนผมก็ขอเธอแต่งงาน และเมื่อ 1 ปี 7 เดือน กับอีด 13 วันที่แล้วเธอก็ขอหย่ากับผมที่ถนนเส้นนี้เช่นกัน

ผมรู้สึกผูกพันกับถนนเส้นนี้จนไม่ย้ายตามครอบครัวเข้ากรุงเทพ ผมบอกแม่กับพี่สาวว่าจะขออยู่ทำงานเฝ้าบ้านหลังเดิมเอง ไม่ต้องประกาศขายให้ยุ่งยาก เผื่อว่าวันไหนใครบางคนในครอบครัวอาจเบื่ออากาศเมืองกรุงจะได้กลับมาอยู่ได้ แล้วทุกคนก็เห็นดีด้วย

น่าแปลกที่ผมรักษาระยะห่างความผูกพันกับถนนไว้เพียงแค่สายตาและการเคลื่อนย้ายชีวิตผ่านไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนยานพาหนะ คืนนี้ผมจึงลองก้มลงสัมผัสกับผิวถนน ความร้อนยังแฝงตัวไว้กับมัน ผมรู้สึกได้จากผิวแก้มที่แนบกับระนาบพื้นผิวโลก ผมหลับตาแล้วเหยียดกายนอนอยู่อย่างนั้น รู้สึกอบอุ่นผ่อนคลายในห้วงภวังค์ หากจะมีรถผ่านมาสักคันก็ช่างมันเถอะ เพราะนั่นอาจจะทำให้ผมหลุดพ้นจากวังวนความเหงาเสียที


2

ฉันเริ่มกังวลตั้งแต่นังเหมี่ยวมันโทรมาแล้วล่ะ ว่าต้องเกิดอะไรขึ้นสักอย่างในคืนนี้ ฉันเชื่อในลางสังหรณ์ แต่เพื่อนก็คือเพื่อน ต้องช่วยเหลือกันได้เสมอ ฉันอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอนตั้งแต่สามทุ่ม เพราะพรุ่งนี้ฉันต้องพาแม่ไปวัดแต่เช้า ตอนที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ฉันหลับไปแล้ว อาการงัวเงียทำให้ฉันจำอะไรได้ไม่ชัดนัก รู้แต่ว่ามันให้ไปรับที่สถานบันเทิงของคนรุ่นใหม่ นังเหมียวคงโทรมาจากในผับ เพราะเสียงรอบข้างรบกวนโสตประสาทอยู่เป็นระยะ

ฉันขับรถฮอนด้าแจ๊สสีน้ำเงินออกไปตามคำขอร้องของนังเหมียว เมื่อถึงถนนสายนี้ฉันก็เริ่มกลัว มันมืดแล้วก็เปลี่ยวมาก อาการกังวลเกี่ยวกับลางสังหรณ์เริ่มเกาะในความรู้สึกฉัน เมื่อคืนวาน ฉันฝันว่าในล้อรถข้างขวาของฉันนั้นปรากฏศพแมวติดอยู่ในดุมล้อ ซากของมันเริ่มหายไปบางส่วน ที่พอสังเกตเห็นได้ชัดก็คือดวงตาที่ถลนออกมานอกเบ้าดูน่าขยะแขยง จากนั้นฉันก็ตื่นขึ้นกลางดึก แล้วร้องไห้อย่างหนัก แม่ที่ตกใจวิ่งเข้ามาเคาะประตูห้องไถ่ถามว่าเป็นอะไร เมื่อได้ความแล้วแม่ก็จดเลขอะไรสักอย่างบนฝ่ามือ

แม่นะแม่ ลูกฝันร้ายก็เอาไปตีเป็นเลขหวย

เมื่อไปถึงที่ผับนังเหมียวก็เปลี่ยนใจไม่กลับกับฉัน เพราะมันคั่วผู้ชายมาได้คนหนึ่ง หน้าตารูปร่างดูดีทีเดียว ฉันโมโหมันมาก ถึงแม้ว่ามันจะทำอย่างนี้อยู่เป็นประจำก็เถอะ นังเหมียวเป็นบุคคลที่ไม่เคยเหงาเลยในชีวิต รอบกายเธอไม่เคยขาดผู้ชายสักวัน แน่นอนว่าผู้หญิงอย่างนังเหมียวต้องรับรสรักทุกด้าน ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ยามมันทุกข์นังเหมียวจะร้องไห้ มันบอกว่าการร้องไห้เพราะความรักเป็นการบำบัดความเหงาอย่างหนึ่ง

แต่คืนนี้...มันไม่น่าลงเอยแบบนี้เลย ฉันกลัว...เพราะขามาฉันตั้งใจจะเติมน้ำมันรถที่จวนจะหมด ทว่าไม่ทันการ ปั้มปิดก่อนเวลา ฉันเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังโต้เถียงกับพนักงานก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันคิดว่าอย่างน้อยก็มีนังเหมียวเป็นเพื่อนในขากลับ เพราะถึงแม้ว่ารถน้ำมันหมดลงก็น่าจะช่วยกันคิดว่าจะเอาอย่างไงกันต่อ และฉันเองค่อนข้างจะแน่ใจว่าหากเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นจริงๆหนุ่มๆของนังเหมียวก็พร้อมที่จะมาช่วยเหลือได้เสมอ เพียงแค่นังเหมียวใช้ปลายนิ้วจิ้มเลขหมายของเหยื่อที่มันกำลังอยากใช้งานจริงๆ

ก่อนขับรถกลับออกมา ฉันถามนังเหมียวด้วยอารมณ์ฉุนพอสมควรว่าทำไมไม่ให้หนุ่มๆที่จีบมันอยู่มารับ มันตอบอย่างหน้าระรื่นว่า กลัวหนุ่มคนใหม่ที่เล็งไว้ในคืนนี้เข้าใจผิด เออ! ให้มันได้อย่างนี้สิ เพื่อนเกลอ

ฉันเป็นคนขับรถเร็วอยู่แล้ว และเมื่อไม่มีนังเหมียวนั่งมาเป็นเพื่อนฉันยิ่งเพิ่มความเร็วขึ้นอีก ภาวนาว่าให้ผ่านถนนเส้นนี้ไปก่อนเถอะ หากน้ำมันจะหมดลงจริงๆ

ขณะที่รถแล่น ฉันเปิดไฟสูงมาตลอดทางและเร่งระดับเสียงเพลงในรถดังเกินกว่าปรกติ บางทีฉันคิดจะหลับตาไม่มองภาพข้างหน้าที่ฉันกลัวด้วยซ้ำ แต่ฉันเคยดูโฆษณามือถือในทีวีสโลแกนสุดกิ๊บเก๋ว่าไว้ “ความกลัวเป็นสิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมาเอง จงเอาชนะมัน” น่าแปลกนะที่บังเอิญสโลแกนที่ว่าเป็นของ(อดีต)ค่ายมือถือของท่าน คนคนเดียวที่นำรัฐบาล(ในอดีต)ออกกฎให้ปั้มปิดสี่ทุ่ม ฉันอยากจะบอกท่านเหลือเกินว่าหากลูกสาวท่านเจอเหตุการณ์แบบที่ฉันกำลังเผชิญหน้าอยู่ จะยังเอาชนะความกลัวอย่างไร

ไม่นานรถฉันก็กระตุก เสียงเครื่องยนตร์ครางสะดุดคล้ายคนกำลังจะหมดลมหายใจ แล้วก็ดับลงในที่สุด เสี้ยววินาทีก่อนที่ฉันจะดับไปหน้ารถ ฉันเห็นผู้ชายคนหนึ่งนอนอยู่ริมถนน ในลักษณะคว่ำหน้าอยู่ข้างรถ ภาพนั้นห่างจากรถฉันไม่น่าจะเกิน 10 เมตร นั่นมันทำให้ฉันกลัวยิ่งขึ้นไปอีก เขาเป็นอะไรถึงได้มานอนกลางถนนเปลี่ยวแบบนี้ ฉันเริ่มนึกไปถึงการฆาตกรรมเหมือนในนิยายที่เพิ่งอ่านจบลง

ฉันตรวจสอบระบบล็อกรถเป็นอันดับแรกแล้วเริ่มตั้งสติ ถนนที่ฉันกำลังติดกับอยู่นั้นมีเสาไฟฟ้าทั้งสองด้าน แต่ด้วยมาตรการประหยัดพลังงานของชาติจึงมีไฟสว่างออกมาด้านเดียว รถของชายคนนั้นอยู่ไม่ห่างจากเสาไฟมากนัก ทว่าระยะห่างจากรถฉันกับรถเขานั้นไกลโข ทำให้ฉันสังเกตรายละเอียดได้ไม่ชัดเท่าที่ควร จากนั้นฉันก็หยิบโทรศัพท์มือถือเพื่อโทรหาแม่ “หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้” คือเสียงที่ฉันได้ยิน เป็นไปได้อย่างไร แม่ไม่เคยปิดเครื่องและฉันก็แน่ใจว่า แบตมือถือของแม่ไม่ได้หมด เพราะฉันเป็นคนชารต์ให้เมื่อบ่ายนี้เอง ฉันลองใหม่อยู่หลายครั้งก็ยังติดต่อไม่ได้

“ไม่มีหมายเลขที่ท่านเรียกในระบบ...” ฉันเริ่มหงุดหงิดและโกรธเจ้าของคลื่นมือถือที่ฉันใช้อยู่ ทำไมฉันต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ เรื่องไม่เติมน้ำมัน อาจจะเป็นความผิดของฉันที่ประมาทเอง แต่เรื่องคู่สายโทรศัพท์ที่ยุ่งเหยิงแบบนี้ ผู้บริโภคอย่างฉันรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบจริงๆ

ทำไม ทำไม ทำไม ?

อากาศในรถเริ่มอบอ้าว ฉันอยากออกไปนอกรถ แต่ความกลัวทำให้ฉันพยายามโทรหาคนที่รู้จักและพอจะช่วยเหลือได้ต่อไป ฉันเริ่มร้องไห้เมื่อเห็นคำว่า “คู่สายไม่ว่าง” ทุกครั้งที่ต่อโทรศัพท์
หรือว่าฉันคงคล้ายแมวในฝันที่จะต้องมาตายที่นี่...

3

ผมรู้สึกว่ามีรถคันหนึ่งมุ่งตรงมาทางที่ผมกำลังนอนอยู่ แต่แล้วจู่ๆไฟหน้ารถก็ดับลง ที่ตรงนั้นค่อนข้างมืด แต่ผมพยายามมองไปที่ป้ายทะเบียนรถ เผื่อว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ผมจะได้บอกตำรวจถูก ทว่าระยะห่างเกิดความสามารถของสายตาผม ดังนั้นผมจึงตั้งใจจดจำลักษณะภายนอกตัวรถให้ได้มากที่สุด

บางทีอาจจะเป็นรถของคู่รักแรกเริ่มที่ต้องการพลอดรักในมุมส่วนตัวก็เป็นได้

ผมครุ่นคิดในขณะที่ร่างกายยังอยู่ในท่าเดิม ความร้อนของผิวถนนทำให้ใบหน้าผมรู้สึกผ่อนคลายขึ้น แต่แม้จะรู้สึกสบายเท่าใด ในใจก็ยังอดคิดถึงตักอ่อนนุ่มของเธอที่ผมเคยหนุนนอนไม่ได้ กลิ่นหอมจางๆจากตัวเธอทำให้ผมฝันดี น้ำตาผมไหลออกมาอีกแล้ว...

ของเหลวในตาอาจทำให้ผมมองภาพข้างหน้าพร่าเลือน ผมไม่แน่ใจในสายตาตัวเองนักว่าเห็นหญิงคนหนึ่งในรถ กำลังก้มๆเงยๆทำอะไรสักอย่าง ชายหนุ่มของเธออาจจะก้มทำบางกิจกรรมที่ตักเธอก็เป็นได้ ผมควรทำอย่างไรดี นี่ถ้าหากรถน้ำมันไม่หมดผมคงลุกขึ้นแล้วรีบขับออกไปจากที่นี่โดยเร็ว เพราะผมเข้าใจอารมณ์ห้วงแห่งรักของชายหญิงคู่นั้นดี บางทีสถานที่อาจจะเป็นเรื่องรองกว่าความรู้สึกที่พลุกพล่านข้างในที่เร่าร้อน แน่นอนว่าทั้งคู่คงไม่อยากให้ใครมาขัดจังหวะ โดยเฉพาะคนที่ดูเหมือน คนบ้ามานอนข้างถนนเช่นผม

ผมควรนอนอยู่อย่างนี้ใช่ไหม? หรือว่าจะลุกขึ้นเดินไปถามไถ่ ว่าใยมาจอดรถข้างทางเปลี่ยว หรือว่าเธออาจจะมาคนเดียว ใช่ซิ! ผมยังไม่เห็นชายหนุ่มที่มากับเธอเลยนี่ ไม่ซิ สายตาผมไม่ค่อยดี ตัดสินอะไรจากดวงตาคู่เหงานี้ไม่ได้ ดังนั้นผมควรรอต่อไป รอให้ประตูรถเปิดออกมา หรือไม่ก็เคลื่อนตัวออกไป เพราะหากเป็นดั่งที่ผมคาดเดาเอาไว้ ผมจะได้ไม่เป็นฝ่ายทำลายช่วงเวลาส่วนตัวของคนอื่น

4

ผู้ชายคนนั้นยังคงนอนอยู่ที่เดิม ฉันสังเกตได้ว่าเขาขยับตัวเล็กน้อย และดูเหมือนว่ากำลังจ้องมองมาทางนี้อยู่ ใจฉันเต้นระส่ำคล้ายว่ามันอยากจะกระโดดออกมานอกหน้าอก เหงื่อที่ไหลออกมาทำให้ฉันเริ่มรำคาญ อารมณ์ขุ่นเคืองจากเสียงปลายสายที่ฉันพยายามติดต่อว่า “ไม่มีหมายเลขที่ท่านเรียก” ทำให้ฉันเริ่มประสาทเสีย “จะไม่มีได้ไงล่ะ ก็ฉันโทรหาแม่อยู่ทุกวันนี่” จากนั้นก็ลองกดหานังเหมียว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสัญญาณหรือว่ามันปิดเครื่องจึงติดต่อไม่ได้ บางครั้งการตกอยู่ในสถานการณ์ที่คับขันก็ทำให้ฉันเริ่มมองย้อนกลับเข้ามาในใจตัวเอง นี่ฉันอับจนคนรู้จักเพียงนี้หรือ หากฉันไม่ติดแม่จนเกินไป อาจจะมีผู้ชายสักคนไว้เป็นเพื่อน ไว้ช่วยเหลือกันและกัน ฉันยอมรับว่ากลัวผู้ชาย จากการได้รับรู้เรื่องราวของมนุษย์เพศนี้จากแม่และชีวิตนังเหมียว

ผู้ชายน่ากลัวที่สุด รวมทั้งพ่อฉันด้วย

อากาศในรถเริ่มจะหมดลง แม้ว่าฉันจะแง้มบานกระจกไว้ก็ตาม ความอึดอัดทำให้ฉันเลิกกลัวหรือว่ากลัวน้อยลง ฉันเองก็ยังไม่แน่ใจ ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจเปิดประตูรถออกมาข้างนอก อากาศที่เย็นทำให้ใจหวิวอย่างบอกไม่ถูก คล้ายมันกำลังเตือนว่าฉันตัดสินใจผิด แน่นอนว่าฉันไม่ยอมละสายตาจากผู้ชายที่นอนอยู่ริมถนนนั่น บางทีฉันควรโทรหา 191 ใช่ไหม

ยังไม่ทันที่จะต่อ 191 ติด เขาก็ลุกขึ้นเดินตรงมาที่ฉัน

เขาไม่ได้เป็นอะไรนี่!

สมองฉันหวนกลับไปคิดถึงภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องดังทันที นี่เป็นพฤติกรรมเลียนแบบสุดฮิตแน่ๆ เขาต้องฆ่าฉัน ไม่ก็ข่มขื่นอย่างทารุณ ฉันรีบวิ่งกลับเขาไปในรถ เปิดระบบไฟฟ้า ล็อคประตูทั้งสี่ด้าน กดปุ่มให้กระจกเคลื่อนตัวขึ้นโดยเร็ว เมื่อหันกลับออกไปมองนอกรถ ฉันต้องร้องกรี๊ดออกมาสุดเสียง เขาเดินมาถึงตัวรถแล้วเริ่มเคาะกระจก ฉันพยายามก้มใบหน้าอันตระหนกลงที่ช่องหว่างขา ในมือก็พยายามกดหา 191 พระคุณเจ้าช่วย! มันติด ฉันรนรานบอกรายละเอียดกับเจ้าหน้าที่ที่รับสายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแล้ววางสายไป ผู้ชายคนนั้นยังเดินไปรอบๆรถเหมือนจะพยายามที่จะมองหน้าฉัน แล้วก็เคากระจกทั้งสี่บาน เสียงมันดังกังวาลน่ากลัว ฉันเริ่มร้องไห้อีกแล้ว คิดถึงแม่ คิดถึงนังเหมียว แล้วก็คิดถึงใบหน้าผู้ชายทุกๆคนที่มาจีบฉัน บังเอิญฉันฉุกคิดถึงเรื่องในหนังสือที่เคยอ่านขึ้นมาได้ เขาบอกไว้ว่าทฤษฎีหนึ่งที่เป็นการป้องกันอันตรายจากฆาตรกรคือ อย่าให้มันเห็นหน้าตาอันสวยงามของคุณ ดังนั้นฉันจึงควานหากระเป๋าเครื่องสำอางค์ทั้งๆที่หน้ายังก้มต่ำอยู่อย่างนั้น โชคเข้าข้างฉันที่เจอกระเป๋า ฉันเปิดซิปแล้วหยิบลิปสติกมาเขียนที่ใบหน้า ให้ตัวเองน่าเกลียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันร้องไห้สะอื้น พลางลากเส้นลิปสติกสีชมพูไปทั่วใบหน้าอยู่อย่างนั้น นานเท่าไหร่ฉันก็จำไม่ได้ ตำรวจถึงมาที่เกิดเหตุ

ผู้ชายคนนั้นถูกรวบตัวไว้ทันที เขาพยายามอธิบายว่าจะช่วยเหลือฉันที่ติดอยู่ในรถ แน่นอนว่าตำรวจยังไม่เชื่อเขา หลังจากนั้นฉันก็ถูกเชิญไปโรงพัก พร้อมกับชายคนนั้น ใบหน้าฉันคงแปลกประหลาดน่าดู นายตำรวจถึงมองฉันแปลกๆ ในขณะทีรถตำรวจกำลังพาฉันไปสอบปากคำ ฉันหยิบกระจกจากกระเป๋าเครื่องสำอางมาส่องดูตัวเอง

ให้ตายซิ! ฉันเหมือนเจ้าหลินฮุ้ยที่ขอบตาเป็นวงสีชมพูเลย

5

จากคืนอันเงียบเหงา กลายเป็นเรื่องราวหลากอารมณ์ประดังเข้ามาในชีวิตผม นานหลายชั่วโมงกว่าตำรวจจะยอมปล่อยตัวผม ตำรวจเช็คประวัติอยู่นาน ทั้งหน้าที่การงาน สถานที่อยู่ และก็คนรู้จักรอบตัว ทว่าข้อที่เป็นปัญหาหนักในการสอบสวน ก็คือทำไมผมถึงลงไปนอนที่ถนนเอาดื้อๆอย่างนั้น มันไม่มีเหตุผลมารองรับว่าคนสติดีเขาทำกัน ไม่เหมือนผู้หญิงแพนด้าเหยื่อความหวังดีที่ไม่เข้าท่าของผม เธอยังมีทฤษฏีที่เป็นเหตุเป็นผลให้ผมเอาเป็นแบบอย่างได้ ว่าทำไมใบหน้าเธอเป็นแบบนั้น

ให้ตายซิ! มนุษย์เราทำอะไรต้องมีเหตุผลทุกครั้งเลยหรือ ผมคิด...

กว่าตำรวจจะแน่ใจว่าการที่ผมเอาใบหน้าไปแนบกับพื้นถนน ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใครๆ เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบสองชั่วโมงแล้ว

แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่ผมให้อภัยกับการซวยของตัวเองในคืนนี้ได้ เพราะเธอคนนั้นเป็นผู้หญิง บางทีคืนนี้อาจเป็นค่ำคืนที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตเธอก็เป็นได้

ผมทำได้ดีที่สุดก็คือ ขอโทษเธอ ทั้งๆที่ผมไม่รู้ว่าตัวเองผิดหรือเปล่า แต่ผมก็รู้สึกว่าตัวเองไม่เหงามากเท่าไหร่ เมื่อได้รับคำขอโทษที่เธอส่งกลับมาให้เช่นกัน และมันยังดังแว่วในคำนึงเสมอตั้งแต่นาทีนั้น...

ก่อนก้าวลงมาจากโรงพัก เสียงข่าวในทีวีรายงานว่าอดีตผู้นำประเทศคนหนึ่งได้ วิดีโอลิงค์มาให้กำลังใจกลุ่มผู้สนับสนุนในประเทศไทย

ฮ้อ! ช่างเป็นข่าวที่ซ้ำซากเหลือเกิน





 

Create Date : 17 เมษายน 2554
3 comments
Last Update : 17 เมษายน 2554 0:32:00 น.
Counter : 782 Pageviews.

 
 
 
 
แวะมาอ่านแล้วชอบจังเลยค่ะ...
รู้สึกว่าอ่านแล้ว สำนวนรื่นหู ...
 
 

โดย: พลเมืองตัวน้อย วันที่: 19 เมษายน 2554 เวลา:22:05:20 น.  

 
 
 
ขอบคุณครับ
 
 

โดย: ramo729 วันที่: 26 เมษายน 2554 เวลา:23:19:06 น.  

 
 
 
 
 

โดย: kalumdok วันที่: 7 กันยายน 2555 เวลา:20:34:36 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ramo729
 
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




'ราโม
จินตนาการจากชายชอบเล่าเรื่อง
[Add ramo729's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com